The Cloud x OKMD

1
ความฝันของหญิงสาวคนรักที่ผมมาสร้างทำและดูแล

ร้านหนังสือฟิลาเดลเฟียคือฝันของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความฝังใจในวัยเด็กที่ได้ไปเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดแล้วเกิดความแปลกเปลี่ยวไม่มั่นใจ ทั้งจากความเป็นเด็กบ้านนอก ความอัตคัดขัดสน แต่สิ่งเหล่านี้ได้รับการโอบกอดปลอบโยนจากร้านหนังสือเช่าข้าง ๆ โรงเรียน เธอใช้โลกหนังสือหลบเร้นและป้องกันตัวเองจากความแปลกเปลี่ยวนั้น เงินค่าขนมถูกนำมาเป็นค่าเช่าหนังสือตลอดการเรียนมัธยม จนกระทั่งไม่มีหนังสือให้เช่ากลับบ้านอีกแล้ว

และเมื่อมีร้านหนังสือชั้นนำ (ในยุค 90) มาเปิดแถวนั้น เธอก็เข้าไปอ่าน (แน่ล่ะ เธอไม่มีเงินซื้อแบบด่วน ๆ ถ้าอยากได้ก็ต้องเก็บเงินหลายเดือนจึงจะพอค่าหนังสือสักเล่ม) แต่ถูกไล่ทั้งจากข้อความ “ไม่ซื้อห้ามแกะ” ทั้งจากสายตาจับผิดของเจ้าของร้านและการเดินตามประกบของพนักงาน และคอยไล่ถ้าเห็นคนนั่งหรือยืนอ่านนาน ๆ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมความมีเสน่ห์ของร้านหนังสือที่เมื่อเข้าไปแล้วมันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่มีหนังสืออยู่รอบตัวเรา ความเย้ายวนของเรื่องราวที่เก็บซ่อนในหนังสือ และจินตนาการที่ฟุ้งอยู่ในทุกช่องไฟในแถวอักษรเหล่านั้นจึงมักถูกทำลายไปด้วยลักษณะกีดกันกันแบบนี้

เมื่อเรียนจบทำงาน มีโอกาสไปเที่ยวตามเมืองต่าง ๆ เธอก็พบว่าตัวเองชอบเข้าร้านหนังสือ ด้วยความที่หลงรักกลิ่นชาและกาแฟและชอบกินขนม เธอจึงฝันถึงการมีร้านหนังสือที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของชาและกาแฟที่จะหย่อนกายลงผ่อนพัก หลังกลับจากงานและในวันหยุดจะได้ชิลล์อยู่ในนั้นตลอดวัน

ที่ตั้งใจที่สุดคือจะไม่มีใครถูกกีดกันออกจากร้าน ไม่ว่าจะยากไร้หรือร่ำรวย มือทุกมือต้องแกะพลาสติกที่ห่อหนังสือได้ และจะไม่มีมือใดถูกดึงกลับจากการเปิดหน้าหนังสืออ่าน ก้นทุกคนย่อมมีสิทธิ์นั่งลงในมุมใดมุมหนึ่งของร้าน เพื่อที่จะอ่านหนังสือในมือโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา และไม่มีการตำหนิหรือว่ากล่าวถ้าเขาหรือเธอไม่ซื้อหนังสือเล่มนั้น ขอเพียงแต่อ่านมันอย่างถนอม ไม่พับ ไม่กางจนหนังสือแตกชำรุด

ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือที่เป็นทั้งบ้านและความฝันของคนรัก กลางสวนดอกไม้ที่อุบลฯ
ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือที่เป็นทั้งบ้านและความฝันของคนรัก กลางสวนดอกไม้ที่อุบลฯ

“แบบนี้มันก็ให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้านสิ” ผมเย้าด้วยความรู้สึกของคนที่เคยเรียนภูมิสถาปัตย์มาบ้าง และในความที่เป็นคนรักหนังสือเหมือนกัน

“มันควรเป็นแบบนั้น” เธอยืนยัน

นั่นแหละ ผมจึงใช้ความที่เป็นคนรู้จักและสะสมหนังสือและร่ำเรียนมาทางพืชสวน (ไม้ดอกไม้ประดับ) และจัดสวนมาออกแบบฟิลาเดลเฟียให้กลายเป็นร้านหนังสือในสวนดอกไม้ (ผมเพิ่มเปลในสวนให้ด้วย) ให้อารมณ์ความรู้สึกภายในร้านเหมือนอยู่บ้าน (ผมเพิ่มที่นอนอ่านหนังสือให้ด้วย) หรือให้ความรู้สึกเหมือนมาเยี่ยมบ้านเพื่อน/พี่/น้องหรือญาติที่ห้องรับแขกเต็มไปด้วยหนังสือ โดยเราเสิร์ฟชาเป็น Welcome Drink และบอกกับทุกคนที่มาว่า “Make yourself at home”

ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือที่เป็นทั้งบ้านและความฝันของคนรัก กลางสวนดอกไม้ที่อุบลฯ

2
สตอรี่และตัวตนของเจ้าของร้าน คือเสน่ห์ของร้านหนังสืออิสระ

ร้านเสร็จปลาย พ.ศ. 2551 แต่ผมเลื่อนไปเปิดแบบเป็นทางการในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552 เพื่อรำลึกถึงวันแต่งงานกับหญิงสาวคนรักเมื่อ 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งถ้าไม่มีเธอแล้ว ฟิลาเดลเฟียก็ไม่อาจเกิดมีขึ้นได้

เราสร้างฝันนี้ด้วยเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขของเธอ 2 แสนบาท เช่าห้องแถวที่มีแต่หลังคา และสร้างมันขึ้นมาให้เป็นร้านหนังสือ ผมลาออกจากงานกองบรรณาธิการนิตยสารทางเลือกฉบับหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยมีเงินเดือนสุดท้าย 1 หมื่นบาทมาด้วย และหนังสือจากสำนักพิมพ์สวนเงินมีมาและเคล็ดไทย (สายส่ง) ผ่านน้องคนหนึ่งที่เคยเรียนและทำกิจกรรมด้วยกันซึ่งทำงานที่นั่น โดยไม่มีเงินวางมัดจำ ดังนั้นหนังสือในร้านตอนนั้นจึงมีแค่ 4 ชั้น ยาวชั้นละ 3.5 เมตร

เราเลี้ยงร้านด้วยเครื่องชง!

นักเขียนหนุ่มที่เปิด ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

นั่นเป็นความปวดร้าวลึก ๆ เพราะเราไม่อยากได้ชื่อว่าเปิดร้านหนังสือให้เป็นพร็อพ เพื่อจะขายเครื่องชงและเครื่องเคียงต่าง ๆ แต่ก็นั่นแหละ ผมให้สัญญากับคนรักว่า ความฝันนี้อย่างน้อยที่สุดผมจะทำให้มันเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ให้มันกัดกินเรา แต่ก็ไม่รับปากว่ามันจะปันผลกำไรให้เราตอนไหน ดังนั้นในช่วงแรกนี้ เรา (ผมกับเธอ) ก็หารายได้ของตัวเอง เธอเป็นพยาบาล ผมเขียนหนังสือ (มีคอลัมน์เล็ก ๆ และรับจ๊อบงานเขียน) โดยมีร้านหนังสือเป็นออฟฟิศ (คนรักบอกว่า คร้านตอบสังคมว่าแฟนทำงานอะไร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักนักเขียน) และเลี้ยงลูกในร้านหนังสือ (ไม่ให้เข้าเนอสเซอรี่)

ช่วงแรก ๆ ที่หนังสือยังขายได้ไม่ดีนัก ผมก็คร้านตอบคำถามผู้คน เลยบอกว่าผมเปิดร้านหนังสือประหนึ่งเป็นห้องสมุดให้ลูก คือเราไม่มีเงินซื้อหนังสือดี ๆ ให้ลูกได้ทุกเล่มตามที่เราและลูกต้องการ ก็อาศัยทำร้านหนังสือรับหนังสือเข้าร้าน เอามาให้ลูกได้อ่านได้ดู เมื่อขายไม่ได้ (หลังได้อ่านแล้ว) ก็ส่งคืนสายส่ง

ถึงที่สุดแล้วผมเรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ถ้าเราซื่อสัตย์และมั่นคงในวิถีของตัวเองแล้ว เราก็ไม่สามารถเป็นอื่นไปจากตัวตนเราได้

ร้านหนังสือฟิลาเดลเฟียก็เช่นกัน ด้วยความที่ผมเป็นนักกิจกรรมมาแต่เป็นนักศึกษา ทำงานเคลื่อนไหวเรื่องศิลปวัฒนธรรม (การอ่าน/เขียน) การเมืองและสิ่งแวดล้อม เมื่อมาทำร้านหนังสือมันจึงกลายเป็นจุดพักของนักเดินทาง นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว แล้วกิจกรรมหลักของร้านก็คือการตั้งวงเสวนา เพียงแต่เราจะไม่เริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามแรกว่า “มีแรงบันดาลใจอะไรในการเขียนหนังสือเล่มนี้” เพราะนั่นเป็นคำถามที่เราได้ยินมาตลอด ผ่านไป 30 – 40 ปี เราก็ยังถามคำถามเดิม 

นักเขียนหนุ่มที่เปิด ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้
นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

วงเสวนาของฟิลาเดลเฟียจึงเริ่มจากการหยิบยกประเด็นชีวิตและสังคมเชื่อมโยงกับหนังสือ หรือประเด็นหลักในหนังสือที่เชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคม และไม่เน้นการสื่อสารทางเดียวของผู้บรรยายหรือวงเสวนา โดยไม่ให้เวลานานมากนักและให้พูดภาพรวม แต่จะให้ความสำคัญกับการพูดคุยถกเถียงอย่างใกล้ชิดกันหลังการบรรยายหรือวงเสวนา ซึ่งจะได้แพสชันมากกว่า

เราเรียนรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปนั้น นอกจากได้เพิ่มพูนมิตรสหายของร้าน ช่วยกระจายชื่อเสียงออกไปผ่านคำบอกเล่า ยังสะสมเรื่องราวมากขึ้น ๆ พร้อม ๆ กับปริมาณที่มากขึ้น ๆ ของหนังสือในร้าน และเราก็ถึงเวลาลดบทบาทของเครื่องชง (ซึ่งจะว่าไปแล้ว พอปลายปีที่ 2 ยอดก็ตกจากวันละ 30 – 40 แก้ว เหลือไม่ถึง 10 แก้ว เพราะคนเปิดร้านกาแฟในรัศมี 1 กิโลเมตรจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รวมแล้วมากกว่า 30 ร้าน) จนกระทั่งทุกวันนี้เรามีแค่กาแฟเมนูร้อนอยู่ 3 สูตรหลักเท่านั้น ยกเว้นพิเศษจริง ๆ จึงจะทำอากาเป กาแฟสูตรพิเศษของเรา

แต่เราเจอปัญหาใหม่!

แต่นั่นจะกลายเป็นจุดพลิกเปลี่ยนของฟิลาเดลเฟีย จนได้มาสร้างร้านใหม่เป็นหมุดหมายอย่างในปัจจุบัน และที่สำคัญคือร้านหนังสือจะเริ่มให้ดอกผลตั้งแต่นั้น

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

3
ชะตากรรมของร้านหนังสืออิสระ!

“คุณอยากทำร้านหนังสือไปอีกนานเท่าไร” ผมไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้จากหญิงสาวคนรัก ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของความฝันในวันที่เจ้าของห้องเช่าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อผมรู้ว่าหญิงสาวคู่ทุกข์ไม่เคยอยากจบความฝันนี้ ผมจึงบอกเธอว่า โดยส่วนตัวผมมีความสุขที่เมื่อตื่นมาทุก ๆ เช้าได้อยู่กับชีวิตที่ปรารถนา คือการอ่านและเขียนหนังสือในที่ที่มีสิ่งที่รักคือหนังสือมากมายแวดล้อม ในกลิ่นหอมของกาแฟ ในความละมุนของชา ได้มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินอีสาน และมีคนคอหนังสือเดียวกันผ่านมาได้พูดคุยผูกพัน (แน่ล่ะ หนังสือในร้านมันคัดกรองคนที่จะเข้ามา)

“งั้นดีเลย เราไปสร้างบ้านกัน เป็นบ้านเราจริง ๆ ทำร้านหนังสือที่นั่นด้วยเลย หารายได้เพิ่มอีกหน่อย เราก็ผ่อนบ้านได้แล้ว เช่าเขาไปตลอดเท่ากับหาเงินให้เขา ถ้าผ่อนบ้าน วันหนึ่งบ้านก็เป็นของเรา” แล้วเธอก็ไปทำเรื่องกู้สร้างบ้าน

สาบาน! ชั่วชีวิตผมไม่เคยมีไอเดียแบบนี้เลย แต่อาจเพราะพ่อผมตายตั้งแต่ผมเด็กมาก ๆ จึงโตมากับแม่ ผมจึงค่อนข้างไว้วางใจเรื่องความคิดถึงความมั่นคงของผู้หญิง พอดีกับจังหวะนั้นเริ่มเข้าสู่ยุค Facebook ผมลองลงขายหนังสือในหน้าเฟซบุ๊กตัวเอง มันก็พอขายได้ เป็นการเพิ่มรายได้จากหน้าร้าน

แต่เมื่อต้องย้ายร้าน ผมจึงเคลียร์หนังสือคืนสายส่ง สิ่งที่ผมตกใจมาก ๆ คือเงินที่ได้จากสายส่ง 25 เปอร์เซ็นต์ มันน้อยเหลือเกิน ยกตัวอย่างง่าย ๆ จากร้านปัจจุบัน ผนังที่ใหญ่สุดกว้าง 3.5 เมตร มีชั้นหนังสืออยู่ 8 ชั้น ถ้าหนังสือที่รับจากสายส่งเต็มชั้นราคารวม (จากราคาปก) ตกประมาณ 250,000 บาท ถ้าตีเป็นจำนวนเล่ม ก็ตกที่ชั้นละประมาณ 160 – 165 เล่ม (หนาเฉลี่ยประมาณเล่มละ 200 หน้า) รวมทุกชั้นก็ประมาณ 1,280 – 1,300 เล่ม ตีไปที่เล่มละ 200 บาท ทั้งหมดในนั้น ซึ่งถ้าเรารับหนังสือจากสายส่งในระบบฝากขาย เราจะได้ส่วนแบ่งที่ 25 เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราทำยอดได้ 1 แสน เราจะได้ 25,000 บาท อีก 75,000 บาทต้องคืนให้สายส่ง

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

นั่นหมายความว่า ถ้าเราอยากได้เงิน 25,000 บาท/เดือน เราต้องขายหนังสือให้ได้ 500 เล่ม/เดือน หรือเฉลี่ย 16 เล่ม/วัน ดูจำนวนเล่มอาจจะไม่มาก แต่ในประเทศที่ฐานคนอ่านหนังสือไม่มากนัก และไม่ต้องพูดถึงคนที่มีกำลังซื้อ มันก็เป็นเรื่องยากอยู่พอสมควร คิดง่าย ๆ อย่างเราเป็นคนอ่านหนังสือและซื้อหนังสือเป็นประจำ เราก็ยังไม่สามารถซื้อหนังสือได้ทุกวัน ส่วนหนึ่งเพราะว่าเราไม่สามารถอ่านหนังสือจบเล่มทุกวันได้

แต่เอาล่ะ เพื่อไม่ให้ภาพฝันมันโหดร้ายเกินไป ผมตีให้ว่า ถ้าเราขายหนังสือทั้งแผงนั้นได้หมดทุกเล่มภายใน 1 ปี ซึ่งจะเป็นเงินทั้งหมด 250,000 บาท แต่เราจะได้เงินเพียง 62,500 บาท (25 เปอร์เซ็นต์) ส่วนสายส่งหนังสือจะได้ 187,500 บาท (75 เปอร์เซ็นต์) ถามว่ามีใครอยู่ได้ด้วยเงิน 62,500 บาท/ปี นั่นคือเดือนละ 5,208 บาท หรือวันละ 171 บาท หรือต่อให้เราขายหนังสือบนผนังนั้นได้หมดทุกเล่ม 2 ครั้งต่อปี เราก็จะได้เงินค่าหนังสือสือ 500,000 บาท แต่เราจะได้ส่วนแบ่ง 125,000 บาท/ปี หรือเดือนละ 10,400 บาท ถ้าคิดเป็นวัน ก็วันละ 346 บาท (เกินค่าแรงขั้นต่ำมา 46 บาท) แต่สายส่งหนังสือจะได้ส่วนแบ่ง 375,000 บาท ต่างกันถึง 3 เท่า ทั้งที่ใช้พื้นที่ร้านของเรา!

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

ชะตากรรมนี้ไม่ต่างจากชาวนาไทย ที่ข้าวเปลือก 1 ตันหรือ 1,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 5 – 6 บาท ก็จะได้ 5,000 – 6,000 บาท แต่ข้าวเปลือก 1 ตันที่โรงสีรับซื้อไปในราคาที่ว่า พอสีออกมาเป็นข้าวเกรด A จะได้ข้าวสารประมาณ 500 – 600 กิโลกรัม แต่ขายกิโลกรัมละ 35 – 40 บาท ได้เงิน ประมาณ 17,500 – 24,000 บาท นั่นหมายความว่าถ้าอยู่ในระบบนี้ โรงสีหรือพ่อค้าข้าวจะได้มากกว่าชาวนา 4 เท่า ทั้ง ๆ ที่ข้าวมาจากที่ดินและแรงงานของชาวนา!

เมื่อมาทำร้านใหม่ ผมจึงวางแผนจะปลดแอกจากสายส่งหนังสือ โดยการค่อย ๆ ลดพื้นที่จำนวนหนังสือของสายส่งลงทุก ๆ ปี เพื่อก้าวไปให้ถึงจุดที่ 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ภายในร้านเป็นหนังสือของร้าน (ที่หาซื้อขาดมาโดยคัดเลือกจากรสนิยมและมาตรฐานของผม) พื้นที่อีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นของสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ที่รักและนับถือเกื้อกูลกันมา และอีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่ของอีสาน ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมสมัยใหม่ (เน้นผลงานของนักเขียนอีสานอิสระที่ปฏิเสธส่วนกลาง โดยการพิมพ์งานเองและไม่ถูกพูดถึง) สารคดี วิชาการ และวรรณคดีอีสานและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นจุดเด่นของร้าน

ฟิลาเดลเฟียอยู่ที่เก่า 4 ปี พอย่างเข้าสู่ปีที่ 5 เราก็มาสร้างร้านใหม่เสร็จปลาย พ.ศ. 2556 พอปีรุ่งขึ้น เกิดรัฐประหาร ทุกอย่างก็พัง!

4
วันนี้ของฟิลาเดลเฟีย

ด้วยรูปทรงของร้านและการออกแบบให้ชั้นบนเป็นห้องสมุดและแกลเลอรี่ และแบ่งครึ่งหนึ่งเป็นที่พัก 2 ห้อง ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี โลกของเฟซบุ๊กทำให้เราประชาสัมพันธ์ร้านได้โดยตรง และลูกค้าก็เข้าถึงเราได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังสร้างฐานลูกค้าได้ดี การปลดแอกจากสายส่งน่าจะสำเร็จได้ไม่เกินสิ้นปีที่ 2 

แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และเรายืนยันต่อต้านชัดเจน (ผมแสดงจุดยืนตั้งแต่ พ.ศ. 2553 แล้ว ด้วยความที่รับไม่ได้กับการล้อมฆ่าประชาชนแดง ก็ทำให้กิจกรรมของร้านเข้มข้นขึ้นมากในทางการเมืองและถูกโจมตีจากอีกฝ่ายอยู่บ้าง) โดยปฏิกิริยาตอบโต้แรกของเราคือ โละหนังสือของนักเขียนนักวิชาการที่ไม่เลือกข้างประชาธิปไตยออกจากร้านให้หมด สิ่งที่ตามมาคือ อยู่ ๆ เฟซบุ๊กเราก็ถูกรายงานฐานข้อมูลหายไปหมด ขอคืนไม่ได้ และลูกค้าที่ไม่ชอบเรื่องการเมืองหรือมีจริต (ที่ตอนหลังมาเรียกสลิ่ม) หายไปเกือบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ บวกรวมกับในยุค คสช. นั้นเศรษฐกิจค่อนข้างย่ำแย่ ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบ ถือว่าอยู่ในช่วงยากลำบากที่สุดช่วงหนึ่ง นั่นหมายความว่ากำหนดเวลาของการปลดแอกจากสายส่งต้องเลื่อนออกไป

แต่เราก็ได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะถูกคุกคามจากฝ่ายอำนาจเท่าไร แต่เมื่อเรายังมั่นคงในจุดยืน เราก็ได้พบเพื่อนใหม่ ๆ ที่เดินทางเข้ามาหา ไม่นับเพื่อนแท้ที่ในยามยากก็ไม่เคยทอดทิ้งกันซึ่งก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2559 เมื่อ อาจารย์วรรณวไล อธิวาสน์พงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่ร่วมร่างหลักสูตรนักเรียนโครงการ วมว. (ม.4 – 6) ศูนย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีกิจกรรมให้ทุนนักเรียนปีละ1,000 บาท/คน ให้ซื้อหนังสืออ่านและนำเสนอทั้งในห้องเรียนและในเพจหนอนหนังสือของโครงการ ที่สำคัญ อาจารย์ใช้ร้านหนังสือฟิลาเดลเฟียเปิดกิจกรรมนี้ในรุ่นแรก มันเลยกลายเป็นธรรมเนียมว่านักเรียนโครงการ วมว. ต้องมาซื้อหนังสือที่นี่ พูดคุยแลกเปลี่ยนจนผูกพันมาทุก ๆ รุ่น

ผมปลดแอกจากสายส่งได้เมื่อนักเรียนโครงการ วมว. รุ่นแรกจบ และนับจากวันนั้น ความฝันของผู้หญิงของผมก็เริ่มให้ดอกผลกำไร เหมือนต้นไม้ในสวนหน้าร้านที่โตให้ร่มกรองแดดให้ร้านไม่ร้อน และเชื้อเชิญนกมาร้องเพลงให้ฟัง เหมือนต้นดอกไม้ที่เริ่มให้ดอก และทำให้ผีเสื้อมาเป็นแขกประจำของบ้าน

เมื่อขบวนการประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่เริ่มต้นขึ้น ฟิลาเดลเฟียก็กลายเป็นแหล่งพบปะและซื้อหาหนังสือสายก้าวหน้าของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่มัธยมต้นไปจนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย ถึงขนาดว่ามีบางช่วงที่ผมไม่มีหนังสือพอขายตามแรงปรารถนาที่จะอ่านของเยาวชนเหล่านี้ เช่นเดียวกับหนังสือเกี่ยวกับอีสานที่มีมาเท่าไรก็ขายหมด และนี่คือปัญหาล่าสุดของร้านหนังสืออิสระและเป็นปัญหาสำคัญ คือเราหาหนังสือดี ๆ ทั้งเก่าและใหม่ได้ยากขึ้นมาก พูดอีกแบบก็คือปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าหนังสือขายยากหรือขายไม่ได้ ผมขายได้ แต่ผมไม่มีหนังสือจะขาย

หลายต่อหลายคนที่เป็นคนอุบลฯ คนอีสานไปเรียนต่างถิ่นเดินทางกลับมาที่นี่ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องของอีสานที่ผมศึกษามาตลอดชีวิต และเขียนลงในคอลัมน์ที่ The Isaan Record และที่เคยเขียนลงสื่อออนไลน์อื่น ๆ เพราะเขาและเธอไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลแบบนี้เลย และบ่อยครั้งที่ผมต้องปิดร้านพาพวกเขาไปดูพื้นที่จริงของเรื่องราวต่าง ๆ

ผมและหญิงสาวคนรักพาฟิลาเดลเฟียเดินทางมาไกลแล้วนะ คุณเห็นความหวังเหมือนอย่างที่ผมเห็นไหม

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

หนังสือแนะนำ

1

เจ้าชายน้อย

นักเขียน : อังตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี

นักแปล : อริยา ไพฑูรย์

สำนักพิมพ์ : สามสี

ราคา : 300 บาท

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

ที่ต้องให้ เจ้าชายน้อย เป็นหนังสือเล่มแรก นั่นเพราะว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้คุณทอฟฟี่สนใจตัวผม ตอนที่เธอไปดูละครเวทีเรื่องนี้ที่โรงละครคณะศิลปศาสตร์ และได้ฟังผมพูดบนเวทีเสวนาหลังละครจบ และพอใครก็ตามที่ได้ฟังเรื่องราวความรักของผมกับผู้หญิงคนนี้ ซึ่งต่อมาจะเป็นเจ้าของความฝัน (ร้านหนังสือฟิลาเดลเฟีย) ก็มักจะซื้อหนังสือเล่มนี้มาฝากในทุก ๆ ภาษา ที่แปลเป็นไทยมีหลายสำนวนและพิมพ์กับหลายสำนักพิมพ์ต่างกรรรมต่างวาระ โดยส่วนตัวผมชอบสำนวนแปลของ อริยา ไพฑูรย์ (สนพ.สามสี ตุลาคม พ.ศ. 2537) และ สมบัติ เครือทอง (สนพ.ประพันธ์สาส์น เมษายน พ.ศ. 2535)

2

นิทานสังข์สินไซ

นักเขียน : จินดา ดวงใจ ปริวรรตจากอักษรธัมในใบลาน

จัดพิมพ์ : บริษัท ขอนแก่น คลังนานาธรรม จำกัด (พ.ศ. 2544)

ราคา : 250 บาท

นี่เป็นมหากาพย์โดยแท้ เทียบได้กับ รามายณะ และ โอดิสซี แต่ที่เท่คือเรียกตัวเองว่านิทาน (ดูบ้าน ๆ ออกจะกระจอกด้วยซ้ำในความรู้สึกของคนไทย แต่นั่นแหละคือความเหยียด และเมื่อผมเหลือบแลไปในวรรณคดีไทยแล้ว ผมยังไม่เห็นเรื่องไหนเทียบได้กับเรื่องนี้) นี่คือความน่าตื่นตาตื่นใจและความภาคภูมิของคนลาวลุ่มน้ำโขงทั้งสองฝั่ง

3

ผาแดงนางไอ่

จัดพิมพ์ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ โรงพิมพ์คุรุสภา

ราคา : 200 บาท

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

ผมชอบทุกสำนวน (ซึ่งออกมาจากการปริวรรตหรือมีต้นธารมาจากอักษรธัมในใบลาน) โดยเฉพาะฉบับที่เป็นหนังสือส่งเสริมการอ่าน ระดับมัธยมศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2522 ที่มีนายสิริวัฒน์ คำวันสา เป็นผู้รวบรวมและเรียบเรียง 

ฉบับนี้ทำให้เห็นข้อสำคัญ 2 อย่าง คือในช่วง พ.ศ. 2517 – 2524 เป็นที่น่าสังเกตว่า ‘อีสาน’ ได้รับความสนใจจากส่วนกลางค่อนข้างสูง แต่ภายหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลงก็เหมือนถูกหมางเมินทอดทิ้ง และในฐานะคนทำงานวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้โดยเฉพาะตอนสุดท้ายที่ไม่ค่อยมีกล่าวถึงเวลาเอาไปแปลงเป็นสื่อศิลปะอย่างอื่น เช่น ละคร หมอลำ คือมันเป็นวรรณกรรมแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ที่ตื่นตาตื่นใจและสนุกสุด ๆ เท่าที่เคยอ่านมา และถ้าใครทะลึ่งเอามาเขียนใหม่ โดยปรับภาษาให้เป็นสมัยใหม่เท่านั้น มันจะเป็นงาน Magical Realism ดี ๆ นี่เอง

4

นิทานพระยาคันคาก

เรียบเรียง : เตชวโร ภิกขุ (อินตา กวีวงศ์) น.ธ.เอก

จัดพิมพ์ : บริษัท ขอนแก่นคลังนานาธรรม จำกัด (พ.ศ. 2543)

ราคา : 150 บาท

นักเขียนหนุ่มที่เปิดร้านหนังสือตามความฝันของคนรัก จนกลายมาเป็นร้านและบ้านกลางสวนดอกไม้

นี่เป็นการต่อสู้กับ ‘แถน’ คนและเหล่าสรรพสัตว์ทุกประเภท เพื่อทวงความถูกต้อง สิทธิ์อันพึงได้ของตัวเองจากผู้ที่อยู่บนฟ้า เป็นสงครามสั่งสอนของภาคประชาชน แต่ความเท่ของวรรณกรรมหรือนิทานเรื่องนี้คือ ความไม่มีจริยธรรมแบบไทยหรือแบบพุทธ (แม้คนที่คัดลอกชั้นหลัง ๆ มาจะสวมจีวรเปิดหัวปิดท้ายให้บ้าง แต่ก็ไม่มิด) นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์และความเลวแห่งสงครามและผู้ชนะ นั่นคือเมื่อมนุษย์และสรรพสัตว์รบชนะแถนบนฟ้าแล้ว ลูกเมียแถนก็ถูกเหล่ามนุษย์ข่มขืน และแย่งชิงเอาเป็นเมียต่อหน้าต่อตาแถนผู้ผัว

5

ฆาตกร และเรื่องสั้นอื่น ๆ

นักเขียน : วิทยากร โสวัตร

จัดพิมพ์ : จัดพิมพ์แบบไม่มี ISBN โดยร้านหนังสือฟิลาเดลเฟีย (พ.ศ.2562)

ราคา : 180 บาท

ไม่มีอะไรมากไปกว่า ผมก็แค่อยากขายหนังสือตัวเองครับ

ร้านหนังสือฟิลาเดลเฟีย

ที่อยู่ : 397 หมู่ 3 ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 34190 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 9474 2626

Facebook : ฟิลาเดลเฟีย ร้านหนังสือในสวนดอกไม้

เวลาทำการ : 10.00 – 22.30 น. (ปิดในวันที่มีธุระ โทรสอบถามก่อนมาได้)

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งควมรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

Avatar

วิทยากร โสวัตร

เขาเป็นนักเขียน นักอ่าน นักขายหนังสือ และเป็นนักเล่านิทาน เขาจะมีอายุ 45 ปี ในปี 2022 ปัจจุบันอาศัยอยู่ในบ้านที่มีหนังสือนับหมื่นเล่ม กับผู้หญิง 3 คน และแมว 2 ตัว

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

ตอนเด็ก ๆ ผมชอบอ่านหนังสือ และฝันอยากเป็นบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดมาก ห้องสมุดที่มีหนังสือให้ดู ให้อ่านเยอะ ๆ มีอาชีพที่ได้อยู่กับหนังสือไปตลอดชีวิต ตอนจะเข้ามหาวิทยาลัยก็สนใจสาขาบรรณารักษ์ แต่คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในตอนนั้นไม่เพียงพอ ความคิดที่จะเป็นบรรณารักษ์จึงค่อย ๆ จางไป หากการชอบอ่านหนังสือ อยากอยู่กับหนังสือยังคงอยู่ เวลาว่าง ๆ ผมชอบไปตามร้านหนังสือต่าง ๆ

จนวันหนึ่งได้เจอกับ ‘ร้านเล่า’ ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกาดเชิงดอย ข้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ในขณะนั้น ปัจจุบันย้ายมาที่ถนนนิมมานเหมินท์) ผมไปที่ร้านเล่าทุกอาทิตย์ ด้วยเสน่ห์ของร้านเล็ก ๆ ที่อบอุ่น และมีหนังสือแบบที่เราชอบที่มักจะหาซื้อยากจากร้านหนังสือใหญ่ ๆ ทั่วไป จนวันหนึ่งผมอยากหางานพิเศษทำ จึงลองไปสมัครงานที่ร้านเล่า และเฝ้ารอด้วยความตื่นเต้นเพราะอยากทำมาก ผมเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านเล่าเมื่อ พ.ศ. 2546 จนเป็นพนักงานประจำเรื่อยมาจน พ.ศ. 2564 เป็นเวลา 18 ปี

ตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ที่ร้านเล่า ความฝันอยากเปิดร้านหนังสือเล็ก ๆ ค่อย ๆ ก่อตัว แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่ความฝันลาง ๆ ว่า สักวันหนึ่งถ้ามีจุดหักเหอะไรเกิดขึ้น และได้ทำอาชีพอื่นที่ทำที่บ้านได้ ก็อยากจะมีร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่บ้านของตัวเอง ทำงานไปด้วยเปิดร้านหนังสือไปด้วย กระทั่งการมาของโควิด-19 ที่ทำลายหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง รวมทั้งธุรกิจร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ยอดขายลดลงมาก 

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

ประกอบกับผมกำลังอยู่ในระหว่างการสร้างบ้านที่ผมกับภรรยา (อัง-ชฏิลรัตน์ ดอนปัน) ช่วยกันออกแบบเอง ซึ่งต้องการความใส่ใจมากพอสมควร จึงได้พูดคุยกับพี่ ๆ ที่ร้านเพื่อออกมาดูแลการสร้างบ้านเต็มตัว และพูดคุยกับภรรยา ซึ่งออกจากงานเพราะโควิด-19 เช่นกัน ที่เริ่มทำเบเกอรี่ทดลองขายมาสักพักถึงแผนการดำเนินชีวิตหลังจากบ้านเสร็จ

ลงตัวกันที่จะลองเปิดร้านเบเกอรี่โฮมเมดและร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่บ้าน ส่วนร้านหนังสือ อยากให้เป็นร้านหนังสือทางเลือก ในแบบที่ตัวเราเองอยากเข้า วางหนังสือหลากหลายที่เราคัดเลือกมาแล้วในระดับหนึ่ง ไม่อยากขายหนังสือแบบเดียวกันเป็นพรืดเหมือนร้านใหญ่ ๆ

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

ตอนเริ่มต้น ส่วนเบเกอรี่มีปัญหาไม่มากนัก เพราะภรรยาผมเริ่มลองทำมาสักพักแล้ว เพียงจัดการส่วนต่าง ๆ ให้เข้าที่เข้าทาง แต่ในส่วนร้านหนังสือมีปัญหาหลายอย่าง

เริ่มจากปัญหาทุนที่จำกัดในการซื้อสิ่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ชั้นหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ เราแก้ปัญหาด้วยการพยายามทำเองในส่วนที่ทำได้ โต๊ะเก้าอี้บางส่วนหาซื้อของเก่ามาขัดทาสีเอง ชั้นหนังสือที่มีขายราคาแพงเกินไปสำหรับเรา จึงหาซื้อไม้หาช่างเพื่อทำชั้นหนังสือ ส่วนที่จำเป็นต้องซื้อก็หาในราคาสมเหตุผล

ปัญหาค่าประกันหนังสือของสายส่งหลายรายราคาค่อนข้างสูงสำหรับร้านเล็ก ๆ บางสายส่งไปถึงหลักแสนบาท จึงใช้ประสบการณ์จากการทำงานที่ร้านเล่า เลือกสายส่งที่ค่อนข้างเอื้อเฟื้อกับร้านหนังสืออิสระ คัดเลือกหนังสือที่เราชอบและเห็นว่าน่าสนใจ ซึ่งส่วนมากจะเป็นวรรณกรรมไทย วรรณกรรมแปล สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง เป็นหนังสือที่ตามร้านใหญ่อาจจะไม่มี หรือหาตามร้านใหญ่ค่อนข้างยาก เพื่อทดแทนจำนวนหนังสือที่ยังมีน้อย

หรือปัญหาที่เคยได้เห็นตั้งแต่ทำงานที่ร้านเล่า คือหนังสือบางสำนักพิมพ์เข้าถึงยาก เนื่องจากอยู่กับสายส่งใหญ่ที่มีระบบครบวงจร มีสำนักพิมพ์ สายส่ง และหน้าร้านของตนเอง เข้าถึงยากทั้งค่าประกันที่สูงและการพยายามเพิ่มยอดขาย หนังสือที่กำลังเป็นที่สนใจมักจะสั่งไม่ได้ เพราะสายส่งเลือกส่งหนังสือไปที่หน้าร้านตนเองก่อน เมื่อเริ่มคลายความนิยมหรือมีพอเหลือจากหน้าร้านของสายส่งจึงเริ่มพอสั่งได้ บางสายส่งถ้าจะซื้อขาดมาขาย ก็ต้องซื้อในจำนวนที่เยอะเกินกำลัง – 50,000 บาทกับราคาลดเท่ากับฝากขายปกติ 

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

เรื่องของสายส่งที่มีระบบครบวงจร ยังส่งผลต่อสำนักพิมพ์อิสระในบางแง่ เช่นบางครั้งมีการเพิ่มเปอร์เซ็นฝากขาย หรือการเลือกวางหนังสือ ส่งผลกระทบต่อนักเขียนเป็นทอด ๆ ไป สายส่งเหล่านี้เลือกได้ว่าจะส่งหรือไม่ส่งร้านไหน และจะดันหนังสือเล่มไหนหรือสำนักพิมพ์อะไรให้ขายดี

สิ่งเหล่านี้ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องเชิงธุรกิจ เป็นความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ แต่ในอีกทางมันมักจะเป็นอุปสรรคที่ร้านหนังสืออิสระหลายร้านมักต้องเจอ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำธุรกิจของร้านหนังสืออิสระบางร้านเป็นไปอย่างค่อนข้างลำบาก และทำให้การขยายตัวของร้านหนังสืออิสระมีน้อย สวนทางกับจำนวนนักอ่านที่เพิ่มมากขึ้น จากที่เคยทำงานร้านหนังสือมานานพอสมควร พอได้เห็นความเปลี่ยนแปลงว่าตอนนี้นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน อ่านหนังสือกันเยอะขึ้นมาก เมื่อเทียบเปอร์เซ็นต์กับเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว จำนวนนักอ่านเพิ่มมากขึ้น แต่นักเขียน สำนักพิมพ์ ที่ไม่ใช่ของสายส่ง สายส่งที่ไม่มีสำนักพิมพ์และหน้าร้านของตนเอง กลับไม่ได้มีผลตอบแทน ไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้นมากนัก เทียบกับบริษัทที่ครบวงจร

เราวางแผนแก้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงหนังสือบางเล่มได้ยาก เงินสำหรับใช้จ่ายในครอบครัวจะใช้เงินจากการขายเบเกอรี่ ส่วนเงินที่ได้จากการขายหนังสือนั้น จะติดต่อกับสำนักพิมพ์ที่ขายขาดหนังสือเล่มที่เราต้องการ นำกำไรจากการขายหนังสือมาซื้อหนังสือเหล่านี้ ค่อย ๆ ซื้อทีละเล็กทีละน้อยเท่าที่ไหว ค่อย ๆ สะสมหนังสือที่เราสนใจ เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าจะได้มีหนังสือให้เลือกอ่านเยอะขึ้น และหลากหลายมากยิ่งขึ้นกว่านี้

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

แน่นอนว่าลำพังการเริ่มทำร้านหนังสืออิสระเล็ก ๆ ด้วยทุนจำกัด คงให้ผลตอบแทนไม่ได้มากพอสำหรับเราในตอนนี้ แต่พวกเราคิดว่าถ้าเรานำ 2 อย่าง ‘หนังสือ + เบเกอรี่’ มาไว้ด้วยกัน น่าจะพอมีทางเป็นไปได้ พอมีทางที่เราจะอยู่ได้ในเชิงธุรกิจ และได้ทำร้านหนังสือในแนวทางที่เราต้องการ พอมีทางที่ร้านหนังสือทางเลือกแบบเราจะค่อย ๆ ดีขึ้นในวันข้างหน้า คนที่ชอบหนังสือ มาดูหนังสือก็อาจจะอยากลองชิมเบเกอรี่ คนที่มากินเบเกอรี่แล้วเห็นชั้นหนังสือ ก็อาจจะสนใจลองเดินดูและซื้อหนังสือได้

ก่อนเปิดร้าน หลายคนเป็นห่วงเรื่องระยะทาง ที่ไม่เพียงอยู่ไกลจากตัวเมือง หากยังต้องเข้าซอกเล็กซอยน้อยกว่าจะถึง แต่เราคิดว่าในปัจจุบันตัวเมืองเชียงใหม่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ มีหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นมากมายตามอำเภอต่าง ๆ ที่ติดอำเภอเมือง หลายคนถึงแม้จะทำงานอยู่ในเมือง แต่ก็มีบ้านและใช้ชีวิตนอกเวลางานอยู่นอกเมือง เราไม่กังวลมากนัก แต่ก็ไม่คาดหวังมากเกินไปเช่นกัน รู้สึกเพียงว่าเหนื่อยมาก ๆ เพราะเราทำทุกอย่างเอง อยากให้ถึงวันเปิดเร็ว ๆ เพื่อที่หลังจากนั้น จะได้รู้ว่าอะไรดีไม่ดีแล้วค่อย ๆ ปรับแก้กันต่อไป เบเกอรี่พอมีลูกค้าเก่าอยู่บ้างแล้ว น่าจะค่อยเป็นค่อยไปได้ สิ่งที่กังวลเป็นเรื่องของชุมชนมากกว่า ว่าเราจะทำให้ชุมชนมีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

ก่อนเปิดร้าน เราเพียงประกาศในช่องทางโซเชียลมีเดียและบอกกล่าวพี่น้องเพื่อนฝูง วันนั้นจึงมีเฉพาะคนรู้จักและลูกค้าเก่าเบเกอรี่มาให้กำลังใจ ค่อนข้างชุลมุนแต่อบอุ่น ทุกคนต่างเต็มใจรอ ช่วยอุดหนุนหนังสือ ไม่หงุดหงิดกับที่จอดรถที่มีเพียงน้อยนิด ทุกคนให้กำลังใจ เอาใจช่วยเรา รวมทั้งร้านหนังสืออิสระด้วยกันเอง ร้าน Book Re:public มาอุดหนุนขนมเครื่องดื่ม และซื้อหนังสือที่ผมเดาว่าที่ร้านเองก็น่าจะมีขาย พี่ ๆ ร้านเล่า และเวิ้งมาลัย มาให้กำลังใจ รวมถึงช่วยเก็บแก้วเก็บจาน ช่วยโบกช่วยดูที่จอดรถ น้องบางคนถึงกับมาช่วยล้างจาน

หลังจากนั้นหลายคนก็ช่วยไปเผยแพร่ ช่วยโฆษณาต่อ ๆ ไป จึงเริ่มมีลูกค้ามาเรื่อย ๆ ช่วยให้เราเริ่มตั้งไข่และเดินก้าวแรกได้เร็วขึ้น เริ่มมีผู้คนหลากหน้าหลายตาเข้ามา คนที่เคยซื้อขนมอยู่ในเมือง แต่เพิ่งรู้ข่าวก็อุตส่าห์ขับรถไกลมาหาพวกเรา หรือบางคนมาเพื่ออุดหนุนร้านหนังสืออิสระโดยเฉพาะ แต่ที่มักจะเรียกรอยยิ้มและกำลังใจให้เราเสมอ คือพ่อแม่ที่โดนลูกเกณฑ์มาด้วยความไม่เต็มใจ บ่นอุบอิบถึงความไกลและเส้นทางที่ลำบากเมื่อตอนมาถึง แต่ตอนกลับมักจะมาพูดคุยกับเราด้วยสีหน้าสบายใจยิ้มแย้มแจ่มใส คุณแม่ท่านหนึ่งพูดเล่นอย่างน่ารักว่า อยากซื้อที่ดินสร้างบ้านติดกัน

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

เรื่องผลกระทบต่อคนในชุมชนเราก็ค่อย ๆ คลายความกังวล หมู่บ้านสันผักหวานน้อย อำเภอหางดง เป็นชุมชนที่ดี ผู้คนน่ารักและเอื้อเฟื้อ หลายคนคอยบอกทางคนที่หลงทาง บางคนคอยแนะนำเรื่องต่าง ๆ ช่วยแชร์รีวิว มาสอบถามสารทุกข์สุกดิบ อุดหนุนให้กำลังใจ ครั้งหนึ่งลูกค้าบอกว่าหลงทางเลยจอดสอบถามคนในหมู่บ้าน ไม่คิดว่าจะถึงกับขี่มอเตอร์ไซค์นำทางมาส่งถึงที่ร้าน – มาทราบตอนหลังว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านเองที่นำทางมาส่ง

ถึงจะเหนื่อยกันมากในช่วงแรก ๆ แต่เรื่องเหล่านี้คอยพยุง คอยช่วยเป็นพลังใจเราได้อย่างมากมายมหาศาล

แม้ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่นับจากเปิดร้าน วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2565 มาจนถึงตอนนี้ ถึงจะมีปัญหาอยู่บ้าง ผมก็ยังสบายใจ ได้ช่วยภรรยาทำขนมตอนเย็น ได้อยู่กับหนังสือ ลงมือแล้วและพยายามทำไปเรื่อย ๆ หาทางให้ร้านอยู่ให้ได้ ได้หาได้คัดเลือกหนังสือ ยังรู้สึกดีเมื่อมีคนซื้อหนังสือ หรือคนบอกว่าหนังสือน่าสนใจ เป็นทางเลือกเล็ก ๆ ให้กับคนที่สนใจในหนังสือ ยังได้อยู่กับหนังสือเหมือนเมื่อที่เคยเป็นมา 18 ปี

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

แนะนำหนังสือ

โดย Harvest Moon Bookshop

1

เงาสีขาว

นักเขียน : แดนอรัญ แสงทอง

สำนักพิมพ์ : สามัญชน

ราคา : 780 บาท

นวนิยายแห่งความบ้าคลั่ง ปอกเปลือยตัวตนของปัจเจกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและมืดหม่น ออกมาในรูปแบบกระแสสำนึก ภาคกลางของนวนิยายไตรภาคที่เราไม่มีทางได้อ่านภาคต้นและภาคปลายแล้ว เป็นหนังสือที่ตั้งใจไว้นานแล้วว่า ถ้ามีร้านหนังสือต้องมีเล่มนี้ขาย

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop ความฝันของคู่รักที่ทำบ้านเป็นร้านหนังสือและร้านเบเกอรี่สุดละมุนที่เชียงใหม่

2

มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ

นักเขียน : ภรณ์ทิพย์ มั่นคง

สำนักพิมพ์ : อ่าน

ราคา : 550 บาท

หนังสือที่ควรอ่านเพื่อเรียนรู้ เพื่อสร้างความภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจ ในการที่จะสู้กับความอยุติธรรมต่าง ๆ ในสังคมและชีวิต แค่ส่วนแทรกที่นำมาจากการเขียนบันทึกตอนอยู่ในคุก บนหน้ากระดาษพระคัมภีร์ที่แอบฉีกมาก็ควรค่าแก่การอ่านเป็นอย่างยิ่งแล้ว

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop ความฝันของคู่รักที่ทำบ้านเป็นร้านหนังสือและร้านเบเกอรี่สุดละมุนที่เชียงใหม่

3

เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง

นักเขียน : วรพจน์ พันธุ์พงศ์

สำนักพิมพ์ : สมมติ

ราคา : 300 บาท

รวมบทสัมภาษณ์ โดยมือสัมภาษณ์มากประสบการณ์ เรียกได้ว่าเป็นชั้นต้นคนหนึ่งของเมืองไทย เลือกคนสัมภาษณ์ได้น่าสนใจ ไม่ฟูมฟายเกินไป หลายคำถามนำไปสู่การเปิดมุมมองที่หลากหลาย

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop ความฝันของคู่รักที่ทำบ้านเป็นร้านหนังสือและร้านเบเกอรี่สุดละมุนที่เชียงใหม่

แนะนำโดย Waltz Bakes

4

วันที่เหมาะกับขนมปัง ซุป และแมว

นักเขียน : มูเระ โยโกะ

นักแปล : สิริพร คดชาพร

สำนักพิมพ์ : Sandwich

ราคา : 230 บาท

เรื่องราวของอากิโกะ อดีตบรรณาธิการสาวที่ผันตัวมาเปิดร้านอาหาร ขายแค่แซนด์วิชกับซุปเคียงคู่กัน โดยบอกเล่าเรื่องราวในแต่ละวันที่เกิดขึ้นรอบตัวอากิโกะอย่างราบเรียบ แต่แฝงด้วยนัยยะสำคัญของการใช้ชีวิตบางอย่างเอาไว้ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกอุ่นใจและผ่อนคลายในขณะเดียวกัน

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop ความฝันของคู่รักที่ทำบ้านเป็นร้านหนังสือและร้านเบเกอรี่สุดละมุนที่เชียงใหม่

5

เยิรเงาสลัว

นักเขียน : จุนอิชิโร ทานิซากิ 

นักแปล : สุวรรณา วงศ์ไวศยวรรณ

สำนักพิมพ์ : openbooks

ราคา : 265 บาท 

เป็นหนังสือที่ชวนเราละเลียดมองในความงามของความเงาสลัวที่กระทบลอดส่องผ่านตามซอกซอนสถาปัตยกรรมบ้านเรือน เครื่องครัวของใช้ หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นที่มีสุนทรียะของความสลัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นหนังสือที่ทำให้เราหยุดนิ่งและซึมซับความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างเข้าใจ

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop ความฝันของคู่รักที่ทำบ้านเป็นร้านหนังสือและร้านเบเกอรี่สุดละมุนที่เชียงใหม่

Waltz Bakes x Harvest Moon Bookshop

ที่ตั้ง : 114/2 บ้านสันผักหวานน้อย หมู่ 7 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ (แผนที่)

โทรศัพท์ : 08 4488 4824, 09 5698 2410

วัน-เวลาทำการ : เวลา 09.00 – 17.00 น. ปิดวันพุธ

Facebook : Harvest Moon Bookshop และ Waltz Bakes

Instagram : harvestmoon_bookshop และ Waltz_bakes

Writer & Photographer

Avatar

ปิยศักดิ์ ประไพพร

ใช้ชีวิตวัยเด็กที่จังหวัดลำพูน ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตอนอายุ 13 ปี เข้าเรียนภาควิชาสังคมวิทยา - มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ไม่จบการศึกษา ทำงานที่ร้านเล่า 18 ปี ปัจจุบันร่วมกับภรรยาเปิดร้านขนมและร้านหนังสืออยู่ที่บ้าน ในหมู่บ้านสันผักหวานน้อย อำเภอหางดง เชียงใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load