“ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งจะได้ยืนที่อิตาลี ประเทศที่อยากไปตั้งนาน แล้วได้ทำสิ่งที่รักไปด้วย คือได้แสดงที่ Venice Bienale หนึ่งในสถาบันทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก มันเหมือนความฝันจริงๆ” น้ำหวาน-รวินันท์ อัศวกาญจนกิจ เล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข แม้วันนี้เราจะได้คุยกันผ่านโทรศัพท์ หลังจากไม่ได้เจอตัวจริงๆ กันมาหลายปี แต่เราก็สัมผัสได้ว่าเธอมีความสุขมาก 

เราสองคนรู้จักกันมา 21 ปี เรียกได้ว่าเกือบทั้งชีวิตของเรา ก่อนที่ทางแยกในช่วงมหาวิทยาลัยจะนำพาให้เราสองคนเติบโตบนเส้นทางที่แตกต่างกัน เธอเลือกบินไปเรียนที่นิวยอร์กหลังเรียนจบมัธยม และได้ทุนการศึกษาจากโรงเรียนทั้งสองโรงเรียนที่นั่น

ในความทรงจำของเรา น้ำหวานคือเด็กตัวสูงในชั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจเรียนอนุบาล ยังจำได้ดีว่า ตอนนั้นเธอเต้นบัลเลต์ในชุดกระโปรงฟูฟ่อง สองเท้าเริงระบำท่ามกลางหมู่มวลเพื่อนร่วมชั้น จวบจนเวลาที่เธอเติบโต 14 ปี ในโรงเรียนหญิงล้วน เธอก็ยังเต้นบนเวทีโรงเรียน 

คุยกับ ‘น้ำหวาน-รวินันท์ อัศวกาญจนกิจ’ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale

แต่แล้วที่สุดในวันนี้ น้ำหวานคือคนไทยคนเดียวที่ได้แสดงบนรันเวย์ของ Marc Jacobs ใน New York Fashion Week เมื่อ ค.ศ. 2020 การแสดงที่นักวิจารณ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเวที ‘แฟชั่นโชว์ที่ดีที่สุดของ Marc Jacob’ จากนั้นเธอได้เป็นหนึ่งใน 20 คนที่ได้รับการคัดเลือกให้บินลัดฟ้าไปร่วมแสดงในงาน Biennale เทศกาลศิลปะชื่อดัง ใน ค.ศ. 2021 ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ในการแสดงของ เวย์น แม็คเกรเกอร์ (Wayne McGregor) หนึ่งในนักออกแบบท่าเต้นที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จที่สุดในวงการเต้น ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยเรียนเรื่องราวของเขาในชั้นเรียน และ คริสตัล ไพท์ (Crystal Pite) นักออกแบบท่าเต้นที่น้ำหวานใฝ่ฝันว่าจะได้มีโอกาสแสดงในผลงานการออกแบบท่าเต้นของเธอ

มันเป็นการเดินทางที่น่ามหัศจรรย์มากเลยนะ ยังจำได้ว่าตอนมัธยม เคยเห็นแกควบคุมอาหารหนักมากเพื่อเตรียมตัวออดิชัน แต่วันนี้บินไปไกลมากๆ แล้ว-เราบอกเธอ 

บทสนทนาระหว่างเราสองคน พาให้เราร่วมย้อนบินไปยังจุดเริ่มต้นในการเต้นของน้ำหวาน ในตอนที่เธออายุ 5 ปี… ที่ห้องเรียนตอนกลางวันของโรงเรียนหญิงล้วน 

20 ปี ก่อนที่วันนี้เธอจะได้ยืนอยู่บนเวที Biennale 

คุยกับ ‘น้ำหวาน-รวินันท์ อัศวกาญจนกิจ’ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale
คุยกับ ‘น้ำหวาน-รวินันท์ อัศวกาญจนกิจ’ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale
01 

ก่อนความฝัน

ในวัยเด็ก น้ำหวานเป็นเด็กที่โดดเด่นทั้งด้านการเรียนและกิจกรรม และได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวในทุกๆ ด้าน ให้เธอได้ค้นหาตัวเอง ทั้งการเรียนดนตรีอย่างขิม (ที่เราเรียนกับเธอ) ร้องเพลง (ที่เราเรียนกับเธออีกเช่นกัน) เทนนิส (ใช่ อันนี้เราก็เคยเรียนกับเธอ) และการเรียนเต้น เหมือนกับเด็กทั่วๆ ไปในโรงเรียนราชินีบน 

เธอเริ่มต้นเต้นครั้งแรกตอนอายุ 5 ขวบ ที่โรงเรียนของเราในช่วงกลางวัน คุณครูให้พวกเราเลือกระหว่างการนอนกลางวัน เรียนรำ เรียนดนตรี หรือเรียนเต้นบัลเลต์ แน่นอนว่าน้ำหวานเลือกอย่างหลัง ก่อนจะเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนบัลเลต์อันดับหนึ่งของประเทศไทยหลังเลิกเรียน

“ตอนอายุสิบขวบ เริ่มเรียนบัลเลต์จริงจังขึ้นและเรียนอาทิตย์ละสามสี่วัน ช่วงนั้นทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับบัลเลต์ ตอนไปโรงเรียนก็จะรู้สึกว่าเหมือนเราแค่ไปเรียนเฉยๆ แต่ที่ตั้งหน้าตั้งตารอ คือการได้เรียนบัลเลต์หลังเลิกเรียน

“ตอนอายุสิบสี่ เราไปหาเพื่อนที่อังกฤษ แล้วก็ไปเรียนบัลเลต์กับครูคนหนึ่ง เขาเห็นเราเต้น เขาก็มาถามว่าเราสนใจเป็นนักเต้นอาชีพไหม แต่ด้วยความที่เพิ่งอายุสิบสี่ ตอนนั้นตอบไปว่า อยากแต่คิดว่าเก่งไม่พอ ก็ฟังคำแนะนำของครู และตามเรียนกับครูคนนี้จนกระทั่งกลับไทย

“พอมาคิดย้อนกลับไป คำตอบมันไร้เดียงสามาก ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังเก่งไม่พอสำหรับมาตรฐานของตัวเองในตอนนี้ แต่ที่แตกต่าง คือที่ตอบไปตอนนั้น เรายังไม่เคยให้โอกาสตัวเองด้วยซ้ำว่าตัวเองจะทำได้หรือไม่ได้

“อาจเป็นเพราะโดนปลูกฝังตั้งแต่เด็กว่า ถ้าจะเข้าสายการเต้น ต้องหุ่นแบบนี้ รูปร่างแบบนี้ เท้าแบบนี้ ตอนนั้นเลยเข้าใจว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว อาจจะสายไปแล้ว เพราะบางคนเขาเข้าโรงเรียนเต้นแบบเต็มเวลาตั้งแต่อายุสิบสี่”

หลังจากกลับจากอังกฤษ เธอยังคงตั้งใจสานต่อความฝันของตัวเองในโลกแห่งการเต้น และเคยลองไปใช้ชีวิตกับการเรียนเต้นทั้งวัน 3 สัปดาห์ที่ออสเตรเลีย เพราะอยากหาคำตอบให้ตัวเองว่า นี่คือสิ่งที่อยากทำจริงๆ ใช่ไหม แล้วร่างกายจะไหวหรือเปล่า คำตอบคือไหวและพร้อมจะไปต่อ 

เธอยังบอกอีกว่า “เวลาเต้น เรารู้สึกเหมือนได้อยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง มันไม่ใช่โลกแห่งความจริง ตอนเด็กๆ เป็นคนขี้อายด้วย ไม่กล้าพูดกับคน พูดเก่งแค่กับเพื่อนสนิท กับที่บ้าน แต่พอตอนเต้น กลับกล้าขึ้นมา เรามั่นใจที่จะเต้นมากกว่าพูด” 

ตอนน้ำหวานตัดสินใจไปเรียนเต้นต่อที่ต่างประเทศ เธอได้รับผลตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เธอบอกว่า “เข้าใจว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่เหมือนคนอื่น หุ่นเราก็ไม่ได้ดีและรู้ว่าอาชีพนี้ยาก” 

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองผอม และเธอก็ทุ่มเทกับการซ้อมเต้น ควบคู่กับการเรียนไปด้วย 

“ความรู้สึกตอนนั้นคือ มั่นใจมากว่านี่คือสิ่งที่รักและอยากทำ ก็เลยมุ่งมั่นต่อไปโดยไม่สนใจคำสบประมาทต่างๆ ที่ใครต่อใครบอกว่า เราไม่มีทางทำได้” 

ตอนนี้เธอไม่เสียใจเลยที่เลือกสิ่งนี้

น้ำหวานส่งวิดีโอไปออดิชันเข้าโรงเรียนทั้งหมด 4 แห่ง สุดท้ายเธอเลือกโรงเรียน Joffrey Ballet School ที่มหานครนิวยอร์ก

คุยกับ ‘น้ำหวาน-รวินันท์ อัศวกาญจนกิจ’ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale
02

สู่มหานครนิวยอร์ก

เด็กผู้หญิงวัย 18 ปีที่ยืนอยู่คนเดียวในสนามบิน JFK ไม่มีความกลัวเข้ามากัดกินจิตใจเลยสักนิด แม้ว่าเธอต้องไปใช้ชีวิตไกลบ้านเพียงลำพัง ในมหานครที่แสงไฟฉายสว่างที่สุดในโลก 

“ตอนนั้นคิดแค่อยากจะหนี แล้วก็อยากพิสูจน์กับทุกคนว่าเราทำได้แล้ว เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนอยู่ไทย หลายคนมองว่าเราทำตามความฝันนี้ไม่ได้ แต่เราเชื่อมาตลอดว่าคนขยันยังไงก็ชนะคนมีพรสวรรค์ 

“เวลาจะพิสูจน์เอง” 

ณ Joffrey Ballet School น้ำหวานคือเด็กผู้หญิงเอเชียคนหนึ่งที่ได้เรียนในคลาสของผู้อำนวยการโรงเรียน Era Jouravlev ผู้แสดงให้น้ำหวานเห็นว่า ณ ฟากหนึ่งของโลก มีครูที่มีความสุขกับการทำงาน ไม่ว่าจะมีวันที่แย่ขนาดไหน ครูคนนี้ก็ตั้งใจสอนเต็มที่เสมอ

ในคลาสเรียนนั้น เธอเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่เข้าใจเรื่องการใช้กล้ามเนื้อเท่าใดนัก และต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่

“ตอนนั้นเขียนทุกอย่างลงในไดอารี่” เธอพูดถึงวิธีบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้

วันหนึ่ง น้ำหวานซื้อตั๋วราคาพิเศษไปชมการแสดงของ Complexions Contemporary Ballet “ต้องรีบโทรไปจองบัตร ราคาสิบเหรียญฯ (300 บาท) เพราะบัตรราคานี้หมดเร็ว บัตรถูกแต่นั่งติดเวที มองไม่เห็นเท้า ตั๋วแถวนี้เลยราคานี้” 

เด็กผู้หญิงตัวสูงคนนั้น จึงได้ชะเง้อมองนักแสดงจากที่นั่งแถวหน้าสุด และเธอก็ได้พบกับการแสดงที่ “นั่งดูอยู่แล้วน้ำตาไหล” 

ราวกับว่าคนบนเวทีกำลังพูดกับเธอผ่านการเต้น เธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต เมื่อคนบนเวทีใช้ร่างกายสื่อสารกับเธอที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด วินาทีนั้นเองที่น้ำหวานรู้คำตอบแล้ว ว่าเธอสนใจการเต้นแบบไหน

เธออยากเต้น Contemporary 

เธอเริ่มหาประวัติของนักเต้นบนเวที และพบว่าหลายคนในคณะเต้นจบจาก The Ailey School ไม่นานนัก เธอตัดสินใจบอกผู้อำนวยการโรงเรียนว่าจะขอย้ายโรงเรียน 

ครูบอกว่า “ฉันอยากให้เธออยู่ต่ออีกปี” 

คำว่า ขอให้อยู่ต่อ ไม่ใช่การกีดกันความฝันของศิษย์ แต่ครูบอกว่าน้ำหวานจะได้รับทุนการศึกษาต่ออีกหนึ่งปี “ฉันจะสนับสนุนเธอให้เต็มที่ จะช่วยให้เธอพัฒนาที่สุดเท่าที่จะทำได้” น้ำหวานจึงอยู่กับครูอีก 1 ปี และย้ายไป The Ailey School ในปีถัดมา 

คุยกับ ‘น้ำหวาน-รวินันท์ อัศวกาญจนกิจ’ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale
คุยกับ น้ำหวาน รวินันท์ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale

ช่วงที่เรียนใน The Ailey School น้ำหวานเริ่มต้นออดิชันเข้าคณะเต้น พร้อมรับงานเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเต้นในโปรเจกต์เต้น แสดงมิวสิกวิดีโอ และโฆษณา ขณะนั้นเธอทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟไปด้วย เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ในมหานครนิวยอร์ก แม้จะได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวน 

“แต่ละงาน มีคนมาออดิชันประมาณสองร้อยกว่าคน เราแค่เพิ่งเริ่มยืดๆ ย่อๆ ชี้เท้า เขาก็เชิญออกแล้ว ยังไม่ทันทำอะไรเลย เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้งช่วงแรกๆ” 

ได้มารู้ทีหลังว่า บางครั้งคณะเต้นมีเกณฑ์การเลือกที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ทั้งความสามารถ สีผม สีผิว และส่วนสูง ไม่ใช่ทุกอย่างที่เธอควบคุมได้ แค่ต้องทำให้ดีที่สุด 

แต่การใช้ร่างกายที่หนักเกินไป ย่อมนำมาซึ่งความเจ็บป่วยที่เธอไม่อาจเลือกได้ “ช่วงนั้นต้องซ้อมงานกลางคืนด้วย ตั้งแต่แปดโมงจนถึงสี่ทุ่ม จำได้เลยว่าทุกๆ พฤหัสฯ ร่างกายจะไม่ไหวแล้ว แต่มันก็ต้องสู้ 

“วันหนึ่งกำลังเรียนอยู่ ต้องขอครูไปนั่งพัก พอนั่งปุ๊บก็น้ำตาไหลเลย คลาสเลิกก็ยังไม่หยุดร้อง พอครูเห็นก็บอกว่าร้องออกมาเลย เข้าใจตัวเองแล้วตอนนั้นว่าไม่ไหว เพราะเรากดดันตัวเองมาก ๆ คือเราอยากทำให้เทอมสุดท้ายของการเรียนเราดีที่สุด” 

แต่แล้วก็เหมือนกับฟ้าผ่าลงมาท่ามกลางเมฆหมอกแห่งความฝัน เมื่อวันหนึ่งน้ำหวานรู้ว่าที่ตัวเองเคยเพิกเฉยต่อเสียงเตือนจากร่างกายตัวเองมาตลอด 

“เริ่มเจ็บหน้าแข้ง แต่ตอนนั้นก็ไม่เลิกกระโดด พอเทอมต่อไปถึงรู้ว่าเอาแล้ว เรากระโดดไม่ได้แล้ว มันเจ็บมากๆ ฝืนไม่ไหว พอแสดงงานเรียนจบเสร็จก็ไปตรวจ แล้วพบว่ากระดูกหน้าแข้งร้าว ถ้าไม่หยุดเต้นมันจะแตก

“หมอให้ทางเลือกมาสองอย่าง คือจะเลิกเต้น หรือเลือกผ่าตัด” 

เธอตัดสินใจผ่าตัดเพื่อเอาแท่งเหล็กดามขา และปล่อยให้กระดูกสมานเอง จากนั้นเธอเริ่มกายภาพบำบัดและเตรียมพร้อมร่างกายอีกครั้ง เพื่อที่จะกลับมาเต้นหลังจากหยุดพักไป 3 เดือน

คุยกับ น้ำหวาน รวินันท์ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale
03

ภาพจางที่ชัดเจน

“จำได้ว่ามีวันหนึ่งที่แกส่งคลิปมาให้ ตอนที่เต้นในพาเหรดดิสนีย์” 

“ใช่ ตอนนั้นนึกถึงแกเลย” 

“อันนั้นคืองานอะไรนะ” 

“งานเปิดตัวของ Frozen 2” 

เราเคยดูการ์ตูนดิสนีย์ด้วยกันตั้งแต่ตอนเด็ก และยังจำความตื่นเต้นตอนที่น้ำหวานส่งคลิปมาให้ น้ำหวานเล่าให้ฟังว่า ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้งานนี้ เพราะต้องแข่งขันกับนักเต้นมากมายที่เรียนเต้นด้าน Musical Theater มาโดยเฉพาะ

“ตอนที่ดิสนีย์โทรมา เราไม่ได้รับสาย เพราะคิดว่าเป็นเบอร์สแปม” เธอหัวเราะ ในนิวยอร์กข้อความและโทรศัพท์สแปมนับสิบอันจะถูกส่งเข้ามาในโทรศัพท์ทุกวัน “แล้วก็ได้รับอีเมลจากบริษัทให้โทรกลับ เขาบอกว่าเขาติดต่อเราไม่ได้ ตอนนั้นงงมากๆ” 

เธอรู้ทีหลังว่าการแสดงชุดนี้ต้องมีการร้องเพลงด้วย เนื่องจากเธอไม่ชำนาญด้านการร้องเพลง แถมต้องร้องเพลงพร้อมกับการเต้นอีก เรียกได้ว่าน้ำหวานจำท่าเต้นได้ก่อนจะจำเนื้อเพลงได้เสียอีก 

“มันเป็นประสบการณ์ที่สนุกดีนะ ได้ซ้อมกับ อีดิน่า เมนเซล (Idina Menzel) ตอนตีสี่ของวันแสดง รู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกดิสนีย์ แล้วทางบริษัทก็ดูแลดีมากจริงๆ เอาใจใส่ทุกเรื่อง เราได้ค้นพบตัวเองมากขึ้นไปอีกหลังการแสดงนี้ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง การมาอยู่นิวยอร์กทำให้มีโอกาสได้ทำงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยทำ กล้าที่จะทำแล้วก็จะได้ทำ”

จากนั้น เธอก็ได้ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ และส่งวิดีโอไปออดิชันในประเทศต่างๆ รวมถึงที่แคนาดา “เขาเรียกตัวไปออดิชันที่แคนาดา เราก็จองทุกอย่างเรียบร้อย แต่สุดท้ายไฟลต์ยกเลิก เพราะพายุเข้า เลยไม่ได้ไป”

หลังจากที่เธอกลับมานั่งอยู่ในอพาร์ตเมนต์แทนที่จะได้ไปออดิชัน น้ำหวานรู้ว่า Marc Jacobs เปิดออดิชันเพื่อแสดงบนงาน Runway ใน New York Fashion Week เธอไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนที่ทีมงานตามหา แต่ก็ไป คิดว่าแคสต์ไม่นานก็คงจะเสร็จ 

“พอไปถึงคนเยอะมาก ตอนแรกเข้าใจว่าน่าจะคล้ายๆ กับโมเดลลิ่ง ถ้าเขาไม่ชอบก็คงให้กลับบ้านเลย ไม่น่าจะต้องเต้น แต่สรุปว่าอยู่ที่นั่นทั้งวันเพื่อคัดเลือกรอบแรก และบางคนได้อยู่ต่อเพื่อคัดเลือกรอบสุดท้าย” 

เธอสวมส้นสูงเพื่อไปเตรียมถ่ายรูป รออยู่ประมาณ 4 ชั่วโมง ก่อนจะได้พบนักออกแบบที่เธอเห็นผ่านหน้าสื่อมาตลอดชีวิต มาร์คเดินเข้ามาพร้อมกับพูดว่า “Hi, I’m Marc” 

“เขาให้ลองชุดกับส้นสูงที่เขาเตรียมให้ ให้เดินและเต้นให้ดูตรงนั้นเลยทีละคน แล้วชุดเราหลุด ตอนนั้นก็จับชุดเอาไว้แล้วเต้นต่อ มองเห็นว่าเขาจดชื่อเอาไว้แล้ว แต่เราไม่รู้ ก่อนที่เขาจะบอกว่า ใครที่เขาเรียกตัวให้กลับมาตอนกลางคืน เตรียมพร้อมเต้นในรอบต่อไปนะ พอเปลี่ยนเป็นชุดเต้นตอนกลางคืน ถึงเที่ยงคืนปุ๊บ เขาก็บอกว่าเจอกันพรุ่งนี้นะ”

“ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก หลังจากวันนั้น เราต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ออฟฟิศของมาร์คตั้งแต่เก้าโมงจนถึงดึก ซ้อมกันสามวันแล้วแสดงเลย”

คุยกับ น้ำหวาน รวินันท์ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale

น้ำหวานเล่าว่า ภาพเบื้องหลังเหมือนกับเธออยู่ในหนังเรื่อง Devil Wears Prada แต่อาจจะต้องเปลี่ยนเป็นใส่ Marc Jacobs แทน เพราะเธอเห็นภาพเหล่านักออกแบบนั่งแก้ชุดกันหัวหมุนทุกวัน เป็นภาพคู่ขนานไปกับการซ้อมเต้นของเธอ 

“นักออกแบบท่าเต้นมีภาพในหัวอยู่แล้วว่าต้องการให้การแสดงออกมาเป็นแบบไหน บนเวทีมีคนเยอะมากๆ ประมาณหกสิบคน รวมนางแบบก็ร้อยกว่า เขาจับเราเป็นกลุ่ม แล้วก็สอนท่าแยกให้แต่ละกลุ่ม บอกคิวว่าจะให้กลุ่มไหนเข้าออกตอนไหน นักออกแบบที่เราทำงานด้วยชื่อ คาโรล อาร์มิเทจ (Karole Armitage) เป็นนักบัลเลต์คนสำคัญคนหนึ่งในโลกแห่งการเต้นเลย”

มาร์คมาดูพวกเธอซ้อมบ่อยๆ ตอนกลางคืน แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทุกคนหายใจไม่ทั่วท้อง

“คืนก่อนแสดง อยู่ดีๆ ทีมงานก็บอกว่า บางคนอาจจะไม่มีชุดใส่ เพราะทำชุดไม่ทัน และบอกว่าจะจ่ายเงินค่าตัวตามที่ตกลงไว้ให้กับคนที่ไม่ได้แสดง เราเครียดมาก กลัวจะไม่ได้แสดง” 

สุดท้าย นักแสดงทุกคนก็ได้เฉิดฉายบนเวที พร้อมกับเหล่านางแบบระดับโลก 

“ตอนนั้นในออฟฟิศมาร์ค ทุกคนเครียดกันหมดและวุ่นวายมาก เขาทำงานกันจนถึงวินาทีสุดท้าย นักเต้นและนางแบบบางคนต้องรอลองชุดจนเกือบเช้า 

มาร์คเป็นคนเลือกว่าจะให้เราใส่ชุดอะไร ตอนนั้นตีสองหรือตีสามไม่รู้ มาร์คบอกให้เพิ่มเครื่องผมให้เรา แล้วสไตล์ลิสต์ต้องติดเข็มกลัดให้ที่หมวก เขาเกี่ยงกันว่าใครจะเป็นคนติด เพราะเขาไม่ได้นอนมาสามวันแล้ว ไม่อยากให้เข็มแทงเรา” 

เธอเล่าว่า มีหลายสิ่งทำให้เธอเครียดมากบนเวทีของมาร์ค มันไม่เหมือนการดูโชว์ในชิค ชาแนล สมัยเด็กๆ เลยสักนิด เพราะเธอต้องวิ่งบนส้นสูง และได้ซ้อมกับนางแบบเพียง 2 ครั้งเท่านั้น

แต่แล้วในวินาทีที่เธอยืนอยู่บนรันเวย์ของนิวยอร์กแฟชั่นวีก ได้ยินเสียงบีทหนักๆ ของดนตรี หัวใจของเธอกับเต้นแรงขึ้นมากกว่าเสียงดนตรีเสียอีก “ตอนนั้นจู่ๆ ก็คิดว่า ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาอยู่บนรันเวย์ของใคร เพราะเรารู้ว่าตัวเองไม่ใช่นางแบบ ไม่สูง ไม่ผอม ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้

คุยกับ น้ำหวาน รวินันท์ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale

“หลังแสดงเสร็จ มาร์คก็มาคุยกับพวกเรา แล้วบอกว่านี่คือโชว์ที่ดีที่สุดเท่าที่เขาทำมา” 

ในงานนั้น เธอได้กระทบไหล่กับนางแบบดังอย่าง เบลล่า ฮาดิด (Bella Hadid) และ จีจี้ ฮาดิด (Gigi Hadid) และเธอกลับบ้านไปพร้อมกับความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับเธอจริงๆ

ไม่นานนัก แครอล นักออกแบบท่าเต้นที่ทำงานกับเธอบนรันเวย์ก็ได้ติดต่อเธอมาอีกครั้ง มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากๆ เพราะตอนที่ซ้อมด้วยกัน น้ำหวานก็คิดจะไปหาทางทำความรู้จัก แล้วถามแครอลว่าคณะเต้นของเธอจะเปิดรับคนไหม เพราะเธอชอบวิธีการทำงานแบบแครอลมาก 

แต่เช้าวันหนึ่งที่เตรียมตัวซ้อม แครอลกลับเดินมาหา และถามว่าเธอทำงานอะไร มีวีซ่าอะไร และแครอลสนใจร่วมงานกับเธอในอนาคต

แม้โปรเจกต์คณะเต้นของแครอลต้องพับเก็บไปเพราะการระบาดของโควิด-19 แต่น้ำหวานก็ได้รับเลือกจากแครอล ให้เข้าร่วมแคมเปญระหว่าง Marc Jacobs กับ Capezio และกลายเป็นว่าเธอเป็นนักแสดงจาก New York Fashion Week คนเดียวที่ได้รับเลือก แล้วได้ซ้อมตัวต่อตัวกับแครอลผ่านคอมพิวเตอร์ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดของสถานการณ์โควิด-19 ในนิวยอร์ก

คุยกับ น้ำหวาน รวินันท์ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale
แคมเปญระหว่าง Marc Jacobs กับ Capezio
04 

จาก Letter to Juliet สู่เมืองเวนิส 

เมื่อสถานการณ์ของโรคระบาดค่อยๆ คลี่คลายในซีกโลกตะวันตก น้ำหวานได้เข้าร่วมการออดิชันที่เทศกาลศิลปะชื่อดังอย่าง Biennale College Danza ที่นักเต้นจากทั่วโลกกว่า 500 คนต่างเข้ามาสมัคร และเธอก็ได้เป็น 1 ใน 20 คนที่ได้รับเลือก

ณ ที่แห่งนั้น เธอได้ร่วมงานกับ Wayne McGregor นักออกแบบท่าเต้นที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเธอเคยเรียนประวัติและผลงานของเขาที่โรงเรียน 

“พอเจอตัวจริงคือเหมือนได้เจอดารา แต่ต้องซ่อนความเป็นแฟนเกิร์ลเอาไว้ เดี๋ยวเขารู้” 

เธอบินลัดฟ้าจากนิวยอร์กสู่ประเทศที่เธออยากไปมาตลอดชีวิต นั่นคือเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี พร้อมใช้ชีวิตตลอด 3 เดือนซ้อมร่วมกับเพื่อนจากทั่วโลก ซ้อมวันละ 8 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์

คุยกับ น้ำหวาน รวินันท์ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale
สตููดิโอที่ La Biennale

“ตอนที่เวย์นเดินเข้ามา ทุกคนในห้องเกร็งหมดเลย เพราะเขาเป็นคนดังในวงการมากจริงๆ เขาเข้ามาแล้วพูดว่า เขาอ่านใบสมัครทุกใบ ดูทุกวิดีโอด้วยตัวเอง สนใจและเห็นอะไรบางอย่างในตัวพวกเรา ตอนนี้ไม่ใช่การทดสอบแล้ว ฟังแล้วน้ำตาจะไหล เพราะตัวเองสงสัยมาตลอดว่าเขาดูจริงๆ ไหม แล้วใครเป็นคนเลือกเรา

หากการทำงานของมาร์คพาให้เธอมาอยู่ใน Devil Wears Prada ภาพการทำงานที่เวนิส ก็คงเหมือนภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่เธอเขียนเองด้วยความตั้งใจ เป็นเรื่องของ น้ำหวาน รวินันท์ ในโลกใบใหม่ที่เวนิส เมืองที่เธอเฝ้าฝันว่าจะได้เดินทางมาตลอด เราจะได้เห็นตัวเอกในเรื่องซ้อมเต้นทั้งวัน ในทุกชุดการแสดงที่เธอต้องเรียนรู้อย่างรวดเร็ว

“สมองเราต้องจำได้ทุกอย่าง และทำให้ได้ทุกอย่าง พร้อมทั้งต้องตั้งรับวิธีการเวิร์กชอปในแบบต่างๆ” 

เธอเล่าว่าวันแรกที่เรียนกับเวย์น เหล่านักเต้นจะต้องเริ่มจินตนาการจุดเก้าจุดรอบตัวเอง แต่เธอบอกเราพร้อมกับเสียงหัวเราะว่า “เอาจริงๆ ตอนนั้นแค่จุดก็จำไม่ได้แล้ว” 

จากนั้นเวย์น จะให้นักเต้นทั้งหมดลองลากจุดจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย ก่อนพาทุกคนเข้าสู่การเวิร์กชอปด้วยการให้จ้องภาพศิลปะ แล้ว Improvise เต้นตามภาพเหล่านั้น 

แม้จะใช้เวลาซ้อมตลอดทั้งวัน เหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เธอบอกว่า “เหมือนอยู่ในโลกแห่งความฝัน ที่เราไม่ต้องโฟกัสกับโลกแห่งความจริงเลย อยู่แค่กับตัวเอง พอจบวันก็พูดกับตัวเองว่า วันนี้จะทำให้ดีกว่าเมื่อวาน เราภูมิใจมากๆ ที่จะพูดว่าเรารักในสิ่งที่เราทำ” 

คุยกับ น้ำหวาน รวินันท์ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale
วันเปิดเทศกาล

นอกจากการแสดงของเวย์นแล้ว นักเต้นทั้งหมด 20 คนจะต้องลุ้นว่าจะได้แสดงกับ Crystal Pite หรือไม่ เธอคืออีกหนึ่งนักออกแบบท่าเต้นระดับโลก ผู้ออกแบบการแสดง Solo Echo ที่เคยถ่ายทอดผ่านคณะบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอย่าง Royal Ballet 

“เขาส่งมือขวามาสอนเรา ชื่อเอริค เราก็ไปหาข้อมูลว่าเขาเป็นใคร ทำงานยังไง เพื่อเตรียมตัวว่าเรากำลังจะเจอกับอะไร

“การแสดงชุดนี้ เขาเอาแค่สิบสี่คนเท่านั้น หมายความว่าจะต้องมีคนที่ไม่ได้แสดง ทุกคนอยากแสดงชุดนี้มากๆ เราเองก็ลุ้น ตอนประกาศชื่อ เขาอ่านชื่อจนจะครบแล้วแต่เรายังไม่ได้ยินชื่อตัวเอง เพราะเราเป็นชื่อสุดท้าย”

คุยกับ น้ำหวาน รวินันท์ เพื่อนวัยเด็กที่ออกไปตามฝันนักเต้น ใน New York Fashion Week และ Venice Biennale
การแสดงชุด Solo Echo

น้ำหวานได้อยู่ท่ามกลางศิลปะตลอด 3 เดือน ล้อมรอบไปด้วยนักเต้นและศิลปินที่มีความสามารถมากมาย เธอไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้อยู่บนเวทีนี้ เธอได้ยินชื่อ Biennale มาจากพี่สาวที่สนใจในงานศิลปะ งานนี้รวบรวมทั้งสิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก มาอยู่ในที่เดียวกัน รวมถึงได้เจอพี่สาวที่เรียนที่เยอรมนี พร้อมบินลัดฟ้ามาหาเธอที่อิตาลี 

“การที่ทุกอย่างที่รักมาอยู่ในที่เดียวกัน มันพิเศษมากจริงๆ เหมือนฝันเลย” 

เธอบอกว่าถ้าย้อนกลับไปตอนอายุ 16 ปี เธอคงจะไม่บอกสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตให้ตัวเองฟัง แต่จะบอกให้ก้าวต่อไป และอย่าไปสนใจในคำพูดของคนอื่น

วันนี้ เธอคือคนไทยจากเมืองเล็กๆ ของโลกที่ได้ก้าวเข้าสู่วงการเต้นระดับโลก พร้อมทั้งอยู่ในสายตาของนักเต้นระดับตำนาน ที่นักเรียนศิลปะทั่วโลกได้เห็นชื่อ เราเองก็เชื่อเช่นเดียวกันว่า วันหนึ่งผู้คนทั่วโลกจะได้รับรู้ และมองเห็นเรื่องราวของเธอผ่านบทเรียน 

ในชื่อของเด็กผู้หญิงที่โบยบินบนปลายเท้า ‘รวินันท์ อัศวกาญจนกิจ’

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เชื่อไหม.. ‘ทอไหม’ มีเวทมนตร์? 

เปล่า เราไม่ได้หมายความว่าเธอจะเสกแสงไฟออกจากไม้กายสิทธิ์ เพียงตะโกนคำว่าลูมอส หรือทำให้ขนนกลอยเคว้งได้ในอากาศ เพียงเอ่ยคำว่าวิงกาเดียม เลวีโอซ่า 

แต่ อภิญานันท์ จงภักดี หรือ ทอไหมแห่ง Drag Race Thailand ซีซัน 2 ดีไซเนอร์เจ้าของ ทอไหม สตูดิโอ มีเวทมนตร์ที่เรียกว่า ‘มือ’ และ ‘หัวใจที่เต็มไปด้วยพลังแห่งเรื่องราว’ และนั่นทำให้เธอ ‘เสก’ ชุดสุดปังอลังการได้เพียงชั่วข้ามคืน จนเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว ทะยานว่อนไปทั่วโซเชียลมีเดีย และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้แบรนด์ต่างจดจำ ทอไหม สตูดิโอ ในฐานะสตูดิโอที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ประณีต และ ‘งานไว’

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

วันนี้ เราชวนทอไหมมาเปิดประตูเข้าสู่โลกเวทมนตร์ ที่ ทอไหม สตูดิโอ รอยยิ้มเอียงอายถูกวาดขึ้นบนใบหน้าของเธอ แววตาส่องประกายอย่างหาตัวจับยาก โดยเฉพาะในยามที่เธอเอ่ยปากเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นดีไซเนอร์

“เราไม่รู้เลยว่าเราสนใจด้านนี้ ตอนเด็กเราค่อนข้างเนิร์ด แล้วก็เป็นเด็กเรียน และโตมาในกรอบของสังคมที่พอเรียนเก่งจะโดนคาดหวังจากครู ครอบครัว ว่าเราต้องไปในสายวิชาการ แบบ เรียนเก่งอะ ต้องเป็นหมอสิ ดังนั้นเราจึงกล่อมตัวเองว่างั้นเรียนหมอแล้วกันตั้งแต่ประถม แต่จริง ๆ สิ่งที่เราชอบแล้วก็มีความสุขทุกวันคือการแต่งตัว”

เตรียมนาฬิกาย้อนเวลาของคุณไว้ให้ดี 

ก้าวเข้ามาใกล้พวกเราอีกหน่อย ทอไหมกำลังจะหมุนนาฬิกาพาเราย้อนกลับไป ณ ที่ที่เวทมนตร์ของเธอเริ่มต้นขึ้น 

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

จากนครแห่งวัฒนธรรม สู่ดินแดนแห่งเวทมนตร์

“เราแต่งตัวให้คุณแม่ด้วยนะ แล้วก็จับคนนั้นคนนี้มาแต่งตัว” 

ทอไหมเริ่มต้นให้ฟัง เมื่อเราถามถึงเส้นทางจากไหมเส้นแรก ก่อนจะกลายมาเป็นตำนานคู่วงการแฟชั่นและวงการบันเทิงไทย เฉกเช่นเดียวกันกับเด็กไทยหลาย ๆ คน ทอไหมคือเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่พบเจอกับแพสชันของเธอผ่านสิ่งใกล้ตัว นั่นคือครอบครัว รวมถึงการมีโรงเรียนเป็นสนามทดลองให้เธอได้ลองร่ายมนต์ผ่านปลายนิ้ว 

“เพราะครอบครัวของเราตั้งแต่รุ่นคุณยายและคุณแม่ ทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่แรกเป็นธุรกิจครอบครัว ส่วนคุณป้าเป็น Jewelry Designer เขาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเข้ามาเปิดประสบการณ์ แล้วก็เปิดโลกทัศน์มากขึ้น ว่างานในสายนี้อาจจะเหมาะกับเรานะ เพราะเขามาเห็นว่าเราทำพวกงานศิลปะได้ดี” เธอเล่าให้เราฟังอย่างตั้งใจ

นั่นทำให้เด็กหน้าห้องที่เรียนอยู่ห้องคิงในโรงเรียนประจำจังหวัด กลายมาเป็นผู้เสกชุดในงานโรงเรียน รวมถึงเสกเสื้อผ้าให้คุณแม่ของเธอใส่มาเข้าร่วมงานประชุมโรงเรียนเช่นกัน 

“ถ้าถามถึงชุดที่ชอบที่สุดของคุณแม่ คงเกิดขึ้นในช่วงที่เราอยู่ ม.ต้น ในวันประชุมผู้ปกครอง สิ่งที่เราทำหลังจากได้จดหมายเชิญผู้ปกครอง คือรื้อผ้าชิ้นที่แม่มีแล้วก็หยิบมา แล้วก็ลงมือวาด บอกแม่ว่าให้ตัดแบบนี้นะ แล้วก็บอกแม่ว่าให้ไปร้านทำผม ทำทรงนี้ เสื้อแบบนี้ กางเกงตัวนี้ รองเท้าคู่นี้ ทั้งหมดเพื่อให้ได้ลุคนี้ไปประชุมผู้ปกครอง”

นอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือและแต่งตัวให้คุณแม่ ทอไหมยังมีความสุขกับการอ่านหนังสือนิยาย 

และหนึ่งในนิยายที่มีอิทธิพลกับเธอมากที่สุด คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“เราดูหนังวน ๆ จนจำได้หมด อ่านหนังสือจนทุกคนรอบตัวจะรู้ว่าเราชอบมาก ๆ จนพูดตามไดอะล็อกได้” 

ไหนลองหน่อยค่ะ – เราว่า “ฉันชื่อรอน รอนวีสลีย์” 

เธอยิ้มกว้าง แล้วพูดว่า “ฉันแฮร์รี่ แฮร์รี่ พอตเตอร์.. ” 

เราชวนเธอให้เริ่มออกแบบโลกให้กับ ‘ฮอกวอตส์ ประเทศไทย’ ใน 1 นาที

“เราว่ามันต้องแฟนซีกว่าในโลกผู้วิเศษทั้งหมดเลยนะ ด้วยพื้นฐานจินตนาการของคนไทย ลองดูง่าย ๆ จากพวกละครจักร ๆ วงศ์ ๆ การที่เราโดนควักตาแล้วเอาลูกตากลับมาใส่เป็นปกติได้ อย่างพวก นางสิบสอง อะ มันเป็นไปไม่ได้ในโลกชีวิตจริงเลย แต่คนไทยคิดได้ หรือการที่เด็กคนหนึ่งที่มีพี่เลี้ยงเป็นทั้งงู นก ผี

“รวมถึงใน โสนน้อยเรือนงาม ที่ตัวละครคลอดลูกออกมาเป็นบ้าน มีที่ไหนในโลกจะวาไรตี้เท่าประเทศไทย เราว่ามันต้องเกินจินตนาการมาก ๆ ทุกคนจะต้องแข่งกัน อิทธิฤทธิ์จะต้องเกินจากที่ เจ.เค. โรว์ลิง เขียนแน่ ๆ เราอาจต้องมีบ้านตรี คทา จักร สังข์ หรือมีบ้านเหนือ บ้านกลาง บ้านใต้ เพราะแต่ละภาคมีวัฒนธรรมต่างกัน 

“อย่างภาคใต้จะมีกลิ่นอายของมลายู อีสานจะผสมกับความขอม เหนือจะเป็นความล้านนา ภาคกลางจะมีความเป็นลุ่มน้ำ ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันชัดเจน ในหลาย ๆ ประเทศไม่มีนะ ที่แต่ละภูมิภาคต่างกันชัดเจนขนาดนี้ อันนี้เป็นเสน่ห์ที่ถ้าใส่ความเป็นไทยในโลกเวทมนตร์ มันคงจะน่าสนใจมาก ๆ แค่ป่าหิมพานต์เรายังรับวัฒนธรรมอื่นมาผสมกับจินตนาการความเป็นไทยแทรกเข้าไปเลย พอคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

นั่นเป็นเพราะทอไหมใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ดินแดนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และโรงเรียนของเธอตั้งอยู่ที่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ นั่นคือสระล้างดาบศรีปราชญ์ หรือแดนประหารของจังหวัด ทำให้เธอได้เห็นกำแพงเมืองเก่าตั้งแต่เด็กจนโต ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นแดนฝังศพของทหารพม่าในสงครามเก้าทัพ ที่ถูกคั่นกลางไว้ด้วยศาลหลักเมืองของจังหวัด

ในตอนนั้น ทอไหมไม่เคยรู้ตัวว่าเธอสนุกกับเสื้อผ้า นั่นทำให้เธอเลือกเบนเข็มไปเรียนวิชาโบราณคดีในช่วงมหาวิทยาลัยปีแรกด้วยความชื่นชอบประวัติศาสตร์ แม้เสียงหลายเสียงรอบตัวจะบอกให้เธอเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ก็ตาม 

ด้วยการหยิบจับประวัติศาสตร์รอบตัวและความชื่นชอบในวิชาสังคมศึกษา ทำให้เธอเบนเข็มไปเข้าเรียนที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เปิดประตูเข้าสู่โลกของประวัติศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง นั่นคือ ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ 

“พอเราได้เรียนโบราณคดี ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เรากลับได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่าเราอยากเรียนแฟชั่น เพราะพื้นฐานวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะทำให้เราได้ปูพื้นฐานตัวเอง และพอย้ายไปเรียนแฟชั่น มศว ก็ทำให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ”

วินาทีนั้นเองที่เธอค้นพบว่าเธอสนุกกับแฟชั่นมากขนาดไหน ตั้งแต่ประถมจนโต นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เธอสนุกกับมัน และครั้งหนึ่งในเรื่องราวแห่งชีวิต เธอได้มองข้ามตัวตนที่ประกอบให้กลายเป็นเธอไป 

“ตั้งแต่เด็กจนโต เราเรียนรู้เรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว เราซึมซับประสบการณ์จากตรงนั้น และเรียนรู้จากมันโดยที่เราไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำ พอเรากลับมาเรียนแล้วเราทำได้ขนาดนี้ แม่ยังรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมถึงทำได้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยสอนให้เราทำอย่างจริงจัง แต่พอเราได้มาคุยกับตัวเองจริง ๆ ได้มานั่งถามตัวเอง ได้มานั่งตกตะกอนความคิดกับตัวเอง กลายเป็นว่านี่คือสิ่งที่เรามีความสุขกับมันและเราทำได้ดี” 

และมันเป็นเช่นนั้นมา 2 ทศวรรษแล้ว

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

หยิบจับสิ่งใกล้ตัว เพื่อสานต่อเรื่องราว

อย่างไรนั้น ประวัติศาสตร์และมนุษย์คือส่วนหนึ่งของกันและกัน เธอชื่นชอบในประวัติศาสตร์ทุกยุค ทุกสมัย ที่ได้นำพามาพบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้เธอได้คำตอบว่าทำไมแต่ละเส้นไหมของแต่ละยุค จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นลายเฉพาะตัวเส้นนั้น นับตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงสถาปัตยกรรม 

“ประวัติศาสตร์ได้ให้คำตอบว่า ทำไมคนในแต่ละยุคหรือสิ่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำไมคนเหล่านี้ถึงมีพื้นฐานความคิดหรือสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ มันทำให้เราเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ สังคม หรือการพัฒนาอะไรต่าง ๆ” 

เพราะทอไหมบอกเราว่า หนังสือที่มีอิทธิพลในวัยเด็กของเธอ คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั่นจึงเป็นปฐมบทหนึ่งที่ทำให้เธอมองเห็นภาพต่าง ๆ ชัดขึ้น รวมถึงหยิบจับวัฒนธรรมมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า เช่น การตัดชุดผีตาโขนได้ในคืนเดียว! 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

“สิ่งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าทำได้ดี คือการทำชุดขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะเวลาเราเห็นชุด เราเข้าใจแล้วจินตนาการออกว่า กว่าจะมาเป็นชุดนี้ มันมีขั้นตอนตั้งแต่หนึ่งจนถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไง ต้องใช้อะไรบ้าง ต้องทำยังไง เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา หรือต้องเอาอะไรมา Adapt กับอะไร เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา อย่างตอนทำชุดผีตาโขน เป็นโจทย์ที่เราได้จาก นิสา (นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง) ที่เป็นรูมเมตสมัยเรียน 

“เรารู้สึกว่าทุกงานเป็นการชาเลนจ์ตัวเอง เรามีความสุขกับงานที่ทำ พอมีความสุขกับทุกงานแล้วการที่เราเจองานไม่ซ้ำกันเลย มันทำให้รู้สึกว่าทุกวันที่ตื่นมาแล้วได้ทำงาน มันมีไฟ มีความท้าทาย กลายเป็นความสนุกในทุกวันที่ได้ทำงาน” 

วิธีการทำงานของเธอ นอกจากการทำงานที่เร็วแล้ว ทอไหมยังชอบฟังและเก็บรายละเอียดจากคนรอบตัว โดยเฉพาะในเมื่อเวลาอยู่ท่ามกลางคนเยอะ ๆ เธอจะกลายเป็นคนที่พูดน้อยมาก และชอบฟังมากกว่า เพื่อเก็บรายละเอียดให้มาสร้างสรรค์งานเสื้อผ้ามากมายให้กับผู้ที่เธอจะส่งต่องานให้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือเซเลบริตี้ก็ตาม ตั้งแต่สมัยที่เธออยู่ประถม จนถึงตอนนี้ที่เธออายุ 31 ปี 

งานไหนที่คุณคิดว่าเป็นงานที่ทำให้รู้สึกนึกถึงตัวเองที่สุดคะ – เราถาม

“เราคิดว่าน่าจะเป็นงานยูนิฟอร์มโรงพยาบาล” ทอไหมตอบพร้อมรอยยิ้ม 

“ตอนนั้นเราต้องไปรับบรีฟจากบุคลากรทางการแพทย์ และมันทำให้เราคิดถึงตอนมัธยม ที่เราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปใช้ชีวิตในโรงพยาบาล เหมือนในวันนั้นมันกลับกลายเป็นว่าหน้าที่เราในวันนี้ คือการที่ต้องกลับไปทำยูนิฟอร์มให้เขาเหล่านั้น ตั้งแต่บุคลากร พนักงาน ไปจนถึงอาจารย์แพทย์ เหมือนได้พูดคุย มันย้อนกลับไปว่าก่อนหน้านี้เราก็เคยมีชีวิตส่วนหนึ่งที่อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์” 

แล้วถ้าสมมติว่าวันนี้คุณเป็นหมอ คุณคิดว่าชีวิตตอนนี้เป็นแบบไหน – เราถาม

“เราก็คงจะซิ่วอยู่ดี ถ้าเข้าไปเรียนแล้วมันไม่ใช่ เราก็จะหยุดมันทันที แล้วหาทางใหม่ในสิ่งที่ตัวเองชอบ” 

ในตอนนั้น ทอไหมได้ลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มต้นพาเราไปเดินทางตามหาเรื่องราวที่ซ่อนไว้ในเบื้องหลังของชุดแต่ละชุด เธอพาเราไปพบกับชุดราตรีของ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก พร้อมเล่าว่า 

“นี่คือชุดที่ทำให้เราใจเต้นที่สุด เพราะใบเฟิร์นจะไปรับรางวัลนาฏราชเมื่อสองปีที่แล้ว จากเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว” 

“ตอนนั้นทั้งเรา ทั้งตัวน้องและผู้จัดการไม่รู้หรอกว่าจะได้รางวัลมั้ย แต่ในเมื่อน้องได้เสนอชื่อเข้าไปแล้ว เราก็อยากให้น้องสวยที่สุด นั่งคุยกันหลายวันมากว่าจะทำชุดยังไงดี ให้น้องใส่สีอะไร เพื่อที่จะไปงานแล้วรู้สึกว่า ต่อให้ได้หรือไม่ได้รางวัลนี้ น้องจะต้องสวยที่สุดในวันนั้น ก็เป็นชุดในสไตล์ที่น้องไม่เคยใส่ พอน้องได้รางวัล เราได้เห็นชุดเราขึ้นไปในโมเมนต์ที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตน้อง รู้สึกว่าเป็นงานที่เราภูมิใจมาก ๆ งานหนึ่ง” ทอไหมยิ้ม 

ตัดคืนเดียวไหมคะ

“ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว 

“จริง ๆ เดดไลน์มันกลายเป็นชีวิตประจำวันเราไปแล้ว กลายเป็นว่าทุกคนเข้ามาหาเราด้วยชาเลนจ์ที่เราทำได้ แล้วทุกคนจะบอกว่า ฉันรู้ว่าเธอทำได้ ฉันก็เลยให้เวลาแค่นี้ บางทีก็เจอเปลี่ยนแบบในข้ามวัน กลายเป็นว่านอกจากเราสนุกกับงาน ลูกค้าเองก็ดูสนุกเหมือนกัน อย่างล่าสุดเราต้องทำงานให้กับเกมเกมหนึ่ง ได้รูปต้นแบบมาไม่ค่อยชัด แต่ลูกค้าก็จะรู้ว่าต่อให้ได้รูปไม่ชัดมา เราก็ทำให้ได้” แล้วเธอก็ทำได้จริงอย่างคำที่ลูกค้าเชื่อมั่น

ทอไหมได้เสกชุดให้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและวงการแฟชั่น ดังเช่นชุดของนางงามที่ นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง แต่งตัวตามนางงามที่ได้รางวัลเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้เธอซึ่งในตอนนั้นเพิ่งจบการแข่งขัน Drag Race Thailand ซีซั่น 2 ใหม่ ๆ ได้ร่วมมือกันสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการบันเทิงไทย ด้วยชุดที่เหมือนนางงามบนเวทีใหญ่ไม่ผิดเพี้ยน และเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดวันเดียว ไปทั่วโซเชียลมีเดีย

แต่นั่นก็เป็นเหมือนดาบสองคม ท่ามกลางความสุขของการทำงาน ทอไหมต้องเผชิญกับโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นมาจากการพักผ่อนไม่เป็นเวลาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งถึงอายุ 29 ปี 

“หัวใจเรากำเริบครั้งแรกน่าจะอายุประมาณยี่สิบเก้า” เธอเกริ่น

“จุดพีกที่สุดคืออยู่ ๆ หัวใจเราเต้นไม่ปกติ ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นการพักผ่อนไม่พอ วันนั้นไม่ได้นอนมาประมาณสามหรือสี่วัน เรารู้สึกเหนื่อยง่ายจังเลย เลยบอกเพื่อนที่เป็นผู้ช่วยว่าขอไปพักแป๊บหนึ่งนะ แต่พอขึ้นไปนอนมันรู้สึกเหมือนร่างกายค่อย ๆ จมลง ค่อย ๆ จม พอจมปุ๊บ เราก็รีบกดมือถือโทรออก คิดว่าไม่น่าจะไหวแล้ว 

“เพื่อนก็พาไปโรงพยาบาลทันที พอไปถึงปุ๊บเหมือนหัวใจเราเต้นอยู่ประมาณสองร้อยสิบครั้งต่อนาที แล้วมันเต้นมาประมาณสามสี่ชั่วโมงแล้ว วันนั้นหมอบอกว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะหัวใจวาย ซึ่งเท่ากับว่าเราใช้ชีวิตเป็นรูทีนนี้มาสิบปีในการทำลายหัวใจและร่างกายของตัวเอง โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคหัวใจ เพราะเราคิดว่าไหว แล้วด้วยความที่เรายังเด็ก เอเนอจี้มันก็เยอะ ทุกอย่างสนุกไปหมด ทำงานมันสนุก ได้เจอเพื่อน ได้ทำงานที่มันท้าทายแล้วชาเลนจ์ตัวเอง พอสนุก มีความสุข เราก็มองข้ามการดูแลตัวเองไป แต่ตอนนี้ดูแลตัวเองมากขึ้นแล้วค่ะ”

จากนั้นมา ทอไหมเริ่มต้นทำงานที่เธอรักให้เป็นระบบมากขึ้น เธอเริ่มต้นเปิดบริษัทและมีผู้ช่วยร่วมทำงานมากขึ้น ทำให้ ทอไหม สตูดิโอ เต็มไปด้วยชีวิตของผู้คนที่มีแพสชันเหมือนกัน เพื่อที่เธอจะได้ทำงานที่รักต่อไป ควบคู่ไปกับการรักษาสุขภาพให้เป็นระบบมากขึ้นเช่นเดียวกัน 

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ทอไหม

นอกเหนือไปจากการเสกงานได้ในชั่วข้ามคืน ทอไหมยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้เข้าแข่งขัน Drag Race Thailand และได้เสกชุดให้กับตัวเธอเองด้วย

“ชุดแรกที่เราทำให้ตัวเองน่าจะเป็นชุดออดิชัน แล้วก็เป็นชุดที่ถ่ายโปสเตอร์ก่อนถ่ายรายการ”

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ในรายการ ทอไหมได้เสกชีวิตให้กับ ‘ทอไหม’ ขึ้นมา เป็นอีกหนึ่งตัวตนที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นมาก่อน และได้ผสานกับเสื้อผ้าจนกลายเป็นอีกหนึ่งชีวิตจริง ๆ ที่เธอวางคาแรกเตอร์ให้กับการพัฒนาของทอไหมในทุก ๆ ตอนของรายการ 

“ถ้าพูดถึงชุดที่ชอบที่สุดในรายการ คงเป็นชุดโปสเตอร์ เพราะชุดโปสเตอร์เป็นคีย์เวิร์ดที่บอกเล่าเรื่องราวและความเป็นคาแรกเตอร์ของทอไหมได้ดีที่สุด ในการที่เราค่อย ๆ ตกตะกอนแล้วตั้งโจทย์กับตัวเอง มันคือคีย์ลุคที่จะเล่าเรื่องราวให้เราได้”

ทอไหมเปิดรูปให้เราดู แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเบื้องหลังว่า “นี่คือผ้าไหม เพราะเราวางคาแรกเตอร์ว่าเราคือทอไหม ทอไหมในรายการคือสาวคันทรี่จากต่างจังหวัด ผู้โตมากับการใส่เสื้อผ้าและทุกอย่างที่เป็นของในท้องถิ่นตัวเอง เอเลเมนต์ทุกอย่างมีความเป็นเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เขาเข้ามาในเมือง ในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวง เพื่อจะเรียนรู้ความเป็นสาวกรุงเทพฯ ความเป็นแฟชั่น ค่อย ๆ ซึมซับความเป็นแฟชั่น แล้วหาตรงกลางระหว่างแฟชั่น ความเป็นคันทรี่ และความเป็นพื้นบ้านของไทย เพื่อเป็นตัวเอง” 

สำหรับทอไหมแล้ว เธอได้หยิบจับความเชื่อที่มหัศจรรย์ให้กลายเป็นรายละเอียดต่าง ๆ สุดพิเศษ เธอมองว่าความเชื่อของไทยเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่กลายเป็นพญานาค และในอนาคตมันจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นได้เช่นกัน 

“คนไทยเอาความไม่สมบูรณ์ที่สวยงามมาสร้างมูลค่าได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็คือเสน่ห์ คงจะน่าเสียดายนะ ถ้าเรามองเพียงแค่มุมมองว่ามันเป็นเรื่องงมงาย”

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทอไหมยังคงเชื่อในการหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ให้กลายมาเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ตัวตนในวันแรกที่เธอชื่นชอบ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ยังคงอยู่เสมอ รวมถึงความมหัศจรรย์เล็ก ๆ จากประวัติศาสตร์ที่เธอได้หยิบสรรขึ้นมากลายเป็นเรื่องสุดพิเศษ

นั่นทำให้ทอไหมในวันนี้ คือทอไหมที่เติบโตขึ้น และยังคงมีไฟอยู่เสมอ 

“สำหรับเราในวันนี้ ทอไหมคือคนที่มีความรักการทำงาน มีแพสชันในการใช้ชีวิต และมีไฟในทุกวัน เราคิดแค่ว่าในทุก ๆ วัน เราได้ตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ชอบ เรามีความสุขแล้ว การได้เงินหรือได้ผลตอบรับที่ดีมันคือผลกำไร ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการได้ทำในสิ่งที่รัก เลยเป็นกำลังใจที่ทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นมาทำมันทุก ๆ วัน”

เพราะในทุก ๆ หนทางที่ได้ก้าวเดิน ทอไหมค้นพบความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ 

“ต่อให้ลูกค้าไม่ชาเลนจ์เรา เราก็ยังอยากชาเลนจ์ตัวเองในทุก ๆ วันนะ” 

และนี่คือการเดินทางของทอไหม จากวัยประถม จนถึงเธอในวัย 31 ปี 

ที่เวทมนตร์ยังคงอยู่ในทุกเส้นไหมเสมอ 

และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio
ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load