27 กุมภาพันธ์ 2562
22 K

เมื่อกลางปีที่แล้ว กรมศิลปากรมีโครงการเล่าเรื่องวังหน้า ผ่านโครงการและนิทรรศการชื่อ ‘วังน่านิมิต’ โดยมี คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโครงการ และ จิตติ เกษมกิจวัฒนา รับหน้าที่ภัณฑารักษ์ งานนั้นจัดที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

และคุณใหม่ได้พาผู้อ่าน The Cloud ไปชมวังหน้าด้วยตัวเอง กับกิจกรรม Walk with The Cloud 08 : The Hidden Palace

ครั้งนั้น The Cloud มีโอกาสได้สัมภาษณ์คุณใหม่แบบยาวเหยียด ในบทสัมภาษณ์ ‘คุณใหม่ เจนเซน นักประวัติศาสตร์ที่ขี่จักรยาน ปีนเขา ถ่ายรูปด้วยเลนส์เก่า และชอบคุยกับคน’

ครั้งนี้ The Cloud ได้กลับมาสนทนากับคุณใหม่อีกครั้ง เพราะคุณใหม่กำลังทำเตรียมโครงการภาคต่อ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ ซึ่งมีส่วนหนึ่งในงานเป็นนิทรรศการชื่อ ‘นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน’ จะจัดในวันที่ 6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมี นาตาลี บูแตง คุณใหม่ และ แมรี่ ปานสง่า เป็นคณะภัณฑารักษ์

งานนี้บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการที่ถือว่าแปลกใหม่ในประเทศไทย นั่นก็คือ ไม่ใช่นิทรรศการที่เล่าประวัติของวังหน้า แต่ชวนศิลปินและผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานโดยได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ของวังหน้า รายชื่อของศิลปินและผู้เชี่ยวชาญ มีดังนี้

ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์ (ศิลปิน)

ออน คาวารา (ศิลปิน)

อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ (ศิลปิน)

นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ (ศิลปิน)

ปรัชญา พิณทอง (ศิลปิน)

ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช (ศิลปิน)

หยัง โว (ศิลปิน)

จารุพัชร อาชวะสมิต (นักออกแบบสิ่งทอ)

ประพจน์ อัศววิรุฬหการ, พงศ์ศิษฏ์ ปังศรีวังศ, บุญเตือน ศรีวรพจน์ และ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา)

คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู (นักดนตรี)

สายัณห์ แดงกลม (นักประวัติศาสตร์ศิลปะ)

ชุดารี เทพาคำ (เชฟ)

สุวิชชา ดุษฎีวนิช (ประติมากรสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน)

กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ (นักพฤกษศาสตร์)

สุพิชชา โตวิวิชญ์ และ ชาตรี ประกิตนนทการ (สถาปนิก)

ตุล ไวฑูรเกียรติ และ Marmosets (นักดนตรี)

นอกจากรายชื่อศิลปินแล้วจะน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว แนวคิดของคุณใหม่ในการสื่อสารเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านงานนิทรรศการงานทดลองชิ้นนี้ก็ยังน่าสนใจมาก

เรื่องเป็นเช่นนี้

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

วังหน้านฤมิตฯ ต่างจากงานวังน่านิมิตอย่างไร

แนวคิดคล้ายกัน เราวางไว้ตั้งแต่แรกว่าจะไม่ได้ทำแค่นิทรรศการเดียว เราต้องการเล่าเรื่องใหญ่ที่มีหลายบท งานแรก ‘วังน่านิมิต’ เป็นชื่อเดียวกันโครงการและนิทรรศการ เป็นเรื่องการจินตนาการ ถ้าคนได้เข้าไปในพื้นที่จะจินตนาการเห็นอะไร สร้างภาพแบบไหน

โครงการนี้ชื่อ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ เป็นเรื่องการสร้างสรรค์ ถ้าเอาคนที่หลากหลายเข้าไปในพื้นที่ เขาจะคุยอะไรกัน สร้างสรรค์เรื่องราวอะไรขึ้นมา ทุกอย่างในงานจริงเป็นการสร้างสรรค์ แม้กระทั่งชื่อนิทรรศการ เราก็ชวนคนมาตั้งชื่อ นิทรรศการนี้จึงมีชื่อว่า ‘นัยระนาบนอก อินซิทู: แปลงร่างอดีตในหลืบแห่งปัจจุบัน’

ประวัติศาสตร์คือชุดของความทรงจำของแต่ละคนในยุคหนึ่ง มีหลายมิติ และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มันจึงมีหลากหลายเรื่องราว มุมของสถาปนิกก็แบบหนึ่ง นักภาษาศาสตร์ นักการเมือง นักเขียน ก็ไม่เหมือนกัน แต่เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นประวัติศาสตร์ก้อนเดียวกันที่มีหลายมิติ เราคิดแบบนี้ตั้งแต่งานแรก แต่งานนี้เราจะทำให้เห็นชัดขึ้น ประวัติศาสตร์ที่แต่ละคนเห็นตรงหน้าไม่เหมือนกัน มันมีหลายมิติเวลา หลายมุมมอง ทำยังไงให้คนเห็นว่ามิติต่างๆ ในประวัติศาสตร์มันไปด้วยกันได้ และเขาก็สร้างเรื่องราวประวัติศาสตร์ในมุมของเขาเองได้ ให้มันต่อเนื่องกันไป งานนี้เราจะได้เห็นมุมมองของหลายฝ่าย โดยที่จะไม่มีการชักจูงอะไร

ไม่ค่อยมีคนเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ด้วยวิธีนี้สักเท่าไหร่

เราได้แรงบันดาลใจจากงานของ Tasneem Mehta ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Bhau Daji Lad (BDL) ในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เขาอยากให้คนคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์ เพราะถ้าไม่คุยกัน ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมก็จะตาย ไม่ต่อเนื่องไป เขาเข้าไปบูรณะอาคารร้างที่สร้างในยุคที่อังกฤษเข้ามา แล้วก็ไปดึงศิลปิน ปะติมากร จิตรกร นักเต้น นักร้อง ให้มาสร้างสรรค์งานโดยตีความจากโบราณวัตถุ เขาบอกว่านี่คือวิธีที่ทำให้คนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต

งานวังหน้านฤมิตฯ คุณใหม่ชวนใครมาร่วมบ้าง

ตอนแรกเราชวนศิลปินร่วมสมัย เป็น Visual Artist ทั้งคนที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต (หัวเราะ) ทำไปก็พบว่ามันมีแค่มุมมองเดียว คือมุมของศิลปินร่วมสมัย เราอยากให้มันรอบด้านกว่านี้ เลยเพิ่มคนสาขาอื่นๆ เข้ามา ทั้งนักภาษาศาสตร์ นักวิชาการ สถาปนิก นักพฤกษศาสตร์ เชฟ ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามุมมองจะหลากหลายขนาดนี้

งานนี้มีศิลปินมาร่วมสร้างงาน 7 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อีก 14 คน ทำไมถึงมากขนาดนี้

พิพิธภัณฑ์ต้องไม่ใช่สิ่งไกลตัว ควรเป็นสิ่งที่คนเข้าไปสัมผัสข้อมูลได้ มีส่วนร่วมได้ และสร้างบทสนทนาได้ ที่ผ่านมาคนมักจะมองว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์อยู่ไกลตัว ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในปัจจุบัน เราอยากให้คนมองว่าประวัติศาสตร์อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ให้เขาได้ลองเข้าไป ได้คิด ได้เลือก โดยไม่ต้องสนใจว่าจะเลือกผิดหรือถูก กล้าสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์ในมุมของตัวเอง ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่สิ่งที่มีอยู่แค่ในอดีต งานนี้เราเน้นคำว่าสร้างสรรค์ เพราะประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่มีชีวิต ถ้าเราไม่สร้างสรรค์ ไม่มีการคุย ไม่ทำให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน คนจะไม่เข้าใจว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของวิวัฒนาการ ทำให้เราไม่เก็บข้อมูลที่มีในปัจจุบัน นี่คือปัญหา เพราะเรื่องราวของแต่ละคนจะหายไป พระเอกของงานนี้คือศิลปินและผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ซึ่งปกติแล้วเขาไม่มีโอกาสได้เข้ามาสร้างสรรค์งานในพื้นที่

คุณใหม่ดูจะสนใจเรื่องของมิติเวลา

เวลาที่นึกถึงพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ เราจะคิดว่ามันเป็นเรื่องอดีตอย่างเดียว แต่เราต้องเข้าใจว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างเวลา มันเป็นธรรมชาติ เป็นความจริงของโลกนี้ว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เป็นอดีตไม่ได้หายไป มันมีร่องรอยอยู่รอบตัวเราหมดเลย ทุกอย่างมีความเป็นมาเป็นไป มา และไป และอยู่ เราต้องคิดว่าทำยังไงให้คนไม่ทิ้งอดีต และทำให้คนมีส่วนร่วมกับปัจจุบัน ประวัติศาสตร์จะได้ถูกส่งต่อไปยังอนาคต เราต้องนึกถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พร้อมกัน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

คุณใหม่มองวังหน้าผ่านมิติของภาษาแบบไหน

เราเป็นนักอักษรศาสตร์ สนใจเรื่องภาษา การใช้คำ การเรียงคำ มันมีมิติที่ซ่อนอยู่ในคำ เล่าเรื่องที่อาจจะมองไม่เห็น งานนี้เราพูดถึงเรื่องพระนามของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เราชวนนักภาษาศาสตร์อาวุโสของกรมศิลป์ อาจารย์จากจุฬาฯ พราหมณ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาสันสกฤต มาถอดคำ วิเคราะห์การใช้คำของรัชกาลที่ 4 เพราะทรงพระปรีชาสามารถเรื่องการใช้ภาษามาก

เราศึกษาการเปลี่ยนแปลงของการปกครองโดยกษัตริย์ได้ผ่านชื่อของกษัตริย์ ยุคสุโขทัยกษัตริย์อยู่กับชุมชน ยุคอยุธยาได้รับอิทธิพลจากอินเดีย จากฮินดู เข้ามาเยอะ กษัตริย์จึงเป็นเหมือนสมมติเทพ อยู่สูงมาก ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนไม่สามารถเอ่ยพระนามท่านได้ คนทั่วไปไม่รู้พระนามกษัตริย์เลย และพระนามของท่านก็ไม่ได้ระบุลักษณะความเป็นบุคคลเฉพาะ

ยุครัชกาลที่ 4 ทรงผนวชอยู่ 27 ปี ทรงทราบว่าชื่อเป็นสิ่งสำคัญเพราะมีพลังของคนอยู่ในนั้น มีเรื่องโหราศาสตร์ ตำราพิชัยสงคราม มาเกี่ยวข้อง ชื่อจะเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของคน ถ้าเราอยากให้เขาเป็นแบบนี้ ก็ตั้งชื่อนี้ ชื่อทำให้คนมีชีวิต มีตัวตนอยู่ในโลกมนุษย์

กษัตริย์มี 2 ชื่อ คือพระนาม (ชื่อเดิม) กับพระบรมนามาภิไธย (ชื่อกษัตริย์) รัชกาลที่ 4 เป็นพระองค์แรกที่ทรงพระบรมนามาภิไธยเอง และทรงพระบวรนามาภิไธยของพระปิ่นเกล้า และเป็นครั้งแรกที่มีการใส่พระนามในพระบรมนามาภิไธย เราจึงเห็นเรื่องราวมากมายอยู่ในชื่อ และเห็นถึงความเชื่อมโยงของชื่อทั้งสอง ถ้าใครสนใจก็มาร่วมฟังเสวนาได้ ‘ผัสสะแห่งส่ิงที่จับต้องไม่ได้: นัยแห่งพระปรมาภิไธย’ วันที่ 10 มีนาคม

เรื่องดนตรีมีมิติไหนที่น่าสนใจบ้าง

เพลงเป็นวิธีบันทึกประวัติศาสต์แบบหนึ่ง เราชวนคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูของ ครูดุษฎี พนมยงค์ ให้เอาเพลงโบราณมาเรียบเรียงด้วยเสียงและดนตรีที่ร่วมสมัย ทำให้เห็นว่าปัจจุบันกับอดีตอยู่ด้วยกัน จะร้องในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย อีกกลุ่มหนึ่ง ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า และ Marmosets จะทำเพลงจากบทกวีของพระปิ่นเกล้าและใช้เสียงระนาดเหล็กที่ทำในสมัยนั้น เป็นการรวมประวัติศาสตร์ 2 ยุคเข้าด้วยกัน

ทำไมถึงชวนศิลปินอินดี้อย่างตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า มาร่วมงานนี้

ชอบเขานะ (หัวราะ) เขาเป็นคนเขียนเพลงที่เก่ง มีการใช้คำ เล่นคำ มีมุมมองที่น่าสนใจ เขาพูดตั้งแต่ต้นว่า เขาอาจจะไม่เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เท่าไหร่ แต่ตอนที่เขาเข้าไปในพื้นที่เขารู้สึกถึงความสำคัญของพื้นที่ ซึ่งอยากอธิบายเป็นบทเพลง สิ่งที่สร้างขึ้นมาคือสิ่งที่เป็นตัวเขาเอง แต่ประวัติศาสตร์ไม่หายไปเลย มันอยู่ในนั้น ชัดเลย การทำเพลงก็คือการเอาประวัติศาสตร์ในมุมของเขามาสื่อสารถึงคนด้วยวิธีที่ทุกคนเข้าใจ

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

ได้ยินว่างานของคุณฤกษ์ฤทธิ์คือการเล่าเรื่องผีในวังหน้า

ไม่ใช่เรื่องผีแบบที่อยู่ในหนังนะ (หัวเราะ) ในพื้นที่มีหลายมิติของเวลาที่อยู่พร้อมกัน มีสิ่งที่เราเห็นกับตาและสิ่งที่มองไม่เห็น แต่เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าเข้าไปในห้องตอนนี้เราจะเห็นภาพหนึ่ง แต่เมื่อ 50 ปีก่อน อะไรอยู่ตรงนี้ 70 ปีก่อนล่ะ 100 ปีก่อนล่ะ เราจะเลือกมองอันไหน เพราะมันอยู่พร้อมกัน ผีก็คือมิติของเวลา ฤกษ์ฤทธิ์นำเสนอสิ่งนี้ มีการตีความโบราณวัตถุ เอาเรื่องราวที่อยู่ในพื้นที่ยุคนั้นออกมาให้คนดูด้วยวิธีที่ง่ายขึ้น

แล้ว Chef’s Table ของเชฟตามจะเล่าเรื่องอะไร

งานที่เราทำกับเชฟตามหรือวงสวนพลูถือเป็นนิทรรศการ แต่เราสื่อสารด้วยรูปแบบที่ต่างไป การทำกับข้าวเป็นวิธีแสดงความเป็นบุคคลและประวัติศาสตร์ที่คนทั่วไปเข้าใจและรับได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่เป็นอาหาร ซึ่งเราแลกเปลี่ยนและคุยกันได้ เรากับเชฟตามคุยกันบ่อยว่าเขาเห็นอะไร อยากพูดอะไร อยากเล่าอะไร ผ่านอาหาร

ไม่ใช่การทำอาหารย้อนยุค

ถ้าทำแบบนั้นก็เป็นเรื่องเดิม เราคุยกับศิลปินทุกคนตั้งแต่แรกว่าเราย้อนกลับไปอดีตไม่ได้นะ ทุกสิ่งที่เราทำตอนนี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ แต่เป็นเรื่องร่วมสมัยทั้งหมด เพียงแค่มีมิติที่เกี่ยวกับอดีต เรารู้จักเชฟตามอยู่แล้ว เราตามงานเขามาเป็นปี เราชอบงานที่เขาทำ เขาไม่ได้ทำอาหารจากอดีตอย่างเดียว แล้วก็ไม่ได้ทำของใหม่ล้วน เวลาทำอาหารเขารวมเรื่องราวของพื้นที่และอดีตไว้ด้วยกัน งานนี้เขาไปหาข้อมูลเป็นเดือน ไปดูตำราอาหารสมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดมาคิดว่าจะปรับอาหารยังไงให้เข้ากับแต่ละยุคของวังหน้า เช่นสมัยของพระปิ่นเกล้ามีความเป็นตะวันตกเข้ามาเยอะ เขาคิดทุกขั้นตอนแล้วไปหาวัตถุดิบท้องถิ่นมาใช้ เป็นการเล่าเรื่องคน และสร้างบทสนทนากับคนที่เข้ามาในพื้นที่ผ่านอาหาร

ถ้านิทรรศการนี้เป็นห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ คุณครูใหม่กำลังจะสอนอะไรพวกเรา

คงจะไม่ใช่การสอน แต่อาจจะอธิบายแบบตั้งคำถามมากกว่า เห็นอะไรบ้าง เห็นแล้วรู้สึกยังไง เห็นประเด็นไหนชัดที่สุด

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

ไม่เหมือนการสอนประวัติศาสตร์ทั่วไปที่มักจะเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง

อาจเป็นเพราะเราทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ จัดโปรแกรมการเรียนรู้ให้เด็กมัธยม เด็กมหาวิทยาลัย กลุ่มที่ยากที่สุดคือเด็กประถมนะ งานวังน่านิมิตมีเด็กประถมเข้ามาดูงาน เราซึ่งอยู่กับประวัติศาสตร์ทุกวันก็เริ่มบรรยาย พูดไปเรื่อยๆ สักพัก ผู้ใหญ่ที่มาช่วยงานเราก็บอกว่า คุณใหม่หยุดก่อน เราก็งงว่าพูดอะไรผิดเหรอ เขาบอกว่า เราต้องเข้าใจก่อนว่าวันนี้เราต้องการให้เด็กกลับบ้านไปแล้วเข้าใจอะไร สิ่งที่เรายื่นให้ เขาอาจจะไม่ได้รับมันร้อยเปอร์เซ็นต์

งานนี้เราไม่ได้ให้ข้อมูลทั้งหมด ถ้าให้หมด เขาจะจับไม่ได้ว่าส่วนสำคัญอยู่ตรงไหน คำแนะนำที่เรายังจำได้ถึงวันนี้คือ เราต้องพูดเรื่องปัจจุบันที่เขาเห็นกับตา แล้วผูกกับอดีต เขาจะเข้าใจ แล้วเราจะผูกให้อยู่ด้วยกันอย่างไร สิ่งสำคัญไม่ใช่การเอาข้อมูลออกไป แต่เป็นการคิดว่าผลลัพธ์คืออะไร เราต้องการให้คนเข้าใจยังไง ถ้าเล่าทุกอย่างก็ไม่ได้ผล เพราะคนจับประเด็นไม่ได้ ก็เหมือนเราไม่ได้ทำอะไรเลย เราไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลทั้งหมดตอนนั้น ต้องค่อยๆ ให้ข้อมูล

เป็นนิทรรศการประวัติศาสตร์ที่ไม่เน้นให้ข้อมูล

โอ้ อย่าพูดแบบนั้น ข้อมูลเยอะค่ะ (หัวเราะ) เพียงแต่เราไม่ได้เน้นตรงนั้น ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราสนใจกลยุทธ์ในการให้ข้อมูลมากกว่า เราต้องให้ข้อมูลด้วยวิธีท่ี่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง นี่คือวิธีที่ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่เป็นสิ่งที่คนจดจำได้

เป็นวิธีการที่ใหม่มากในบ้านเรา มีความกังวลเรื่องคนจะไม่เข้าใจบ้างไหม

เราต้องยอมรับว่าถ้าทำอะไรใหม่ งานแรกคงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อันที่จริงก็ไม่มีงานไหนร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แล้วคนดูก็คงต้องใช้เวลา ทุกคนมีสิทธิ์จะคิดตามที่เขาคิด งานที่แล้วก็มีคำวิจารณ์ แต่งานนี้คงโดนเยอะกว่า (หัวเราะ) คนเราทำอะไรก็มีเสียงวิจารณ์ เราต้องยอมรับตรงนี้ ถ้ามัวแต่กลัวก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย เรากลัวแค่คนตั้งใจจะเข้าไปเลือกมอง เลือกคิดในสิ่งที่เป็นแง่ลบ ซึ่งเขาอาจจะสร้างขึ้นมาเอง เราคงห้ามเขาไม่ได้ เราเจอสิ่งนี้ตั้งแต่ตอนทำวังน่านิมิต เราไม่ได้ทำงานนี้ด้วยความคิดในมุมพวกนั้นเลย เราทำในมุมของศิลปะ แต่เราพร้อมรับคำวิจารณ์ ถ้ามีคนบอกว่าไม่ชอบเพราะแบบนี้ๆ เราก็ต้องฟัง เพราะทุกคนก็มีเหตุผล เดี๋ยวงานหน้าเราจะพัฒนาให้ดีขึ้น

งานนี้จะสร้างอะไรใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในวงการพิพิธภัณฑ์บ้าง

เราต้องการแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีโอกาสเล่าเรื่องราวของเขาเอง ไม่มีใครผิดใครถูก คนดูตั้งคำถามกับงานได้ เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่แสดงงานก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนั้นเป็นแค่นี้ เราอยากให้คนค่อยๆ ตั้งใจดู คิด ตอนทำงานวังน่านิมิต มีคนมาดูงานคนหนึ่งเป็นเด็กธรรมศาสตร์ เขาเล่าว่า ตอนเรียนเขาไม่เคยรู้เลยว่าธรรมศาสตร์อยู่ในพื้นที่ของวังหน้า ไม่เคยคิดเรื่องวังหน้าเลย แต่หลังจากงานเขาก็กลับเข้าไปในพื้นที่ด้วยความอยากรู้ เริ่มสังเกตร่องรอย เพราะว่าเขาเริ่มคิดกับมัน เราต้องการแบบนี้ อยากให้คนสงสัย คิด สร้างสรรค์ และสัมผัส

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

จากการทำงานแรกจนถึงงานนี้ วิธีการทำงานของคุณใหม่เปลี่ยนไปบ้างไหม

เมื่อก่อนเราทำงานตามนิสัยที่ค่อนข้างดื้อ ไม่ฟังคนอื่น แต่ตอนนี้เราเข้าใจวิธีการทำงานกับคนมากขึ้น งานนี้ต้องประสานงานกันหลายฝ่าย มีคนเยอะมาก มีมุมมองที่แตกต่างกันเยอะ เราพยายามคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ถ้าเรามัวแต่ยึดติดว่าสิ่งที่เราทำถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งความจริงมันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เพราะสิ่งที่ถูกต้องสำหรับเราไม่ได้ถูกต้องสำหรับทุกคน มุมมองเราไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราต้องรับให้ได้คือ มันไม่เหมือนกัน แต่ไม่มีใครผิด ทุกคนถูกหมด เราคุยกันได้และเข้าใจว่าทุกอย่างมันไปด้วยกันในทิศทางที่ดีได้ โดยไม่ต้องคิดว่าคนนี้ถูกคนนี้ผิด

ถ้าเราผิดก็ยอมรับว่าผิด เราไม่รอบคอบเอง เดี๋ยวปรับ เราเป็นคนที่ยืดหยุ่นพอสมควร ถ้าเรายึดความคิดเราอย่างเดียว งานอาจจะส่งออกไปถึงคนแบบไม่ถูกต้อง อาจจะสร้างความเสียหายให้กับคนอื่นได้ ถ้าเราอยากให้มีมุมมองครบทุกด้าน เราไม่ควรติดกับสิ่งที่เราต้องการอย่างเดียว เราต้องเอาทุกคนมารวมหมด

สิ่งที่เหมือนเดิมคือ ตอนเริ่มงานที่แล้วเราไม่ชอบให้สัมภาษณ์เลย ไม่ชอบคุยกับคนเลย เราขี้อาย ยิ่งสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยยิ่งไม่เอาเลย ตอนนี้ก็ยังรู้สึกแบบนั้น แต่เริ่มชินแล้ว จำได้ว่าตอนให้สัมภาษณ์คราวที่แล้วเรากลัว นอนไม่ได้เลย สัมภาษณ์ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้

เมื่อคืนนอนหลับดีไหมครับ

เมื่อคืนนี้โอเค เราคิดว่าถ้าเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วไม่น่าจะมาเสียเวลานั่งกลัว นอนไม่หลับ เราก็ปล่อย เราได้เรียนรู้จากงานที่แล้ว บางคนบอกว่าต้องทำแบบนี้ ต้องแต่งตัวแบบนี้ ต้องระวังคำพูด เดี๋ยวคนไม่ชอบ เราคิดว่าถ้าคนจะไม่ชอบ ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็ไม่ชอบอยู่ดี เราก็เป็นตัวของตัวเอง เราไม่ได้พยายามปิดบังอะไร นี่คือตัวเราหมดเลย เราอยากให้คนชอบนะ ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ)

งานวังน่านิมิต คุณใหม่ไปอยู่ที่งานบ่อยแค่ไหน

เกือบทุกวัน มันเป็นงานของเรา เป็นหน้าที่ที่ต้องไปดูว่ามันราบรื่นดีไหม ไปดูอาสาสมัครนำชมว่าโอเคหรือเปล่า บางทีก็ดูอยู่ด้านหลังว่าเขาคุยกับคนยังไง แล้วก็คุยกับเขาว่าวันนี้มีปัญหาอะไรบ้าง ถ้าเจอคนยังไม่ชินกับวิธีการจัดแสดงแบบนี้ ก็คุยกันว่า ไม่เป็นไรนะ เขามีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์พูด บางทีก็ลองคุยกับเขา บางทีมีชาวต่างชาติมาต้องอธิบายภาษาอังกฤษ เราก็นำชมเอง รอบคนไทยเราก็นำ

คนเหล่านั้นตกใจไหมที่คุณใหม่นำชมเอง

ไม่หรอก ฝรั่งคงไม่รู้หรอกว่าเราเป็นเจ้าของงาน เพราะเจ้าของงานในต่างประเทศจะเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ ส่วนคนไทยบางทีเขาก็บอกเราว่า ไม่ชอบตรงนั้นตรงนี้ เราก็ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวคราวหน้าจะทำให้ดีขึ้น ขอโทษค่ะ (หัวเราะ) เราดีใจที่เขาพูดแบบนี้เพราะแปลว่าเขาอยากช่วย เขาไม่ได้อยากให้เราเสียใจหรอก

ถ้าไปร่วมสัมผัสประสบการณ์กับนิทรรศการนี้ เราจะมีโอกาสได้เจอคุณใหม่ไหม

อาจจะได้เจอ เราคงไม่ได้ไปบ่อยเท่าคราวที่แล้ว เพราะว่างานครั้งนี้จัดยาวกว่า แต่วันที่ 27 เมษายน ที่มี Chef’s Table ของเชฟตาม ใครมาร่วม Walk with The Cloud ในวันนั้น เราจะพาชมงานเองแน่นอน

คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
400

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writer

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load