15 ธันวาคม 2561
196 K

เมื่อเทียบกับสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์แล้ว นับว่ากรุงธนบุรีเป็นสมัยที่สั้นมากของไทย

ระยะเวลาที่เปิดพระราชวังกรุงธนบุรี หรือ ‘วังเดิม’ พระราชวังแห่งเดียวของสมัยธนบุรี ก็สั้นมากเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันบริเวณรอบวังแห่งนี้เป็นพื้นที่ทำการของกองทัพเรือ ทำให้โดยทั่วไปแล้ววังนี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาดูได้อย่างอิสระแค่ 1 วันต่อปี คือวันที่ 28 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันปราบดาภิเษกพระเจ้าตากสินมหาราช แต่ปีนี้ทางมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมขยายระยะเวลาเปิดวังเพิ่มขึ้นเป็น 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 – 28 ธันวาคม 2563 ในช่วงเวลา 09.00 – 15.30 น.

โอกาสอันดีนี้ทำให้ The Cloud ขอเข้าไปเดินดูและเก็บภาพสวยๆ มาเล่าให้ฟังก่อนว่าของเด็ดของดีที่หากไปแล้วจะพลาดไม่ได้มีอะไรบ้าง

วังนี้มีพื้นที่ไม่ใหญ่โตนัก แต่กลับมีสิ่งต่างๆ ให้ดูมากมาย

รัชสมัยอาจสั้น พื้นที่วังอาจเล็ก แต่คุณค่านั้นล้นหลามไม่น้อยไปกว่าวังอื่นไหน

01

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

การจะเข้าวังเดิม ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเดินผ่านประตูโรงเรียนนายเรือ หรือ ประตูสามสมอ ซุ้มสีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกับอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช หันหน้าเข้าริมน้ำเจ้าพระยา ประตูนี้ฝั่งหนึ่งจะเขียนว่ากองทัพเรือ หมายถึงกลุ่มองค์กรที่ใช้งานบริเวณนี้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนอีกฝั่งจะเขียนว่าโรงเรียนนายเรือ องค์กรซึ่งเคยใช้พื้นที่นี้ในอดีต เรื่องมีอยู่ว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นวังเรื่อยมา จนรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้เปลี่ยนที่นี่เป็นโรงเรียนนายเรือ และเมื่อเวลาผ่านไปพื้นที่ก็เริ่มไม่เหมาะสม ทำให้โรงเรียนนายเรือย้ายไปที่สมุทรปราการ และที่นี่ก็กลายเป็นกองทัพเรือแทน

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

นั่นคือสาเหตุที่ทำไมข้างๆ ประตูแห่งนี้จึงมีแผ่นจารึกลายพระหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 กล่าวถึงการยกเขตพระราชฐานให้เป็นโรงเรียนนายเรือว่า “มีความปลื้มใจซึ่งได้เหนการทหารเรือมีรากหยั่งลงแล้ว จะเปนที่มั่นสืบไปในภายหน้า”

ส่วนชื่อประตูสามสมอมาจากสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนนายเรือที่วาดอยู่บนประตู หากดูดีๆ มันคือรูปสมอ 3 ตัวที่คล้องรวมไว้ด้วยห่วงสมอ โดยมีจักรอยู่ด้านหลังนั่นเอง

02

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

คนส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาในบริเวณวังเดิมก็จะเริ่มที่ท้องพระโรงอายุเก่าแก่ 250 ปี นี่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในบริเวณ ภายในบริเวณพระที่นั่งองค์เหนือ หรือลานของท้องพระโรง เป็นที่ซึ่งพระเจ้าตากสินมหาราชทรงออกว่าราชการ เมื่อก่อนอาคารนี้เป็นไม้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันบูรณะซ่อมแซมด้วยปูนและหินอ่อนจนดูทันสมัย

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

เมื่อเข้าไปภายในส่วนพระที่นั่งองค์ใต้ หรือส่วนที่เป็นห้องของท้องพระโรง จะเห็นโต๊ะเก้าอี้ที่จัดไว้รับแขกของกองทัพเรือ แต่ส่วนที่ฉันประทับใจคือพระบรมฉายาลักษณ์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แขวนอยู่สุดห้อง นี่คือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าตากสินมหาราช โดยผศ.ธณฤษภ์ ทิพย์วารี อาจารย์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่วาดด้วยสีน้ำมัน เทคนิคการวาดจะออกแนวยุโรป เพราะเป็นภาพวาดยุคหลังแล้ว ส่วนเค้าโครงพระพักตร์ของพระองค์ อาจารย์ใช้อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินที่วงเวียนใหญ่เป็นแบบ

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

03

เมื่อเดินต่อมาที่เก๋งจีนคู่หลังเล็ก ข้างในจะพบอาวุธจากสมัยกรุงธนบุรีมากมายหลายชนิด ชิ้นที่โดดเด่นคือปืนคาบศิลาที่มีความยาวจากด้ามจับถึงปากกระบอกถึง 145 เซนติเมตร

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

กรุงธนบุรีนั้นติดต่อกับต่างประเทศหลากหลาย หนึ่งในหลักฐานยืนยันคือเหล่าดาบญี่ปุ่นที่เป็นเครื่องราชบรรณาการ ดาบที่สวยสุดซึ่งจัดแสดงอยู่ในห้องนี้คือดาบญี่ปุ่นคร่ำทองที่ประดับด้วยลวดลายลงรักปิดทองทั่วทั้งฝัก เป็นศิลปะผสมผสานไทยญี่ปุ่นที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ดี

ในตู้เดียวกันกับดาบญี่ปุ่นมีดาบจตุลังคบาท เป็นดาบเล่มใหญ่ที่ตั้งชื่อตามผู้ใช้ นั่นคือทหารผู้มีหน้าที่ปกป้องเท้าช้างทั้งสี่เท้าไม่ให้ศัตรูเข้ามาล้มช้างได้ สังเกตที่ด้ามดาบแล้วเห็นว่าเป็นงาช้าง เวลาทำความสะอาดดาบเหล่านี้น่าจะเหนื่อยมาก เพราะงาช้างเป็นของหนักเอาการ คาดว่าคนสมัยก่อนตัวใหญ่กว่าพวกเราเยอะ ทำให้พวกเขาใช้งานดาบที่ทั้งใหญ่ทั้งหนักเหล่านี้ได้

ข้างๆ กันกับดาบจตุลังคบาทมีดาบหัวช้างวางอยู่ โดยรวมแล้วดาบนี้มีลักษณะคล้ายกับดาบจตุลังคบาท แค่ต่างกันตรงที่ปลายสุดของดาบจะตัดเป็นทรงเหมือนหัวช้าง ดูๆ ไปแล้วออกแนวน่ารักและใช้ยากมากกว่าจะดีต่อการรบ

04

ออกจากเก๋งหลังเล็กแล้ว เดินเข้าเก๋งจีนคู่หลังใหญ่ต่อเลย ข้างในเก๋งนี้จะเล่าเรื่องการติดต่อค้าขายในสมัยกรุงธนบุรี แต่ก่อนจะหันไปดูวัตถุที่จัดแสดงอยู่เต็มห้อง สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาฉันคือแผนที่ซึ่งแขวนอยู่ทางซ้ายมือของฉัน สิ่งนี้คือแผนที่ของสายลับพม่าที่เข้ามาเป็นไส้ศึกได้เก็บข้อมูลแล้ววาดเอาไว้ ถ้าดูใกล้ๆ จะเห็นความละเอียดขนาดรู้ว่าโรงช้าง โรงม้า และพระราชฐานชั้นใน อยู่ตรงไหนบ้าง โชคดีที่พม่าเกิดปัญหาภายในประเทศเสียก่อน แผนที่นี้เลยไม่ได้ใช้งาน

อีกฝั่งหนึ่งของเก๋งใหญ่มีแผนที่อีกแผ่นหนึ่ง นี่คือแผนที่ของแต้เฮอ (หรือที่เราคุ้นกันในชื่อเทพเจ้าซำปอกง) นักเดินเรือผู้เชี่ยวชาญของจีน พอดูแล้วจะเห็นว่าแผนที่เป็นลักษณะยาวๆ วาดเพียงแค่ส่วนชายฝั่งทั้งหมด สาเหตุเพราะแต้เฮอเดินทางโดยไม่มีเข็มทิศ เขาจึงสำรวจโลกด้วยการแล่นเรือติดชายฝั่งไปเรื่อยๆ จากจีนมาถึงเวียดนาม สยาม เลยไปถึงอินเดียเลย

05

รู้หรือไม่ว่าพระเจ้าตากสินมหาราชเคยพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์ไว้ถึง 4 ตอน นี่คือสาเหตุที่ในเก๋งหลังใหญ่มีตัวอย่างการแสดงรามเกียรติ์ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานรินจำลองไว้ด้วย

06

เมื่อเดินออกมาจากเก๋งจีนทั้งสองหลังแล้ว ก่อนจะเดินไปดูส่วนอื่นของวัง ขอแนะนำให้หันกลับไปดูเก๋งทั้งคู่สักนิด ในขณะที่เก๋งหลังเล็กออกแบบอย่างจีนล้วนๆ เก๋งหลังใหญ่ซึ่งสร้างในภายหลังได้ผสมศิลปะไทยเข้าไปด้วย ส่วนน่าสนใจอยู่ที่ลวดลายบนหน้าจั่วของเก๋งจีนคู่หลังใหญ่ ที่มีรูปค้างคาวกับเหรียญอยู่ ตามคติจีนค้างคาวเป็นสัตว์นำโชคตัวหนึ่ง เพราะชื่อที่พ้องเสียงกับคำมงคลในภาษาจีน

07

หนึ่งในสิ่งที่พลาดไม่ได้แบบสุดๆ ของที่นี่คือศาลศีรษะปลาวาฬ ซึ่งสันนิษฐานว่ามีมาแต่เก่าก่อนแล้ว ปลาวาฬในที่นี้หมายถึงวาฬบรูด้าที่เคยมาเกยตื้นตายแถวบริเวณนี้จนซากเน่าเปื่อยเหลือแต่กระดูก ผู้คนก็นำมาบูชา โดยเชื่อว่าจะช่วยให้หาปลาได้สำเร็จตามเป้าหมาย คาดว่าแต่ก่อนมีกระดูกครบทั้งตัว แต่ศาลที่ฉันยืนดูอยู่ตอนนี้เหลือเพียงกระดูกศีรษะ ซึ่งเป็นส่วนที่ขุดเจอบริเวณใต้ศาลพระเจ้าตากสินที่ตั้งอยู่ข้างกัน และเมื่อขุดค้นพบว่ามีฐานของศาลบางอย่างอยู่ในบริเวณ จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศาลบูชาวาฬนี่เอง ทำให้เกิดการตั้งศาลขึ้นอีกครั้ง

08

เก๋งทรงอเมริกันสูง 2 ชั้น คืออาคารที่อยู่อาศัยหลังสุดท้ายภายในบริเวณวังเดิม เพราะเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว อาคารตกแต่งด้วยสีเขียวอ่อน เพราะเป็นสีของความสูงศักดิ์ในสมัยนั้น บนหน้าจั่วมีสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวประดับอยู่ ตอนนี้อาคารปิดปรับปรุง แต่ในอนาคตจะเปิดชั้นสองเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้บัญชาการทหารเรือคนแรก รวมถึงทรงเป็นผู้คิดตำราปืนใหญ่ของไทย ทำให้ด้านหน้าของเก๋งแห่งนี้มีปืนใหญ่ตั้งอยู่ ปืนใหญ่นี้เป็นปืนแบบเดียวกับที่ติดตั้งอยู่บนเรือรบ สมัยที่วังเดิมกลายเป็นโรงเรียนนายเรือ ปืนใหญ่กระบอกนี้เป็นเครื่องมือใช้ฝึกของเหล่านักเรียน ให้ลองหมุนลองหันให้คล่องมือ ก่อนจะไปใช้ปืนใหญ่จริงๆ บนเรือ

09

อีกฝั่งหนึ่งของสนามหญ้าสีเขียวชอุ่มมีเรือนเขียวตั้งอยู่ข้างเนินดินที่คนในบริเวณเรียกกันว่า เขาดิน เรือนเขียวเคยเป็นห้องพยาบาล ซึ่งตั้งขึ้นหลังจากวังเดิมกลายเป็นโรงเรียนนายเรือแล้ว เพราะเมื่อมีโรงเรียนทหาร ก็ต้องมีห้องรักษาพยาบาลเตรียมไว้เผื่อบาดเจ็บ ปัจจุบันอาคารนี้ใช้รับแขกและชมวีดีทัศน์ แต่แค่เข้าไปดูความสวยงามของตัวอาคารที่ทำจากไม้ทั้งหมดก็คุ้มค่าแล้ว

10

ก่อนกลับอย่าลืมแวะจุดสำคัญอีกส่วนที่อยู่นอกกำแพงวัง นั่นคือป้อมวิไชยประสิทธิ์ ป้อมนี้ตั้งชื่อตามผู้ควบคุมการก่อสร้าง คือคอนสแตนติน ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชเยนทร์นั่นเอง ป้อมนี้ใช้เป็นด่านเก็บภาษีปากเรือในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ โดยจะมีโซ่ขนาดใหญ่ยักษ์ล่ามจากป้อมนี้ข้ามไปยังป้อมที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนราชินี เมื่อใครจ่ายภาษีแล้วก็จะปล่อยให้เรือผ่านไปโดยการหย่อนโซ่ลงใต้น้ำ โซ่ที่ว่านี่เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (วังหน้า) ใครอยากรู้ว่าใหญ่ขนาดไหนก็ลองไปดูได้

เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชเดินทัพจากจันทบุรีมาถึงป้อมแห่งนี้ มองเห็นว่าเป็นสมรภูมิที่ดี จึงขึ้นบกมายึดและเปลี่ยนชื่อเป็นป้อมวิไชยประสิทธิ์ หน้าที่หลักของป้อมเป็นการสอดส่องและป้องกันข้าศึกเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

พระราชวังกรุงธนบุรี หรือ วังเดิม

สิ่งที่พลาดไม่ได้ของป้อมนี้ คือปืนใหญ่สมัยใหม่ 4 กระบอกซึ่งหันหน้าเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา นี่คือปืนใหญ่สำหรับยิงสลุตในงามเฉลิมฉลองใหญ่ๆ ต่างๆ เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษาของบุคคลในราชวงศ์ ทุกวันนี้ก็ยังใช้งานเสมอ ที่นี่เป็นตัวแทนของกองทัพเรือ ในขณะที่กองทัพบกจะยิงที่สนามหลวง และกองทัพอากาศจะยิงที่ดอนเมือง ทั้งสามกองทัพจะยิงพร้อมกัน โดยใช้ปืน 4 กระบอกยิงวนไปเรื่อยๆ จนครบ 21 นัด

พระราชวังเดิมตั้งอยู่ที่เลขที่ 1 ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600

เปิดให้เข้าชมโดยไม่ต้องขออนุญาตตั้งแต่ 14 ถึง 28 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00-15.30 น.

วิธีการเดินทาง จะเข้าจากประตูใหญ่ริมถนนอรุณอมรินทร์ที่เขียนว่ากองทัพเรือ แล้วเดินอ้อมกำแพงวังมาเข้าประตูสามสมอทางริมน้ำก็ได้ หรือจะนั่งเรือข้ามฟากจากท่าเตียนมาลงท่าวัดอรุณฯ แล้วเดินต่อมาก็ได้  

ขอขอบคุณข้อมูลและความช่วยเหลือจาก พลเรือตรีหญิงอารยา อัมระปาล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ, วราวุธ เสมาเงิน เจ้าหน้าที่กราฟิก และศุภวรรณ ชวรัตนวงศ์ หัวหน้าสำนักงานและวิชาการ จากมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

8 กุมภาพันธ์ 2566
111

“เธอ ไปโมร็อกโกกันดีกว่า สวิตเซอร์แลนด์หน้าหนาวมันน่าเบื่อ จากสวิตเซอร์แลนด์บินไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ไปกับ Easy Jet เป็น Low Cost Airline ไม่แพง เที่ยวที่นี่ถูกกว่ายุโรปด้วย” คุณแฟนชาวสวิสเอ่ยชวนขึ้น

“อืม ก็ได้นะ อยากไปทะเลทรายซาฮาราเหมือนกัน เราไปนอนแคมป์กลางทะเลทรายซาฮารากันดีกว่า ได้ยินชื่อมาตั้งแต่เรียนตอนเด็ก อยากจะไปเห็นกับตาตัวเองซักที”

“ฉันอยากไป Jardin Majorelle พิพิธภัณฑ์ของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ (Yves Saint-Laurent) ที่เมืองมาร์ราเกชด้วย”

“มีพิพิธภัณฑ์ของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ ที่โมร็อกโกด้วยเหรอ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย โอเค ๆ ไปกัน”

ด้วยประโยคเชิญชวนของแฟนนี้ จึงเป็นที่มาของ Road Trip 20 วันในประเทศโมร็อกโกของเรา หลังจากตกลงปลงใจว่าจะไปกันเรียบร้อยแล้วนั้น เราก็เริ่มจองตั๋วเครื่องบิน ทำการบ้าน หาข้อมูล จองที่พัก เช่ารถล่วงหน้ากันเสร็จสรรพ ซึ่งทริปนี้เราบินไป-กลับจากเมืองบาเซิล (สวิตเซอร์แลนด์)-เมืองมาร์ราเกช (โมร็อกโก)

การเดินทางจากเมืองบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ไปยังสนามบินในเมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ใช้เวลาเดินทางแค่ 3 ชั่วโมงครึ่ง จากสวิตเซอร์แลนด์มาโมร็อกโกความแตกต่างจึงบังเกิด ถือเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น สวยงาม และน่าจดจำมากเลยทีเดียว

เริ่มต้นกันที่เมืองมาร์ราเกช เมืองใหญ่อันดับ 4 ของโมร็อกโก 1 ใน 4 เมืองอิมพีเรียล และเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคมาราเกช-ซาฟี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเชิงเขาของเทือกเขาแอตลาสในทวีปแอฟริกา

เมืองนี้ถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวมากมาย เพราะมีจุดเด่นและเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัวมาก ทั้งสถาปัตยกรรม อาหารการกิน รวมถึงการใช้ลาเป็นพาหนะขนของ ซึ่งวิ่งปะปนกับรถยนต์ จักรยานยนต์ จักรยาน และรถอื่น ๆ บนท้องถนนเป็นเรื่องปกติ บอกเลยว่าตัดภาพจากสวิตเซอร์แลนด์มาโมร็อกโกก็จะมีความงง ๆ นิดหนึ่ง

จากสนามบินเดินทางไปยังตัวเมืองก็จะเริ่มเห็นรถม้าพานักท่องเที่ยววิ่งชมเมือง ถือว่าธรรมดา ยังไม่แปลก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

พอแอร์พอร์ตบัสเริ่มขับเข้ามาในตัวเมืองเรื่อย ๆ อ้าว! อันนี้ไม่ใช่รถม้าที่พานักท่องเที่ยวนั่งชมเมืองแต่อย่างใด แต่คือรถลากด้วยลาที่ใช้ขนของ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตปกติของชาวมาร์ราเกช พวกเขาจะวิ่งกันอยู่บนถนนเส้นเดียวกันกับที่รถต่าง ๆ วิ่งอยู่นั่นแหละ

พอเข้ามาในย่านตัวเมือง เราได้เห็นบ้านโมร็อกโกแบบดั้งเดิม กำแพงขนาดใหญ่และประตู ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นได้ รวมถึงการใช้ลาเป็นพาหนะขนของด้วย

นี่คือลานะคะ ไม่ใช่ม้า เมืองนี้เขายังใช้ลาเป็นพาหนะเป็นเรื่องปกติ สังเกตว่าลาตัวเล็กกว่าและมีราคาถูกกว่า

ลาถูกเลี้ยงครั้งแรกเมื่อประมาณ 6,000 ปีที่แล้ว ในแอฟริกาเหนือและอียิปต์ เพื่อกินเนื้อและนม จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว ลาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ใช้บรรทุกผ้าไหมจากมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตามเส้นทางสายไหมเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ต่อมา สิ่งที่ขาดไม่ได้ของการมาเที่ยวเมืองมาร์ราเกชคือการเดินตลาด ไม่ว่าจะเป็น Souks ตลาดสด และ Traditional Bazaars ตลาดแบบดั้งเดิม เราได้เห็นความงดงามของตรอกซอกซอยและตลาดขายของที่ระลึก ของกระจุกกระจิก เสื้อผ้า รองเท้า บอกได้เลยว่าสินค้าเหล่านั้นดูน่าสนใจไปหมด ทั้งเรื่องสีสัน พรม ผ้าทอ โดยเฉพาะเครื่องเทศนานาชนิด และถ้วยชามที่มีเอกลักษณ์การออกแบบอย่างสวยงามที่วางขายกันละลานตา

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

การเจอลาวิ่งอยู่ในตลาดเป็นเรื่องปกติมาก รวมไปถึงจักรยานและมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งปะปนอยู่กับคนเดินเท้าในตรอกซอกซอยของตลาดแคบ ๆ เพราะฉะนั้น เวลาเดินต้องคอยระวังหรือคอยหลบเขาด้วย

หนึ่งในสาเหตุที่ชาวมาร์ราเกชยังใช้ลาเป็นพาหนะในการบรรทุกข้าวของ โดยเฉพาะในตัวเมืองเก่า (Old Town) และในตลาดหรือที่เรียกว่าเมดินา (Medina) เพราะถนนในเมดินาแคบและเล็ก อีกทั้งยังมีการก่อสร้างปรับปรุงอยู่ตลอด การใช้ลาเป็นพาหนะขนส่งสิ่งของรวมถึงวัสดุก่อสร้าง จึงสะดวกสำหรับชาวเมืองนี้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในตลาดมีแผงขายเครื่องเทศสีสันสดใสมากมาย ซึ่งเครื่องเทศถือเป็นสัญลักษณ์ของอาหารโมร็อกโกแท้ ๆ นอกจากทำให้อาหารน่ารับประทาน ยังเป็นที่รู้จักในการใช้เป็นยาอีกด้วย โดยเครื่องเทศ 10 ชนิดที่สำคัญที่สุดสำหรับอาหารโมร็อกโก ได้แก่ พริกป่น อบเชย ขมิ้น ขิง พริกไทยดำ โป๊ยกั๊ก เมล็ดยี่หร่า ปาปริก้า และหญ้าฝรั่น ซึ่งถือเป็นสุดยอดเครื่องเทศที่แพงที่สุดในโลก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จากเรื่องลามาถึงเรื่องอาหารโมร็อกโกที่อยากพูดถึงกันบ้าง เพราะส่วนตัวชอบและรู้สึกว่าอร่อยมาก ในตลาดมีร้านอาหารท้องถิ่นให้เลือกทานเยอะแยะ

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จานนี้คือ ‘Tagine’ (ทาจีน) เป็นอาหารท้องถิ่น ตุ๋นมาในจานดินเผาทรงกลมแบบดั้งเดิม มีฝาปิดรูปกรวยที่ใช้สำหรับกักเก็บความร้อนและรสชาติ ใช้ตุ๋นเนื้อสัตว์และผักจนนุ่ม มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ โดยเครื่องเทศที่ใช้ปรุงทาจีน ได้แก่ พริกไทยดำ ขิง ปาปริก้า และขมิ้น นอกจากเนื้อสัตว์ยังมีพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเลนทิลและถั่วชิกพี ก็ยังนิยมใส่เป็นส่วนผสมของทาจีน รวมไปถึงผักที่มีประโยชน์อย่างฟักทอง มันฝรั่ง และแคร์รอต เหล่านี้ก็จะใส่ลงไปเพื่อเพิ่มรสเค็ม โดยเราสั่งได้ว่าจะเอาทาจีนผัก มังสวิรัติ เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือไก่ จานนี้ทานกับมันฝรั่งปรุงรสด้วยเครื่องเทศแล้วอร่อยดี แต่ประเทศนี้เขาเป็นมุสลิม เลยไม่มีหมูค่ะ

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จานนี้ชื่อว่า ‘Couscous’ (คูสคูส) เป็นอีกหนึ่งอาหารหลักของชาวโมร็อกโก และเป็นอาหารแบบดั้งเดิมของแอฟริกาเหนือ ที่เห็นคล้าย ๆ เมล็ดข้าว คือเมล็ดแป้งสาลีนึ่ง ทานกับสตูเนื้อสัตว์และผัก เสิร์ฟพร้อมขนมปัง มะกอก และสลัดสไตล์โมร็อกโก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

  และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘Moroccan Mint Tea’ หรือเรียกว่า ชามินต์โมร็อกโก เป็นชาเขียวของแอฟริกาเหนือ ปรุงด้วยใบสเปียร์มินต์และน้ำตาลที่เขาเอาไว้เสิร์ฟเพื่อต้อนรับแขกตามธรรมเนียม บอกเลยว่าชาวโมร็อกโกนิยมดื่มชามาก เรียกได้ว่าดื่มกันทั้งวัน ถ้ารู้สึกว่าชาขมไปก็ใส่น้ำตาลแบบก้อนเพิ่มลงไปได้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

อิ่มท้องแล้วก็ไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ของ Yves Saint-Laurent ซึ่งเป็นจุดหมายปลายของคุณแฟน

Jardin Majorelle หรือ Majorelle Garden จริง ๆ แล้วไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ซะทีเดียว แต่มีลักษณะคล้ายบ้านสวนมากกว่า สถานที่นี้ได้รับการออกแบบโดยศิลปินชาวฝรั่งเศสชื่อ Jacques Majorelle จิตรกรหนุ่มผู้ทะเยอทะยานที่ถูกส่งไปอยู่ที่โมร็อกโกราวปี 1917 เพื่อพักฟื้นจากอาการป่วยหนัก และเมื่อเขาเดินทางมายังมาร์ราเกช เขาก็ตกหลุมรักสีสันที่สดใสและชีวิตตามท้องถนน จนตัดสินใจตั้งถิ่นฐานถาวรที่เมืองนี้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในปี 1923 หลังจากที่ Jacques Majorelle แต่งงาน เขาซื้อที่ดินขนาด 4 เอเคอร์ซึ่งตั้งอยู่ริมสวนปาล์ม แล้วสร้างบ้านในสไตล์โมร็อกกัน และค่อย ๆ ซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 เอเคอร์ ในบริเวณรอบที่พัก จากนั้นเริ่มปลูกสวนที่เขียวชอุ่มที่เขาถือว่า เป็น ‘ห้องทดลองทางพฤกษศาสตร์’ โดยเริ่มปลูกพืชและเก็บตัวอย่างต้นไม้แปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลกมารวมไว้

ต่อมาสวนแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Jardins Majorelle’ หรือ ‘Majorelle’ เขาอุทิศตนเพื่อพัฒนาสวนแห่งนี้เป็นเวลาเกือบ 40 ปีจนกลายเป็นผลงานสำคัญของชีวิต 

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในช่วงชีวิตของเขา Majorelle มีชื่อเสียงในฐานะจิตรกรชาวตะวันออกผู้โด่งดังด้วยเฉดสีพิเศษของสีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม เขาได้รับแรงบันดาลใจจากกระเบื้องสีที่เคยเห็นรอบเมืองมาร์ราเกชและในบ้านที่ถูกไฟไหม้ของชาวเบอร์เบอร์ (ชนพื้นเมืองของประเทศโมร็อกโก) ซึ่งต่อมาการออกแบบลักษณะนี้ได้รับชื่อตามเขาว่า ‘Bleu Majorelle’ อีกทั้งยังมีการจดสิทธิบัตรสีในชื่อของเขาเอาไว้ด้วย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

แล้วบ้านสวนแห่งนี้เกี่ยวอะไรกับ Yves Saint-Laurent 

เนื่องจากบ้านสวนแห่งนี้มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงมาก ในปี 1947 Majorelle จึงเปิดสวนให้คนทั่วไปเข้าชมโดยคิดค่าเข้า แต่ต่อมาหลังจากการหย่าร้างในปี 1950 Majorelle ก็ถูกบังคับให้ขายบ้านและที่ดิน บ้านสวนแห่งนี้จึงถูกละเลยและทรุดโทรมลง จนในปี 1980 Yves Saint-Laurent และ ปิแอร์ แบร์เก (Pierre Bergé) ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศสผู้เป็นทั้งคู่รักและพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจมาถึงโมร็อกโกครั้งแรกในปี 1966 จึงซื้อ Jardin Majorelle เอาไว้เพื่อช่วยไม่ให้ที่นี่ถูกทำลาย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ เคยกล่าวไว้ว่า Jardin Majorelle มอบแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้กับเขา และเขาก็มักฝันถึงสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ ในปี 2008 หลังจากที่เขาเสียชีวิต เถ้ากระดูกของเขาก็ถูกโรยไว้ที่สวน Majorelle แห่งนี้ด้วย

ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา มูลนิธิ Pierre Bergé-Yves Saint Laurent ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรของฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นเจ้าของบ้านสวนแห่งนี้ และตั้งแต่ปี 2011 ก็ได้รับการจัดการโดยมูลนิธิ Jardin Majorelle ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยมี Pierre Bergé เป็นผู้อำนวยการของ Garden’s Foundation จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 2017

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต
ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

ใน Jardin Majorelle ยังมีหอแสดงเรื่องราวและประวัติของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ รวมถึงมีผลิตภัณฑ์โมร็อกโกแบบดั้งเดิมจัดแสดงและวางจำหน่าย โดยเป็นผลิตภัณฑ์ทำมือโดยช่างฝีมือชาวโมร็อกโกที่ดีที่สุด ใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูงสุด และประณีตที่สุด มีการผสมผสานการใช้สีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Majorelle และตกแต่งภายในด้วยสีสันสดใส เพื่อแสดงความเคารพโดยตรงต่อดีไซเนอร์ชื่อดัง เนื่องจากผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากสีสันของเมืองมาร์ราเกชแห่งนี้

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

สำหรับเมืองมาร์ราเกช อย่างแรกต้องบอกเลยว่าการจราจรในเมืองถือเป็นสิ่งที่แปลกตาสำหรับเรามาก นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นการใช้ลาเป็นพาหนะขนของ ซึ่งยังมีอยู่จริงในทวีปแอฟริกา ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังเรื่อง อะลาดิน หรือย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีที่แล้วก็ว่าได้

การได้มาเยือนเมืองนี้จึงถือเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง ตื่นเต้น และสนุกสนานมาก รวมถึงเรื่องของความสวยงาม สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สีสันที่โดดเด่นของสถานที่อย่าง Jardin Majorelle บ้านสวนที่มีต้นไม้นานาชนิด ตั้งแต่ต้นส้ม กระบองเพชรนานาพันธุ์ ไปจนถึงต้นไผ่จากเอเชีย ทำให้สถานแห่งนี้มีเสน่ห์ดึงดูดให้คู่รักดีไซเนอร์ระดับโลกต้องซื้อเอาไว้ และเป็นสถานที่แห่งแรงบันดาลใจที่นำมาสู่ผลงานแฟชั่นระดับโลกมากมาย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

ท่ามกลางการจราจรอันแปลกตา น้องลาที่วิ่งอยู่บนถนน ผสมผสานสีสันของสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว ทำให้มาร์ราเกชไม่เหมือนกับเมืองไหนที่เราเคยเดินทางผ่านมาเลยก็ว่าได้

จริง ๆ แล้วโมร็อกโกเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม มีสถานที่น่าสนใจ รวมถึงมีทะเลทรายซาฮารา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Dream Destination ของเรา ประสบการณ์และความสนุกสนานในมาร์ราเกชจึงเป็นแค่จุดเริ่มต้นของ Road Trip 20 วันที่ประเทศโมร็อกโกของเราเท่านั้น!

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พรพิไล คงเกตุ มูเมนทาเลอร์

พรพิไล คงเกตุ มูเมนทาเลอร์

ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นฟรีแลนซ์ นักแปล นักเขียนอิสระ รับจ้างเลี้ยงแมว ผู้ชื่นชอบในการท่องเที่ยวและถ่ายภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load