The Cloud x OKMD

1
ความฝันของหญิงสาวคนรักที่ผมมาสร้างทำและดูแล

ร้านหนังสือฟิลาเดลเฟียคือฝันของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความฝังใจในวัยเด็กที่ได้ไปเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดแล้วเกิดความแปลกเปลี่ยวไม่มั่นใจ ทั้งจากความเป็นเด็กบ้านนอก ความอัตคัดขัดสน แต่สิ่งเหล่านี้ได้รับการโอบกอดปลอบโยนจากร้านหนังสือเช่าข้าง ๆ โรงเรียน เธอใช้โลกหนังสือหลบเร้นและป้องกันตัวเองจากความแปลกเปลี่ยวนั้น เงินค่าขนมถูกนำมาเป็นค่าเช่าหนังสือตลอดการเรียนมัธยม จนกระทั่งไม่มีหนังสือให้เช่ากลับบ้านอีกแล้ว

และเมื่อมีร้านหนังสือชั้นนำ (ในยุค 90) มาเปิดแถวนั้น เธอก็เข้าไปอ่าน (แน่ล่ะ เธอไม่มีเงินซื้อแบบด่วน ๆ ถ้าอยากได้ก็ต้องเก็บเงินหลายเดือนจึงจะพอค่าหนังสือสักเล่ม) แต่ถูกไล่ทั้งจากข้อความ “ไม่ซื้อห้ามแกะ” ทั้งจากสายตาจับผิดของเจ้าของร้านและการเดินตามประกบของพนักงาน และคอยไล่ถ้าเห็นคนนั่งหรือยืนอ่านนาน ๆ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมความมีเสน่ห์ของร้านหนังสือที่เมื่อเข้าไปแล้วมันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่มีหนังสืออยู่รอบตัวเรา ความเย้ายวนของเรื่องราวที่เก็บซ่อนในหนังสือ และจินตนาการที่ฟุ้งอยู่ในทุกช่องไฟในแถวอักษรเหล่านั้นจึงมักถูกทำลายไปด้วยลักษณะกีดกันกันแบบนี้

เมื่อเรียนจบทำงาน มีโอกาสไปเที่ยวตามเมืองต่าง ๆ เธอก็พบว่าตัวเองชอบเข้าร้านหนังสือ ด้วยความที่หลงรักกลิ่นชาและกาแฟและชอบกินขนม เธอจึงฝันถึงการมีร้านหนังสือที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของชาและกาแฟที่จะหย่อนกายลงผ่อนพัก หลังกลับจากงานและในวันหยุดจะได้ชิลล์อยู่ในนั้นตลอดวัน

ที่ตั้งใจที่สุดคือจะไม่มีใครถูกกีดกันออกจากร้าน ไม่ว่าจะยากไร้หรือร่ำรวย มือทุกมือต้องแกะพลาสติกที่ห่อหนังสือได้ และจะไม่มีมือใดถูกดึงกลับจากการเปิดหน้าหนังสืออ่าน ก้นทุกคนย่อมมีสิทธิ์นั่งลงในมุมใดมุมหนึ่งของร้าน เพื่อที่จะอ่านหนังสือในมือโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา และไม่มีการตำหนิหรือว่ากล่าวถ้าเขาหรือเธอไม่ซื้อหนังสือเล่มนั้น ขอเพียงแต่อ่านมันอย่างถนอม ไม่พับ ไม่กางจนหนังสือแตกชำรุด

ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือที่เป็นทั้งบ้านและความฝันของคนรัก กลางสวนดอกไม้ที่อุบลฯ
ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือที่เป็นทั้งบ้านและความฝันของคนรัก กลางสวนดอกไม้ที่อุบลฯ

“แบบนี้มันก็ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้านสิ” ผมเย้าด้วยความรู้สึกของคนที่เคยเรียนภูมิสถาปัตย์มาบ้าง และในความที่เป็นคนรักหนังสือเหมือนกัน

“มันควรเป็นแบบนั้น” เธอยืนยัน

นั่นแหละ ผมจึงใช้ความที่เป็นคนรู้จักและสะสมหนังสือและร่ำเรียนมาทางพืชสวน (ไม้ดอกไม้ประดับ) และจัดสวนมาออกแบบฟิลาเดลเฟียให้กลายเป็นร้านหนังสือในสวนดอกไม้ (ผมเพิ่มเปลในสวนให้ด้วย) ให้อารมณ์ความรู้สึกภายในร้านเหมือนอยู่บ้าน (ผมเพิ่มที่นอนอ่านหนังสือให้ด้วย) หรือให้ความรู้สึกเหมือนมาเยี่ยมบ้านเพื่อน/พี่/น้องหรือญาติที่ห้องรับแขกเต็มไปด้วยหนังสือ โดยเราเสิร์ฟชาเป็น Welcome Drink และบอกกับทุกคนที่มาว่า “Make yourself at home”

ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือที่เป็นทั้งบ้านและความฝันของคนรัก กลางสวนดอกไม้ที่อุบลฯ

2
สตอรี่และตัวตนของเจ้าของร้าน คือเสน่ห์ของร้านหนังสืออิสระ

ร้านเสร็จปลาย พ.ศ. 2551 แต่ผมเลื่อนไปเปิดแบบเป็นทางการในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552 เพื่อรำลึกถึงวันแต่งงานกับหญิงสาวคนรักเมื่อ 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งถ้าไม่มีเธอแล้ว ฟิลาเดลเฟียก็ไม่อาจเกิดมีขึ้นได้

เราสร้างฝันนี้ด้วยเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขของเธอ 2 แสนบาท เช่าห้องแถวที่มีแต่หลังคา และสร้างมันขึ้นมาให้เป็นร้านหนังสือ ผมลาออกจากงานกองบรรณาธิการนิตยสารทางเลือกฉบับหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยมีเงินเดือนสุดท้าย 1 หมื่นบาทมาด้วย และหนังสือจากสำนักพิมพ์สวนเงินมีมาและเคล็ดไทย (สายส่ง) ผ่านน้องคนหนึ่งที่เคยเรียนและทำกิจกรรมด้วยกันซึ่งทำงานที่นั่น โดยไม่มีเงินวางมัดจำ ดังนั้นหนังสือในร้านตอนนั้นจึงมีแค่ 4 ชั้น ยาวชั้นละ 3.5 เมตร

เราเลี้ยงร้านด้วยเครื่องชง!

นักเขียนหนุ่มที่เปิด ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

นั่นเป็นความปวดร้าวลึก ๆ เพราะเราไม่อยากได้ชื่อว่าเปิดร้านหนังสือให้เป็นพร็อพ เพื่อจะขายเครื่องชงและเครื่องเคียงต่าง ๆ แต่ก็นั่นแหละ ผมให้สัญญากับคนรักว่า ความฝันนี้อย่างน้อยที่สุดผมจะทำให้มันเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ให้มันกัดกินเรา แต่ก็ไม่รับปากว่ามันจะปันผลกำไรให้เราตอนไหน ดังนั้นในช่วงแรกนี้ เรา (ผมกับเธอ) ก็หารายได้ของตัวเอง เธอเป็นพยาบาล ผมเขียนหนังสือ (มีคอลัมน์เล็ก ๆ และรับจ๊อบงานเขียน) โดยมีร้านหนังสือเป็นออฟฟิศ (คนรักบอกว่า คร้านตอบสังคมว่าแฟนทำงานอะไร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักนักเขียน) และเลี้ยงลูกในร้านหนังสือ (ไม่ให้เข้าเนอสเซอรี่)

ช่วงแรก ๆ ที่หนังสือยังขายได้ไม่ดีนัก ผมก็คร้านตอบคำถามผู้คน เลยบอกว่าผมเปิดร้านหนังสือประหนึ่งเป็นห้องสมุดให้ลูก คือเราไม่มีเงินซื้อหนังสือดี ๆ ให้ลูกได้ทุกเล่มตามที่เราและลูกต้องการ ก็อาศัยทำร้านหนังสือรับหนังสือเข้าร้าน เอามาให้ลูกได้อ่านได้ดู เมื่อขายไม่ได้ (หลังได้อ่านแล้ว) ก็ส่งคืนสายส่ง

ถึงที่สุดแล้วผมเรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ถ้าเราซื่อสัตย์และมั่นคงในวิถีของตัวเองแล้ว เราก็ไม่สามารถเป็นอื่นไปจากตัวตนเราได้

ร้านหนังสือฟิลาเดลเฟียก็เช่นกัน ด้วยความที่ผมเป็นนักกิจกรรมมาแต่เป็นนักศึกษา ทำงานเคลื่อนไหวเรื่องศิลปวัฒนธรรม (การอ่าน/เขียน) การเมืองและสิ่งแวดล้อม เมื่อมาทำร้านหนังสือมันจึงกลายเป็นจุดพักของนักเดินทาง นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว แล้วกิจกรรมหลักของร้านก็คือการตั้งวงเสวนา เพียงแต่เราจะไม่เริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามแรกว่า “มีแรงบันดาลใจอะไรในการเขียนหนังสือเล่มนี้” เพราะนั่นเป็นคำถามที่เราได้ยินมาตลอด ผ่านไป 30 – 40 ปี เราก็ยังถามคำถามเดิม 

นักเขียนหนุ่มที่เปิด ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้
นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

วงเสวนาของฟิลาเดลเฟียจึงเริ่มจากการหยิบยกประเด็นชีวิตและสังคมเชื่อมโยงกับหนังสือ หรือประเด็นหลักในหนังสือที่เชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคม และไม่เน้นการสื่อสารทางเดียวของผู้บรรยายหรือวงเสวนา โดยไม่ให้เวลานานมากนักและให้พูดภาพรวม แต่จะให้ความสำคัญกับการพูดคุยถกเถียงอย่างใกล้ชิดกันหลังการบรรยายหรือวงเสวนา ซึ่งจะได้แพสชันมากกว่า

เราเรียนรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปนั้น นอกจากได้เพิ่มพูนมิตรสหายของร้าน ช่วยกระจายชื่อเสียงออกไปผ่านคำบอกเล่า ยังสะสมเรื่องราวมากขึ้น ๆ พร้อม ๆ กับปริมาณที่มากขึ้น ๆ ของหนังสือในร้าน และเราก็ถึงเวลาลดบทบาทของเครื่องชง (ซึ่งจะว่าไปแล้ว พอปลายปีที่ 2 ยอดก็ตกจากวันละ 30 – 40 แก้ว เหลือไม่ถึง 10 แก้ว เพราะคนเปิดร้านกาแฟในรัศมี 1 กิโลเมตรจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รวมแล้วมากกว่า 30 ร้าน) จนกระทั่งทุกวันนี้เรามีแค่กาแฟเมนูร้อนอยู่ 3 สูตรหลักเท่านั้น ยกเว้นพิเศษจริง ๆ จึงจะทำอากาเป กาแฟสูตรพิเศษของเรา

แต่เราเจอปัญหาใหม่!

แต่นั่นจะกลายเป็นจุดพลิกเปลี่ยนของฟิลาเดลเฟีย จนได้มาสร้างร้านใหม่เป็นหมุดหมายอย่างในปัจจุบัน และที่สำคัญคือร้านหนังสือจะเริ่มให้ดอกผลตั้งแต่นั้น

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

3
ชะตากรรมของร้านหนังสืออิสระ!

“คุณอยากทำร้านหนังสือไปอีกนานเท่าไร” ผมไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้จากหญิงสาวคนรัก ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของความฝันในวันที่เจ้าของห้องเช่าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อผมรู้ว่าหญิงสาวคู่ทุกข์ไม่เคยอยากจบความฝันนี้ ผมจึงบอกเธอว่า โดยส่วนตัวผมมีความสุขที่เมื่อตื่นมาทุก ๆ เช้าได้อยู่กับชีวิตที่ปรารถนา คือการอ่านและเขียนหนังสือในที่ที่มีสิ่งที่รักคือหนังสือมากมายแวดล้อม ในกลิ่นหอมของกาแฟ ในความละมุนของชา ได้มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินอีสาน และมีคนคอหนังสือเดียวกันผ่านมาได้พูดคุยผูกพัน (แน่ล่ะ หนังสือในร้านมันคัดกรองคนที่จะเข้ามา)

“งั้นดีเลย เราไปสร้างบ้านกัน เป็นบ้านเราจริง ๆ ทำร้านหนังสือที่นั่นด้วยเลย หารายได้เพิ่มอีกหน่อย เราก็ผ่อนบ้านได้แล้ว เช่าเขาไปตลอดเท่ากับหาเงินให้เขา ถ้าผ่อนบ้าน วันหนึ่งบ้านก็เป็นของเรา” แล้วเธอก็ไปทำเรื่องกู้สร้างบ้าน

สาบาน! ชั่วชีวิตผมไม่เคยมีไอเดียแบบนี้เลย แต่อาจเพราะพ่อผมตายตั้งแต่ผมเด็กมาก ๆ จึงโตมากับแม่ ผมจึงค่อนข้างไว้วางใจเรื่องความคิดถึงความมั่นคงของผู้หญิง พอดีกับจังหวะนั้นเริ่มเข้าสู่ยุค Facebook ผมลองลงขายหนังสือในหน้าเฟซบุ๊กตัวเอง มันก็พอขายได้ เป็นการเพิ่มรายได้จากหน้าร้าน

แต่เมื่อต้องย้ายร้าน ผมจึงเคลียร์หนังสือคืนสายส่ง สิ่งที่ผมตกใจมาก ๆ คือเงินที่ได้จากสายส่ง 25 เปอร์เซ็นต์ มันน้อยเหลือเกิน ยกตัวอย่างง่าย ๆ จากร้านปัจจุบัน ผนังที่ใหญ่สุดกว้าง 3.5 เมตร มีชั้นหนังสืออยู่ 8 ชั้น ถ้าหนังสือที่รับจากสายส่งเต็มชั้นราคารวม (จากราคาปก) ตกประมาณ 250,000 บาท ถ้าตีเป็นจำนวนเล่ม ก็ตกที่ชั้นละประมาณ 160 – 165 เล่ม (หนาเฉลี่ยประมาณเล่มละ 200 หน้า) รวมทุกชั้นก็ประมาณ 1,280 – 1,300 เล่ม ตีไปที่เล่มละ 200 บาท ทั้งหมดในนั้น ซึ่งถ้าเรารับหนังสือจากสายส่งในระบบฝากขาย เราจะได้ส่วนแบ่งที่ 25 เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราทำยอดได้ 1 แสน เราจะได้ 25,000 บาท อีก 75,000 บาทต้องคืนให้สายส่ง

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

นั่นหมายความว่า ถ้าเราอยากได้เงิน 25,000 บาท/เดือน เราต้องขายหนังสือให้ได้ 500 เล่ม/เดือน หรือเฉลี่ย 16 เล่ม/วัน ดูจำนวนเล่มอาจจะไม่มาก แต่ในประเทศที่ฐานคนอ่านหนังสือไม่มากนัก และไม่ต้องพูดถึงคนที่มีกำลังซื้อ มันก็เป็นเรื่องยากอยู่พอสมควร คิดง่าย ๆ อย่างเราเป็นคนอ่านหนังสือและซื้อหนังสือเป็นประจำ เราก็ยังไม่สามารถซื้อหนังสือได้ทุกวัน ส่วนหนึ่งเพราะว่าเราไม่สามารถอ่านหนังสือจบเล่มทุกวันได้

แต่เอาล่ะ เพื่อไม่ให้ภาพฝันมันโหดร้ายเกินไป ผมตีให้ว่า ถ้าเราขายหนังสือทั้งแผงนั้นได้หมดทุกเล่มภายใน 1 ปี ซึ่งจะเป็นเงินทั้งหมด 250,000 บาท แต่เราจะได้เงินเพียง 62,500 บาท (25 เปอร์เซ็นต์) ส่วนสายส่งหนังสือจะได้ 187,500 บาท (75 เปอร์เซ็นต์) ถามว่ามีใครอยู่ได้ด้วยเงิน 62,500 บาท/ปี นั่นคือเดือนละ 5,208 บาท หรือวันละ 171 บาท หรือต่อให้เราขายหนังสือบนผนังนั้นได้หมดทุกเล่ม 2 ครั้งต่อปี เราก็จะได้เงินค่าหนังสือสือ 500,000 บาท แต่เราจะได้ส่วนแบ่ง 125,000 บาท/ปี หรือเดือนละ 10,400 บาท ถ้าคิดเป็นวัน ก็วันละ 346 บาท (เกินค่าแรงขั้นต่ำมา 46 บาท) แต่สายส่งหนังสือจะได้ส่วนแบ่ง 375,000 บาท ต่างกันถึง 3 เท่า ทั้งที่ใช้พื้นที่ร้านของเรา!

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

ชะตากรรมนี้ไม่ต่างจากชาวนาไทย ที่ข้าวเปลือก 1 ตันหรือ 1,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 5 – 6 บาท ก็จะได้ 5,000 – 6,000 บาท แต่ข้าวเปลือก 1 ตันที่โรงสีรับซื้อไปในราคาที่ว่า พอสีออกมาเป็นข้าวเกรด A จะได้ข้าวสารประมาณ 500 – 600 กิโลกรัม แต่ขายกิโลกรัมละ 35 – 40 บาท ได้เงิน ประมาณ 17,500 – 24,000 บาท นั่นหมายความว่าถ้าอยู่ในระบบนี้ โรงสีหรือพ่อค้าข้าวจะได้มากกว่าชาวนา 4 เท่า ทั้ง ๆ ที่ข้าวมาจากที่ดินและแรงงานของชาวนา!

เมื่อมาทำร้านใหม่ ผมจึงวางแผนจะปลดแอกจากสายส่งหนังสือ โดยการค่อย ๆ ลดพื้นที่จำนวนหนังสือของสายส่งลงทุก ๆ ปี เพื่อก้าวไปให้ถึงจุดที่ 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ภายในร้านเป็นหนังสือของร้าน (ที่หาซื้อขาดมาโดยคัดเลือกจากรสนิยมและมาตรฐานของผม) พื้นที่อีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นของสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ที่รักและนับถือเกื้อกูลกันมา และอีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่ของอีสาน ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมสมัยใหม่ (เน้นผลงานของนักเขียนอีสานอิสระที่ปฏิเสธส่วนกลาง โดยการพิมพ์งานเองและไม่ถูกพูดถึง) สารคดี วิชาการ และวรรณคดีอีสานและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นจุดเด่นของร้าน

ฟิลาเดลเฟียอยู่ที่เก่า 4 ปี พอย่างเข้าสู่ปีที่ 5 เราก็มาสร้างร้านใหม่เสร็จปลาย พ.ศ. 2556 พอปีรุ่งขึ้น เกิดรัฐประหาร ทุกอย่างก็พัง!

4
วันนี้ของฟิลาเดลเฟีย

ด้วยรูปทรงของร้านและการออกแบบให้ชั้นบนเป็นห้องสมุดและแกลเลอรี่ และแบ่งครึ่งหนึ่งเป็นที่พัก 2 ห้อง ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี โลกของเฟซบุ๊กทำให้เราประชาสัมพันธ์ร้านได้โดยตรง และลูกค้าก็เข้าถึงเราได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังสร้างฐานลูกค้าได้ดี การปลดแอกจากสายส่งน่าจะสำเร็จได้ไม่เกินสิ้นปีที่ 2 

แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และเรายืนยันต่อต้านชัดเจน (ผมแสดงจุดยืนตั้งแต่ พ.ศ. 2553 แล้ว ด้วยความที่รับไม่ได้กับการล้อมฆ่าประชาชนแดง ก็ทำให้กิจกรรมของร้านเข้มข้นขึ้นมากในทางการเมืองและถูกโจมตีจากอีกฝ่ายอยู่บ้าง) โดยปฏิกิริยาตอบโต้แรกของเราคือ โละหนังสือของนักเขียนนักวิชาการที่ไม่เลือกข้างประชาธิปไตยออกจากร้านให้หมด สิ่งที่ตามมาคือ อยู่ ๆ เฟซบุ๊กเราก็ถูกรายงานฐานข้อมูลหายไปหมด ขอคืนไม่ได้ และลูกค้าที่ไม่ชอบเรื่องการเมืองหรือมีจริต (ที่ตอนหลังมาเรียกสลิ่ม) หายไปเกือบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ บวกรวมกับในยุค คสช. นั้นเศรษฐกิจค่อนข้างย่ำแย่ ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบ ถือว่าอยู่ในช่วงยากลำบากที่สุดช่วงหนึ่ง นั่นหมายความว่ากำหนดเวลาของการปลดแอกจากสายส่งต้องเลื่อนออกไป

แต่เราก็ได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะถูกคุกคามจากฝ่ายอำนาจเท่าไร แต่เมื่อเรายังมั่นคงในจุดยืน เราก็ได้พบเพื่อนใหม่ ๆ ที่เดินทางเข้ามาหา ไม่นับเพื่อนแท้ที่ในยามยากก็ไม่เคยทอดทิ้งกันซึ่งก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2559 เมื่อ อาจารย์วรรณวไล อธิวาสน์พงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่ร่วมร่างหลักสูตรนักเรียนโครงการ วมว. (ม.4 – 6) ศูนย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีกิจกรรมให้ทุนนักเรียนปีละ1,000 บาท/คน ให้ซื้อหนังสืออ่านและนำเสนอทั้งในห้องเรียนและในเพจหนอนหนังสือของโครงการ ที่สำคัญ อาจารย์ใช้ร้านหนังสือฟิลาเดลเฟียเปิดกิจกรรมนี้ในรุ่นแรก มันเลยกลายเป็นธรรมเนียมว่านักเรียนโครงการ วมว. ต้องมาซื้อหนังสือที่นี่ พูดคุยแลกเปลี่ยนจนผูกพันมาทุก ๆ รุ่น

ผมปลดแอกจากสายส่งได้เมื่อนักเรียนโครงการ วมว. รุ่นแรกจบ และนับจากวันนั้น ความฝันของผู้หญิงของผมก็เริ่มให้ดอกผลกำไร เหมือนต้นไม้ในสวนหน้าร้านที่โตให้ร่มกรองแดดให้ร้านไม่ร้อน และเชื้อเชิญนกมาร้องเพลงให้ฟัง เหมือนต้นดอกไม้ที่เริ่มให้ดอก และทำให้ผีเสื้อมาเป็นแขกประจำของบ้าน

เมื่อขบวนการประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่เริ่มต้นขึ้น ฟิลาเดลเฟียก็กลายเป็นแหล่งพบปะและซื้อหาหนังสือสายก้าวหน้าของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่มัธยมต้นไปจนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย ถึงขนาดว่ามีบางช่วงที่ผมไม่มีหนังสือพอขายตามแรงปรารถนาที่จะอ่านของเยาวชนเหล่านี้ เช่นเดียวกับหนังสือเกี่ยวกับอีสานที่มีมาเท่าไรก็ขายหมด และนี่คือปัญหาล่าสุดของร้านหนังสืออิสระและเป็นปัญหาสำคัญ คือเราหาหนังสือดี ๆ ทั้งเก่าและใหม่ได้ยากขึ้นมาก พูดอีกแบบก็คือปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าหนังสือขายยากหรือขายไม่ได้ ผมขายได้ แต่ผมไม่มีหนังสือจะขาย

หลายต่อหลายคนที่เป็นคนอุบลฯ คนอีสานไปเรียนต่างถิ่นเดินทางกลับมาที่นี่ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องของอีสานที่ผมศึกษามาตลอดชีวิต และเขียนลงในคอลัมน์ที่ The Isaan Record และที่เคยเขียนลงสื่อออนไลน์อื่น ๆ เพราะเขาและเธอไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลแบบนี้เลย และบ่อยครั้งที่ผมต้องปิดร้านพาพวกเขาไปดูพื้นที่จริงของเรื่องราวต่าง ๆ

ผมและหญิงสาวคนรักพาฟิลาเดลเฟียเดินทางมาไกลแล้วนะ คุณเห็นความหวังเหมือนอย่างที่ผมเห็นไหม

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

หนังสือแนะนำ

1

เจ้าชายน้อย

นักเขียน : อังตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี

นักแปล : อริยา ไพฑูรย์

สำนักพิมพ์ : สามสี

ราคา : 300 บาท

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

ที่ต้องให้ เจ้าชายน้อย เป็นหนังสือเล่มแรก นั่นเพราะว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้คุณทอฟฟี่สนใจตัวผม ตอนที่เธอไปดูละครเวทีเรื่องนี้ที่โรงละครคณะศิลปศาสตร์ และได้ฟังผมพูดบนเวทีเสวนาหลังละครจบ และพอใครก็ตามที่ได้ฟังเรื่องราวความรักของผมกับผู้หญิงคนนี้ ซึ่งต่อมาจะเป็นเจ้าของความฝัน (ร้านหนังสือฟิลาเดลเฟีย) ก็มักจะซื้อหนังสือเล่มนี้มาฝากในทุก ๆ ภาษา ที่แปลเป็นไทยมีหลายสำนวนและพิมพ์กับหลายสำนักพิมพ์ต่างกรรรมต่างวาระ โดยส่วนตัวผมชอบสำนวนแปลของ อริยา ไพฑูรย์ (สนพ.สามสี ตุลาคม พ.ศ. 2537) และ สมบัติ เครือทอง (สนพ.ประพันธ์สาส์น เมษายน พ.ศ. 2535)

2

นิทานสังข์สินไซ

นักเขียน : จินดา ดวงใจ ปริวรรตจากอักษรธัมในใบลาน

จัดพิมพ์ : บริษัท ขอนแก่น คลังนานาธรรม จำกัด (พ.ศ. 2544)

ราคา : 250 บาท

นี่เป็นมหากาพย์โดยแท้ เทียบได้กับ รามายณะ และ โอดิสซี แต่ที่เท่คือเรียกตัวเองว่านิทาน (ดูบ้าน ๆ ออกจะกระจอกด้วยซ้ำในความรู้สึกของคนไทย แต่นั่นแหละคือความเหยียด และเมื่อผมเหลือบแลไปในวรรณคดีไทยแล้ว ผมยังไม่เห็นเรื่องไหนเทียบได้กับเรื่องนี้) นี่คือความน่าตื่นตาตื่นใจและความภาคภูมิของคนลาวลุ่มน้ำโขงทั้งสองฝั่ง

3

ผาแดงนางไอ่

จัดพิมพ์ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ โรงพิมพ์คุรุสภา

ราคา : 200 บาท

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

ผมชอบทุกสำนวน (ซึ่งออกมาจากการปริวรรตหรือมีต้นธารมาจากอักษรธัมในใบลาน) โดยเฉพาะฉบับที่เป็นหนังสือส่งเสริมการอ่าน ระดับมัธยมศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2522 ที่มีนายสิริวัฒน์ คำวันสา เป็นผู้รวบรวมและเรียบเรียง 

ฉบับนี้ทำให้เห็นข้อสำคัญ 2 อย่าง คือในช่วง พ.ศ. 2517 – 2524 เป็นที่น่าสังเกตว่า ‘อีสาน’ ได้รับความสนใจจากส่วนกลางค่อนข้างสูง แต่ภายหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลงก็เหมือนถูกหมางเมินทอดทิ้ง และในฐานะคนทำงานวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้โดยเฉพาะตอนสุดท้ายที่ไม่ค่อยมีกล่าวถึงเวลาเอาไปแปลงเป็นสื่อศิลปะอย่างอื่น เช่น ละคร หมอลำ คือมันเป็นวรรณกรรมแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ที่ตื่นตาตื่นใจและสนุกสุด ๆ เท่าที่เคยอ่านมา และถ้าใครทะลึ่งเอามาเขียนใหม่ โดยปรับภาษาให้เป็นสมัยใหม่เท่านั้น มันจะเป็นงาน Magical Realism ดี ๆ นี่เอง

4

นิทานพระยาคันคาก

เรียบเรียง : เตชวโร ภิกขุ (อินตา กวีวงศ์) น.ธ.เอก

จัดพิมพ์ : บริษัท ขอนแก่นคลังนานาธรรม จำกัด (พ.ศ. 2543)

ราคา : 150 บาท

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

นี่เป็นการต่อสู้กับ ‘แถน’ คนและเหล่าสรรพสัตว์ทุกประเภท เพื่อทวงความถูกต้อง สิทธิ์อันพึงได้ของตัวเองจากผู้ที่อยู่บนฟ้า เป็นสงครามสั่งสอนของภาคประชาชน แต่ความเท่ของวรรณกรรมหรือนิทานเรื่องนี้คือ ความไม่มีจริยธรรมแบบไทยหรือแบบพุทธ (แม้คนที่คัดลอกชั้นหลัง ๆ มาจะสวมจีวรเปิดหัวปิดท้ายให้บ้าง แต่ก็ไม่มิด) นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์และความเลวแห่งสงครามและผู้ชนะ นั่นคือเมื่อมนุษย์และสรรพสัตว์รบชนะแถนบนฟ้าแล้ว ลูกเมียแถนก็ถูกเหล่ามนุษย์ข่มขืน และแย่งชิงเอาเป็นเมียต่อหน้าต่อตาแถนผู้ผัว

5

ฆาตกร และเรื่องสั้นอื่น ๆ

นักเขียน : วิทยากร โสวัตร

จัดพิมพ์ : จัดพิมพ์แบบไม่มี ISBN โดยร้านหนังสือฟิลาเดลเฟีย (พ.ศ.2562)

ราคา : 180 บาท

ไม่มีอะไรมากไปกว่า ผมก็แค่อยากขายหนังสือตัวเองครับ

ร้านหนังสือฟิลาเดลเฟีย

ที่อยู่ : 397 หมู่ 3 ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 34190 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 9474 2626

Facebook : ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือในสวนดอกไม้

เวลาทำการ : 10.00 – 22.30 น. (ปิดในวันที่มีธุระ โทรสอบถามก่อนมาได้)

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งควมรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

วิทยากร โสวัตร

เขาเป็นนักเขียน นักอ่าน นักขายหนังสือ และเป็นนักเล่านิทาน เขาจะมีอายุ 45 ปี ในปี 2022 ปัจจุบันอาศัยอยู่ในบ้านที่มีหนังสือนับหมื่นเล่ม กับผู้หญิง 3 คน และแมว 2 ตัว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

ตอนเด็ก ๆ ป๊ามีโอกาสร่ำเรียนน้อย เรียนถึงแค่ ป.4 เพราะต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองและน้อง ๆ” นี่คือประโยคที่แม่ผมพูดถึงพ่ออยู่บ่อยครั้ง 

ผมเติบโตมากับร้านหนังสือที่เกิดจากแรงบันดาลใจของคนคนหนึ่งที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’

ผมขอย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2509 ‘เสียงทิพย์’ เป็นร้านขายและซ่อมวิทยุทรานซิสเตอร์เล็ก ๆ ที่มีแผงหนังสือพิมพ์วางจำหน่ายให้ผู้ที่ผ่านไปมา วันเวลาผ่านไปได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง วิทยุทรานซิสเตอร์ สินค้าแฟชั่นที่เคยได้รับความนิยมค่อย ๆ จางหายไป ช่วงเวลานั้นหนังสือได้เข้ามาแทนที่ และเปลี่ยนร้านเสียงทิพย์ให้กลายเป็นร้านขายหนังสือ

จากความทรงจำในวัยเด็กของผม ร้านหนังสือเปรียบเหมือนสถานที่นัดพบ (Landmark) ของนักเรียนหลังเลิกเรียน และผู้คนในชุมชนมากมาย ทุกวันหลังเลิกเรียน ลูก ๆ ของร้านเสียงทิพย์ต้องผลัดกันมาเฝ้าร้าน เพื่อขายหนังสือและคิดเงินให้ลูกค้า

พ.ศ. 2550 ชายผู้มีปณิธานอันตั้งมั่นได้จากเราไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าให้แก่ครอบครัวอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ในเวลานั้นผมทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ในกรุงเทพฯ และตัดสินใจลาออก เพื่อกลับบ้านมาสานต่อร้านหนังสือในทันที

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ณ เวลานั้น ถือเป็นจุดสูงสุดของธุรกิจร้านหนังสือ ผู้คนอ่านหนังสือกันมากทุกหมวดหมู่ นำมาซึ่งรายได้ที่มากขึ้น ด้วยความมั่นใจ ผมจึงขยายเพิ่มอีก 2 สาขาในจังหวัดพิษณุโลก หลังจากนั้นไม่กี่ปี ความมั่นใจนี้ไม่เป็นดังที่วาดไว้ รายได้ไม่เป็นไปตามแผน “เริ่มมีอะไรบางอย่างเข้ามาแย่งความสนใจของผู้คนไปจากการอ่านและหนังสือ” ผมจึงได้ปิด 2 สาขานั้นลง

ผมกลับมาคิดทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้ง “เราทำร้านหนังสือไปเพื่ออะไร ร้านของเรายังควรจะเปิดต่อไปไหม เมืองนี้ยังต้องการหนังสืออยู่ไหม” ผมได้คำตอบว่า คนพิษณุโลกต้องอ่านหนังสือ

พ.ศ. 2560 ท่ามกลางความท้อแท้ของวงการสิ่งพิมพ์ หนังสือได้รับความนิยมน้อยมาก ร้านหนังสือต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลง ลดจำนวนสาขา แต่เรายังคงยืนหยัดดังปณิธานของคุณพ่อที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’ ผมจึงใช้พื้นที่ร้านนี้เป็นตัวกลางให้ผู้คนหันมาสนใจหนังสือมากขึ้น เราปรับปรุงร้านรูปแบบใหม่ ให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการอ่านเพิ่มขึ้น และเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาอ่านหนังสือมากขึ้น ท่ามกลางตัวเลขยอดขายที่สวนทางลดลงมาตลอด

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

ร้านหนังสือเป็นธุรกิจที่ช่วยเหลือสังคมผ่านสินค้าและบริการ คุณค่าในสิ่งที่เราทำให้ผลลัพธ์ที่ประเมินไม่ได้… หลายสิบปีที่เราเฝ้ามองผู้คน และผู้อ่านมากมายหลายรุ่น หลายช่วงอายุ ที่แวะเวียนกันเข้ามาที่ร้านหนังสือ เราเห็นว่าผู้คนกำลังสนใจอะไร เราเห็นว่าผู้คนกำลังอ่านอะไร และเราเห็นว่าผู้คนสนใจใฝ่รู้หรือไม่

เราอยากสร้าง ‘Story of Hope’ ท่ามกลางผู้อ่านที่อาจลดน้อยถอยลงไปบ้าง มีคนถามว่า “ทำไมเราถึงยังทำร้านขายหนังสืออยู่ ในขณะที่ร้านขายหนังสือทยอยปิดตัวลง หรือปรับเปลี่ยนธุรกิจไปทำอย่างอื่น”

เราเชื่อมาตลอดว่า นอกจากรายได้แล้ว ร้านของเราได้รับความสุขเป็นส่วนเติมเต็มจากหนังสือ และผู้ที่รักการอ่านหนังสือเหมือนกับเรา เรายึดมั่นใน ‘ปณิธาน’ ของการมีอยู่ของหนังสือ มากกว่าการมีอยู่ของร้าน หรืออาจพูดได้ว่า เราดำเนินร้านของเราต่อไปได้ เพราะการมีอยู่ของหนังสือและผู้อ่านหนังสือนั่นเอง เราให้หนังสือเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแหล่งส่งต่อความรู้ ความคิด และสร้างมิตรภาพให้กันและกัน

ด้วยประสบการณ์ของร้านเกือบ 60 ปี ทำให้ร้านของเรามีหนังสือมากมายหลายประเภท ครอบคลุมทุกความชื่นชอบของผู้คนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงวัย เราอยากเป็นร้านที่ให้บริการกับทุกคนอย่างแท้จริง

เคยมีลูกค้าคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่อำเภอหนึ่งในต่างจังหวัด เล่าให้เราฟังว่า เมื่อตอนยังเป็นเด็กนักเรียน ได้มาซื้อคู่มือหนังสือเรียนกับทางร้าน โดยนั่งรถไฟมาและเดินจากสถานีรถไฟ เพื่อมาซื้อหนังสือที่ร้านเป็นประจำ เพราะมีหนังสือให้เลือกซื้อได้เยอะ และครบในทุกระดับชั้นเรียน จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว จากลูกค้าแปรเปลี่ยนเป็นเพื่อน พี่น้อง ที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ผ่านภาพความทรงจำของร้านเสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หากย้อนเวลาไป 10 – 15 ปีก่อน การเข้าถึงความรู้ทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างจำกัด และการซื้อขายทางออนไลน์ยังไม่ง่ายเหมือนอย่างปัจจุบัน รวมถึงความเท่าเทียมในการได้รับความรู้ ก็เหลื่อมล้ำระหว่างคนในเมืองกับคนนอกเมือง และระหว่างคนที่ฐานะเพียงพอจะซื้อหนังสือ กับคนที่ไม่เพียงพอแม้แต่จะได้ทานสารอาหารที่ครบถ้วนในแต่ละวัน

เราอยากให้ร้านของเราเป็นพื้นที่สำหรับ ‘แหล่งความรู้ ความคิด และมิตรภาพ’ ในการเป็นร้านตัวเลือกที่มีหนังสือครบทุกประเภท ทุกช่วงวัย และทุกช่วงฐานะทางสังคม

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘ผู้คนเปิดหนังสืออ่าน’

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘รอยยิ้มของผู้คนผ่านการอ่านหนังสือ’

เรามีความสุขทุกครั้งที่ ‘เป็นส่วนหนึ่งของการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางความรู้’

แม้เราจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในโลกอันกว้างใหญ่ แต่ปณิธานนี้ไม่เคยจืดจางไปเลย

จากสถิติใน พ.ศ. 2564 พบว่า คนไทยใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน และใช้เวลาไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย โดยเฉลี่ยสูงถึง 2 ชั่วโมง 36 นาที เชื่อว่าเวลาส่วนนี้อาจเป็นสิ่งที่หนังสือเล่มถูกลดบทบาทลงไป เวลาของคนคนหนึ่งมีจำกัดต่อวัน ทางเลือกของกิจกรรมมีมากขึ้น การทำกิจกรรมหนึ่งจึงอาจให้เวลาที่ไม่เพียงพอสำหรับทำอีกกิจกรรมหนึ่ง บทบาทของหนังสือเล่มจึงลดลงไป

อีกทั้งสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ได้เปิดการสั่งจองหนังสือล่วงหน้า พร้อมส่วนลดพิเศษ สายส่งหนังสือรายใหญ่ต่างกระหน่ำแจกจ่ายโปรโมชันลดราคา แต่เราไม่สามารถลดต้นทุนได้ เพราะมีพนักงานอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล เราจึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสำนักพิมพ์รายใหญ่ได้ รายได้ของเราจึงลดลงไป

เราเรียนรู้ในทุก ๆ วันจากการหมุนเวียนของผู้คนที่ผ่านเข้าร้าน วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราคิดว่าดีหรือถูกต้องในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สำหรับวันพรุ่งนี้ก็ได้ เราจึงปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและผู้คน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ปรับเปลี่ยนและยึดมั่นมาเสมอ นั่นคือปณิธานของเรา 

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ร้านหนังสือเราต้องไม่เป็นเพียงสถานที่หยิบเลือกหนังสือ จ่ายเงิน แล้วเดินจากไป ร้านหนังสือต้องสร้างสังคมของตัวเองอย่างแข็งแกร่ง เพื่อกลับมาเป็นสถานที่นัดพบ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดที่หลากหลายของผู้คน ตอนนี้เป้าหมายของเรายังไปไม่ถึงหรอกครับ แต่ถ้าเรายืนหยัดและยืนนานพอก็คงไปถึงได้ ‘สักวันหนึ่ง’

ตลอดเวลาเกือบ 60 ปี เราสร้างความผูกพันกับนักอ่านไว้มากมาย จนเมื่อปลาย พ.ศ. 2564 เรามีโอกาสนั่งคุยกับลูกค้าท่านหนึ่ง ที่เติบโตมากับหนังสือในร้านของเรา ตั้งแต่วัยเด็กจนปัจจุบัน เขาทำงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หมอบอกผมว่า “จัดกิจกรรม Book Club กันไหมพี่ เดี๋ยวผมช่วย” เราตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “จัดไปครับ” 

กิจกรรม Book Club ของเราจึงเริ่มขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นชุมชนนักอ่านที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดซึ่งกันและกัน มีผู้ร่วมงานมากกว่าที่ตั้งไว้มาก บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด สิ่งนี้อาจสะท้อนได้ว่า พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดในปัจจุบันนั้นยังค่อนข้างจำกัด และการสนับสนุนจากส่วนกลางและภาครัฐยังไม่เพียงพอ จนถึงวันนี้เราได้จัดไปทั้งสิ้น 4 ครั้งแล้ว ในหัวข้อหนังสือที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง และเราจะยังคงจัดกิจกรรมนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อขยายชุมชนนักอ่านให้มากขึ้น

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ครั้งที่ 1 เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเรื่องหนังสือที่ดีที่สุดใน พ.ศ. 2564 ผู้อ่านแต่ละคนได้นำหนังสือที่ตนรัก มาแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลิน

ครั้งที่ 2 เราลองจัดเป็นลักษณะ 2 หัวข้อที่สนใจ ในช่วงเช้าเรื่อง ‘เป็นเด็กมันเหนื่อย’ ร่วมกับจิตแพทย์เด็กและสำนักพิมพ์หนังสือเด็ก และช่วงบ่าย ‘AI Superpowers’ ร่วมกับเจ้าของสำนักพิมพ์บิงโก

ครั้งที่ 3 เราจัดในหัวข้อวรรณกรรมนิยายที่ชื่นชอบ

และล่าสุดครั้งที่ 4 จัดขึ้นในหัวข้อ ‘อ่านอย่างไรให้เป็นนักลงทุน’ ร่วมกับเพจลงทุนศาสตร์  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และผู้เข้าร่วมอยากให้เราจัดต่อไป 

ในทุกครั้งที่เราได้จัดนั้น เราได้กำลังใจ และได้พลังชีวิตมากมาย และเราได้ยินเสียงสะท้อนบอกว่า “หนังสือและผู้อ่านหนังสือนั้นไม่มีวันหายไป”

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หนังสือแนะนำ

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด

นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

นักแปล : วิทิยา จันทร์พันธ์

สำนักพิมพ์ : Springbooks

ราคา : 199 บาท

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

แม้หนังสือเล่มนี้จะตั้งชื่อให้เราเข้าใจว่าเหมาะกับวัยรุ่น แต่ในมุมมองของผมแล้ว หนังสือเล่มนี้เหมาะสมกับผู้อ่านทุกวัย เพราะให้ข้อคิดและกำลังใจได้เป็นอย่างดี ผมขอหยิบบางบทของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ข้อคิดกับชีวิตผมเป็นอย่างยิ่ง มาเป็นตัวอย่างครับ

“ในชีวิตหนึ่ง ไม่มีช่วงอายุใดเร็วเกินไปหรือสายเกินแก้” ประโยคที่คอยกระซิบบอกผมอยู่เสมอว่า สิ่งสำคัญของชีวิตคือเวลา และอย่าเร่งรีบกับชีวิตเกินไป โดยอาจารย์คิมเปรียบเทียบว่า หากเวลา 24 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 1,440 นาที ชีวิตที่มีอายุขัย 80 ปี จะมีค่าเท่ากับปีละ 18 นาที ผมยกตัวอย่าง อายุ 40 ปี เวลาในช่วงชีวิตของเราจะเท่ากับ 12 หรือเที่ยงวัน เวลาเที่ยงวันนี้บอกผมว่า เรายังพอมีเวลากับชีวิตอยู่ ขอเพียงดำเนินต่อไป อย่าหยุดก้าวเดิน อย่าท้อแท้กับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต วันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จในรูปแบบที่เราเลือกเดิน

อีกบทหนึ่งนั้น คือ ‘ฤดูกาลที่ตัวคุณผลิบาน’ ดอกไม้แต่ละชนิดมีฤดูกาลที่ผลิบานแตกต่างกัน เหมือนกับชีวิตของเรา เราอาจจะประสบความสำเร็จช้ากว่าคนอื่นก็คงไม่เป็นไร หากเราได้ใช้ชีวิตในแบบที่คิดว่ามีความสุขและถูกต้อง วันหนึ่งที่ฤดูแห่งการผลิบานของชีวิตเรามาถึง ก็คงเป็นวันที่สวยงามเช่นกัน

2

เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

นักเขียน : Simon Sinek

นักแปล : วิโรจน์ ภัทรทีปกร

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น

ราคา : 295 บาท

นักเขียน : Simon Sinek เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงธุรกิจว่าเป็นเกมที่ไร้ขอบเขต ธุรกิจจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีผู้ชนะหรือผู้ที่ดีที่สุด แต่เราดูที่ธุรกิจของใครดำเนินต่อไปได้ยาวนานกว่า ธุรกิจที่ไปต่อไม่ได้จะหายไปจากเกมเอง โดยมีตัวแปรที่สำคัญคือ ‘ปณิธาน’ หากเรามีปณิธานที่ดีงามและตั้งมั่น สิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันและกำหนดทิศทางให้เราเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าคุ้มค่า เราอาจไม่ได้วัดที่ตัวเงิน แต่ให้ความหมายกับส่วนที่เติมเต็มพลังใจของเรา การกระทำแบบนี้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง และยืนหยัดในระยะยาวได้

เกมไร้ขอบเขตนี้นำมาใช้กับชีวิตได้เช่นกัน ชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องชนะหรือดีไปกว่าใคร ขอแค่ดีในแบบของเรา และดีต่อสังคมก็เพียงพอแล้ว ปณิธานเหล่านี้เองที่จะมอบความหมาย ให้กับชีวิตในแต่ละวันของเรา

3

The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch)

ผู้แปล : วนิษา เรซ

สำนักพิมพ์ : Amarin HOW-TO

ราคา : 175 บาท

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch) The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

“ถ้าคุณมีเวลาอีกไม่กี่เดือนที่จะได้มีชีวิตอยู่บนโลก คุณจะทำอย่างไร” เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่ผมหยิบขึ้นมาอ่านหลายครั้ง และแต่ละครั้งที่อ่าน ก็จะได้อะไรที่ต่างออกไป 

เมื่อช่วงอายุ 28 เล่มนี้ให้กำลังใจ ให้แง่คิดในการทำตามความฝันของตัวเอง และให้แง่คิดในการใช้ชีวิต มันสะเทือนอารมณ์ที่สุด เมื่ออ่านเล่มนี้อีกครั้งตอนมีครอบครัวและมีลูก ๆ แล้ว เพราะมันให้มุมมองของผู้เป็นพ่อ ที่มีเรื่องราวมากมายอยากจะสอนลูก ๆ ของเขา เฝ้ามองดูการเติบโต สอนสิ่งที่สำคัญ และรับมือกับความท้าทายที่มาพร้อมกับชีวิต 

แต่เวลาของเขาเหลือน้อยมากแล้ว เขาจึงใส่ทุกอย่างที่พอจะเป็นไปได้ ลงไปในเดอะลาสต์เลกเชอร์ ปาฐกถาที่บันทึกการบรรยายเอาไว้และหนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าวันหนึ่ง เมื่อเวลานั้นมาถึง ลูก ๆ ของเขาจะได้รับคำสอนที่ผู้เป็นพ่อนั้นฝากเอาไว้

4

โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล

ผู้เขียน : ริชาร์ด บาก

ผู้แปล : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

สำนักพิมพ์ : จินต์

ราคา : 220 บาท

วรรณกรรมยุค 70 เชิงปรัชญาระดับโลก ชวนให้ค้นหาความเป็นปัจเจกของมนุษย์แต่ละคน ชวนให้คนอ่านแสวงหาวิถีและความมีอิสระของตนเอง โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล เป็นเหมือนหนังสือ How To ในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ คนยุคใหม่ เอาไปใช้เป็นแรงผลักดันตนเอง ให้พยายามทำในสิ่งที่ใคร ๆ ก็ว่าเป็นไปไม่ได้

นกนางนวล โดยธรรมชาติแล้วจะบินออกจากฝั่งไปหาอาหาร โดยโฉบตามเรือประมงที่มีปลา หรือเรือที่คอยโยนเศษขนมปังและเศษอาหาร ใจความสำคัญของนกนางนวลมีแค่นี้ มันทำอยู่แค่นี้ มันมีชีวิตเพียงเพื่อกินและอยู่ให้ชีวิตยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับ ‘โจนาทาน’ เป็นนางนวลกบฏ เป็นนางนวลแหกคอกที่คิดต่าง มันไม่โฉบไปแย่งอาหารกับตัวอื่น ๆ แต่ใช้เวลากับการฝึกบิน บินให้สูง บินให้เร็ว บินด้วยท่าที่พิสดาร บินด้วยรูปแบบที่แปลกใหม่ และที่สำคัญ คือ ‘มีอิสรภาพและเสรี’

ในหนังสือมีการใช้คำว่า ‘นกผู้ใหญ่’ และ ‘นางนวลผู้ใหญ่’ แทนผู้ที่ยึดถือในขนบดั้งเดิมของสังคม ส่วนโจนาทาน คือ ‘นกเด็ก’ ผู้ที่ต้องการแสวงหาอิสระเสรี และเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบของตน

เล่มนี้เหมาะกับคนทุกวัยในสังคมเรายุคนี้มากครับ เพราะ ‘เรามีทั้งนกผู้ใหญ่และนกเด็ก’

เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

ที่ตั้ง ​: 108/3 – 5 เอกาทศรฐ ถนนเอกาทศรฐ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก (แผนที่)

เวลาทำการ : 09.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 0 5525 8862

Facebook : Siangthip book center

เว็บไซต์ : www.stbookcenter.com

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

นิติพันธ์ ตั้งนพรัตน์

คนพิษณุโลก มีบ้านเป็นร้านหนังสือ มีเพื่อนเยอะ ชอบถ่ายภาพ หลงใหลกาแฟ อดีตเป็นสถาปนิกบริษัทในกรุงเทพฯ ปัจจุบันสานต่อธุรกิจครอบครัว ขายหนังสือ เพิ่มเติมคือเป็นบาริสต้าและนักลงทุน

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load