11 กุมภาพันธ์ 2562
70.17 K

“ผมจะไม่พูดนาน เพราะวันนี้ควรเป็นวันที่พวกคุณทุกคนสนุก ถ้าพูดนานเดี๋ยวผมร้องไห้”

คุณชนินทธ์ โทณวณิก เริ่มต้นประโยคนี้บนเวทีงานเลี้ยงรอบสุดท้ายของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ

ชายวัย 62 ปีผู้นี้เป็นรองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล หรือถ้าจะเรียกแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ เจ้าของโรงแรมดุสิตธานี ผู้รับไม้ต่อจากคุณแม่ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้ง

เราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำความสำคัญของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ

โรงแรมอายุ 49 ปีแห่งนี้ปิดตัวลงเมื่อวันเสาร์ที่ 5 มกราคม 2562 ก่อนจะปิดก็มีงานเลี้ยงและกิจกรรมอำลามากมาย

คืนวันศุกร์ที่ 4 มกราคม เป็นวันที่แขกจะได้พักในโรงแรมแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม ป็นวันที่แขกจะได้ใช้บริการส่วนต่างๆ ของโรงแรมเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานแต่งงาน หรือการรับประทานอาหารในห้องอาหารต่างๆ (ซึ่งต้องรอคิวหลายชั่วโมง)

คืนนั้น แขกและพนักงานทุกคนออกมายืนรวมตัวกันด้านหน้าโรงแรมเพื่อจดจำภาพสุดท้ายของโรงแรมแห่งนี้ ด้วยการดูไฟที่ค่อยๆ ปิดลงทีละชั้น ทีละชั้น จนหมดทั้งตึก

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ปิดตัวลงด้วยภาพนั้น

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม ดุสิตธานีเปิดโรงแรมให้เราจัดกิจกรรม Walk with The Cloud 13 : ดุสิตธานี กรุงเทพ ให้เราพาผู้อ่านเข้าไปเดินชมและฟังประวัติศาสตร์ในทุกแง่มุมของโรงแรมแห่งนี้เป็นกลุ่มสุดท้าย เช่นเดียวกับการเปิดครัวทำอาหารรับรองแขกเป็นครั้งสุดท้าย

แต่นี่ยังไม่ใช่การรับแขกครั้งสุดท้าย

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม มีการจัดการเลี้ยงอำลาอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้าย โดยมีแขกคือพนักงานทั้งหมด และความพิเศษคือ ในค่ำคืนนี้พนักงานทุกคนจะได้พักในห้องพักของโรงแรมดุสิตธานี ถือเป็นแขกกลุ่มสุดท้ายที่ได้ใช้บริการ

“สองสามเดือนก่อนโรงแรมปิด โดยเฉพาะสองสามสัปดาห์สุดท้าย ผมไม่เคยเห็นแขกเข้ามาดุสิตมากขนาดนี้มาก่อน ผมคิดว่าทุกคนน่าจะภูมิใจที่มีส่วนร่วมกับที่นี่ สิ่งที่ลูกค้าพูดเหมือนกันหมดก็คือ พวกคุณพนักงานทุกคนของโรงแรมนี้ดีมาก นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเราภูมิใจ อีก 4 ปีโรงแรมดุสิตธานีจะกลับมาใหม่ เราจะแก้จุดที่คิดว่าไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ อย่างห้องพัก ถ้าเสร็จออกมาน่าจะดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย บางทีการทำงานเราอาจจะต้องมีความฝัน และความบ้านิดหน่อย”

นี่คือข้อความส่วนหนึ่งที่คุณชนินทธ์กล่าวกับพนักงานทุกคนซึ่งได้รับเกียรติให้เป็นแขกกลุ่มสุดท้ายของโรงแรม

ส่วนบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ เกิดขึ้นก่อนงานเลี้ยงนั้นเล็กน้อย จะบอกว่าเป็นบทสัมภาษณ์ของคุณชนินทธ์เรื่องโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ครั้งสุดท้ายก็คงไม่ผิด

นี่คือวิธีการบริหารงานแบบไทยๆ วิธีการดูแลคนแบบไทยๆ เพื่อทำให้โรงแรมไทย ชื่อไทย ที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ สู้กับโรงแรมต่างชาติได้

ชนินทธ์ โทณวณิก, ดุสิตธานี

ทำไมถึงเลือกให้แขกกลุ่มสุดท้ายของโรงแรมดุสิตเป็นพนักงาน

เราตกลงกันตั้งแต่แรกว่าเราจะไม่ปิดไปแบบเงียบๆ เหมือนที่โรงแรมส่วนใหญ่ทำ เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ มาเกือบ 50 ปี ผมคิดว่าหลายคนผูกพันกับเรา เราอยากดูแลทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของดุสิต เราจึงมีการเลี้ยงขอบคุณแขกประจำ เลี้ยงสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุนเรามาตลอด มีเลี้ยงคนกลุ่มต่างๆ ค่อนข้างเยอะ กลุ่มหนึ่งก็คือพนักงาน ตั้งแต่ประกาศไปว่าโรงแรมจะปิดตัว เราไม่ได้รับพนักงานใหม่เข้ามาเยอะ พนักงานที่มีโอกาสไปโรงแรมอื่นที่ดีเขาก็ออกไปบ้าง จำนวนพนักงานเราเลยเหลือน้อย แต่ทุกคนก็ทำงานอย่างทุ่มเท นี่คือการขอบคุณพนักงานครั้งสุดท้าย ก่อนที่เราจะเลี้ยงต้อนรับพนักงานในอีก 4 ปีข้างหน้า เมื่อโรงแรมใหม่เปิด

การให้พนักงานเกือบ 500 คนพักในโรงแรมคืนนี้ สิ่งนี้จะมีความหมายกับพนักงานยังไง

ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเห็นว่ามันสำคัญมากหรือน้อย แต่นี่คือการขอบคุณเขา ก่อนโรงแรมแห่งนี้จะปิด พวกเขาคือแขกกลุ่มสุดท้ายที่ได้พักในโรงแรม อย่างน้อยอาจจะเป็นสิ่งที่เขาไม่ลืมตลอดชีวิต

พวกเขาจะได้พักในห้องพักหรูที่คนดังทั้งหลายเคยมาพักด้วยไหม

ใช่ เราให้เขาจับสลากกันว่าใครจะได้ห้องไหน บางคนอาจจะได้ห้องสูท หวังว่าจะอยู่ในความทรงจำของเขา

พนักงานทั้งหมดมาเป็นแขก แล้วใครจะดูแลพวกเขา

งานเลี้ยงเย็นนี้เราจ้างทีมข้างนอกเข้ามาช่วยบริการ ส่วนห้องพัก ห้องทั้งหมดทำไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกคนใช้บริการได้เลย พรุ่งนี้เช้าทุกคนก็ช่วยกันเก็บผ้าปูเตียงผ้าเช็ดตัวลงมา ต้องช่วยนิดหนึ่ง เพราะไม่มีใครเหลือแล้ว ตอนแรกพวกเขาจะไม่ยอมพัก เพราะเกรงใจฝ่ายแม่บ้านที่ต้องทำงานต่อ สุดท้ายทุกคนเลยอาสาเก็บห้องเอง

พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นที่โรงแรมดุสิต

เราจะเริ่มเก็บของ ซึ่งมีเยอะมาก บางส่วนก็ให้โรงแรมในเครือ บางส่วนก็เก็บไว้เพื่อจะเอากลับมาใช้กับโรงแรมใหม่ บางส่วนก็จะประมูลขาย มีลูกค้าเยอะมากมาติดต่อขอซื้อเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นไปเก็บเป็นที่ระลึก เราก็ยินดี

แล้วพนักงานเหล่านี้จะไปไหน

เรายินดีจ้างเขาให้อยู่ต่อ ก็หาอะไรให้ทำ คงมีหลายทางเลือกทั้งย้ายไปทำที่โรงแรมในเครือของเรา พนักงานที่อายุมากไม่อยากย้ายไปไหน เราอาจจะหาโครงการในกรุงเทพฯ เพิ่ม เพื่อให้พนักงานย้ายไปอยู่โครงการใหม่ เราอยากเอาร้านอาหารของโรงแรมออกมาเปิดข้างนอกด้วย ถึงเวลาเปิดโรงแรมใหม่ จะได้บริการต่อได้อย่างต่อเนื่อง ชื่อของดุสิตธานีก็จะไม่หาย พนักงานบางส่วนก็อยากเกษียณ ในช่วงสองสามปีที่เรารู้ว่าจะปิด คนที่เกษียณแล้วเราก็ยังขอให้เขาทำต่อจนโรงแรมปิด บางคนหกสิบกว่า บางคนก็เจ็ดสิบกว่า

หลังจากประกาศว่าโรงแรมจะปิด ชีวิตคุณวุ่นวายกับเรื่องอะไรมากที่สุด

สิ่งที่ยุ่งที่สุดก็คือ ต้องเจอคน ถ่ายรูปกับคน มอบหนังสือดุสิตธานีให้เขา เซ็นชื่อให้ มีคนมาหาผมมากกว่าเมื่อก่อน 10 เท่า มีพนักงานเก่าของเราที่อยู่ในเมืองไทยและต่างประเทศเข้ามาเยอะ แขกก็มีมาจากทั้งไทยและต่างประเทศ มีคนเดินทางจากต่างประเทศมาเพื่อใช้เวลาในโรงแรมช่วงสามสี่วันก่อนปิดค่อนข้างเยอะ เราเคยจัดงานแต่งงานอาจจะเป็นหมื่นคู่ คนเหล่านี้ก็กลับมา บางคนก็มาจากต่างจังหวัด เหมารถมาเลย เป็นความภูมิใจที่โรงแรมนี้สร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับคนเยอะ

วันสุดท้ายที่เปิดทำการก็ยังมีคนมาแต่งงาน

ครับ พ่อแม่เขาเคยแต่งงานที่นี่ พอรู้ว่าโรงแรมจะปิดเลยให้ลูกรีบแต่งงาน จะได้มาแต่งที่นี่

ชนินทธ์ โทณวณิก, ดุสิตธานี ชนินทธ์ โทณวณิก, ดุสิตธานี

หลังจากประกาศปิดโรงแรม คุณได้รับจดหมายและอีเมลส่งมาด่าเยอะมาก ทำไมคุณถึงตั้งใจเก็บทุกฉบับไว้อย่างดี

ก็ควรจะเก็บนะ พอถึงวันที่โรงแรมเปิดใหม่ ผมจะเอาไปใส่ห้องสมุดในโรงแรมใหม่ให้คนมาดู แต่ต้องคิดก่อนว่าจะถูกฟ้องไหม เพราะเขาด่าแรงมาก

ทำไมต้องด่าแรงขนาดนั้น

ตอนแรกผมก็โกรธนะ แต่พอคิดอีกที เขาต้องผูกพันกับโรงแรม บางคนเขียนจดหมายส่งอีเอ็มเอสมา เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย ถ้าเขาไม่รักโรงแรมขนาดนี้ คงไม่ทำ คิดได้แบบนั้นเราก็เก็บไว้หมด อีเมลด้วย มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเป็นคนแรกที่แต่งงานที่นี่ แต่งก่อนโรงแรมเปิด มาขอพบผม เขาบอกว่าเสียดาย ทำไมไม่หาวิธีเก็บไว้ พอลองถอยหลังมามอง ก็ดีใจนะ แปลว่ามีคนผูกพันกับตึก ดังนั้นตึกใหม่ที่เราจะสร้างจึงต้องเก็บบุคลิกของโรงแรมเก่าไว้

เรียกว่าคุณโตมาในโรงแรมดุสิตธานีได้ไหม

ผมใช้ชีวิตที่นี่ตั้งแต่ก่อนโรงแรมเปิด ผมเห็นที่นี่ตั้งแต่เริ่มออกแบบ เริ่มก่อสร้าง คุณแม่มาเดินตรวจงานก็พาผมไปด้วย มีประชุมอะไรก็พยายามดึงผมไปนั่งฟัง ไม่รู้เรื่องก็จับไปนั่งฟัง ไปคุยงานต่างประเทศ ไปดูงานโรงแรมอื่นก็พาผมไปด้วย ไปวิ่งเล่นที่ล็อบบี้โรงแรมอื่น พอโรงแรมสร้างเสร็จกลับจากโรงเรียนคุณแม่ก็พาเดินดูโรงแรม

ตอนเด็กๆ คิดไหมว่าโตมาต้องดูแลโรงแรมต่อจากคุณแม่

คิด ถึงตั้งใจเรียน เรียนเร็ว จบเร็ว เพราะรู้ว่าต้องมาช่วยคุณแม่ ผมเรียนปริญญาโทตอนอายุ 19 จบตอน 21 เป็นอาจารย์จุฬาฯ ตอนอายุ 22 เป็นอาจารย์จุฬาฯ ที่จบปริญญาโทด้วยอายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง คุณแม่เห็นว่าผมไปอยู่เมืองนอกนาน เลยอยากให้ไปทำอย่างอื่นก่อน ผมไปสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะบัญชี จุฬาฯ ช่วงที่ว่างก็เข้ามาดูโรงแรม แต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ค่อยๆ ทำไป สอนอยู่ 4 ปี คุณแม่ก็บอกว่าถึงเวลาแล้ว เลยลาออกมาทำโรงแรมเต็มตัว แต่ก็ยังเป็นอาจารย์พิเศษอยู่พักนึง

ความยากของการบริหารโรงแรมคืออะไร

ข้อดีคือคุณแม่สร้างฐานไว้ดี ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นในบางเรื่อง แต่เรื่องที่หนักที่สุดมีสองสามเรื่อง เราไม่ได้อยากแข่งกับโรงแรมไทย เราพูดตั้งแต่สมัยคุณแม่ว่า ถ้ามีเจ้าของโรงแรมคนไทยหรือผู้ลงทุนคนไหนมาปรึกษา คุณแม่จะช่วยเสมอ คุณแม่และผมจะให้เวลากับหอการค้า สมาคมโรงแรมไทย เข้าไปสนับสนุนเขา เพื่อให้โรงแรมโดยเฉพาะโรงแรมตามต่างจังหวัดทำงานได้ดีขึ้น เราเชื่อว่าถ้าอุตสาหกรรมโรงแรมดี ก็จะดีกับทุกคน เราจะดีคนเดียวไม่ได้

ปัญหาอย่างที่สองคือ ต้องบอกตรงๆ ว่าคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าๆ เห็นความสำคัญของแบรนด์ต่างประเทศมากกว่าแบรนด์ไทย ชอบแบรนด์หรูของต่างประเทศ หรือดูถูกแบรนด์ไทย แต่เด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างจะดี เขาไม่ได้สนใจว่าคุณเป็นแบรนด์ฝรั่ง ดังมาจากเมืองนอกหรือเปล่า คุณแม่ยืนยันว่าเราจะเป็นโรงแรมไทย ชื่อไทย ตั้งแต่วันแรก ต้องยอมรับว่าหลายคนไม่เชื่อ หลายคนไม่สนับสนุน เป็นเรื่องที่แปลก

อะไรทำให้ท่านผู้หญิงสนใจความเป็นไทยตั้งแต่แรก

คุณแม่อาจจะเป็นผู้หญิงคนไทยคนแรกๆ ที่ไปเรียนต่างประเทศ เมื่อเจ็ดสิบกว่าปีที่แล้ว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีผู้หญิงไทยคนหนึ่งกล้าไปเรียนที่นิวยอร์กคนเดียว ไปแบบไม่รู้จักใคร ตอนนั้นก็เก่งมากแล้ว ผมคิดว่าการเป็นผู้หญิงเอเชียที่ไปต่างประเทศ อาจจะถูกดูถูกมั้ง อาจจะมีคนว่าว่าเราดีไม่พอ ไม่มีความสามารถพอ คุณแม่เป็นคนไม่ยอมแพ้ ตอนกลับมาจากต่างประเทศเลยพยายามทำอะไรที่เป็นไทย ทำให้ดี คุณแม่เป็นคนกล้า ไม่กลัวคน ไม่งั้นไม่กล้าสร้างโรงแรมนี้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว สมัยก่อนไม่มีการศึกษาด้านการเงิน ด้านลูกค้า คุณแม่คิดแค่อยากจะสร้างแล้วก็สร้างเลย

อะไรทำให้ท่านผู้หญิงมั่นใจว่าสร้างโรงแรมใหญ่ขนาดนี้แล้วจะรอด

ผมไม่คิดว่าคุณแม่คิดหรือไม่คิดว่าจะรอด คิดแค่ประเทศไทยต้องมีโรงแรมไทยที่ดี ก่อนดุสิตธานี ไม่เคยมีโรงแรมคุณภาพดีที่ลงทุนโดยคนไทย บริหารโดยคนไทย ชื่อไทย โรงแรมไทยส่วนใหญ่อาจจะระวังเรื่องการเงิน ไม่กล้าสร้างโรงแรมที่ดี ส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมที่ราคาถูกหน่อยหรือใช้ชื่อฝรั่ง คุณแม่เป็นคนแรกที่สร้างโรงแรมชื่อไทยสไตล์หรู

ชนินทธ์ โทณวณิก, ดุสิตธานี

ความเป็นไทยที่เลือกมาใช้ในโรงแรมดุสิตเป็นความเป็นไทยแบบไหน

หลายอย่างนะ 50 ปีที่ผ่านมาโรงแรมดุสิตเป็นตึกที่คนยอมรับว่ามีความเป็นไทยมากที่สุดในเชิงสถาปัตยกรรม การตกแต่งโรงแรมก็เน้นความเป็นไทยที่สุด ใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย การดูแลพนักงานเราก็ใช้การบริหารพนักงานแบบไทย ดูแลเขาคล้ายๆ ครอบครัว การบริการลูกค้า เราก็ใช้หลักความเป็นไทย

การดูแลพนักงานแบบครอบครัวเป็นยังไง

50 ปีที่แล้วมีบริษัทคนไทยส่งพนักงานไปเรียนต่างประเทศ เพื่อกลับมาบริหารงานในโรงแรม ส่งไปที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลนะ ไม่ใช่กระจอกๆ สามสิบกว่าปีที่แล้ว เราเป็นบริษัทแรกที่สร้างโรงเรียนขึ้นมาเพื่อป้อนพนักงานให้อุตสาหกรรม ไม่ใช่สร้างห้องฝึกอบรมพนักงานของตัวเองเหมือนที่หลายๆ คนทำ แต่เราสร้างโรงเรียนการโรงแรม สิ่งนี้คงบอกได้ว่าเราไม่ได้คิดเรื่องเงินอย่างเดียว แต่เราคิดว่าจะช่วยอุตสาหกรรมได้ยังไง คุณแม่เป็นคนคิดแบบนั้น

วิธีบริหารของโรงแรมดุสิตต่างจากเครือโรงแรมอื่นๆ ไหม

ถ้าคุณดูสถาปัตยกรรมของโรงแรมจะเห็นว่ามีไทยกับฝรั่งปนกัน คุณแม่คงเข้าใจว่า ถ้าเป็นไทยจ๋าคงไม่ได้ การบริหารโรงแรมก็เหมือนกัน ระบบอะไรบางอย่างก็เป็นอินเตอร์ แต่วิธีการดูแลคนอาจจะเป็นแบบไทยมากหน่อย เวลาเราไปอยู่ต่างประเทศก็พยายามทำแบบนี้

การดูแลแขกแบบไทยๆ เป็นยังไง

ถ้าเราดูแลพนักงานให้ดีแบบไทย เขาก็จะไปดูแลลูกค้าให้ดีแบบไทย ในการบริหาร เข้าถึงคน พูดคุยกับคน ดุสิตไม่ค่อยเหมือนโรงแรมอื่นๆ ที่อื่นฐานเขาเป็นฝรั่งแล้วพยายามแต่งตัวให้เป็นแบบไทย จับความเป็นไทยเข้าไปใส่ แต่เราเริ่มจากความเป็นไทย แล้วดึงวิธีทำงานแบบฝรั่งเข้ามา

ความเป็นไทยจะแข่งกับฝรั่งได้ยังไง

เนื่องจากเราเริ่มช้ากว่าคนอื่น ด้วยขนาด เครือข่าย ความใหญ่ เราสู้บริษัทต่างชาติไม่ได้ เขาใหญ่กว่าเราห้าเท่าสิบเท่า มีเครือข่ายเยอะกว่าเรา แมรีออทมีหมื่นโรงแรม เรามีร้อยโรงแรม ถ้าเราเหมือนเขา โอกาสที่จะสู้เขาก็ยาก สิ่งที่เราต้องทำให้ไม่เหมือนคนอื่นคือ เราต้องเป็นบริษัทที่มีความเป็นไทย จุดขายที่ไม่เหมือนใครคือ เราเป็นบริษัทไทยแท้ๆ ถ้าคุณต้องการอะไรที่เป็นอเมริกันจ๋าก็ไปไฮแอท ไปโฟร์ซีซันส์ ไปริทซ์-คาร์ลตัน ต้องการอะไรที่เป็นยุโรปคุณก็ไปแอคคอร์ ถ้าต้องการความเป็นไทย ความรู้สึกแบบไทย มีร้านอาหารไทยที่ดี คุณก็มาอยู่กับเรา

ข้อดีของเราก็คือ เวลาไปเปิดโรงแรมในยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น ถ้าคุณบอกว่ามาจากจีน อินเดีย สิงคโปร์ ฮ่องกง บางทีคนไม่ยอมรับ แต่ถ้าบอกว่ามาจากไทย คนส่วนใหญ่ยอมรับ โชคดีที่เขาเคยมาเที่ยวประเทศไทย มีความรู้สึกที่ดีกับคนไทย กับการใช้ชีวิตแบบคนไทย ทุกอย่างมันง่ายขึ้น

เคยมีเครือโรงแรมต่างชาติมาขอซื้อกิจการไหม

เยอะมาก แต่คุณแม่บอกว่า ไม่ ความตั้งใจของคุณแม่คงไม่เปลี่ยนไป นี่คือโรงแรมไทย บริษัทไทย ชื่อไทย เราก็ทำของเราแบบนี้แหละ ถึงจะเล็กหน่อย แต่เราอยากเป็นบริษัทไทยที่ดี เป็นตัวแทนประเทศไทยที่ดี

ชนินทธ์ โทณวณิก, ดุสิตธานี ชนินทธ์ โทณวณิก, ดุสิตธานี

เราจะได้เห็นแบบโรงแรมดุสิตโฉมใหม่เมื่อไหร่

เดือนเมษายน บอกตามตรง ทำมาแล้วผมแก้เยอะ

ไม่ดีตรงไหน

โรงแรมใหม่ต้องเป็นตัวแทนของโรงแรมเก่า คงไม่มีใครรู้ว่าโรงแรมเก่าคืออะไรมากเท่าผม บางทีคนใหม่เข้ามาแล้วไม่เข้าใจ เขาตีความไปอย่างหนึ่ง ความเป็นไทยมีหลายความหมาย อย่างน้ำตกมีได้หลายความหมาย ในที่สุดแล้วพอถึงเวลาโรงแรมใหม่เปิด ไม่ว่าจะสร้างดีหรือไม่ดี เสียงวิจารณ์ก็จะตกอยู่กับบริษัทดุสิต แล้วทุกคนก็จะชี้นิ้วมาที่ผม ผมเลยพยายามระวังเรื่องนี้

ความเป็นดุสิตเก่าที่จะอยู่ในร่างดุสิตใหม่มีอะไรบ้าง

หลายอย่างนะ สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของโรงแรมเราก็แก้ เช่นห้องพัก อะไรที่ดีก็เก็บไว้ เช่น ล็อบบี้ที่เข้ามาแล้วเห็นวิว ถ้าคุณไปดูล็อบนี้ของโรงแรมห้าดาวในกรุงเทพฯ ทั้งหมด ผมคิดว่าไม่มีโรงแรมไหนมีวิว แม้แต่โอเรียนเต็ลซึ่งเป็นโรงแรมเก่า คุณก็จะเห็นสวนนิดหนึ่ง แต่ไม่เห็นวิว สาเหตุที่คุณแม่เอาล็อบบี้ไว้ชั้นสอง มีสะพานขึ้น เพราะอยากให้เข้ามาในล็อบบี้แล้วเห็นวิว โรงแรมใหม่ของเราล็อบบี้จะมีวิวสวย สวนก็เป็นสิ่งสำคัญ มีความหมายว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ สถาปัตยกรรมต่างๆ ก็มีความหมาย เราพยายามเอาไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

สถาปนิกงงไหมว่าจะเก็บอะไรนักหนา

งงครับ อย่างที่บอก โรงแรมใหม่ต้องมีบุคลิกของโรงแรมเก่า ถ้าเราไม่ได้ชื่อดุสิตธานี ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์คิดไว้เมื่อ 50 หรือ 70 ปีที่แล้วเมื่อตั้งบริษัท มันก็จะเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าจะเอาจุดนั้นมาเป็นรากฐานเราก็ต้องทำอีกแบบ

คืนสุดท้ายที่โรงแรมดุสิตธานีให้บริการ คุณมองไฟที่ค่อยๆ ดับลงทีละชั้นด้วยความรู้สึกอะไร

ผมบอกคุณตรงๆ นะ สองสามเดือนหลังผมเบลอ ไม่รู้เรื่องแล้ว คงคิดมากด้วย เศร้าด้วย เลยจำอะไรไม่ค่อยได้ ผมเริ่มรู้สึกแย่ตั้งแต่เมื่อ 18 เดือนที่แล้ว พอประกาศว่าจะปิดก็รู้สึกแย่มาตลอด เพราะหนักใจ เรารู้ว่าล็อบบี้ ห้องอาหารไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าดูห้องพัก ระบบงานโครงสร้าง โรงแรมเรามีปัญหาค่อนข้างเยอะ

ถ้าอยากให้โรงแรมอยู่ต่อไปอีก 50 ปี ไม่ทำวันนี้ อีก 10 ปี ข้างหน้าก็ต้องทำ เลยรีบตัดสินใจทำดีกว่า ในวันที่ผมยังมีแรงทำอยู่ เพราะมันจะดีถ้ามีคนที่อยู่มาตั้งแต่ตอนก่อสร้างโรงแรมตอนแรก อย่างน้อยก็มีความต่อเนื่องในการวางแผน ออกแบบ ถ้ารออีก 10 ปี ผมอาจจะไม่ไหว คนรุ่นใหม่ก็อาจจะรู้ไม่พอ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณแม่สร้างไว้ให้โรงแรมนี้ ถ้าเก็บได้เราก็อยากเก็บ

ความหนักใจคือ จะสร้างโรงแรมใหม่ยังไงให้คนกรุงเทพฯ ยังรู้สึกดี แล้วก็เป็นโรงแรมที่ดีตามที่คุณแม่หวังไว้ ยังแข่งกับชาวต่างประเทศได้ดี ถ้าไม่ใช่ดุสิตแล้วใครจะมาทำแบบนี้ มันไม่มีคนอื่น ผมหวังว่าจะมีโรงแรมไทยมาแข่งกับต่างประเทศได้เยอะขึ้น

เสียน้ำตาบ้างไหม

ก็มี (ทีมงานช่วยตอบว่า มาก) เพราะคุณแม่บอกว่าให้เก็บโรงแรมนี้ไว้ ผมก็เลยคิดนาน เราไม่ต้องการให้ใครรื้อตึกแล้วสร้างใหม่ เราต้องมีจุดยืนว่า เราจะยืนตรงไหน จุดยืนนั้นต้องช่วยให้เราแข่งขันได้ ถ้าเราสร้างเป็นโรงแรมสมัยใหม่ ความแตกต่างเมื่อเทียบกับโรงแรมห้าดาวอื่นๆ คืออะไร ก็ไม่มี เราต้องทำโรงแรมของเราให้มีบุคลิกเป็นไทยที่สุด คุณไปเดินดูโรงแรมที่เปิดใหม่ 5 แห่ง คุณถามตัวคุณเองสิว่ามีอะไรที่เป็นไทย ทุกที่มีสีคล้ายๆ กัน การออกแบบโรงแรมยุคใหม่ค่อนข้างเรียบ เป็นมินิมอล ถ้าคุณไปเดินดูโรงแรมใหม่ที่นิวยอร์ก ลอนดอน ดูไบ มันก็เหมือนกันหมด ผมว่านี่คือปัญหาของธุรกิจโรงแรม ถึงจุดหนึ่งมันบอกไม่ได้ว่าอะไรคือสัญลักษณ์ของประเทศไทยในโรงแรม

โรงแรมดุสิตโฉมใหม่จะไม่มินิมอล

ไม่ ต้องเราเป็นไทย ต้องสีสันเยอะ คนมาเมืองไทยเขาต้องการเห็นสีสัน คุณไปเดินดูโรงแรมเชนที่กรุงเทพฯ เทียบกับฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ คุณบอกไม่ได้เลยว่ากำลังอยู่ที่ประเทศไหน เพราะมันเหมือนกันหมด เราไม่ต้องการอย่างนั้น

ชนินทธ์ โทณวณิก, ดุสิตธานี

ความรู้สึกวันเปิดโรงแรมกับวันปิดโรงแรมต่างกันยังไงบ้าง

ตอนเปิดโรงแรม ตอนนั้นผมยังเด็ก ยังเรียนอยู่มัธยม จำได้ว่าชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาแล้วก็งง เพราะคนเยอะมาก คนเกือบทั้งกรุงเทพฯ มาที่นี่ เพราะเป็นตึกใหญ่ตึกแรกในประเทศไทย คนที่ไม่ได้รับเชิญก็มา วันนั้นงงมาก ไม่มีที่ยืน ส่วนวันปิดไฟ ส่วนใหญ่ผมอยู่กับลูกค้า อยู่กับพนักงาน เป็นวันที่เสียใจที่สุดวันหนึ่งตั้งแต่ทำงานมา

คุณนอนที่โรงแรมบ้างไหม

ส่วนใหญ่จะนอนช่วงที่มีปัญหา เวลามีปัญหาที่เกิดขึ้นหน้าโรงแรม ตอนแรกคุณแม่จะมาเดินอยู่ในโรงแรม มาคุยกับพนักงาน กินข้าวกับพนักงาน สามสิบสี่สิบปีหลังผมมาแทนคุณแม่ นั่นคือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญ ถ้าพนักงานเห็นว่าเจ้าของมาเดินอยู่ด้วย มาอยู่ดูแลเขา ความรู้สึกจะเป็นแบบหนึ่ง ถ้าไม่มีเจ้าของอยู่ ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ที่คุณถามว่าบริหารงานแบบคนไทยเป็นยังไง จุดเล็กๆ ที่ผมถูกสอนมาตลอดก็คือ ถ้ามีเรื่องอะไรเราต้องอยู่กับพนักงาน เดินให้พนักงานเห็น ระเบิดจะลง น้ำจะท่วม ก็ต้องเดินให้พนักงานเห็น เป็นแบบนี้มาตลอด

ช่วงที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ คุณก็เปิดห้องพักของแขกให้พนักงานพัก

ใช่ ตอนมีปัญหาการเมืองก็เปิดให้พนักงานพัก ถ้าไม่เปิดให้พัก เขาจะกลับยังไง เดินทางลำบาก ไม่ปลอดภัย ถ้าใครเป็นห่วงบ้านอยากกลับก็กลับ แต่ถ้าคนไหนอยู่ เราก็บอกให้เขาพักที่โรงแรมเลย ทานอาหาร ทำทุกอย่างในโรงแรมเลย เราก็ดูแล

คืนนี้อยากนอนที่นี่เป็นครั้งสุดท้ายไหม

ไม่หละ วันปิดลูกๆ ผมก็มานอนกันนะ แต่ผมไม่มา มันไม่ไหวน่ะ ถ้านอนคงนอนไม่หลับ ขออยู่ห่างหน่อยดีกว่า

โรงแรมดุสิตธานีมีความหมายกับชีวิตคุณยังไง

ผมอยู่ที่นี่ตั้งแต่ก่อนเปิด ช่วงก่อสร้าง ที่นี่ไม่ใช่ตึก แต่คือชีวิตของผม ในช่วง 40 ปีที่มาทำงานอยู่ที่โรงแรมดุสิตผมพยายามทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อย บางอย่างก็ไม่ประสบความสำเร็จ บางอย่างก็ประสบความสำเร็จ บางอย่างเคยประสบความสำเร็จ อยู่ๆ ไปก็ไม่ประสบความสำเร็จ เวลาผ่านไป เมื่อก่อนเคยดังที่สุด แต่วันหนึ่งก็ต้องเลิกทำ โรงแรมใหม่ต้องเป็นตัวแทนโรงแรมเก่าที่ดีที่สุด หวังว่าจะทำชื่อเสียงให้ประเทศ นั่นคือจุดประสงค์ของดุสิตธานี

ถ้าคืนนี้คุณต้องกล่าวคำลากับโรงแรมดุสิตธานี คุณจะบอกที่นี่ว่าอะไร

โรงแรมดุสิตธานีใหม่จะดีกว่าเก่าไม่ใช่แค่ของที่อยู่ในโรงแรม แต่ผมจะทำให้ที่นี่เป็นที่ที่มีความหมายและศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เชิดหน้าชูตาให้ประเทศไทย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load