หลังจากมีการขอความร่วมมือให้พวกเราอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ลดการเดินทาง และสร้างระยะห่างระหว่างกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อช่วยกันลดการแพร่กระจายของ COVID-19 ให้ได้มากที่สุด ทำให้นาทีนี้ Work from home กลายเป็นความธรรมดารูปแบบใหม่ของหลายออฟฟิศไปแล้ว

พอไม่ได้พบหน้าผู้คนในวันทำงานเหมือนเคย นอกจากความเหงาและความกังวลสารพัดที่พวกเราต่างต้องรับมือแล้ว การทำงานผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ ก็เกิดมีความจำเป็นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ท่ามกลางความพยายามปรับตัวครั้งใหญ่ของทุกคนเพื่อรับมือกับความไม่ปกตินี้ ‘สตูดิโอคำม่วน’ สตูดิโอโปรดักชันจากเชียงใหม่ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ที่หลายคนหลงรัก อย่าง รักแห่งสยาม, 13 เกมสยอง, ดิว ไปด้วยกันนะ, ฝันหวานอายจูบ และอีกมากมาย ได้ออกมาประกาศ ‘ปล่อยของ’ แบ่งปันวิธีการและองค์ความรู้การทำงานในสำนักงานแบบเสมือน หรือ Virtual Office ที่สตูดิโอคำม่วนสะสมมาหลายปีให้บุคลากรในสาขาต่างๆ ได้เอาไปใช้ โดยเขาเริ่มจากกลุ่มคุณครูและอาจารย์ที่ต้องหันมาสอนหนังสือจากที่บ้านกันอย่างฉับพลัน ให้ได้เคี่ยวกรำและถ่ายทอดความรู้ให้ศิษย์ได้ครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนเดิม

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

“หลังจากนี้ประเทศต้องไปต่อ นักเรียนนักศึกษาก็ยังต้องมีความรู้ จะหยุดเรียนหยุดสอนกันไม่ได้” มะเดี่ยวอธิบายถึงความตั้งใจเบื้องหลังการปล่อยของครั้งนี้

หลายคนรู้จักมะเดี่ยวเป็นอย่างดีในมุมของการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้าง หรือรู้แม้แต่ว่าเขามักจะทำการลำดับภาพเอง และหลายครั้งก็แต่งเพลงประกอบเอง 

แต่วันนี้ The Cloud ชวนเขาคุยในฐานะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ใครต่อใครก็บอกว่าทำธุรกิจยากขึ้นทุกวัน คู่แข่งเยอะขึ้น ทำให้ต้องพึ่งพาฝีไม้ลายมือที่เก๋าเกมมากขึ้นในวันที่งบประมาณกลับลดลง 

เขามีวิธีการทำธุรกิจอย่างไร และท่ามกลางสภาวะไม่ปกตินี้ทุกคนจะหยิบยืมอะไรจากสตูดิโอคำม่วนไปใช้ได้บ้าง บอกเลยว่าเรารู้สึกหูตากว้างไกลขึ้นมากจากบทสนทนานี้

การสนทนาครั้งนี้เราอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนมะเดี่ยวอยู่ที่เชียงใหม่ เราคุยกันผ่านวิดีโอคอลที่เราเริ่มจะคล่องแคล่วหลังจากทำงานที่บ้านมา 2 สัปดาห์ ส่วนมะเดี่ยวนั้นเชี่ยวชาญมาก เพราะเขาใช้มันทำงานเป็นประจำมาแล้ว 3 ปี

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เรื่องเกิดมาจากวิกฤตลาดพร้าว

“เพราะว่าลาดพร้าวรถติดมากกกกกกกกก” มะเดี่ยวตอบแบบลากเสียงยาว เมื่อเราถามถึงเหตุผลในการทำให้ออฟฟิศคำม่วนฯ เป็นออฟฟิศที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้แบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ระดับประเทศ หรือการอยากทำองค์กรให้ทันสมัยอะไรเลย แต่มันเกิดจากปัญหาจริงๆ ที่เราเชื่อว่าใครเลี่ยงได้ก็ล้วนอยากจะเลี่ยง

สตูดิโอคำม่วนเคยมีฐานที่มั่นใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ โดยตั้งอยู่กลางถนนลาดพร้าวที่เพิ่งจะลงเสาเข็มทำรถไฟฟ้าสายสีเหลือง จึงทำให้การจราจรแถวนั้นสาหัสแบบไม่น่าให้อภัย

“เราไม่เคยได้เริ่มประชุมตรงเวลา ไปไหนมาไหนก็เสียเวลามาก ก็เลยเริ่มหาวิธีที่จะทำให้ทำงานได้แบบไม่ต้องมาที่ออฟฟิศ” มะเดี่ยวบอก 

ขั้นแรกก็เริ่มจากงานเขียนบท ซึ่งเป็นงานที่ไม่ต้องทำร่วมกัน แต่ก็ต้องมีระบบในการคุยงาน ส่งงาน

และเมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์ มะเดี่ยวก็เริ่มขยายแนวคิดนี้ไปสู่ขั้นตอนหลังการผลิตที่ต้องมีการรับส่งไฟล์งานเหมือนกัน แต่คราวนี้ต้องการพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น ระบบที่เสถียรมากขึ้น 

จนในที่สุดเมื่อเขาตัดสินใจย้ายสำนักงานใหญ่หนีลาดพร้าวไปเชียงใหม่ บวกกับการทำงานกับต่างประเทศที่ทำให้เขาต้องเดินทางมากขึ้น และต้องทำงานกับคนที่อยู่ส่วนต่างๆ ของโลก เขาจึงเริ่มทำงานผ่านพื้นที่เสมือน (Virtual Space) ในคลาวด์ โดยความตั้งใจแรกคือการให้ทั้งเขาและทีมงานคนอื่นๆ ที่อยู่กันคนละที่ ได้เห็นความคืบหน้าของส่วนต่างๆ ด้านการผลิต เช่น การหานักแสดง การออกแบบ การเลือกสถานที่ถ่ายทำ การเขียนบท การตัดต่อ ได้จากทุกที่และทุกเวลา โดยไม่ต้องรอนัดคิวทุกคนจากหลากหลายไทม์โซนให้มาพร้อมหน้าเพื่อประชุมรายงานความคืบหน้าของทีม และหลังจากนั้น Virtual Office นี้ก็ขยายใหญ่ไปจนครอบคลุมการทำงานในเกือบทุกด้านของสตูดิโอคำม่วน

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

ซื้อเวลา ย่นระยะทาง

การประสานงานระหว่างทีมของสตูดิโอคำม่วนทำผ่านโปรแกรมช่วยการทำงานเป็นทีม (Mobile Collaboration Tools) ที่ทำหน้าที่เป็น Virtual Office ซึ่งไม่ใช่แค่การเปลี่ยนห้องประชุมให้เป็น VDO Conference แต่เป็นการยกทั้งออฟฟิศขึ้นไปบนคลาวด์ มีทั้งหน้าต่างแชตเป็นห้องประชุม แบ่งห้องแบ่งหัวข้อได้ มีที่ฝากไฟล์ซึ่งทุกคนจะเข้าถึงจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ และสามารถแปะโน้ตเพื่ออธิบาย เน้นส่วนที่อยากให้พิจารณาเป็นพิเศษ หรือเขียนคอมเมนต์ส่วนต่างๆ ได้เลยแบบไม่ต้องโหลดลงเครื่องด้วย 

“คำม่วนฯ เลือกทำงานออนไลน์ไม่ใช่แค่เรื่องความประหยัด แต่เพราะเราเห็นประโยชน์ว่ามันทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย” มะเดี่ยวบอกว่า ระบบนี้ทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น กระชับ แม่นยำ ตรงประเด็น และไม่ต้องรอกันไปรอกันมา การส่งงานและคอมเมนต์งานเป็นไปอย่างรวบรัด และที่สำคัญการประชุมจะต้องน้อยลง ซึ่งคงไม่มีใครเถียงว่าทำให้ประหยัดเวลาไปได้มาก 

เพราะการทำงานแบบ Virtual Office ทำให้สตูดิโอคำม่วนไม่ต้องทนกับถนนลาดพร้าวอีกต่อไป มะเดี่ยวจึงเลือกเชียงใหม่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของสตูดิโอคำม่วนแทน 

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

“ที่เชียงใหม่มีโลเคชันสวยๆ มากมาย ภาพยนตร์ ซีรีส์หลายเรื่องก็ขึ้นมาถ่ายที่นี่ แล้วก็มีมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรด้านนี้ พอคนทำงานเขาได้อยู่บ้าน ได้อยู่ในที่ที่ไม่ได้มีความกดดันมากเหมือนในกรุงเทพฯ เขาก็ย่อมให้งานที่ดี ที่สำคัญค่าใช้จ่ายที่นี่ถูกกว่ากรุงเทพฯ มาก ออฟฟิศก็ประหยัดต้นทุนไปได้เยอะ” 

ความดีงามทั้งหมดนี้มะเดี่ยวจะไม่ได้มาครอบครองเลย ถ้าถนนลาดพร้าวไม่เคยกดดันให้มะเดี่ยวต้องคิดหาวิธีการทำงานแบบทางไกลมาก่อน

“เทคโนโลยีทำให้การอยู่ที่นี่ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงานเลย อย่างเมื่อปีก่อนคำม่วนฯ ทำซีรีส์ส่งช่องเยอะมาก เราอำนวยการผลิต ถ่ายทำและตัดต่อกันที่เชียงใหม่ แต่ส่งไฟล์ไปกรุงเทพฯ เพื่อยิงสัญญาณออกอากาศ เราทำกันได้แบบไม่สะดุดเลยแม้แต่ไฟล์เดียว” 

มะเดี่ยวเล่าอย่างภาคภูมิใจ เรายิ่งทึ่งเมื่อเขาเล่าต่อว่าแม้แต่การแก้ไขไฟล์งานที่ซับซ้อนอย่างงานตัดต่อ สตูดิโอคำม่วนก็สามารถปรับและส่งไฟล์ในรูปแบบที่เป็นเหมือนแม่พิมพ์อันใหม่ ซึ่งขนาดไม่ใหญ่และน้ำหนักไฟล์เบาไปให้ปลายทาง เพื่อให้ปลายทางเชื่อมแม่พิมพ์อันใหม่นี้เข้ากับวัตถุดิบที่เคยส่งไปไว้ให้แล้ว ก่อนที่จะเคาะแม่พิมพ์ออกมาเป็นไฟล์ใหม่ พร้อมออกอากาศได้เช่นกัน

นอกจากการทำงาน เชียงใหม่-กรุงเทพฯ แล้ว สตูดิโอคำม่วนยังมีลูกค้ามากมายในประเทศจีน และก็เคยทำงานกับไทม์โซน ที่ต่างกันสุดขั้วอย่างทีมในที่สหรัฐอเมริกาด้วย เทคโนโลยีและองค์ความรู้เหล่านี้ถูกปรับใช้และเป็นสิ่งที่ทำให้สตูดิโอคำม่วนแตกต่างจากสตูดิโออื่นๆ ในประเทศไทย ทำให้ได้โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มากขึ้น ในวันที่ธุรกิจภาพยนตร์ของไทยไม่สดใสเหมือนเมื่อหลายปีก่อน 

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

การทำงานแบบทางไกลของมะเดี่ยวแอดวานซ์มากขึ้นเรื่อยๆ ตามชั่วโมงบินที่สะสมมาก่อนใคร 

สตูดิโอคำม่วนผลิตผลงานป้อนจอฉายได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องย้ายสำนักงานไปประจำที่ไหน ยกเว้นการออกกองถ่ายทำ ซึ่งจะว่าไปก็ใช่ว่าจะทำผ่านออนไลน์ไม่ได้ 

 “จริงๆ การกำกับจากนอกกองถ่ายเราก็เคยทำนะ ตอนนั้นไม่สบายไปกองถ่ายไม่ได้ ก็กำกับจากที่บ้านนี่แหละ ใช้โปรแกรม QTAKE ซึ่งดีมาก แทบจะไม่ดีเลย์เลย และเห็นทุกอย่างได้เหมือนมอนิเตอร์ในกองถ่าย เวลาคอมเมนต์อะไรทุกคนก็จะเห็นภาพเดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว การกำกับไม่ควรอยู่คนละที่กับกองถ่าย ก็เลยไม่ค่อยทำอย่างงั้น” มะเดี่ยวเล่าด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กๆ

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล
คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เทคโนโลยีกับงานศิลปะ

ภาพยนตร์เป็นงานศิลปะที่ต้องอาศัยกำลังคนมากมาย และเป็นงานที่ละเอียดอ่อนทั้งในด้านการ

ผลิตและการจัดการ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเยอะขนาดนี้มันทำให้เสน่ห์ของภาพยนตร์หายไปไหม เราถาม 

“ศิลปะไม่ได้เกิดจากห้องประชุมหรือการสุมหัวนะ ศิลปะเกิดจากการที่ศิลปินได้มีเวลาคิดและสร้างสรรค์ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ศิลปินมีเวลาทำแบบนั้นมากขึ้น” มะเดี่ยวตอบ

ตั้งแต่เริ่มสนิทกับเทคโนโลยี สตูดิโอคำม่วนก็ได้ต้นทุนที่สำคัญที่สุดเพิ่มขึ้น นั่นก็คือ ‘เวลา’ 

มะเดี่ยวบอกว่า “ที่เชียงใหม่ เรามีเวลาเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด การอยู่ที่นี่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางเหมือนในเมืองหลวง และการทำงานผ่านออนไลน์ก็ทำให้ทุกอย่างกระชับและตรงประเด็นขึ้นมาก จะไม่มีการคุยหรือคอมเมนต์กันในเรื่องที่ไม่ทำให้งานก้าวหน้า งานที่ทุกฝ่ายอัปโหลดขึ้นมาในคลาวด์ก็จะถูกพิจารณาจากสิ่งที่ส่งมาทีละเรื่อง ทีละหัวข้อ ทีละขั้นตอน และเราก็สามารถจัดเวลาเพื่อคอมเมนต์กลับไปได้เลยบนไฟล์ที่เขาส่งมา”

เวลาที่มีมากขึ้น ทีมงานของคำม่วนฯ ทุกคนก็ได้เอาไปใช้กับสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการผลิตผลงาน อย่างการพัฒนาบท การคิดไอเดีย หรือแม้กระทั่งการได้มีเวลาเป็นส่วนตัว ซึ่งก็จะทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น ผลิตงานที่มีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งที่สุดแล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้จ้างพึงพอใจ

“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานบน Virtual Office คือทัศนคติ ทุกคนต้องเข้าใจว่าการไม่ต้องเข้าออฟฟิศไม่ได้หมายความว่าวันนั้นจะเป็นวันหยุด ในเวลางานทุกคนควรจะติดต่อได้ เราไม่ต้องขอให้เขาต้องมารายงานตัวทุกวันหรอก แต่จะคอยดูว่าเขารับผิดชอบงานได้ดีไหม เผางานมาส่งหรือเปล่า และประเมินผลงานเขาจากตรงนั้น 

“เมื่อทุกคนจัดการเวลาได้ ความเครียดมันก็จะน้อยลง” มะเดี่ยวป้ายยาแรงจนเราอยากจะย้ายตัวเองไปนั่งทำงานที่เชียงใหม่บ้าง 

อย่างไรก็ตาม การทำงานแบบไม่เจอกันเลยก็อาจจะทำให้โดดเดี่ยวเกินไป สตูดิโอคำม่วนก็เลยยังมีออฟฟิศอยู่ เผื่อใครอยากจะเข้ามาทำงานก็ได้ และเวลาออกกองถ่ายทำก็จะเป็นเวลาที่ได้พบเจอกัน 

“การพบเจอพูดคุยกันแบบต่อหน้าก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับบางงาน เราก็จะต้องส่งด่านหน้าไป เช่น การไปพบกับผู้ใหญ่เพื่ออธิบายเรื่องที่ซับซ้อนบางอย่างที่ทำผ่านออนไลน์ไม่ได้ผลดีเท่า” มะเดี่ยวเล่าถึงการสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกกับความสัมพันธ์ไว้แบบนี้ 

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล
คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

Teach from home

หลังจากได้ข่าวว่ามีหลายสถานศึกษาต้องปิดการเรียนการสอน เนื่องจากมีบุคลากรหรือผู้เรียนในสถานศึกษานั้นๆ ติดโรค COVID-19 และต้องเปลี่ยนมาเป็นการเรียนการสอนทางออนไลน์แบบกะทันหัน มะเดี่ยวผู้มีทั้งแม่และพี่สาวเป็นอาจารย์ก็ได้รู้ว่ามีอาจารย์หลายท่านรวมทั้งแม่ของเขาเองที่ไม่เคยออกแบบการสอนผ่านออนไลน์มาก่อน

“เหตุการณ์การระบาดของ COVID-19 นี้ ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน ทุกภาคส่วนต้องตั้งตัวให้เร็วที่สุด ภาคธุรกิจเอกชนที่มีอุปกรณ์ มีเทคโนโลยี และพอจะเคยประชุมทางไกลมาแล้ว ก็ปรับตัวได้ไม่ยาก แต่ในวงการการศึกษานี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการสอนผ่านระบบออนไลน์ในบ้านเรายังอยู่ในวงจำกัดมากๆ และยังมีข้อจำกัดมากมายที่เราคิดไม่ถึงกันมาก่อน” 

มะเดี่ยวก็เลยได้ไอเดียและเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทำงานแบบ Virtual Office กับการสอนแบบ Virtual Class Room เขาอยากแบ่งปันความรู้ที่มีเพื่อให้การตั้งหลักครั้งนี้เป็นไปได้เร็วขึ้น 

3 ปีที่ผ่านมา สตูดิโอคำม่วนลองผิดลองถูกเรียนรู้มาหลายกระบวนท่า จนรู้แล้วว่าอะไรใช้ได้ อะไรไม่ควรใช้ รูปแบบควรเป็นยังไง และควรจะสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจได้อย่างไร

“การสอนออนไลน์ก็เหมือนการทำงานออนไลน์ที่ไม่ใช่แค่การประชุมกันผ่าน VDO Conference แต่รูปแบบการทำงานหรือการสอนมันจะเปลี่ยนไปเลย ด้วยข้อจำกัดที่ทุกคนไม่ได้มาอยู่รวมกัน” มะเดี่ยวย้ำ ก่อนจะเสริมว่า “วันนี้ไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่เป็นมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนทั้งโรงเรียนที่จะต้องขึ้นไปอยู่บนคลาวด์ ยกตัวอย่างการส่งการบ้าน จากที่ต้องวางส่งโต๊ะอาจารย์ซึ่งอาจารย์หนึ่งคนอาจจะสอนหลายวิชา ทำให้มีกองส่งงานหลายกอง เปลี่ยนกองการบ้านบนโต๊ะครูให้เป็นโฟลเดอร์บนคลาวด์ มีการเตรียมพื้นที่ไว้รองรับ”

วิธีการนี้ดีกว่าการส่งอีเมลตรงถึงอาจารย์อย่างไร เราถาม

“คิดดูว่าครูหนึ่งคนสอนอย่างน้อยสองสามวิชา แต่ละวิชามีนักเรียนห้าสิบถึงหกสิบคน หรือถ้าเป็นมหาวิทยาลัยก็มีเป็นร้อยคนต่อวิชา อีเมลจะเข้ามาหาครูมหาศาลขนาดไหน และถ้าอีเมลไหนหายไปเท่ากับนักเรียนคนนั้นไม่ได้ส่งการบ้าน ก็จะทำให้มีปัญหาแน่ๆ” มะเดี่ยวตอบ

การทำงานหรือสอนหนังสือออนไลน์ควรจะทำให้ประสิทธิภาพดีเท่าเดิมหรือมากขึ้น โจทย์ที่ยากกว่าคือ ครูอาจารย์หลายคนไม่สนิทสนมกับเทคโนโลยี และนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่ได้มีอุปกรณ์พร้อมใช้เรียนหนังสือแบบไม่มีโรงเรียน 

หลังจากการพูดคุยหาข้อมูลจากทั้งฝั่งผู้เรียนและผู้สอนมาร่วมเดือน ทีมงานคำม่วนฯ ก็ค้นพบแอปพลิเคชันที่เหมาะสมสำหรับการยกพื้นที่ของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไปไว้บนโลกออนไลน์เป็นชุดแรก ซึ่งถือว่าเป็นชุดทดลอง และมะเดี่ยวยอมรับว่าเขาคงจะต้องศึกษาและพัฒนาสิ่งนี้ต่อไปอีกสักพัก

 หลักการรวบรวมคือ แอปพลิเคชันเหล่านั้นต้องใช้ได้กับอินเทอร์เน็ตสปีดบ้านๆ วิธีการใช้งานไม่ซับซ้อน ทำงานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือทุกระบบ และที่สำคัญคือ ต้องฟรี!

“ครูก็เหมือนหัวหน้าทีม เวลาครูสอนหนังสือก็เหมือนหัวหน้าทีมบรีฟงาน และครูก็ต้องมีพื้นที่สำหรับการมอบหมายงาน ให้นักเรียนส่งการบ้าน เหมือนๆ กับการที่ทีมงานทำงานมาส่ง การประเมินผลหรือให้คำแนะนำก็ต้องมีตัวกลางที่ครูจะใช้ส่งกลับไปหานักเรียนได้ ซึ่งก็เหมือนการที่เราสื่อสารความคิดเห็นกลับไปยังทีมงานเหมือนกัน” เราเห็นภาพมากขึ้นเมื่อมะเดี่ยวอธิบาย 

“เบื้องต้น เราแนะนำ Facebook Group เป็นพื้นที่หลักสำหรับสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนักเรียน แล้วก็ให้ใช้ Google Class Room ที่ค่อนข้างจะสำเร็จรูปอยู่แล้ว สำหรับการแจกเอกสาร ส่งงาน ตรวจงาน และรับงานที่ส่งแล้วคืน ส่วนการเลกเชอร์ก็ทำได้ผ่าน Zoom” มะเดี่ยวบอกเรา ก่อนออกตัวว่าแอปพลิเคชันเหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ 

“เราไม่ได้สร้างอะไรใหม่ขึ้นมาเลย เราเพียงอยากแบ่งปันประสบการณ์ที่มีเพื่อช่วยให้เรื่องนี้มันง่ายขึ้น โดยคิดถึงทั้งคนเรียน คนสอน และข้อจำกัดต่างๆ ของเขา หลังจากนี้เราจะทำวิดีโอแนะนำวิธีใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ออกมา โดยใช้ภาษาง่ายๆ ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อสื่อสารกับครูอาจารย์หรือคนทำงานทั่วไป โดยจะย้อนกลับมาดูซ้ำบ่อยแค่ไหนก็ได้ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันเหล่านั้นได้เต็มที่” 

มะเดี่ยวตั้งใจทำสิ่งนี้แบบจริงจัง เพราะเขาไม่คิดว่าการเรียนการสอนออนไลน์จะเกิดขึ้นเฉพาะกิจในช่วงเวลานี้ แต่อยากให้ระบบนี้เป็นประโยชน์ในระยะยาวได้ ซึ่งจะลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา ทำให้สามารถนำทรัพยากรทั้งเงินและเวลาไปพัฒนาเรื่องอื่นๆ เช่น การทำให้การศึกษาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไปจนถึงการลดความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ

คำม่วนสตูดิโอ ธุรกิจบน Virtual Office ของผกก.หนังที่ช่วยสร้างห้องเรียนออนไลน์ให้ที่ห่างไกล  ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

นี่อาจจะกลายเป็นความธรรมดารูปแบบใหม่

ไม่รู้ว่ามาตรการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล ที่ทำให้พวกเราต้องกักตัวและทำงานจากที่บ้านแบบนี้จะดำเนินไปอีกนานเท่าไหร่ แต่ความดีงามที่เห็นได้ชัดอย่างค่าใช้จ่ายที่ลดลง การทำงานที่กระชับตรงประเด็นมากขึ้น การเพิ่มโอกาสให้ความเป็นไปได้ต่างๆ ก็ทำให้คิดได้ว่า องค์กรใหญ่เล็กทั่วโลกอาจจะยึดเอาวิธีนี้เป็นการทำงานในสภาวะปกติหลังจากนี้ได้ไม่ยาก ทุกคนจึงควรทำความคุ้นเคยกับมันเสียตั้งแต่วันนี้

เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้นแน่ๆ และวงการภาพยนตร์เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า เทคโนโลยีช่วยทั้งประหยัดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงาน รวมถึงเป็นประโยชน์ในแง่การทำธุรกิจ 

วันนี้การผลิตภาพยนตร์สักเรื่องกลายเป็นความธรรมดาสามัญที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่มะเดี่ยวชี้ให้เห็นว่า ทักษะของเราที่คนอื่นไม่มีนี่แหละ เป็นของล้ำค่าที่ไม่มีอะไรมาแทนได้เหมือนกัน 

“เราต้องรู้ว่าเราเก่งอะไร และนำสิ่งนั้นมาพัฒนาจนมันเกิดประโยชน์กับทีมงานคนอื่น หลายครั้งมากๆ ที่เรายอมจ้างคนที่แพงกว่าเพราะประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเขา เพราะในที่สุดแล้วทักษะเหล่านั้นจะทำให้เราลดต้นทุนอื่นๆ ได้ เช่น ทำงานได้เร็วขึ้น ลดข้อผิดพลาดซึ่งอาจกระทบกับความน่าเชื่อถือ หรือบางทีประสบการณ์ของเขาก็เข้ามาช่วยเราแก้ปัญหา ซึ่งเรื่องพวกนี้เงินก็ซื้อไม่ได้” 

Lesson Learned

  • เรียนรู้จากปัญหา อย่างเช่นตอนแรกที่ทำงานจากที่บ้าน คนทำงานต่างคนต่างทำ แล้วไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องส่งงานให้ฝ่ายอื่นไปทำต่อเมื่อไหร่ ทำให้เกิดปัญหางานล่าช้า พอได้รู้อย่างนั้นเราก็หาทางแก้ไปทีละปัญหา สะสมทีละทางออก
  • การทำงานที่กระชับ ตรงประเด็น จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น
  • ถ้าเราไม่เข้าใจลำดับขั้นตอนการทำงาน ไม่รู้จักการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ เครื่องมือหรือโปรแกรมที่วิเศษขนาดไหนก็ไม่ช่วยให้งานง่ายขึ้น
  • จงพัฒนาตัวเอง อย่าหยุดยั้ง

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

FLYNOW เริ่มต้นโดยชายหนุ่มชื่อ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา 

ในเวลานั้น เขาเป็นดีไซเนอร์ให้ห้องเสื้อแห่งหนึ่ง เสื้อผ้าที่เขาออกแบบไม่ประสบความสำเร็จจนขาดทุนหลักล้าน หลังจากช่วยกอบกู้เงินทุนนายจ้างกลับมาด้วยการดีไซน์เสื้อผ้าที่แปลกใหม่กว่าในท้องตลาด เขาก็ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ตัวเองขึ้นมา

แบรนด์ของลิ้มอยู่คู่วงการแฟชั่นไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ สร้างชื่อในเวทีระดับโลก เจอผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของเจเนอเรชัน

เสื้อผ้าที่เคยเป็นที่รู้จักถึงขั้นทุกครั้งที่เขาไปสยาม จะเห็นคนใส่เสื้อผ้าของตัวเอง ก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลงในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น พนักงานทุกคนทั้งดีไซเนอร์และช่างเย็บในตึกแถว 2 คูหานี้ก็ยังตั้งใจทำผลงานที่ดีออกมา

เขาตั้งใจจะรีแบรนด์ FLYNOW ที่ตัวเองยอมรับว่าตายไปแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน 

วิกฤตโรคระบาดทำให้แผนการเลื่อนออกมาจนถึงวันนี้

3 ปีที่ผ่านมา ลิ้มไม่เคยหยุดงาน แม้ว่าบริษัทจะปิด เขาว่ามันเป็นช่องว่างของคนบ้างานที่ได้หยุดคิดเสียบ้าง จนในที่สุดแผนที่อยากชุบชีวิตแบรนด์อันเป็นที่รักก็ดำเนินการต่อ โดยมีหมายหมุดเริ่มต้นเป็นโชว์ในงาน Bangkok International Fashion Week 2022

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

ทีมงานกว่า 20 ชีวิตทุ่มสรรสร้างคอลเลกชันที่มีชื่อว่า Reincarnation อย่างสุดแรงใจและความสามารถ 

แม้จะออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่ง สิ่งที่เราเรียนรู้จากชายคนนี้คือความซื่อสัตย์ ความกล้า กล้าที่จะยอมรับว่าล้มเหลว การให้เกียรติคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเขา และหัวใจนักสู้ที่พร้อมจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอีกครั้ง เท่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ดีแล้ว

เมื่อถามว่านี่คือการกลับมาของ FLYNOW อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหม เขาได้แต่ยิ้ม 

“ถ้าจะบอกว่ากลับมาได้แน่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ขี้เกียจมาแก้ข่าวอีก” ลิ้มตอบทีเล่นทีจริง “แต่ขอลองสักตั้ง และยินดียอมรับถ้าสุดท้ายกลับมาไม่ได้จริง ๆ เราจะโทรหา The Cloud เพื่อบอกว่า มันกลับมาไม่ได้”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

01

ในฐานะคนคนหนึ่ง ลิ้มเติบโตจากชายหนุ่มที่ใช้แต่ละวันอย่างเต็มที่ สนุกสุดเหวี่ยง มามองว่าการมีชีวิตคือการแวะมาเที่ยวที่สักวันก็ต้องกลับไป

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดและต่ำสุดตามคำนิยามของเขาเอง ผ่านมาเกือบ 40 ปี เขาทำงานท่ามกลางทีมงานที่เก่งกาจ เมื่อถามว่าเก่งแค่ไหน เขาตอบว่า “เก่งกว่าผม” 

การกลับมาของ FLYNOW ในวันนี้จึงครบเครื่อง ทั้งมุมมองชีวิต ประสบการณ์ และกองกำลังเพียบพร้อมทั้งอาวุธและมันสมอง

“ผมพยายามพัฒนาทีมตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม จริง ๆ หยุดออกแบบมาได้ 30 กว่าปีแล้ว เพราะลูกน้องเก่ง อย่าง ปู-ชำนัญ ภักดีสุข ดีไซเนอร์ที่อยู่กับเราตั้งแต่ต้น วันนี้เจ๋งกว่าเราเยอะ เราต้องเรียกอาจารย์ปู การกลับมาทำโชว์ให้ Bangkok International Fashion Week 2022 ก็เพราะเขาชวน”

เขาว่า Life Cycle ของแบรนด์หนึ่งจะมาเป็นระลอก ระลอกละ 10 – 15 ปี ขึ้นจุดสูงสุดสลับลงจุดต่ำสุด นั่นแปลว่าแบรนด์ของเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อย ๆ ก็ 3 ครั้ง

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

02

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2526 นั่นคือปีแรกที่ FLYNOW ของชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้น ช่วง 10 ปีแรกนั้นคนไม่ค่อยทำเสื้อผ้าแฟชั่น ส่วนมากเป็นเสื้อยืดเสียหมด เสื้อยืดเรียบ ๆ เสื้อยืดพิมพ์ลาย ถ้าไม่ใช่เสื้อยืดก็เป็นเสื้อเชิ้ตสำหรับใส่ไปทำงาน เน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อคลุมหรือเสื้อดีไซน์แบบที่เราใส่กันทุกวันนี้มีน้อยมาก ถ้าใครอยากได้ต้องไปสั่งตัดที่ร้าน

“ลองกลับไปถามรุ่นแม่ ผู้หญิงอยากได้เสื้อเก๋ ๆ ก็ไปร้านตัด เสื้อแบบนั้นในรูปอุตสาหกรรมยังไม่มี ทีนี้จะทำเสื้อยืดยังไงให้สู้กับตลาดได้ หนึ่งคือสู้กันที่ลายพิมพ์ สองคือการเลือกเนื้อผ้า เราเลยประยุกต์เอาดีไซน์ไปใส่ตั้งแต่วันแรก”

ขาว ดำ ทอง คือสีหลักของแบรนด์นี้

“ยุคนั้นแม่ผมถึงกับเอ่ยปาก ‘ลื้อทำเสื้อสีแบบนี้ อั้วยังไม่ใส่เลยนะ อั้วถือ แล้วจะมีลูกค้าเหรอ’ ผมเลยบอกว่า เอาหน่า แบรนด์เราเล็ก ๆ ยังไงก็ต้องมีคนชอบเหมือนเรา 

“เจอกันที่ไหน กูก็ใส่สีดำตลอด” เขาหัวเราะ

จุดเปลี่ยนครั้งถัดมาเหนือคาดยิ่งกว่าเก่า

FLYNOW ในขวบปีที่ 10 ดังระเบิด จัดงานกี่ทีคนเต็มทุกที่นั่ง ครั้งหนึ่งเคยจัดแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนางแบบเดินโชว์เป็นร้อย พร้อมคนดูอีก 7,000 คน

ไม่มีคนดังคนไหนไม่ได้รับเชิญไปงานนั้น 

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสะพานเชื่อมไปยังจุดเปลี่ยนครั้งต่อมา แบรนด์ FLYNOW โกอินเตอร์ไปงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงลอนดอนอยู่ประมาณ 7 ปี

“เป็นยุคเดียวกับ Alexander McQueen เรายกทีมไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นอายุ 30 ปลาย ๆ บ้าพลังสุด ๆ ไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่ต้องกินก็ได้ ขอแค่ให้ได้ทำ”

เขาเปรียบความสำเร็จกับการวิ่งโอลิมปิก

“เชื่อเถอะ เวลาคุณชนะ ใครก็สู้คุณไม่ได้ ไม่เหมือนวิ่งในโอลิมปิกที่ห่างกันแค่เสี้ยววิ 

“ในโลกธุรกิจไม่มีเบอร์ 1 เบอร์ 2 หรอก เพราะถ้าคุณชนะ คุณจะชนะขาด แต่สำคัญคือคุณจะครองแชมป์ได้นานแค่ไหน และการที่คุณจะชนะคนอื่นได้ แปลว่าคุณต้องทำงานหนักกว่าคู่แข่ง ไอเดียต้องเจ๋งกว่า มีทีมที่เก่งกว่า มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า มีหัวใจที่ดีกว่า”

ชื่อเสียงของแบรนด์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบหยุดไม่อยู่ จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

03

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้สต็อกเสื้อผ้าจำนวนมากที่เตรียมพร้อมออกขายนอนแน่นิ่งอยู่ในโกดังแบบไม่เห็นอนาคต ลิ้มในวัย 38 กลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินหลายแห่ง

“มันมีทางออกไม่กี่ทาง ไม่เห็นแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังจะตกเหว”

เขาบอกว่าตัวเองรอดมาได้ด้วยความขยันและความอดทน ที่สำคัญ ต้องยอมรับความจริงก่อนว่ากำลังลำบาก

“ตอนนั้นผมบอกเจ้าหนี้เลยว่า ผมหนี้เยอะ เฮียไม่ต้องมาหาให้เสียเวลา เดี๋ยวผมไปให้ด่าถึงที่บ้านเอง ถ้าเฮียใจดีก็เลี้ยงข้าวผมหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่เลี้ยง ไปบ่อย ๆ เริ่มเลี้ยงแล้ว” ลิ้มเล่าพลางหัวเราะ “หนี้น้อยให้ด่าครึ่งชั่วโมง หนี้ปานกลางให้ชั่วโมงหนึ่ง ถ้าหนี้เยอะมากก็ Unlimit ไปเลย อยากด่าเมื่อไหร่ เรียกไปด่าได้เลย”

ชายผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่นักธุรกิจเก่ง ได้รู้จักคนในโลกธุรกิจมากขึ้นจากวิกฤตนั้น

เขาบอกว่าเจ้าหนี้มี 3 แบบ

แบบแรกคือคนที่จะเอาทุกอย่างให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะลำบากแค่ไหน

แบบที่สองคือคนอะลุ่มอล่วย ผ่อนปรน ยอมให้จ่ายเมื่อมีจะจ่าย

ซึ่ง 2 เปอร์เซ็นต์ในแบบหลังนอกจากจะไม่เร่งรัดให้จ่ายเงินแล้ว ยังช่วยหาเงินเพื่อกอบกู้ธุรกิจเขาด้วย

“วิกฤตทำให้เราเจอคนแบบนั้น มหัศจรรย์มาก ๆ เขากู้เงินมาให้ผมสั่งหนังมาทำสินค้า แล้ววันที่ผมลุกได้ เขาก็หายไปเลย ผมติดค้างเขา คนแบบนี้แหละที่จะสอนใจเรา”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

04

ยุครุ่งเรืองของ FLYNOW มีพนักงานประมาณ 500 คน ปัจจุบันเหลือ 150 ส่วนหน้าร้านที่เคยมีจนนับไม่ไหว ในวันนี้เหลือน้อยจนเขาไม่อยากพูดถึง

สิ่งที่ลิ้มเสียใจและเสียดายที่สุดไม่ใช่ความโด่งดัง แต่เป็นการปล่อยพนักงานคุณภาพที่สร้างมากับมือออกไป

“มันเศร้านะ เหมือนเราปกป้องดูแลชีวิตเขาได้ไม่ดี แต่เราต้องทำ มันเป็นความทุกข์แบบหนึ่ง แต่ก็ทำให้รู้ว่า เวลาเราประสบความสำเร็จมาก ๆ เราจะประมาท เหมือนกับที่ชอบพูดกันว่าในวิกฤตมีโอกาส นั่นเท่ากับว่าเวลาคุณมีโอกาสเยอะ ๆ ก็อาจจะมีวิกฤตกำลังรออยู่ข้างหน้า”

โชว์ครั้งล่าสุดของลิ้มคือเมื่อ 6 – 7 ปีก่อนที่ตลาดสดในจังหวัดราชบุรี สร้างความฮือฮา ความสดใหม่ ใครเล่าจะคิดว่าจะมีดีไซเนอร์ที่เลือกโลเคชันนี้แทนแคทวอล์กในฮอลล์ใหญ่

“พี่ชายผม (ปรีชา ส่งวัฒนา) บอกว่า FLYNOW นี่อายุเทียบเท่า พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้เลยนะ ผมบอกไม่ใช่ มันตายไปแล้วต่างหาก คุณต้องรับความจริงก่อนว่าแบรนด์มันตายไปแล้ว 

“เราหวังจะขายคนเจนวาย แต่ไม่มีคนเจนวายรู้จัก เจนเอ็กซ์ตอนปลายก็ไม่รู้ ต้องเจนเอ็กซ์ตอนต้น แล้วคุณจะขายใคร ถ้ายอมรับความจริงได้ จะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

เดิมทีเขาตั้งใจจะรีแบรนด์ก่อนโควิด หลังอึมครึมอยู่ในวิกฤตโรคระบาดมา 3 ปี 

“สุดท้ายไม่ต้องรีแบรนด์แล้ว ปล่อยให้ตายแล้วมาเกิดใหม่เลยดีกว่า” เขาว่า “เกิดใหม่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องอาลัยอาวรณ์มาก ถ้าคุณยังอาลัยอยู่ แปลว่ายังมีตัวตนอยู่ เมื่อไม่มีตัวตนคุณจะกล้ามากกว่าเดิม เพราะไม่มีอะไรต้องกลัว เผลอ ๆ ทำโชว์เสร็จ ผมอาจจะไม่ขายก็ได้นะ”

เขาว่าดีไซเนอร์ที่ดีต้องเปิดใจ และต้องแปลงร่างได้หลายร่าง ต้องรู้จักทำลายกฎเกณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะทำลายตัวเองได้ด้วย

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

05

Reincarnation คือชื่อที่สื่อถึงเรื่องราวในคอลเลกชันนี้ได้ดีที่สุด 

สีที่ใช้ยังเป็นขาว ดำ ทอง เหมือนกับวันแรก

ชุดบางชุดใช้เวลาตัดเย็บอย่างประณีตถึง 30 วัน

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

FLYNOW ในขวบปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลง ลิ้มจึงชวนหลานสาวมามาร่วมทีม

“ทุกวันนี้ผมต้องถามหลานว่าเทรนด์อะไรกำลังมา เราต้องเรียนรู้ ทีมงานวัย 15 มีความคิดแบบหนึ่ง 30 ก็แบบหนึ่ง 40 ก็อีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ออกคำสั่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานแบบทีมเวิร์กที่ต้องแสดงความเห็นร่วมกัน ทุกครั้งที่จะเลือกทางไหน เราจะถามความเห็นทีม ถ้าบอกว่าดีก็จะไป ยกเว้นทุกคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถนัด ยังไงคุณลิ้มต้องทำ

“เช่น เขาทำโชว์กันไม่เก่ง ผมทำมาทั้งชีวิต ผมรู้ว่าจะทำโชว์ให้ดีได้ยังไง หรืออย่างเรื่องเพลง เขาไม่สันทัด ผมก็นั่งฟังเพลงวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหาเพลงที่ใช่ ออกแบบท่าเดินให้ด้วย”

ทุกชุดบนแคทวอล์กจึงไม่ใช่แค่ตัวตนของลิ้ม แต่เป็นส่วนผสมระหว่างเขาในวัย 63 ดีไซเนอร์คู่ใจ ช่างเย็บที่อยู่กันมาเกิน 3 ทศวรรษ ไปจนถึงหลานสาวอายุ 15 ปี

“ช่างที่ทำคอลเลกชันนี้คือคนที่อยู่ด้วยกันมาโดยเฉลี่ยน่าจะ 30 ปี พนักงานที่อายุมากที่สุดของเราคือ 73 สมองของดีไซเนอร์ใช้มาก ๆ แล้วก็หมด แต่ช่างแพตเทิร์นกับช่างเย็บนี่ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า เป็นผู้ชำนาญการ เราอยู่กันยาว จ้างกันจนตาย ไม่ผมตาย เขาก็ตาย ถ้าผมตายก่อนจะเขียนพินัยกรรมให้เขาอยู่กับแบรนด์ไปตลอดชั่วอายุขัย”

การกลับมาครั้งนี้ ลิ้มมองเห็นความเป็นไปได้ 2 ข้อ

ข้อแรก ถ้าดีไซน์ของเขาจะต่อยอดไปเป็นธุรกิจได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

ข้อสอง เขาอยากให้คอลเลกชันนี้เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของทีมงาน โดยตั้งใจว่าจะให้ช่างเย็บถ่ายรูปคู่กับชุดของตัวเอง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

06

แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะ – เราถาม

“ผมไม่ได้หวังว่าครั้งนี้มันจะสำเร็จ เพราะต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ก็เก่ง แบรนด์สมัยนี้ก็เจ๋ง มันอาจจะเวิร์ก หรือมันอาจจะตายอีกรอบ หรือสุดท้ายเราอาจจะต้องเปลี่ยนมือจริง ๆ ก็ได้ แต่เมื่อตัดสินใจลองแล้วก็ต้องลองสุดหัวใจ

“จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปยินดียินร้ายมากนัก จริง ๆ ถ้าคิดว่ามันจะไม่สำเร็จไปเรื่อย ๆ อาจจะดีกว่าก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเหลิง ไม่ต้องประมาท ไม่ต้องรอว่าวิกฤตจะมาเมื่อไหร่ คุณก็ทำของคุณไป

“แต่ถามว่ากดดันไหม กดดัน แต่เรามองแรงกดดันเป็นความสวยงาม ถ้าทำอะไรไม่มีแรงกดดันแต่แรก กูว่าแพ้แน่ ๆ ถ้าไม่แพ้ก็กำลังจะแพ้ แรงกดดันขับเคลื่อนให้มนุษย์ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แต่กดก็เอาแต่พองามนะ ถ้าอันไหนที่ต้องตะเกียกตะกาย ต้องทรมาน ก็เปลี่ยนมันหน่อย

“ถ้าคำสั่งของเรามันตึงไปแล้ว เราจะบอกลูกน้องให้ผ่อน ผ่อนลงมา ถ้าเล่นท่ายากตอนไม่พร้อม เราอาจจะเหลือศูนย์ได้เลย เพราะฉะนั้น เล่นท่าที่ง่ายหน่อย ไม่เหมือนตอนหนุ่ม ๆ ที่บ้าดีเดือด ไม่มีอะไรที่คิดแล้วทำไม่ได้ ถ้าคนอื่นเล่น 10 FLYNOW ต้อง 100 เงินไม่อั้น โชว์ต้องดีสุด ๆ เสื้อไม่ต้องสนใจว่าจะขายได้ไม่ได้ ใครบอกว่าเป็นเสื้อในมิวเซียมก็จะถือเป็นข้อดี เชื่อไหมว่าตอนนี้เสื้อในสต็อกมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท”

นอกจากคอลเลกชันแห่งการกลับมา เขาคิดไปถึงช่องทางการขายที่ต่อไปอาจจะไม่ต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องเป็นร้าน Stand Alone ในวันที่โลกเชื่อมกันหมดแล้ว ในอนาคตเราอาจจะเจอ FLYNOW อยู่ในช่องทางใหม่ ๆ ที่นึกไม่ถึง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

07

ครึ่งหนึ่งของลิ้มคือความละเอียดจากพ่อ อีกครึ่งคือความเมตตาจากแม่ หลอมหลวมเป็นตัวเขาที่ยังยึดมั่นกับแบรนด์นี้อย่างไม่ยอมแพ้

จะใช้คำว่า ยึดมั่น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเขายอมรับความผิดพลาด น้อมรับความล้มเหลว และพร้อมจะลุกขึ้นใหม่โดยทิ้งอัตตาและความสำเร็จเดิมไว้ข้างหลัง

การทำธุรกิจของเขาแม้จะไม่ถูกต้องทุกข้อตามที่เขียนไว้ในตำรา แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ หัวใจและความเห็นอกเห็นใจ ที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการก่อร่างสร้างตัวขึ้น 

นับจากวันที่ The Cloud ไปเยี่ยมเขาถึงออฟฟิศ ได้ขึ้นไปหาป้า ๆ น้า ๆ ช่างเย็บที่กำลังง่วนกับการเตรียมคอลเลกชันใหม่ ได้เห็นลิ้มคัดเลือกสุ่มสำหรับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เห็นมู้ดบอร์ด เห็นภาพสเก็ตช์ เห็นทีมงานกว่า 20 คนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานอย่างสุดหัวใจ

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ความตั้งใจที่ทำกันมาหลายเดือนได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจที่ผู้คนในวงการมีให้กับเขาและทีม FLYNOW ทุกชีวิต

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การกลับมา’ แต่เป็นความน่ายินดีและการเอาใจช่วย

หลังโชว์จบลง ลิ้มก็เดินออกมา ตามด้วยดีไซเนอร์คู่ใจ และป้า ๆ น้า ๆ ทีมงานช่างเย็บของเขาที่เราขึ้นไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับผู้อื่น
  • กล้าที่จะล้มเหลว น้อมรับความผิดพลาด เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาแล้วแก้ไขได้ตรงจุด
  • ไม่หลงระเริงกับความสำเร็จ จนลืมเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ให้เกียรติคนทำงานเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load