The Cloud X สถาบันศิลปะอิสลาม (ประเทศไทย) 

“ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ ที่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ความตายก็จะมาถึงพวกเจ้า แม้ว่าพวกเจ้าจะอยู่ในป้อมปราการอันสูงตระหง่านมั่นคงแข็งแรงขนาดไหนก็ตาม” 

(อัลกุรอ่าน 4:78)

ความตายเป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญโดยเท่าเทียมกันโดยไม่เกี่ยงเชื้อชาติ ภาษา สีผิว ศาสนา หรือสถานะทางสังคม ตามความเชื่อของชาวมุสลิม มิติความตายเป็นเรื่องที่กำหนดโดยพระเจ้า ชีวิตของมนุษย์ทุกคนเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ 

เรามักได้ยินคำกล่าวอยู่เสมอๆ เมื่อทราบข่าวคนตายว่า “อินนาลิลลาฮิวะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน” (แท้จริงแล้วพวกเรานั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และพวกเรานั้นจะต้องกลับไปหาพระองค์)

 ย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาถึงความไม่จีรัง ไม่ยึดติด ความตายคือการเปลี่ยนผ่าน เป็นประตูก้าวข้ามชีวิตบนโลกใบนี้ไปสู่ชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ซึ่งดวงวิญญาณของมนุษย์จะรอคอยอยู่ในมิติหลังความตาย ส่วนร่างกายที่หมดอายุไขจะถูกฝังไว้ใน ‘กุโบร์’ หรือสุสาน เพื่อรอวันฟื้นคืนชีพและการพิพากษาการกระทำที่ชีวิตหนึ่งได้ทำกรรมดีไว้เมื่อครั้งยังมีลมหายใจ

 ‘กุโบร์’ ถูกเรียกในชื่อต่างๆ นานา อาทิ ป่าช้าแขก สุสานแขก กุโบร์เป็นส่วนประกอบสำคัญของชุมชนมุสลิม มักตั้งอยู่ติดกับมัสยิด เรียกว่าเป็นของคู่กันเหมือนวัดต้องมีเมรุเผาศพ บางชุมชนอาจมีกรณีที่มีอาคารมัสยิดแต่ไม่มีกุโบร์ เช่นกรณีของมัสยิดจักรพงษ์ บางลำพู ในเขตเกาะรัตนโกสินทร์ เวลามีคนเสียชีวิตก็จะฝังที่กุโบร์มัสยิดมหานาค ย่านโบ๊เบ๊ หรือ ชุมชนมัสยิดที่แยกตัวใหม่ออกจากชุมชนเดิม แต่ไม่ได้จัดสรรพื้นที่ทำฝังศพ จึงต้องใช้กุโบร์ของชุมชนใกล้เคียง เป็นต้น 

กุโบร์ประจำชุมชนเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ไม่ได้เป็นที่รับรู้สำหรับคนนอกเท่าไรนัก ผู้เขียนมักได้รับคำตอบจากเพื่อนต่างศาสนิกเมื่อพูดถึงกุโบร์อยู่เสมอๆ ว่า 

“ไม่กล้าเข้า” 

“เข้าไปแล้วทำตัวไม่ถูก” 

“เขาว่าป่าช้าแขกเจ้าที่แรงนะ” (อันนั้นความเชื่อส่วนตัว ก็ว่ากันไป) 

แน่ล่ะ กุโบร์คงไม่ใช่สถานที่ที่จู่ๆ ใครจะเดินเข้าไป อาจเพราะคนไทยพุทธมองป่าช้าเป็นสถานที่ไม่เป็นมงคล แต่สำหรับชาวมุสลิม กุโบร์คือสวนแห่งความเงียบสงบที่คุ้นเคย ในบทความนี้ ผู้เขียนอยากชวนทำความรู้จักกุโบร์แห่งหนึ่ง คือ ‘กุโบร์มัสยิดต้นสน’ ในฐานะสุสานประวัติศาสตร์ เพื่อเพิ่มมุมมองให้หลายๆ คนรับรู้เรื่องราวของชาวมุสลิมแห่งเมืองบางกอกมากขึ้น 

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

ย้อนรอยกุฎีใหญ่ต้นสน : มัสยิดประวัติศาสตร์ย่านธนบุรี

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

“เจียมลูกพ่อเดช มันถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารของพระเจ้าทรงธรรมที่กรุงศรีอยุธยา อุตส่าห์ส่งผ้าโสร่งตาหมากรุกมาให้พ่อของมันถึงบางกอกใหญ่จนได้”

จากถ้อยคำที่จารลงสมุดข่อยโบราณของชุมชน มีนัยปรากฏร่องรอยของชุมชนมุสลิมบริเวณคลองบางกอกใหญ่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา อันเป็นที่ตั้งของ ‘กุฎีบางกอกใหญ่’ (ภายหลังกร่อนเหลือแค่ กุฎีใหญ่) หรือ ‘มัสยิดต้นสน’

ประวัติมัสยิดและชุมชนแห่งนี้สามารถย้อนไปถึงเมืองบางกอก ฝั่งธนบุรี เมืองท่าหน้าด่านในริมแม่น้ำเจ้าพระยา อดีตชุมชนการค้าสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ดึงดูดพ่อค้าและผู้คนหลากหลายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน รวมถึงกลุ่มชาวมุสลิมหลากหลายเชื้อสาย เมื่อคราวกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ.2310 กลุ่มชาวมุสลิมที่เรียกกันว่า ‘แขกแพ’ (คำเรียกชาวมุสลิมที่อาศัยเรือนแพประกอบอาชีพค้าขายในกรุงศรีอยุธยา) ได้ถอดแพอพยพหนีลงมาสมทบกันอยู่ที่ชุมชนปากคลองบางกอกใหญ่ 

เนื่องจากเป็นชุมชนมุสลิมและมีศาสนสถานดั้งเดิมตั้งอยู่แล้ว ชุมชนแห่งนี้จึงขยายตัวและมีความสำคัญในฐานะเป็นนิวาสถานของบรรดาขุนนางแขกและพ่อค้ามุสลิมจำนวนมาก หากพิจารณาตำแหน่งของมัสยิดและสุสานที่ไม่ห่างจากพระราชวังเดิม ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อันเป็นแกนของเมืองบางกอก-ธนบุรี ทำให้เราอนุมานความสำคัญด้านภูมิประวัติศาสตร์และสถานะทางสังคมของผู้คนในชุมชนแห่งนี้ได้อย่างดี เหตุนี้ทำให้นับได้ว่ามัสยิดต้นสนเป็นหนึ่งในชุมชนมุสลิมเก่าแก่ที่สุดและสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

หากใครแวะเวียนมาที่นี่ จะพบว่าตัวอาคารมัสยิดต้นสนหลังปัจจุบันบูรณะรูปแบบตะวันออกกลาง ซึ่งแต่เดิมอาคารมัสยิดหลังเก่านั้นสร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยเหมือนกับอุโบสถในวัดพุทธไม่มีผิด ปัจจุบันเหลือเพียง ‘มัสยิดบางหลวง’ หรือ ‘กุฎีขาว’ ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามคลองเพียงหลังเดียวที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมไว้ได้

 ชุมชนยังคงเก็บรักษาธรรมาสน์และซุ้มเมี๊ยะหรอบทรงไทยประเพณีจากมัสยิดหลังเก่าไว้ในอาคารเรียนฯ เป็นหลักฐานที่สำคัญของชุมชน นอกจากนี้ยังมีอาคารสมาคมสนธิอิสลามทรงปั้นหยา สร้างใน พ.ศ.2458 ยังคงเป็นอนุสรณ์ของกาลเวลาตั้งตระหง่านเคร่งขรึมอยู่คู่กัน

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

ประตูสู่ชีวิตนิรันดร์ : สุสานประวัติศาสตร์มัสยิดต้นสน

เมื่อก้าวเข้าสู่เขตของกุโบร์มัสยิดต้นสน ด้านหลังที่ปกคลุมด้วยแมกไม้เขียวขจีเปรียบเสมือนปอดเล็กๆ ของเมือง ภายในพบกับป้ายปักหลุมศพที่คนในชุมชนเรียก ‘ไม้นีซ่าน’ (มาจากคำว่า Nisan ภาษามลายู) จำนวนมากเรียงรายเป็นทิวแถว ทั้งเป็นระเบียบบ้าง ทั้งซ้อนเกยกันบ้างแน่นขนัด เมื่อพิจารณารูปทรง ความเก่าแก่ ป้ายชื่อสกุลปีชาตะ-มรณะ บนไม้นีซ่านเหล่านี้ บรรยากาศชวนเราเข้าไปอยู่ในท่ามกลางบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมีบทบาทในวงการราชการ การทหาร ศาสนา ค้าขาย หรือสร้างคุณูปการอื่นๆ หรือบรรพบุรุษสายตระกูลต่างๆ ล้วนฝังร่างอยู่ที่นี่ 

กุโบร์นั้นแบ่งออกเป็น 2 โซนหลักๆ บริเวณพื้นที่ด้านที่ติดกับตัวมัสยิดเป็นสุสานของมุสลิมนิกายซุนนี จุดที่เป็นที่สะดุดตา คือกลุ่มไม้นิซ่านหินทรายโบราณขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายใบเสมาซึ่งถูกล้อมรั้วไว้ 

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน
กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน
กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

บริเวณตรงกลางกุโบร์คือสถานที่ฝังร่างของเหล่าขุนนางแขก เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ (หมุด) เชื้อสายสุลต่านสุลัยมานแห่งสงขลา ผู้มีบทบาทสำคัญเป็นทหารคู่พระทัยพระเจ้าตากสินมหาราชปราบชุมนุมต่างๆ และนำไปสู่การสถาปนากรุงธนบุรี นอกจากนี้ ยังมีหลุมศพของ พระยาราชบังสัน (ฉิม) แม่ทัพเรือในสมัยรัชกาลที่ 2 ขุนรามฤทธิไกรบุตรพระลักษมณา (หม่าน) และตวนน้อยบุตรพระลักษมณา 

ในบริเวณใกล้เคียงนี้ยังมีบุคคลสำคัญอีกหลายท่าน เช่น หลวงเสน่ห์สรชิต (อาหมัด) เจ้ากรมพระแสงปืนต้นขวา หลวงโกชาอิศหาก (นักโกด่าอาลี) ผู้ทำหน้าที่ล่ามหลวงรับรองเซอร์จอห์น ครอเฟิร์ด ผู้แทนของอังกฤษครั้งเข้ามาเจรจาทำสนธิสัญญาพระราชไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 3 พันเอกพระยากัลยาณภักดี (ยะกูบ กัลยาณสุต) ผู้นำอิหม่ามมัสยิดต่างๆ ในจังหวัดพระนครและหัวเมืองสำคัญเข้าถวายพระพรไชยมงคลรัชกาลที่ 6 ใน พ.ศ.2458 – 2459 พร้อมได้รับพระราชทานเสื้อครุยประจำตำแหน่งอิหม่าม 

รวมไปถึงปูชนียบุคคลอื่นๆ และบรรพบุรุษของคนในชุมชนมัสยิดต้นสนอีกมากมาย อาทิ มานะจิตต์, มุขตารี, โยธาสมุทร, สิทธิวณิช, ชลายนเดชะ, ภู่มาลี ฯลฯ (และอีกมากมายที่ไม่ยกมากล่าวได้ทั้งหมด ผู้เขียนขออภัยทายาทมา ณ ที่นี้) และไปเกี่ยวดองกับชุมชนมุสลิมอื่นๆ ในฝั่งธนบุรีในโซนบางกอกน้อย และบางอ้อ-บางพลัด ด้วยเช่นกัน 

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งเมื่อปรับปรุงกุโบร์ มีการค้นพบแท่นก่ออิฐถือปูนคล้ายฐานชุกชี มีรูปทรงปูนปั้นศิลปะอยุธยาตอนกลางหรือตอนปลาย ซึ่งก็สันนิษฐานกันว่าเป็นแท่นเหนือหลุมศพ (มะก่อม) ของขุนนางมุสลิมสำคัญในสมัยอยุธยา บ้างคาดเดาว่าน่าจะเป็นของพระยาราชวังสันเสนีย์ (มะหมู๊ด) จางวางกรมอาสาจาม อันว่าน่าจะเป็นหนึ่งในหลุมศพที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังพอมีหลักฐาน 

กุโบร์ที่ผู้คนต่างสำนักคิดฝังอยู่ร่วมกัน 

ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของกุโบร์มัสยิดต้นสนซึ่งหาที่เปรียบเทียบได้ยาก คือการเป็นกุโบร์ที่รวมความแตกต่างทางด้านสำนักคิดของชาวมุสลิมนิกายซุนนี-ชีอะฮ์ (เจ้าเซ็น) อยู่ร่วมกัน เป็นเครื่องยืนยันความถ้อยทีถ้อยอาศัยของผู้คนในอดีตถึงปัจจุบันมายาวนานร่วม 300 ปี 

ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นที่ตั้งของกุโบร์ของมุสลิมชีอะฮ์ ด้วยเหตุที่ในช่วงแรกเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเพราะเพิ่งจะอพยพจากอยุธยากันมา ชาวมุสลิมทั้งสองนิกายจึงใช้กุฎีใหญ่ (มัสยิดต้นสน) ในการประกอบพิธีทางศาสนาด้วยกัน แต่ด้วยความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาแตกต่าง ส่งผลให้แขกเจ้าเซ็นหรือมุสลิมชีอะฮ์ขอพระราชทานที่ดินเป็นของตนเอง เพื่อแยกตัวออกไปสร้างกุฎีหลวง (แต่เดิมตั้งอยู่ปากคลองมอญ) และกุฎีล่างหรือกุฎีเจริญพาศน์ในปัจจุบัน ดังนั้นมัสยิดของชาวมุสลิมชีอะฮ์ในย่านนฝั่งธนบุรีจึงมีความสัมพันธ์กับชุมชนมัสยิดต้นสน โดยมีกุโบร์ของบรรพบุรุษเป็นตัวเชื่อมนั่นเอง

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

ด้านแขกเจ้าเซ็นมีบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลุมศพของพระยาจุฬาราชมนตรีสมัยรัตนโกสินทร์ จนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จำนวน 9 ท่าน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาบวรราชนายก หรือเฉกอะหมัด ขุนนางเปอร์เซียในสมัยอยุธยา อีกทั้งยังรวมถึงขุนนางสายเจ้าเซ็นอื่นๆ อีก

ในบรรดาไม้นิซ่านของกลุ่มนี้ ชิ้นที่โดดเด่นคือแผ่นไม้สักทองแกะสลักลวดลายอย่างสวยงาม ปักอยู่บนหลุมศพของ พระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) ผู้เป็นบิดาของ เจ้าจอมละม้าย (อหะหมัดจุฬา – ซึ่งก็ฝังอยู่ที่กุโบร์นี้เช่นกัน) ในรัชกาลที่ 5 

ท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่ถวายงานใกล้ชิดในกรมท่าขวาและกระทรวงยุติธรรม จนเมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ.2453 ได้รับพระราชทานไม้นิซ่านชิ้นนี้ไว้ปักเหนือหลุมศพนั่นเอง โดยน่าจะเป็นคนเดียวในที่ได้รับพระราชทานไม้ปัก ส่วนมากจะเป็นดินพระราชทาน

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน
กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

ยังมีบุคคลสำคัญอีกหลายๆ ท่านที่เป็นที่รู้จักในสังคมถูกฝังร่างไว้ที่นี่อีกมากจนไม่สามารถกล่าวได้หมด บุคคลผู้เขียนรู้จักผ่านเอกสารและงานเขียน เช่น ท่านเพิ่ม อหะหมัดจุฬา ผู้เก็บบันทึกประวัติศาสตร์สายตระกูลเฉกอะหมัด อาจารย์ไรน่าน อรุณรังสี นักเขียนและแปลปรัชญาวรรณกรรม ผู้ฝากผลงานแปลบทกวีก้องโลก มัษนาวี ของรูมี (Rumi) เป็นต้น 

ทุกวันนี้สุสานมัสยิดต้นสนยังถูกใช้งานเป็นที่ฝังของชาวมุสลิมทั้งสองสาย ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมสังเกตการณ์งานศพที่กุโบร์แห่งนี้ และได้เห็นความสัมพันธ์เครือญาติ การไปมาหาสู่ระหว่างชุมชน ธรรมเนียมการปฏิบัติทางศาสนาและจารีตที่ยังคงเข้มแข็ง รวมถึงการช่วยเหลือทั้งแรงกาย แรงใจ หรือทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยเพื่อปลอบประโลมความเศร้าคือแบบอย่างการปฏิบัติในแนวทางอิสลาม 

“ถึงมัสฮับ (สำนักคิด) เขาจะต่างกับเรา แต่การให้เกียรติที่การเป็นมนุษย์เหมือนกันนั้นสำคัญกว่า ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาใด มุสลิมด้วยกันยิ่งแล้วใหญ่…” ผู้มาร่วมในงานฝังศพท่านหนึ่งกล่าวกับผู้เขียน

กุโบร์ของชาวมุสลิมในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในและฝั่งธนบุรียังคงตั้งมั่นอยู่ท่ามกลางความเจริญ และการกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็วของกรุงเทพมหานคร พื้นที่ของกุโบร์หลายแห่ง โดยรอบที่แต่เดิมอาจเป็นสวนหรือท้องนาถูกแทนที่ด้วยตึกที่อยู่อาศัยและถนน เมื่อสถานที่ไม่อำนวยให้ขยับขยายได้ ประกอบกับจำนวนประชากรในชุมชนที่มากขึ้น ทำให้ประสบปัญหาความแออัด ต้องถมดินเพิ่มขึ้นและรื้อถอดไม้ปักหลุมออกเพื่อเปิดทางให้กับการขุดหลุมใหม่ (ชาวมุสลิมสามารถฝังซ้อนทับกันได้ในกรณีไม่มีที่)

ในกรณีของกุโบร์มัสยิดต้นสนก็ไม่ยกเว้น เนื่องด้วยอายุอานามของชุมชนมากกว่า 400 ปี สร้างอุปสรรคที่ต้องเผชิญเช่นเดียวกัน แต่ถึงกระนั้น เรายังเห็นความพยายามของชุมชนที่จะปรับปรุงดูแลกุโบร์แห่งนี้ให้อยู่ในสภาพดีตามความเหมาะสมและทุนทรัพย์ที่จะทำได้ 

ผู้เขียนมองเห็นแง่มุมที่น่ายกย่องในฐานะผู้สนใจประวัติศาสตร์โบราณคดีว่า กุโบร์มัสยิดต้นสนยังอนุรักษ์ไม้ปักหลุมศพจำนวนมากเหล่านี้ไว้ให้เกิดคุณค่า และมีความหมายว่าเป็น ‘หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์กล้างแจ้ง’ สำหรับคนไทยเกี่ยวกับคนมุสลิมที่มีอดีตอันยาวนานบนผืนดินนี้ โดยตัวสุสานเองมักถูกมองข้ามในฐานะ ‘หลักฐานทางประวัติศาสตร์’ และต้องหลีกทางให้กับการตีความแบบอื่น 

หากเรามองในมุมมองของแหล่งเรียนรู้แล้ว กุโบร์จึงไม่ใช่สถานที่ที่น่ากลัวแต่อย่างใด แต่กลายเป็นสถานที่ควรแก่การเยี่ยมคารวะ ได้ทำความรู้จักรากเหง้าสายตระกูล สดุดีวีรกรรม หรือเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้สนใจใคร่รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงประวัติบุคคลสำคัญ หรือแม้แต่สถานที่ร่มรื่นเงียบสงบเจริญมรณานุสติท่ามกลางเมืองหลวงที่วุ่นวาย

สถานที่ตั้ง : มัสยิดต้นสน ซอยวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ (เชิงสะพานอนุทินสวัสดิ์ฝั่งแยกวังเดิม)

ข้อปฏิบัติในการเยี่ยมสุสาน : โปรดแต่งกายสุภาพ ให้เกียรติสถานที่และไม่ส่งเสียงดัง เดินบนทางเดินที่กำหนดไม่เดินย่ำหรือข้ามหลุมฝังศพ กรณีสุภาพสตรีมีประจำเดือน พิจารณางดเว้นการเดินเข้าไปในสุสาน 

ข้อมูลอ้างอิง

คณะกรรมการจัดงานเสวนามุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามยุคสมัย. มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามยุค สมัย ประวัติชาวมัสยิดต้นสน บทวิเคราะห์ความเป็นมา 400 ปีเคียงคู่เอกราชชาติไทย. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการฯ, 2544.

ฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดต้นสน. วารสารทีนี่ต้นสน, ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2546.

ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์. ความสัมพันธ์ของมุสลิมทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : มติชน, 2545.

เสาวนีย์ จิตต์หมวด, กลุ่มชาติพันธุ์ : ชาวไทยมุสลิม กรุงเทพฯ : กองทุนสง่ารุจิระอัมพร, 2531.อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี. มัสยิดในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557.

Writer & Photographer

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

คอสโรวกับชิรีน (Khosrow and Shirin) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของอิหร่าน ประพันธ์โดย นีซามี (Nizami) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1141 – 1209 ความรักที่มีอุปสรรค คำสัญญา การรอคอย การถูกหักหลัง และถูกกลั่นแกล้ง มีฉากให้ผู้อ่านลุ้นเป็นระยะ แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรมดังที่ปรากฏในตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนนั้น จับหัวใจผู้อ่านจนวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกเล่าขานไปทั่วอิหร่าน ตุรกี และอินเดีย และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่โรมิโอกับจูเลียตของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งแต่งขึ้นหลังจากวรรณกรรมเปอร์เซียเรื่องนี้ถึงเกือบ 400 ปี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเปอร์เซีย มีกษัตริย์ผู้หนึ่งพระนามว่าพระเจ้าฮอร์มุซ พระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าคอสโรว เจ้าชายคอสโรวทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งด้านบุ๋นและบู๊ เสียแต่ชอบดื่มสุราจนขาดสติ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ จนพระราชบิดาขู่ว่าถ้ายังไม่เลิกประพฤติตัวเหลวไหล จะยกบัลลังก์ให้ผู้อื่น

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรท่ามกลางข้าราชบริพาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

คืนหนึ่งคอสโรวฝันถึงพระอัยกาคือพระเจ้าอนุชิรวาน พะองค์ตรัสแก่คอสโรวว่าคอสโรวจะได้ครอบครองของล้ำค่า 4 อย่าง ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย ม้าเร็วชื่อชับดิส นักดนตรีฝีมือดีชื่อบัรบัด และสาวงามนามว่าชิรีน รุ่งขึ้นองค์ชายเล่าความฝันให้ชาปูร์ (Shapur) สหายคนสนิทฟัง 

ชาปูร์เป็นจิตรกรและนักผจญภัย เขาเคยเดินทางไปอาร์เมเนียและรู้เรื่องราวของที่นั่นดี ชาปูร์กล่าวว่าชิรีนคือเจ้าหญิงรัชทายาทของราชินีแห่งอาร์เมเนีย ทรงงดงามเหมือนกุหลาบป่า ริมผีปากอวบอิ่ม วาจาอ่อนหวานสมกับพระนาม (ชิรีน ในภาษาฟาร์ซีแปลว่าหวาน) ทั้งยังเชี่ยวชาญการยิงธนูไม่แพ้บุรุษ เป็นสตรีที่งดงามและน่ายำเกรงเหมือนสิงห์สาว

เพราะชาปูร์บรรยายเก่ง หรือเพราะคอสโรวใจง่ายก็ไม่ทราบ เพราะเพียงได้ฟังเท่านี้ พระเอกของเราก็ตกหลุมรักชิรีนทันที ใคร่จะได้นางมาเป็นชายา ชาปูร์จึงอาสาเดินทางไปอาร์เมเนียเพื่อสู่ขอเจ้าหญิง แต่เพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย เมื่อชาปูร์ไปถึงอาร์เมเนียจึงวาดภาพเหมือนของคอสโรว แล้วแอบนำไปแขวนที่กิ่งไม้ในสวนของพระราชวัง เมื่อเจ้าหญิงชิรีนออกมาชมดอกไม้แล้วเห็นภาพวาดขององค์ชายเข้า ศรรักก็ปักอกทันที (ชวนให้นึกถึงจรกาในเรื่อง อิเหนา ที่เห็นภาพวาดของนางบุษบาแล้วเกิดความดันขึ้น เอ๊ย! เกิดแรงพิศวาสขึ้นเฉียบพลันจนเป็นลม) 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนชมภาพวาดของคอสโรว 
ภาพ : The Stage Hermitage Museum

เมื่อทราบว่าชายในภาพคือเจ้าชายคอสโรวแห่งเปอร์เซีย ชิรีนจึงปลอมตัวเป็นชายแล้วควบม้าคู่ใจ ‘ชับดิส’ (ม้าตัวนี้ก็คือ 1 ใน 4 ของดีที่คอสโรวจะได้ครอบครอง) ออกจากวังไปตามหาคนรัก มั่นแท้! สมัยก่อนจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ออกจากบ้านไปตามหาเนื้อคู่ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรพบชิรีนระหว่างทางขณะที่ชิรินกำลังอาบน้ำในลำธาร 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

บังเอิญว่าขณะนั้นคอสโรวมีเรื่องหมางใจกับพระราชบิดา จึงออกมาใช้ชีวิตนอกวังและมุ่งหน้าไปยังอาร์เมเนียเพื่อตามหานางในฝัน จึงสวนทางกับชิรีนที่กำลังเดินทางมายังเปอร์เซีย และก็เหมือนสวรรค์แกล้ง (หรือกล่าวคือผู้เขียนแกล้งผู้อ่าน) ที่ลิขิตให้เมื่อคอสโรวควบม้ามาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง ก็พบชิรีนกำลังอาบน้ำอยู่ในลำธารท่ามกลางแสงจันทร์ ทั้งสองสบตากันชั่วระยะหนึ่ง โดยที่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือคนที่ตัวเองกำลังตามหา เพราะความมืดในยามราตรีบดบังใบหน้า แถมชิรีนก็ปลอมตัวเป็นชาย คอสโรวก็คงไม่สนไม้ป่าเดียวกันจึงควบม้าจากไปอย่างน่าเสียดาย ฉากนี้เป็นตอนที่กินใจที่สุดของเรื่อง และเป็นฉากที่จิตรกรอิหร่านนำไปวาดมากที่สุด

เมื่อชิรีนมาถึงเมืองมะดาอิน เมืองหลวงของเปอร์เซีย ก็พบว่าคอสโรวไม่ได้อยู่ที่วัง ขณะที่คอสโรวเมื่อไปถึงอาร์เมเนีย ก็พบว่าชิรีนออกไปตามหาตนเองถึงมะดาอิน คอสโรวจึงพักอยู่ที่อาร์เมเนียแล้วส่งชาปูร์ไปรับชิรีนกลับมา แต่ชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เพราะก่อนที่ชิรีนจะมาถึงอาร์เมเนียได้ไม่นาน คอสโรวก็ต้องกลับเปอร์เซียด่วนเพราะพระเจ้าฮอร์มุซสวรรคต พระเอกกับนางเอกของเราจึงคลาดกันอีกครั้ง

คอสโรวขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซียได้ไม่นาน ก็ถูกขุนพลที่หวังชิงบัลลังก์ใส่ร้ายว่าพระองค์เป็นผู้ปลงพระชนม์พระราชบิดา ไม่เหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ เหล่าทหารจึงบุกเข้ายึดอำนาจ คอสโรวลี้ภัยไปยังอาร์เมเนียและได้พบกับชิรีนในที่สุด วินาทีแรกที่ทั้งสองพบกันหลังจากที่คลาดกันมานานแสนนาน เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย ซึ่งนีซามีเขียนเล่าเอาไว้อย่างหวานซึ้ง

คอสโรวขอชิรีนแต่งงานทันที แต่ชิรีนขอให้คอสโรวนำบัลลังก์แห่งเปอร์เซียกลับคืนมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน คอสโรวจึงเดินทางไปคอนสแตนติโนเปิล เพื่อขอพึ่งกำลังพลของจักรพรรดิไบแซนไทน์ และจำใจต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรียม ธิดาของจักรพรรดิเพื่อกระชับสัมพันธ์ และด้วยความช่วยเหลือของไบแซนไทน์ คอสโรวจึงกู้ราชบัลลังก์ได้สำเร็จ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คอสโรวมาง้อชิรีนที่หน้าวัง ฉากนี้คล้ายในเรื่องโรมิโอกับจูเลียต 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ฝ่ายชิรีนเมื่อรู้ว่าคนรักที่ตนเฝ้ารอไปลงเอยกับหญิงอื่นเสียแล้ว ก็ชอกช้ำสุดแสน แม้คอสโรวจะมาตามง้อและอธิบายว่าเป็นการแต่งงานเพื่อการเมือง ในใจไม่เคยคิดถึงใครเลยนอกจากชิรีน แต่หญิงใดเล่าจะทำใจยอมรับได้ มาเรียมก็กีดกันทุกวิถีทางไม่ให้คอสโรวกลับไปหาถ่านไฟเก่า สัมพันธ์รักระหว่างคอสโรวกับชิรีนจึงดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเสียแล้ว

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ฟาฮัดแบกชิรีนข้ามภูเขาไปด้วยอานุภาพแห่งรัก 
ภาพ : Pinterest

ระหว่างนั้นเจ้าหญิงผู้ช้ำรักก็มีหนุ่มคนหนึ่งมาดามหัวใจ เป็นประติมากรและวิศวกรนามว่าฟาฮัด (Farhad) นายช่างหนุ่มรักและเทิดทูนชิรีนอย่างสุดซึ้งจนฝ่ายหญิงเริ่มหวั่นไหว คอสโรวเมื่อเห็นดังนั้นจึงวางแผนกำจัดศัตรูหัวใจ โดยสั่งให้ฟาฮัดสร้างถนนขนาดใหญ่ตัดผ่านช่องภูเขา หากทำสำเร็จจะยกชิรีนให้ คอสโรวคิดว่าฟาฮัดไม่มีทางทำงานช้างนี้ได้สำเร็จ แต่เมื่อมีเจ้าหญิงชิรีนเป็นรางวัล ทำให้เขามีแรงตัดถนนทั้งวันทั้งคืนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ คอสโรวกลัวจะต้องเสียชิรีนให้ฟาฮัด จึงใช้ไม้ตายสุดท้าย โดยโกหกฟาฮัดว่าชิรีนป่วยกะทันหันและเสียชีวิตลงแล้ว นายช่างหนุ่มจึงกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย คอสโรวส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปถึงชิรีนเรื่องการตายของฟาฮัด หลังจากนั้นไม่นานมาเรียมก็สิ้นพระชนม์ บางสำนวนเล่าว่าเพราะถูกชิรีนวางยาพิษ

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
คืนวันแต่งงานของคอสโรวและชีรีน 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

หลังจากผ่านอุปสรรคนานับปการและมือที่สามหมดไป คอสโรวกับชิรีนก็กลับมาปลูกต้นรักกันใหม่และแต่งงานกันในที่สุด แต่ผู้เขียนก็ยังไม่หยุดบีบหัวใจคนอ่าน โดยกำหนดให้ซีรูเย โอรสของมาเรียม เกิดหลงรักพระมารดาเลี้ยงเข้า คืนหนึ่งซีรูเยลอบเข้าไปในห้องบรรทมของทั้งสอง แล้วปักมีดลงกลางอกของพระบิดาจนสิ้นพระชนม์ 

ซีรูเยบังคับให้ชิรีนอภิเษกกับตน ชิรีนยอมรับโดยมีข้อแม้ว่าขอให้เธอได้ไว้ทุกข์ให้อดีตสวามี ซีรูเยอนุญาตโดยหารู้ไม่ว่าชิรีนมีแผนในใจ เธอบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้ผู้ยากไร้แล้วไปที่หลุมศพของคอสโรว ดื่มยาพิษแล้วทอดร่างอันไร้ลมหายใจลงบนหลุมศพของคนรัก ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีนก็เอวังลงด้วยประการฉะนี้ 

โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ซีรูเยสังหารคอสโรว 
ภาพ : goodtimes
โรมิโอ-จูเลียต ฉบับเปอร์เซีย : ตำนานรักของคอสโรวกับชิรีน
ชิรีนฆ่าตัวตายเหนือหลุมศพของคอสโรว 
ภาพ : The Metropolitan Museum of Art

ดูจากเนื้อเรื่องแล้วอาจดูเหมือนนิยายน้ำเน่าเงาจันทร์ทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าผู้เขียนสอดแทรกข้อคิดไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลานุภาพของความรัก ความไม่แน่นอนของชีวิตคู่ ความหายนะจากการขาดสติ ความน่ากลัวของความอิจฉาริษยา การฆ่าตัวตายด้วยความเขลา และท้ายที่สุด คือความรักคือสิ่งสวยงามแต่จงรักอย่างมีสติ ไม่อย่างนั้น… ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

สุขสันต์วันแห่งความรัก

*หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นภาพที่วาดขึ้นต่างยุคสมัยและต่างพื้นที่ จึงมีสไตล์การเขียนต่างกัน เพราะวรรณกรรมเรื่อง คอสโรวกับชิรีน แพร่หลายในหลายดินแดนนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

ข้อมูลอ้างอิง

  • Peter J. Chelkowski, Mirror of The Invisible World: Tales from Kamseh of Nizami, New York: The Metropolitan Museum of Art, 1975.
  • Sheila R. Canby, Persian Painting, London: Trustees of the British Museum, 1993.

Writer

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load