15 ธันวาคม 2561
191.25 K

เมื่อเทียบกับสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์แล้ว นับว่ากรุงธนบุรีเป็นสมัยที่สั้นมากของไทย

ระยะเวลาที่เปิดพระราชวังกรุงธนบุรี หรือ ‘วังเดิม’ พระราชวังแห่งเดียวของสมัยธนบุรี ก็สั้นมากเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันบริเวณรอบวังแห่งนี้เป็นพื้นที่ทำการของกองทัพเรือ ทำให้โดยทั่วไปแล้ววังนี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาดูได้อย่างอิสระแค่ 1 วันต่อปี คือวันที่ 28 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันปราบดาภิเษกพระเจ้าตากสินมหาราช แต่ปีนี้ทางมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมขยายระยะเวลาเปิดวังเพิ่มขึ้นเป็น 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 – 28 ธันวาคม 2563 ในช่วงเวลา 09.00 – 15.30 น.

โอกาสอันดีนี้ทำให้ The Cloud ขอเข้าไปเดินดูและเก็บภาพสวยๆ มาเล่าให้ฟังก่อนว่าของเด็ดของดีที่หากไปแล้วจะพลาดไม่ได้มีอะไรบ้าง

วังนี้มีพื้นที่ไม่ใหญ่โตนัก แต่กลับมีสิ่งต่างๆ ให้ดูมากมาย

รัชสมัยอาจสั้น พื้นที่วังอาจเล็ก แต่คุณค่านั้นล้นหลามไม่น้อยไปกว่าวังอื่นไหน

01

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

การจะเข้าวังเดิม ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเดินผ่านประตูโรงเรียนนายเรือ หรือ ประตูสามสมอ ซุ้มสีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกับอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช หันหน้าเข้าริมน้ำเจ้าพระยา ประตูนี้ฝั่งหนึ่งจะเขียนว่ากองทัพเรือ หมายถึงกลุ่มองค์กรที่ใช้งานบริเวณนี้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนอีกฝั่งจะเขียนว่าโรงเรียนนายเรือ องค์กรซึ่งเคยใช้พื้นที่นี้ในอดีต เรื่องมีอยู่ว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นวังเรื่อยมา จนรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้เปลี่ยนที่นี่เป็นโรงเรียนนายเรือ และเมื่อเวลาผ่านไปพื้นที่ก็เริ่มไม่เหมาะสม ทำให้โรงเรียนนายเรือย้ายไปที่สมุทรปราการ และที่นี่ก็กลายเป็นกองทัพเรือแทน

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

นั่นคือสาเหตุที่ทำไมข้างๆ ประตูแห่งนี้จึงมีแผ่นจารึกลายพระหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 กล่าวถึงการยกเขตพระราชฐานให้เป็นโรงเรียนนายเรือว่า “มีความปลื้มใจซึ่งได้เหนการทหารเรือมีรากหยั่งลงแล้ว จะเปนที่มั่นสืบไปในภายหน้า”

ส่วนชื่อประตูสามสมอมาจากสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนนายเรือที่วาดอยู่บนประตู หากดูดีๆ มันคือรูปสมอ 3 ตัวที่คล้องรวมไว้ด้วยห่วงสมอ โดยมีจักรอยู่ด้านหลังนั่นเอง

02

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

คนส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาในบริเวณวังเดิมก็จะเริ่มที่ท้องพระโรงอายุเก่าแก่ 250 ปี นี่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในบริเวณ ภายในบริเวณพระที่นั่งองค์เหนือ หรือลานของท้องพระโรง เป็นที่ซึ่งพระเจ้าตากสินมหาราชทรงออกว่าราชการ เมื่อก่อนอาคารนี้เป็นไม้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันบูรณะซ่อมแซมด้วยปูนและหินอ่อนจนดูทันสมัย

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

เมื่อเข้าไปภายในส่วนพระที่นั่งองค์ใต้ หรือส่วนที่เป็นห้องของท้องพระโรง จะเห็นโต๊ะเก้าอี้ที่จัดไว้รับแขกของกองทัพเรือ แต่ส่วนที่ฉันประทับใจคือพระบรมฉายาลักษณ์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แขวนอยู่สุดห้อง นี่คือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าตากสินมหาราช โดยผศ.ธณฤษภ์ ทิพย์วารี อาจารย์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่วาดด้วยสีน้ำมัน เทคนิคการวาดจะออกแนวยุโรป เพราะเป็นภาพวาดยุคหลังแล้ว ส่วนเค้าโครงพระพักตร์ของพระองค์ อาจารย์ใช้อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินที่วงเวียนใหญ่เป็นแบบ

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

03

เมื่อเดินต่อมาที่เก๋งจีนคู่หลังเล็ก ข้างในจะพบอาวุธจากสมัยกรุงธนบุรีมากมายหลายชนิด ชิ้นที่โดดเด่นคือปืนคาบศิลาที่มีความยาวจากด้ามจับถึงปากกระบอกถึง 145 เซนติเมตร

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

กรุงธนบุรีนั้นติดต่อกับต่างประเทศหลากหลาย หนึ่งในหลักฐานยืนยันคือเหล่าดาบญี่ปุ่นที่เป็นเครื่องราชบรรณาการ ดาบที่สวยสุดซึ่งจัดแสดงอยู่ในห้องนี้คือดาบญี่ปุ่นคร่ำทองที่ประดับด้วยลวดลายลงรักปิดทองทั่วทั้งฝัก เป็นศิลปะผสมผสานไทยญี่ปุ่นที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ดี

ในตู้เดียวกันกับดาบญี่ปุ่นมีดาบจตุลังคบาท เป็นดาบเล่มใหญ่ที่ตั้งชื่อตามผู้ใช้ นั่นคือทหารผู้มีหน้าที่ปกป้องเท้าช้างทั้งสี่เท้าไม่ให้ศัตรูเข้ามาล้มช้างได้ สังเกตที่ด้ามดาบแล้วเห็นว่าเป็นงาช้าง เวลาทำความสะอาดดาบเหล่านี้น่าจะเหนื่อยมาก เพราะงาช้างเป็นของหนักเอาการ คาดว่าคนสมัยก่อนตัวใหญ่กว่าพวกเราเยอะ ทำให้พวกเขาใช้งานดาบที่ทั้งใหญ่ทั้งหนักเหล่านี้ได้

ข้างๆ กันกับดาบจตุลังคบาทมีดาบหัวช้างวางอยู่ โดยรวมแล้วดาบนี้มีลักษณะคล้ายกับดาบจตุลังคบาท แค่ต่างกันตรงที่ปลายสุดของดาบจะตัดเป็นทรงเหมือนหัวช้าง ดูๆ ไปแล้วออกแนวน่ารักและใช้ยากมากกว่าจะดีต่อการรบ

04

ออกจากเก๋งหลังเล็กแล้ว เดินเข้าเก๋งจีนคู่หลังใหญ่ต่อเลย ข้างในเก๋งนี้จะเล่าเรื่องการติดต่อค้าขายในสมัยกรุงธนบุรี แต่ก่อนจะหันไปดูวัตถุที่จัดแสดงอยู่เต็มห้อง สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาฉันคือแผนที่ซึ่งแขวนอยู่ทางซ้ายมือของฉัน สิ่งนี้คือแผนที่ของสายลับพม่าที่เข้ามาเป็นไส้ศึกได้เก็บข้อมูลแล้ววาดเอาไว้ ถ้าดูใกล้ๆ จะเห็นความละเอียดขนาดรู้ว่าโรงช้าง โรงม้า และพระราชฐานชั้นใน อยู่ตรงไหนบ้าง โชคดีที่พม่าเกิดปัญหาภายในประเทศเสียก่อน แผนที่นี้เลยไม่ได้ใช้งาน

อีกฝั่งหนึ่งของเก๋งใหญ่มีแผนที่อีกแผ่นหนึ่ง นี่คือแผนที่ของแต้เฮอ (หรือที่เราคุ้นกันในชื่อเทพเจ้าซำปอกง) นักเดินเรือผู้เชี่ยวชาญของจีน พอดูแล้วจะเห็นว่าแผนที่เป็นลักษณะยาวๆ วาดเพียงแค่ส่วนชายฝั่งทั้งหมด สาเหตุเพราะแต้เฮอเดินทางโดยไม่มีเข็มทิศ เขาจึงสำรวจโลกด้วยการแล่นเรือติดชายฝั่งไปเรื่อยๆ จากจีนมาถึงเวียดนาม สยาม เลยไปถึงอินเดียเลย

05

รู้หรือไม่ว่าพระเจ้าตากสินมหาราชเคยพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์ไว้ถึง 4 ตอน นี่คือสาเหตุที่ในเก๋งหลังใหญ่มีตัวอย่างการแสดงรามเกียรติ์ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานรินจำลองไว้ด้วย

06

เมื่อเดินออกมาจากเก๋งจีนทั้งสองหลังแล้ว ก่อนจะเดินไปดูส่วนอื่นของวัง ขอแนะนำให้หันกลับไปดูเก๋งทั้งคู่สักนิด ในขณะที่เก๋งหลังเล็กออกแบบอย่างจีนล้วนๆ เก๋งหลังใหญ่ซึ่งสร้างในภายหลังได้ผสมศิลปะไทยเข้าไปด้วย ส่วนน่าสนใจอยู่ที่ลวดลายบนหน้าจั่วของเก๋งจีนคู่หลังใหญ่ ที่มีรูปค้างคาวกับเหรียญอยู่ ตามคติจีนค้างคาวเป็นสัตว์นำโชคตัวหนึ่ง เพราะชื่อที่พ้องเสียงกับคำมงคลในภาษาจีน

07

หนึ่งในสิ่งที่พลาดไม่ได้แบบสุดๆ ของที่นี่คือศาลศีรษะปลาวาฬ ซึ่งสันนิษฐานว่ามีมาแต่เก่าก่อนแล้ว ปลาวาฬในที่นี้หมายถึงวาฬบรูด้าที่เคยมาเกยตื้นตายแถวบริเวณนี้จนซากเน่าเปื่อยเหลือแต่กระดูก ผู้คนก็นำมาบูชา โดยเชื่อว่าจะช่วยให้หาปลาได้สำเร็จตามเป้าหมาย คาดว่าแต่ก่อนมีกระดูกครบทั้งตัว แต่ศาลที่ฉันยืนดูอยู่ตอนนี้เหลือเพียงกระดูกศีรษะ ซึ่งเป็นส่วนที่ขุดเจอบริเวณใต้ศาลพระเจ้าตากสินที่ตั้งอยู่ข้างกัน และเมื่อขุดค้นพบว่ามีฐานของศาลบางอย่างอยู่ในบริเวณ จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศาลบูชาวาฬนี่เอง ทำให้เกิดการตั้งศาลขึ้นอีกครั้ง

08

เก๋งทรงอเมริกันสูง 2 ชั้น คืออาคารที่อยู่อาศัยหลังสุดท้ายภายในบริเวณวังเดิม เพราะเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว อาคารตกแต่งด้วยสีเขียวอ่อน เพราะเป็นสีของความสูงศักดิ์ในสมัยนั้น บนหน้าจั่วมีสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวประดับอยู่ ตอนนี้อาคารปิดปรับปรุง แต่ในอนาคตจะเปิดชั้นสองเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้บัญชาการทหารเรือคนแรก รวมถึงทรงเป็นผู้คิดตำราปืนใหญ่ของไทย ทำให้ด้านหน้าของเก๋งแห่งนี้มีปืนใหญ่ตั้งอยู่ ปืนใหญ่นี้เป็นปืนแบบเดียวกับที่ติดตั้งอยู่บนเรือรบ สมัยที่วังเดิมกลายเป็นโรงเรียนนายเรือ ปืนใหญ่กระบอกนี้เป็นเครื่องมือใช้ฝึกของเหล่านักเรียน ให้ลองหมุนลองหันให้คล่องมือ ก่อนจะไปใช้ปืนใหญ่จริงๆ บนเรือ

09

อีกฝั่งหนึ่งของสนามหญ้าสีเขียวชอุ่มมีเรือนเขียวตั้งอยู่ข้างเนินดินที่คนในบริเวณเรียกกันว่า เขาดิน เรือนเขียวเคยเป็นห้องพยาบาล ซึ่งตั้งขึ้นหลังจากวังเดิมกลายเป็นโรงเรียนนายเรือแล้ว เพราะเมื่อมีโรงเรียนทหาร ก็ต้องมีห้องรักษาพยาบาลเตรียมไว้เผื่อบาดเจ็บ ปัจจุบันอาคารนี้ใช้รับแขกและชมวีดีทัศน์ แต่แค่เข้าไปดูความสวยงามของตัวอาคารที่ทำจากไม้ทั้งหมดก็คุ้มค่าแล้ว

10

ก่อนกลับอย่าลืมแวะจุดสำคัญอีกส่วนที่อยู่นอกกำแพงวัง นั่นคือป้อมวิไชยประสิทธิ์ ป้อมนี้ตั้งชื่อตามผู้ควบคุมการก่อสร้าง คือคอนสแตนติน ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชเยนทร์นั่นเอง ป้อมนี้ใช้เป็นด่านเก็บภาษีปากเรือในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ โดยจะมีโซ่ขนาดใหญ่ยักษ์ล่ามจากป้อมนี้ข้ามไปยังป้อมที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนราชินี เมื่อใครจ่ายภาษีแล้วก็จะปล่อยให้เรือผ่านไปโดยการหย่อนโซ่ลงใต้น้ำ โซ่ที่ว่านี่เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (วังหน้า) ใครอยากรู้ว่าใหญ่ขนาดไหนก็ลองไปดูได้

เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชเดินทัพจากจันทบุรีมาถึงป้อมแห่งนี้ มองเห็นว่าเป็นสมรภูมิที่ดี จึงขึ้นบกมายึดและเปลี่ยนชื่อเป็นป้อมวิไชยประสิทธิ์ หน้าที่หลักของป้อมเป็นการสอดส่องและป้องกันข้าศึกเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

สิ่งที่พลาดไม่ได้ของป้อมนี้ คือปืนใหญ่สมัยใหม่ 4 กระบอกซึ่งหันหน้าเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา นี่คือปืนใหญ่สำหรับยิงสลุตในงามเฉลิมฉลองใหญ่ๆ ต่างๆ เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษาของบุคคลในราชวงศ์ ทุกวันนี้ก็ยังใช้งานเสมอ ที่นี่เป็นตัวแทนของกองทัพเรือ ในขณะที่กองทัพบกจะยิงที่สนามหลวง และกองทัพอากาศจะยิงที่ดอนเมือง ทั้งสามกองทัพจะยิงพร้อมกัน โดยใช้ปืน 4 กระบอกยิงวนไปเรื่อยๆ จนครบ 21 นัด

พระราชวังเดิมตั้งอยู่ที่เลขที่ 1 ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600

เปิดให้เข้าชมโดยไม่ต้องขออนุญาตตั้งแต่ 14 ถึง 28 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00-15.30 น.

วิธีการเดินทาง จะเข้าจากประตูใหญ่ริมถนนอรุณอมรินทร์ที่เขียนว่ากองทัพเรือ แล้วเดินอ้อมกำแพงวังมาเข้าประตูสามสมอทางริมน้ำก็ได้ หรือจะนั่งเรือข้ามฟากจากท่าเตียนมาลงท่าวัดอรุณฯ แล้วเดินต่อมาก็ได้  

ขอขอบคุณข้อมูลและความช่วยเหลือจาก พลเรือตรีหญิงอารยา อัมระปาล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ, วราวุธ เสมาเงิน เจ้าหน้าที่กราฟิก และศุภวรรณ ชวรัตนวงศ์ หัวหน้าสำนักงานและวิชาการ จากมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
9

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load