ก่อนจะเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) อย่างวันนี้

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทไอบีเอ็ม บริษัทไอทีเจ้าใหญ่ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลกมานานถึง 23 ปี เป็นกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไอบีเอ็ม ก่อนย้ายไปประจำการภูมิภาคอาเซียน ได้รับการเลือกจากประธานบริษัทให้ไปเป็นผู้ช่วยประธานบริหารที่สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก ตำแหน่งที่อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย ในเวลานั้นแม้แต่คนเอเชียก็ยังไม่เคยมีใครไปถึง ก่อนจะกลับมาเป็นผู้จัดการทั่วไปของไอบีเอ็มอาเซียนฝ่ายบริการเทคโนโลยีทั่วโลกที่ประเทศสิงคโปร์ ทำงานร่วมกับพนักงานกว่า 9,000 คนใน 10 ประเทศ

จากนั้น ไปเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปลี่ยนตัวเลขติดลบที่มีมาอย่างยาวนานให้ทำกำไรหลักร้อยล้านในระยะเวลาอันสั้น และกลายเป็นบริษัทให้บริการดาวเทียมอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก ได้รับรางวัลผู้บริหารยอดเยี่ยม เอาชนะผู้บริหารจากประเทศจีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ทั้งที่ๆ เป็นผู้บริหารหน้าใหม่ในอุตสาหกรรม

ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ดุสิตธานี

ไม่บ่อยนักที่ The Cloud เราจะมีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารหญิง

มากไปกว่าชีวิตการทำงาน เราสนใจความเป็นผู้หญิงที่ทำงานเป็นผู้บริหารสูงสุดในบริษัทเทคโนโลยีที่เรารู้ดีว่าพื้นที่ส่วนใหญ่สงวนไว้ให้ผู้ชาย และคำตอบของคุณศุภจีก็ทำให้เราพับคำถามประเภทเรียกร้องความเท่าเทียมของลูกผู้หญิงในที่ทำงานที่เตรียมมาเก็บทิ้งเสียทั้งหมด เพราะเธอบอกว่าการทำงานกับเรื่องเพศไม่เกี่ยวกัน และเธอก็พิสูจน์ให้เราเห็นผ่านเส้นทางการทำงานที่สนุกจนไม่อยากให้ถึงตอนจบของการสนทนา

ไปจนถึงเรื่องความเป็นแม่ ผู้บริหารที่ดีเป็นแม่ที่ดีได้ไหม และคุณศุภจีมีความเห็นอย่างไรเมื่อใครๆ ต่างบอกว่าผู้หญิงอย่างเราไม่อาจเลือกเป็นคนทำงานเก่ง พร้อมๆ กับการภรรยาและแม่ที่ดีได้ในเวลาเดียวกัน ปิดท้ายด้วยคำถามตอบสั้นๆ ที่ทำให้รู้ว่าคุณศุภจีเป็นแชมเปี้ยนเกม Candy Crush เลเวล 4174 และแฟนพันธุ์แท้ ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน แบบที่เปิดให้เห็นเพียงฉากเดียวก็รู้ว่ามาจากตอนไหนและใครเป็นฆาตกร

การพบกันครั้งนี้ระหว่างเรา ทำให้คิดไปถึงวันแรกที่เริ่มคอลัมน์ ‘กัปตันทีม’ ขึ้นมา

มากไปกว่าเรื่องราวของผู้บริหารคนเก่ง ทำกำไรมหาศาลให้บริษัท เราอยากทำเนื้อหาของคนผู้เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจแก่คนทำงานออฟฟิศ ให้เขาเห็นค่าความพยายามและการรักษาสมดุลชีวิตทั้งหน้าและหลังจอคอมพิวเตอร์

เช่นเดียวกับที่เรากำลังเริ่มบทสนทนากับคุณศุภจีในตอนนี้

ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ดุสิตธานี

ความรู้สึกเมื่อเป็นกรรมการผู้จัดการที่เด็กที่สุดในประวัติศาสตร์ของ IBM

เราเป็นกรรมการผู้จัดการไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) ตอนอายุ 37 ก็รู้สึกฮึกเหิมนะในมุมที่เราสร้างสถิติ เราคิดว่าก้าวมาถึงจุดสูงสุดของบริษัทไอทีที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว เป็นผู้หญิงคนไทยคนแรก เป็นของแปลกของอุตสาหกรรมนี้ เพราะไม่มีผู้หญิงเคยขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของวงการไอทีประเทศไทยมาก่อน ในต่างประเทศก็มีน้อยมาก ที่ไอบีเอ็มมีผู้หญิงเป็นกรรมการผู้จัดการประจำแต่ละประเทศเพียง 3 – 4 คนเท่านั้น จาก 170 ประเทศ นอกนั้นเป็นผู้ชายทั้งหมด

บรรยากาศตอนนั้นเป็นยังไง

การเข้าพบลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่มากๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนก็ทำให้เราต้องทำตัวให้ใหญ่ๆ มีความน่าเชื่อถือ ทั้งการวางตัว การแต่งตัว การพูดจา ผลงานของเราสร้างชื่อเสียงให้ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) มากมาย จนคนไม่ได้มองว่าเราเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทไอที แต่เขามองเราเป็นผู้บริหารมืออาชีพและชวนเราไปร่วมงานด้วย แต่เราตั้งธงแน่ๆ ว่าจะไม่ออกจากไอบีเอ็ม เพราะอยากเป็นต้นแบบคนไทยที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ เมื่อครบวาระตำแหน่งกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เราตัดสินใจรับตำแหน่ง Vice President of General Business ไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมประเทศอินเดียด้วย

งานของเราคือ ควบคุมนโยบาย เป็นตำแหน่งสูงสุดที่จัดการโครงสร้างองค์กร กลยุทธ์ ซึ่งไม่เคยมีคนไทยเคยทำงานในระดับนี้มาก่อน โดยผู้ใต้บังคับบัญชาได้แก่กรรมการผู้จัดการหรือเบอร์ 1 ของแต่ละประเทศ ด้วยผลงานเข้าตาคนในสำนักบริหารเราจึงได้รับเลือกไปเป็นผู้ช่วยของประธานบริษัท Samuel J Palmisano และ Louis V Gerstner ประจำการที่สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก ซึ่งไม่ต้องพูดเรื่องผู้หญิงหรือผู้ชาย ไม่เคยมีคนเอเชียทำหน้าที่นี้ เราเป็นคนแรกที่ทำหน้าที่นั้น

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำงานในตำแหน่งนี้บ้าง

เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย คนที่อยู่รอบตัวเราเป็นคนระดับสูงมากๆ คนที่ CEO ไปเจอไม่มีใครธรรมดาเลย ไม่ว่าจะเป็น CEO ของบริษัทต่างๆ ไปจนถึงประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เวลามีใครถามว่าเรามาจากไหน เราบอกว่ามาจากประเทศไทย เขาก็รู้สึกสนใจ

งานของผู้ช่วยประธานบริษัทไม่ใช่งานเลขานุการ แต่จัดการความเรียบร้อยให้นายออกมาดูดีที่สุด เขาควรเจอใคร พูดอะไร เตรียมสุนทรพจน์ รวบรวมข้อมูลของคนที่เขาจะไปพบและมาพบเขา รวมถึงดูแลความเรียบร้อยในสำนักงานใหญ่ เป็นงานที่สนุกมาก เห็นโลกจากมุมสูง จากที่เคยอยู่ในที่ของเรา มองเห็นแต่โลกของเรา ตอนนี้เรามองออกแล้วว่านโยบายที่มาจากด้านบนจะลงมาสู่ด้านล่างได้ยังไง เรายังช่วยบอกเขาได้ว่านโยบายที่วางมาอย่างนี้จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ เพราะเราเคยอยู่ข้างล่างมาก่อน

ฟังดูเป็นเส้นทางการทำงานที่ประสบความสำเร็จ อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณออกจากไอบีเอ็มหลังจากทำงานมาถึง 23 ปี

การทำหน้าที่ในสำนักงานฝ่ายบริหารของประธานบริษัทเป็นตำแหน่งที่คัดเลือกพิเศษ เรารู้เส้นทางการเติบใหญ่ในองค์กรชัดเจน ซึ่งทำให้เราภูมิใจที่มาอยู่ตรงนี้ ยังไม่รวมความมั่นคงในชีวิตอย่างเงินเดือนที่ไม่เคยต้องใช้ มีไว้ใส่ธนาคารเฉยๆ เพราะค่าใช้จ่ายเรื่องบ้าน ค่าเรียนลูก และกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวกับงาน บริษัทจ่ายให้ทั้งหมด และโดยทั่วไปงานในตำแหน่งนี้มีรอบการทำงาน 6 เดือนแล้วต้องเปลี่ยน เพราะเป็นงานที่เครียดมากๆ ต้องอยู่กับงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่เราทำงานในตำแหน่งงานนี้ทั้งหมด 18 เดือน

ก่อนกลับมาประจำการที่อาเซียนอีกครั้งในตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไปของไอบีเอ็มอาเซียนฝ่ายบริการเทคโนโลยีทั่วโลก (ASEAN General Manager, IBM Global Technology Services) ทำงานร่วมกับพนักงานพนักงาน 9,000 คนใน 10 ประเทศ เรานั่งหัวโต๊ะ มีลูกน้องเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด รู้สึกกำลังสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยด้วยกันเห็นว่าคนไทยก็ทำแบบนี้ได้ด้วย แต่ยิ่งเดินไกลจากจุดที่อยู่มาสู่จุดที่ไม่มีคนไทยเคยมา เรากลับพบว่าไม่มีใครคนไหนเดินตามมาอีกเลยทั้งสิ้น งานนี้ไม่อาจตอบโจทย์ในใจของเรา เราอยากทำให้โลกรู้จักคนไทยหรือองค์กรไทยมากกว่ารู้จักศุภจีแค่คนเดียว

ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ดุสิตธานี

เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจเริ่มงานที่ไทยคม

ตอนนั้นเราคิดว่าพื้นฐานเรื่องเทคโนโลยีคงไม่ต่างกันมาก และเราอยากทำให้คนไทยภูมิใจในบริษัทไทย ซึ่งสถานการณ์ของไทยคมตอนที่เข้ามามีปัญหาเรื่องการเงินมาก ขาดทุนสะสมติดต่อกันมานาน ด้วยความคิดเด็กๆ ของเราตอนนั้น เราคิดว่าเราไม่น่าจะทำให้เขาแย่ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

วันแรกที่ไทยคม

วันแรกเราทำตัวเปรี้ยวมาก ขอเข้าประชุมออฟฟิศที่ลาดหลุมแก้วซึ่งในห้องมีแต่วิศวกร เป็น 3 ชั่วโมงที่รับฟังภาษามนุษย์ต่างดาวโดยเราไม่เข้าใจอะไรเลย ก็กลับมาตั้งตัวใหม่ หาคนมาช่วยสอนวิชา Satellite 101 เริ่มตั้งแต่ ดาวเทียมคืออะไร

พวกเขาไม่งงกันใหญ่หรือคะว่าคุณศุภจีมาทำอะไรที่นี่

งงสิ เขาเห็นว่าเป็นผู้หญิงอายุไม่มาก จะไหวไหมนี่ ความรู้สึกเหมือนพจมานเดินเข้าไปในบ้านทรายทองที่ไม่รู้เลยว่าจะเจอกับชายกลาง ชายใหญ่ หรือชายน้อย ต่างแค่เพียงพจมานถือชะลอม แต่เราถือกระเป๋าคอมพิวเตอร์เหมือนครั้งที่ทำงานอยู่ไอบีเอ็ม แต่ถึงอย่างนั้นเราก็รู้สึกสนุกมาก เพราะเราไม่เคยกลัวปัญหา

การแก้ปัญหาสนุกยังไง

สิ่งไหนไม่รู้เราก็เรียกเข้ามาคุย ซึ่งเราจะนับถือทุกคน เราไม่จำเป็นต้องรู้เยอะไปกว่าใคร และเมื่อเคารพความคิดของเขา เขาก็ยินดีเสนอไอเดียออกมา เมื่อเรารู้ว่าธุรกิจดาวเทียมเป็นแบบนี้นะ ไทยคมต้องการทำอย่างนี้ ปัญหาอยู่ตรงไหน อย่างไร เราก็ใส่สิ่งที่เรามีลงไป ทั้งเรื่องแผนการทำการตลาด แผนการทำธุรกิจ การสื่อสาร การปรับวัฒธรรมองค์กร

ผ่านไป 2 เดือน ทำให้ไตรมาสนั้นไทยคมกลับมามีกำไรแม้เพียงเล็กๆ แต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่ทำให้พนักงานซึ่งรู้สึกงงๆ กับเราเริ่มเปิดใจ และหลังจากเริ่มเห็นกำไรเล็กๆ ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกไตรมาส จากบริษัทที่มีผลประกอบติดลบ ขึ้นเป็นบริษัทให้บริการดาวเทียมอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก

ตอนนี้มีความกลัวบ้างมั้ย

ช่วงเวลาที่ผ่านมา เราไม่ได้ใช้ชีวิตในประเทศไทยมากนักจึงไม่รู้ว่าปัญหาการเมืองที่มีหยั่งรากลึกและส่งผลต่อองค์กรแค่ไหน ซึ่งเราใช้การสื่อสารแก้ปัญหาเรื่องนี้ เริ่มจากการวางแผนให้ข่าว แทนที่จะบอกว่าไทยคมไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือบอกว่าไทยคมมีจุดยืนแบบไหน ซึ่งก็คงไม่ได้ผลเพราะเราไปห้ามความคิดใครไม่ได้ เราจึงเลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องนั้น แล้วใช้วิธีแสดงผลประกอบการให้เห็น กำไรเท่าไหร่ โครงการใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นคืออะไร มีลูกค้าที่ไหนบ้าง และทำประโยชน์อะไร บริหารด้วยการกระจายข่าวหาพื้นที่สื่อเดือนละเป็นพันข่าว นับรวมทั้งโซเชียลมีเดีย

ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ดุสิตธานี

วิธีนี้ได้ผลมากแค่ไหน

ก็เริ่มมีคนสนใจและพูดถึงไทยคมจากมุมของผลงานมากขึ้น เป็นช่วงเวลาที่เราเดินสายเยอะมากทั้งในและต่างประเทศ จนทำให้ต่างชาติมองภาพประเทศไทยในมุมใหม่ มุมที่แปลกใจว่าเรามีธุรกิจดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศเชียวหรือ และในงานประชุมประจำปีของสมาคมผู้ประกอบการดาวเทียมจะต้องมีไทยคมอยู่บนเวทีทุกปี

มากไปกว่านั้นคือ มีกำไร จ่ายปันผลได้ สร้างดาวเทียมเพิ่ม แก้ปัญหาความขัดแย้งในอดีต ทำให้ได้รับรางวัลผู้บริหารยอดเยี่ยม ชนะญี่ปุ่น จีน อินเดีย ออสเตรเลีย ทั้งๆ ที่ไม่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาก่อน

เส้นทางดูจะไปได้สวย แต่ทำไมถึงตัดสินใจเปลี่ยนบทบาทอีกครั้ง

เดิมเราตั้งใจทำที่ไทยคมเพียง 3 ปี ปีแรกเข้ามาแก้ปัญหา ปีต่อมาสร้างรากฐานใหม่ที่แข็งแรง ก่อนจะเริ่มสร้างทางให้องค์กรเติบโตต่อไป ซึ่งเราใช้เวลากว่า 4 ปีทำทุกอย่างจนเสร็จสิ้น เหตุผลที่ขอเปลี่ยนบทบาทเป็นที่ปรึกษาไม่ใช่ความหยิ่งทะนงอะไร เพียงแต่เราเชื่อว่าในทุกบริษัท ทุกสถานการณ์ เขาต้องการผู้นำองค์กรคนละลักษณะกัน

ผู้นำองค์กรในแบบของเราคือคนที่เข้าไปแก้ปัญหา สร้างพื้นฐาน และสร้างการเติบโต เมื่อเสร็จแล้วต้องมีผู้นำองค์กรท่านอื่นมาดำเนินการทำแผนที่วางไว้ให้เป็นจริง เป็นวัฏจักรของการทำงาน เหมือนการปลูกต้นไม้ เราทำให้ต้นไม้โต มีใบปกคลุม มีผลให้คนมาใช้ร่มเงาก็รู้สึกดี แล้วเรานำต้นไม้ต้นนี้ไปแสดงให้คนต่างชาติเห็น เรามีความสุขแล้ว และคงจะมีความสุขมากกว่าหากเราปลูกและดูแลต้นไม้ได้อีกหลายๆ ต้น

คุณทำยังไงเมื่อรู้ตัวว่ามีความสุขกับการปลูกต้นไม้

เราเริ่มเรียนรู้หลักการและสอบใบอนุญาตเป็นโค้ชจาก Berkeley Executive Coaching Institute ที่สหรัฐอเมริกา เพราะการจะปลูกต้นไม้หลายๆ ต้นเราจำเป็นต้องรู้วิธีปลูก เพื่อไม่ทำให้เขาตายหรือกลายพันธุ์เป็นสิ่งที่ไม่น่าประสงค์

งานของโค้ชแตกต่างกับงานของที่ปรึกษายังไง

ที่ปรึกษาจะบอกเราว่าเราควรทำอะไรอย่างไร เช่น มีแผนธุรกิจมาคุยกับเรา ถามเราว่าแผนที่มีนั้นทำได้หรือไม่อย่างไร ขณะโค้ชไม่ได้มีหน้าที่บอก แต่มีหน้าที่ฟังปัญหาของเรา แล้วถามเราว่าสิ่งที่คิดนั้นมีทางออกอื่นอีกไหม จากนั้นช่วยเราค้นหาคำถาม โค้ชมีหน้าที่ค้นพบศักยภาพที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี เพื่อให้เราไปไกลกว่าข้อจำกัดที่มี เป็นงานที่ใช้เวลาและความใส่ใจมาก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ดุสิตธานี

ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ดุสิตธานี

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้รับตำแหน่งผู้บริหารโรงแรมทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

ดุสิตธานีก่อตั้งมา 70 ปีแล้วโดย ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้หญิงที่มีนโยบายและวิสัยทัศน์ที่น่าทึ่งมากๆ ยิ่งได้รู้เราก็ยิ่งประทับใจ เป็นงานที่ท้าทายมาก โจทย์คือการเปลี่ยนหลายสิ่งหลายอย่างของธุรกิจ ความเชื่อของคน วัฒนธรรมองค์กรที่เคยมีอยู่ ไม่ใช่งานง่ายนัก แต่เราเห็นศักยภาพ เห็นคุณค่าของดุสิตธานีในมุมที่เป็นตัวแทนของประเทศ เพราะเต็มเปี่ยมไปด้วยอัตลักษณ์และคุณค่าที่ประมาณค่าไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่เรามีแน่ๆ คือตรรกะและความเป็นระบบระเบียบที่ติดตัวมาตั้งแต่ทำงานในองค์กรที่มีความเป็นสากล ก็ยิ่งทำให้อยากลองดู

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป้าหมายในชีวิตเปลี่ยนไปด้วย

เราชอบที่ถามเรื่องความสนใจ ตอนที่อายุ 25 35 และปัจจุบัน อายุ 25 เป็นช่วงที่เริ่มต้นทำงานที่แรกๆ เรามุ่งหาความก้าวหน้า พออายุ 35 ก็เริ่มมองหาความสำเร็จ สำหรับปัจจุบัน เราอยากทำอะไรที่มีความหมาย มีผลกระทบทางบวกกับคนที่อยู่รอบข้าง

นั่นทำให้ไม่ว่าจะทำงานกับใคร เราอยากให้เขามีโอกาสพัฒนาตัวเอง เราไม่ปล่อยผ่านงานไปง่ายๆ แต่แนะนำมุมที่น่าจะเพิ่มเติมเพื่อให้เขาทำงานชิ้นนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งๆ ที่มีเวลามีไม่เยอะ แต่ก็ไม่เคยรู้สึกเสียเวลาเพื่ออธิบายว่าทำไมเราถึงคิดแบบนั้น เพราะถ้าเขาไม่เข้าใจ ครั้งต่อไปเขาก็จะทำกลับมาแบบเดิม เช่น เรามอบหมายให้ทีมช่วยแปลงความคิดที่อยู่ในหัวของเรามาร้อยเรียงเป็นไฟล์ประกอบบรรยาย ซึ่งเขาทำได้สวยงามมาก แต่เราคิดว่าคงจะดีกว่านี้ถ้าเปลี่ยนการลำดับเรื่องเล็กน้อย

จริงๆ วิธีการที่ง่ายที่สุดคือแก้กลับไปด้วยตัวเอง แต่เราเลือกที่จะเรียกเขามาคุยพร้อมอธิบายเหตุผลสิ่งที่แก้ไขให้ฟัง ทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการให้คนมองว่าเราเก่งหรือดี เราแค่ทำในสิ่งที่จะทำให้คนที่ทำงานกับเราได้รับประโยชน์ เช่นกันกับเวลาที่ใครชวนให้ไปพูดเรื่องการปรับตัวหรือรับมือกับการเปลี่ยนแปลง จริงๆ เราเตรียมเอกสารชุดเดียวกันทุกครั้งเลยก็ได้ แต่เราจะถามทีมงานก่อนเสมอว่าใครเป็นผู้ฟังงานนั้นๆ เพราะแม้เนื้อหาจะคล้ายกัน แต่บรรยากาศและความลื่นไหลย่อมแตกต่างกัน และเพราะเขาเสียเวลามาพบและฟังเรา เราก็ควรถ่ายทอดเนื้อหาที่ตรงกับความคาดหวัง

สไตล์การบริหารของคุณเป็นแบบไหน

จริงๆ มีหลายคำตอบเพราะเปลี่ยนไปตามบริบท สำหรับวันนี้เราคงตอบว่า จะมองให้หรูหราเราก็เป็นหงส์ หรือหากมองแบบชาวบ้านจะบอกว่าเป็นเป็ดก็คงไม่ต่าง เวลาที่เราเห็นหงส์หรือเป็ดลอยในน้ำ เราจะเห็นท่าทีนิ่งๆ สบายๆ ทั้งที่มันกำลังใช้เท้าปั่นอย่างเร็วและแรงใต้พื้นน้ำเพื่อให้ลอยอยู่ได้ นั่นคือไม่ใช่ไม่มีปัญหา ทุกวันมีปัญหา

เมื่อมีคนบอกว่าคุณโชคดีจัง คุณจะบอกเขาว่ายังไง

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะเคืองนะ คนมักบอกว่าโชคดี ช่วงที่เป็นกรรมการผู้จัดการของไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) เป็นช่วงที่ไอบีเอ็มกำลังเติบโตอย่างมาก พอมาอยู่ไทยคมก็ทำให้ไทยคมเป็นบริษัทธุรกิจดาวเทียมที่ดีและใหญ่ที่สุดในเอเชียสำเร็จอีก สิ่งที่เราจะบอกคือ ที่ผ่านมาไม่ว่าอะไรก็ตามไม่เคยง่ายเลยนะ เราทำงานเหมือนรถไถนาเลย แก้ปัญหาทุกวันที่เจอหลายอย่างมากๆ ถ้าให้เล่าปัญหาของงาน มีเวลา 2 วันเล่ายังไงก็เล่าไม่หมด เพราะมันเยอะและอยู่ในทุกอณูจริงๆ และเราไม่จำเป็นต้องแสดงให้ใครเห็น

ถ้าจะโชคดี ก็คงโชคดีที่เรามองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นและแก้ไขจนสำเร็จซึ่งไม่ง่ายนะ เรามีหน้าที่ระดมสมองคุยกับทีมเพื่อให้เข้าใจและรับรู้เรื่องตรงกัน ก่อนลงมือทำให้เกิดดอกออกผล ทั้งหมดนี้อาศัยความพยายาม จริงๆ เป็นเพราะเรารู้ว่าเราต้องการอะไร

สิ่งนั้นก็คือ

เราอยากให้ประเทศไทยเป็นที่ภูมิใจ

วันแรกที่ทำงานที่ไทยคม เขาขอให้พูดสั้นๆ บนเวทีถ่ายทอดสดไปหลายประเทศ ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าพูดว่าอะไร ซึ่งตอนหลังทีมงานนำมาตัดต่อเป็นวิดีโอทำงานครบรอบ 1 ปี เราพูดว่าเราต้องการจะทำให้คนไทยคมภูมิใจในตัวไทยคม ไม่ใช่แค่นั้น เราอยากทำให้คนไทยภูมิใจในตัวไทยคมด้วย เป็นธงที่ตั้งไว้และไม่มีธงอื่น ปัญหาที่เข้ามาไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน เราต้องการแค่นี้ ทำให้บริษัทเราดี และทำให้คนไทยคมภูมิใจในตัวพวกเราเอง

วันนี้ที่มาอยู่กลุ่มดุสิตฯ ก็เช่นกัน ทุกสิ่งที่ทำก็มีอุปสรรคทั้งนั้น แต่พอมีธงในใจเราก็จะสู้ต่อ

เราไม่ได้คิดว่าเราทำสิ่งต่างๆ สำเร็จมากมาย เราก็แค่ทำงานของเราไปอย่างเต็มที่และมุ่งมั่น ไม่ท้อถอย ปัญหาที่เราพบเจอทุกวันไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เราจะไม่ตื่นกลัวกับมัน แต่มองปัญหานั้นเป็นชิ้นเล็กๆ ถ้าใหญ่มากๆ มันแก้ไม่ได้อยู่แล้ว คนบางคนพยายามจะทุ่มเทจะแก้ให้ได้ ก็จะเครียดกับมัน ถ้ามันใหญ่มาก เราก็แก้เป็นชิ้นเล็ก แบ่งเป็นส่วนๆ ค่อยๆ แก้ก่อนประกอบเป็นรูปร่างด้วยการใช้คนให้เป็น ส่วนนี้ให้คนนี้ดู ส่วนนั้นให้คนนั้นดู

ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ดุสิตธานี

ตัวอย่างของการมองย่อยปัญหาเป็นชิ้นเล็กๆ ที่คุณแก้ปัญหาจนสำเร็จและภูมิใจมากๆ

ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วที่เข้ามารับตำแหน่งที่ดุสิตธานี เราพยายามหาบ้านใหม่ให้พนักงานดุสิตธานีไปอยู่หลังจากวันที่ปิดโรงแรม ซึ่งเราตั้งใจไม่ลดพนักงานเลย เราก็มีหน้าที่หางานให้พนักงานทำ โดยยังมีชื่อดุสิตอยู่ในกรุงเทพ เมื่อหาไม่ได้เราก็ลองหาสิ่งที่เล็กลงมา หาร้านอาหารที่จะไปอยู่รวมกัน ในที่สุดก็กำลังมีบ้านดุสิตธานีเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ เป็นที่รวมของร้านอาหารของเรา เทียนดอง เมย์ฟลาวเวอร์ ดุสิตกูร์เมต์ เบญจรงค์ แล้วจะตามมาด้วยโรงแรมดุสิตธานีสวีตโฮเทลสำหรับให้พนักงานของเราเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ตอนนี้ก็คิดว่าใกล้จะทำได้สำเร็จแล้ว

ถึงกระนั้นคุณก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้บริหารหญิงที่เก่ง

เราไม่อยากนิยามตัวเองว่าเก่งหรือไม่เก่ง เพราะมันแคบเกินไป เก่งแล้วยังไง ต้องถามต่อว่าเก่งแล้วทำประโยชน์ให้ใครหรือเปล่า

ถ้ามีตำราการบริหารสไตล์คุณศุภจี เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้จะพูดเรื่องอะไร

การบริหารกับการเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์ที่ผ่านมา เรามักจะได้รับมอบหมายงานในพื้นที่มีปัญหาและต้องการการเปลี่ยนแปลง และถ้าจะมีหนังสือที่เขียนมาจากประสบการณ์เราก็คงจะพูดเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่

การบริหารในสิ่งที่กำลังจะเกิดหรือต้องการการเปลี่ยนแปลงจะทำอย่างไร ตั้งแต่เริ่มเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยนแนวคิดของคน การสร้างแรงบันดาลใจและโน้มน้าวทุกคนไปในทิศทางเดียวกัน การตอบโจทย์ธุรกิจก็ไม่ง่ายแล้ว แต่ที่ยากกว่านั้นคือทำยังให้คนในองค์กรอยากเดินไปในทิศทางที่เราตั้งไว้

หากให้คุณเขียนจดหมายถึงตัวเองในอดีต จะเขียนถึงตัวเองในช่วงเวลาไหน และเนื้อหาส่วนใหญ่จะพูดถึงอะไร

ถ้าเขียนคงจะเขียนถึงตัวเองช่วงที่ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงิน (Pricing) ใหม่ๆ หลังจากทำงานที่ไอบีเอ็มได้เพียง 2 ปี เป็นเรื่องโหดมาก เพราะเรายังเด็กมีประสบการณ์ไม่มากนัก เมื่อได้รับโอกาสเราก็ลุยเต็มที่ ก็คงเขียนกลับไปบอกตัวเองในเวลานั้นว่า ‘เบาๆ หน่อยก็ได้ เพราะคงจะดีกว่าหากความสำเร็จที่ได้มานั้นเกิดจากทีมทั้งทีมพร้อมใจไปด้วยกัน ช่วยเสริมและพัฒนาไปด้วยกันกับเรา ก็คงจะดีกว่านั้น’ เราอายุยังน้อยมาก มีทีมงานเป็นคนอายุมากกว่าทั้งนั้น และเป็นอย่างนี้มาตลอดจนกระทั่งวันนี้

คุณมีวิธีการรับมือและนำพาทีมทั้งที่อายุเราน้อยกว่ายังไง

เคารพเขา ทุกวันนี้ก็มีทีมงานเป็นคนอายุมากกว่า มีความรู้ความเชี่ยวชาญมากกว่าเราทั้งนั้น แม้เราจะไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาตั้งแต่ต้นแต่เราก็เคารพเขา เคารพซึ่งกันและกัน คอยมองหาสิ่งที่เขาขาดแล้วเราก็เติมสิ่งนั้น รวมถึงสิ่งใดที่เขามีและช่วยเสริมเติมแก่เราได้ก็ช่วยซึ่งกันและกัน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ดุสิตธานี

ไปพร้อมๆ กับการพิสูจน์ตัวเองด้วย

เรื่องบางเรื่องถ้าเรามีเป้าหมายใหญ่และเป้านั้นอยู่ไกล กว่าจะไปถึงคนรอบข้างเราจะท้อ สู้ไม่ไหว จนค่อยๆ หล่นหายไปตามข้างทาง แต่ถ้าเราจะทำให้สำเร็จ เราต้องค่อยๆ ย่อยเป้าหมายเราให้เล็กๆ ก่อน ค่อยๆ ฉลองชัยชนะไปเรื่อยๆ ระหว่างทาง หรือภาษาอังกฤษใช้ Win small but win often แล้วฉลองกับทีมให้ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้เขารู้สึกว่าพวกเขาก็ทำได้นี่ และความรู้สึกแบบนี้ก็ดีนะ

สิ่งที่สำคัญของการบริหารในแบบของเราคือ การสื่อสาร ไม่ใช่กับแค่ทีมงานเท่านั้น แต่กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจทั้งหมด กรรมการ สาธารณะชน ทีม Communication จึงสำคัญมาก เมื่อก่อนดุสิตธานีเราไม่เคยมีฝ่ายงานนี้มาก่อน เรามีเพียง Public Relation เป็นหน่วยงานหนึ่งใน Marketing ของโรงแรม ซึ่งเรามองว่าดุสิตไม่ได้เป็นแค่นั้นก็เลยต้องมี Corporate Communication

อะไรคือความยากของการเป็นผู้บริหารหญิง

การทำงานไม่มีเรื่องเพศหรอก เป็นเรื่องตัวตนของเรามากกว่า แต่เราคงต้องเข้าใจและยอมรับตัวตนในบริบทเรื่องความแตกต่างทางกายภาพและทางพันธุกรรมที่ทำให้ผู้ชายมี Singletrack Mind ขณะที่ผู้หญิงมี Multipletrack Mind ที่ทำอะไรหลายๆ อย่างได้พร้อมกัน

คาแรกเตอร์ ความสามารถ และศักยภาพอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องเพศ แต่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล แม้จะมีภาพจำจากสถิติ เช่น คนมองว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จู้จี้จุกจิก ชอบพูดเยอะ ละเอียด หรือเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ ขณะที่ผู้ชายเป็นอีกแบบหนึ่ง เราคิดว่าคนเราไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด ผู้ชายที่ไม่กล้าตัดสินใจเลยก็มี ผู้ชายที่จู้จี้ขี้บ่นก็เยอะ เรื่องของผู้นำหรือผู้บริหารไม่ได้เป็นเรื่องของผู้หญิงหรือผู้ชาย

ถ้าไม่ใช่เรื่องผู้ชาย-ผู้หญิง แล้วเป็นเรื่องของอะไร

สิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้และเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของเรา แล้วเราจัดการกับจุดแข็งและจุดอ่อนนั้นของเราอย่างไร ยกตัวอย่าง ถ้าคนมองเราว่าเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจเพราะเราเป็นผู้หญิง วิธีแก้ของเราคือ ก่อนจะเข้าประชุมหรือเข้าไปในงานใดเราต้องทำการบ้าน พอทำการบ้านเราก็รู้แล้วแหละว่าต้องตัดสินใจมุมไหน ฝึกหัดตัดสินใจให้ได้เรื่อยๆ ถ้าคนมองว่าผู้หญิงจู้จี้พูดเยอะ เราก็พยายามปรับโครงเรื่องเนื้อหาและวิธีพูดของเรา เริ่มต้นหรือจบเรื่องอย่างไร เนื้อเรื่องหลักอยู่ตรงไหน เวลาเราจะพูดกับคน ต้องการให้เขาบรรลุจุดประสงค์ที่เขาต้องการ เราจะพูดไม่เกิน 3 อย่าง เพราะรู้สึกว่ายาวกว่านั้นทั้งคนพูดและคนฟังก็จำไม่ได้ ดังนั้นอยากได้อะไร 1 2 3 ลองเล่ามา เวลานั่งประชุมยาว 2 – 3 ชั่วโมง เราจะให้สรุปว่าเราจะเอายังไง อย่างนี้ใช่ไหม เพื่อเข้าใจตรงกัน

จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องผู้หญิงหรือผู้ชายเลย แต่ หนึ่ง เป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจและจัดการข้อดีข้อเสียของเรา สอง งานที่ได้รับมอบหมายต้องการอะไร และเราตอบโจทย์นั้นได้ไหม สาม ให้เราทำอะไรที่เป็นธรรมชาติของเราจะดีที่สุด

เราเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องเชิงเทคนิคมากนัก แค่พอรู้บ้างแม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมไอที สถานีอวกาศและดาวเทียม และโรงแรม ถ้าให้พูดเรื่องที่ลงลึกไปถึงรายละเอียด เราไม่ได้รู้เยอะเท่าคนที่ทำและอยู่กับเรื่องนั้นมานาน เนื่องจากงานเรามีเยอะมาก เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องพร้อมกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ไปงานที่ต้องการความรู้ทางด้านนี้ หนึ่ง เราจะอ่านก่อน หรือสอง เราจะหนีบคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนั้นไปด้วย นี่คือตัวอย่างของการรู้ข้อดีข้อด้อย ถ้าเรารู้ว่าเราขาดอะไร เราก็เติม ถ้ารู้ว่าเติมด้วยตัวเองได้ก็ดี แต่ถ้าเติมด้วยตัวเองแล้วไม่มีความชอบตรงนั้นก็อย่าไปทำ

แล้วกับผู้นำหรือผู้บริหารที่เป็นเพศทางเลือกหรือบุคคลข้ามเพศล่ะ 

เราควรให้ความสำคัญกับคนทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร ทุกคนมีตัวตนทั้งนั้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเพศ แต่เป็นเรื่องวัยวุฒิและคุณวุฒิ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องลูก เรื่องบางเรื่องเราต้องเคารพเขา และบางเรื่องเขาต้องเคารพเรา ลูกน้องก็เช่นกัน เขาก็เป็นคนที่มีครอบครัว เขามีบริบทที่เขาให้คุณค่าเหมือนกัน เราก็ควรเคารพกัน

ไม่ใช่เรื่องเพศ เรื่องวัย หรือเชื้อชาติ ในการทำงาน ถ้าเราเคารพเขา เขาก็เคารพเรา

แน่นอน ในโลกความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้นไปทั้งหมด กับบางคนที่เราเคารพและให้เกียรติเขา เขาก็อาจไม่ได้ให้เกียรติเราก็มี เราก็มองว่าเขาไม่ใช่คนประเภทเดียวกับเราที่เราควรใส่ใจ ปล่อยไปแล้วไปต่อ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ดุสิตธานี

ผู้บริหารที่ดีเป็นแม่ที่ดีได้มั้ย

คำถามนี้ทำให้นึกถึงบทสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงของแบรนด์ดังคนหนึ่งที่บอกว่า Women can’t have it all. เขาเล่าว่า ในวันที่ผู้บริหารระดับสูงเดินเข้ามาบอกเธอว่า พวกเขาเสนอให้เธอเป็นผู้บริหารขององค์กร เธอดีใจมากเพราะเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันมานาน เธอคิดไว้แล้วว่ากลับถึงบ้านจะรีบบอกข่าวดีกับครอบครัว แต่ยังไม่ทันจะจอดรถเรียบร้อย แม่เธอก็สั่งให้ไปซื้อนมทั้งๆ ที่สามีเธอก็กลับถึงบ้านก่อนแล้ว เมื่อซื้อนมกลับมาถึงบ้านเธอก็บอกข่าวการเลื่อนตำแหน่งให้ทุกคนฟัง แม่ถามกลับมาคำเดียวว่า แล้วไง เธอก็ยังเป็นลูกสาว เป็นแม่ของลูก เป็นภรรยาของสามีเธออยู่ดี ซึ่งเธอรู้สึกไม่ยุติธรรม

ขณะที่เราเห็นต่าง เราคิดว่าผู้หญิงมีทุกอย่างพร้อมกันได้

ยังไง

ถ้าเป็นเรา ในวันที่มีคนมาบอกว่า ‘ศุภจีเธอได้เป็น CEO’ สิ่งที่เราจะทำคือขอบคุณเขาแล้วตอบกลับไปว่า ‘รอแป๊บหนึ่งนะ เราขอกลับไปคุยกับครอบครัวก่อน’ และนี่คือสิ่งที่เราทำตลอดไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรไหน เหตุผลที่เราตอบกลับไปอย่างนั้น เพราะถ้าเขาไม่เคารพชีวิตของเรา เราจะไปทำงานอย่างมีความสุขได้อย่างไร ไม่ว่าจะเลื่อนขั้น เปลี่ยนตำแหน่ง หรือย้ายงานไปไหน เราจะคุยกับครอบครัวก่อนเสมอ

และการที่เขาเลือกเราแล้ว ไม่มีใครมากดดันขอคำตอบเราหรอกว่าเราต้องตัดสินใจทันทีเดี๋ยวนั้น ถ้าเราดีจริง ถ้าเราคิดว่าเรามีความสามารถ และเขาต้องการให้เราเป็น และเรามั่นใจในสิ่งที่เรามี เขาก็ต้องเคารพสิ่งที่เราเป็น เราถึงจะเดินกลับมาบอกคำตอบเขาได้ว่า รับหรือไม่รับ เพราะอะไร 1 2 3 4 ดังนั้น เหตุการณ์ที่งานจะมาทำให้ครอบครัวไม่เห็นด้วยจะไม่เกิดขึ้น และโดยปกติก่อนกลับบ้านเราจะโทรถามที่บ้านเสมอว่าเขาอยากได้อะไรไหม เป็นเรื่องปกติเลย ดังนั้น เมื่อถึงบ้านเราจะมีของกลับไปบ้านเสมอ

คุณเอาเรื่องงานไปคุยกับครอบครัวยังไง

การตัดสินใจสำหรับการเลือกไปต่อข้างหน้าเรื่องการทำงานของเรา เป็นการตัดสินใจและเห็นชอบร่วมกันของคนทั้งครอบครัว สามี ลูก แม่ ซึ่งเป็นคนที่สำคัญที่สุดของเรา พวกเขาจำเป็นต้องสนับสนุนและเข้าใจ

ในวันที่ตัดสินใจมาทำงานที่ไทยคม ครอบครัวเรายังอยู่ที่สิงคโปร์หมด มีเราแค่คนเดียวท่ีกลับมาประเทศไทย ตอนนั้นพวกเรานั่งคุยข้อดีข้อเสียด้วยกันว่าถ้าย้ายมาเราจะได้ทำสิ่งที่เป็นความตั้งใจของเรา แต่เราสัญญาว่าเราจะบินกลับมาสิงคโปร์ทุกวันศุกร์กลางคืนเพื่อใช้เวลาร่วมกัน เราทำแบบทั้งตลอด 2 ปี ไม่เคยขาดเลยแม้เพียงสัปดาห์เดียว เมื่อสัญญาแล้วเราจะทำให้เกิดขึ้นจริง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์, ดุสิตธานี

ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องเลือก ผู้หญิงเรามีทุกอย่างได้ใช่ไหม

มีได้ ถ้าคุณสามารถจัดการสิ่งแวดล้อมของคุณ เช่น ทำความเข้าใจครอบครัวคุณก่อนว่าบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนมีอะไร การเลี้ยงลูกของเรา เราจะไม่บอกเขาว่าสิ่งนี้แตะได้หรือไม่ได้ สิ่งไหนผิดหรือถูก เราจะให้เขาคิดเอง

เราเป็นผู้ใหญ่เรารู้นี่คะว่าเรื่องนี้ถ้าเขาคิดและตัดสินใจผิดพลาดไปมันอันตรายแค่ไหน กับเรื่องที่มีความเสี่ยงมากๆ เราก็ช่วยชี้นำได้บ้าง แต่กับเรื่องที่ผิดพลาดกันได้และเขาจะได้เรียนรู้ว่าผิดแล้วเป็นอย่างไร เราจึงให้เขาคิด ไม่ได้สอนให้เขาจำ เพราะเราไม่ได้อยู่กับเขาตลอด 24 ชั่วโมง เราเคารพความคิดของเขา อย่าคิดว่าเราเป็นแม่เราจึงรู้เยอะกว่า เรื่องบางเรื่องเขารู้เยอะกว่าเราอีกด้วยซ้ำไป มันย้อนกลับด้วยนะ คนที่อายุเยอะๆ ควรมีคนอายุน้อยมาคอยเป็นที่ปรึกษาด้วยซ้ำไป จะได้รู้ว่าบริบทใหม่ๆ ควรจะคิดอะไรแบบไหน

การสร้างความเคารพซึ่งกันและกันสำคัญยังไง

พอเราสร้างความเคารพซึ่งกันและกัน เราจะเริ่มตั้งความคาดหวังต่อกันได้ เช่น ถ้าอยากให้แม่ไปร่วมกิจกรรมงานโรงเรียน ให้บอกแม่ล่วงหน้า 7 – 14 วันนะ ไม่งั้นแม่ไปไม่ได้แน่ๆ แต่ถ้าบอกแล้วเรารับปากว่าจะไป เราต้องไป นั่นทำให้ไม่ต้องมาคอยดุกัน แค่มองหน้าอย่างเดียว หรือแค่พูดว่า แม่ผิดหวังมาก จบเลย เขารู้ว่าเราทุ่มเททำทุกวันนี้เพื่อเขา เขารู้ว่าเราทำตามสัญญาทุกครั้ง ดังนั้น แค่บอกให้ตั้งใจเรียนและซ้อมเปียโน ถ้าทำให้ไม่ได้แม่จะผิดหวัง

ในทางกลับกันแม่ที่ดีเป็นผู้บริหารที่ดีได้ไหม

สำคัญที่ต้องรู้วิธีรับมือกับคนหลากหลายรูปแบบ มีทั้งคนที่เรียนรู้เร็ว คนที่เราต้องแสดงความให้เกียรติ คนที่ปล่อยให้เขาแสดงความคิดเห็นแล้วมันไม่จบ คนที่เราจะเข้าไปจู้จี้ด้วยรายบุคคลมากไม่ได้ ขณะที่บางคนเราก็ดูแลอย่างห่างๆ ไม่ได้ จำเป็นต้องใกล้ชิด

เป็นการรักษาสมดุลในบริบทผู้บริหาร รู้ว่าเมื่อไหร่ต้องช้า เมื่อไหร่ต้องเร็ว เมื่อไหร่ต้องหนัก เมื่อไหร่ต้องเบา เมื่อไหร่ต้องเร่ง เมื่อไหร่ต้องผ่อน เมื่อไหร่ต้องดุ เมื่อไหร่ต้องชม ไม่มีสูตรตายตัวว่าคนคนหนึ่งคนจะมีวิธีการรับมือวิธีการเดียว เพราะวันนี้คุณอาจจะเดินมาหาเราด้วยอารมณ์หนึ่งปัญหาหนึ่ง เราก็ต้องแก้ไขกันแบบหนึ่ง กับวันต่อมาที่มีปัญหาอีกแบบก็ต้องรับมืออีกแบบ บทบาทของผู้บริหารมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ต้องสมดุลเพื่อใช้รับมือกับทุกๆ รูปแบบที่เจอได้

12 Questions Answered by Group Chief Executive Officer of Dusit International

  1. สิ่งแรกที่มักจะทำเมื่อถึงโต๊ะทำงาน : ไหว้พระ
  2. เรื่องใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้ : ไม่นานมานี้ เราเพิ่งได้ลองใช้ Grab เป็นครั้งแรก เรารู้สึกว่ามันดีจังเลย ภูมิใจในตัวเองมากๆ
  3. คำถามสัมภาษณ์สมัครพนักงานใหม่ : คุณจะสร้างสรรค์อะไรให้กับองค์กรได้บ้าง
  4. แอปพลิเคชันที่ใช้เป็นประจำและอยากบอกต่อ : LOOX เป็นแอปพลิเคชันดูโทรทัศน์ของไทยคม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ดูโทรทัศน์สดๆ ได้เลย มีทุกช่องสถานี
  5. ทริปการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต : ทริป 4 สังเวชนียสถานที่อินเดียเมื่อมีนาคม 2014 ทำให้มองโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เข้าใกล้กับศาสนามากยิ่งขึ้น เข้าใจความเป็นอนิจจังและความไม่เที่ยงของทุกเรื่องในชีวิต ทำให้นิ่งและมีสมาธิมากขึ้น
  6. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน : Becoming ของ Michelle Obama เป็นของขวัญปีใหม่จาก คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ที่ท่านมอบให้และบอกว่าศุภจีควรอ่าน นอกจากทำให้เห็นวิถีชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งก่อนจะเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแล้ว เราคิดเป็นหนังสือที่เหมาะกับคนที่อยากทำชีวิตให้มีความสุขและมีความหมาย
  7. บ่ายวันอาทิตย์จะบังเอิญพบคุณศุภจีที่ไหน : บนเตียง กำลังเล่นเกม Candy Crush เราเป็นแชมเปี้ยนเลเวล 4174 เราเล่นทุกด่านแล้วจนต้องรอให้เขาสร้างฉากใหม่ทุกสัปดาห์ ทำให้ได้ทักษะการแก้ปัญหาผ่านการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น ระเบิดที่เป็น Candy Boom หรือ Lollipop Hammer คลายเครียดมาก อีกเกมที่ชอบมากซึ่งเล่นสลับกันไปคือ Sugar Crush เป็นเกมพี่เกมน้องกัน อีกเกมที่ชอบมากๆ คือ Hidden City เป็นเกมหาสมบัติที่สามีก็ชอบ เลยเล่นด้วยกัน
  8. ชมรมสมัยมหาวิทยาลัย : บาสเกตบอล เป็นนักบาสเกตบอลประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คนจะคิดว่าคณะนี้ผู้หญิงสวยๆ เยอะ จริงๆ ผู้หญิงสวยๆ เขาไปอยู่สังคมสงเคราะห์กัน ทำให้คณะนี้มีแต่ผู้ชาย เนื่องจากมีผู้หญิงจำกัดทำให้เราต้องเล่นกีฬาทุกประเภทและยังเป็นเชียร์ลีดเดอร์ด้วย ขอคุยหน่อย คณะเราเล็กที่สุดในธรรมศาสตร์ปีนั้น (พ.ศ. 2524) แต่เราเป็นแชมป์บาสเกตบอลหญิงของธรรมศาสตร์ ชนะบัญชีและนิติศาสตร์ เท่มากๆ
  9. คุณหนึ่งในสมาชิกลับๆ ของ… :  เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของหนังสือ ขายหัวเราะ เป็นหนังสือที่น่ารักดีออก และให้ความรู้เราดีนะ
  10. คำพูดที่มักจะพูดกับทีมงานเสมอ : Can do
  11. หากมีเวลาเพียง 15 วินาทีสำหรับกล่าวสุนทรพจน์แก่นักศึกษาจบใหม่ : จงทำตัวให้เป็นเหมือนน้ำพร่องแก้ว ให้เปิดรับโอกาสที่จะเกิดขึ้นมากกว่าจะทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว
  12. คุณไปแข่งรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอนไหนได้บ้าง : ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน แค่เปิดให้ดูบางฉากเราก็รู้ว่ามาจากโคนันตอนไหนและใครเป็นฆาตกร

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load