The Cloud X สถาบันศิลปะอิสลาม (ประเทศไทย) 

“ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ ที่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ความตายก็จะมาถึงพวกเจ้า แม้ว่าพวกเจ้าจะอยู่ในป้อมปราการอันสูงตระหง่านมั่นคงแข็งแรงขนาดไหนก็ตาม” 

(อัลกุรอ่าน 4:78)

ความตายเป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญโดยเท่าเทียมกันโดยไม่เกี่ยงเชื้อชาติ ภาษา สีผิว ศาสนา หรือสถานะทางสังคม ตามความเชื่อของชาวมุสลิม มิติความตายเป็นเรื่องที่กำหนดโดยพระเจ้า ชีวิตของมนุษย์ทุกคนเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ 

เรามักได้ยินคำกล่าวอยู่เสมอๆ เมื่อทราบข่าวคนตายว่า “อินนาลิลลาฮิวะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน” (แท้จริงแล้วพวกเรานั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และพวกเรานั้นจะต้องกลับไปหาพระองค์)

 ย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาถึงความไม่จีรัง ไม่ยึดติด ความตายคือการเปลี่ยนผ่าน เป็นประตูก้าวข้ามชีวิตบนโลกใบนี้ไปสู่ชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ซึ่งดวงวิญญาณของมนุษย์จะรอคอยอยู่ในมิติหลังความตาย ส่วนร่างกายที่หมดอายุไขจะถูกฝังไว้ใน ‘กุโบร์’ หรือสุสาน เพื่อรอวันฟื้นคืนชีพและการพิพากษาการกระทำที่ชีวิตหนึ่งได้ทำกรรมดีไว้เมื่อครั้งยังมีลมหายใจ

 ‘กุโบร์’ ถูกเรียกในชื่อต่างๆ นานา อาทิ ป่าช้าแขก สุสานแขก กุโบร์เป็นส่วนประกอบสำคัญของชุมชนมุสลิม มักตั้งอยู่ติดกับมัสยิด เรียกว่าเป็นของคู่กันเหมือนวัดต้องมีเมรุเผาศพ บางชุมชนอาจมีกรณีที่มีอาคารมัสยิดแต่ไม่มีกุโบร์ เช่นกรณีของมัสยิดจักรพงษ์ บางลำพู ในเขตเกาะรัตนโกสินทร์ เวลามีคนเสียชีวิตก็จะฝังที่กุโบร์มัสยิดมหานาค ย่านโบ๊เบ๊ หรือ ชุมชนมัสยิดที่แยกตัวใหม่ออกจากชุมชนเดิม แต่ไม่ได้จัดสรรพื้นที่ทำฝังศพ จึงต้องใช้กุโบร์ของชุมชนใกล้เคียง เป็นต้น 

กุโบร์ประจำชุมชนเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ไม่ได้เป็นที่รับรู้สำหรับคนนอกเท่าไรนัก ผู้เขียนมักได้รับคำตอบจากเพื่อนต่างศาสนิกเมื่อพูดถึงกุโบร์อยู่เสมอๆ ว่า 

“ไม่กล้าเข้า” 

“เข้าไปแล้วทำตัวไม่ถูก” 

“เขาว่าป่าช้าแขกเจ้าที่แรงนะ” (อันนั้นความเชื่อส่วนตัว ก็ว่ากันไป) 

แน่ล่ะ กุโบร์คงไม่ใช่สถานที่ที่จู่ๆ ใครจะเดินเข้าไป อาจเพราะคนไทยพุทธมองป่าช้าเป็นสถานที่ไม่เป็นมงคล แต่สำหรับชาวมุสลิม กุโบร์คือสวนแห่งความเงียบสงบที่คุ้นเคย ในบทความนี้ ผู้เขียนอยากชวนทำความรู้จักกุโบร์แห่งหนึ่ง คือ ‘กุโบร์มัสยิดต้นสน’ ในฐานะสุสานประวัติศาสตร์ เพื่อเพิ่มมุมมองให้หลายๆ คนรับรู้เรื่องราวของชาวมุสลิมแห่งเมืองบางกอกมากขึ้น 

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

ย้อนรอยกุฎีใหญ่ต้นสน : มัสยิดประวัติศาสตร์ย่านธนบุรี

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

“เจียมลูกพ่อเดช มันถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารของพระเจ้าทรงธรรมที่กรุงศรีอยุธยา อุตส่าห์ส่งผ้าโสร่งตาหมากรุกมาให้พ่อของมันถึงบางกอกใหญ่จนได้”

จากถ้อยคำที่จารลงสมุดข่อยโบราณของชุมชน มีนัยปรากฏร่องรอยของชุมชนมุสลิมบริเวณคลองบางกอกใหญ่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา อันเป็นที่ตั้งของ ‘กุฎีบางกอกใหญ่’ (ภายหลังกร่อนเหลือแค่ กุฎีใหญ่) หรือ ‘มัสยิดต้นสน’

ประวัติมัสยิดและชุมชนแห่งนี้สามารถย้อนไปถึงเมืองบางกอก ฝั่งธนบุรี เมืองท่าหน้าด่านในริมแม่น้ำเจ้าพระยา อดีตชุมชนการค้าสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ดึงดูดพ่อค้าและผู้คนหลากหลายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน รวมถึงกลุ่มชาวมุสลิมหลากหลายเชื้อสาย เมื่อคราวกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ.2310 กลุ่มชาวมุสลิมที่เรียกกันว่า ‘แขกแพ’ (คำเรียกชาวมุสลิมที่อาศัยเรือนแพประกอบอาชีพค้าขายในกรุงศรีอยุธยา) ได้ถอดแพอพยพหนีลงมาสมทบกันอยู่ที่ชุมชนปากคลองบางกอกใหญ่ 

เนื่องจากเป็นชุมชนมุสลิมและมีศาสนสถานดั้งเดิมตั้งอยู่แล้ว ชุมชนแห่งนี้จึงขยายตัวและมีความสำคัญในฐานะเป็นนิวาสถานของบรรดาขุนนางแขกและพ่อค้ามุสลิมจำนวนมาก หากพิจารณาตำแหน่งของมัสยิดและสุสานที่ไม่ห่างจากพระราชวังเดิม ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อันเป็นแกนของเมืองบางกอก-ธนบุรี ทำให้เราอนุมานความสำคัญด้านภูมิประวัติศาสตร์และสถานะทางสังคมของผู้คนในชุมชนแห่งนี้ได้อย่างดี เหตุนี้ทำให้นับได้ว่ามัสยิดต้นสนเป็นหนึ่งในชุมชนมุสลิมเก่าแก่ที่สุดและสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

หากใครแวะเวียนมาที่นี่ จะพบว่าตัวอาคารมัสยิดต้นสนหลังปัจจุบันบูรณะรูปแบบตะวันออกกลาง ซึ่งแต่เดิมอาคารมัสยิดหลังเก่านั้นสร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยเหมือนกับอุโบสถในวัดพุทธไม่มีผิด ปัจจุบันเหลือเพียง ‘มัสยิดบางหลวง’ หรือ ‘กุฎีขาว’ ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามคลองเพียงหลังเดียวที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมไว้ได้

 ชุมชนยังคงเก็บรักษาธรรมาสน์และซุ้มเมี๊ยะหรอบทรงไทยประเพณีจากมัสยิดหลังเก่าไว้ในอาคารเรียนฯ เป็นหลักฐานที่สำคัญของชุมชน นอกจากนี้ยังมีอาคารสมาคมสนธิอิสลามทรงปั้นหยา สร้างใน พ.ศ.2458 ยังคงเป็นอนุสรณ์ของกาลเวลาตั้งตระหง่านเคร่งขรึมอยู่คู่กัน

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

ประตูสู่ชีวิตนิรันดร์ : สุสานประวัติศาสตร์มัสยิดต้นสน

เมื่อก้าวเข้าสู่เขตของกุโบร์มัสยิดต้นสน ด้านหลังที่ปกคลุมด้วยแมกไม้เขียวขจีเปรียบเสมือนปอดเล็กๆ ของเมือง ภายในพบกับป้ายปักหลุมศพที่คนในชุมชนเรียก ‘ไม้นีซ่าน’ (มาจากคำว่า Nisan ภาษามลายู) จำนวนมากเรียงรายเป็นทิวแถว ทั้งเป็นระเบียบบ้าง ทั้งซ้อนเกยกันบ้างแน่นขนัด เมื่อพิจารณารูปทรง ความเก่าแก่ ป้ายชื่อสกุลปีชาตะ-มรณะ บนไม้นีซ่านเหล่านี้ บรรยากาศชวนเราเข้าไปอยู่ในท่ามกลางบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมีบทบาทในวงการราชการ การทหาร ศาสนา ค้าขาย หรือสร้างคุณูปการอื่นๆ หรือบรรพบุรุษสายตระกูลต่างๆ ล้วนฝังร่างอยู่ที่นี่ 

กุโบร์นั้นแบ่งออกเป็น 2 โซนหลักๆ บริเวณพื้นที่ด้านที่ติดกับตัวมัสยิดเป็นสุสานของมุสลิมนิกายซุนนี จุดที่เป็นที่สะดุดตา คือกลุ่มไม้นิซ่านหินทรายโบราณขนาดใหญ่รูปทรงคล้ายใบเสมาซึ่งถูกล้อมรั้วไว้ 

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน
กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน
กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

บริเวณตรงกลางกุโบร์คือสถานที่ฝังร่างของเหล่าขุนนางแขก เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ (หมุด) เชื้อสายสุลต่านสุลัยมานแห่งสงขลา ผู้มีบทบาทสำคัญเป็นทหารคู่พระทัยพระเจ้าตากสินมหาราชปราบชุมนุมต่างๆ และนำไปสู่การสถาปนากรุงธนบุรี นอกจากนี้ ยังมีหลุมศพของ พระยาราชบังสัน (ฉิม) แม่ทัพเรือในสมัยรัชกาลที่ 2 ขุนรามฤทธิไกรบุตรพระลักษมณา (หม่าน) และตวนน้อยบุตรพระลักษมณา 

ในบริเวณใกล้เคียงนี้ยังมีบุคคลสำคัญอีกหลายท่าน เช่น หลวงเสน่ห์สรชิต (อาหมัด) เจ้ากรมพระแสงปืนต้นขวา หลวงโกชาอิศหาก (นักโกด่าอาลี) ผู้ทำหน้าที่ล่ามหลวงรับรองเซอร์จอห์น ครอเฟิร์ด ผู้แทนของอังกฤษครั้งเข้ามาเจรจาทำสนธิสัญญาพระราชไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 3 พันเอกพระยากัลยาณภักดี (ยะกูบ กัลยาณสุต) ผู้นำอิหม่ามมัสยิดต่างๆ ในจังหวัดพระนครและหัวเมืองสำคัญเข้าถวายพระพรไชยมงคลรัชกาลที่ 6 ใน พ.ศ.2458 – 2459 พร้อมได้รับพระราชทานเสื้อครุยประจำตำแหน่งอิหม่าม 

รวมไปถึงปูชนียบุคคลอื่นๆ และบรรพบุรุษของคนในชุมชนมัสยิดต้นสนอีกมากมาย อาทิ มานะจิตต์, มุขตารี, โยธาสมุทร, สิทธิวณิช, ชลายนเดชะ, ภู่มาลี ฯลฯ (และอีกมากมายที่ไม่ยกมากล่าวได้ทั้งหมด ผู้เขียนขออภัยทายาทมา ณ ที่นี้) และไปเกี่ยวดองกับชุมชนมุสลิมอื่นๆ ในฝั่งธนบุรีในโซนบางกอกน้อย และบางอ้อ-บางพลัด ด้วยเช่นกัน 

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งเมื่อปรับปรุงกุโบร์ มีการค้นพบแท่นก่ออิฐถือปูนคล้ายฐานชุกชี มีรูปทรงปูนปั้นศิลปะอยุธยาตอนกลางหรือตอนปลาย ซึ่งก็สันนิษฐานกันว่าเป็นแท่นเหนือหลุมศพ (มะก่อม) ของขุนนางมุสลิมสำคัญในสมัยอยุธยา บ้างคาดเดาว่าน่าจะเป็นของพระยาราชวังสันเสนีย์ (มะหมู๊ด) จางวางกรมอาสาจาม อันว่าน่าจะเป็นหนึ่งในหลุมศพที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังพอมีหลักฐาน 

กุโบร์ที่ผู้คนต่างสำนักคิดฝังอยู่ร่วมกัน 

ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของกุโบร์มัสยิดต้นสนซึ่งหาที่เปรียบเทียบได้ยาก คือการเป็นกุโบร์ที่รวมความแตกต่างทางด้านสำนักคิดของชาวมุสลิมนิกายซุนนี-ชีอะฮ์ (เจ้าเซ็น) อยู่ร่วมกัน เป็นเครื่องยืนยันความถ้อยทีถ้อยอาศัยของผู้คนในอดีตถึงปัจจุบันมายาวนานร่วม 300 ปี 

ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นที่ตั้งของกุโบร์ของมุสลิมชีอะฮ์ ด้วยเหตุที่ในช่วงแรกเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเพราะเพิ่งจะอพยพจากอยุธยากันมา ชาวมุสลิมทั้งสองนิกายจึงใช้กุฎีใหญ่ (มัสยิดต้นสน) ในการประกอบพิธีทางศาสนาด้วยกัน แต่ด้วยความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาแตกต่าง ส่งผลให้แขกเจ้าเซ็นหรือมุสลิมชีอะฮ์ขอพระราชทานที่ดินเป็นของตนเอง เพื่อแยกตัวออกไปสร้างกุฎีหลวง (แต่เดิมตั้งอยู่ปากคลองมอญ) และกุฎีล่างหรือกุฎีเจริญพาศน์ในปัจจุบัน ดังนั้นมัสยิดของชาวมุสลิมชีอะฮ์ในย่านนฝั่งธนบุรีจึงมีความสัมพันธ์กับชุมชนมัสยิดต้นสน โดยมีกุโบร์ของบรรพบุรุษเป็นตัวเชื่อมนั่นเอง

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

ด้านแขกเจ้าเซ็นมีบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลุมศพของพระยาจุฬาราชมนตรีสมัยรัตนโกสินทร์ จนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จำนวน 9 ท่าน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาบวรราชนายก หรือเฉกอะหมัด ขุนนางเปอร์เซียในสมัยอยุธยา อีกทั้งยังรวมถึงขุนนางสายเจ้าเซ็นอื่นๆ อีก

ในบรรดาไม้นิซ่านของกลุ่มนี้ ชิ้นที่โดดเด่นคือแผ่นไม้สักทองแกะสลักลวดลายอย่างสวยงาม ปักอยู่บนหลุมศพของ พระยาจุฬาราชมนตรี (สิน) ผู้เป็นบิดาของ เจ้าจอมละม้าย (อหะหมัดจุฬา – ซึ่งก็ฝังอยู่ที่กุโบร์นี้เช่นกัน) ในรัชกาลที่ 5 

ท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่ถวายงานใกล้ชิดในกรมท่าขวาและกระทรวงยุติธรรม จนเมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ.2453 ได้รับพระราชทานไม้นิซ่านชิ้นนี้ไว้ปักเหนือหลุมศพนั่นเอง โดยน่าจะเป็นคนเดียวในที่ได้รับพระราชทานไม้ปัก ส่วนมากจะเป็นดินพระราชทาน

กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน
กุโบร์มัสยิดต้นสน ที่จุประวัติศาสตร์ ร่างมุสลิมคนสำคัญ ตั้งแต่ยุคพระเจ้าตากจนปัจจุบัน

ยังมีบุคคลสำคัญอีกหลายๆ ท่านที่เป็นที่รู้จักในสังคมถูกฝังร่างไว้ที่นี่อีกมากจนไม่สามารถกล่าวได้หมด บุคคลผู้เขียนรู้จักผ่านเอกสารและงานเขียน เช่น ท่านเพิ่ม อหะหมัดจุฬา ผู้เก็บบันทึกประวัติศาสตร์สายตระกูลเฉกอะหมัด อาจารย์ไรน่าน อรุณรังสี นักเขียนและแปลปรัชญาวรรณกรรม ผู้ฝากผลงานแปลบทกวีก้องโลก มัษนาวี ของรูมี (Rumi) เป็นต้น 

ทุกวันนี้สุสานมัสยิดต้นสนยังถูกใช้งานเป็นที่ฝังของชาวมุสลิมทั้งสองสาย ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมสังเกตการณ์งานศพที่กุโบร์แห่งนี้ และได้เห็นความสัมพันธ์เครือญาติ การไปมาหาสู่ระหว่างชุมชน ธรรมเนียมการปฏิบัติทางศาสนาและจารีตที่ยังคงเข้มแข็ง รวมถึงการช่วยเหลือทั้งแรงกาย แรงใจ หรือทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยเพื่อปลอบประโลมความเศร้าคือแบบอย่างการปฏิบัติในแนวทางอิสลาม 

“ถึงมัสฮับ (สำนักคิด) เขาจะต่างกับเรา แต่การให้เกียรติที่การเป็นมนุษย์เหมือนกันนั้นสำคัญกว่า ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาใด มุสลิมด้วยกันยิ่งแล้วใหญ่…” ผู้มาร่วมในงานฝังศพท่านหนึ่งกล่าวกับผู้เขียน

กุโบร์ของชาวมุสลิมในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในและฝั่งธนบุรียังคงตั้งมั่นอยู่ท่ามกลางความเจริญ และการกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็วของกรุงเทพมหานคร พื้นที่ของกุโบร์หลายแห่ง โดยรอบที่แต่เดิมอาจเป็นสวนหรือท้องนาถูกแทนที่ด้วยตึกที่อยู่อาศัยและถนน เมื่อสถานที่ไม่อำนวยให้ขยับขยายได้ ประกอบกับจำนวนประชากรในชุมชนที่มากขึ้น ทำให้ประสบปัญหาความแออัด ต้องถมดินเพิ่มขึ้นและรื้อถอดไม้ปักหลุมออกเพื่อเปิดทางให้กับการขุดหลุมใหม่ (ชาวมุสลิมสามารถฝังซ้อนทับกันได้ในกรณีไม่มีที่)

ในกรณีของกุโบร์มัสยิดต้นสนก็ไม่ยกเว้น เนื่องด้วยอายุอานามของชุมชนมากกว่า 400 ปี สร้างอุปสรรคที่ต้องเผชิญเช่นเดียวกัน แต่ถึงกระนั้น เรายังเห็นความพยายามของชุมชนที่จะปรับปรุงดูแลกุโบร์แห่งนี้ให้อยู่ในสภาพดีตามความเหมาะสมและทุนทรัพย์ที่จะทำได้ 

ผู้เขียนมองเห็นแง่มุมที่น่ายกย่องในฐานะผู้สนใจประวัติศาสตร์โบราณคดีว่า กุโบร์มัสยิดต้นสนยังอนุรักษ์ไม้ปักหลุมศพจำนวนมากเหล่านี้ไว้ให้เกิดคุณค่า และมีความหมายว่าเป็น ‘หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์กล้างแจ้ง’ สำหรับคนไทยเกี่ยวกับคนมุสลิมที่มีอดีตอันยาวนานบนผืนดินนี้ โดยตัวสุสานเองมักถูกมองข้ามในฐานะ ‘หลักฐานทางประวัติศาสตร์’ และต้องหลีกทางให้กับการตีความแบบอื่น 

หากเรามองในมุมมองของแหล่งเรียนรู้แล้ว กุโบร์จึงไม่ใช่สถานที่ที่น่ากลัวแต่อย่างใด แต่กลายเป็นสถานที่ควรแก่การเยี่ยมคารวะ ได้ทำความรู้จักรากเหง้าสายตระกูล สดุดีวีรกรรม หรือเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้สนใจใคร่รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงประวัติบุคคลสำคัญ หรือแม้แต่สถานที่ร่มรื่นเงียบสงบเจริญมรณานุสติท่ามกลางเมืองหลวงที่วุ่นวาย

สถานที่ตั้ง : มัสยิดต้นสน ซอยวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ (เชิงสะพานอนุทินสวัสดิ์ฝั่งแยกวังเดิม)

ข้อปฏิบัติในการเยี่ยมสุสาน : โปรดแต่งกายสุภาพ ให้เกียรติสถานที่และไม่ส่งเสียงดัง เดินบนทางเดินที่กำหนดไม่เดินย่ำหรือข้ามหลุมฝังศพ กรณีสุภาพสตรีมีประจำเดือน พิจารณางดเว้นการเดินเข้าไปในสุสาน 

ข้อมูลอ้างอิง

คณะกรรมการจัดงานเสวนามุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามยุคสมัย. มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามยุค สมัย ประวัติชาวมัสยิดต้นสน บทวิเคราะห์ความเป็นมา 400 ปีเคียงคู่เอกราชชาติไทย. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการฯ, 2544.

ฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดต้นสน. วารสารทีนี่ต้นสน, ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2546.

ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์. ความสัมพันธ์ของมุสลิมทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : มติชน, 2545.

เสาวนีย์ จิตต์หมวด, กลุ่มชาติพันธุ์ : ชาวไทยมุสลิม กรุงเทพฯ : กองทุนสง่ารุจิระอัมพร, 2531.อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี. มัสยิดในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557.

Writer & Photographer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

เสน่ห์ของริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาผ่านเขตเมืองเก่าทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีของกรุงเทพฯ คือสีสันและวิถีชีวิตของชุมชนเก่าแก่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงาน ‘งานอาหารสานใจ ชิม ช็อป ล่องเรือ’ ของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ที่จัดไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 โดยงานนี้ถือว่าคนในชุมชนเป็นผู้ริเริ่มเปิดบ้านต้อนรับผู้สนใจและอยากสัมผัสชาวมุสลิมในมิติต่าง ๆ ได้รับฟังบรรยายประวัติศาสตร์ชุมชน เดินชมมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารทั้งคาวหวานอีกด้วย นับได้ว่าเป็นกิจกรรมดี ๆ และช่วยให้เราได้ทำความรู้จักชุมชนมุสลิม ‘แขกแพ’ ที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่แห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้น จึงขอเก็บเรื่องราวของชาวแขกแพและมัสยิดบางอ้อมาเล่าให้ฟัง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ความเป็นมาของชุมชนแขกแพและมัสยิดบางอ้อ

ตามประวัติคำบอกเล่าของคนในชุมชนกล่าวว่า ‘แขกแพ’ คือกลุ่มชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเรือนแพซึ่งจอดอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำและคลองในอยุธยามาแต่เดิม โดยส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายซุนนี (Sunni) อีกทั้งยังประกอบขึ้นจากผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับ ชาวมลายู และชาวจาม ฯลฯ ส่วนมากประกอบอาชีพค้าขายหรือรับราชการเป็นขุนนาง อีกทั้งการที่พวกเขาลงหลักปักฐานในอยุธยาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการแต่งงานกับคนท้องถิ่น ผสมกลมกลืนจนเรียกได้ว่าเป็น ‘มุสลิมท้องถิ่น’ (Localized Muslim) กลุ่มหนึ่งของลุ่มน้ำภาคกลาง

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
จิตรกรรมรูปแขกแพในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร

เมื่อถึงคราวกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 บรรดาแขกแพเหล่านี้อพยพหนีสงคราม ถอนเรือนแพล่องตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมาหาทำเลปลอดภัย บ้างเข้าไปสมทบกับชุมชนชาวมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตลาดแก้ว-ตลาดขวัญ (จังหวัดนนทบุรี) แต่ส่วนใหญ่จะล่องแพต่อลงมาจนถึงราชธานีใหม่ที่เมืองบางกอก โดยจะไปรวมตัวกันอยู่ที่กุฎีใหญ่ (มัสยิดต้นสน) ใกล้ปากคลองบางหลวง (บางกอกใหญ่) เพื่อประกอบศาสนกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ในขณะที่แขกแพบางกลุ่มไปตั้งชุมชนบริเวณปากคลองบางกอกน้อย (มัสยิดหลวงอันซอริซซุนนะฮ์) หรือลงใต้ไปจนไปถึงย่านคลองสานและย่านบางลำพูล่าง (เจริญนคร) เหล่าลูกหลานของแขกแพเหล่านี้ยังคงสืบสายสกุล และมีสายสัมพันธ์เครือญาติโยงใยตลอดสายน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่อยุธยาจนถึงกรุงเทพฯ จวบจนถึงปัจจุบัน

สำหรับชุมชนมัสยิดบางอ้อ แขกแพกลุ่มหนึ่งได้มารวมตัวกันผูกแพริมตลิ่งย่านบางอ้อ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่เรือกสวนเพาะปลูกผลไม้ จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษว่า มัสยิดบางอ้อหลังแรกเป็นเรือนไม้บนแพสำหรับใช้ประกอบพิธีละหมาด แต่เมื่อชุมชนขยายจนมีจำนวนคนมาละหมาดมากขึ้น จึงได้ยกมัสยิดเรือนแพขึ้นมาบนฝั่งและขยายต่อเติมให้กว้างขึ้น จนกระทั่งใน พ.ศ. 2462 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนจึงได้อุทิศที่ดินเพื่อเป็นมัสยิด และร่วมกับออกทุนทรัพย์สร้างมัสยิดก่ออิฐถือปูนอย่างดงงามหลังปัจจุบันขึ้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวชุมชนมัสยิดบางอ้อยังมีประวัติด้านการประกอบอาชีพที่น่าสนใจ อย่างการได้รับสัมปทานค้าไม้ซุงจากภาคเหนือ และนำเรือไปลากซุงมาจากปากน้ำโพธิ์ นอกจากนี้ยังมีกิจการโรงเลื่อยไม้และเรือเมล์วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำโพอีกด้วย จากภาพถ่ายทางอากาศภาพหนึ่งของ ปีเตอร์ วิลเลียม-ฮันต์ ใน พ.ศ. 2489 แสดงให้เห็นแพซุงผูกรวมกันทอดยาวอยู่ด้านหน้ามัสยิดบางอ้อและอู่ซุงขนาดใหญ่ เป็นหลักฐานแสดงถึงอดีตกิจการอันรุ่งเรืองและเป็นรากฐานสำคัญให้กับคนชุมชนแห่งนี้ 

หากสังเกตภูมินามย่านบางอ้อ-บางพลัด ในแนวถนนจรัญสนิทวงศ์ ยังคงปรากฏการใช้นามสกุลของนายห้างมุสลิมค้าซุงจากชุมชนมัสยิดบางอ้อเป็นชื่อเรียก อาทิ ซอยมุขตารี ซอยโยธาสมุทร ซอยสิทธิวณิช ซอยดำรงผล ซอยมานะจิตต์ เป็นต้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
รูปถ่ายทางอากาศ

ความงามของสถาปัตย์-ศิลปะอิสลาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเดินเข้ามาด้านในชุมชน จะสะดุดตากับมัสยิดบางอ้อสีเหลืองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มัสยิดหลังนี้สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบตะวันตกสมัยนิยมช่วงรัชกาลที่ 6 ผสานกับส่วนประกอบอาคารของศิลปะอิสลามอย่างหออะซานคู่ได้อย่างลงตัว 

บริเวณตรงกลางเหนือประตูทางเข้ามัสยิด มีคำจารึกภาษาอาหรับเขียนว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ มุฮัมมัด เราะซูลลุลลอฮ์” แปลว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์” คือคำปฏิญญาณตนของชาวมุสลิม 

ถัดลงมาคือจารึกคำว่า “อัลมัสยิด อัลอุบูดียะฮ์” แปลว่า “สถานที่ก้มกราบของบ่าวผู้ภักดี” ยามแหงนขึ้นไปมองจะได้ตั้งจิตระลึกก่อนที่จะเดินเข้าไปนมัสการพระเจ้าภายใน ส่วนด้านข้างขนาบด้วยจารึกคำว่า “เยามุลอะฮัด 7 ฟี ชะฮ์ริ เศาะฟัร อัลมุบาร็อก 1339” แปลว่า “วันอาทิตย์ที่ 7 เดือนเศาะฟัร อันประเสริฐ (เดือนที่สองตามปฏิทินอิสลาม) ฮิจเราะฮ์ศักราช 1339” ซึ่งก็คือปีที่สร้างมัสยิดบางอ้อหลังนี้นั่นเอง ตรงกับ พ.ศ. 2462 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั่นเอง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเข้าไปด้านมัสยิด บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมประตูทางเข้ามัสยิดจึงไม่ตรงแกนอาคารโถงละหมาด ต้องอธิบายก่อนว่า ในการละหมาดหรือการนมัสการพระผู้เป็นเจ้าของชาวมุสลิมนั้นจะต้องหันหน้าไปยัง ‘ทิศกิบละฮ์’ (Qiblah) ที่ตั้งของวิหารอัลกะอ์บะฮ์ ในมัสยิดอัลฮะรอม นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นชุมทิศและเอกภาพในการนมัสการของชาวมุสลิมทั่วโลก ดังนั้น ไม่ว่ามัสยิดจะตั้งอยู่ ณ ที่ใดบนโลก ผู้ออกแบบจะต้องคำนวณตำแหน่งและวางแกนให้มัสยิดหันหน้ายังทิศกิบละฮ์ (สำหรับกรุงเทพฯ จะหันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย หรือประมาณ 287.5°) 

อย่างไรก็ดี นอกจากสถาปนิกผู้ออกแบบมัสยิดบางอ้อจะสร้างให้ถูกต้องตามแกนทิศกิบละฮ์แล้ว ยังใส่ใจรายละเอียดโดยคำนึงถึงความสวยงามด้านภูมิสถาปัตยกรรมด้วย มัสยิดบางอ้อจึงได้รับการออกแบบให้ด้านหน้าของมัสยิดตั้งหันหน้าตรงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ใครที่ล่องเรือผ่านไปมาต่างเห็นมัสยิดบางอ้อหันหน้าออกสู่แม่น้ำแลดูสง่างาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ภายในโถงละหมาดมัสยิดมีการประดับตกแต่งแบบเรียบง่าย สร้างบรรยากาศสงบนิ่งมีสมาธิ ในส่วนที่สะดุดตาที่สุดคงจะเป็น ‘มิห์รอบ’ (Mihrab) หรือช่องในกำแพงทิศกิบละฮ์ เป็นจุดบอกทิศทางในการหันหน้าละหมาด อีกทั้งยังเป็นที่ยืนของอิหม่ามและที่ตั้งมินบัร (ธรรมาสน์) สำหรับใช้คุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม) ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสำคัญในรอบสัปดาห์ของชาวมุสลิม สำหรับมิห์รอบถูกออกแบบเป็นวงโค้ง ด้านบนตรงกลางมี Keystone ประดับปูนปั้นสัญลักษณ์รูปดาวเดือน เหนือขึ้นไปมีปูนปั้นอักษรวิจิตรภาษาอาหรับ (Arabic Calligraphy) ที่คัดมาจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานวรรคหนึ่ง มีความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดีสำหรับพวกเขานั้นคือสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาส์เป็นที่พำนัก” (อัลกุรอาน 18:107)

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ข้อสังเกตที่ผู้เขียนเห็นจากสถาปัตยกรรมและการตกแต่งศิลปกรรมของมัสยิดบางอ้อ ทำให้ชวนนึกถึงมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน ตรอกจันทน์ ที่ออกแบบสถาปนิกชาวมุสลิมเชื้อสายยะหวา (ชวา) นามว่า รองอำมาตย์ตรีเอ็ม.เอ กาเซ็ม หรือ กาเซ็ม แปลน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า นายเกษม อิทธิเกษม) ผู้มีความสามารถออกแบบมัสยิดสำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในสมัยนั้น อีกทั้งยังสองมัสยิดยังสร้างขึ้นในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน มีความเป็นไปได้ว่ามัสยิดบางอ้ออาจจะได้รับการออกแบบจากสถาปนิกคนเดียวกันหรือไม่ ก็เป็นประเด็นน่าสนใจที่จะสืบประวัติต่อไป

มัสยิดบางอ้อนับว่าเป็นมัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น และอนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยการบูรณะอาคารมัสยิดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 จึงจำเป็นต้องดีดยกอาคารและปรับปรุงซ่อมแซมส่วนประกอบต่าง ๆ ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของกรรมการมัสยิดและคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญ และช่วยกันอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ไว้ได้อย่างดี ตลอดจนความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ปัจจุบันอาคารมัสยิดได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยาม เป็นอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ด้านข้างมัสยิดบางอ้อมีอาคารน่าสนใจอีกหลังอีกคือ อาคารเจริญวิทยาคาร เป็นเรือนไม้ขนมปังขิงแบบตะวันตก ฉลุลายไม้และประดับกระจกสีอย่างสวยงาม แต่เดิมใช้เป็นอาคารโรงเรียน ปัจจุบันใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้สำหรับการนมัสการ (ละหมาด) หรือที่เรียกว่า ‘บาแล’ ในกรณีที่มีผู้มานมัสการในมัสยิดจนเต็ม ตลอดจนใช้ในการเรียนการสอนพระคัมภีร์อัลกุรอานและกิจกรรมอื่น ๆ ของชุมชน 

นอกจากความสวยงามของอาคารแล้ว จุดเด่นอีกจุดหนึ่งคือ ตราลวดลายอักษรภาษาอาหรับดูอ่อนช้อยบนจั่วของอาคาร ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ‘ทูรา’ (Tughra) ซึ่งน้อยคนจะทราบว่ามันคือ พระปรมาภิไธยของสุลต่านแห่งจักรวรรดิอุษมานียะฮ์ หรือ ออตโตมันตุรกี (Ottoman Empire) ผู้เขียนแกะคำอ่านออกมาได้ว่า “อับดุลมะญีด คาน” ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นพระนามของสุลต่านอับดุลมะญีดที่ 1 (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ.1839 – 1861) หรืออาจหมายถึง เคาะลีฟะฮ์อับดุลมะญีดที่สอง (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1922 – 1924) เคาะลีฟะฮ์องค์สุดท้ายของชาวมุสลิมจากราชวงศ์ออตโตมันหรือไม่ ขอไม่ยืนยัน อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อว่าตราทูรานี้น่าจะเป็นการเลียนแบบโดย Simplify หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับอีกทีหนึ่ง

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
ซุ้มประตูพระราชวังโทพคาปึ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

เยื้อง ๆ กับมัสยิดบางอ้อยังมีอาคาร 100 ปีมัสยิดบางอ้อ ที่ใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ อาคารหลังนี้สร้างขึ้นใหม่โดยคุมโทนให้เข้ากับหมู่อาคารเก่าแก่ที่อยู่ใกล้กัน ทั้งนี้ ได้มีการเลือกใช้รูปแบบการตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตอิสลาม (Islamic Geometry) และลายประเบื้องเคลือบที่ถ่ายทอดลวดลายจากรูปศิลปะอิสลามแบบจารีตมาปรับใช้เพื่อสื่อถึงความเป็นมุสลิมร่วมสมัยอีกด้วย บริเวณนี้จึงกลายเป็นไฮไลต์ของคนที่ชอบถ่ายรูปอาคารอีกจุดหนึ่งนั่นเอง

อาหารสานใจ อาหารสำรับบางอ้อ

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

อีกสิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจไปสัมผัสจากงานนี้ คือวัฒนธรรมอาหารของชุมชมมัสยิดบางอ้อ โชคไม่ดีที่ผู้เขียนไปถึงช้าและอาหารขายเกือบหมดแล้ว ถึงกระนั้น ยังโชคดีที่ยังทันชิม ‘หรุ่ม’ จากฝีมือของ คุณป้าไร-อุไร มุฮำหมัด และ คุณกุ้ง-ซารีนา นุ่มจำนงค์ หรุ่มเป็นเมนูอาหารชาววังที่ปรากฏอยู่ใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ของรัชกาลที่ 2 ซึ่งกลายมาเป็นของว่างแกล้มน้ำชาของชาวบางอ้อที่ปัจจุบันนับว่าหาทานได้ยากยิ่ง

 ยิ่งไปกว่านั้น สองท่านนี้นับว่าเป็นผู้ริเริ่ม ‘โครงการอาหารสานใจ’ เกิดจากการที่สมาชิกในชุมชนเองต้องการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมอาหารเก่าแก่ โดยหยิบเอาอาหารมาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน เป็นการสร้างกิจกรรมให้ผู้ใหญ่ได้เปิดใจถ่ายทอดสูตรอาหารดั้งเดิมของชุมชนไปสู่เด็กรุ่นใหม่ เพื่อรักษาตำรับอาหารชาวบางอ้อให้ยังคงอยู่สืบไป 

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อาหารต่าง ๆ ของสมาชิกในชุมชนได้รับความสนใจ และงานอาหารสานใจครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 8 แล้ว และหวังว่าจะคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้ชาวมัสยิดบางอ้อได้สานต่อกิจกรรมดี ๆ ต่อไป หากใครอยากสัมผัสวิถีวัฒนธรรมชุมชนมัสยิดบางอ้อ ชมความงามของมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ ในบรรยากาศน่ารัก ก็แวะเวียนไปได้

ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ Facebook : อาหารสานใจ 

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

ข้อมูลอ้างอิง

สรยุทธ ชื่นภักดี, (บรรณาธิการ). (2544). มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามสมัย. กรุงเทพฯ: จิรรัชการพิมพ์ หจก.

สมาน อรุณโอษฐ์, ประมาณ ฮะกีมี, ดิเรก ฮะกีมี. (2543) สายสกุลสัมพันธ์ 2543

communityarchive.sac.or.th/community/MatsayitBangO

Writer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load