เมื่อสำรวจชีวิตของผู้บริหารอย่าง พิชัย จิราธิวัฒน์ ผมค่อนข้างสงสัยว่าส่วนผสมทั้งหลายอยู่ในตัวคนคนเดียวกันได้อย่างไร

ด้วยตำแหน่ง, ชายผู้นี้เป็นทั้งกรรมการบริหารผู้แทนบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งถือเป็นอาณาจักรค้าปลีกที่ใหญ่ยักษ์ และเป็นทั้งกรรมการผู้จัดการค่ายเพลงทางเลือกอย่าง SPICYDISC

ด้วยความสนใจ, ชายผู้นี้สามารถยกเคสธุรกิจที่น่าสนใจและนวัตกรรมกระแสหลักมาบอกเล่าได้ทันทีเมื่อบทสนทนาวกไปถึงเรื่องนั้น ในขณะเดียวกัน เวลาฟังเพลง ดูภาพยนตร์ หรือเสพงานสร้างสรรค์ เขากลับสนใจสิ่งที่เป็นกระแสรองมากกว่ากระแสหลัก

จะว่าเขาคือผู้บริหารที่อินดี้ที่สุดคนหนึ่งก็ไม่ผิดนัก

แม้ว่ากันด้วยฐานะ เพียงรายได้จากธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลก็เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงตัวเขาได้โดยไม่ต้องมาเสี่ยงกับธุรกิจที่ยากขึ้นทุกวันอย่างธุรกิจดนตรีด้วยซ้ำ แต่ด้วยเชื่อในดนตรี เชื่อในทางเลือก เชื่อว่าบ้านเราไม่ควรมีเพียงค่ายใหญ่ 2 ค่าย เขาจึงยังทำ SPICYDISC มาต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 แล้ว

ส่วนผลงานเพลงภายใต้การบริหารของชายที่มีทั้งเลือดนักธุรกิจและศิลปินผู้นี้จะถูกหูถูกใจคนฟังเพียงใดก็อยู่ที่ว่าเอารสนิยมใครเป็นที่ตั้ง-แต่ก็ดีกว่าไม่มีทางเลือกใช่ไหม

ล่าสุดค่าย SPICYDISC ของเขากำลังจะจัดงานดนตรีประจำปีของค่ายอย่าง ‘Melody of Life’ ซึ่งจัดมาเป็นครั้งที่ 11 ในวัน 24 – 25 มีนาคม นี้ ที่เซ็นทรัลเวิลด์

ความน่าสนใจคือนอกจากเป็นพื้นที่ให้วงไม่ดังแต่มีคุณภาพแล้ว งานนี้ยังตั้งใจสื่อสารเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมให้กับคนที่มาร่วมงาน ฉะนั้น นอกจากได้ฟังเพลงที่อยากฟัง เรายังได้ฟังความจริงที่อาจไม่อยากฟัง แต่จำเป็นต้องฟัง เพื่อจะได้ช่วยกันหาทางแก้ไข

เช้าหนึ่งในวันอากาศร้อน เรานัดกันเพื่อสนทนาถึงหลายๆ เรื่องราวที่ผมสงสัย ทั้งเรื่องส่วนผสมที่น่าสนใจในตัวชายผู้นี้ รวมถึงงานดนตรีประจำปีที่กำลังจะมาถึง ส่วนบทสนทนาเป็นอย่างไร ลองไล่สายตาอ่านดู

พิชัย จิราธิวัฒน์

คุณเป็นทั้งผู้บริหารของกลุ่มเซ็นทรัล และค่ายเพลงอินดี้อย่าง SPICYDISC จริงๆ แล้วจิตวิญญาณคุณเป็นพ่อค้าหรือศิลปิน

จริงๆ สนใจทั้งสองอย่าง

สมัยก่อนเราเกิดมาจน ปู่ผมย้ายมาจากเมืองจีน มีร้านขายกาแฟริมแม่น้ำ พ่อกับลุงผมต้องคอยเฝ้าร้าน แต่รายได้ไม่ใช่มาจากการขายกาแฟ แต่มาจากคนที่เอาเรือมาฝาก ก็เก็บวันละบาท แล้วคนมาฝากเยอะมาก เลยเริ่มมีเงินขึ้นมา

ตอนที่ผมเกิดได้ 6 วัน ที่บ้านก็เอาไปให้ตากับยายเลี้ยง แล้วผมก็อยู่อาศัยตรงภัตตาคารผ่านฟ้า ตรงข้ามโรงหนังเฉลิมไทย พวกอาๆ ผมเขาก็ชอบฟังเพลง เราเลยเป็นดีเจตั้งแต่เด็ก ชอบฟังเพลงก็เปิดไปเรื่อย ตอนนั้นเป็นแผ่นเสียงแผ่นเล็ก ตอนอนุบาลจะไม่ไปเรียนถ้าไม่ได้ฟังเพลงก่อน แล้วเนื่องจากบ้านอยู่ตรงข้ามโรงหนังเฉลิมไทยซึ่งมีฉายหนังฝรั่ง ผมเองก็ชอบดู มีความคิดอยากทำหนังด้วย แต่เราอยู่ในครอบครัวพ่อค้าคนจีน ก็ต้องทำงานตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาเริ่มทำธุรกิจก็ชอบ

ซึ่งจริงๆ 2 อย่าง ทั้งธุรกิจห้างสรรพสินค้าและธุรกิจเพลงมันคล้ายกัน มันแค่คนละด้าน คือการทำอะไรเราต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ในการทำงานว่าสิ่งที่ทำอยู่คืออะไร แล้วลูกค้าต้องการอะไร เราจะเห็นว่าที่เมืองนอกคนหนึ่งทำงานธนาคารอยู่ดีๆ ก็โดนซื้อตัวมาทำหนัง หรือคนนี้ทำอยู่บริษัทเครื่องดื่ม ก็โดนย้ายมาทำงานบริษัทเพลง ซึ่งคนพวกนี้ไม่ใช่ว่าต้องถนัดอย่างเดียว คนพวกนี้เขามีวิธีคิด พอมาทำแล้วจับจุดได้ก็บริหารได้

คุณเคยเล่าว่าตอนเด็กๆ ที่บ้านยังไม่รวยชีวิตลำบาก อยากรู้ว่าความลำบากมันมีข้อดีบ้างไหม

เฉยๆ นะ ผมเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก เพราะชอบทำงาน มีงานก็ทำ เป็นคนไม่เครียด เพราะมันไม่ช่วยอะไร จะคิดทำไม คุณต้องละทิ้งให้หมด อะไรที่มันเลยไปแล้วเอากลับมาไม่ได้ก็ต้องเดินต่อ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา

สมัยก่อน ตอนอายุ 20 ผมอยู่ที่อเมริกา แล้วอยากทำอะไรของตัวเอง ไม่อยากยุ่งกับที่บ้าน ผมก็เลยเปิดร้านอาหารจีนชื่อ Wok Fast คือตอนแรกจะเปิดร้านอาหารไทย แต่พอไปทำเซอร์เวย์ อาหารที่คนอเมริกาชอบกินอันดับ 1 ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์คืออาหารอิตาลี พวกพิซซ่า พาสต้า รองลงมาเป็นอาหารจีนประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอาหารไทยมีแค่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ อ้าว แล้วบอกคนชอบอาหารไทย ก็เพราะว่าเขากินแค่ในแอลเอ นิวยอร์ก ไม่ใช่ทั้งประเทศ

เสร็จแล้วถามว่าเราจะขายยังไง ซึ่งมันจะ fast food คือไปกินตามศูนย์ กับ convenience food ที่มาส่งที่บ้าน เราก็มองว่า convenience food ไม่มีคู่แข่ง เพราะว่าตอนนั้นที่อเมริกามีแค่ Domino Pizza มันไม่มีใครส่งที่บ้าน เราก็เลยทำอาหารจีนแล้วส่งตามบ้าน มีแค่ครัวเท่านั้น ปรากฏว่าขายดีมาก

แล้วบังเอิญตอนนั้นมีเหตุการณ์ตำรวจทำร้ายคนดำ ที่แอลเอสู้กันทั้งเมือง แล้วคนที่เป็นหัวหน้าตำรวจไม่ยอมลาออก ทีนี้ลาออกภาษาอังกฤคือ Leave the office เราเลยคิดว่าถ้าเอาตัวตำรวจมาเล่นจะโดนฟ้องมั้ย แล้วมีคนบอกว่าที่อเมริกาถ้าเป็น public figure เล่นได้ ไม่โดนฟ้อง เราก็เลยไปเช่าบิลบอร์ด เอารูปตำรวจแปะ แล้วก็เขียนว่า ‘ถ้าไม่ว่างออก หรือไม่อยากออก ให้โทรมา’ ได้ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ โทรศัพท์ดังไม่หยุด ออกทีวี ฮอลลีวูดชอบมาก ได้ทำ catering ให้งานออสการ์จนมี 14 สาขา ตอนนั้นอายุประมาณ 25 – 26 อยู่อเมริกา 14 ปี กะจะไม่กลับแล้ว ตอนหลังพ่อบอกว่าขยายเยอะขนาดนี้บ้าหรือเปล่า ธุรกิจที่ไทยก็ไม่มีใครดู ไปหาเรื่องทำที่นั่นอีก จนเรากลับมาไทยหุ้นส่วนก็โกงกันแหลก ซึ่งตอนนั้นเป็นการกลับเมืองไทยหลังจากไม่ได้กลับมาเป็นสิบปี พอกลับมามันก็สนุก มีงานแฟตฯ มีอะไร ก็เลยช่างมัน ปิดร้านที่นั่นไปเลย

แล้วอะไรทำให้นักธุรกิจอย่างคุณลุกขึ้นมาเปิดค่ายเพลงอินดี้

พอกลับมาทำธุรกิจที่ไทยเราก็สนิทกับน้องๆ เพราะชอบเรื่องเพลงเรื่องหนัง แล้วเราเคยฟังเพลงอินดี้ตอนอยู่ที่อเมริกา พอกลับมาเราจึงไม่เข้าใจว่าทำไมมันมีแค่ค่ายเพลงใหญ่ 2 ค่าย แล้วค่ายก็เป็นเจ้าของคลื่นวิทยุ แล้วสมัยก่อนมันมีรายการทีวี ตอนกลางคืน 2 ค่ายก็จองกันไป มันก็เหมือนโดนบังคับให้ฟัง แทนที่เด็กๆ จะสามารถเลือกเอง ในขณะเดียวกัน พวกเพื่อนๆ นักดนตรีเขาก็อยากจะทำอะไรที่เขาอยากจะทำ แต่เขาก็ทำไม่ได้ เพราะค่ายบังคับให้ทำแต่อย่างนี้ เราก็เลยคุยกับน้องๆ ว่าทำได้นะ แต่ห้ามเจ๊ง

พอเปิด SPICYDISC จุดยืนคือเราอยากทำเพลงให้มีคุณภาพ แล้วก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งให้ผู้บริโภคฟัง ถามว่า เฮ้ย ค่ายนี้เพลงร็อกเหรอ ไม่ใช่ เพราะเรามีหมด แต่ว่าคนฟังกลุ่มนี้จะฟังคล้ายๆ กัน ก็เลยเริ่มตรงนี้ ก็ดีใจที่วงการเพลงเริ่มมีหลายค่าย ตอนหลังเริ่มมีค่ายทางเลือกอื่นๆ ซึ่งทำให้มีสีสันในวงการ แต่ถ้าไม่มีเลยก็น่าเป็นห่วง

พิชัย จิราธิวัฒน์ พิชัย จิราธิวัฒน์

น่าเป็นห่วงยังไง

สมมติอาหารประเภทฮอตพอตมียี่ห้อเดียว มันคงไม่ใช่แล้ว เพลงก็เหมือนกัน พอมีหลายยี่ห้อมันกลายเป็นผู้บริโภคได้เปรียบ มีตัวเลือกในการฟัง พอการแข่งขันเกิดขึ้นหรือมีหลายชอยส์ นักดนตรีก็ต้องพยายาม input ตัวเอง ฉะนั้น คนฟังก็จะได้เพลงที่มีคุณภาพมากขึ้นๆ ใหม่ขึ้นๆ

ในมุมคนทำธุรกิจ การมีหลายค่ายมันหมายถึงคู่แข่งที่เยอะขึ้นด้วย คุณไม่กลัวเหรอว่าจะมาแย่งฐานคนฟัง

เรื่องนี้เราไม่อยากเรียกว่าคู่แข่ง อาจจะเรียกว่าเห็นตลาด ซึ่งตอนผมกลับมาไทยใหม่ๆ ศิลปินไทยวาดรูปเก่ง ทำหนังเก่ง แต่งเพลงเก่ง แต่อาจจะไม่ได้ฟัง ไม่ได้ยิน ไม่ได้เห็นเยอะ อย่างเมืองนอกศิลปินจะไปดูอาร์ตแฟร์ตลอดเวลา แต่เมื่อก่อนเมืองไทยมันไม่มี เดี๋ยวนี้ดีขึ้นเยอะ พอมันหลากหลายในประเทศ ศิลปินก็สามารถ input ตัวเองได้ มันก็กว้างขึ้น เกิดการพัฒนาตัวเอง ได้เห็นซึ่งกันและกัน และเห็นของต่างประเทศ

การทำค่ายอินดี้หวังรวยจากมันคงยาก ทำไมยังทำ

จริงๆ ไม่ได้อยากจะทำ แต่ทำเพราะอยากจะช่วยให้วงการเพลงมีอะไรที่แตกต่าง แล้วก็อยากให้นักดนตรีแสดงออกสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ เราไม่ได้ไปตั้งกรอบให้เขาเยอะ ดังนั้น ศิลปินที่มาอยู่กับเราค่อนข้างแต่งเพลงเองเป็น เล่นจริง ร้องจริง ไม่ใช่เป็นป๊อปไอดอล ตอนเริ่มทำมันก็เป็นค่ายเล็กๆ

อาจจะไม่ได้ทำให้รวย แต่เราว่าเราก็บริหารได้ดี แล้วเราพยายามตอบโจทย์ลูกค้าและสปอนเซอร์เรา คือเราต้องวัดว่ายอดขายเขาต้องเพิ่มด้วย ซึ่งอันนี้เป็นด้านดีของผม เพราะเราทำสองฝั่ง เป็นผู้ซื้อและผู้ขาย บางทีหลายคนเขาไม่ได้เป็นผู้ซื้อ ดังนั้น เขาก็จะพยายามขาย ซึ่งลูกค้าไม่อยาก สมมติเอาโลโก้มาปิดปกเทป ไม่มีใครอยากได้หรอก แต่เราจะเข้าใจทั้งสองฝั่ง ดังนั้น เราจะพยายามประนีประนอม แต่เรื่องอยากรวยวันนี้คงไม่ได้หวัง แต่คงไม่ได้กะขาดทุน (หัวเราะ) ให้มันอยู่ไปได้ แต่ว่าถ้ามันมีกำไรดีขึ้นก็จะดี

แล้วเคยได้ยินใครดูถูกสิ่งที่เราทำมั้ยว่ามันก็เป็นแค่ของเล่นคนรวย

มีคนพูดอยู่แล้ว แต่คือเรารู้ตัวเองว่าเราทำอะไรอยู่ ดังนั้น เรื่องพวกนี้เราปล่อยวาง ไม่ค่อยแคร์ เราจะแคร์ถ้าคนที่เรารักหรือพ่อแม่เราไม่ชอบมากกว่า ส่วนคนข้างนอกให้พูดไปเถอะ

ในฐานะผู้บริหาร พนักงานออฟฟิศกับศิลปินนั้นรับมือด้วยวิธีการที่ต่างกันไหม

แตกต่าง การบริหารศิลปินอาจจะยากนิดนึง เพราะว่าเขาอารมณ์เยอะ ฉะนั้น วิธีบริหารมันจะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นพนักงานฝั่งเซ็นทรัลเราก็จะคุย ให้ความเข้าใจ เขาก็จะเข้าใจ แต่ศิลปินต้องเข้าใจอารมณ์นิดนึง คุณก็คงรู้ว่าคนละอย่าง นักเขียนก็เหมือนกันแหละ ผมรู้ บรรณาธิการบอกไม่ให้เขียนอย่างนี้ก็จะเขียน มันก็จะยากนิดนึง ก็เป็นศิลปินน่ะ

พิชัย จิราธิวัฒน์

แล้วอย่างคุณเป็นผู้บริหารที่มีความเป็นศิลปินด้วย มันยิ่งทำให้คุณมีอีโก้ไหม

ผมไม่มีเลยนะ ผมฟังหมด ใครพูดผมก็ฟัง ชอบด้วยซ้ำ ชอบคุยกับเด็กๆ ชอบไปกินเหล้ากับเด็กๆ เราได้อะไรใหม่ๆ เราไม่ชอบอะไรที่มันน่าเบื่อ กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ เพราะว่าเราแอ็กทีฟมาก ชอบเห็นธุรกิจอะไรใหม่ๆ เกิด ชอบฟังเพลงแนวใหม่ ชอบดูหนังแปลกๆ หนังฮอลลีวูดเราก็ไม่ดู เราก็จะดูแต่หนังอาร์ต หนังฮอลลีวูดมันเป็นสูตร ดูไปก็น่าเบื่อ เปิดมาแล้วกลางเรื่องก็แย่ พอตอนจบก็ชนะ เหมือนกันทุกเรื่อง

ฟังเพลงก็ฟังเพลงอินดี้ ดูหนังก็ดูหนังอาร์ต คุณสนใจอะไรในสิ่งที่เป็นทางเลือกเหล่านี้

เราอยากหาอะไรหรือเสพอะไรที่มันทำให้เราได้อะไรใหม่ๆ เราอยากเห็นอะไรที่มันครีเอทีฟ ที่มันแตกต่าง ที่ไม่จำเจ ดังนั้นเราชอบพวกนี้ เวลาไปดูร้านค้าปลีกต่างประเทศที่ญี่ปุ่นเราก็ไปดูอะไรพวกนี้นะ ร้านอะไรที่ใหม่ๆ แปลกๆ อย่างมูจิที่มีร้านใหม่ซึ่งเป็นสินค้าชุมชนอย่างเดียวแล้วเก๋มาก เราก็อยากไปดูว่ามันคืออะไร เผื่อมาช่วยพัฒนาพวกสินค้าชุมชนบ้านเรา

คุณเสพสิ่งอินดี้ แต่แบรนด์ที่คุณบริหารอย่างกลุ่มเซ็นทรัลนั้นแมสมาก มันไม่ย้อนแย้งกันเหรอ

ลูกค้าสำคัญสุด คือเซ็นทรัลมันใหญ่มาก ซึ่งเราต้องการขายของที่คนอยากจะซื้อ ไม่ใช่ของที่เราอยากจะขาย ไม่อย่างนั้นคุณก็เจ๊งสิครับ ใหญ่ขนาดนี้ (หัวเราะ) เข้าใจไหม แต่เราก็แอบใส่อะไรที่เป็นทางเลือกเข้าไป เรามี Open House เรามี Siwilai City Club มี Think Space พวกนี้เราคิดขึ้นมา เรามีสถานที่เยอะแยะในศูนย์การค้าที่ไม่ได้ทำเงินให้เรา แต่เราคิดว่า เฮ้ย มันเจ๋งว่ะ แต่มันไม่ได้แมสนะ มันบาลานซ์

แต่ในการทำค่าย เรื่องเพลงเรื่องอาร์ตเราว่ามันควรจะกล้าแสดงออก เราต้องการเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้ผู้ฟัง เสนอ 10 อย่างอาจจะได้สัก 5 อย่าง ก็โอเค แต่อันนี้มันคืออะไรที่ใหม่จริงๆ แล้วคนเขาเลือกฟัง ส่วนศูนย์การค้าเป็น destination ที่คนต้องมา ดังนั้น ต้องมีครบทุกอย่างให้เขา

เท่าที่ฟังคุณดูไม่ชอบอะไรที่เดาได้ แล้วในการทำธุรกิจที่คุณพยายามหาสูตรสำเร็จมั้ย

ไม่ มันดิ้นได้ตลอด เราจำไม่ได้แล้วว่าใครพูด แต่เขาบอกว่า ”บริษัทที่เคยใหญ่มหาศาลแล้วเจ๊งเขาไม่ได้ทำผิดนะ เขาแค่ทำสิ่งที่ตัวเองถูกมาตลอดแล้วไม่เคยเปลี่ยน” คุณต้องปรับเปลี่ยนไง เพราะโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ทำไมตอนนั้นลุกขึ้นมาจัดงาน Melody of Life

Melody of Life ก็เหมือนงานแสดงศิลปะในด้านเพลง ให้คนสามารถแสดงออกอะไรใหม่ๆ ดังนั้น จะเห็นว่าสัก 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นวงไม่ค่อยดัง แต่มีคุณภาพ

คือสมัยก่อนยังไม่มีใครจัดคอนเสิร์ตที่รวมวงเยอะขนาดนี้ จริงๆ ทางแฟต เรดิโอ เริ่มก่อน เป็นคอนเสิร์ตที่วงอินดี้เยอะๆ ตอนนั้นก็ร่วมกับทางแฟตฯ แหละ จัดอีกงานหนึ่ง แต่ไม่อินดี้ทั้งหมด ผสมครึ่งๆ ซึ่งถ้าวงอินดี้มาเล่นเวทีนี้ คนกลุ่มแมสเขาก็จะเห็นด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่มากๆ ตอนนั้น

พิชัย จิราธิวัฒน์

เห็นว่าในงาน Melody of Life มีส่วนที่พูดเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย อยู่ๆ ทำไมจึงเรื่องสนใจเรื่องนี้

เขาบอกว่าถ้าอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น 1 องศา พายุจะรุนแรงขึ้น 20 เท่า เราก็จะเห็นน้ำท่วมบ่อยขึ้น ผมอยากจะปลูกฝังเรื่องโลกร้อน เรื่องสิ่งแวดล้อม และสังคมด้วย อย่างเมื่อปีที่แล้วมีแผ่นดินไหวที่เนปาล ทาง WWF ก็ทำแผ่นดินไหวจำลองที่สั่นเท่ากับของจริงมาอยู่ในงาน

หรืออย่างปีนี้เวทีเราจะเป็นวัสดุรีไซเคิลหมด จะมี exhibition ซึ่งเอาเงินไปบริจาคให้มูลนิธิ แล้วปีนี้จะเยอะขึ้นกว่าเดิม มีการร่วมกับองค์กรอย่าง UNICEF มาจำลองห้องเรียนในงาน แล้วก็จะมี WWF มาสื่อสารเรื่องการปลูกป่า เพราะเราต้องการให้เด็กที่มางานนี้เข้าใจ ซึ่งเราต้องการเน้นเรื่องนวัตกรรมทุกปี แต่ถ้าใช้คำว่า innovation มันก็จะซ้ำ ปีนี้เราเลยใช้ชื่อ Future Factory เป็นเหมือนโรงงานสร้างสรรค์ที่เราผลิตขึ้นมา เป็นการเล่นคำ แต่หัวใจหลักของงานนั้นเหมือนเดิม คือให้เด็กมาแชร์เรื่องปัญหาโลกร้อน

จากวันแรกที่เปิดค่ายกับวันนี้ วงการเพลงเปลี่ยนไปแค่ไหน

เรื่องเพลงอาจจะไม่ได้เปลี่ยนมาก แต่เรื่องการขาย เรื่องการตลาด เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่เหมือนเดิม สมัยก่อนสื่อเก่าคือวิทยุกับทีวี เดี๋ยวนี้วิทยุกับทีวีก็แย่แล้ว วิทยุอาจจะไปเร็วหน่อย เด็กมาถึงก็เอาบลูทูธต่อในรถ ไม่ฟังแล้ววิทยุ ผู้บริโภคสามารถเสพอะไรที่ตัวเองต้องการได้ทันที หรือไม่รอดูละครแล้ว ดูยูทูบ อย่างเดียวที่ยังเหมือนเดิมคือดูฟุตบอล ที่ต้องดูพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นรู้ผลก่อน นอกนั้นเปลี่ยนไปหมดเลย

บางอย่างออกไปแล้วไม่ดัง มันอาจจะไปดังในอีกปีสองปีก็ได้ มันไม่ใช่ไทม์มิ่งแบบเมื่อก่อน สมัยก่อนเวลาออกซีดีชุดนึงต้องพยายามโปรโมตให้ครบปี แล้วก็เลิก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ Mild ชุดหลังสุดนี่ 3 ปีครึ่งมั้ง ตัดซิงเกิลออกมาเรื่อยๆ เพราะมันดังอยู่ ก็ต้องโปรโมตให้สุด เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนไปอีก แทนที่จะปล่อยทีละซิงเกิล ก็ปล่อยทีละ 3 เพลง 5 เพลงก็มี

แล้วทุกวันนี้คุณยังซื้อซีดีมั้ย

ถ้าแผ่นที่ชอบยังซื้ออยู่ เพราะว่าเรื่องคุณภาพเสียงเป็นหลักเลย แล้วมันก็มีเสน่ห์ มันเป็น physical ที่คุณได้จับ ทุกวันนี้คนเริ่มมาถ่ายรูปกล้องฟิล์ม เพราะมันมีความลึก ความมีมิติมันดีกว่าดิจิทัล ซึ่งผมลืมไปแล้ว จนเมื่อวานมีน้องเอารูปมาให้ดู เออ เข้าใจแล้ว มันไม่เหมือนกัน แต่ถามว่าจะกลับมาแซงดิจิทัลหรือเปล่า ไม่มีทาง

มีอะไรไหมที่เคยใช้ในการบริหารได้ผล แต่ทุกวันนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว

ผมคิดว่าอะไรก็ตามถ้ามันไม่มี innovation สมัยนี้ไม่เวิร์ก เด็กเบื่อ มันต้องมีอะไรแปลกใหม่ ต้องมีสตอรี่ที่แข็งแรง เด็กเขารู้แล้วว่าไอ้นี่ bullshit ไอ้นี่ของจริง ดังนั้น พวกของสะสมหรือพวกเสื้อผ้าก็จะต้องเล่าว่าแบรนด์นี้มายังไง ของชิ้นนี้มายังไง คือมันต้องมีสตอรี่ มีที่มาที่ไปที่เป็นตัวตนจริงๆ

ถามว่าเพลงป๊อปสมัยนี้เปลี่ยนไปมั้ย เปลี่ยน เมื่อก่อนเอาคนร้องเพลงไม่เป็นมาขึ้นเวทีแล้วก็ลิปซิงค์ สมัยนี้คนเริ่มจับได้ ดังนั้น นักร้องป๊อปตัวจริงก็ต้องร้องเพลงเก่ง มันเหมือนเดิมไม่ได้ เต้นก็ต้องเต้นเป๊ะ มันจะไม่เหมือนเดิม เพราะคนสมัยนี้เขาโตขึ้น สมัยก่อนเพลงอินดี้นั้นเริ่มฟังตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยปี 1 แต่เดี๋ยวนี้ ม.2 ม.3 ก็เริ่มฟังแล้ว

แล้วมีเรื่องอะไรที่คุณมักเน้นย้ำกับคนรุ่นใหม่มั้ย

เยอะ หนึ่ง เรื่องนวัตกรรม ต้องมีอะไรใหม่ตลอด สอง ทำงานต้องมีทีมเวิร์ก ต่อให้คุณเป็นศิลปินเดี่ยวแต่ถ้าคุณไม่ทำงานกับทีม เขาก็ไม่อยากทำให้คุณหรอก มันต้องเป็นทีมเวิร์กอยู่แล้ว

คุณดูสิ หนังกี่เรื่องในฮอลลีวูดเขาแฝงเรื่องทีมเวิร์กตลอด หรืออย่างฟุตบอล ต่อให้คุณมีดาวรุ่งเต็มทีม หรือเป็นนักเตะดังๆ คุณก็แพ้ตลอดถ้าแข่งกันเด่น นักดนตรีก็คล้ายๆ กัน วงนี้มา ไอ้นี่ก็จะโชว์กลอง ไอ้นี่ก็จะโซโล่แหลก ฟังไม่รู้เรื่อง ในขณะที่บางทีมไม่ได้มีตัวเก่งเยอะ แต่ชนะตลอด เพราะว่ามีทีมเวิร์กที่ดี ซึ่งนี่คือสำคัญ

พิชัย จิราธิวัฒน์

9 Questions

Answered by   SPICYDISC’s   President

1. เพลงที่ฟังบ่อยที่สุดในปีนี้

San Francisco Street ของวง Sun Rai ช่วงนี้ฟังบ่อยสุดแล้ว

 

2. แผนกไหนที่เดินบ่อยที่สุดในเซ็นทรัล

แผนกแผ่นเสียง แต่ปิดไปหมดแล้ว ตอนนี้สงสัยเป็น Tops มั้งครับ เพราะชอบไปดูสินค้าชุมชนที่เราสนับสนุนว่ายังดีอยู่รึเปล่า เลยไปดูบ่อยหน่อย

 

3. มีหนังเรื่องไหนที่อยากแนะนำให้ลูกน้องดูบ้างช่วงนี้

เรื่อง Lady Bird ผมว่าได้สาระ ตลก สนุก มันเกี่ยวกับครอบครัวหนึ่งที่แม่กับลูกสาวทะเลาะกันทั้งวัน ตีกัน แต่ในที่สุดยังไงเขาก็รักกัน แล้วอีกเรื่องคือ Call Me by Your Name เจ๋งมาก และซาวนด์แทร็กซูเปอร์เจ๋ง เพลงเพราะทุกเพลง

 

4. คอนเสิร์ตล่าสุดที่ดู

The xx Live in Bangkok

 

5. สิ่งที่กำลังอยากได้ในชีวิต

สิ่งของเฉยๆ แต่อยากให้เกษตรกร ชุมชน โรงเรียน ของคนไทยแข็งแรงขึ้น เพราะว่าเราทำเรื่องนี้อยู่แล้วมันเหนื่อย

 

6. คุณเป็นอาจารย์สอนวิชาอะไรได้บ้าง

Management ก็ได้นะ เมื่อก่อนเคยสอนที่จุฬาฯ

 

7. ถ้าต้องไปพูดในงานปัจฉิมนิเทศ แล้วมีเวลาให้แค่ 10 วินาที คุณจะบอกอะไร

ทำสิ่งที่อยากทำ แล้วตั้งใจทำให้ดีที่สุด นี่คือสิ่งสำคัญ เพราะเด็กเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยตั้งใจ แล้วบางทีก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอยากทำอะไร ทุกคนที่จะมาสมัครงานกับผม ผมจะถามคำแรกเลยว่า จริงๆ แล้วตัวเองอยากทำอะไร

 

8. ถ้าย้อนเวลากลับไปบอกอะไรสักอย่างกับตัวเองในวัย 20 ปี ได้ อยากบอกอะไร

อย่าไปเสียเวลามากกับเรื่องที่ไร้สาระ (หัวเราะ) คือเด็กๆ เราเห็นอะไรก็อยากทำหมด แต่พอโตขึ้นมันต้องเลือก ต้องโฟกัส ไม่ใช่เห็นอะไรก็ทำหมด คิดดีๆ ก่อนว่าตัวเองอยากทำอะไร

 

9. แล้วถ้าถามตัวเองในวัย 80 ปีได้สักอย่าง อยากถามอะไร

แฮปปี้กับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ทุกวันนี้หรือยัง แล้วได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำครบหรือเปล่า

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load