ตามไปดูเชฟสาวอายุ 20 กว่าๆ เล่าประวัติศาสตร์วังหน้า ช่วงที่เกิดก่อนเธอเกือบ 200 ปี ผ่านอาหาร 1 มื้อ

โครงการ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คณะทำงานนำทีมโดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน เล่าประวัติศาสตร์วังหน้าด้วยวิธีแปลก ใหม่ และสด

คุณใหม่บอกว่า “อยากให้มองประวัติศาสตร์วังหน้าจากหลากหลายมิติ” คุณใหม่จึงเชิญคนเก่งจากสารพัดวงการ ทั้งศิลปิน ช่างเขียนรูป นักพัฒนาแอปพลิเคชัน นักพฤกษศาสตร์ นักร้องประสานเสียง นักทำหนัง ร็อกเกอร์ เชฟ สถาปนิก นักภาษาศาสตร์ ฯลฯ มาดูร่องรอยประวัติศาสตร์สำคัญช่วงหนึ่งของชาติไทย แล้วสร้างชิ้นงานตามความถนัด

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

เชฟที่คุณใหม่ไว้วางใจให้ทำงานนี้คือ เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ Top Chef Thailand คนแรกของประเทศไทย (เป็นผู้เข้าแข่งขันที่อายุน้อยที่สุดในตอนนั้น) ด้วยวัยเพียง 26 ปี เชฟตามตั้งใจเล่าเรื่องประวัติศาสตร์วังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์จากมุมมองของเชฟรุ่นใหม่ ผ่านวัฒนธรรมของอาหารชาววัง หรือที่สมัยก่อนเรียกกันว่า ‘กับข้าวเจ้านาย’

ผู้เข้าชมโครงการวังหน้านฤมิตฯ จะได้รับอาหารตำรับโบราณห่อเล็กๆ ฝีมือเชฟตาม สำหรับนำกลับบ้านพร้อมสูตรอาหาร ซึ่งมีทุกวันตลอดนิทรรศการ ตามด้วยไฮไลต์ในวันที่ 27 เมษายน 2562 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คือการจัดเลี้ยงมื้อพิเศษในรูปแบบ Chef’s Table เชฟตามรังสรรค์อาหารจานใหม่จากตำรับเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 19 ส่วนเมนูจะมีอะไรบ้าง มาชิมกันได้ในทริป Walk with The Cloud 16 : วังหน้านฤมิตฯ ในวันนั้น

การทำอาหารเลี้ยงแขกหลายสิบคนว่ายากแล้ว ยังต้องเล่าประวัติศาสตร์ผ่านอาหารให้ได้อีก ลองมาฟังเชฟตามว่า เธอคิดอะไร และค้นพบอะไรเกี่ยวกับ ‘เพื่อนร่วมอาชีพ’ ยุคเกือบ 2 ศตวรรษที่แล้ว

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

อินเตอร์แท้แต่โบราณ

โจทย์คือ ทำอาหารที่เล่าประวัติศาสตร์วังหน้า ดังนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นอาหาร ‘ชาววัง’ ไม่ใช่อาหารชาวบ้าน

เชฟตามเล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำงานว่า “เริ่มจากตอนเข้าไปที่วังหน้า เพื่อเข้าไปเห็นและสัมผัสบรรยากาศ ตอนนั้นก็คิดไปไกลมากเลยว่าจะใช้กลิ่นของอาหารสมัยก่อน กลิ่นเขาน่าจะเป็นประมาณไหน ก็เริ่มศึกษาตำราอาหารโบราณสมัยรัชกาลที่ 4 แล้วตันมาก เพราะไม่มีสูตรอาหารที่แน่นอนว่ามาจากช่วงนี้เป๊ะๆ พยายามค้นแค่ไหนก็ได้เป็นบันทึกของฝรั่ง เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ที่ได้ไปเข้าเฝ้าฯ และได้ทานอาหารที่วังหน้า เขาก็บันทึกไว้ว่าได้ทานอาหารอะไร ส่วนใหญ่เป็นอาหารฝรั่ง มีอาหารไทยไม่กี่อย่าง ก็เลยรู้ว่าความนิยมชมชอบในของที่เป็นตะวันตกของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวครอบคลุมไปถึงอาหารด้วย”

จุดเด่นข้อหนึ่งที่เชฟตามศึกษาและเลือกสื่อสารผ่านอาหารของเธอคือ ความ ‘อินเตอร์’ ของอาหารชาววัง

อาหารชาววังมีพัฒนาการที่น่าสนใจ เชื่อมโยงกับสภาพสังคมของสยามในแต่ละช่วง อาจารย์สุนทรี อาสะไวย์ ระบุไว้ในงานวิจัย กำเนิดและพัฒนาการของอาหารชาววังกับการเป็นทุนวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวบนตัวเกาะรัตนโกสินทร์ ตอนหนึ่งสรุปได้ว่า บันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องการทำอาหารชาววัง ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 6 มีทั้งหมด 4 ตำรับ ได้แก่

  1. ตำรับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 2
  2. ตำรับท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 5
  3. ตำรับหม่อมส้มจีน ราชานุประพันธ์ (บุนนาค) – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นกัน
  4. ตำรับท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร (ไกรฤกษ์) – เป็นตัวแทนสมัยรัชกาลที่ 6

สตรีสูงศักดิ์ทั้งสี่นี้เป็นเจ้าของตำรับอาหารที่บ่งบอกพัฒนาการอาหารชาววังอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่ตำรับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ ที่ยังคงตำรับอาหารดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ก็มีลักษณะ ‘อาหารนานาชาติ’ เช่น จีน แขก มอญ ลาว เขมร และญวน ให้เห็น ส่วนตำรับของท่านผู้หญิงเปลี่ยนและหม่อมส้มจีนมีจุดเด่นสำคัญคือ มีอิทธิพลของอาหารฝรั่ง และมาเปลี่ยนอีกครั้งในตำราของท่านผู้หญิงกลีบในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่เห็นอิทธิพลของอาหารจีนเด่นชัดเป็นพิเศษ

อย่างที่บอกว่า ตำรับอาหารชาววังสะท้อนสภาพสังคมสยามในแต่ละช่วงได้ดี

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

ตำรับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ ปรากฏหลักฐานในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่รัชกาลที่ 2 พระราชนิพนธ์เพื่อชมฝีมือทำกับข้าวของพระอัครมเหสี (คือสมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ) สะท้อนความ ‘สารพัดวัฒนธรรม’ ในครัวชั้นสูงยุคต้นรัตนโกสินทร์ เพราะกล่าวถึงชื่ออาหารและเครื่องปรุงที่ไม่ใช่ของท้องถิ่นของสยาม เช่น แกงมัสมั่น ลุดตี่แกงไก่ ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ (อาหารอินเดีย) ตับเหล็กลวก รังนกนึ่ง ขนมจีบ (อาหารจีน) และระบุชื่อน้ำปลาญี่ปุ่น ลูกพลับจีน ยี่หร่า ฯลฯ ที่ล้วนแต่เป็นเครื่องปรุงอาหารต่างชาติ

“ตอนค้นคว้า ไปเจอพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เล่าเรื่องอาหารและขนม พอได้ฟังเพลงนี้ก็ อ๋อ นี่คือวิธีการที่เขาบันทึก เขาไม่ได้เขียนเป็นสูตรอาหาร แต่ว่าเป็นการร้องเพลง เหมือนเล่าเรื่องผ่านเพลง ตามคิดว่าพอยิ่งค้นคว้าก็พบว่าเรื่องอาหารมีอะไรมากกว่าสูตร แต่เหมือนเป็นไดอารี่ของคนเขียนสูตรอาหาร” เชฟตามเล่า

ตำรับของท่านผู้หญิงเปลี่ยนในยุครัชกาลที่ 5 ปรากฏอิทธิพลอาหารจากสายสกุลของท่านและสามี (สกุลบางช้าง ชูโต และบุนนาค) คืออาหารมอญและแขกเปอร์เซีย และมีอาหารจีนและฝรั่ง เพราะช่วงนั้น (รัชกาลที่ 4 – 5) ชาวจีนและฝรั่งตะวันตกกำลังมีบทบาทสำคัญในสังคมสยาม

ตำรับหม่อมส้มจีนเน้นแกงและกับข้าว เช่น แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ แกงเผ็ด และมีเนื้อสัตว์ป่าประกอบมากกว่าตำรับของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ซึ่งอาจเป็นเพราะหม่อมส้มจีนท่านชำนาญอาหารประเภทนี้เป็นพิเศษ และเป็นจานโปรดของสามีท่าน (พระยาราชานุประพันธ์) และสมาชิกในครอบครัว

ในขณะที่ตำรับสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ท่านผู้หญิงกลีบเขียนมีอิทธิพลอาหารจีน อาจารย์สุนทรี อาสะไวย์ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเพราะสกุลไกรฤกษ์ของท่านผู้หญิงกลีบเป็นสกุลชาวจีน และในสมัยนั้น อิทธิพลชาวจีนในสังคมไทยเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ บางส่วนเลื่อนฐานะเป็นชนชั้นสูงในสังคมไทยมากยิ่งกว่าช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ชาวไทยเชื้อสายจีนเข้ารับราชการในพระบรมมหาราชวังมากขึ้น ส่งผลให้อาหารจีนหลายอย่างถูกปรุงขึ้นโต๊ะของชนชั้นสูง

“สิ่งที่ตามอยากสื่อคือเรื่องราวของคนสมัยก่อน เรื่องราวของผู้หญิงสมัยนั้น ตำราอาหารเป็นเหมือนไดอารี่ของเขา เขาเขียนไว้หมดว่าทำไมทำสูตรนี้ช่วงนี้ เป็นเพราะช่วงนี้มีวัตถุดิบนี้เยอะ หรือช่วงนี้อากาศร้อนเป็นพิเศษ เขาจะจดไว้หมดเลย ก็อยากให้คนเข้าใจเรื่องราววิถีชีวิตสมัยนั้น” เชฟตามสรุป

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

น้ำพริกแห้งและ Chef’s Table

หากไม่ว่างไปชิม Chef’s Table วันที่ 27 เม.ย. ไม่ต้องเสียใจ เพราะเชฟตามเตรียม ‘น้ำพริกแห้ง’ ที่บรรจุเรื่องราวและกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ยุครัชกาลที่ 4 – 5 พร้อมสูตรอาหารไว้ให้นำกลับบ้าน จะไปชมงานวันไหนก็ได้รับของขวัญห่อเล็กๆ นี้

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

“เมนูที่เลือกมาทำเนี่ย ตอนเจอสูตรแปลกใจมาก เพราะมาจากตำรา แม่ครัวหัวป่าก์ ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ท่านใช้ปลาแซลมอนมาทำน้ำพริก เราก็ เฮ้ย การใช้ของจากประเทศอื่นมาทำอาหารเป็นการบอกลักษณะของสังคมช่วงวังหน้าในสมัยนั้นได้ดีมาก เลยคิดว่าตำรับนี้น่าจะเหมาะสมมากที่สุด” เชฟตามกล่าวถึงน้ำพริกแห้งที่เตรียมไว้ให้ผู้ชมนิทรรศการ

“เป็นการดัดแปลงจากหลนปลาแซลมอนกระป๋อง เชื่อไหมว่าเขาใช้ปลาแซลมอนกระป๋องมาทำหลน ก็ไม่คิดว่าคนไทยจะใช้ปลาแซลมอนกระป๋อง จนมาเจอจากสูตรยุคนั้นจริงๆ เขาคงใส่เรือมากับการค้าขายในยุคนั้น” เชฟตามกล่าว

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

คนทำอาหารในครัวบ้านตั้งแต่สมัยโบราณจนปัจจุบันยังนิยมทำกับข้าวโดยใช้ความชำนาญ กะด้วยสายตา ใส่เกลือหยิบมือหนึ่ง โน่นอีกช้อน นี่อีกเหยาะ ท่านผู้หญิงเปลี่ยนนับเป็นบุคคลแรกที่เขียนตำราอาหารโดยใช้วิธีชั่ง ตวง วัด ตามแบบตะวันตก แต่ใช้มาตรวัดของไทย (บาท สลึง เฟื้อง ไพ) เพื่อให้เป็นมาตรฐาน

เมื่อเชฟสาวที่จบการศึกษาจากโรงเรียนการครัวตะวันตกสมัยใหม่ The International Culinary Center ในมหานครนิวยอร์ก มาอ่านตำราท่านผู้หญิงเปลี่ยน เล่นเอามึนไปเหมือนกัน “บางสูตรท่านเขียนว่า พริกแห้งหนัก 6 สลึง ข่าหนัก 1 เฟื้อง เราก็ เอ่อ…จะทำยังไงดีเนี่ย” เชฟตามหัวเราะชอบใจ

แต่ขึ้นชื่อว่าคนทำอาหาร เชฟตามคิดหาวิธีจนได้ โดยให้ความเคารพต่อสูตรดังเดิม แถมอร่อยเสียด้วย เธอทำน้ำพริกที่ว่ามากระปุกใหญ่ให้ The Cloud ชิม

“ตามปรับสูตรหลนปลาแซลมอนกระป๋องมาเป็นน้ำพริกแห้ง แทนที่จะใช้กะทิก็ใช้มะพร้าวคั่ว ในเมื่อสูตรเดิมคือหลน หลนมีกะทิ เราดัดแปลงเป็นน้ำพริกแห้ง ใช้มะพร้าวขูดเอามาคั่วแทน ในสูตรเดิมใช้ปลาแซลมอนกระป๋อง เราใช้ปลาแซลมอนสด แล้วเอามาคั่วจนแห้ง ความเค็มมาจากกะปิ ไม่มีน้ำปลา ไม่มีอะไรเลย เราก็ยังทำตามสูตรท่าน ใช้กะปิเหมือนกัน” เชฟตามอธิบายวิธีคิดในการปรับสูตรท่านผู้หญิงเปลี่ยน

“ตามจะไม่เติมอะไรลงไปที่เขาไม่ได้ใช้ ใช้วัตถุดิบที่เขาใช้ในสูตรอยู่แล้ว แต่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ของเราลงไปเพื่อปรับรสให้ถูกปาก เช่น ใช้มะพร้าวคั่วแทนกะทิ ไม่เปลี่ยนสูตรเก่ามากจนเกินไป ใช้วัตถุดิบตามเขา ใช้กรรมวิธีคล้ายเขา แต่แค่ปรุงให้ถูกปากคนสมัยใหม่มากขึ้น”

ดูหน้าตาอาหารแล้วคงใช้เวลาทำนานพอสมควร

“นานค่ะ” เชฟตามยอมรับ “เพราะทุกอย่างต้องคั่วแยกกัน คั่วรวมไม่ได้ เพราะขนาดและเวลาที่ต้องคั่วต่างกันทุกอย่าง ต้องทำหอมเจียว ทำพริกชี้ฟ้าทอดเพิ่มความเผ็ด ทุกอย่างทำแยก แล้วค่อยเอามารวมกับน้ำซอสที่ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลมะพร้าว และกะปิ” เชฟตามบรรยาย พร้อมตักน้ำพริกแจก

ชาว The Cloud ฟังไปกินไป น้ำพริกแห้งปลาแซลมอนของเธอกลมกล่อมลงตัว จนคุณใหม่ผู้ไม่ค่อยชอบอาหารทะเลยังออกปากชมว่าอร่อย

ตำราอาหารของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ให้ภาพอาหารไทยในลักษณะ ‘ครบสำรับ’ ตามวิธีการกินแบบชาววัง คือมีทั้งข้าว แกง กับข้าว เครื่องจิ้ม ของหวาน เครื่องว่าง จึงเป็นอีกคุณสมบัติเด่นที่เชฟตามอยากถ่ายทอดผ่านมื้อพิเศษในรูปแบบ Chef’s Table เชฟตามขออุบไว้ก่อนว่ามีเมนูอะไรบ้าง “จริงๆ แล้วยังคิดอยู่เลย คิดอยู่เป็นเดือนๆ เป็นงานที่ยากมาก” เชฟตามยิ้ม

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

“Chef’s Table อยากทำเป็นสำรับ ตามวิธีเสิร์ฟแบบตะวันตกคือเป็นคอร์ส แต่ละเมนูจะดึงมาจากสูตรโบราณที่เรานำมาปรับใหม่ให้ดูทันสมัย ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ แต่รสชาติจะไม่ปรุงแต่งมากเกินไป ตามเคยทำอาหารตามสูตรโบราณเป๊ะๆ กินเข้าไปแล้วแบบ…ไม่คุ้นเลย ไม่เข้าใจ นี่คืออร่อยเหรอ แต่นี่แหละคือรสชาติที่บ่งบอกยุคสมัยนั้นๆ” เชฟตามกล่าว

“เมื่อเวลาผ่าน รสนิยมการกินของคนก็เปลี่ยน ทำยังไงให้เราดึงการกินแบบโบราณมาเชื่อมกับคนสมัยใหม่ได้ หวังว่า Chef’s Table จะแสดงถึงการผสมผสานรสชาติและวัตถุดิบของคนสมัยก่อน รวมถึงวิธีการกินและเสิร์ฟอาหาร วิธีการแบ่ง จิ้ม หรืออะไรก็ตามที่เราอาจไม่คุ้นเคยในสมัยนี้ ตามอยากรื้อฟื้นสิ่งที่อาจจะลืมกันไปแล้ว

“ตามว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านอาหารนั้นสนุกมาก อยากเชิญชวนให้อ่านหนังสืออาหารสมัยโบราณกัน เพราะคนเขียนตำราโบราณเขามีบุคลิกที่ชัดเจน ซึ่งเขาใส่ลงไปในสูตรอาหารด้วย เหมือนเป็นสูตรลับ เสน่ห์ปลายจวัก บ่งบอกตัวตนของเขา มันมากกว่าการอ่านสูตรอาหาร เป็นการเล่าเรื่องชีวิตของเขาด้วย”

วันที่ 27 เมษายน 2562 เตรียมตัวพบกับมื้อประวัติศาสตร์ที่ไม่เพียงเล่าประวัติศาสตร์วังหน้า แต่ยังบ่งบอกตัวตนของคนทำอาหารคลื่นลูกใหม่ที่ยังหลงใหลการครัวโบราณ

“สูตรของตามอาจไม่ได้ดั้งเดิม ไม่ออเธนติก (Authentic) เพราะเราปรับให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ แต่เป็นความจริงใจผ่านอาหาร คนรุ่นก่อนเขาตั้งให้มันเป็นแบบนี้ เราก็จะสื่อออกมาเป็นแบบนี้”

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ, วังหน้า

เอกสารประกอบการเขียน

งานวิจัย กำเนิดและพัฒนาการของอาหารชาววังกับการเป็นทุนวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวบนตัวเกาะรัตนโกสินทร์ โดย สุนทรี อาสะไวย์ จากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 32 ฉบับที่ 7 (พ.ค. 2554 ) หน้า 80-101.

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load