27 กุมภาพันธ์ 2562
21 K

เมื่อกลางปีที่แล้ว กรมศิลปากรมีโครงการเล่าเรื่องวังหน้า ผ่านโครงการและนิทรรศการชื่อ ‘วังน่านิมิต’ โดยมี คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโครงการ และ จิตติ เกษมกิจวัฒนา รับหน้าที่ภัณฑารักษ์ งานนั้นจัดที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

และคุณใหม่ได้พาผู้อ่าน The Cloud ไปชมวังหน้าด้วยตัวเอง กับกิจกรรม Walk with The Cloud 08 : The Hidden Palace

ครั้งนั้น The Cloud มีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณใหม่แบบยาวเหยียด ในบทสัมภาษณ์ ‘คุณใหม่ เจนเซน นักประวัติศาสตร์ที่ขี่จักรยาน ปีนเขา ถ่ายรูปด้วยเลนส์เก่า และชอบคุยกับคน’

ครั้งนี้ The Cloud ได้กลับมาสนทนากับคุณใหม่อีกครั้ง เพราะคุณใหม่กำลังทำเตรียมโครงการภาคต่อ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ ซึ่งมีส่วนหนึ่งในงานเป็นนิทรรศการชื่อ ‘นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน’ จะจัดในวันที่ 6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมี นาตาลี บูแตง คุณใหม่ และ แมรี่ ปานสง่า เป็นคณะภัณฑารักษ์

งานนี้บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการที่ถือว่าแปลกใหม่ในประเทศไทย นั่นก็คือ ไม่ใช่นิทรรศการที่เล่าประวัติของวังหน้า แต่ชวนศิลปินและผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานโดยได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ของวังหน้า รายชื่อของศิลปินและผู้เชี่ยวชาญ มีดังนี้

ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์ (ศิลปิน)

ออน คาวารา (ศิลปิน)

อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ (ศิลปิน)

นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ (ศิลปิน)

ปรัชญา พิณทอง (ศิลปิน)

ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช (ศิลปิน)

หยัง โว (ศิลปิน)

จารุพัชร อาชวะสมิต (นักออกแบบสิ่งทอ)

ประพจน์ อัศววิรุฬหการ, พงศ์ศิษฏ์ ปังศรีวังศ, บุญเตือน ศรีวรพจน์ และ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา)

คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู (นักดนตรี)

สายัณห์ แดงกลม (นักประวัติศาสตร์ศิลปะ)

ชุดารี เทพาคำ (เชฟ)

สุวิชชา ดุษฎีวนิช (ประติมากรสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน)

กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ (นักพฤกษศาสตร์)

สุพิชชา โตวิวิชญ์ และ ชาตรี ประกิตนนทการ (สถาปนิก)

ตุล ไวฑูรเกียรติ และ Marmosets (นักดนตรี)

นอกจากรายชื่อศิลปินแล้วจะน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว แนวคิดของคุณใหม่ในการสื่อสารเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านงานนิทรรศการงานทดลองชิ้นนี้ก็ยังน่าสนใจมาก

เรื่องเป็นเช่นนี้

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

วังหน้านฤมิตฯ ต่างจากงานวังน่านิมิตอย่างไร

แนวคิดคล้ายกัน เราวางไว้ตั้งแต่แรกว่าจะไม่ได้ทำแค่นิทรรศการเดียว เราต้องการเล่าเรื่องใหญ่ที่มีหลายบท งานแรก ‘วังน่านิมิต’ เป็นชื่อเดียวกันโครงการและนิทรรศการ เป็นเรื่องการจินตนาการ ถ้าคนได้เข้าไปในพื้นที่จะจินตนาการเห็นอะไร สร้างภาพแบบไหน

โครงการนี้ชื่อ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ เป็นเรื่องการสร้างสรรค์ ถ้าเอาคนที่หลากหลายเข้าไปในพื้นที่ เขาจะคุยอะไรกัน สร้างสรรค์เรื่องราวอะไรขึ้นมา ทุกอย่างในงานจริงเป็นการสร้างสรรค์ แม้กระทั่งชื่อนิทรรศการ เราก็ชวนคนมาตั้งชื่อ นิทรรศการนี้จึงมีชื่อว่า ‘นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน’

ประวัติศาสตร์คือชุดของความทรงจำของแต่ละคนในยุคหนึ่ง มีหลายมิติ และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มันจึงมีหลากหลายเรื่องราว มุมของสถาปนิกก็แบบหนึ่ง นักภาษาศาสตร์ นักการเมือง นักเขียน ก็ไม่เหมือนกัน แต่เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นประวัติศาสตร์ก้อนเดียวกันที่มีหลายมิติ เราคิดแบบนี้ตั้งแต่งานแรก แต่งานนี้เราจะทำให้เห็นชัดขึ้น ประวัติศาสตร์ที่แต่ละคนเห็นตรงหน้าไม่เหมือนกัน มันมีหลายมิติเวลา หลายมุมมอง ทำยังไงให้คนเห็นว่ามิติต่างๆ ในประวัติศาสตร์มันไปด้วยกันได้ และเขาก็สร้างเรื่องราวประวัติศาสตร์ในมุมของเขาเองได้ ให้มันต่อเนื่องกันไป งานนี้เราจะได้เห็นมุมมองของหลายฝ่าย โดยที่จะไม่มีการชักจูงอะไร

ไม่ค่อยมีคนเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ด้วยวิธีนี้สักเท่าไหร่

เราได้แรงบันดาลใจจากงานของ Tasneem Mehta ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Bhau Daji Lad (BDL) ในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เขาอยากให้คนคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์ เพราะถ้าไม่คุยกัน ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมก็จะตาย ไม่ต่อเนื่องไป เขาเข้าไปบูรณะอาคารร้างที่สร้างในยุคที่อังกฤษเข้ามา แล้วก็ไปดึงศิลปิน ปะติมากร จิตรกร นักเต้น นักร้อง ให้มาสร้างสรรค์งานโดยตีความจากโบราณวัตถุ เขาบอกว่านี่คือวิธีที่ทำให้คนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต

งานวังหน้านฤมิตฯ คุณใหม่ชวนใครมาร่วมบ้าง

ตอนแรกเราชวนศิลปินร่วมสมัย เป็น Visual Artist ทั้งคนที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต (หัวเราะ) ทำไปก็พบว่ามันมีแค่มุมมองเดียว คือมุมของศิลปินร่วมสมัย เราอยากให้มันรอบด้านกว่านี้ เลยเพิ่มคนสาขาอื่นๆ เข้ามา ทั้งนักภาษาศาสตร์ นักวิชาการ สถาปนิก นักพฤกษศาสตร์ เชฟ ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามุมมองจะหลากหลายขนาดนี้

งานนี้มีศิลปินมาร่วมสร้างงาน 7 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อีก 14 คน ทำไมถึงมากขนาดนี้

พิพิธภัณฑ์ต้องไม่ใช่สิ่งไกลตัว ควรเป็นสิ่งที่คนเข้าไปสัมผัสข้อมูลได้ มีส่วนร่วมได้ และสร้างบทสนทนาได้ ที่ผ่านมาคนมักจะมองว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์อยู่ไกลตัว ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในปัจจุบัน เราอยากให้คนมองว่าประวัติศาสตร์อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ให้เขาได้ลองเข้าไป ได้คิด ได้เลือก โดยไม่ต้องสนใจว่าจะเลือกผิดหรือถูก กล้าสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์ในมุมของตัวเอง ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่สิ่งที่มีอยู่แค่ในอดีต งานนี้เราเน้นคำว่าสร้างสรรค์ เพราะประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่มีชีวิต ถ้าเราไม่สร้างสรรค์ ไม่มีการคุย ไม่ทำให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน คนจะไม่เข้าใจว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของวิวัฒนาการ ทำให้เราไม่เก็บข้อมูลที่มีในปัจจุบัน นี่คือปัญหา เพราะเรื่องราวของแต่ละคนจะหายไป พระเอกของงานนี้คือศิลปินและผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ซึ่งปกติแล้วเขาไม่มีโอกาสได้เข้ามาสร้างสรรค์งานในพื้นที่

คุณใหม่ดูจะสนใจเรื่องของมิติเวลา

เวลาที่นึกถึงพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ เราจะคิดว่ามันเป็นเรื่องอดีตอย่างเดียว แต่เราต้องเข้าใจว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างเวลา มันเป็นธรรมชาติ เป็นความจริงของโลกนี้ว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เป็นอดีตไม่ได้หายไป มันมีร่องรอยอยู่รอบตัวเราหมดเลย ทุกอย่างมีความเป็นมาเป็นไป มา และไป และอยู่ เราต้องคิดว่าทำยังไงให้คนไม่ทิ้งอดีต และทำให้คนมีส่วนร่วมกับปัจจุบัน ประวัติศาสตร์จะได้ถูกส่งต่อไปยังอนาคต เราต้องนึกถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พร้อมกัน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

คุณใหม่มองวังหน้าผ่านมิติของภาษาแบบไหน

เราเป็นนักอักษรศาสตร์ สนใจเรื่องภาษา การใช้คำ การเรียงคำ มันมีมิติที่ซ่อนอยู่ในคำ เล่าเรื่องที่อาจจะมองไม่เห็น งานนี้เราพูดถึงเรื่องพระนามของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เราชวนนักภาษาศาสตร์อาวุโสของกรมศิลป์ อาจารย์จากจุฬาฯ พราหมณ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาสันสกฤต มาถอดคำ วิเคราะห์การใช้คำของรัชกาลที่ 4 เพราะทรงพระปรีชาสามารถเรื่องการใช้ภาษามาก

เราศึกษาการเปลี่ยนแปลงของการปกครองโดยกษัตริย์ได้ผ่านชื่อของกษัตริย์ ยุคสุโขทัยกษัตริย์อยู่กับชุมชน ยุคอยุธยาได้รับอิทธิพลจากอินเดีย จากฮินดู เข้ามาเยอะ กษัตริย์จึงเป็นเหมือนสมมติเทพ อยู่สูงมาก ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนไม่สามารถเอ่ยพระนามท่านได้ คนทั่วไปไม่รู้พระนามกษัตริย์เลย และพระนามของท่านก็ไม่ได้ระบุลักษณะความเป็นบุคคลเฉพาะ

ยุครัชกาลที่ 4 ทรงผนวชอยู่ 27 ปี ทรงทราบว่าชื่อเป็นสิ่งสำคัญเพราะมีพลังของคนอยู่ในนั้น มีเรื่องโหราศาสตร์ ตำราพิชัยสงคราม มาเกี่ยวข้อง ชื่อจะเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของคน ถ้าเราอยากให้เขาเป็นแบบนี้ ก็ตั้งชื่อนี้ ชื่อทำให้คนมีชีวิต มีตัวตนอยู่ในโลกมนุษย์

กษัตริย์มี 2 ชื่อ คือพระนาม (ชื่อเดิม) กับพระบรมนามาภิไธย (ชื่อกษัตริย์) รัชกาลที่ 4 เป็นพระองค์แรกที่ทรงพระบรมนามาภิไธยเอง และทรงพระบวรนามาภิไธยของพระปิ่นเกล้า และเป็นครั้งแรกที่มีการใส่พระนามในพระบรมนามาภิไธย เราจึงเห็นเรื่องราวมากมายอยู่ในชื่อ และเห็นถึงความเชื่อมโยงของชื่อทั้งสอง ถ้าใครสนใจก็มาร่วมฟังเสวนาได้ ‘ผัสสะแห่งส่ิงที่จับต้องไม่ได้: นัยแห่งพระปรมาภิไธย’ วันที่ 10 มีนาคม

เรื่องดนตรีมีมิติไหนที่น่าสนใจบ้าง

เพลงเป็นวิธีบันทึกประวัติศาสต์แบบหนึ่ง เราชวนคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูของ ครูดุษฎี พนมยงค์ ให้เอาเพลงโบราณมาเรียบเรียงด้วยเสียงและดนตรีที่ร่วมสมัย ทำให้เห็นว่าปัจจุบันกับอดีตอยู่ด้วยกัน จะร้องในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย อีกกลุ่มหนึ่ง ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า และ Marmosets จะทำเพลงจากบทกวีของพระปิ่นเกล้าและใช้เสียงระนาดเหล็กที่ทำในสมัยนั้น เป็นการรวมประวัติศาสตร์ 2 ยุคเข้าด้วยกัน

ทำไมถึงชวนศิลปินอินดี้อย่างตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า มาร่วมงานนี้

ชอบเขานะ (หัวราะ) เขาเป็นคนเขียนเพลงที่เก่ง มีการใช้คำ เล่นคำ มีมุมมองที่น่าสนใจ เขาพูดตั้งแต่ต้นว่า เขาอาจจะไม่เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เท่าไหร่ แต่ตอนที่เขาเข้าไปในพื้นที่เขารู้สึกถึงความสำคัญของพื้นที่ ซึ่งอยากอธิบายเป็นบทเพลง สิ่งที่สร้างขึ้นมาคือสิ่งที่เป็นตัวเขาเอง แต่ประวัติศาสตร์ไม่หายไปเลย มันอยู่ในนั้น ชัดเลย การทำเพลงก็คือการเอาประวัติศาสตร์ในมุมของเขามาสื่อสารถึงคนด้วยวิธีที่ทุกคนเข้าใจ

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

ได้ยินว่างานของคุณฤกษ์ฤทธิ์คือการเล่าเรื่องผีในวังหน้า

ไม่ใช่เรื่องผีแบบที่อยู่ในหนังนะ (หัวเราะ) ในพื้นที่มีหลายมิติของเวลาที่อยู่พร้อมกัน มีสิ่งที่เราเห็นกับตาและสิ่งที่มองไม่เห็น แต่เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าเข้าไปในห้องตอนนี้เราจะเห็นภาพหนึ่ง แต่เมื่อ 50 ปีก่อน อะไรอยู่ตรงนี้ 70 ปีก่อนล่ะ 100 ปีก่อนล่ะ เราจะเลือกมองอันไหน เพราะมันอยู่พร้อมกัน ผีก็คือมิติของเวลา ฤกษ์ฤทธิ์นำเสนอสิ่งนี้ มีการตีความโบราณวัตถุ เอาเรื่องราวที่อยู่ในพื้นที่ยุคนั้นออกมาให้คนดูด้วยวิธีที่ง่ายขึ้น

แล้ว Chef’s Table ของเชฟตามจะเล่าเรื่องอะไร

งานที่เราทำกับเชฟตามหรือวงสวนพลูถือเป็นนิทรรศการ แต่เราสื่อสารด้วยรูปแบบที่ต่างไป การทำกับข้าวเป็นวิธีแสดงความเป็นบุคคลและประวัติศาสตร์ที่คนทั่วไปเข้าใจและรับได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่เป็นอาหาร ซึ่งเราแลกเปลี่ยนและคุยกันได้ เรากับเชฟตามคุยกันบ่อยว่าเขาเห็นอะไร อยากพูดอะไร อยากเล่าอะไร ผ่านอาหาร

ไม่ใช่การทำอาหารย้อนยุค

ถ้าทำแบบนั้นก็เป็นเรื่องเดิม เราคุยกับศิลปินทุกคนตั้งแต่แรกว่าเราย้อนกลับไปอดีตไม่ได้นะ ทุกสิ่งที่เราทำตอนนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ แต่เป็นเรื่องร่วมสมัยทั้งหมด เพียงแค่มีมิติที่เกี่ยวกับอดีต เรารู้จักเชฟตามอยู่แล้ว เราตามงานเขามาเป็นปี เราชอบงานที่เขาทำ เขาไม่ได้ทำอาหารจากอดีตอย่างเดียว แล้วก็ไม่ได้ทำของใหม่ล้วน เวลาทำอาหารเขารวมเรื่องราวของพื้นที่และอดีตไว้ด้วยกัน งานนี้เขาไปหาข้อมูลเป็นเดือน ไปดูตำราอาหารสมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดมาคิดว่าจะปรับอาหารยังไงให้เข้ากับแต่ละยุคของวังหน้า เช่นสมัยของพระปิ่นเกล้ามีความเป็นตะวันตกเข้ามาเยอะ เขาคิดทุกขั้นตอนแล้วไปหาวัตถุดิบท้องถิ่นมาใช้ เป็นการเล่าเรื่องคน และสร้างบทสนทนากับคนที่เข้ามาในพื้นที่ผ่านอาหาร

ถ้านิทรรศการนี้เป็นห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ คุณครูใหม่กำลังจะสอนอะไรพวกเรา

คงจะไม่ใช่การสอน แต่อาจจะอธิบายแบบตั้งคำถามมากกว่า เห็นอะไรบ้าง เห็นแล้วรู้สึกยังไง เห็นประเด็นไหนชัดที่สุด

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

ไม่เหมือนการสอนประวัติศาสตร์ทั่วไปที่มักจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง

อาจเป็นเพราะเราทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ จัดโปรแกรมการเรียนรู้ให้เด็กมัธยม เด็กมหาวิทยาลัย กลุ่มที่ยากที่สุดคือเด็กประถมนะ งานวังน่านิมิตมีเด็กประถมเข้ามาดูงาน เราซึ่งอยู่กับประวัติศาสตร์ทุกวันก็เริ่มบรรยาย พูดไปเรื่อยๆ สักพัก ผู้ใหญ่ที่มาช่วยงานเราก็บอกว่า คุณใหม่หยุดก่อน เราก็งงว่าพูดอะไรผิดเหรอ เขาบอกว่า เราต้องเข้าใจก่อนว่าวันนี้เราต้องการให้เด็กกลับบ้านไปแล้วเข้าใจอะไร สิ่งที่เรายื่นให้ เขาอาจจะไม่ได้รับมันร้อยเปอร์เซ็นต์

งานนี้เราไม่ได้ให้ข้อมูลทั้งหมด ถ้าให้หมด เขาจะจับไม่ได้ว่าส่วนสำคัญอยู่ตรงไหน คำแนะนำที่เรายังจำได้ถึงวันนี้คือ เราต้องพูดเรื่องปัจจุบันที่เขาเห็นกับตา แล้วผูกกับอดีต เขาจะเข้าใจ แล้วเราจะผูกให้อยู่ด้วยกันอย่างไร สิ่งสำคัญไม่ใช่การเอาข้อมูลออกไป แต่เป็นการคิดว่าผลลัพธ์คืออะไร เราต้องการให้คนเข้าใจยังไง ถ้าเล่าทุกอย่างก็ไม่ได้ผล เพราะคนจับประเด็นไม่ได้ ก็เหมือนเราไม่ได้ทำอะไรเลย เราไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลทั้งหมดตอนนั้น ต้องค่อยๆ ให้ข้อมูล

เป็นนิทรรศการประวัติศาสตร์ที่ไม่เน้นให้ข้อมูล

โอ้ อย่าพูดแบบนั้น ข้อมูลเยอะค่ะ (หัวเราะ) เพียงแต่เราไม่ได้เน้นตรงนั้น ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราสนใจกลยุทธ์ในการให้ข้อมูลมากกว่า เราต้องให้ข้อมูลด้วยวิธีท่ี่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง นี่คือวิธีที่ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เป็นสิ่งที่คนจดจำได้

เป็นวิธีการที่ใหม่มากในบ้านเรา มีความกังวลเรื่องคนจะไม่เข้าใจบ้างไหม

เราต้องยอมรับว่าถ้าทำอะไรใหม่ งานแรกคงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อันที่จริงก็ไม่มีงานไหนร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แล้วคนดูก็คงต้องใช้เวลา ทุกคนมีสิทธิ์จะคิดตามที่เขาคิด งานที่แล้วก็มีคำวิจารณ์ แต่งานนี้คงโดนเยอะกว่า (หัวเราะ) คนเราทำอะไรก็มีเสียงวิจารณ์ เราต้องยอมรับตรงนี้ ถ้ามัวแต่กลัวก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย เรากลัวแค่คนตั้งใจจะเข้าไปเลือกมอง เลือกคิดในสิ่งที่เป็นแง่ลบ ซึ่งเขาอาจจะสร้างขึ้นมาเอง เราคงห้ามเขาไม่ได้ เราเจอสิ่งนี้ตั้งแต่ตอนทำวังน่านิมิต เราไม่ได้ทำงานนี้ด้วยความคิดในมุมพวกนั้นเลย เราทำในมุมของศิลปะ แต่เราพร้อมรับคำวิจารณ์ ถ้ามีคนบอกว่าไม่ชอบเพราะแบบนี้ๆ เราก็ต้องฟัง เพราะทุกคนก็มีเหตุผล เดี๋ยวงานหน้าเราจะพัฒนาให้ดีขึ้น

งานนี้จะสร้างอะไรใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในวงการพิพิธภัณฑ์บ้าง

เราต้องการแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีโอกาสเล่าเรื่องราวของเขาเอง ไม่มีใครผิดใครถูก คนดูตั้งคำถามกับงานได้ เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่แสดงงานก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนั้นเป็นแค่นี้ เราอยากให้คนค่อยๆ ตั้งใจดู คิด ตอนทำงานวังน่านิมิต มีคนมาดูงานคนหนึ่งเป็นเด็กธรรมศาสตร์ เขาเล่าว่า ตอนเรียนเขาไม่เคยรู้เลยว่าธรรมศาสตร์อยู่ในพื้นที่ของวังหน้า ไม่เคยคิดเรื่องวังหน้าเลย แต่หลังจากงานเขาก็กลับเข้าไปในพื้นที่ด้วยความอยากรู้ เริ่มสังเกตร่องรอย เพราะว่าเขาเริ่มคิดกับมัน เราต้องการแบบนี้ อยากให้คนสงสัย คิด สร้างสรรค์ และสัมผัส

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

จากการทำงานแรกจนถึงงานนี้ วิธีการทำงานของคุณใหม่เปลี่ยนไปบ้างไหม

เมื่อก่อนเราทำงานตามนิสัยที่ค่อนข้างดื้อ ไม่ฟังคนอื่น แต่ตอนนี้เราเข้าใจวิธีการทำงานกับคนมากขึ้น งานนี้ต้องประสานงานกันหลายฝ่าย มีคนเยอะมาก มีมุมมองที่แตกต่างกันเยอะ เราพยายามคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ถ้าเรามัวแต่ยึดติดว่าสิ่งที่เราทำถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งความจริงมันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เพราะสิ่งที่ถูกต้องสำหรับเราไม่ได้ถูกต้องสำหรับทุกคน มุมมองเราไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราต้องรับให้ได้คือ มันไม่เหมือนกัน แต่ไม่มีใครผิด ทุกคนถูกหมด เราคุยกันได้และเข้าใจว่าทุกอย่างมันไปด้วยกันในทิศทางที่ดีได้ โดยไม่ต้องคิดว่าคนนี้ถูกคนนี้ผิด

ถ้าเราผิดก็ยอมรับว่าผิด เราไม่รอบคอบเอง เดี๋ยวปรับ เราเป็นคนที่ยืดหยุ่นพอสมควร ถ้าเรายึดความคิดเราอย่างเดียว งานอาจจะส่งออกไปถึงคนแบบไม่ถูกต้อง อาจจะสร้างความเสียหายให้กับคนอื่นได้ ถ้าเราอยากให้มีมุมมองครบทุกด้าน เราไม่ควรติดกับสิ่งที่เราต้องการอย่างเดียว เราต้องเอาทุกคนมารวมหมด

สิ่งที่เหมือนเดิมคือ ตอนเริ่มงานที่แล้วเราไม่ชอบให้สัมภาษณ์เลย ไม่ชอบคุยกับคนเลย เราขี้อาย ยิ่งสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยยิ่งไม่เอาเลย ตอนนี้ก็ยังรู้สึกแบบนั้น แต่เริ่มชินแล้ว จำได้ว่าตอนให้สัมภาษณ์คราวที่แล้วเรากลัว นอนไม่ได้เลย สัมภาษณ์ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้

เมื่อคืนนอนหลับดีไหมครับ

เมื่อคืนนี้โอเค เราคิดว่าถ้าเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วไม่น่าจะมาเสียเวลานั่งกลัว นอนไม่หลับ เราก็ปล่อย เราได้เรียนรู้จากงานที่แล้ว บางคนบอกว่าต้องทำแบบนี้ ต้องแต่งตัวแบบนี้ ต้องระวังคำพูด เดี๋ยวคนไม่ชอบ เราคิดว่าถ้าคนจะไม่ชอบ ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็ไม่ชอบอยู่ดี เราก็เป็นตัวของตัวเอง เราไม่ได้พยายามปิดบังอะไร นี่คือตัวเราหมดเลย เราอยากให้คนชอบนะ ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ)

งานวังน่านิมิต คุณใหม่ไปอยู่ที่งานบ่อยแค่ไหน

เกือบทุกวัน มันเป็นงานของเรา เป็นหน้าที่ที่ต้องไปดูว่ามันราบรื่นดีไหม ไปดูอาสาสมัครนำชมว่าโอเคหรือเปล่า บางทีก็ดูอยู่ด้านหลังว่าเขาคุยกับคนยังไง แล้วก็คุยกับเขาว่าวันนี้มีปัญหาอะไรบ้าง ถ้าเจอคนยังไม่ชินกับวิธีการจัดแสดงแบบนี้ ก็คุยกันว่า ไม่เป็นไรนะ เขามีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์พูด บางทีก็ลองคุยกับเขา บางทีมีชาวต่างชาติมาต้องอธิบายภาษาอังกฤษ เราก็นำชมเอง รอบคนไทยเราก็นำ

คนเหล่านั้นตกใจไหมที่คุณใหม่นำชมเอง

ไม่หรอก ฝรั่งคงไม่รู้หรอกว่าเราเป็นเจ้าของงาน เพราะเจ้าของงานในต่างประเทศจะเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ ส่วนคนไทยบางทีเขาก็บอกเราว่า ไม่ชอบตรงนั้นตรงนี้ เราก็ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวคราวหน้าจะทำให้ดีขึ้น ขอโทษค่ะ (หัวเราะ) เราดีใจที่เขาพูดแบบนี้เพราะแปลว่าเขาอยากช่วย เขาไม่ได้อยากให้เราเสียใจหรอก

ถ้าไปร่วมสัมผัสประสบการณ์กับนิทรรศการนี้ เราจะมีโอกาสได้เจอคุณใหม่ไหม

อาจจะได้เจอ เราคงไม่ได้ไปบ่อยเท่าคราวที่แล้ว เพราะว่างานครั้งนี้จัดยาวกว่า แต่วันที่ 27 เมษายน ที่มี Chef’s Table ของเชฟตาม ใครมาร่วม Walk with The Cloud ในวันนั้น เราจะพาชมงานเองแน่นอน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

27 กุมภาพันธ์ 2562
21 K

เมื่อกลางปีที่แล้ว กรมศิลปากรมีโครงการเล่าเรื่องวังหน้า ผ่านโครงการและนิทรรศการชื่อ ‘วังน่านิมิต’ โดยมี คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโครงการ และ จิตติ เกษมกิจวัฒนา รับหน้าที่ภัณฑารักษ์ งานนั้นจัดที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

และคุณใหม่ได้พาผู้อ่าน The Cloud ไปชมวังหน้าด้วยตัวเอง กับกิจกรรม Walk with The Cloud 08 : The Hidden Palace

ครั้งนั้น The Cloud มีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณใหม่แบบยาวเหยียด ในบทสัมภาษณ์ ‘คุณใหม่ เจนเซน นักประวัติศาสตร์ที่ขี่จักรยาน ปีนเขา ถ่ายรูปด้วยเลนส์เก่า และชอบคุยกับคน’

ครั้งนี้ The Cloud ได้กลับมาสนทนากับคุณใหม่อีกครั้ง เพราะคุณใหม่กำลังทำเตรียมโครงการภาคต่อ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ ซึ่งมีส่วนหนึ่งในงานเป็นนิทรรศการชื่อ ‘นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน’ จะจัดในวันที่ 6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมี นาตาลี บูแตง คุณใหม่ และ แมรี่ ปานสง่า เป็นคณะภัณฑารักษ์

งานนี้บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการที่ถือว่าแปลกใหม่ในประเทศไทย นั่นก็คือ ไม่ใช่นิทรรศการที่เล่าประวัติของวังหน้า แต่ชวนศิลปินและผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานโดยได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ของวังหน้า รายชื่อของศิลปินและผู้เชี่ยวชาญ มีดังนี้

ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์ (ศิลปิน)

ออน คาวารา (ศิลปิน)

อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ (ศิลปิน)

นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ (ศิลปิน)

ปรัชญา พิณทอง (ศิลปิน)

ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช (ศิลปิน)

หยัง โว (ศิลปิน)

จารุพัชร อาชวะสมิต (นักออกแบบสิ่งทอ)

ประพจน์ อัศววิรุฬหการ, พงศ์ศิษฏ์ ปังศรีวังศ, บุญเตือน ศรีวรพจน์ และ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา)

คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู (นักดนตรี)

สายัณห์ แดงกลม (นักประวัติศาสตร์ศิลปะ)

ชุดารี เทพาคำ (เชฟ)

สุวิชชา ดุษฎีวนิช (ประติมากรสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน)

กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ (นักพฤกษศาสตร์)

สุพิชชา โตวิวิชญ์ และ ชาตรี ประกิตนนทการ (สถาปนิก)

ตุล ไวฑูรเกียรติ และ Marmosets (นักดนตรี)

นอกจากรายชื่อศิลปินแล้วจะน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว แนวคิดของคุณใหม่ในการสื่อสารเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านงานนิทรรศการงานทดลองชิ้นนี้ก็ยังน่าสนใจมาก

เรื่องเป็นเช่นนี้

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

วังหน้านฤมิตฯ ต่างจากงานวังน่านิมิตอย่างไร

แนวคิดคล้ายกัน เราวางไว้ตั้งแต่แรกว่าจะไม่ได้ทำแค่นิทรรศการเดียว เราต้องการเล่าเรื่องใหญ่ที่มีหลายบท งานแรก ‘วังน่านิมิต’ เป็นชื่อเดียวกันโครงการและนิทรรศการ เป็นเรื่องการจินตนาการ ถ้าคนได้เข้าไปในพื้นที่จะจินตนาการเห็นอะไร สร้างภาพแบบไหน

โครงการนี้ชื่อ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ เป็นเรื่องการสร้างสรรค์ ถ้าเอาคนที่หลากหลายเข้าไปในพื้นที่ เขาจะคุยอะไรกัน สร้างสรรค์เรื่องราวอะไรขึ้นมา ทุกอย่างในงานจริงเป็นการสร้างสรรค์ แม้กระทั่งชื่อนิทรรศการ เราก็ชวนคนมาตั้งชื่อ นิทรรศการนี้จึงมีชื่อว่า ‘นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน’

ประวัติศาสตร์คือชุดของความทรงจำของแต่ละคนในยุคหนึ่ง มีหลายมิติ และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มันจึงมีหลากหลายเรื่องราว มุมของสถาปนิกก็แบบหนึ่ง นักภาษาศาสตร์ นักการเมือง นักเขียน ก็ไม่เหมือนกัน แต่เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นประวัติศาสตร์ก้อนเดียวกันที่มีหลายมิติ เราคิดแบบนี้ตั้งแต่งานแรก แต่งานนี้เราจะทำให้เห็นชัดขึ้น ประวัติศาสตร์ที่แต่ละคนเห็นตรงหน้าไม่เหมือนกัน มันมีหลายมิติเวลา หลายมุมมอง ทำยังไงให้คนเห็นว่ามิติต่างๆ ในประวัติศาสตร์มันไปด้วยกันได้ และเขาก็สร้างเรื่องราวประวัติศาสตร์ในมุมของเขาเองได้ ให้มันต่อเนื่องกันไป งานนี้เราจะได้เห็นมุมมองของหลายฝ่าย โดยที่จะไม่มีการชักจูงอะไร

ไม่ค่อยมีคนเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ด้วยวิธีนี้สักเท่าไหร่

เราได้แรงบันดาลใจจากงานของ Tasneem Mehta ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Bhau Daji Lad (BDL) ในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เขาอยากให้คนคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์ เพราะถ้าไม่คุยกัน ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมก็จะตาย ไม่ต่อเนื่องไป เขาเข้าไปบูรณะอาคารร้างที่สร้างในยุคที่อังกฤษเข้ามา แล้วก็ไปดึงศิลปิน ปะติมากร จิตรกร นักเต้น นักร้อง ให้มาสร้างสรรค์งานโดยตีความจากโบราณวัตถุ เขาบอกว่านี่คือวิธีที่ทำให้คนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต

งานวังหน้านฤมิตฯ คุณใหม่ชวนใครมาร่วมบ้าง

ตอนแรกเราชวนศิลปินร่วมสมัย เป็น Visual Artist ทั้งคนที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต (หัวเราะ) ทำไปก็พบว่ามันมีแค่มุมมองเดียว คือมุมของศิลปินร่วมสมัย เราอยากให้มันรอบด้านกว่านี้ เลยเพิ่มคนสาขาอื่นๆ เข้ามา ทั้งนักภาษาศาสตร์ นักวิชาการ สถาปนิก นักพฤกษศาสตร์ เชฟ ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามุมมองจะหลากหลายขนาดนี้

งานนี้มีศิลปินมาร่วมสร้างงาน 7 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อีก 14 คน ทำไมถึงมากขนาดนี้

พิพิธภัณฑ์ต้องไม่ใช่สิ่งไกลตัว ควรเป็นสิ่งที่คนเข้าไปสัมผัสข้อมูลได้ มีส่วนร่วมได้ และสร้างบทสนทนาได้ ที่ผ่านมาคนมักจะมองว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์อยู่ไกลตัว ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในปัจจุบัน เราอยากให้คนมองว่าประวัติศาสตร์อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ให้เขาได้ลองเข้าไป ได้คิด ได้เลือก โดยไม่ต้องสนใจว่าจะเลือกผิดหรือถูก กล้าสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์ในมุมของตัวเอง ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่สิ่งที่มีอยู่แค่ในอดีต งานนี้เราเน้นคำว่าสร้างสรรค์ เพราะประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่มีชีวิต ถ้าเราไม่สร้างสรรค์ ไม่มีการคุย ไม่ทำให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน คนจะไม่เข้าใจว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของวิวัฒนาการ ทำให้เราไม่เก็บข้อมูลที่มีในปัจจุบัน นี่คือปัญหา เพราะเรื่องราวของแต่ละคนจะหายไป พระเอกของงานนี้คือศิลปินและผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ซึ่งปกติแล้วเขาไม่มีโอกาสได้เข้ามาสร้างสรรค์งานในพื้นที่

คุณใหม่ดูจะสนใจเรื่องของมิติเวลา

เวลาที่นึกถึงพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ เราจะคิดว่ามันเป็นเรื่องอดีตอย่างเดียว แต่เราต้องเข้าใจว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างเวลา มันเป็นธรรมชาติ เป็นความจริงของโลกนี้ว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เป็นอดีตไม่ได้หายไป มันมีร่องรอยอยู่รอบตัวเราหมดเลย ทุกอย่างมีความเป็นมาเป็นไป มา และไป และอยู่ เราต้องคิดว่าทำยังไงให้คนไม่ทิ้งอดีต และทำให้คนมีส่วนร่วมกับปัจจุบัน ประวัติศาสตร์จะได้ถูกส่งต่อไปยังอนาคต เราต้องนึกถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พร้อมกัน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

คุณใหม่มองวังหน้าผ่านมิติของภาษาแบบไหน

เราเป็นนักอักษรศาสตร์ สนใจเรื่องภาษา การใช้คำ การเรียงคำ มันมีมิติที่ซ่อนอยู่ในคำ เล่าเรื่องที่อาจจะมองไม่เห็น งานนี้เราพูดถึงเรื่องพระนามของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เราชวนนักภาษาศาสตร์อาวุโสของกรมศิลป์ อาจารย์จากจุฬาฯ พราหมณ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาสันสกฤต มาถอดคำ วิเคราะห์การใช้คำของรัชกาลที่ 4 เพราะทรงพระปรีชาสามารถเรื่องการใช้ภาษามาก

เราศึกษาการเปลี่ยนแปลงของการปกครองโดยกษัตริย์ได้ผ่านชื่อของกษัตริย์ ยุคสุโขทัยกษัตริย์อยู่กับชุมชน ยุคอยุธยาได้รับอิทธิพลจากอินเดีย จากฮินดู เข้ามาเยอะ กษัตริย์จึงเป็นเหมือนสมมติเทพ อยู่สูงมาก ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนไม่สามารถเอ่ยพระนามท่านได้ คนทั่วไปไม่รู้พระนามกษัตริย์เลย และพระนามของท่านก็ไม่ได้ระบุลักษณะความเป็นบุคคลเฉพาะ

ยุครัชกาลที่ 4 ทรงผนวชอยู่ 27 ปี ทรงทราบว่าชื่อเป็นสิ่งสำคัญเพราะมีพลังของคนอยู่ในนั้น มีเรื่องโหราศาสตร์ ตำราพิชัยสงคราม มาเกี่ยวข้อง ชื่อจะเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของคน ถ้าเราอยากให้เขาเป็นแบบนี้ ก็ตั้งชื่อนี้ ชื่อทำให้คนมีชีวิต มีตัวตนอยู่ในโลกมนุษย์

กษัตริย์มี 2 ชื่อ คือพระนาม (ชื่อเดิม) กับพระบรมนามาภิไธย (ชื่อกษัตริย์) รัชกาลที่ 4 เป็นพระองค์แรกที่ทรงพระบรมนามาภิไธยเอง และทรงพระบวรนามาภิไธยของพระปิ่นเกล้า และเป็นครั้งแรกที่มีการใส่พระนามในพระบรมนามาภิไธย เราจึงเห็นเรื่องราวมากมายอยู่ในชื่อ และเห็นถึงความเชื่อมโยงของชื่อทั้งสอง ถ้าใครสนใจก็มาร่วมฟังเสวนาได้ ‘ผัสสะแห่งส่ิงที่จับต้องไม่ได้: นัยแห่งพระปรมาภิไธย’ วันที่ 10 มีนาคม

เรื่องดนตรีมีมิติไหนที่น่าสนใจบ้าง

เพลงเป็นวิธีบันทึกประวัติศาสต์แบบหนึ่ง เราชวนคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูของ ครูดุษฎี พนมยงค์ ให้เอาเพลงโบราณมาเรียบเรียงด้วยเสียงและดนตรีที่ร่วมสมัย ทำให้เห็นว่าปัจจุบันกับอดีตอยู่ด้วยกัน จะร้องในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย อีกกลุ่มหนึ่ง ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า และ Marmosets จะทำเพลงจากบทกวีของพระปิ่นเกล้าและใช้เสียงระนาดเหล็กที่ทำในสมัยนั้น เป็นการรวมประวัติศาสตร์ 2 ยุคเข้าด้วยกัน

ทำไมถึงชวนศิลปินอินดี้อย่างตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า มาร่วมงานนี้

ชอบเขานะ (หัวราะ) เขาเป็นคนเขียนเพลงที่เก่ง มีการใช้คำ เล่นคำ มีมุมมองที่น่าสนใจ เขาพูดตั้งแต่ต้นว่า เขาอาจจะไม่เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เท่าไหร่ แต่ตอนที่เขาเข้าไปในพื้นที่เขารู้สึกถึงความสำคัญของพื้นที่ ซึ่งอยากอธิบายเป็นบทเพลง สิ่งที่สร้างขึ้นมาคือสิ่งที่เป็นตัวเขาเอง แต่ประวัติศาสตร์ไม่หายไปเลย มันอยู่ในนั้น ชัดเลย การทำเพลงก็คือการเอาประวัติศาสตร์ในมุมของเขามาสื่อสารถึงคนด้วยวิธีที่ทุกคนเข้าใจ

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

ได้ยินว่างานของคุณฤกษ์ฤทธิ์คือการเล่าเรื่องผีในวังหน้า

ไม่ใช่เรื่องผีแบบที่อยู่ในหนังนะ (หัวเราะ) ในพื้นที่มีหลายมิติของเวลาที่อยู่พร้อมกัน มีสิ่งที่เราเห็นกับตาและสิ่งที่มองไม่เห็น แต่เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าเข้าไปในห้องตอนนี้เราจะเห็นภาพหนึ่ง แต่เมื่อ 50 ปีก่อน อะไรอยู่ตรงนี้ 70 ปีก่อนล่ะ 100 ปีก่อนล่ะ เราจะเลือกมองอันไหน เพราะมันอยู่พร้อมกัน ผีก็คือมิติของเวลา ฤกษ์ฤทธิ์นำเสนอสิ่งนี้ มีการตีความโบราณวัตถุ เอาเรื่องราวที่อยู่ในพื้นที่ยุคนั้นออกมาให้คนดูด้วยวิธีที่ง่ายขึ้น

แล้ว Chef’s Table ของเชฟตามจะเล่าเรื่องอะไร

งานที่เราทำกับเชฟตามหรือวงสวนพลูถือเป็นนิทรรศการ แต่เราสื่อสารด้วยรูปแบบที่ต่างไป การทำกับข้าวเป็นวิธีแสดงความเป็นบุคคลและประวัติศาสตร์ที่คนทั่วไปเข้าใจและรับได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่เป็นอาหาร ซึ่งเราแลกเปลี่ยนและคุยกันได้ เรากับเชฟตามคุยกันบ่อยว่าเขาเห็นอะไร อยากพูดอะไร อยากเล่าอะไร ผ่านอาหาร

ไม่ใช่การทำอาหารย้อนยุค

ถ้าทำแบบนั้นก็เป็นเรื่องเดิม เราคุยกับศิลปินทุกคนตั้งแต่แรกว่าเราย้อนกลับไปอดีตไม่ได้นะ ทุกสิ่งที่เราทำตอนนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ แต่เป็นเรื่องร่วมสมัยทั้งหมด เพียงแค่มีมิติที่เกี่ยวกับอดีต เรารู้จักเชฟตามอยู่แล้ว เราตามงานเขามาเป็นปี เราชอบงานที่เขาทำ เขาไม่ได้ทำอาหารจากอดีตอย่างเดียว แล้วก็ไม่ได้ทำของใหม่ล้วน เวลาทำอาหารเขารวมเรื่องราวของพื้นที่และอดีตไว้ด้วยกัน งานนี้เขาไปหาข้อมูลเป็นเดือน ไปดูตำราอาหารสมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดมาคิดว่าจะปรับอาหารยังไงให้เข้ากับแต่ละยุคของวังหน้า เช่นสมัยของพระปิ่นเกล้ามีความเป็นตะวันตกเข้ามาเยอะ เขาคิดทุกขั้นตอนแล้วไปหาวัตถุดิบท้องถิ่นมาใช้ เป็นการเล่าเรื่องคน และสร้างบทสนทนากับคนที่เข้ามาในพื้นที่ผ่านอาหาร

ถ้านิทรรศการนี้เป็นห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ คุณครูใหม่กำลังจะสอนอะไรพวกเรา

คงจะไม่ใช่การสอน แต่อาจจะอธิบายแบบตั้งคำถามมากกว่า เห็นอะไรบ้าง เห็นแล้วรู้สึกยังไง เห็นประเด็นไหนชัดที่สุด

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

ไม่เหมือนการสอนประวัติศาสตร์ทั่วไปที่มักจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง

อาจเป็นเพราะเราทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ จัดโปรแกรมการเรียนรู้ให้เด็กมัธยม เด็กมหาวิทยาลัย กลุ่มที่ยากที่สุดคือเด็กประถมนะ งานวังน่านิมิตมีเด็กประถมเข้ามาดูงาน เราซึ่งอยู่กับประวัติศาสตร์ทุกวันก็เริ่มบรรยาย พูดไปเรื่อยๆ สักพัก ผู้ใหญ่ที่มาช่วยงานเราก็บอกว่า คุณใหม่หยุดก่อน เราก็งงว่าพูดอะไรผิดเหรอ เขาบอกว่า เราต้องเข้าใจก่อนว่าวันนี้เราต้องการให้เด็กกลับบ้านไปแล้วเข้าใจอะไร สิ่งที่เรายื่นให้ เขาอาจจะไม่ได้รับมันร้อยเปอร์เซ็นต์

งานนี้เราไม่ได้ให้ข้อมูลทั้งหมด ถ้าให้หมด เขาจะจับไม่ได้ว่าส่วนสำคัญอยู่ตรงไหน คำแนะนำที่เรายังจำได้ถึงวันนี้คือ เราต้องพูดเรื่องปัจจุบันที่เขาเห็นกับตา แล้วผูกกับอดีต เขาจะเข้าใจ แล้วเราจะผูกให้อยู่ด้วยกันอย่างไร สิ่งสำคัญไม่ใช่การเอาข้อมูลออกไป แต่เป็นการคิดว่าผลลัพธ์คืออะไร เราต้องการให้คนเข้าใจยังไง ถ้าเล่าทุกอย่างก็ไม่ได้ผล เพราะคนจับประเด็นไม่ได้ ก็เหมือนเราไม่ได้ทำอะไรเลย เราไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลทั้งหมดตอนนั้น ต้องค่อยๆ ให้ข้อมูล

เป็นนิทรรศการประวัติศาสตร์ที่ไม่เน้นให้ข้อมูล

โอ้ อย่าพูดแบบนั้น ข้อมูลเยอะค่ะ (หัวเราะ) เพียงแต่เราไม่ได้เน้นตรงนั้น ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราสนใจกลยุทธ์ในการให้ข้อมูลมากกว่า เราต้องให้ข้อมูลด้วยวิธีท่ี่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง นี่คือวิธีที่ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เป็นสิ่งที่คนจดจำได้

เป็นวิธีการที่ใหม่มากในบ้านเรา มีความกังวลเรื่องคนจะไม่เข้าใจบ้างไหม

เราต้องยอมรับว่าถ้าทำอะไรใหม่ งานแรกคงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อันที่จริงก็ไม่มีงานไหนร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แล้วคนดูก็คงต้องใช้เวลา ทุกคนมีสิทธิ์จะคิดตามที่เขาคิด งานที่แล้วก็มีคำวิจารณ์ แต่งานนี้คงโดนเยอะกว่า (หัวเราะ) คนเราทำอะไรก็มีเสียงวิจารณ์ เราต้องยอมรับตรงนี้ ถ้ามัวแต่กลัวก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย เรากลัวแค่คนตั้งใจจะเข้าไปเลือกมอง เลือกคิดในสิ่งที่เป็นแง่ลบ ซึ่งเขาอาจจะสร้างขึ้นมาเอง เราคงห้ามเขาไม่ได้ เราเจอสิ่งนี้ตั้งแต่ตอนทำวังน่านิมิต เราไม่ได้ทำงานนี้ด้วยความคิดในมุมพวกนั้นเลย เราทำในมุมของศิลปะ แต่เราพร้อมรับคำวิจารณ์ ถ้ามีคนบอกว่าไม่ชอบเพราะแบบนี้ๆ เราก็ต้องฟัง เพราะทุกคนก็มีเหตุผล เดี๋ยวงานหน้าเราจะพัฒนาให้ดีขึ้น

งานนี้จะสร้างอะไรใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในวงการพิพิธภัณฑ์บ้าง

เราต้องการแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีโอกาสเล่าเรื่องราวของเขาเอง ไม่มีใครผิดใครถูก คนดูตั้งคำถามกับงานได้ เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่แสดงงานก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนั้นเป็นแค่นี้ เราอยากให้คนค่อยๆ ตั้งใจดู คิด ตอนทำงานวังน่านิมิต มีคนมาดูงานคนหนึ่งเป็นเด็กธรรมศาสตร์ เขาเล่าว่า ตอนเรียนเขาไม่เคยรู้เลยว่าธรรมศาสตร์อยู่ในพื้นที่ของวังหน้า ไม่เคยคิดเรื่องวังหน้าเลย แต่หลังจากงานเขาก็กลับเข้าไปในพื้นที่ด้วยความอยากรู้ เริ่มสังเกตร่องรอย เพราะว่าเขาเริ่มคิดกับมัน เราต้องการแบบนี้ อยากให้คนสงสัย คิด สร้างสรรค์ และสัมผัส

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

จากการทำงานแรกจนถึงงานนี้ วิธีการทำงานของคุณใหม่เปลี่ยนไปบ้างไหม

เมื่อก่อนเราทำงานตามนิสัยที่ค่อนข้างดื้อ ไม่ฟังคนอื่น แต่ตอนนี้เราเข้าใจวิธีการทำงานกับคนมากขึ้น งานนี้ต้องประสานงานกันหลายฝ่าย มีคนเยอะมาก มีมุมมองที่แตกต่างกันเยอะ เราพยายามคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ถ้าเรามัวแต่ยึดติดว่าสิ่งที่เราทำถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งความจริงมันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เพราะสิ่งที่ถูกต้องสำหรับเราไม่ได้ถูกต้องสำหรับทุกคน มุมมองเราไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราต้องรับให้ได้คือ มันไม่เหมือนกัน แต่ไม่มีใครผิด ทุกคนถูกหมด เราคุยกันได้และเข้าใจว่าทุกอย่างมันไปด้วยกันในทิศทางที่ดีได้ โดยไม่ต้องคิดว่าคนนี้ถูกคนนี้ผิด

ถ้าเราผิดก็ยอมรับว่าผิด เราไม่รอบคอบเอง เดี๋ยวปรับ เราเป็นคนที่ยืดหยุ่นพอสมควร ถ้าเรายึดความคิดเราอย่างเดียว งานอาจจะส่งออกไปถึงคนแบบไม่ถูกต้อง อาจจะสร้างความเสียหายให้กับคนอื่นได้ ถ้าเราอยากให้มีมุมมองครบทุกด้าน เราไม่ควรติดกับสิ่งที่เราต้องการอย่างเดียว เราต้องเอาทุกคนมารวมหมด

สิ่งที่เหมือนเดิมคือ ตอนเริ่มงานที่แล้วเราไม่ชอบให้สัมภาษณ์เลย ไม่ชอบคุยกับคนเลย เราขี้อาย ยิ่งสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยยิ่งไม่เอาเลย ตอนนี้ก็ยังรู้สึกแบบนั้น แต่เริ่มชินแล้ว จำได้ว่าตอนให้สัมภาษณ์คราวที่แล้วเรากลัว นอนไม่ได้เลย สัมภาษณ์ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้

เมื่อคืนนอนหลับดีไหมครับ

เมื่อคืนนี้โอเค เราคิดว่าถ้าเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วไม่น่าจะมาเสียเวลานั่งกลัว นอนไม่หลับ เราก็ปล่อย เราได้เรียนรู้จากงานที่แล้ว บางคนบอกว่าต้องทำแบบนี้ ต้องแต่งตัวแบบนี้ ต้องระวังคำพูด เดี๋ยวคนไม่ชอบ เราคิดว่าถ้าคนจะไม่ชอบ ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็ไม่ชอบอยู่ดี เราก็เป็นตัวของตัวเอง เราไม่ได้พยายามปิดบังอะไร นี่คือตัวเราหมดเลย เราอยากให้คนชอบนะ ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ)

งานวังน่านิมิต คุณใหม่ไปอยู่ที่งานบ่อยแค่ไหน

เกือบทุกวัน มันเป็นงานของเรา เป็นหน้าที่ที่ต้องไปดูว่ามันราบรื่นดีไหม ไปดูอาสาสมัครนำชมว่าโอเคหรือเปล่า บางทีก็ดูอยู่ด้านหลังว่าเขาคุยกับคนยังไง แล้วก็คุยกับเขาว่าวันนี้มีปัญหาอะไรบ้าง ถ้าเจอคนยังไม่ชินกับวิธีการจัดแสดงแบบนี้ ก็คุยกันว่า ไม่เป็นไรนะ เขามีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์พูด บางทีก็ลองคุยกับเขา บางทีมีชาวต่างชาติมาต้องอธิบายภาษาอังกฤษ เราก็นำชมเอง รอบคนไทยเราก็นำ

คนเหล่านั้นตกใจไหมที่คุณใหม่นำชมเอง

ไม่หรอก ฝรั่งคงไม่รู้หรอกว่าเราเป็นเจ้าของงาน เพราะเจ้าของงานในต่างประเทศจะเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ ส่วนคนไทยบางทีเขาก็บอกเราว่า ไม่ชอบตรงนั้นตรงนี้ เราก็ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวคราวหน้าจะทำให้ดีขึ้น ขอโทษค่ะ (หัวเราะ) เราดีใจที่เขาพูดแบบนี้เพราะแปลว่าเขาอยากช่วย เขาไม่ได้อยากให้เราเสียใจหรอก

ถ้าไปร่วมสัมผัสประสบการณ์กับนิทรรศการนี้ เราจะมีโอกาสได้เจอคุณใหม่ไหม

อาจจะได้เจอ เราคงไม่ได้ไปบ่อยเท่าคราวที่แล้ว เพราะว่างานครั้งนี้จัดยาวกว่า แต่วันที่ 27 เมษายน ที่มี Chef’s Table ของเชฟตาม ใครมาร่วม Walk with The Cloud ในวันนั้น เราจะพาชมงานเองแน่นอน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

Photographer

ศุภกิตติ์ วิเศษอนุพงศ์

ช่างภาพประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ได้รับโอกาสติดตามทีมมาตั้งแต่ปี 2016

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load