แม้ต้นสัปดาห์นั้น กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าในช่วงปลายอาทิตย์ กรุงเทพมหานครจะพบกับสายฝนผู้เป็นมิตรสหายประจำฤดูกาลแน่นอน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคหนักหนามากพอจะทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจได้ ซ้ำยังช่วยคลายร้อน ให้เราได้เดินเท้าเที่ยวรอบย่านเก่าแก่ตั้งแต่สมัยธนบุรีอย่าง ‘กุฎีจีน’ ได้สนุกขึ้นอีกด้วย

ขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมริมน้ำที่ร่ำรวยประวัติศาสตร์แห่งฝั่งธนฯ ก็เป็นเหตุผลเพียงพอให้เราแบกเป้ สะพายกล้อง พร้อมเคลียร์พื้นที่ความจำในสมอง ออกมาร่วมกิจกรรม Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน ที่ The Cloud และเทศกาลสายน้ำแห่งวัฒนธรรมครั้งที่ 6 (The 6th River Festival) ร่วมกันจัดขึ้นแล้ว

ย่านนี้น่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับผู้ที่ชอบออกไปสัมผัสบรรยากาศของชุมชนเก่าในเมืองหลวง เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจาก 3 ศาสนา 4 ความเชื่อในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้แล้ว ยังได้ดื่มด่ำศิลปะและสถาปัตยกรรมที่แตกต่างหลากหลาย จากแต่ละหมุดหมายซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ทั้งยังได้สัมผัสวิถีชีวิตและความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างผู้คนหลากเชื้อชาติหลายศาสนา

แม้ดูเหมือนว่ากุฎีจีนจะเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในหมู่นักท่องเที่ยว แต่เชื่อได้เลยว่าย่านนี้ยังมีปริศนาคาใจอีกมากที่ชวนให้เราหาคำตอบ

คราวนี้เราเลยชวนทุกคนออกมาเดินเท้าสำรวจกุฎีจีน เพื่อไขข้อสงสัยเบื้องหลังทางสถาปัตยกรรมที่ซ่อนอยู่บนเรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) และเรือนจันทนภาพ มัสยิดบางหลวงที่มีรูปทรงแปลกตา รสชาติอาหารลูกผสมสยาม-โปรตุเกส วิธีการทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ที่มาของเสียงระฆังเพลงบรรเลงจากโบสถ์ซางตาครู้ส สถาปัตย์ไทยผสมจีนที่วัดกัลยาณมิตร วิธีการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมในศาลเจ้าเกียนอันเกง และเทคนิคที่สถาปนิกใช้ซ่อมเสาครูกลางเจดีย์วัดประยุรวงศาวาส

เราได้ วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกนักอนุรักษ์มาเป็นวิทยากรพิเศษประจำทริป พร้อมเปิดเผยทุกกระบวนท่าจากวิชาสถาปัตย์ เล่าเรื่องราวสนุกๆ และเฉลยปริศนาข้อสงสัยให้เราตลอดทาง ทั้งยังได้ไกด์ท้องถิ่นประจำทริปอย่าง ปิ่นทอง วงษ์สกุล ประธานชุมชนกุฎีจีน มาช่วยตอบข้อสงสัยทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอีกด้วย

จบทริปอิ่มสมอง อิ่มท้อง และอิ่มใจคราวนี้ เข้าใจกุฎีจีนมากขึ้นอีกโข

เราแอบเก็บสิ่งละอันพันละน้อยที่ได้ดูได้ชมตลอดวันมาเป็นของฝากด้านล่างนี้ กางร่มแล้วเริ่มเดินเที่ยวไปพร้อมๆ กันนะ

01

อะไรอยู่ในบ้าน

ฟังประวัติศาสตร์สนุกๆ ผ่านสถาปัตยกรรมเรือนลูกผสมไทย-จีน-ฝรั่ง

ถ้าให้ลองจินตนาการภาพบ้านของสามัญชนคนธรรมดาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็คงจินตนาการไม่ออก เพราะหลักฐานส่วนใหญ่ที่พอจะเหลือให้เห็นคือเรือนที่ประทับของเจ้านาย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) แห่งชุมชนโรงครามย่านกุฎีจีน จึงเป็นตัวอย่างเรือนของสามัญชนที่เราพอจะใช้ศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมบ้านเรือนของคนไทยได้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ก่อนขึ้นเรือนโบราณหลังนี้ เราได้ชิมลุดตี่และน้ำขิงปรุงอย่างเทศ อาหารว่างดั้งเดิมฉบับมุสลิม จึงเข้าใจทันทีว่า “ลุดตี่นี้น่าชม” ดังปรากฏใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน นั้น มีหน้าตาและรสชาติเป็นอย่างไร แป้งสัมผัสนุ่มห่อแกงแขกรสชาติคล้ายมัสมั่นเข้ากันได้ดีกับน้ำขิงเข้มข้น เติมพลังให้มีแรงเดินสู้ฝนไปได้ทั้งวัน 

ถอดรองเท้าแล้วค่อยๆ เดินขึ้นเรือนตามมานะ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

“อาคารหลังนี้ต่อเติมเยอะมาก” คือประโยคแรกที่วิทยากรของเราเกริ่น ก่อนจะแถลงไขให้เราฟังว่า แต่เดิมนั้นเป็นเรือนฝากระดาน หลังคาทรงปั้นหยา มุขจั่วหน้าบ้านที่ตีผนังตามแนวนอนเป็นเครื่องยืนยันว่านั่นคือส่วนที่ต่อเติมออกไป ทำให้ได้หลังคาจั่วหน้าบ้านและระเบียงทางเดินรอบบ้านมาเป็นของแถม

ตามองแว้บเดียวก็รู้ว่าเรือนหลังนี้เป็นเรือนลูกผสม งานช่างไทยปรากฏที่ส่วนโครงสร้างหลักของบ้าน เช่น ฝาผนังที่ยังคงทำเป็นแผงแยกกันระหว่างเสาแต่ละต้น วิทยากรของเราอธิบายขณะพาเราเดินเข้าไปภายในบ้าน พลางชี้ให้ดูผนังไม้กระดานผืนใหญ่ แล้วหยุดที่หน้าประตูบ้านยาว ก่อนจะเปิดประตูออก แล้วเฉลยว่า นี่แหละคือจุดที่น่าสนใจในบ้านหลังนี้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประตูบานยาวใช้เปิดระบายอากาศ พร้อมลูกกรงเหล็กหล่อสีเขียวโดดเด่นซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษ แสดงให้เห็นฐานะของเจ้าของบ้าน ก่อนเราจะทันสังเกต วิทยากรของเราก็เลื่อนแผ่นไม้ที่อยู่ด้านหลังช่องลมของประตูบานนั้นลง แล้วเฉลยว่า นี่คือเทคนิคของช่างจีนที่หาชมได้ยากมาก 

แผ่นไม้บานนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองสภาพอากาศของไทย ยามร้อนก็เปิดระบายอากาศได้ ยามฝนก็ปิดกันฝนได้ เทคนิคช่างจีนอีกอย่างคือส่วนล่างของบานประตู ซึ่งมีลายลูกฟักกระดานดุนที่ลบเหลี่ยมมุม ขัดกับวิธีการทำตัวบานพับเหล็กอย่างฝรั่ง น่าทึ่งที่เทคนิคนานาชาติอยู่ด้วยกันที่ประตูบานเดียวได้อย่างลงตัวทั้งทางดีไซน์และฟังก์ชัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

หลังจากเจ้าของเดิมเสียชีวิตเมื่อราวปลายรัชกาลที่ 5 ลูกหลานก็น่าใช้เรือนต่อเรื่อยมา ก่อนจะขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่นางผัน อหะหมัดจุฬา เมื่อ พ.ศ. 2485 ในที่สุด

ย่านเดียวกันนี้ยังมี เรือนจันทนภาพ อีกหลัง เรือนไทยรุ่นน้องหลังนี้แม้อายุอ่อนกว่าหน่อย แต่รับรองได้ว่างานสถาปัตย์สนุกไม่แพ้กัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรือนไทยประเพณีของคหบดีเจ้าของบ่อพลอยจากเมืองจันท์ มีเครื่องยืนยันเป็นไม้กระดานผืนยาวราคาแพง ที่นำมาทำผนังซึ่งมีระยะกว้างกว่าปกติ ทำจั่วแสงอาทิตย์ และทำพื้นกระดานของเรือนได้ทั้งหลัง

วิทยากรของเราจั่วหัวก่อนเริ่มบรรยายว่า “บ้านหลังนี้คือลูกผสมของไทย จีน ฝรั่ง”

ความเป็นไทยสอดแทรกอยู่ในโครงสร้างหลักของบ้าน ในขณะที่กลิ่นอายความเป็นจีนลอยโชยมาจากกรอบประตูทางเข้า ที่มีแผงไม้แกะสลักเป็นลายหงส์และเครือเถาดอกไม้อย่างจีนด้านบน รวมถึงหย่องหน้าต่างซึ่งแกะสลักลายดอกพุดตานคล้ายกับเรือนเจ้านาย ส่วนกลิ่นนมเนยอย่างฝรั่งนั้น มาจากการใช้เฟอร์นิเจอร์บิวด์อินกั้นแบ่งส่วนของเรือน และวอลเปเปอร์ในตู้ ที่เพียงปราดตามองก็รู้ว่ามาจากเมืองฝรั่ง ที่บานประตูปรากฏการลบเหลี่ยมมุมของลายลูกฟักกระดานดุน และการทำบานเกล็ดคล้ายกับเรือนหลังก่อน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จารุภา จันทนภาพ เจ้าของเรือนคนปัจจุบัน เล่าให้เราฟังอย่างตื่นเต้นถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และคราวกบฏแมนฮัตตัน ก่อนจะชี้ร่องรอยหลักฐานอันเป็นเครื่องยืนยัน คือรอยกระสุนที่ทะลุผนังเรือนด้านหน้า และอีกรอยที่ทะลุกระจกเข้ามา

เรือนไทยโบราณทั้งสองหลังนี้ทำให้เราเห็นภาพของคนในย่านกุฎีจีนชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งยังเน้นย้ำความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในชุมชนแห่งนี้ ผ่านงานสถาปัตยกรรมลูกผสมในเรือนพักอาศัยของสามัญชน

02

มัสยิดหรืออุโบสถ

เข้าใจวัฒนธรรมอิสลามผ่านมัสยิดรูปทรงคล้ายโบสถ์พุทธ

สำหรับคนทั่วไป มัสยิดคืออาคารยอดโดมและอาจมีหอคอยด้วย

แต่เชื่อได้เลยว่าถ้าได้มาเห็นมัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) แล้ว จะต้องเปลี่ยนภาพจำทันที 

(ถ้าไม่เชื่อลองดูรูป)

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

คำว่า ‘กุฎีขาว’ น่าจะมาจากสีขาวของอาคาร ‘กุฎี’ หรือ ‘กุฏิ’ ซึ่งเป็นที่ใช้ประกอบศาสนกิจ

ทันทีที่เราย่างเท้าเข้าสู่บริเวณมัสยิด ก็สัมผัสได้ถึงพื้นที่โดยรอบอาคารที่มีสัดส่วนไม่สม่ำเสมอได้ทันที เพราะมัสยิดไม่ได้วางตัวสอดคล้องขนานไปกับเส้นทางการสัญจร แต่ต้องหันหน้าไปทางทิศแห่งนครมักกะฮ์เท่านั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

สถาปัตยกรรมภายนอกแทบจะเรียกได้ว่าเป็นงานพุทธศิลป์แบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 อาคารมีเสาพาไลรับหลังคาล้อมรอบ มีขนาด 5 ห้อง ส่วนยอดลดทอนรายละเอียดของเครื่องลำยองที่เป็นไม้ออกไปทั้งสิ้น แล้วใช้งานปูนปั้นอย่างศิลปะจีนประดับแทนเนื่องจากมีความทนทานมากกว่า หน้าบันปรากฏลวดลายพรรณพฤกษา ที่กึ่งกลางมีพานรองรับดอกบัว ภายในบรรจุตัวอักษรพระนามพระอัลเลาะห์ โดยใช้วิธีการเรียงตัวอักษรอย่างศิลปะอิสลาม

วิทยากรตั้งข้อสังเกตว่า ที่หน้าบันมีกรอบคล้ายนาคสะดุ้ง ซึ่งไม่ปรากฏในศิลปะแบบพระราชนิยม จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นหรือบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4

อีกหนึ่งจุดที่วิทยากรชี้ให้เราชะโงกดูจากภายนอกคือด้านในมัสยิดที่รวมเอามิห์รอบ ซึ่งทำหน้าที่บอกทิศแห่งนครมักกะฮ์ และมิมบัร ซึ่งทำหน้าที่คล้ายธรรมมาสน์ เอาไว้ด้วยกัน ตกแต่งเป็นซุ้มสามยอดประดับกระจกสี ท่วงท่าลวดลายคล้ายซุ้มประตูพระอุโบสถของวัดอนงคารามวรวิหาร

ส่วนถัดออกไปคือกุโบร์ หรือสุสานสำหรับฝังศพชาวมุสลิม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราได้ฟังเรื่องราววิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิมจากอิหม่าม รอมฎอน ท้วมสากล ซึ่งย้ำอยู่หลายครั้งตลอดการบรรยายว่า ชุมชนกุฎีจีนอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจ เพราะถือว่าทุกคนคือพี่น้องชาวไทยด้วยกันทั้งสิ้น เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมย่านนี้ยังอบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งความหลากหลายทางศาสนาอยู่มาก

03

อาหารชาติไหน

ทานอาหารกลางวันสไตล์สยาม-โปรตุเกส และชิมขนมฝรั่งกุฎีจีนอุ่นๆ จากเตา

แวะเติมพักเติมพลังระหว่างวันที่ ร้านสกุลทอง ร้านอาหารลูกครึ่งไทย-โปรตุเกส

เราค่อยๆ สาวเท้าขึ้นเรือนไทยอายุไม่น้อย ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน ไม่นานหลังจากเราดื่มน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ ดับกระหาย ก็มีมื้อเที่ยงมาวางตรงหน้า 

สกุลทองเสิร์ฟอาหาร 1 สำรับ ประกอบด้วยเครื่องว่างตำรับชาววัง 4 อย่าง ได้แก่ กุ้งกระจกม้วน ถุงทองไส้ไก่ หมูโสร่ง และมังกรคาบแก้ว

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาหารหลักคือ ‘ขนมจีนแกงไก่คั่ว’ เมนูที่คาดว่าชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามายังสยามสร้างสรรค์ขึ้นโดยประยุกต์มาจากอาหารโปรตุเกสดั้งเดิม ใช้ขนมจีนแทนเส้นพาสต้า ทานคู่กับแกงคั่วไก่ที่ใส่ทั้งเนื้อ ตับ และเลือดไก่ รสชาติคล้ายอย่างแกงไทยแต่มีรสหวานมากกว่า ขณะทานก็ได้ฟังที่มาที่ไปของอาหารแต่ละจานอย่างสนุกสนานออกรส เรื่องราวจัดจ้านไม่แพ้รสชาติอาหารในจาน

หลังจากกินข้าวเคล้าประวัติศาสตร์แล้ว ก็เดินลัดเลาะไปชิมขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมขึ้นชื่อประจำชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราบุกไปถึงหน้าเตาอบของ ร้านหลานป้าเป้า ร้านที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงรุ่นที่ 5 คำนวณเวลาได้ 250 กว่าปี ตั้งแต่ที่บรรพบุรุษอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ เทคนิคสำคัญคือการตีไข่กับน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟู ก่อนจะผสมกับแป้งแล้วเทลงพิมพ์ จัดการนำไปอบด้วยเตาแบบโบราณ แม้จะเปลี่ยนมาใช้แก๊สเพื่อลดมลภาวะแล้ว แต่ก็ยังคงใช้ถ่านเป็นไฟบนเหมือนขนมหม้อแกงอยู่ ถึงเวลาก็เคาะออกจากพิมพ์ร้อนๆ ได้ขนมฝรั่งกุฎีจีนสีน้ำตาลน่าทาน ชิมกันสดๆ ตรงหน้าเตานั้นเลย

04

เสียงอะไรจากบนโบสถ์

ดื่มด่ำสถาปัตย์โบสถ์คริสต์แล้วปีนขึ้นไปรับชมรับฟังการบรรเลงเพลงจากระฆังการิย็อง
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ไม่ไกลกันคือโบสถ์วัดซางตาครู้ส ศูนย์รวมจิตใจชาวคริสต์แห่งชุมชนกุฎีจีน

โบสถ์ซางตาครู้สหลังที่เราเห็นปัจจุบันนี้เป็นหลังที่ 3 สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ปรากฏอิทธิพลศิลปะตะวันตกหลากหลายยุค ส่วนยอดเป็นโดมทำอย่างศิลปะยุคเรเนสซองส์ ถัดลงมาคือโรสวินโดว์ที่ทำเลียนแบบศิลปะยุคกอธิก ส่วนล่างของส่วนยอดมีลายปูนปั้นประดับเป็นช่ออุบะพวงมาลัยอยู่โดยรอบอาคาร หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบเดียวกับสะพานไม้ข้ามสระน้ำที่เชื่อมระหว่างตำหนักชาลีมงคลอาสน์และมารีราชบัลลังก์ที่พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสร้างในสมัยเดียวกัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จุดไฮไลต์คือหอระฆังการีย็อง (Carillon) ที่ประกอบไปด้วยระฆังทองเหลืองจำนวน 16 ใบซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์และใช้บรรเลงได้จริงในปัจจุบัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

โชคดีมากที่มากับ Walk with The Cloud คราวนี้ เราจึงได้มีโอกาสปีนขึ้นไปชมเหล่าระฆังที่น้อยวัดจะยังหลงเหลือ และฟัง สวัสดิ์ สิงหทัต หนึ่งในไม่กี่คนที่บรรเลงเพลงจากระฆังได้ ดีดเพลงเพราะๆ ให้เราฟังกันถึงที่ โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษอย่างคริสต์มาส วันปัสกา หรือวันขึ้นปีใหม่

05

วัดไทยหรือวัดจีน

สัมผัสศิลปะลูกผสมที่วัดไทยและวัดจีน พร้อมฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานที่น่าทึ่ง

เราเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ท่ามกลางละอองฝนที่กำลังโปรยปรายลงมา

ไม่นานก็ถึง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประวัติของวัดจากคำบอกเล่าของ เฮียเสก-นัทธวัฒน์ กิตติวณิชพันธุ์ รองประธานคณะกรรมการพัฒนา 6 ชุมชนย่านกุฎีจีนอย่างมั่นคงและยั่งยืน คือคำต้อนรับอันอบอุ่นและแสนสนุก

เดิมที่ดินบริเวณพระอุโบสถเป็นบ้านเก่าของเจ้าสัวมั่น ขุนนางกรมท่าซ้ายในสมัยรัชกาลที่ 1 – 2 ตกทอดมายังเจ้าสัวโต ผู้ลูก หรือเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ซึ่งได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงในรัชกาลที่ 3 ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ กรมหลวงเจษฎาบดินทร์ มีบทบาทในการช่วยพระองค์ทำการค้าสำเภาอย่างมาก

เมื่อเจ้าสัวโตรื้อเรือน กัลปนาที่ดินเพื่อสร้างวัดเสร็จ ก็น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 3 จึงได้พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบพระราชนิยม มีพระปางปาลิไลยก์เป็นพระประธาน ซึ่งน่าจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่วัดในกรุงเทพฯ ภายในมีงานจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราววิถีชีวิตของคนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาคารสำคัญตรงกลางคือพระวิหารหลวงที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น สถาปัตยกรรมภายนอกเป็นแบบไทยประเพณี สร้างขึ้นเพื่อใช้ประดิษฐานหลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดมหึมา ด้วยแนวคิดการจำลองผังเมืองอยุธยา ที่ภายนอกเกาะเมืองมีวัดพนัญเชิงประดิษฐานหลวงพ่อโตอยู่ วิทยากรของเราชี้ให้เห็นถึงฝีมือและเทคนิคการสร้างงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ของช่างไทยผ่านรายละเอียดต่างๆ เช่น ผังบริเวณรูปสี่เหลี่ยม (เกือบจะ) จัตุรัส เพราะถูกจำกัดด้วยระบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม การทำหน้าต่างให้ตรงกับเสาเพื่อบังคับแสงเข้าสู่อาคาร การเขียนภาพจิตรกรรมเป็นลายดอกไม้ร่วงแทนภาพเรื่องราวซึ่งเพราะไม่สอดรับกับระยะการมอง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญภายในวัดแล้ว วิทยากรยังชวนให้เราเล่นเกมซ่อนแอบ ไล่ชมงานศิลปะจีนที่สอดแทรกอยู่ที่ต่างๆ ของวัด เช่น ซุ้มประตูทางเข้าหินที่สั่งทำจากเมืองจีน กระถางธูปอายุร้อยกว่าปีที่ยังใช้งานอยู่ ‘ถะ’ หรือเจดีย์ซ้อนชั้นแบบจีน และโดยเฉพาะเกซิ้งหรือแท่นบูชาบรรพบุรุษที่ทำมาจากหินทั้งหลัง ซึ่งสันนิษฐานว่าไม่น่าจะเคยได้ใช้งานจริงด้วยซ้ำ และเป็นของแปลกที่หาชมได้ยากมาก

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พอชมศิลปะไทยจีนจนอิ่มตา เราพากันเดินย้อนกลับมาทางเดิม ไม่ไกลก็ถึงเกียนอันเกง ศาลเจ้าเก่าแก่ริมน้ำของชาวจีนฮกเกี้ยน

ทีแรกคิดว่าโชคร้าย เพราะเกียนอันเกงวันนั้นซ่อนตัวอยู่ในนั่งร้านและอุปกรณ์การก่อสร้าง

ทีหลังถึงรู้ว่าโชคดี

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ด้วง-บุณยนิษฐ์ สิมะเสถียร คือทายาทรุ่นที่ 4 ที่รับช่วงต่อการดูแลศาลเจ้ามาแต่บรรพบุรุษ เริ่มเล่าประวัติศาลแห่งนี้ให้เราฟังแข่งกับเสียงสายฝนที่ร่วงหล่นลงมา

คนจีนฮกเกี้ยนเข้ามาจับจองอยู่อาศัยที่ตรงนี้ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย อพยพเข้ามาพร้อมกับภิกษุจีน เมื่อมีการสร้างชุมชนฮกเกี้ยนขึ้น จึงมีการสร้างวัดไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจ พร้อมกับที่พักพระสงฆ์ ที่เรียกว่า ‘กุฏิ’ หรือ ‘กุฎี’ อันเป็นที่มาของชื่อชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ครั้นรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่อีกฟากของเจ้าพระยา ศูนย์รวมจิตใจชาวจีนฮกเกี้ยนจึงย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าโจวซือกงแห่งตลาดน้อย ทำให้ศาลเจ้าที่กุฎีจีนเสื่อมความนิยมลงไป ทั้งยังปรากฏหลักฐานแต่เดิมว่าเป็นศาลเจ้า 2 หลังอยู่ติดกัน เมื่อคราวบูรณะครั้งใหม่จึงรวมเข้าด้วยกัน และอันเชิญพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมมาจากเมืองจีน ประดิษฐานเป็นประธาน ด้านซ้ายคือหม่าโจ้วหรือเจ้าแม่ทับทิม ด้านขวาคือเทพเจ้ากวนอู ถัดออกมาแถวซ้ายขวาคือ 18 อรหันต์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ชาวจีนฮกเกี้ยนให้ความเคารพ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรของเราให้หลักเกณฑ์คร่าวๆ ในการดูศาลจีนฮกเกี้ยน ทำให้การเที่ยวศาลเจ้าครั้งต่อไปของเราต้องสนุกขึ้นแน่

ข้อแรก มีประตูทางเข้าสองบานด้านข้างที่ขนาบประตูทางเข้าหลักตรงกลาง

ข้อสอง มีช่องลมแกะสลักทรงกลมที่ด้านหน้าซุ้มทางเข้า

ข้อสาม มีงานไม้แกะสลักขนาดใหญ่เหนือประตูทางเข้า

ข้อสี่ มีจั่วหลังคาทรงแหลมซึ่งไม่บอกธาตุของศาลนั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ส่วนที่บอกว่าคราวนี้โชคดี เพราะมาทันตอนที่กรมศิลปากรกำลังบูรณะภาพจิตรกรรมซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของศาลนี้พอดี เราเลยได้ฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานสนุกๆ จากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ที่ด้านซ้ายและขวาของเจ้าแม่กวนอิมคือภาพจิตรกรรมเรื่อง สามก๊ก และวรรณคดีจีนเรื่องอื่นๆ ซึ่งได้รับความเสียหายจากมูลค้างคาว ขั้นตอนแรกเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลและสำรวจความเสียหาย ก่อนจะค่อยๆ ทำความสะอาดภาพ แล้วซ่อมแซมภาพบางส่วนที่ได้รับความเสียหายอย่างพิถีพิถัน โดยยังคงความดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด เพราะภาพเหล่านี้เป็นฝีมือช่างจีนแท้ ไม่มีทางที่ช่างไทยจะเขียนเส้นสายได้เหมือนแน่นอน

เจ้าหน้าที่ยังย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ว่า เป็นการช่วยคงไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุดและยืดอายุของงานศิลปะ

เราเดินออกมาชมมังกรปูนปั้นประดับกระเบื้องบนหลังคาศาลเจ้า ก่อนจะรู้ว่าตัวผอมแบบนี้น่ะถูกต้องแล้ว เพราะสัมพันธ์กับสัดส่วนของหลังคา แล้วจึงเดินเลียบเจ้าพระยาอีกครั้งไปยังสถานที่สุดท้ายของวัน

06

มีอะไรที่ใจกลางเจดีย์

ชมเสาครูกลางพระบรมธาตุมหาเจดีย์ แล้วฟังเฉลยวิธีการซ่อมจากสถาปนิกนักอนุรักษ์

เมื่อมาถึงวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระปลัดยรรยง ยสวฑฺฒโก ก็พาเราเข้าพระอุโบสถ ชมงานจิตรกรรม และนำเราบูชาพระรัตนตรัยเพื่อศิริมงคล แล้วค่อยพาไปชมพระบรมธาตุมหาเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พระบรมธาตุมหาเจดีย์สร้างขึ้นโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) แต่ไม่ทันแล้วเสร็จท่านก็ถึงแก่พิราลัยไปเสียก่อน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงได้สร้างต่อจนสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4

เราเดินเข้าพระบรมธาตุฯ ผ่านทางพรินทรปริยัติธรรมศาลา อาคารต่อมุขผนังโค้งที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องเรียนสำหรับพระเณร ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากกรุภายในพระเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

น้ำฝนที่ยังติดค้างอยู่ตามพื้นทำให้เราต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเดินขึ้นบันไดและเดินบนลานประทักษิณที่ชั้น 2 เมื่อมุดลอดช่องเข้ามายังแกนกลางเจดีย์ทรงระฆังขนาดมหึมาแล้ว ก็พบกับเสาครู เสาแกนกลางเจดีย์ในสภาพแข็งแรงหลังการซ่อมแซม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรเริ่มเล่าให้เราฟังถึงกระบวนการบูรณะ แต่เดิมเสาครูนี้ล้มเอียงไปพิงกับกำแพงด้านหนึ่ง แต่ที่เจดีย์ไม่เสียหายเพราะว่าน้ำหนักได้ถ่ายลงมาทางกำแพงขององค์ระฆังหมดแล้ว เสาแกนกลางจึงไม่ได้มีหน้าที่รับน้ำหนักเป็นหลัก แต่ใช้วางโครงสร้างไม้อย่างนั่งร้าน ซึ่งยังปรากฏรูเต้าและเศษไม้เดิมที่ยังปักคาอยู่

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิศวกรและสถาปนิกเสริมความแข็งแรงไปที่ฐาน แล้วจึงใส่เฝือกให้เสาครูด้วยการเสริมโครงเหล็กเข้าไป จากนั้นใช้แม่แรงค่อยๆ ดีดเสาให้กลับมาตั้งตรง และก่ออิฐต่อไปจนถึงชั้นบัลลังก์เหมือนเดิม ก่อนเอาท่อนซุงมาเสริมแรงไว้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

วิธีการบูรณะเช่นนี้น่าทึ่งมาก จนทำวัดให้ได้รับรางวัล Award of Excellence จาก UNESCO ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมของคนไทย รวมไปถึงการตระหนักเห็นคุณค่าและความพยายามอนุรักษ์โบราณสถานอีกด้วย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน คราวนี้สนุกมาก เพราะนอกจากจะได้สายฝนโปรยปรายมาช่วยคลายร้อน ยังอัดแน่นไปด้วยความรู้หลากแขนง เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ในงานสถาปัตยกรรม และเทคนิคการอนุรักษ์สนุกๆ ทำให้เราเข้าใจความเป็นย่านชุมชนนี้มากขึ้น

ถ้าใครอยากตามรอยเราที่ชุมชนกุฎีจีน ติดต่อขอคำปรึกษาจัดทริปได้ที่ประธานชุมชน ปิ่น-ปิ่นทอง วงษ์สกุล โทรศัพท์ 08 6105 5547 หรือถ้าอยากเดินเท้าท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำ สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมตามย่านต่างๆ รอบเจ้าพระยา ชมอัตลักษณ์และความงดงามของสถาปัตยกรรมยามค่ำคืน ขอเชิญร่วมงาน Bangkok River Festival 2020 สายน้ำแห่งวัฒนธรรม วันที่ 29 – 31 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.30 น.

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนชายล้วนที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ อายุกว่า 109 ปี มีเนื้อที่มากกว่า 100 ไร่ เป็นสถานศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนาขึ้น

ในวาระที่ The Cloud จัดทริป Walk with The Cloud 24 : The Philosopher King ในเดือนมกราคม เพื่อสำรวจแนวพระราชดำริในการสร้างคนของรัชกาลที่ 6 ณ ‘หอวชิราวุธานุสรณ์’ และวชิราวุธวิทยาลัย โดย ผศ.สุรวุธ กิจกุศล ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกจากบริษัทสถาปนิก 49 จำกัด ธีรชาติ วีรยุทธานนท์ สถาปนิกประจำสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร รวมถึงกลุ่มนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยและนักเรียนปัจจุบัน ได้นำชมโรงเรียนและร่วมแบ่งปันเรื่องราวของสถานศึกษาเก่าแก่นี้ไว้ด้วย

ประวัติโรงเรียน

วชิราวุธวิทยาลัย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ซึ่งในเวลานั้นคือพระยาไพศาลศิลปศาสตร์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นการส่วนพระองค์ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เมื่อวันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2453 เพื่อรับกระแสพระราชดำริเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของชาติ

ในวันรุ่งขึ้น วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453 จึงได้เปิดโรงเรียนสำหรับมหาดเล็กข้าหลวงเดิมเป็นการชั่วคราว โดยแบ่งพื้นที่ของอาคารโรงเรียนราชกุมารเก่าในพระบรมมหาราชวังสำหรับโรงเรียนมหาดเล็กซึ่งต่อมาได้พระราชทานนามโรงเรียนใหม่ว่า ‘โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว’ โดยโรงเรียนสำหรับมหาดเล็กข้าหลวงเดิมที่เปิดทำการสอนขึ้นใหม่นั้น ได้พระราชทานนามว่า ‘โรงเรียนมหาดเล็กหลวง’

นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน 100,000 บาทเป็นทุนรอนของโรงเรียน โดยนำไปฝากไว้กับแบงก์สยามกัมมาจลหรือธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน

สำหรับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง นอกจากเป็นสถานที่ทรงทดลองการจัดการศึกษาของชาติ ในลักษณะเดียวกับการที่ทรงตั้งดุสิตธานีสำหรับทดลองการปกครองในระบอบประชาธิไตยแล้ว ยังมีพระราชดำริอย่างใหม่ในการสร้างโรงเรียนแทนวัดด้วย เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าในรัชสมัยของพระองค์มีพระอารามหลวงอยู่มากแล้ว หากสถาปนาพระอารามหลวงขึ้นอีก ก็จะเป็นพระราชภาระในการบูรณปฏิสังขรณ์ อีกทั้งทรงเห็นว่าสิ่งจำเป็นในขณะนั้นคือการให้การศึกษาแก่ราษฎร อันจะนำพามาซึ่งความเจริญแก่ชาติบ้านเมืองในอนาคต

วชิราวุธวิทยาลัย, โรงเรียนมหาดเล็กหลวง

ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หาที่ตั้งถาวรของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง โดยทรงให้พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) จางวางมหาดเล็ก และกรรมการโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เป็นผู้ไปตรวจพิจารณาหาสถานที่อันเหมาะสม ซึ่งได้พิจารณาเลือกที่ดินพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ ‘สวนกระจัง’ บริเวณริมคลองเปรมประชากร ส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิต เป็นสถานที่ตั้งถาวรของโรงเรียน 

โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เอ็ดเวิร์ด ฮิลลี่ (Edward Healey) อาจารย์ใหญ่โรงเรียนช่างของสามัคยาจารย์เป็นผู้วางผังโรงเรียนให้สอดรับกับวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เมื่อการก่อสร้างโรงเรียนชั่วคราวเป็นเรือนไม้หลังคามุงจากที่สวนกระจังแล้วเสร็จ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายนักเรียนจากโรงเรียนชั่วคราวในพระบรมมหาราชวังมาอยู่ที่โรงเรียนแห่งใหม่ ณ สวนกระจัง พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำบุญขึ้นโรงเรียนใหม่เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2454

เมื่อเอ็ดเวิร์ด ฮิลลี่ พร้อมด้วยพระสมิทธเลขา (ปลั่ง วิภาตะศิลปิน) นายช่างออกแบบของกรมศิลปากรจัดการออกแบบก่อสร้างหอสวดและหอนอนของนักเรียนแล้วเสร็จ ได้โปรดพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 750,000 บาท เพื่อจัดสร้างโรงเรียนถาวรด้วยสถาปัตยกรรมไทยอันวิจิตร

พระราชบันทึกภาษาอังกฤษ
พระราชบันทึกภาษาอังกฤษ
พระราชบันทึกภาษาอังกฤษ
พระราชบันทึกภาษาอังกฤษ

สำหรับการจัดการศึกษาของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง นอกจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการศึกษาไปในแนวทางแบบพับบลิคสกูลของอังกฤษแล้ว ยังได้พระราชทานพระบรมราโชบายในการอบรมสั่งสอนนักเรียนมหาดเล็กหลวงไว้เป็นพิเศษ ดังปรากฏในพระราชบันทึกที่พระราชทานไปยังเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ซึ่ง ม.ล.ปิ่น มาลากุล ได้นำมาแปลเป็นภาษาไทย ความว่า

ข้าส่งข้อความนี้มาเพื่อให้เสนาบดีและปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรมการอ่าน ข้าได้ขีดเส้นแดงใต้ข้อความบางตอน คือตอนที่ถูกใจข้าและตอนที่แสดงให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องที่ข้ารู้สึกตลอดมา

ระบบการศึกษาและกฎเกณฑ์ทั้งหลาย ตลอดจนหลักสูตรแท้จริงทำให้เปลืองกระดาษไปเปล่าๆ ยิ่งกว่านั้นคือ เปลืองเวลาด้วย ถ้าไม่ทำให้ประชาชนเป็นอย่างที่เราต้องการสำหรับประเทศของเราได้เป็นผลสำเร็จ ข้าไม่หมายความว่าอะไรดีสำหรับเมืองอังกฤษจะต้องดีสำหรับเมืองไทยด้วย ตรงกันข้าม ถ้าจะเอาวิธีการของคนอังกฤษมาใช้ทั้งดุ้นโดยไม่มีการดัดแปลง ก็จะเป็นการผิดพลาดอย่างมหันต์ แต่บันทึกนี้อาจทำให้ผู้อ่านเกิดความคิดอะไรบ้าง

สำหรับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ข้าไม่เป็นห่วงการปั้นนักเรียน ‘ชั้นมัธยม’ ให้เป็นเทวดาเหมือน กันหมดทุกคน ได้คะแนนกันคนละหลายพันคะแนนเท่าการสร้างเด็กหนุ่มที่ขยันขันแข็ง และสะอาดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เตรียมพร้อมที่จะรับภาระต่างๆ ซึ่งจะมีมาในอนาคต ข้าไม่ต้องการนักเรียนตัวอย่างที่สอบไล่ได้คะแนนขั้นเกียรตินิยมทุกๆ ครั้ง ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้ ที่ข้าอยากได้นั้นคือ เยาวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์สุจริต มีอุปนิสัยใจคอดี และข้าจะไม่โศกเศร้าเลย ถ้าเจ้ามารายงานว่า เด็กคนหนึ่งเขียนหนังสือไม่คล่อง คิดเลขเศษซ้อนไม่เป็น และไม่รู้วิชาเรขาคณิตเลย ถ้าข้ารู้ว่าเด็กคนนั้นได้ศึกษาพอที่จะรู้ว่าความเป็นลูกผู้ชายคืออะไร และขี้แยคืออะไร ข้าไม่อยากได้ยิน ‘คนฉลาด’ บ่นอีกว่า ‘ปัญญาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด’ สิ่งที่ข้าต้องการในโรงเรียนมหาดเล็กหลวงคือ ให้การศึกษาเป็นเครื่องทำให้เด็กเป็นเยาวชนที่น่ารัก และเป็นพลเมืองดี ไม่ใช่ทำลายบุคลิกภาพเสียหมด โดยบรรทุกหลักสูตรและระบบการต่างๆ ลงไป ข้าต้องการให้การศึกษาเป็นสิ่งที่งดงาม จนทำให้เด็กที่ออกไปแล้วหวนกลับมาคิดถึงในวันข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ ขออย่าเอาโรงเรียนของข้าไปเปรียบกับโรงเรียนอื่น เพราะมีจุดหมายต่างกัน ถ้าข้าอยากจะได้โรงเรียนธรรมดาเพียงหลังหนึ่งสร้างเป็นโรงเรียนไปมาจะไม่ดีกว่าหรือจะสร้างโรงเรียนกินนอนขึ้นมาทำไม

ที่ข้ากล่าวมานี้จะเข้ากันได้กับระบบการศึกษาของเจ้าหรือไม่ก็ตาม ถ้าเข้ากันได้ข้าก็ดีใจ แต่ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็ขอให้วิธีการของข้าได้รับการพิจารณาดำเนินการโดยยุติธรรมด้วย อย่าพยายามบังคับให้ครูของข้าทำตามข้อไขของเจ้า ให้ทำตามข้อไขของข้าเถิด เพราะกีฬาประเภทนี้ข้าคิดให้เขาเล่น และตัวข้าเองจะเป็นผู้ให้ถ้วยรางวัล

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงรับเป็นองค์บรมราชูปถัมภกโรงเรียนมหาดเล็กหลวง แต่ด้วยในช่วงนั้นเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกส่งผลกระทบให้สภาวะเศรษฐกิจไทยฝืดเคือง รัฐบาลจึงต้องปรับลดงบประมาณรายจ่ายลง รวมทั้งพระราชทรัพย์รายปีที่ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ถูกตัดทอนลงด้วย พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมโรงเรียนราชวิทยาลัยเข้ากับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง กรุงเทพ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโรงเรียนให้ใหม่ว่า ‘วชิราวุธวิทยาลัย’

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

หอสวดหรือหอประชุม

ตั้งอยู่กลางพื้นที่ของโรงเรียน เป็นอาคารรูปทรงโกธิกที่ผสานรูปแบบศิลปกรรมไทยตามแนวคิดของศาสนสถานในพระพุทธศาสนาไว้อย่างกลมกลืน หน้าบันของหอประชุมทั้ง 4 ด้านจำหลักไม้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์เทพทั้งสี่ในศาสนาฮินดู หอประชุมนี้จึงเปรียบเสมือนวิมานของทวยเทพ และเป็นที่ประชุมสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียน ประกอบพิธีกรรมสำคัญของโรงเรียนสืบมาจนปัจจุบัน 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

หอประชุมนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาพระฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2458 และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเหยียบหอสวดของโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นปฐม เมื่อวันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2460

เอ็ดเวิร์ด ฮิลลี่ ออกแบบหอสวดประจำโรงเรียนมหาดเล็กหลวงให้เป็นไปตามแบบของพับลิกสกูลในอังกฤษ คืออยู่ตรงกลางโรงเรียน แต่ยังคงความเป็นไทยด้วยการใช้สถาปัตยกรรมไทยและให้หันหน้ามาทางทิศตะวันออก 

สุดทางเดินของหอสวดด้านทิศตะวันตก ประดิษฐานธรรมาสน์บุษบกซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมาประดิษฐานใว้ ธรรมาสน์บุษบกนี้ได้รับมาจากงานพระศพของพลเรือเอก สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา โดยมีสัญลักษณ์ให้สังเกตและจำได้ว่าเป็นของพระองค์คือมีรูปราชสีห์จำหลักไม้ปิดทองเป็นฐานทั้ง 4 ด้านกับมีราชสีห์ปิดทองหมอบรองรับขั้นบันไดขึ้นธรรมาสน์ 3 ขั้น รูปราชสีห์นั้นสันนิษฐานว่า น่าจะมีที่มาจากพระนามกรมนครราชสีมา

แหงนขึ้นไปมองด้านบนจะพบกับพระวิสูตร 3 องค์ สำหรับประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์บรมราชูปถัมภก วชิราวุธวิทยาลัย 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

องค์กลางประดิษฐานพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์บรมราชภูษิตาภรณ์ องค์ซ้ายประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์จอมพล จอมทัพบกสยาม และองค์ขวาประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงฉลองพระองค์เต็มยศจอมพล ผู้บังคับการพิเศษกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

พระบรมฉายาลักษณ์ทั้ง 3 องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิสูตร ซึ่งจะเปิดต่อเมื่อมีงานประจำปีของโรงเรียนเท่านั้น

ลงมาข้างล่าง จะพบกับหน้าบันที่ไม่เหมือนกันทั้ง 4 ด้านของหอสวดแห่งนี้ 

ทิศตะวันออก หรือด้านหน้าของหอสวด เป็นตราพระราชลัญจกรพระวชิระ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระอินทร์ในคัมภีร์ไตรเพท ซึ่งเป็นมูลรากแห่งศาสนาพราหมณ์นั้น พระอินทร์เป็นพระเจ้าใหญ่ยิ่งกว่าเทวดาทั้งหลาย นับว่าเป็นเจ้าแห่งฟ้า เป็นผู้ถือไว้ซื่งอสุนีบาต และเป็นผู้บันดาลให้ฝนตกเพื่อบำรุงพืชผลทั้งปวงในแผ่นดิน

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

ทิศเหนือ เป็นตราพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระนารายณ์ ซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าองค์หนึ่งในหมู่พระเป็นเจ้าทั้ง 3 ในศาสนาพราหมณ์ มีความในหนังสือวิษณุปุราณะ ซึ่งเป็นตำรับสำหรับแสดงเรื่องพระวิษณุสรุปไว้ตอนหนึ่งว่า โลกนี้ไซร้ ได้บังเกิดมาแต่พระวิษณุ โลกนี้มีอยู่ในพระองค์ พระองค์เป็นผู้บันดาลให้โลกนี้คงอยู่และสูญไป

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

ทิศตะวันตก เป็นตราพระราชลัญจกรหงส์พิมาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระพรหม ซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าองค์หนึ่งในหมู่พระเป็นเจ้าทั้ง 3 ในศาสนาพราหมณ์ นับถือว่าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง เป็นสยัมภู คือเกิดขึ้นอีกเอง กำเนิดของพระพรหมนี้ ตามคัมภีร์ต่างๆ ข้างศาสนาพราหมณ์มีเล่าเรื่องไว้ต่างๆ กันหลายอย่าง พระมนูว่าแรกบังเกิดนั้นเป็นไข่ฟองใหญ่ก่อน ไข่แตกออกแล้วจึ่งเป็นองค์พระพรหม แต่หนังสือมหาภารตะและคัมภีร์ปุราณะบางฉบับว่า พระพรหมาได้เกิดขึ้นในดอกบัวหลวง ซึ่งผุดขึ้นมาจากพระนาภีพระนารายณ์ พรหมาปุราณะกลับว่าพระพรหมา ฤาในที่นี้เรียกว่า ‘อาปวะ’ ได้แบ่งพระองค์เป็น 2 ภาค เป็นชายภาคหนึ่ง หญิงภาคหนึ่ง และพระนารายณ์ได้เกิดมาแต่ภาคทั้งสองนี้ แล้วพระนารายณ์จึ่งสร้างพระวิราช ซึ่งเป็นบิดาของมนุษย์คนแรก แต่ในคัมภีร์นี้เองมีฎีกาอธิบายไว้ว่า ในชั้นต้นพระนารายณ์ได้สร้างพระอาปวะ ฤา วิสิษฎ ฤา วิราช ขึ้น โดยอาสํยกำลังพระพรหมา แล้วพระวิราชจึ่งสร้างพระมนูซึ่งเป็นบิดาแห่งมนุษย์ทั้งหลายอีกชั้นหนึ่ง

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

ทิศใต้ เป็นตราพระราชลัญจกรมหาโองการ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระอิศวรซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าองค์หนึ่งในหมู่พระเป็นเจ้าทั้งสามในศาสนาพราหมณ์ ถือว่าเป็นผู้ล้างฤาทำลาย แต่โดยเหตุที่ในศาสนาพราหมณ์ถือว่าสัตว์ไม่ตายสูญเลย คงท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร จึ่งไม่ถือว่าพระอิศวรเป็นผู้ผลาญอย่างเดียว ทั้งเป็นผู้สร้างขึ้นใหม่ด้วย เพราะฉะนั้น นับว่าเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงของเก่าให้เป็นใหม่ดีขึ้น

ตึกวชิรมงกุฎ

ตึกวชิรมงกุฎ

เป็นตึกเรียน 2 ชั้น มีทั้งหมด 12 ห้องเรียน สร้างขึ้นโดยเงินทุนพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและเงินสะสมของโรงเรียนในวงเงินค่าก่อสร้าง 105,900 บาท เป็นตึกทรงไทย 2 ชั้น มีมุขหน้าและมุขหลัง ที่ตอนปลายอาคารทั้งสองด้านหลังคาลดสามชั้นพร้อมช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันมุขหน้าเป็นปูนปั้นลายใบเทศ การก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เสด็จแทนพระองค์ทรงเปิดตึกเรียนถาวรที่ได้พระราชทานนามว่าตึกวชิรมงกุฎ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2475

อาคารนวมภูมินทร์

อาคารนวมภูมินทร์

อาคารนวมภูมินทร์ เป็นอาคารเอนกประสงค์คอนกรีตเสริมเหล็กทรงไทยประเพณี 3 ชั้น ออกแบบโดยนิธิ สถาปิตานนท์ ศิษย์เก่าซึ่งตั้งใจสร้างอาคารใหม่ให้กลมกลืนกับอาคารเก่าโดยรอบ ผสมผสานวัสดุแบบโบราณกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

ปัจจุบันชั้นล่างจัดเป็นห้องประชุมขนาดเล็ก ห้องทำงานผู้บังคับการ ห้อง Community Room ห้องพักครู และห้องเอนกประสงค์ ชั้นที่ 2 จัดเป็นห้องประชุมใหญ่ ชั้นที่ 3 จัดเป็นห้องรับรองและห้องประชุม ชื่อนวมภูมินทร์นี้ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561

ตึกครูและนักเรียน

วชิราวุธวิทยาลัย

ตึกครูและนักเรียน มีที่มาจากคำว่า House ซึ่งแปลว่า บ้าน เพราะอาคารที่จัดเป็นตึกครูและนักเรียนนั้น ในพับลิกสกูลของอังกฤษคือบ้านพักของนักเรียนที่อยู่ประจำในโรงเรียน เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ให้โรงเรียนนี้เป็นเสมือนพระอารามหลวงประจำรัชกาล จึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกบ้านของนักเรียนในโรงเรียนนี้ว่า ‘คณะ’ เช่นเดียวกับการเรียกหมู่กุฎิสงฆ์ในพระอารามซึ่งรวมหมู่กัน โดยมีครูกำกับกับคณะ หรือ House Master หรือที่เรียกกันว่าผู้กำกับคณะ เป็นเสมือนพระภิกษุอาวุโสที่ทำหน้าเจ้าคณะปกครองดูแลสงฆ์

เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอสวดโรงเรียนมหาดเล็กหลวงใน พ.ศ. 2458 ก็โปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกครูและนักเรียนที่ 4 มุมโรงเรียนไปพร้อมกัน โดยเอ็ดเวิร์ด ฮิลลี่เป็นผู้ออกแบบอาคารทั้งสี่คณะแรก

นอกจากมีผู้กำกับคณะ ยังมีหัวหน้าคณะ คือกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าดูแลความเรียบร้อยในคณะตนเอง

คณะผู้บังคับการ (School House)

วชิราวุธวิทยาลัย

มีที่มาจากชื่อภาษาอังกฤษของคณะคือ School House เพื่อรักษาประเพณีของ Public schools ที่คณะนี้มีผู้บังคับการเป็นผู้กำกับคณะ เป็นสถาปัตยกรรมแบบทวารวดี สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2459 สิ้นงบประมาณ 120,000 บาท 

คณะดุสิต (Dusit House)

มาจากนามของพระราชวังดุสิต เป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2459 สิ้นงบประมาณ 130,000 บาท แต่ต่อมาเสียหายจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบินประเทศพันธมิตรในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ส่วนหนึ่งของอาคารคณะดุสิตได้ถูกทำลายลง และมีการบูรณะขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2496 โดยต่อมาได้มีการบูรณะคณะดุสิตขึ้นใหม่อีกครั้งใน พ.ศ. 2553 จนสภาพเป็นเช่นในปัจจุบัน

คณะจิตรลดา (Chitrlada House) 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

มาจากนามของพระตำหนักจิตรลดารโหฐานในพระราชวังดุสิต เป็นสถาปัตยกรรมแบบรัตนโกสินทร์ สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2459 สิ้นงบประมาณ 145,000 บาท ว่ากันว่า ก่อสร้างคณะจิตรลดาให้วิจิตรงดงามที่สุดเพราะว่าคณะนี้เป็นทางเสด็จผ่านเข้าโรงเรียนในงานประจำของโรงเรียน

คณะพญาไท (Phyathai House) 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

มาจากนามของพระราชวังพญาไท เป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2459 สิ้นงบประมาณ 125,000 บาท

สีประจำคณะคือสีชมพู นักเรียนคณะนี้ขึ้นชื่อเรื่องกีฬาว่ายน้ำ 

คณะจงรักภักดี และคณะศักดิ์ศรีมงคล

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

ต่อมาเมื่อวชิราวุธวิทยาลัยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความแออัดในการพักอาศัย จึงได้มีการสร้างตึกนักเรียนขึ้นใหม่อีก 4 คณะ ได้แก่คณะจงรัก คณะภักดี คณะศักดิ์ศรี และคณะมงคล โดยในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาเปิดอาคารคณะใหม่ทั้ง 4 คณะ ซึ่งต่อมาได้มีการยุบรวมคณะทั้งสี่นี้ โดยให้เหลือเพียง 2 คณะ เป็น คณะจงรักภักดี และคณะศักดิ์ศรีมงคล

อาคารเพชรรัตน

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

อาคารเพชรรัตน เป็นอาคาร 2 ชั้น ตั้งชื่อตามพระนามของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ใช้เงินค่าก่อสร้างจากเงินส่วนพระองค์และเงินจากการแสดงละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ออกแบบโดยหม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ นักเรียนเก่ามหาดเล็กหลวง และคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารนี้เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2506

อาคารสุวัทนา

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

อาคารสุวัทนา เป็นอาคารเรียน 2 ชั้น ตั้งชื่อตามพระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ 6 และเป็นพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ออกแบบโดย หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารนี้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2507

อาคารประชาธิปก  

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

อาคารประชาธิปก เป็นอาคารเรียน 3 ชั้น ตั้งชื่อตามพระนามของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในวโรกาสพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ออกแบบโดยนายโอภาส สายะเสวี สถาปนิกประจำสำนักพระราชวัง สิ้นค่าก่อสร้าง 11,400,000 บาท สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีเสด็จมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536

หอประวัติ

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

เดิมเป็นตึกพยาบาล เป็นอาคารสำหรับพยาบาลนักเรียนเจ็บป่วย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นการทำผาติกรรมทดแทน ‘พระตำหนักสมเด็จ’ ซึ่งโรงเรียนจัดเป็นตึกพยาบาล แต่ได้โปรดเกล้าฯ ให้รือย้ายไปปลูกสร้างเป็นกุฏิสงฆ์วัดราชาธิวาส ต่อมาได้เปลี่ยนตึกพยาบาลนี้เป็นหอประวัติ และให้ย้ายตึกพยาบาลไปไว้ในสถานที่ที่เหมาะสม

หอนาฬิกา 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

คณะข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในนาม ‘คณะละครไทยเขษม’ ได้ร่วมกันจัดแสดงละครพระราชนิพนธ์เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 1 มกราคม พ.ศ. 2471 – 2472 เพื่อจัดหารายได้ก่อสร้างหอนาฬิกาอุทิศเป็นพระราชกุศล เมื่อ พ.ศ. 2473 โดยหอนาฬิกานี้นำนาฬิกาเรือนใหญ่ที่เคยติดบนหอประชุมของโรงเรียนราชวิทยาลัย ซึ่งพระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน) ผู้บังคับการในขณะนั้นได้ให้พระสาโรชรัตนนิมมานก์ และศาสตราจารย์หลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) ร่วมกันออกแบบหอนาฬิกาพร้อมระฆังรูปสี่เหลี่ยมมีลวดลายเป็นพิเศษแบบสุโขทัย

ตึกวชิราวุธานุสรณ์ 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

เป็นอาคารกีฬาในร่มเอนกประสงค์ (Indoor Stadium) ที่สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บริจาคทุนทรัพย์จากเงินรายได้การจัดงานวชิราวุธานุสรณ์ ณ พระราชอุทยานสราญรมย์ จัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2514 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดตึกวชิราวุธานุสรณ์นี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ต่อมาใน พ.ศ. 2548 จึงได้รื้ออาคารเดิมซึ่งชำรุดทรุดโทรมลง และก่อสร้างอาคารกีฬาในร่มใหม่แทนอาคารเดิม การก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อปี พ.ศ. 2550

อาคารเวสสุกรรมสถิต 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

เป็นตึก 3 ชั้นรูปทรงสถาปัตยกรรมไทยสร้างขึ้นทดแทนตึกเรียนวิชาหัตถศึกษา การก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2543 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามอาคารเรียนศิลปกรรมหลังใหม่นี้ว่า ‘ตึกเวสสุกรรมสถิต’ และโปรดเกล้าฯ ให้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงเปิดอาคารนี้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543

อาคารวชิราวุธ ๑๐๐ ปี

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

อาคารวชิราวุธ ๑๐๐ ปี สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสที่วชิราวุธวิทยาลัยมีอายุครบ 100 ปี ใน พ.ศ. 2553 เป็นอาคารสูง 5 ชั้น ลักษณะอาคารเป็นงานสถาปัตยกรรมไทย มี 19 ห้องเรียน มีพื้นที่ใช้งาน 3,000 ตารางเมตร มีความพร้อมที่จะใช้สื่อการสอนที่ทันสมัย โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงเปิดอาคารนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

ประเพณีเข็นรถพระที่นั่งส่งเสด็จ

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

วชิราวุธวิทยาลัยมีประเพณีที่สำคัญที่นับได้ว่ามีที่เดียวในประเทศไทยคือประเพณีการเข็นรถพระที่นั่งส่งเสด็จ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานประกาศนียบัตรและรางวัลแก่นักเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในทุกปี

ประเพณีการเข็นรถพระที่นั่งส่งเสด็จนี้ นักเรียนเก่ามหาดเล็กหลวง จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) เล่าให้ฟังว่า เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อล้นเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมางานโรงเรียน ประทับเสวยพระกระยาหารค่ำแล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเริ่มเคลื่อนออกจากโรงเรียน นักเรียนต่างพากันวิ่งตามส่งเสด็จ บ้างก็เข้าเข็นรถยนต์พระที่นั่งซึ่งเป็นรถไฟฟ้า การครั้งนี้ทำเอาอาจารย์ใหญ่ในเวลานั้น คือ พระอภิรักษ์ราชฤทธิ์ (ศร ศรเกตุ) ที่ต่อมาได้เป็นพระยาบริหารราชมานพ ผู้บังคับการโรงเรียนมหาดเล็กหลวงตกใจที่นักเรียนบังอาจกระทำการไม่เหมาะสม รุ่งเช้าอาจารย์ใหญ่ไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษแทนนักเรียน แต่มีพระราชดำริว่าการที่นักเรียนได้กระทำไปนั้น ก็ด้วยความจงรักภักดีใคร่จะได้สนองพระเดชพระคุณให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายพระเนตร จึงมีพระราชกระแสดำรัสสั่งให้โรงเรียนรักษาธรรมเนียมนี้ไว้ และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นักเรียนได้เข็นรถยนต์พระที่นั่งและวิ่งตามส่งเสด็จสืบมาจนถึงปัจจุบัน

(จากบทความของอาจารย์วรชาติ มีชูบท ใน ฝากเรื่องราวไว้กับน้องๆ เรื่องงานกรีฑา)

4 เรื่องที่คนอาจไม่รู้เกี่ยวกับวชิราวุธ

1. จบวชิราวุธไม่จำเป็นต้องเป็นทหารมหาดเล็ก

ด้วยความที่สมัยก่อนโรงเรียนชื่อโรงเรียนมหาดเล็กหลวง อาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าจบจากที่นี่จะต้องไปเป็นมหาดเล็กในวังหรือเป็นทหาร แต่แท้จริงแล้ว โรงเรียนนี้จบไปทำอาชีพอะไรก็ได้ตามต้องการ การเรียนการสอนของที่นี่เหมือนกับโรงเรียนทั่วๆ ไป เน้นสอนให้เด็กทุกคนรู้จักระเบียบวินัย รู้หน้าที่ตนเอง มีความเป็นผู้นำ มีความเป็นสุภาพบุรุษ มีความอดทนเข้มแข็ง และมีความรู้รอบด้าน 

2. นักเรียนวชิราวุธต้องผมสั้นเสมอ

จากคำบอกเล่าของรุ่นพี่นักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย หรือที่เรียกว่า OV ท่านหนึ่งเล่าว่า ในสมัยก่อนผู้ชายนิยมใช้น้ำมันเซ็ตผมแล้วหวีจนเรียบแปล้ คืนก่อนที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จมาเปิดสระน้ำที่โรงเรียน นักเรียนชายกลุ่มหนึ่งแอบลักลอบเข้าไปเล่นน้ำ เช้าวันต่อมาภารโรงที่เดินมาตรวจสระน้ำ หัวใจถึงกับตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อพบว่ามีน้ำมันลอยอยู่เต็มสระ พระยาภะรตราชา (ผู้บังคับการในขณะนั้น) รู้เข้าจึงโกรธมาก จึงสั่งให้ตัดผมสั้นขาว 3 ด้านแทน และโรงเรียนก็เห็นระเบียบเรียบร้อยจากการตัดผมทรงเดียวกันหมด จึงคงรักษาธรรมเนียมการตัดผมสั้นมานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

3. ที่นี่ไม่มีโรงอาหาร มีแต่เฉ่า 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำ และมีอาหารให้ครบสามมื้อ จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีโรงอาหาร แต่มีโรงอาหารว่างแทน ซึ่งเรียกว่า ‘เฉ่า’ 

มีที่มาจากชื่อของเจ้าของร้านขายน้ำอัดลม ที่ตั้งอยู่ที่เรือนจากด้านทิศตะวันตกริมสระน้ำ ชื่อจริงๆ ของเจ้าของร้านคือนายเชาว์ แต่นักเรียนนิยมเรียกว่า ‘เจ๊กเฉ่า’ ผู้เป็นเหมือนสัญลักษณ์คู่กับเรือนจากมาช้านาน ต่อมาคำว่าเจ๊กเฉ่าถูกกร่อนมาเป็น ‘เฉ่า’ เพียงพยางค์เดียว ปัจจุบันเฉ่าหรือโรงอาหารว่างตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของอาคารวชิราวุธานุสรณ์

4. นอกจากรักบี้ วชิราวุธมีกีฬาและกิจกรรมมากมาย 

ด้วยวชิราวุธวิทยาลัยเป็นโรงเรียนประจำชายล้วน จึงทำให้ที่นี่มีกีฬาให้เล่นเยอะมาก ได้แก่ รักบี้ฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาหลักของโรงเรียน มินิรักบี้ ฟุตบอล บาสเกตบอล ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส สควอช ไฟฟ์ ว่ายน้ำ กรีฑา โดยจะมีการแข่งขันกีฬาภายในระหว่างคณะเป็นประจำทุกปี คณะใดชนะเลิศจะได้ครองถ้วยรางวัลเงินแท้ หากเป็นรุ่นใหญ่มูลค่าถ้วยเกือบแสนเลยทีเดียว

นอกจากจะมีการแข่งขันกีฬาต่างๆ ที่นี่ยังมีการแข่งขันระเบียบวินัย การแข่งขันทดสอบสมรรถภาพร่างกาย กิจกรรมดนตรี และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่เรียกว่าชมรมวันเสาร์ ซึ่งให้เวลาเรียนรู้ตลอดวัน เพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์ต่างๆ นอกห้องเรียน

Writer & Photographer

นักเรียน วชิราวุธวิทยาลัย

กลุ่มนักเรียนยุวมัคคุเทศน์ชั้น ม.3

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load