หลังจากมีการขอความร่วมมือให้พวกเราอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ลดการเดินทาง และสร้างระยะห่างระหว่างกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อช่วยกันลดการแพร่กระจายของ COVID-19 ให้ได้มากที่สุด ทำให้นาทีนี้ Work from home กลายเป็นความธรรมดารูปแบบใหม่ของหลายออฟฟิศไปแล้ว

พอไม่ได้พบหน้าผู้คนในวันทำงานเหมือนเคย นอกจากความเหงาและความกังวลสารพัดที่พวกเราต่างต้องรับมือแล้ว การทำงานผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ ก็เกิดมีความจำเป็นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ท่ามกลางความพยายามปรับตัวครั้งใหญ่ของทุกคนเพื่อรับมือกับความไม่ปกตินี้ ‘สตูดิโอคำม่วน’ สตูดิโอโปรดักชันจากเชียงใหม่ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ที่หลายคนหลงรัก อย่าง รักแห่งสยาม, 13 เกมสยอง, ดิว ไปด้วยกันนะ, ฝันหวานอายจูบ และอีกมากมาย ได้ออกมาประกาศ ‘ปล่อยของ’ แบ่งปันวิธีการและองค์ความรู้การทำงานในสำนักงานแบบเสมือน หรือ Virtual Office ที่สตูดิโอคำม่วนสะสมมาหลายปีให้บุคลากรในสาขาต่างๆ ได้เอาไปใช้ โดยเขาเริ่มจากกลุ่มคุณครูและอาจารย์ที่ต้องหันมาสอนหนังสือจากที่บ้านกันอย่างฉับพลัน ให้ได้เคี่ยวกรำและถ่ายทอดความรู้ให้ศิษย์ได้ครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนเดิม

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

“หลังจากนี้ประเทศต้องไปต่อ นักเรียนนักศึกษาก็ยังต้องมีความรู้ จะหยุดเรียนหยุดสอนกันไม่ได้” มะเดี่ยวอธิบายถึงความตั้งใจเบื้องหลังการปล่อยของครั้งนี้

หลายคนรู้จักมะเดี่ยวเป็นอย่างดีในมุมของการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้าง หรือรู้แม้แต่ว่าเขามักจะทำการลำดับภาพเอง และหลายครั้งก็แต่งเพลงประกอบเอง 

แต่วันนี้ The Cloud ชวนเขาคุยในฐานะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ใครต่อใครก็บอกว่าทำธุรกิจยากขึ้นทุกวัน คู่แข่งเยอะขึ้น ทำให้ต้องพึ่งพาฝีไม้ลายมือที่เก๋าเกมมากขึ้นในวันที่งบประมาณกลับลดลง 

เขามีวิธีการทำธุรกิจอย่างไร และท่ามกลางสภาวะไม่ปกตินี้ทุกคนจะหยิบยืมอะไรจากสตูดิโอคำม่วนไปใช้ได้บ้าง บอกเลยว่าเรารู้สึกหูตากว้างไกลขึ้นมากจากบทสนทนานี้

การสนทนาครั้งนี้เราอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนมะเดี่ยวอยู่ที่เชียงใหม่ เราคุยกันผ่านวิดีโอคอลที่เราเริ่มจะคล่องแคล่วหลังจากทำงานที่บ้านมา 2 สัปดาห์ ส่วนมะเดี่ยวนั้นเชี่ยวชาญมาก เพราะเขาใช้มันทำงานเป็นประจำมาแล้ว 3 ปี

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เรื่องเกิดมาจากวิกฤตลาดพร้าว

“เพราะว่าลาดพร้าวรถติดมากกกกกกกกก” มะเดี่ยวตอบแบบลากเสียงยาว เมื่อเราถามถึงเหตุผลในการทำให้ออฟฟิศคำม่วนฯ เป็นออฟฟิศที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้แบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ระดับประเทศ หรือการอยากทำองค์กรให้ทันสมัยอะไรเลย แต่มันเกิดจากปัญหาจริงๆ ที่เราเชื่อว่าใครเลี่ยงได้ก็ล้วนอยากจะเลี่ยง

สตูดิโอคำม่วนเคยมีฐานที่มั่นใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ โดยตั้งอยู่กลางถนนลาดพร้าวที่เพิ่งจะลงเสาเข็มทำรถไฟฟ้าสายสีเหลือง จึงทำให้การจราจรแถวนั้นสาหัสแบบไม่น่าให้อภัย

“เราไม่เคยได้เริ่มประชุมตรงเวลา ไปไหนมาไหนก็เสียเวลามาก ก็เลยเริ่มหาวิธีที่จะทำให้ทำงานได้แบบไม่ต้องมาที่ออฟฟิศ” มะเดี่ยวบอก 

ขั้นแรกก็เริ่มจากงานเขียนบท ซึ่งเป็นงานที่ไม่ต้องทำร่วมกัน แต่ก็ต้องมีระบบในการคุยงาน ส่งงาน

และเมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์ มะเดี่ยวก็เริ่มขยายแนวคิดนี้ไปสู่ขั้นตอนหลังการผลิตที่ต้องมีการรับส่งไฟล์งานเหมือนกัน แต่คราวนี้ต้องการพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น ระบบที่เสถียรมากขึ้น 

จนในที่สุดเมื่อเขาตัดสินใจย้ายสำนักงานใหญ่หนีลาดพร้าวไปเชียงใหม่ บวกกับการทำงานกับต่างประเทศที่ทำให้เขาต้องเดินทางมากขึ้น และต้องทำงานกับคนที่อยู่ส่วนต่างๆ ของโลก เขาจึงเริ่มทำงานผ่านพื้นที่เสมือน (Virtual Space) ในคลาวด์ โดยความตั้งใจแรกคือการให้ทั้งเขาและทีมงานคนอื่นๆ ที่อยู่กันคนละที่ ได้เห็นความคืบหน้าของส่วนต่างๆ ด้านการผลิต เช่น การหานักแสดง การออกแบบ การเลือกสถานที่ถ่ายทำ การเขียนบท การตัดต่อ ได้จากทุกที่และทุกเวลา โดยไม่ต้องรอนัดคิวทุกคนจากหลากหลายไทม์โซนให้มาพร้อมหน้าเพื่อประชุมรายงานความคืบหน้าของทีม และหลังจากนั้น Virtual Office นี้ก็ขยายใหญ่ไปจนครอบคลุมการทำงานในเกือบทุกด้านของสตูดิโอคำม่วน

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

ซื้อเวลา ย่นระยะทาง

การประสานงานระหว่างทีมของสตูดิโอคำม่วนทำผ่านโปรแกรมช่วยการทำงานเป็นทีม (Mobile Collaboration Tools) ที่ทำหน้าที่เป็น Virtual Office ซึ่งไม่ใช่แค่การเปลี่ยนห้องประชุมให้เป็น VDO Conference แต่เป็นการยกทั้งออฟฟิศขึ้นไปบนคลาวด์ มีทั้งหน้าต่างแชตเป็นห้องประชุม แบ่งห้องแบ่งหัวข้อได้ มีที่ฝากไฟล์ซึ่งทุกคนจะเข้าถึงจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ และสามารถแปะโน้ตเพื่ออธิบาย เน้นส่วนที่อยากให้พิจารณาเป็นพิเศษ หรือเขียนคอมเมนต์ส่วนต่างๆ ได้เลยแบบไม่ต้องโหลดลงเครื่องด้วย 

“คำม่วนฯ เลือกทำงานออนไลน์ไม่ใช่แค่เรื่องความประหยัด แต่เพราะเราเห็นประโยชน์ว่ามันทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย” มะเดี่ยวบอกว่า ระบบนี้ทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น กระชับ แม่นยำ ตรงประเด็น และไม่ต้องรอกันไปรอกันมา การส่งงานและคอมเมนต์งานเป็นไปอย่างรวบรัด และที่สำคัญการประชุมจะต้องน้อยลง ซึ่งคงไม่มีใครเถียงว่าทำให้ประหยัดเวลาไปได้มาก 

เพราะการทำงานแบบ Virtual Office ทำให้สตูดิโอคำม่วนไม่ต้องทนกับถนนลาดพร้าวอีกต่อไป มะเดี่ยวจึงเลือกเชียงใหม่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของสตูดิโอคำม่วนแทน 

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

“ที่เชียงใหม่มีโลเคชันสวยๆ มากมาย ภาพยนตร์ ซีรีส์หลายเรื่องก็ขึ้นมาถ่ายที่นี่ แล้วก็มีมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรด้านนี้ พอคนทำงานเขาได้อยู่บ้าน ได้อยู่ในที่ที่ไม่ได้มีความกดดันมากเหมือนในกรุงเทพฯ เขาก็ย่อมให้งานที่ดี ที่สำคัญค่าใช้จ่ายที่นี่ถูกกว่ากรุงเทพฯ มาก ออฟฟิศก็ประหยัดต้นทุนไปได้เยอะ” 

ความดีงามทั้งหมดนี้มะเดี่ยวจะไม่ได้มาครอบครองเลย ถ้าถนนลาดพร้าวไม่เคยกดดันให้มะเดี่ยวต้องคิดหาวิธีการทำงานแบบทางไกลมาก่อน

“เทคโนโลยีทำให้การอยู่ที่นี่ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงานเลย อย่างเมื่อปีก่อนคำม่วนฯ ทำซีรีส์ส่งช่องเยอะมาก เราอำนวยการผลิต ถ่ายทำและตัดต่อกันที่เชียงใหม่ แต่ส่งไฟล์ไปกรุงเทพฯ เพื่อยิงสัญญาณออกอากาศ เราทำกันได้แบบไม่สะดุดเลยแม้แต่ไฟล์เดียว” 

มะเดี่ยวเล่าอย่างภาคภูมิใจ เรายิ่งทึ่งเมื่อเขาเล่าต่อว่าแม้แต่การแก้ไขไฟล์งานที่ซับซ้อนอย่างงานตัดต่อ สตูดิโอคำม่วนก็สามารถปรับและส่งไฟล์ในรูปแบบที่เป็นเหมือนแม่พิมพ์อันใหม่ ซึ่งขนาดไม่ใหญ่และน้ำหนักไฟล์เบาไปให้ปลายทาง เพื่อให้ปลายทางเชื่อมแม่พิมพ์อันใหม่นี้เข้ากับวัตถุดิบที่เคยส่งไปไว้ให้แล้ว ก่อนที่จะเคาะแม่พิมพ์ออกมาเป็นไฟล์ใหม่ พร้อมออกอากาศได้เช่นกัน

นอกจากการทำงาน เชียงใหม่-กรุงเทพฯ แล้ว สตูดิโอคำม่วนยังมีลูกค้ามากมายในประเทศจีน และก็เคยทำงานกับไทม์โซน ที่ต่างกันสุดขั้วอย่างทีมในที่สหรัฐอเมริกาด้วย เทคโนโลยีและองค์ความรู้เหล่านี้ถูกปรับใช้และเป็นสิ่งที่ทำให้สตูดิโอคำม่วนแตกต่างจากสตูดิโออื่นๆ ในประเทศไทย ทำให้ได้โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มากขึ้น ในวันที่ธุรกิจภาพยนตร์ของไทยไม่สดใสเหมือนเมื่อหลายปีก่อน 

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

การทำงานแบบทางไกลของมะเดี่ยวแอดวานซ์มากขึ้นเรื่อยๆ ตามชั่วโมงบินที่สะสมมาก่อนใคร 

สตูดิโอคำม่วนผลิตผลงานป้อนจอฉายได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องย้ายสำนักงานไปประจำที่ไหน ยกเว้นการออกกองถ่ายทำ ซึ่งจะว่าไปก็ใช่ว่าจะทำผ่านออนไลน์ไม่ได้ 

 “จริงๆ การกำกับจากนอกกองถ่ายเราก็เคยทำนะ ตอนนั้นไม่สบายไปกองถ่ายไม่ได้ ก็กำกับจากที่บ้านนี่แหละ ใช้โปรแกรม QTAKE ซึ่งดีมาก แทบจะไม่ดีเลย์เลย และเห็นทุกอย่างได้เหมือนมอนิเตอร์ในกองถ่าย เวลาคอมเมนต์อะไรทุกคนก็จะเห็นภาพเดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว การกำกับไม่ควรอยู่คนละที่กับกองถ่าย ก็เลยไม่ค่อยทำอย่างงั้น” มะเดี่ยวเล่าด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กๆ

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล
คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เทคโนโลยีกับงานศิลปะ

ภาพยนตร์เป็นงานศิลปะที่ต้องอาศัยกำลังคนมากมาย และเป็นงานที่ละเอียดอ่อนทั้งในด้านการ

ผลิตและการจัดการ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเยอะขนาดนี้มันทำให้เสน่ห์ของภาพยนตร์หายไปไหม เราถาม 

“ศิลปะไม่ได้เกิดจากห้องประชุมหรือการสุมหัวนะ ศิลปะเกิดจากการที่ศิลปินได้มีเวลาคิดและสร้างสรรค์ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ศิลปินมีเวลาทำแบบนั้นมากขึ้น” มะเดี่ยวตอบ

ตั้งแต่เริ่มสนิทกับเทคโนโลยี สตูดิโอคำม่วนก็ได้ต้นทุนที่สำคัญที่สุดเพิ่มขึ้น นั่นก็คือ ‘เวลา’ 

มะเดี่ยวบอกว่า “ที่เชียงใหม่ เรามีเวลาเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด การอยู่ที่นี่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางเหมือนในเมืองหลวง และการทำงานผ่านออนไลน์ก็ทำให้ทุกอย่างกระชับและตรงประเด็นขึ้นมาก จะไม่มีการคุยหรือคอมเมนต์กันในเรื่องที่ไม่ทำให้งานก้าวหน้า งานที่ทุกฝ่ายอัปโหลดขึ้นมาในคลาวด์ก็จะถูกพิจารณาจากสิ่งที่ส่งมาทีละเรื่อง ทีละหัวข้อ ทีละขั้นตอน และเราก็สามารถจัดเวลาเพื่อคอมเมนต์กลับไปได้เลยบนไฟล์ที่เขาส่งมา”

เวลาที่มีมากขึ้น ทีมงานของคำม่วนฯ ทุกคนก็ได้เอาไปใช้กับสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการผลิตผลงาน อย่างการพัฒนาบท การคิดไอเดีย หรือแม้กระทั่งการได้มีเวลาเป็นส่วนตัว ซึ่งก็จะทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น ผลิตงานที่มีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งที่สุดแล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้จ้างพึงพอใจ

“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานบน Virtual Office คือทัศนคติ ทุกคนต้องเข้าใจว่าการไม่ต้องเข้าออฟฟิศไม่ได้หมายความว่าวันนั้นจะเป็นวันหยุด ในเวลางานทุกคนควรจะติดต่อได้ เราไม่ต้องขอให้เขาต้องมารายงานตัวทุกวันหรอก แต่จะคอยดูว่าเขารับผิดชอบงานได้ดีไหม เผางานมาส่งหรือเปล่า และประเมินผลงานเขาจากตรงนั้น 

“เมื่อทุกคนจัดการเวลาได้ ความเครียดมันก็จะน้อยลง” มะเดี่ยวป้ายยาแรงจนเราอยากจะย้ายตัวเองไปนั่งทำงานที่เชียงใหม่บ้าง 

อย่างไรก็ตาม การทำงานแบบไม่เจอกันเลยก็อาจจะทำให้โดดเดี่ยวเกินไป สตูดิโอคำม่วนก็เลยยังมีออฟฟิศอยู่ เผื่อใครอยากจะเข้ามาทำงานก็ได้ และเวลาออกกองถ่ายทำก็จะเป็นเวลาที่ได้พบเจอกัน 

“การพบเจอพูดคุยกันแบบต่อหน้าก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับบางงาน เราก็จะต้องส่งด่านหน้าไป เช่น การไปพบกับผู้ใหญ่เพื่ออธิบายเรื่องที่ซับซ้อนบางอย่างที่ทำผ่านออนไลน์ไม่ได้ผลดีเท่า” มะเดี่ยวเล่าถึงการสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกกับความสัมพันธ์ไว้แบบนี้ 

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล
คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

Teach from home

หลังจากได้ข่าวว่ามีหลายสถานศึกษาต้องปิดการเรียนการสอน เนื่องจากมีบุคลากรหรือผู้เรียนในสถานศึกษานั้นๆ ติดโรค COVID-19 และต้องเปลี่ยนมาเป็นการเรียนการสอนทางออนไลน์แบบกะทันหัน มะเดี่ยวผู้มีทั้งแม่และพี่สาวเป็นอาจารย์ก็ได้รู้ว่ามีอาจารย์หลายท่านรวมทั้งแม่ของเขาเองที่ไม่เคยออกแบบการสอนผ่านออนไลน์มาก่อน

“เหตุการณ์การระบาดของ COVID-19 นี้ ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน ทุกภาคส่วนต้องตั้งตัวให้เร็วที่สุด ภาคธุรกิจเอกชนที่มีอุปกรณ์ มีเทคโนโลยี และพอจะเคยประชุมทางไกลมาแล้ว ก็ปรับตัวได้ไม่ยาก แต่ในวงการการศึกษานี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการสอนผ่านระบบออนไลน์ในบ้านเรายังอยู่ในวงจำกัดมากๆ และยังมีข้อจำกัดมากมายที่เราคิดไม่ถึงกันมาก่อน” 

มะเดี่ยวก็เลยได้ไอเดียและเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำงานแบบ Virtual Office กับการสอนแบบ Virtual Class Room เขาอยากแบ่งปันความรู้ที่มีเพื่อให้การตั้งหลักครั้งนี้เป็นไปได้เร็วขึ้น 

3 ปีที่ผ่านมา สตูดิโอคำม่วนลองผิดลองถูกเรียนรู้มาหลายกระบวนท่า จนรู้แล้วว่าอะไรใช้ได้ อะไรไม่ควรใช้ รูปแบบควรเป็นยังไง และควรจะสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจได้อย่างไร

“การสอนออนไลน์ก็เหมือนการทำงานออนไลน์ที่ไม่ใช่แค่การประชุมกันผ่าน VDO Conference แต่รูปแบบการทำงานหรือการสอนมันจะเปลี่ยนไปเลย ด้วยข้อจำกัดที่ทุกคนไม่ได้มาอยู่รวมกัน” มะเดี่ยวย้ำ ก่อนจะเสริมว่า “วันนี้ไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่เป็นมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนทั้งโรงเรียนที่จะต้องขึ้นไปอยู่บนคลาวด์ ยกตัวอย่างการส่งการบ้าน จากที่ต้องวางส่งโต๊ะอาจารย์ซึ่งอาจารย์หนึ่งคนอาจจะสอนหลายวิชา ทำให้มีกองส่งงานหลายกอง เปลี่ยนกองการบ้านบนโต๊ะครูให้เป็นโฟลเดอร์บนคลาวด์ มีการเตรียมพื้นที่ไว้รองรับ”

วิธีการนี้ดีกว่าการส่งอีเมลตรงถึงอาจารย์อย่างไร เราถาม

“คิดดูว่าครูหนึ่งคนสอนอย่างน้อยสองสามวิชา แต่ละวิชามีนักเรียนห้าสิบถึงหกสิบคน หรือถ้าเป็นมหาวิทยาลัยก็มีเป็นร้อยคนต่อวิชา อีเมลจะเข้ามาหาครูมหาศาลขนาดไหน และถ้าอีเมลไหนหายไปเท่ากับนักเรียนคนนั้นไม่ได้ส่งการบ้าน ก็จะทำให้มีปัญหาแน่ๆ” มะเดี่ยวตอบ

การทำงานหรือสอนหนังสือออนไลน์ควรจะทำให้ประสิทธิภาพดีเท่าเดิมหรือมากขึ้น โจทย์ที่ยากกว่าคือ ครูอาจารย์หลายคนไม่สนิทสนมกับเทคโนโลยี และนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่ได้มีอุปกรณ์พร้อมใช้เรียนหนังสือแบบไม่มีโรงเรียน 

หลังจากการพูดคุยหาข้อมูลจากทั้งฝั่งผู้เรียนและผู้สอนมาร่วมเดือน ทีมงานคำม่วนฯ ก็ค้นพบแอปพลิเคชันที่เหมาะสมสำหรับการยกพื้นที่ของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไปไว้บนโลกออนไลน์เป็นชุดแรก ซึ่งถือว่าเป็นชุดทดลอง และมะเดี่ยวยอมรับว่าเขาคงจะต้องศึกษาและพัฒนาสิ่งนี้ต่อไปอีกสักพัก

 หลักการรวบรวมคือ แอปพลิเคชันเหล่านั้นต้องใช้ได้กับอินเทอร์เน็ตสปีดบ้านๆ วิธีการใช้งานไม่ซับซ้อน ทำงานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือทุกระบบ และที่สำคัญคือ ต้องฟรี!

“ครูก็เหมือนหัวหน้าทีม เวลาครูสอนหนังสือก็เหมือนหัวหน้าทีมบรีฟงาน และครูก็ต้องมีพื้นที่สำหรับการมอบหมายงาน ให้นักเรียนส่งการบ้าน เหมือนๆ กับการที่ทีมงานทำงานมาส่ง การประเมินผลหรือให้คำแนะนำก็ต้องมีตัวกลางที่ครูจะใช้ส่งกลับไปหานักเรียนได้ ซึ่งก็เหมือนการที่เราสื่อสารความคิดเห็นกลับไปยังทีมงานเหมือนกัน” เราเห็นภาพมากขึ้นเมื่อมะเดี่ยวอธิบาย 

“เบื้องต้น เราแนะนำ Facebook Group เป็นพื้นที่หลักสำหรับสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนักเรียน แล้วก็ให้ใช้ Google Class Room ที่ค่อนข้างจะสำเร็จรูปอยู่แล้ว สำหรับการแจกเอกสาร ส่งงาน ตรวจงาน และรับงานที่ส่งแล้วคืน ส่วนการเลกเชอร์ก็ทำได้ผ่าน Zoom” มะเดี่ยวบอกเรา ก่อนออกตัวว่าแอปพลิเคชันเหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ 

“เราไม่ได้สร้างอะไรใหม่ขึ้นมาเลย เราเพียงอยากแบ่งปันประสบการณ์ที่มีเพื่อช่วยให้เรื่องนี้มันง่ายขึ้น โดยคิดถึงทั้งคนเรียน คนสอน และข้อจำกัดต่างๆ ของเขา หลังจากนี้เราจะทำวิดีโอแนะนำวิธีใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ออกมา โดยใช้ภาษาง่ายๆ ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อสื่อสารกับครูอาจารย์หรือคนทำงานทั่วไป โดยจะย้อนกลับมาดูซ้ำบ่อยแค่ไหนก็ได้ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันเหล่านั้นได้เต็มที่” 

มะเดี่ยวตั้งใจทำสิ่งนี้แบบจริงจัง เพราะเขาไม่คิดว่าการเรียนการสอนออนไลน์จะเกิดขึ้นเฉพาะกิจในช่วงเวลานี้ แต่อยากให้ระบบนี้เป็นประโยชน์ในระยะยาวได้ ซึ่งจะลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา ทำให้สามารถนำทรัพยากรทั้งเงินและเวลาไปพัฒนาเรื่องอื่นๆ เช่น การทำให้การศึกษาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไปจนถึงการลดความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

นี่อาจจะกลายเป็นความธรรมดารูปแบบใหม่

ไม่รู้ว่ามาตรการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล ที่ทำให้พวกเราต้องกักตัวและทำงานจากที่บ้านแบบนี้จะดำเนินไปอีกนานเท่าไหร่ แต่ความดีงามที่เห็นได้ชัดอย่างค่าใช้จ่ายที่ลดลง การทำงานที่กระชับตรงประเด็นมากขึ้น การเพิ่มโอกาสให้ความเป็นไปได้ต่างๆ ก็ทำให้คิดได้ว่า องค์กรใหญ่เล็กทั่วโลกอาจจะยึดเอาวิธีนี้เป็นการทำงานในสภาวะปกติหลังจากนี้ได้ไม่ยาก ทุกคนจึงควรทำความคุ้นเคยกับมันเสียตั้งแต่วันนี้

เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้นแน่ๆ และวงการภาพยนตร์เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า เทคโนโลยีช่วยทั้งประหยัดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงาน รวมถึงเป็นประโยชน์ในแง่การทำธุรกิจ 

วันนี้การผลิตภาพยนตร์สักเรื่องกลายเป็นความธรรมดาสามัญที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่มะเดี่ยวชี้ให้เห็นว่า ทักษะของเราที่คนอื่นไม่มีนี่แหละ เป็นของล้ำค่าที่ไม่มีอะไรมาแทนได้เหมือนกัน 

“เราต้องรู้ว่าเราเก่งอะไร และนำสิ่งนั้นมาพัฒนาจนมันเกิดประโยชน์กับทีมงานคนอื่น หลายครั้งมากๆ ที่เรายอมจ้างคนที่แพงกว่าเพราะประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเขา เพราะในที่สุดแล้วทักษะเหล่านั้นจะทำให้เราลดต้นทุนอื่นๆ ได้ เช่น ทำงานได้เร็วขึ้น ลดข้อผิดพลาดซึ่งอาจกระทบกับความน่าเชื่อถือ หรือบางทีประสบการณ์ของเขาก็เข้ามาช่วยเราแก้ปัญหา ซึ่งเรื่องพวกนี้เงินก็ซื้อไม่ได้” 

Lesson Learned

  • เรียนรู้จากปัญหา อย่างเช่นตอนแรกที่ทำงานจากที่บ้าน คนทำงานต่างคนต่างทำ แล้วไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องส่งงานให้ฝ่ายอื่นไปทำต่อเมื่อไหร่ ทำให้เกิดปัญหางานล่าช้า พอได้รู้อย่างนั้นเราก็หาทางแก้ไปทีละปัญหา สะสมทีละทางออก
  • การทำงานที่กระชับ ตรงประเด็น จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น
  • ถ้าเราไม่เข้าใจลำดับขั้นตอนการทำงาน ไม่รู้จักการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ เครื่องมือหรือโปรแกรมที่วิเศษขนาดไหนก็ไม่ช่วยให้งานง่ายขึ้น
  • จงพัฒนาตัวเอง อย่าหยุดยั้ง

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Ericeira เมืองเซิร์ฟของประเทศโปรตุเกส-เขาหลัก ใน 20 ปี?’

นี่คือชื่อบทความออนไลน์ที่เราอ่านระหว่างทำความรู้จัก ‘Better Surf Thailand’ โรงเรียนสอนเล่นเซิร์ฟที่เกิดจากการรวมตัวของเซิร์ฟเฟอร์ในเขาหลัก ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์พวกเขา

บทความฉายภาพให้เห็นถึงเมืองประมงเล็ก ๆ เงียบ ๆ แห่งหนึ่งในโปรตุเกส ที่เติบโตจนพลิกฟื้นให้เมืองกลับมาคึกคักด้วยการโต้คลื่น และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมากมายจากทั่วโลก

พวกเขามองว่าเขาหลักเองก็ไม่ต่างกัน และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำแบบนั้นให้ได้

Better Surf วางพิมพ์เขียวของความฝันของตัวเองไว้อย่างไร ไปดูกัน 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

First Sight

ที่นี่เริ่มมาจากคำชวนง่าย ๆ ของ ต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช เจ้าของเพจ Surfer’s Holiday ที่ชวน แมน-ชาติชาย สมพร นักกีฬาโต้คลื่นทีมชาติที่ประจำอยู่ภูเก็ต ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาโต้คลื่นที่เขาหลักบ้านเขา 

แมนไม่รอช้า คว้าบอร์ดขึ้นมอเตอร์ไซค์มาสองคนกับเพื่อน เขาบอกว่ามาถึงตกดึกยังไม่ทันเห็นอะไร รุ่งเช้าวันถัดไปเขาถึงได้รู้จักคลื่นที่เขาหลักเป็นครั้งแรก โดยไม่ทันเอะใจว่าที่นี่จะกลายมาเป็นบ้านหลังที่ 2 ในที่สุด

การโต้คลื่นครั้งนั้นก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ Better Surf เสียทีเดียว ทั้งคู่เคยทำโปรเจกต์ Monkey Dive Hostel ด้วยกันมาก่อน โดยนำสปาเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พักนักเดินทาง ค่อย ๆ เริ่มไปทีละขั้นทีละตอน ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ทำให้ได้เจอกับ Co-founder คนที่ 3 เรมี-อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Better Surf, Better City

2 ปีแรกที่ Monkey Dive Hotel พวกเขาใช้เวลาช่วงหน้ามรสุมปิดโฮสเทลไปทำอย่างอื่น เพราะเป็นช่วงที่เกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาปิดชั่วคราว ธุรกิจอื่นก็ซบเซาเสียจนเมืองเงียบเหงา 

พวกเขาเริ่มเห็นลู่ทางใหม่ แม้คลื่นลมในหน้ามรสุมทำให้การท่องเที่ยวบนเกาะเป็น Low Season แต่ก็เป็นคลื่นลมนี้เช่นกันที่ทำให้การโต้คลื่นสนุกขึ้น ช่วงพฤษภาคมจนถึงตุลาคมที่เคยเงียบเหงา จึงกลายมาเป็น High Season สำหรับการเล่นเซิร์ฟ ความคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนโต้คลื่นเพื่อทำให้มาเที่ยวพังงาได้ทั้งปีจึงเกิดขึ้น

ย้อนไปวันแรก แมนบอกว่ากังวลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ได้มีพื้นฐานทำธุรกิจมาก่อน แต่โชคดีที่ Co-founder ทั้งสามคนมีความรู้ในด้านที่ต่างกันลงตัวพอดิบพอดี เขาใช้ประสบการณ์ที่มีสอนทฤษฎีและการโต้คลื่น ขณะที่ต๊ะกับเรมีช่วยดูเรื่องแผนการตลาด และยังได้แรงสนับสนุนจาก คุณฉิ่ง-มนตรี ณ ตะกั่วทุ่ง เจ้าของสถานที่ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันกีฬาโต้คลื่นในพังงาให้เติบโตอย่างทุกวันนี้

กิจการเริ่มขึ้นในปี 2018 กับการสอนนักเรียน 150 คนแรก พวกเขาทำเองเกือบทุกขั้นตอน ทั้งตอบอินบ็อกซ์ รับจองคลาสเรียน รวมถึงลงน้ำสอนโต้คลื่นด้วยตัวเอง จนมั่นใจว่าโรงเรียนจะไปต่อได้เลยเริ่มตั้งชื่อ 

พวกเขาอยากให้เป็นชื่อที่ดี เลยคิดจะใช้ Surf Thailand ทว่าคิดอีกที Better Surf Thailand น่าจะดีกว่า

เพราะสิ่งที่คิดจะทำ ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนโต้คลื่นในไทย แต่ต้องเป็นโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่ให้ประการณ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อทำให้เขาหลักเป็นมากกว่า Surf Town และผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองให้เป็น Tourist Spot ให้ได้ ทั้งทีมเลยตั้งใจพัฒนา 2 ส่วนสำคัญ คือ โรงเรียน และ คอมมูนิตี้

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา
Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Surf School’s System

“ผมมองว่าการสอนเซิร์ฟ มันมากกว่าลงไปเล่นแล้วยืนได้” แมนเล่าแบบนั้น “แต่เขาต้องแฮปปี้และปลอดภัย นั่นเป็นเป้าหมายที่เราหวังไว้”

เหตุผลที่เขาเลือกเป็นคนสอนพื้นฐานและทฤษฎีบนบกเอง เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติ เอาตัวรอดในน้ำได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นถึงจะส่งไม้ต่อให้ครูท่านอื่นสอนนักเรียนกับคลื่นจริงตัวต่อตัว

จากการซาวเสียงคนรอบตัว ส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสโต้คลื่นครั้งแรก มักได้คำตอบรับกลับมาว่าสนุก ประทับใจ เพราะเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส ทำให้อยากกลับไปเรียนอีก 

แต่พอเราถามถึงการเล่นครั้งที่ 2 3 หรือ 4 ก็มีบางเสียงบอกว่ายากเกินไป เพราะหลาย ๆ โรงเรียนเน้นสอนแต่คอร์ส Try Surf และไม่มีบันไดขั้นอื่นให้เดินต่อ แต่ไม่ใช่กับ Better Surf

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

ระบบของที่นี่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้จากเนื้อหาของ ISA (International Surfing Association) มาย่อยเป็นทักษะต่าง ๆ ที่นักโต้คลื่นแต่ละระดับควรมี เขียนออกมาเป็นเอกสารสำหรับทั้งครูและนักเรียน ตั้งแต่ระดับ Beginner, Intermediate ไปจนถึง Advance ซึ่งเราไม่เคยได้เห็นจากโรงเรียนอื่น 

“เรามีเอกสารให้กรอกเลยว่า ใน 1 ชั่วโมงที่เรียน นักเรียนคาดหวังอยากเรียนรู้อะไร พอจบ 1 ชั่วโมงปุ๊บ ครูผู้สอนมีหน้าที่อธิบายและแนะนำว่า อะไรคือส่วนที่ทำได้ดีแล้ว และจะปรับปรุงส่วนไหนเพื่อให้ครั้งหน้าเล่นได้ดีขึ้น นักเรียนจะได้รู้ว่า แต่ละขั้นควรเรียนรู้อะไรเพื่อก้าวไปสู่ขั้นถัดไป และทำให้รู้ว่าที่มาเรียนนี่ผมไม่ได้เลี้ยงไข้คุณนะ” เขาหัวเราะ

แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วง High Season ที่คิวสอนของครูแต่ละคนยาวต่อเนื่องชั่วโมงต่อชั่วโมง ก็เกิดการฟีดแบ็กไม่ทันเช่นกัน เขาไม่นิ่งนอนใจและแก้ปัญหานี้ด้วยการทำกล่องคอมเมนต์ไว้ที่โต๊ะลงทะเบียนของโรงเรียน ซึ่งหย่อนได้ทั้งนักเรียนและคุณครู 

“ไม่มีคอมเมนต์ไหนที่ไม่ดีนะ เพราะการที่เขามาคอมเมนต์ แปลว่าเขาเห็นจุดอ่อน เห็นอะไรที่คิดว่ามันพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Soft Skill

ในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วง High Season ความต้องการเล่นเซิร์ฟตื่นตัวมากเป็นประวัติการณ์ ที่นี่จึงจำเป็นต้องรับสมัครครูสอนเซิร์ฟเพิ่มเป็นครั้งแรก สิ่งที่น่าสนใจในการมองหาผู้ร่วมทีมคนใหม่ คือ Better Surf ไม่ได้มองหาผู้สมัครที่เล่นได้เก่งที่สุด แต่เลือกคนที่มีไฟในการพัฒนาตัวเองและการสอน 

Soft Skills คือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นทักษะสำคัญที่ครูแต่ละคนควรมี ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นสิ่งที่ต้องใช้เยอะมากในการสอน เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างประสบการณ์การเรียนที่ดีให้กับนักเรียน เพราะครูผู้สอนเหมือนเป็นประตูด่านแรกในการเล่นกีฬาโต้คลื่น ถ้าได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็อาจปิดประตูกีฬาชนิดนี้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกีฬาที่สนุก เปิดโอกาสให้ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับผู้คน โดยไม่ต้องพะวงกับมือถือหรือโลกภายนอก 

“ผมบอกครูทุกคนว่า บทบาทของคุณสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรนะ เพราะถ้าไม่มีคุณ Better Surf ก็ไปต่อไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีทีมเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้คุณพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพราะในอนาคต คุณมีฐานนักเรียนที่เขาแฮปปี้กับคุณ มันต่อยอดได้อีกเยอะ ไปที่อื่นก็มีคนตามคุณอยู่ เพราะเขารู้ว่าคุณเป็นครูแบบไหน”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Empower People

นอกจากความสนุกในการเล่น เราพบว่าอีกส่วนที่กีฬาโต้คลื่นทำได้ดีคือการสร้างเสริมความมั่นใจ แมนบอกเราว่า จริง ๆ แล้ว 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนเป็นผู้หญิง เพราะสื่อโซเชียลที่ทันสมัยทำให้ทุกคนมีโอกาสได้เห็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำจากเซิร์ฟที่ดูเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมของผู้ชาย ให้กลายเป็นกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้

“พี่เรมีน่าจะเป็นอีกคนที่ Empower ให้ผู้หญิงไทยมาเล่นเซิร์ฟ”

แมนเล่าถึง Co-founder คนที่ 3 ที่ใช้เวลา 2 ปี เปลี่ยนการโต้คลื่นจากงานอดิเรกให้เป็นเรื่องจริงจังขนาดติดทีมชาติ และคว้าเหรียญทองแดงกลับมาจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 

Better Surf เองก็เคยทำแพ็กเกจ Solo Traveller ส่งสารถึงผู้หญิงทุกคนว่า การมาโต้คลื่นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรืออกหักอยากพักใจ ก็จองคลาสเรียนมาได้เลย เพราะถึงแม้จะเดินทางมาคนเดียว ก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคนร่วมเดินทางด้วยกัน กลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่ขึ้น

การเล่นเซิร์ฟทำหน้าที่เป็นเพื่อนใหม่ให้กับใครหลาย ๆ คน อย่างใน Barcadi Camp แคมป์เซิร์ฟแรกที่โรงเรียนจัด มีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนแชร์ประสบการณ์เรื่องภาวะซึมเศร้ากับการโต้คลื่น ว่าการได้มาลองโต้คลื่นในแคมป์เป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อน เจอคลื่น พบกีฬาที่ชอบ และได้รับพลังกลับไป 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Ride the Right Wave

ช่วงปี 2019 เป็นปีสำคัญของโรงเรียน Better Surf เพราะเป็นปีที่มีทั้งจังหวะเติบโตและจังหวะหยุดอยู่กับที่ โควิด-19 ระลอกแรกทำให้ธุรกิจแทบทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยหยุดชะงัก ในจังหวะนั้น ต๊ะเสนอทางรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับนโยบายป้องกันโรคระบาดที่ผันผวนไปมา โดยวางแผนร่วมกับธุรกิจภาคโรงแรม เตรียมความพร้อมไว้รอวันที่การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เมืองเปิด คนจะกลับมา 

และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

หลังคลายล็อกดาวน์ จำนวนนักเรียนจากเดิมที่สอนแค่วันละ 5 – 7 คน ทะลุไปสู่หลักร้อย โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของซีซั่นปลายเดือนตุลาคม พอคำนวณรวบยอดทั้งซีซั่น พวกเขาสอนนักเรียนร่วมหนึ่งหมื่นคน นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อธุรกิจ แต่เมื่อทบทวนดี ๆ กลับพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

“เราไม่ต้องการให้คนมาเรียนวันละ 100 คน เพราะไม่ได้มองว่าธุรกิจที่เราทำต้องได้ผลกำไรสูงสุด แต่อยากให้มันยั่งยืนมากกว่า เพราะถ้าเราโตเร็ว ก็อาจจะไปเร็วเหมือนกัน”

พวกเขาเลยกลับมาที่ Core Value คือการค่อย ๆ ขยายธุรกิจไปแบบไม่เร่งร้อน รับครูและพนักงานเพิ่มปีละ 1 – 2 คน ตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้เซิร์ฟให้เติบโตไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ซึ่งเขาวางแผนเอาไว้ว่า มีสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งหมด 5 อย่าง 

หนึ่ง การพัฒนาบุคลากร อบรมและสร้างมาตรฐานการสอนให้ครู เพื่อทำให้การมาเรียนโต้คลื่นสนุก ปลอดภัย นักเรียนอยากกลับมาอีก พร้อมกับสร้างความเข้าใจกับคนท้องที่เรื่องการเป็นเจ้าบ้านว่า Service Mind เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเราเป็นเจ้าบ้านที่ดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ เศรษฐกิจท้องถิ่นยิ่งโตไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวติดใจจนอยากกลับมาซ้ำ คนท้องถิ่นเองก็จะมีรายได้มั่นคงขึ้น ไม่ต้องไปย้ายถิ่นฐานไปไกลบ้าน

สอง จำกัดจำนวนผู้เรียนให้น้อยลงและไม่รับนักเรียน Walk-in เพื่อที่โรงเรียนจะได้จัดการบุคลากรอย่างพอดี ให้ครูแต่ละคนมีเวลาเตรียมตัว ทำความรู้จักพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะมาถึง เพื่อสร้างความประทับใจแรกให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่ง Better Surf Thailand ต้องการทำหน้าที่การตลาดและเลือกที่จะกระจายนักเรียนไปยังโรงเรียนโต้คลื่นอื่น ๆ ที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน อย่างเช่น Pakarang Surf School และ Seapiens Camp Khaolak ที่คอยทำงานและพัฒนาไปด้วยกัน

สาม สร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดสรรทั้งทุนและอุปกรณ์ ผ่านชมรมกระดานโต้คลื่นของจังหวัดพังงาที่มีต๊ะเป็นประธาน เพราะปัจจุบันมีนักกีฬารุ่นใหม่ทักษะดีที่รอการเจียระไนอยู่อีกมาก และพวกเขามองว่าจะประสบความสำเร็จในเวทีใหญ่ได้ไม่ยาก ถ้าหากได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ

สี่ สนับสนุนให้นักเรียนลองขยับขยายไปเล่นที่อื่นอีกหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทะเลตะวันออก อย่างเขาแหลมหญ้าที่ระยอง หาดเจ้าหลาวที่จันทบุรี หรือฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่หัวหิน ปราณบุรี ถึงสงขลา ที่หน้า High Season ไม่ตรงกับฝั่งอันดามัน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเล่นเซิร์ฟทั้งปี ไม่ใช่แค่ที่เขาหลัก เป็นการผลักดันให้ทุกที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เติบโตเป็นเครือข่ายกีฬาโต้คลื่นที่แข็งแรงด้วยกันทั้งประเทศ

ห้า รณรงค์เก็บขยะ ไม่ใช่แค่ที่ Memories Beach ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน แต่กระจายออกไปให้ทั่วทุกหาด ทุกพื้นที่ เพื่อทำให้ธรรมชาติสวยสะอาด ดึงดูดใจให้คนมาท่องเที่ยว 

เราเชื่อว่า 5 อย่างที่ทาง Better Surf กำลังตั้งใจทำอยู่ในตอนนี้ ประกอบกับธรรมชาติที่ดีของเขาหลัก จะพาให้พวกเขาไปถึงฝัน ในการใช้กีฬาโต้คลื่นพลิกฟื้นเมืองและธุรกิจท้องถิ่นให้กลับมาคึกคัก เป็น Tourist Destination แบบ Ericeira ได้ไม่ยาก และอาจจะไม่ต้องใช้เวลามากถึง 20 ปี 

“แมนคิดว่า 5 ปีก็น่าจะเริ่มเห็นผลแล้วนะ” คุณครูทิ้งท้ายไว้พร้อมรอยยิ้ม 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Lessons Learned

  • การเลือกคนให้เหมาะกับงาน ต้องอ่านเนื้องานให้ขาด ถึงจะได้คนที่มีคุณสมบัติที่ถูกเหมาะสมแบบที่ Better Surf เลือกให้คุณสมบัติของครูผู้สอนมีไฟ เข้าใจ Soft Skills มาเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียน
  • การจับจังหวะเป็นอีกทักษะสำคัญของการทำธุรกิจ ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออกว่าจังหวะไหนต้องหยุดรอ จังหวะไหนทำต่อได้ เพราะการฝืนทำในจังหวะที่ยังไม่ใช่ อาจจะทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปต่อ
  • การจับคู่กับพาร์ตเนอร์ซึ่งทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน จะช่วยยกระดับให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต พัฒนาไปได้ไกลกว่าการทำเพียงเจ้าเดียวโดด ๆ
  • พัฒนาธุรกิจไปพร้อม ๆ กับพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของทุกฝ่าย

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load