ตามไปดูเชฟสาวอายุ 20 กว่าๆ เล่าประวัติศาสตร์วังหน้า ช่วงที่เกิดก่อนเธอเกือบ 200 ปี ผ่านอาหาร 1 มื้อ

โครงการ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คณะทำงานนำทีมโดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน เล่าประวัติศาสตร์วังหน้าด้วยวิธีแปลก ใหม่ และสด

คุณใหม่บอกว่า “อยากให้มองประวัติศาสตร์วังหน้าจากหลากหลายมิติ” คุณใหม่จึงเชิญคนเก่งจากสารพัดวงการ ทั้งศิลปิน ช่างเขียนรูป นักพัฒนาแอปพลิเคชัน นักพฤกษศาสตร์ นักร้องประสานเสียง นักทำหนัง ร็อกเกอร์ เชฟ สถาปนิก นักภาษาศาสตร์ ฯลฯ มาดูร่องรอยประวัติศาสตร์สำคัญช่วงหนึ่งของชาติไทย แล้วสร้างชิ้นงานตามความถนัด

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

เชฟที่คุณใหม่ไว้วางใจให้ทำงานนี้คือ เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ Top Chef Thailand คนแรกของประเทศไทย (เป็นผู้เข้าแข่งขันที่อายุน้อยที่สุดในตอนนั้น) ด้วยวัยเพียง 26 ปี เชฟตามตั้งใจเล่าเรื่องประวัติศาสตร์วังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์จากมุมมองของเชฟรุ่นใหม่ ผ่านวัฒนธรรมของอาหารชาววัง หรือที่สมัยก่อนเรียกกันว่า ‘กับข้าวเจ้านาย’

ผู้เข้าชมโครงการวังหน้านฤมิตฯ จะได้รับอาหารตำรับโบราณห่อเล็กๆ ฝีมือเชฟตาม สำหรับนำกลับบ้านพร้อมสูตรอาหาร ซึ่งมีทุกวันตลอดนิทรรศการ ตามด้วยไฮไลต์ในวันที่ 27 เมษายน 2562 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คือการจัดเลี้ยงมื้อพิเศษในรูปแบบ Chef’s Table เชฟตามรังสรรค์อาหารจานใหม่จากตำรับเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 19 ส่วนเมนูจะมีอะไรบ้าง มาชิมกันได้ในทริป Walk with The Cloud 16 : วังหน้านฤมิตฯ ในวันนั้น

การทำอาหารเลี้ยงแขกหลายสิบคนว่ายากแล้ว ยังต้องเล่าประวัติศาสตร์ผ่านอาหารให้ได้อีก ลองมาฟังเชฟตามว่า เธอคิดอะไร และค้นพบอะไรเกี่ยวกับ ‘เพื่อนร่วมอาชีพ’ ยุคเกือบ 2 ศตวรรษที่แล้ว

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

อินเตอร์แท้แต่โบราณ

โจทย์คือ ทำอาหารที่เล่าประวัติศาสตร์วังหน้า ดังนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นอาหาร ‘ชาววัง’ ไม่ใช่อาหารชาวบ้าน

เชฟตามเล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำงานว่า “เริ่มจากตอนเข้าไปที่วังหน้า เพื่อเข้าไปเห็นและสัมผัสบรรยากาศ ตอนนั้นก็คิดไปไกลมากเลยว่าจะใช้กลิ่นของอาหารสมัยก่อน กลิ่นเขาน่าจะเป็นประมาณไหน ก็เริ่มศึกษาตำราอาหารโบราณสมัยรัชกาลที่ 4 แล้วตันมาก เพราะไม่มีสูตรอาหารที่แน่นอนว่ามาจากช่วงนี้เป๊ะๆ พยายามค้นแค่ไหนก็ได้เป็นบันทึกของฝรั่ง เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ที่ได้ไปเข้าเฝ้าฯ และได้ทานอาหารที่วังหน้า เขาก็บันทึกไว้ว่าได้ทานอาหารอะไร ส่วนใหญ่เป็นอาหารฝรั่ง มีอาหารไทยไม่กี่อย่าง ก็เลยรู้ว่าความนิยมชมชอบในของที่เป็นตะวันตกของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวครอบคลุมไปถึงอาหารด้วย”

จุดเด่นข้อหนึ่งที่เชฟตามศึกษาและเลือกสื่อสารผ่านอาหารของเธอคือ ความ ‘อินเตอร์’ ของอาหารชาววัง

อาหารชาววังมีพัฒนาการที่น่าสนใจ เชื่อมโยงกับสภาพสังคมของสยามในแต่ละช่วง อาจารย์สุนทรี อาสะไวย์ ระบุไว้ในงานวิจัย กำเนิดและพัฒนาการของอาหารชาววังกับการเป็นทุนวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวบนตัวเกาะรัตนโกสินทร์ ตอนหนึ่งสรุปได้ว่า บันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องการทำอาหารชาววัง ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 6 มีทั้งหมด 4 ตำรับ ได้แก่

  1. ตำรับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 2
  2. ตำรับท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 5
  3. ตำรับหม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์ (บุนนาค) – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นกัน
  4. ตำรับท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร (ไกรฤกษ์) – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 6

สตรีสูงศักดิ์ทั้งสี่นี้เป็นเจ้าของตำรับอาหารที่บ่งบอกพัฒนาการอาหารชาววังอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่ตำรับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ ที่ยังคงตำรับอาหารดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ก็มีลักษณะ ‘อาหารนานาชาติ’ เช่น จีน แขก มอญ ลาว เขมร และญวน ให้เห็น ส่วนตำรับของท่านผู้หญิงเปลี่ยนและหม่อมส้มจีนมีจุดเด่นสำคัญคือ มีอิทธิพลของอาหารฝรั่ง และมาเปลี่ยนอีกครั้งในตำราของท่านผู้หญิงกลีบในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่เห็นอิทธิพลของอาหารจีนเด่นชัดเป็นพิเศษ

อย่างที่บอกว่า ตำรับอาหารชาววังสะท้อนสภาพสังคมสยามในแต่ละช่วงได้ดี

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

ตำรับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ ปรากฏหลักฐานในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่รัชกาลที่ 2 พระราชนิพนธ์เพื่อชมฝีมือทำกับข้าวของพระอัครมเหสี (คือสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ) สะท้อนความ ‘สารพัดวัฒนธรรม’ ในครัวชั้นสูงยุคต้นรัตนโกสินทร์ เพราะกล่าวถึงชื่ออาหารและเครื่องปรุงที่ไม่ใช่ของท้องถิ่นของสยาม เช่น แกงมัสมั่น ลุดตี่แกงไก่ ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ (อาหารอินเดีย) ตับเหล็กลวก รังนกนึ่ง ขนมจีบ (อาหารจีน) และระบุชื่อน้ำปลาญี่ปุ่น ลูกพลับจีน ยี่หร่า ฯลฯ ที่ล้วนแต่เป็นเครื่องปรุงอาหารต่างชาติ

“ตอนค้นคว้า ไปเจอพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เล่าเรื่องอาหารและขนม พอได้ฟังเพลงนี้ก็ อ๋อ นี่คือวิธีการที่เขาบันทึก เขาไม่ได้เขียนเป็นสูตรอาหาร แต่ว่าเป็นการร้องเพลง เหมือนเล่าเรื่องผ่านเพลง ตามคิดว่าพอยิ่งค้นคว้าก็พบว่าเรื่องอาหารมีอะไรมากกว่าสูตร แต่เหมือนเป็นไดอารี่ของคนเขียนสูตรอาหาร” เชฟตามเล่า

ตำรับของท่านผู้หญิงเปลี่ยนในยุครัชกาลที่ 5 ปรากฏอิทธิพลอาหารจากสายสกุลของท่านและสามี (สกุลบางช้าง ชูโต และบุนนาค) คืออาหารมอญและแขกเปอร์เซีย และมีอาหารจีนและฝรั่ง เพราะช่วงนั้น (รัชกาลที่ 4 – 5) ชาวจีนและฝรั่งตะวันตกกำลังมีบทบาทสำคัญในสังคมสยาม

ตำรับหม่อมส้มจีนเน้นแกงและกับข้าว เช่น แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ แกงเผ็ด และมีเนื้อสัตว์ป่าประกอบมากกว่าตำรับของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ซึ่งอาจเป็นเพราะหม่อมส้มจีนท่านชำนาญอาหารประเภทนี้เป็นพิเศษ และเป็นจานโปรดของสามีท่าน (พระยาราชานุประพันธ์) และสมาชิกในครอบครัว

ในขณะที่ตำรับสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ท่านผู้หญิงกลีบเขียนมีอิทธิพลอาหารจีน อาจารย์สุนทรี อาสะไวย์ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเพราะสกุลไกรฤกษ์ของท่านผู้หญิงกลีบเป็นสกุลชาวจีน และในสมัยนั้น อิทธิพลชาวจีนในสังคมไทยเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ บางส่วนเลื่อนฐานะเป็นชนชั้นสูงในสังคมไทยมากยิ่งกว่าช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ชาวไทยเชื้อสายจีนเข้ารับราชการในพระบรมมหาราชวังมากขึ้น ส่งผลให้อาหารจีนหลายอย่างถูกปรุงขึ้นโต๊ะของชนชั้นสูง

“สิ่งที่ตามอยากสื่อคือเรื่องราวของคนสมัยก่อน เรื่องราวของผู้หญิงสมัยนั้น ตำราอาหารเป็นเหมือนไดอารี่ของเขา เขาเขียนไว้หมดว่าทำไมทำสูตรนี้ช่วงนี้ เป็นเพราะช่วงนี้มีวัตถุดิบนี้เยอะ หรือช่วงนี้อากาศร้อนเป็นพิเศษ เขาจะจดไว้หมดเลย ก็อยากให้คนเข้าใจเรื่องราววิถีชีวิตสมัยนั้น” เชฟตามสรุป

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

น้ำพริกแห้งและ Chef’s Table

หากไม่ว่างไปชิม Chef’s Table วันที่ 27 เม.ย. ไม่ต้องเสียใจ เพราะเชฟตามเตรียม ‘น้ำพริกแห้ง’ ที่บรรจุเรื่องราวและกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ยุครัชกาลที่ 4 – 5 พร้อมสูตรอาหารไว้ให้นำกลับบ้าน จะไปชมงานวันไหนก็ได้รับของขวัญห่อเล็กๆ นี้

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

“เมนูที่เลือกมาทำเนี่ย ตอนเจอสูตรแปลกใจมาก เพราะมาจากตำรา แม่ครัวหัวป่าก์ ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ท่านใช้ปลาแซลมอนมาทำน้ำพริก เราก็ เฮ้ย การใช้ของจากประเทศอื่นมาทำอาหารเป็นการบอกลักษณะของสังคมช่วงวังหน้าในสมัยนั้นได้ดีมาก เลยคิดว่าตำรับนี้น่าจะเหมาะสมมากที่สุด” เชฟตามกล่าวถึงน้ำพริกแห้งที่เตรียมไว้ให้ผู้ชมนิทรรศการ

“เป็นการดัดแปลงจากหลนปลาแซลมอนกระป๋อง เชื่อไหมว่าเขาใช้ปลาแซลมอนกระป๋องมาทำหลน ก็ไม่คิดว่าคนไทยจะใช้ปลาแซลมอนกระป๋อง จนมาเจอจากสูตรยุคนั้นจริงๆ เขาคงใส่เรือมากับการค้าขายในยุคนั้น” เชฟตามกล่าว

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

คนทำอาหารในครัวบ้านตั้งแต่สมัยโบราณจนปัจจุบันยังนิยมทำกับข้าวโดยใช้ความชำนาญ กะด้วยสายตา ใส่เกลือหยิบมือหนึ่ง โน่นอีกช้อน นี่อีกเหยาะ ท่านผู้หญิงเปลี่ยนนับเป็นบุคคลแรกที่เขียนตำราอาหารโดยใช้วิธีชั่ง ตวง วัด ตามแบบตะวันตก แต่ใช้มาตรวัดของไทย (บาท สลึง เฟื้อง ไพ) เพื่อให้เป็นมาตรฐาน

เมื่อเชฟสาวที่จบการศึกษาจากโรงเรียนการครัวตะวันตกสมัยใหม่ The International Culinary Center ในมหานครนิวยอร์ก มาอ่านตำราท่านผู้หญิงเปลี่ยน เล่นเอามึนไปเหมือนกัน “บางสูตรท่านเขียนว่า พริกแห้งหนัก 6 สลึง ข่าหนัก 1 เฟื้อง เราก็ เอ่อ…จะทำยังไงดีเนี่ย” เชฟตามหัวเราะชอบใจ

แต่ขึ้นชื่อว่าคนทำอาหาร เชฟตามคิดหาวิธีจนได้ โดยให้ความเคารพต่อสูตรดังเดิม แถมอร่อยเสียด้วย เธอทำน้ำพริกที่ว่ามากระปุกใหญ่ให้ The Cloud ชิม

“ตามปรับสูตรหลนปลาแซลมอนกระป๋องมาเป็นน้ำพริกแห้ง แทนที่จะใช้กะทิก็ใช้มะพร้าวคั่ว ในเมื่อสูตรเดิมคือหลน หลนมีกะทิ เราดัดแปลงเป็นน้ำพริกแห้ง ใช้มะพร้าวขูดเอามาคั่วแทน ในสูตรเดิมใช้ปลาแซลมอนกระป๋อง เราใช้ปลาแซลมอนสด แล้วเอามาคั่วจนแห้ง ความเค็มมาจากกะปิ ไม่มีน้ำปลา ไม่มีอะไรเลย เราก็ยังทำตามสูตรท่าน ใช้กะปิเหมือนกัน” เชฟตามอธิบายวิธีคิดในการปรับสูตรท่านผู้หญิงเปลี่ยน

“ตามจะไม่เติมอะไรลงไปที่เขาไม่ได้ใช้ ใช้วัตถุดิบที่เขาใช้ในสูตรอยู่แล้ว แต่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ของเราลงไปเพื่อปรับรสให้ถูกปาก เช่น ใช้มะพร้าวคั่วแทนกะทิ ไม่เปลี่ยนสูตรเก่ามากจนเกินไป ใช้วัตถุดิบตามเขา ใช้กรรมวิธีคล้ายเขา แต่แค่ปรุงให้ถูกปากคนสมัยใหม่มากขึ้น”

ดูหน้าตาอาหารแล้วคงใช้เวลาทำนานพอสมควร

“นานค่ะ” เชฟตามยอมรับ “เพราะทุกอย่างต้องคั่วแยกกัน คั่วรวมไม่ได้ เพราะขนาดและเวลาที่ต้องคั่วต่างกันทุกอย่าง ต้องทำหอมเจียว ทำพริกชี้ฟ้าทอดเพิ่มความเผ็ด ทุกอย่างทำแยก แล้วค่อยเอามารวมกับน้ำซอสที่ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลมะพร้าว และกะปิ” เชฟตามบรรยาย พร้อมตักน้ำพริกแจก

ชาว The Cloud ฟังไปกินไป น้ำพริกแห้งปลาแซลมอนของเธอกลมกล่อมลงตัว จนคุณใหม่ผู้ไม่ค่อยชอบอาหารทะเลยังออกปากชมว่าอร่อย

ตำราอาหารของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ให้ภาพอาหารไทยในลักษณะ ‘ครบสำรับ’ ตามวิธีการกินแบบชาววัง คือมีทั้งข้าว แกง กับข้าว เครื่องจิ้ม ของหวาน เครื่องว่าง จึงเป็นอีกคุณสมบัติเด่นที่เชฟตามอยากถ่ายทอดผ่านมื้อพิเศษในรูปแบบ Chef’s Table เชฟตามขออุบไว้ก่อนว่ามีเมนูอะไรบ้าง “จริงๆ แล้วยังคิดอยู่เลย คิดอยู่เป็นเดือนๆ เป็นงานที่ยากมาก” เชฟตามยิ้ม

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

“Chef’s Table อยากทำเป็นสำรับ ตามวิธีเสิร์ฟแบบตะวันตกคือเป็นคอร์ส แต่ละเมนูจะดึงมาจากสูตรโบราณที่เรานำมาปรับใหม่ให้ดูทันสมัย ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ แต่รสชาติจะไม่ปรุงแต่งมากเกินไป ตามเคยทำอาหารตามสูตรโบราณเป๊ะๆ กินเข้าไปแล้วแบบ…ไม่คุ้นเลย ไม่เข้าใจ นี่คืออร่อยเหรอ แต่นี่แหละคือรสชาติที่บ่งบอกยุคสมัยนั้นๆ” เชฟตามกล่าว

“เมื่อเวลาผ่าน รสนิยมการกินของคนก็เปลี่ยน ทำยังไงให้เราดึงการกินแบบโบราณมาเชื่อมกับคนสมัยใหม่ได้ หวังว่า Chef’s Table จะแสดงถึงการผสมผสานรสชาติและวัตถุดิบของคนสมัยก่อน รวมถึงวิธีการกินและเสิร์ฟอาหาร วิธีการแบ่ง จิ้ม หรืออะไรก็ตามที่เราอาจไม่คุ้นเคยในสมัยนี้ ตามอยากรื้อฟื้นสิ่งที่อาจจะลืมกันไปแล้ว

“ตามว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านอาหารนั้นสนุกมาก อยากเชิญชวนให้อ่านหนังสืออาหารสมัยโบราณกัน เพราะคนเขียนตำราโบราณเขามีบุคลิกที่ชัดเจน ซึ่งเขาใส่ลงไปในสูตรอาหารด้วย เหมือนเป็นสูตรลับ เสน่ห์ปลายจวัก บ่งบอกตัวตนของเขา มันมากกว่าการอ่านสูตรอาหาร เป็นการเล่าเรื่องชีวิตของเขาด้วย”

วันที่ 27 เมษายน 2562 เตรียมตัวพบกับมื้อประวัติศาสตร์ที่ไม่เพียงเล่าประวัติศาสตร์วังหน้า แต่ยังบ่งบอกตัวตนของคนทำอาหารคลื่นลูกใหม่ที่ยังหลงใหลการครัวโบราณ

“สูตรของตามอาจไม่ได้ดั้งเดิม ไม่ออเธนติก (Authentic) เพราะเราปรับให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ แต่เป็นความจริงใจผ่านอาหาร คนรุ่นก่อนเขาตั้งให้มันเป็นแบบนี้ เราก็จะสื่อออกมาเป็นแบบนี้”

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

เอกสารประกอบการเขียน

งานวิจัย กำเนิดและพัฒนาการของอาหารชาววังกับการเป็นทุนวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวบนตัวเกาะรัตนโกสินทร์ โดย สุนทรี อาสะไวย์ จากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 32 ฉบับที่ 7 (พ.ค. 2554 ) หน้า 80-101.

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

กี่ครั้งแล้วที่ต้องเสียน้ำตาให้กับหนังโฆษณาของไทยประกันชีวิต

ต่อให้ผ่านบททดสอบความแข็งแกร่งจากบทเรียนชีวิตมาเท่าไร ยอมรับก็ได้ ว่าใจไม่แข็งแรงพอที่จะนั่งดูหนังโฆษณานี้ในที่สาธารณะได้ เหตุผลเดิมๆ อย่างอาการง่วงเหงาหาวนอนจนน้ำออกจากตาก็ไม่เคยปกปิดสีหน้าและจมูกแดงๆ ได้สักนิด

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เราดู #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ หนังโฆษณาขนาดยาวเรื่องใหม่ล่าสุดของไทยประกันชีวิต ก็เกิดความสงสัยว่า นอกจากจะไม่ร้องไห้แบบแต่ก่อนแล้ว หัวใจเรายังแอบเต้นผิดจังหวะ

นั่นเป็นเพราะหนังเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจแก่เราด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ จากเดิมที่คนดูอย่างเรารู้จังหวะปล่อยน้ำตาเมื่อเพลงบรรเลงขึ้นพร้อมฉากเฉลยปมเรื่องราวทั้งหมด มาคราวนี้ไม่เพียงปล่อยหมัดให้จุกอกอย่างไม่รู้ตัว ยังเล่นกับความรู้สึกของคนดูในทุกมิติ เซอร์ไพรส์ตั้งแต่นาทีแรกของเรื่องไปจนจบ พาให้เราอยู่ 9 นาทีนี้อย่างไม่รู้สึกตัว

เราชวน คุณนพดล ศรีเกียรติขจร รองประธานกรรมการ จาก Ogilvy & Mather Advertising Thailand และ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับ 100 ล้านจากภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง และหนังโฆษณาล่าสุด #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ มาพูดคุยถึงกระบวนการทำงานและแนวคิดของโฆษณาที่เราขอเรียกว่าเป็นโฆษณาแนวทดลองที่สนุกที่สุด เราอยากรู้เหลือเกินว่า สูตรใหม่ในการเรียกน้ำตาจากคนดูของพวกเขาคืออะไร

#ถ้ามีโอกาสจะขอให้ลองดูพร้อมกันอีกสักครั้ง

ก่อนที่จะไปฟังแนวคิดการทำงานเบื้องหลังทั้งหมด เราอยากให้คุณรับชมหนังโฆษณาชุดนี้อีกสักครั้ง

#ถ้ามีโอกาสจะสื่อสารใหม่ใจความเดิม

โจทย์ที่ทาง Ogilvy ได้รับจากบริษัทไทยประกันชีวิตซึ่งทำงานร่วมกันมามากว่า 10 ปี  ยังเป็นการสื่อสารประเด็นเดิม คือการเห็นคุณค่าของชีวิตและความรัก ซึ่งลงลึกในความรู้สึกของชีวิตและการมีชีวิต ถ่ายทอดผ่านโครงเรื่องที่สร้างการจดจำของคนทั่วไป ความท้าทายของทีมงานก็คือทำยังไงถึงจะนำเสนอแนวคิดเดิมด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

หากสงสัยว่า ทำไมแบรนด์ถึงเลือกพูดเนื้อหาเดิมๆ มากกว่า 10 ปี คุณนพดลอธิบายว่า “เมื่อมันเป็นมากกว่าการขายของ เรื่องเหล่านี้จึงไม่เคยล้าสมัย” และสารที่อยู่ในโฆษณาของไทยประกันก็ยังเป็นความรู้สึกสากลที่เข้าถึงคนทุกชาติได้ นักโฆษณาและนักการตลาดระดับโลก รวมถึงฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ด้านการตลาดอันดับต้นๆ ของโลก ต่างพร้อมใจกันยกเคสหนังโฆษณาของไทยประกันให้เป็น Sadvertising หรือโฆษณาสะเทือนอารมณ์

#ถ้ามีโอกาสจะตีโจทย์นี้ยังไง

คุณนพดลบอกว่า ลูกค้าอยากให้คนเห็นคุณค่าของชีวิต ลุกขึ้นมาให้โอกาส รักษาโอกาสที่ผ่านมาในชีวิต เพื่อทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นและให้โอกาสคนอื่นเพื่อให้สังคมดีขึ้น ทางทีมครีเอทีฟจึงตีโจทย์ออกมาว่า อยากทำหนังสารคดีที่พูดถึงแง่มุมที่ดีงามของการมีชีวิตอยู่ เป็นเรื่องของ 3 ครอบครัวซึ่งพบได้ทั่วไปในสังคมยุคปัจจุบัน ได้แก่ เรื่องของพ่อที่เข้มงวดและตั้งความหวังในตัวลูกชาย แต่รับไม่ได้ที่ลูกเป็นเกย์จึงทะเลาะกันจนลูกชายหนีออกจากบ้าน เรื่องราวของสาววัยทำงานที่ใช้เวลาทั้งหมดไปกับงานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จนวันหนึ่งพบว่าโอกาสที่ใช้เวลากับครอบครัวไม่มีอีกแล้ว และสุดท้ายเรื่องราวของหนุ่มที่ไม่มีโอกาสใช้เวลากับลูกหลังจากเลิกกับภรรยา และเพื่อให้เล่าเรื่องได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้หนังโฆษณาเรื่องนี้ยาวกว่าเรื่องก่อนๆ

เหตุผลที่ทางทีมครีเอทีฟเลือก บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ มาเป็นผู้กำกับก็เพราะ บาสเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มีมุมมองการถ่ายทอดเรื่องราวในแบบตัวเอง เคยกำกับหนังของไทยประกันชีวิตแล้ว เรื่องลูกชายคนกวาดขยะ (Garbage Man) พ.ศ. 2558 และเรื่องคอนเสิร์ตข้างถนน (Street Concert) พ.ศ. 2557 ทางครีเอทีฟจึงมั่นใจว่าบาสจะช่วยพัฒนาหนังให้มีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิม โดยที่ยังคงเอกลักษณ์ของหนังไทยประกันชีวิตไว้ได้

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะเล่าเรื่องแบบ documentary drama

โจทย์จากทีมครีเอทีฟที่ส่งมาให้บาสคือทำ documentary drama สัมภาษณ์คนที่มีตัวตนจริง 3 คน หน้าที่ของบาสคือตีโจทย์ออกมาเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่มีมิติขึ้น ซึ่งบาสอธิบายความแตกต่างระหว่างหนังสารคดีที่เล่าอย่างมีอารมณ์กับสารคดีทั่วไปว่า “หนังสารคดีทั่วไปมีความจริงมากกว่านี้ ไม่กระตุ้นอารมณ์คนมากมาย แต่เมื่อมาเจอกับดราม่า เราต้องกำหนดขอบเขตอะไรบางอย่าง กำหนดความคิดของตัวละครเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ทางอารมณ์หรือสารที่ต้องการจะสื่อ

“จากเดิมในยุคที่หนังโฆษณาของไทยประกันชีวิตเป็น fiction เล่าเรื่องและกระตุ้นอารมณ์อย่างมีชั้นเชิงจนเกิดเป็นมาตรฐานการทำหนังโฆษณาในเชิงอารมณ์ มาถึงจุดหนึ่ง เมื่อมองจากสายตาคนนอก เรารู้สึกว่าคนปัจจุบันไม่ชอบการถูกชักจูงอารมณ์มากเกินไป คือรู้นะว่าเรื่องมันเศร้า แต่อย่ากระตุ้นอารมณ์เศร้าไปมากกว่านี้ ถ้าอยากจะรู้สึกอะไร ขอรู้สึกด้วยตัวเอง พอเป็น documentary ก็อาศัยความจริงของเรื่องเพื่อให้คนรู้สึกว่า นี่เป็นเรื่องจริงนะ ไม่ได้แต่งขึ้นมา ลองดูชีวิตของเขาสิ ค่อยๆ ชักจูงไป”

งานนี้บาสทดลองทำงานด้วยวิธีการใหม่ๆ นั่นก็คือ อะไรที่อยากให้คนดูรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริงก็จะบอกเลยว่าไม่จริง เช่น การให้เห็นทีมงานและกองถ่ายอยู่หน้าบ้าน หรือการเอาเทปตอนคัดเลือกตัวแสดงของตัวละครที่เล่นเป็นแม่มาใส่ในหนังเพื่อให้เห็นว่าจัดฉากขึ้นซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านความรู้สึกจริงๆ ของตัวละคร

บาสบอกว่า ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะให้ทุกส่วนเข้าใจและยอมรับการทำงานในแนวทางนี้

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะออกตามหานักแสดง

บาสบอกว่า การกำกับหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรยากเลย ยกเว้นคัดเลือกนักแสดง

เรื่องพี่จ๋าที่ไม่เคยพาแม่ไปเที่ยว ตอนฟังบรีฟจากลูกค้าบาสรู้สึกจี๊ดขึ้นมาทันที เพราะตัวเขาเองก็เป็น เลยคิดว่าจะจี๊ดขึ้นไหมถ้าคนนั้นทำงานเป็นผู้นำทัวร์พาคนอื่นไปเที่ยวตลอดเวลา ตัวละครบิ๊กที่เป็นทีมงานฝ่ายคัดเลือกตัวแสดงที่แยกกับลูกหลังเลิกกับภรรยาก็เป็นเพื่อนของบาส ซึ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับโจทย์ที่ได้รับมาก แล้วก็ทำงานในกองถ่ายอยู่แล้วด้วย พอทุกคนรู้ความตั้งใจที่หนังต้องการจะสื่อ ก็ยินดีให้ความร่วมมือเปิดเผยชีวิตตัวเอง

ตัวละครและสถานการณ์ที่หายากที่สุดคือ เรื่องของเดียร์ ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเจอคนที่ทะเลาะกับพ่อแล้วหนีออกจากบ้าน เรื่องของเดียร์มีมิติและความลึกมากกว่านั้น แต่บาสเลือกหยิบมาแค่มุมที่ไม่กระทบกับเจ้าตัวมากจนเกินไป

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะติดตามไปออกกอง

บาสเล่าว่า การถ่ายทำเรื่องนี้ไม่ยากเลย เพราะเขาแทบไม่ต้องออกแบบมุมกล้อง ไม่ต้องถ่ายเผื่อเยอะ ไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้า ไม่ต้องเซ็ตฉากให้ใหญ่โต ทุกอย่างมันจริงมาก เขาแค่ออกแบบการทำงานและความรู้สึกของตัวเองตอนถ่าย เพราะเรื่องสำคัญอยู่ที่การได้รับความรู้สึกแท้จริงที่มีต่อคำว่าโอกาสของตัวละครทั้งสามคน

“เรื่องนี้เราพยายามให้จริงที่สุด ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ในเรื่องนี้ 90 เปอร์เซ็นต์มาจากตัวละครจริงๆ เราได้ไก่ (ณฐพล บุญประกอบ) ซึ่งเก่งมากเรื่องการทำสารคดีมาช่วย ด้วยบุคลิกของไก่และการจัดเรียงคำถามดึงให้ตัวละครพูดในสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ เราทำงานร่วมกับไก่ก่อนว่าจะใช้วิธีการและคำถามแบบไหนเพื่อพาเรื่องราวไปในทิศทางที่อยากให้เป็น สุดท้ายแล้วเทกเดียวผ่าน ได้คำตอบแบบไหนเราก็ใช้แบบนั้น ทุกอย่างที่ได้ยินในหนังไม่มีสคริปต์ ไม่มีการเขียนก่อนล่วงหน้า เราต้องมีสติกับการถ่ายมากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะตอบอย่างไร เราไม่รู้ว่าลูกตัวจริงเปิดประตูมาหาพ่อแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราต้องมีสติรับมือกับเรื่องตรงหน้าให้ได้”

บาสเล่าต่อว่า กระบวนการที่ยากที่สุดคือ การตัดต่อ ซึ่งได้ มานพ บุญวิภาส  ผู้ลำดับภาพมือฉมังที่ตัดต่อหนังโฆษณามากว่า 20 ปีและตัดต่อหนังโฆษณาไทยประกันชีวิตให้พี่ต่อ (ธนญชัย ศรศรีวิชัย) ทั้งหมด เรื่องนี้ไม่มี shooting board มีแค่สคริปต์คร่าวๆ บทพูดที่ได้มาจริงก็ไม่ตรงกับสคริปต์ บาสกับมานพเลยต้องพยายามหาวิธีตัดต่อที่ลงตัวร่วมกัน

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะหนีออกจาก safe zone

บาสพยายามหลีกเลี่ยงการถ่ายด้วยท่ามาตรฐานในหนังทั่วไปเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น พยายามไม่ถ่ายสัมภาษณ์ระยะครึ่งตัว พยายามจับภาพแคบแค่หน้า เห็นแค่แววตา เพราะบาสรู้สึกว่า หนังสัมภาษณ์คือหนังที่คนพูดกับคน เวลาที่คนปกติคุยกัน ถ้าอยากมองตาตาเราก็โฟกัสอยู่แค่ตรงนี้ เราไม่ได้เห็นอย่างอื่น เราไม่ได้สนใจว่าเขานั่งอยู่ที่ไหน

แล้วเขาก็ยังตั้งใจละลายกล้องให้หายไป เพื่อไม่ให้นักแสดงรู้สึกว่ามีกล้องจับจ้องอยู่ อย่างซีนที่เห็นแค่หน้าตัวละครมุมแคบ กล้องตั้งอยู่ไกลมาก บาสขอให้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ พื้นที่ในการทำงานจึงมีแค่ตัวละคร ไก่ และแอ็กติ้งโค้ช กล้องจะซ่อนอยู่หลังตู้ หลังประตู เกือบทั้งหมด

สิ่งหนึ่งที่บาสรู้ว่าเสี่ยงมากแต่ก็ขอลองก็คือ เรื่องของพี่จ๋ากับแม่ปลอม ทีแรกทีมงานคิดกันว่าฉากเที่ยวทะเลน่าจะถ่ายที่บางแสนหรือริมทะเลที่ไหนสักแห่ง แล้วจัดองค์ประกอบให้ดูคล้ายต่างประเทศ แต่ถ่ายไปสักพักบาสรู้สึกว่าถ้าทำแบบนั้นก็ยังผิดจากความตั้งใจที่อยากใช้ความจริงให้มากที่สุด เช้าวันต่อมาบาสเลยบอกโปรดิวเซอร์และลูกค้าว่า ขอลองทางนี้ได้ไหม

“ผมไม่ไปถ่ายที่ทะเลแล้ว แต่ให้พี่จ๋าและแม่ไปเที่ยวทะเลกันจริงๆ ขอซื้อทัวร์ให้เขาไปบาหลีกัน แล้วส่งแค่ไก่และทีมงานอีกคนไปเก็บภาพจากที่ไกลๆ ก่อนไปเราให้พี่จ๋ากับตัวแสดงที่เล่นเป็นแม่มาเวิร์กช็อปสร้างความสัมพันธ์แม่ลูกจริงๆ ให้เขาเชื่อมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วบอกไก่ว่าให้อยู่ห่างๆ พวกเขาเลยนะ ที่บอกว่าเสี่ยงเพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะได้ฟุตเทจแบบไหนมา สุดท้ายคือภาพที่ออกมาจากช่วงที่ถ่ายทำที่บาหลีออกมาดีมาก”

บาสสรุปว่า “เราไม่ได้ feed หนัง แต่หนังต้อง feed เรา” เพราะในงานกำกับหนังปกติ ผู้กำกับทำหน้าที่เป็นเหมือนวาทยากรควบคุมวงออเคสตร้า แต่เรื่องนี้สิ่งที่ควบคุมทุกอย่างในหนังก็คือ ตัวแสดงจริง ผู้กำกับต้องตามตัวละครให้ทัน

เพลงประกอบเรื่องนี้ คือเพลง แค่เพียง ของ Yellow Fang ซึ่งบาสชอบอยู่แล้ว เพราะมีมิติด้านอารมณ์และเนื้อหาลึกมาก ช่วงที่กำลังพัฒนาบท อยู่ดีๆ เพลงนี้ก็ลอยมาในหัวบาสซึ่งมันเข้ากันพอดี แต่ตอนนั้นบาสยังไม่มั่นใจว่าจะใช้เพลงนี้ได้ เพราะกลัวลูกค้าจะมองว่าฮิปสเตอร์ไปสำหรับสินค้า แต่เอาเข้าจริงทุกคนก็ชอบมาก เพราะมันเสริมความรู้สึกลึกๆ ของตัวละคร

พิม มือเบสวง Yellow Fang เคยแสดงรับบทเป็นคุณครูประจำชั้นในโฆษณาไทยประกับชีวิตชุดลูกชายคนกวาดขยะ (Garbage Man) มาแล้วด้วย

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ารักจริงๆ

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะแบ่งปันเรื่องราว

นอกจากหนังโฆษณาที่เล่าเรื่องด้วยรูปแบบใหม่แล้ว แคมเปญ #ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้ ยังเปิดโอกาสให้คนร่วมแบ่งปันเรื่องราวซึ่งต่างจากแคมเปญที่ผ่านมาที่จะมีแค่หนังโฆษณาที่พูดเรื่องคุณค่าของชีวิตเท่านั้น

“หนังชุดนี้จะทำให้ผู้ชมจมดิ่งไปกับเรื่องราวของทั้งสามครอบครัวจริงที่เคยมีโอกาสแต่รักษาเอาไว้ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อดูหนังโฆษณานี้จบลง คนจะกลับคิดถึงโอกาสของตัวเอง เรามองว่าการชวนให้คนร่วมแบ่งปันโอกาสที่เขาอยากที่จะรักษามันไว้เป็นเหมือนตัวกระตุ้นที่ทำให้คนลุกขึ้นไปใช้ ‘โอกาส’ ไปแสดงออก นั่นคือการทำให้เขาใช้ชีวิตให้มีคุณค่า ซึ่งก็กลับมาสู่แก่นของแบรนด์ที่อยากให้คนเห็นคุณค่าของชีวิตและความรัก” คุณนพดลกล่าวทิ้งท้าย

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

หนังโฆษณาที่ฉีกตำราการเรียกน้ำตาแบบเดิม ด้วยกระบวนท่าที่ล้ำที่สุดของไทยประกันชีวิต

#ถ้ามีโอกาสจะรักษามันไว้

การตัดสินใจทำงานชิ้นนี้ถือเป็นการรักษาโอกาสเหมือนกันหรือเปล่า เราถามบาส

“อาจจะฟังดูหล่อนะ แต่เราขอบคุณลูกค้าทั้งทางเอเจนซี่และไทยประกันชีวิตที่ไว้ใจเรา เพราะแม้กระทั่งตอนที่เราไปขายเรายังไม่ค่อยไว้ใจตัวเองเลย บางคนก็ยังนึกภาพไม่ออกแต่เขาก็ยอมไปกับเราเพราะเขาไว้ใจเรา เป็นโอกาสที่เราได้รับมาแล้วเรารู้สึกว่าเราต้องทำให้ดีที่สุด โชคดีที่ลูกค้าเชื่อใจ เปิดกว้าง และเข้าใจหนังมากพอ”

แม้เราจะจำโอกาสที่อยากรักษาไว้ไม่ได้ทั้งหมดตอนนี้ แต่นั่นก็พอย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของปัจจุบัน เพราะบ่อยครั้งที่เราปล่อยให้โอกาสที่มีผ่านไป หรือเผลอทำบางสิ่งโดยไม่คิดถึงผลต่อความรู้สึกของใคร

จะว่าไปเราไม่มีทางรู้หรอกว่าโอกาสที่ได้รับจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายหรือไม่

ภาพ : Ogilvy & Mather Advertising Thailand

credit

Agency
Ogilvy & Mather Advertising Thailand

Production
House
SuperUber Film

Creative Team
นพดล ศรีเกียรติขจร
ไกร กิตติกรณ์
ธนชัย ชวิตรานุรักษ์
ณัทฐคง แจ้งเสม
กฤตน์ การ์ฟอร์ด สปินเล่อร์

Client Service Team
จิรวรา วีรยวรรธน
ฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์
มรกต เหรียญทอง
ปราณปรียา อรุณจินดาตระกูล
ดลฤทัย นิมิตรปัญญา

Integrated Unit
ธนวัฒน์ จงมหากุล
ณัฏฐวุฒิ สมสุข
ศุภฤกษ์ กุลินทรประเสริฐ
ธนิดา ปรีชาวิภัทร

Strategic Planning Team
วานิช จิระสุวรรณกิจ
ศศิภา มงคลนาวิน

Social Planning Team
วรันย์ ศิริประชัย

Agency Producer
ยุทธพงศ์ วรานุเคราะห์โชค

Film Director
นัฐวุฒิ พูนพิริยะ (SuperUber Film)

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load