เริ่มแรกนั้นชื่อของ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ มาพร้อมกับภาพความเป็นพระเอกดาวรุ่งผิวเข้ม แสดงตัวตนเป็นหนุ่มขอนแก่นอย่างชัดเจน นับเป็นภาพที่แตกต่างจากพระเอกส่วนใหญ่ในยุคนั้น

แต่ความเป็น ‘ลูกอีสาน’ แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์กลับกลายเป็นเสน่ห์ของเวียร์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้  

ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้รับบทบาทการแสดงและพิธีกรที่พูดภาษาไทยถิ่นอีสานเสมอ จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเขาไปแล้ว

ที่ผ่านมา เวียร์ไม่เคยอยากลบภาพความเป็นลูกอีสาน พอๆ กับที่ไม่สนใจจะลบภาพต่างๆ ที่เกิดจากกระแสข่าวตั้งแต่เข้าวงการ ไม่ว่าจะเป็นติดปาร์ตี้ ขี้เมา หรือแม้แต่เรื่องสาวๆ ที่มักฮือฮากว่าผลงานที่เขาทุ่มเทสุดตัว

เพราะสุดท้ายเขามองว่า เรื่องเทาๆ ทำให้เขาดูเป็นมนุษย์ทั่วไปที่จับต้องได้ และมีอยู่จริง

และด้วยภาพลักษณ์ความเป็นมนุษย์เดินดินที่ดูจริงใจ น่าจะเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เขาเติบโตในวงการและรั้งอันดับท็อปพระเอกในวงการไว้ได้นานถึง 13 ปี

หลังจากรอจังหวะเวลาว่างจากตารางงานอันแสนแน่นของเขามานาน ในที่สุดเราได้เวลานัดหมายพูดคุยกับเวียร์ ในช่วงก่อนงานแถลงข่าวภาพยนตร์เรื่อง Dew ดิว ไปด้วยกันนะ ผลงานล่าสุดที่เขากระโดดสู่วงการจอเงินอีกครั้ง หลังจากฝากฝีมือการแสดงที่น่าประทับใจในภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เป็นได้เพียงแค่พระเอกละครหลังข่าวอีกต่อไป 

เรานั่งสนทนากันแบบสบายๆ หน้าโรงภาพยนตร์ที่มีงานแถลงข่าวในช่วงบ่าย เวียร์ยิ้มแย้ม พูดคุยอย่างสนุกสนานและอารมณ์ดี แม้แววตาจะแสดงความเหนื่อยล้าอยู่บ้างก็ตาม

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เปิดตัวด้วยภาพพระเอกภูธร

เวียร์ ศุกลวัฒน์ เป็นเด็กขอนแก่น ที่ทั้งเกิด เติบโต และเรียน ในจังหวัดบ้านเกิดมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเรียนอยู่ชั้นปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาถูกชักชวนให้เข้าสู่วงการบันเทิง

แม้ไม่เคยคิดอยากทำงานด้านนี้มาก่อน แต่เมื่อคุณแม่สนับสนุนสุดตัว เขาจึงตกปากรับคำและเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงช่อง 7 นานถึง 7 ปี

หลังจากประเดิมการแสดงครั้งแรกในละครเรื่อง พลิกดินสู่ดาว เวียร์ได้แจ้งเกิดในวงการบันเทิงเต็มตัวในฐานะดาราดาวรุ่งหน้าใหม่ ละครได้กระแสตอบรับที่ดีมากเกินคาดหมาย แต่เมื่อดูจากผลงานที่ออกมา เขากลับประเมินว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จกับงานด้านนี้

“เป็นเพราะเราไม่ค่อยชอบ และต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทักษะการแสดงมากกว่าคนอื่น” เขาเล่าถึงปัญหาใหญ่ในครั้งนั้น “เราทั้งสมาธิสั้น มีความกังวลสูง และใจร้อน พอทำไม่ดีก็จะจมดิ่งอยู่ตรงนั้น คิดว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงคนอื่น แม้จะมีคนบอกว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่แรกหรอก แต่ผมคิดว่าถ้าต่อไปไม่พัฒนาก็คงอยู่ในวงการยาก”

เวียร์เล่าว่า เขาไม่ได้คิดไปเองว่าแสดงไม่ดี เพราะมีกระแสเสียงวิจารณ์ที่ตอกย้ำความคิดของเขาเช่นกัน เริ่มจากการแสดงที่เล่นแข็งเป็นท่อนไม้ และต่อมามีเสียงผู้คนคอยค่อนแคะว่าเขาเป็น ‘พระเอกบ้านนอก’ 

“ผมก็บ้านนอกจริงๆ” เขายอมรับความจริงอย่างเข้าใจ “บทบาทในเรื่องก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาประกวดร้องเพลงอีก มันก็ย้ำว่าเราเป็นแนวนั้น แล้วหน้าตาเราก็ไม่ได้เป็นพระเอก ผิวก็กระดำกระด่าง โคตรน่าเกลียดเลย” เขาทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า
การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เด็กขอนแก่นแท้
แต่พูดอีสานไม่เป็น

เมื่อเปิดตัวด้วยภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มอีสานที่พูดภาษาถิ่นได้คล่องปาก เส้นทางในวงการต่อจากนั้นของเวียร์จึงหนักไปทางที่ต้องใช้ความสามารถด้านการพูดภาษาไทยถิ่นอีสานเสมอ  

หลายคนชมว่าเขาพูดสำเนียงอีสานได้หวาน ไพเราะ และน่าฟัง แต่เบื้องหลังคือ ก่อนเข้าวงการเขาไม่เคย ‘เว้าอีสาน’ มาก่อนเลย

“ตอนเด็กๆ ไม่เคยใช้ภาษาอีสานเลย ถึงครอบครัวจะเป็นคนอีสานแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวผมเองเป็นลูกอีสานแท้ๆ  ปู่ย่าตายายพูดอีสานกัน พ่อแม่ก็พูด แต่เวลาหันมาพูดกับเราเขาพูดภาษากลาง เพื่อนที่โรงเรียนก็พูดแต่ภาษากลางกัน กลายเป็นว่าฟังออกหมดเลย รู้เรื่องทุกอย่าง แต่พูดไม่ค่อยได้

“พอผมเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งรวมเด็กแถวภาคอีสานทุกสารทิศ ผมต้องเริ่มพูดอีสานกับเพื่อน เพราะเพื่อนไม่พูดภาษากลางกับผม ก็ต้องฝึกพูดอีสานให้ได้ จนเล่นละครครั้งแรกที่ต้องพูดอีสาน เพื่อนๆ ที่โรงเรียนยังตกใจเลยว่ามึงพูดอีสานได้ด้วยเหรอวะ แต่เพื่อนมหา’ลัยไม่แปลกใจ เพราะเห็นผมพูดอยู่แล้ว”

เมื่อทำงานในวงการเรื่อยมา แต่ว่าคนยังติดภาพเดิม งานที่ได้รับก็ออกไปในแนวเดิม เคยคิดอยากลบภาพความเป็นอีสานหรือลดความเป็นพระเอกภูธรให้จางลง เพื่อรับงานให้ได้กว้างขึ้นไปอีกบ้างไหม – เราลองถาม

“ไม่นะ ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์มากกว่า พูดได้ตั้งสองภาษา” เขาหัวเราะชอบใจ “เพื่อนยังเคยแซวว่า ตอนมึงเดินไปคุยกับผู้บริหารดูพูดจาดีมากเลย สักพักแม่บ้านมาทักภาษาอีสานก็พูดกับเขาได้ ใช้ได้นะเนี่ย

“ผมโชคดีที่พ่อแม่ปลูกฝังมาอย่างดี เขาอาจจะเลี้ยงเราแบบคุณหนู เรียนอยู่โรงเรียนใหญ่ในเมือง มีคนขับรถไปรับไปส่งที่โรงเรียน แต่พอปิดเทอมสามเดือนเขาจะส่งไปอยู่บ้านคุณยายที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ให้อยู่กับทุ่งนา สัมผัสบรรยากาศอีสานโดยแท้ แล้วอย่าหวังว่าคุณยายหรือคนแถวนั้นจะพูดภาษาไทยกลางเลยนะ ไม่มีเลย” เขาหัวเราะ

การเติบโตมาจาก 2 สภาพแวดล้อมทำให้เวียร์ไม่ลำบากใจเมื่อต้องเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และไม่เคอะเขินเมื่อต้องใช้ภาษาไทยอีสาน

 “เวลามากรุงเทพฯ เราก็พูดอย่างคนเมือง เวลาอยากพูดอีสานเราก็พูด ผมไม่ได้รู้สึกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่ของเรา หรือต้องลบความเป็นอีสานเมื่อเข้ากรุงเทพฯ เพราะตัวตนของเราดีอยู่แล้ว”

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ข่าวคราวไม่เคยเงียบหาย

ตั้งแต่เข้าวงการเวียร์เจอกระแสข่าวทั้งดีและไม่ดีอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่คนมักให้ความสนใจกับข่าวเรื่องส่วนตัว แม้ในช่วงเวลาที่เราได้คุยกับเขา เวียร์ก็มีกระแสข่าวเรื่องส่วนตัวที่เป็นประเด็นอยู่

เรารู้สึกว่าหลายครั้งหลายคราวกระแสข่าวเหล่านี้กลบความสามารถและผลงานที่น่าสนใจของเขาไปแทบสิ้น

“นักแสดงทุกคนอยู่ควบคู่กับข่าวพวกนี้อยู่แล้ว ขาดกันไม่ได้” เขาอธิบายอย่างเข้าใจ “ตั้งแต่ผมเข้าวงการมาจนถึงปัจจุบัน มีทั้งข่าวดีข่าวไม่ดี ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยดี ข่าวจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง มีมูลบ้าง ไม่มีมูลบ้าง แต่งเติมให้ดูสนุกบ้าง หรือบางทีไม่มีอะไรเลย

“แต่เมื่ออยู่ในยุคโซเชียลที่คนสนุกสนานกับการเป็นสื่อ เพราะยุคนี้ทุกคนเป็นสื่อได้หมด ทุกคนมีโทรศัพท์ มีบล็อกของตัวเอง เขาก็เป็นนักข่าวเองได้ วันนี้ลองดูก็ได้ว่าเขาจะถามเรื่องงานวันนี้ว่าหนังเป็นยังไง เล่นยากไหม หรือจะถามเรื่องส่วนตัวของผม เรื่องที่เป็นข่าว เดี๋ยวลองมาดูกันก็ได้ว่าเขาจะสนใจเรื่องไหนมากกว่ากัน” เขายิ้มก่อนจะเล่าความรู้สึกต่อไป

“แต่ถ้าถามว่าผมน้อยใจไหมที่คนไม่โฟกัสเรื่องงานที่ผมตั้งใจทำ ทั้งที่โคตรเหนื่อยเลยกว่าจะออกมาเป็นผลงานสักชิ้น ผมไม่รู้สึกเลย ผมไม่ได้อินกับข่าวเยอะ จริงก็จริง ไม่จริงก็ไม่จริง อะไรไม่จริงก็คือไม่จริง จริงก็ตอบ ขอโทษก็ว่ากันไป”

แต่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันนะว่าข่าวพวกนี้ติดเป็นภาพลักษณ์ของเวียร์เช่นกัน – เราแสดงความเห็นในมุมของคนธรรมดาที่เป็นผู้รับสารเหล่านั้น

“ใช่ คนอาจมองว่าผมติดปาร์ตี้ ชอบดื่ม เจ้าชู้ แต่ผมมองว่าสุดท้ายเราแคร์ความรู้สึกหรือรับฟังทุกคนไม่ได้ บางทีสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดอาจจะแค่แคร์คนที่อยู่ตรงหน้า ณ ตอนนั้น หรือแคร์คนที่เขารักเราจริงๆ ผมเชื่อว่าแฟนคลับจริงๆ ของผมที่ติดตามผลงานและอยู่กับผมมาสิบสามปี รู้ว่าคนที่เขารักเป็นคนยังไง เขาไม่ค่อยแคร์ข่าวที่เกิดขึ้น เขาเข้าใจและให้กำลังใจ ไม่เหยียบเรา”

เขาพูดราวกับว่าความเป็นดาราในแบบของเขาไม่จำเป็นต้องทำแต่เรื่องดีงามไร้ที่ติ

“ไม่จำเป็นต้องขาวสะอาดไปเสียหมด” เขาตอบอย่างจริงใจ “บางทีก็เทาๆ บ้าง ให้ดูเป็นมนุษย์ ดื่มบ้างเป็นเรื่องปกติ เคยมีเรื่องผู้หญิงบ้าง แต่ตอนนี้เรื่องผู้หญิงไม่มี หลังจากที่เราเริ่มคุยจริงจัง เราก็เต็มที่ ไม่วอกแวก มันเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย” สำหรับประเด็นสุดท้าย เขาย้ำอย่างจริงจัง

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า
การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนไป

“วงการบันเทิงเปลี่ยนผมไปเยอะ เปลี่ยนแล้วกลับมา แล้วก็เปลี่ยนอีก” เขาเกริ่น เมื่อเราถามว่าวงการส่งผลต่อชีวิตเขามากแค่ไหน

เรายังไม่ค่อยเข้าใจคำตอบที่ว่า จึงขอให้เขาขยายความให้ฟัง

“การเปลี่ยนอย่างแรกที่น่ากลัวที่สุดคือ เปลี่ยนสถานะจากเด็กมหาวิทยาลัยคนหนึ่งมาเป็น เวียร์ ศุกลวัฒน์ นักแสดงที่คนรู้จัก แรกๆ ทำให้ผมอยู่ยาก เพราะผมเป็นคนชอบสันโดษ ไม่ค่อยชอบไปที่ที่คนเยอะ พอมาอยู่ตรงนี้การดำเนินชีวิตก็เปลี่ยนไป มีคนอยากทักทาย ขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ ซึ่งต้องขอโทษแฟนคลับที่ผมไม่ได้ดูแล ยืนถ่ายรูปด้วยเป็นชั่วโมง เราถ่ายรูปหมู่กันสักสองรูป หนึ่งปีมีมีตติ้งกันสักครั้งสองครั้ง ทำบุญด้วยกัน ที่คือสิ่งที่ผมทำได้จริง”

“สองคือ มันเกือบทำให้ผมหลงตัวเอง” เขารีบพูดขึ้นทันทีที่อธิบายประเด็นแรกจบ

“มันเกือบทำให้ผมลืมตัวไปชั่วขณะ คนที่ดึงกลับมาคือคนที่เข้าใจเรา นั่นคือครอบครัว และเพื่อนสนิทที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ถ้าได้กลับไปเจอกันเมื่อไหร่ พวกมันจะด่าผม ตบหัวผม ทำให้ผมรู้ว่า เออ กูไม่ใช่ใครที่ไหนเลย อยู่กับพวกมึงก็โดนพวกมึงเตะ โดนพวกมึงด่า เพื่อนไม่ได้มองว่านี่คือเวียร์ที่เป็นดารา เขาปฏิบัติตัวกับผมเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยน และเพื่อนพวกนี้แหละที่ดึงผมให้กลับมา” เขายิ้มเมื่อนึกถึงมิตรภาพอันจริงใจที่มีต่อกันของเพื่อนกลุ่มนี้ 

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

กราฟความนิยมพุ่งขึ้นได้แค่ครั้งเดียว

เพราะมีคนขู่ตั้งแต่แรกเข้าวงการว่า ทำงานได้สักสองสามปี พระเอกหน้าใหม่อย่างเวียร์อาจต้องผันตัวไปรับบทพ่อ และจะกลับมาเป็นพระเอกไม่ได้ เวลานั้นเขารับฟังแต่ก็ค้านในใจ จนเมื่อได้สังเกตเส้นทางของรุ่นพี่ในวงการมากมาย เขาจึงพอสรุปได้ว่า กราฟในวงการบันเทิงพุ่งสูงได้แค่ครั้งเดียว

 “สำหรับวงการบันเทิง กราฟจะขึ้นสูงมาก แล้วมันจะคงที่กับตกลงไป น้อยมากที่จะมีโอกาสขึ้นไปอีก ตอนแรกผมเชื่อว่าคงเป็นอายุขัยของอาชีพ เพราะเห็นตัวอย่างของรุ่นพี่ในวงการมาบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงผมว่ามันอยู่ที่ตัวเราด้วยเกินกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์”

เมื่อเชื่อมั่นเช่นนี้ เขาจึงทำทุกงานที่ได้รับอย่างเต็มที่ พร้อมไปกับพัฒนาตัวเองไม่หยุด ขณะเดียวกันก็ทิ้งความกังวลใจในเรื่องที่ไม่อาจควบคุมได้

“ผมทำเต็มที่ในระยะเวลาที่เราคิดว่าทำได้ เราไม่ได้ไปกังวลว่าต้องระวังตัว หรือกลัวว่าจะหมดยุคของเราแล้ว เราเพียงแต่เดินหน้า ทำหน้าที่ของเราให้ดี ผมว่ามันคือหลักการของทุกอาชีพที่เราต้องพัฒนาตัวเอง ใฝ่หาความรู้ ช่างสังเกต หรือคืนกลับสู่สังคมบ้าง นี่เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว และผมก็ทำมาเรื่อยๆ ซึ่งอาจเป็นโชคก็ได้ อาจเป็นเพราะเรามีคนสนับสนุนเยอะ มีแฟนคลับที่น่ารัก เหมือนกับเราไม่ได้เดินมาเพียงคนเดียว”

การกระโดดเข้ามาแสดงภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งหนทางในการพัฒนาฝีมือการแสดง พร้อมท้าทายความสามารถของตัวเอง ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นเขาแสดงบทบาทในภาพยนตร์ที่แตกต่างจากการเป็นพระเอกละครอย่างสิ้นเชิง 

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ผลงานที่พิสูจน์ภาพนักแสดงของเวียร์ได้ชัด คือผลงานจากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่ได้รับหลายรางวัลการันตีจนคนหันมาสนใจและเห็นเขาในมุมมองใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงพระเอกละครหลังข่าว

“ผมอยากให้คนได้เห็นการแสดงของผมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ในขณะเดียวกันเราก็ได้ทำงานที่ท้าทายและพัฒนาฝีมือไปด้วย การเล่นละครอาจมีบทที่แตกต่าง แต่งานที่ยากกว่านั้นก็มีอีกเยอะ ผมจึงลองเข้ามาสัมผัสกับการแสดงภาพยนตร์แนวอินดี้หรือสายประกวด การลงทุนไม่สูง สปอนเซอร์ไม่เยอะ และเน้นศิลปะจริงๆ เพื่อที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเองด้วยว่าทำได้หรือไม่”

การทำงานในวงการมายาวนานถึง 13 ปี ทำให้เวียร์เข้าใจสัจธรรมของอาชีพที่มีขึ้นลงเหมือนกับสรรพสิ่งทั่วไป และพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ขึ้นลงเช่นนั้นได้เช่นกัน

“ทุกอย่างมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เรานั่นแหละ ว่าถ้าถึงเวลาที่ลงจริงๆ ยอมรับได้ไหม หรือว่าเราปล่อยให้ลงเพราะตัวเราเอง มันมีหลายปัจจัย แต่สิ่งที่ผมจะไม่ให้เกิดขึ้นแน่ๆ คือ ผมจะไม่ปล่อยให้มันลงด้วยตัวเอง แต่ถ้าจะลงด้วยสิ่งรอบนอกหรือความเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมไม่ได้ ก็ต้องเป็นไป แต่เราก็คงมีจุดยืนอื่นที่มีคุณค่าให้เราทำต่อไปได้ ผมอาจจะผันตัวไปเป็นผู้จัด เป็นคนเบื้องหลัง หรืออาจจะปล่อยวาง ไปปลูกต้นไม้ ขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลก ก็เป็นไปได้หมด”

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ความสุขมีอยู่ทั่วไป
รอเพียงแค่หาให้เจอ

สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากการพูดคุยกับเวียร์ในวันนี้คือ เขามีความสุขกับชีวิตและทุกสิ่งที่ทำ สำหรับเขาแล้วความสุขช่างหาง่าย อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะหาเจอ

 “ความสุขอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวผมทุกวัน บางวันผมอาจสร้างมันเองได้ แต่จริงๆ แล้วความสุขมีอยู่ทั่วไป อยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันแล้วดึงมันเข้ามาหาเราหรือไม่มากกว่า อย่างผมทำงานก็มีความสุข เลี้ยงหมาก็มีความสุข แม้จะเหนื่อยมาก หรือปลูกต้นไม้ก็มีความสุข การได้ไปเที่ยวหรือมาเล่นภาพยนตร์ ได้เจอสังคมใหม่ๆ ก็เป็นความสุข โดยรวมแล้วทุกกิจกรรมที่ผมทำ แฝงความสุขอยู่ในนั้นด้วย”

อีกหนึ่งความสุขที่กลายเป็นความสำเร็จและความภูมิใจเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้เห็นคนที่รักสุขสบาย ความสุขที่ว่านี้มากล้นจนเราสัมผัสได้จากน้ำเสียงและแววตา

“ตอนนี้ผมให้คุณพ่อคุณแม่ได้พักจากงาน ให้เขา Early Retire จากการทำงานหนักกันมาทั้งชีวิต เพราะคุณแม่เป็นพยาบาล ยืนเยอะ คุณพ่อเป็นวิศวกรก็คุมงานหนักหนาสาหัส ผมบอกว่าตอนนี้เวียร์มีหน้าที่การงานที่มั่นคงพอสมควรแล้ว ไม่ต้องลำบากคุณพ่อคุณแม่แล้ว เลยให้เขาได้ออกมาทำสิ่งที่รักเร็วขึ้นสักหน่อย การได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขก็ถือเป็นความภูมิใจและเป็นความสำเร็จในชีวิตของผมแล้วนะ”

ก่อนจบบทสนทนา เราชวนเวียร์คุยเรื่องบ้าน ครอบครัว และเพื่อนๆ ที่บ้านเกิดของเขาอีกครั้ง เพราะเห็นพักหลังเขาหาเวลากลับบ้านและไปเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิทที่ขอนแก่นอยู่เสมอ

“ผมรู้สึกว่าอีสานคือบ้านเราจริงๆ ผมชอบทะเลนะ ไปแล้วก็มีความสุข แต่ก็สู้กลับบ้านแล้วจ้ำข้าวเหนียวไม่ได้ มันมีความสุขกว่าอีก” เขาหัวเราะ

ในฐานะที่เป็นลูกอีสาน อยากให้บอกเราหน่อยว่า เสน่ห์ของอีสานคืออะไร – เราถามทิ้งท้าย

“ผมว่าคนอีสานเป็นคน ‘มักม่วน’” เขาตอบพร้อมยิ้มกว้าง “คนอีสานเป็นมิตร ยิ้มเก่ง มีแต่เสียงหัวเราะ และอยู่กันแบบครอบครัว ชนิดที่คุณจะแวะไปกินข้าวบ้านไหนก็ได้ หรือถ้าให้เห็นภาพชัด ผมอยากให้ลองนึกถึงเพลงหมอลำ มันมีสีสัน สนุก มีเซิ้ง มีความหลากหลาย ผมว่านี่แหละเป็นเสน่ห์ของอีสานบ้านเรา”

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากพูดถึงยูทูบเบอร์เกาหลีในประเทศไทย Kyutae Oppa น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครต่อใครนึกถึง

หลายคนอาจคุ้นหูชื่อนี้จากการขึ้นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์ ทั้งที่จริง ๆ คิวเทคือยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เส้นทางชีวิตของเขาอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากมาย ที่แน่ ๆ มันมีอะไรมากกว่าแค่ข่าวร้ายช่วงต้นปีอย่างแน่นอน

ซิม คิวเท เจ้าของช่อง Kyutae Oppa ลืมตาและเริ่มเรียนรู้โลกที่จังหวัดชลบุรี แม้จะมีพ่อกับแม่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ จานโปรดที่ช่วยให้เขาเติบใหญ่กลับไม่ใช่กิมจิ แต่เป็นส้มตำไก่ย่าง 

เรียกว่าถึงจะมีสายเลือดแดนโสม แต่หัวใจก็เป็นไทยเต็มดวง

หนุ่มคิ้วเข้มนิยามตัวเองในวัยเด็กว่าเป็นคนขี้อาย การอกหักจากรักแรกตอนมัธยมเหมือนเป็นการสับสวิตช์ เปลี่ยนเด็กเก็บตัวให้กลายเป็นวัยรุ่นที่ทั้งรั่ว กล้า และบ้าบิ่น ช่องยูทูบ Kyutae Oppa หรือที่ก่อนหน้าใช้ชื่อ Kyutae TV ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้น

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

บุคลิกที่ขี้เล่น จริงใจ กล้าทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่งให้ช่องของเขาพุ่งทะยานจนมีคนติดตามกว่า 8 ล้านใน 5 ปี เขาจริงจังกับเส้นทางนี้ถึงขั้นลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่เรียนไปได้เพียง 3 เดือน

อาจเพราะความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา หลายคนจึงไม่รู้ว่า ซิม คิวเท เพิ่งจะมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าประสบการณ์ของเขาน้อยไปกว่าใคร และอันที่จริง เขาน่าจะผ่านอะไรมามากกว่าคนที่แก่กว่าเขาไปแล้วด้วยซ้ำ

หลังปล่อยคลิปอธิบายความขัดแย้งระหว่างตนเองและทีมงาน สื่อแทบทุกสำนักก็ต่อคิวขอสัมภาษณ์จนเขาแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เราจึงรู้สึกพิเศษไม่น้อยที่คิวเทเลือกเทคิวมาพูดคุยกับ The Cloud ในวันนี้

ขณะนั่งรอการมาถึงของโอปป้า เราได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา ว่าหนุ่มอารมณ์ดีที่เราเห็นในช่อง หลังกล้องจะเป็นคนแบบไหน จะยิ้มแย้มบ้าบอแบบในคลิป หรือจะสุขุมนุ่มลึกเข้าถึงยาก

หนุ่มเกาหลีหัวใจไทยไม่ทิ้งให้สงสัยนาน ทันทีที่ได้เจอ คิวเทส่งยิ้มล้นปรี่ไม่ต่างจากที่เห็นในโซเชียลมีเดีย ความสนุกสนานในยูทูบเป็นอย่างไร ชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อการสนทนาเริ่มต้น เราจึงค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงตัวตนความเป็นมนุษย์ของเขาทีละเล็กละน้อย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงมุมที่ยิ้มอิ่มสุข หากยังมีด้านที่จริงจัง ทุกข์ ไปจนถึงโศกเศร้า 

เขาเล่าทั้งหมดให้ฟังแบบตรงไปตรงมา 

ตรงหน้าของเราคือมนุษย์ที่จริงใจที่สุดคนหนึ่ง และคงถึงเวลาอันสมควรที่ทุกคนจะได้สัมผัสความจริงใจของยูทูบเบอร์วัยยังไม่เบญจเพสคนนี้

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

กิมจิไม่ค่อย ขอส้มตำดีกว่า

ชื่อ ‘ซิม คิวเท’ ของคุณ ที่แปลว่า คนที่ห่วงใยประเทศไทย มีที่มาจากอะไร

พ่อแม่ผมเป็นคนเกาหลี แต่ผมเกิดที่นี่ เมดอินไทยแลนด์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนผมเกิด คุณปู่บินจากเกาหลีมาไทย เขาบอกพ่อกับแม่ว่า ไหน ๆ จะมาตั้งหลักที่ไทยอยู่แล้ว ลูกก็เกิดที่ไทยด้วย ก็อยากให้ตั้งชื่อที่เกี่ยวกับประเทศไทยหน่อย คุณปู่เสนอว่าให้ชื่อห่วงใยประเทศไทยดีมั้ย แต่ละพยางค์ในภาษาเกาหลีมีความหมายอยู่แล้ว ชื่อคิวเทลงตัวพอดี ซิมคือชื่อตระกูล ‘คิว’ ย่อมาจากคำว่าเข้าใจ ส่วน ‘เท’ มาจาก ‘แทกุก’ ที่แปลว่าประเทศไทย ก็เลยเป็น ซิม คิวเท แต่เพื่อนเรียกกันไม่ค่อยถูกนะ คิวเทบ้าง ไคยิวเทบ้าง เรียกหยาบ ๆ ก็มี ผมเลยให้เพื่อนเรียก ‘ซิม’ แล้วกัน น่าจะเรียกง่าย จำง่ายกว่า

แล้วคุณห่วงใยประเทศไทยจริงมั้ย

จริง ๆ ก็เหมือนผมเป็นคนไทยนะ ทุกครั้งที่ไปเกาหลีจะอยากกลับมาไทยตลอด ที่นั่นไม่มีอะไรที่เราคุ้นชินเลย เหมือนไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า รู้สึกชัดเจนเลยว่าประเทศไทยคือบ้านของเรา ถามว่าห่วงใยมั้ยก็ต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะว่านี่คือบ้าน

ถามจริง ประเทศนี้มีอะไรให้คุณหลงรัก

อย่างแรกก็เรื่องอาหาร ผมชอบกินอาหารรสจัด เผ็ด ๆ อร่อย ๆ อย่างกิมจิผมก็ไม่ค่อย ขอเลือกส้มตำดีกว่า กินมาตั้งแต่เด็กแล้ว

และที่ประทับใจที่สุดคือผู้คน ผมว่านิสัยคนไทยไม่เหมือนคนเกาหลีนะ คนไทยค่อนข้างใจเย็น ใจดีกว่า คนเกาหลีแอบดุ (หัวเราะ) ถ้าไม่รู้จักกันจะเหมือนมีกำแพงกั้นอยู่ พออยู่เกาหลีนาน ๆ ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เข้าไปเฮฮากับใครไม่ได้ แต่ที่ไทยเราได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่

หมายความว่าไม่มีความคิดจะไปใช้ชีวิตที่เกาหลีเลย

ปกติผมกลับเกาหลีปีละครั้งอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นยาว ๆ เคยมีที่คิดเล่น ๆ ว่าอยากดังที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็รู้ตัวว่าวันนี้มีความสุขอยู่แล้ว ผมอยากประสบความสำเร็จในไทยให้สุดมากกว่า

หลายคนเรียกคุณว่าเกาหลีตัวปลอม บ้างก็แซวว่าคุณพูดภาษาไทยไม่ชัด เคยน้อยใจบ้างรึเปล่า

ไม่เลย ผมว่าเป็นอะไรที่ดี จริง ๆ แล้วหนึ่งในสี่ของคนที่ติดตามช่อง Kyutae Oppa ก็ไม่รู้นะว่าผมเป็นคนเกาหลี เขาคิดว่าผมเป็นคนไทยที่แกล้งเป็นเกาหลี แต่ผมไม่น้อยใจเพราะมันเป็นกิมมิกดี ให้คนงงว่าสรุปเป็นเกาหลีหรือไทยกันแน่ คนดูจะสงสัยว่าไอ้นี่เป็นใคร แล้วก็อาจจะไปค้นหา เข้าไปดูคลิปของเราต่อ

แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยของผมก็เก่งขึ้นเยอะนะ 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'
Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

อกหัก…จึงกล้าแสดงออก

จากเด็กที่อยากทำงานเบื้องหลัง ไม่ค่อยกล้าแสดงออกตอน ม.ปลาย เปลี่ยนแนวมาอยู่หน้ากล้อง ทำช่องยูทูบได้ยังไง

ผมอกหัก ด้วยความเป็นเด็กด้วยเลยรู้สึกอกหักอย่างแรง ตลกดีเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่ที่สถานบันเทิงพอดี ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไร จู่ ๆ ก็อยากขึ้นไปเต้น จากที่เศร้า ๆ พอเต้นแล้วรู้สึกลืมเรื่องอกหักไปเลย เหมือนได้เจอความสุขที่แท้จริง เห็นผู้คนมองขึ้นมาบนเวที โฟกัสที่เราคนเดียว หลังจากวันนั้น ผมก็ลองเป็นคนอีกแบบหนึ่งดู ลองยกมือขอขึ้นเวทีในงานโรงเรียนบ้าง ลองทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ร้องเพลงตามบันไดบ้าง (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นผมไม่กล้าเลยนะ กลัวมาก 

พอรู้ตัวว่ามีความสุขที่ได้แสดงออก ทีแรกผมอยากเป็นนักร้อง แต่ก็คิดว่าเป็นไม่ได้ เพราะขนาดคนที่ร้องเพลงอยู่ข้าง ๆ ยังร้องเพราะกว่าเราเลย โลกนี้มี 7 พันล้านคน ผมคงไปถึงจุดที่เป็นนักร้องไม่ได้ ก็เลยมองหาอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรามีชื่อเสียง ก็ได้เจอยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ฟรี จะมาจากไหน อายุเท่าไหร่ ก็สร้างได้ ก็ลองทำดู ทำมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้

พอจะจำได้มั้ยว่าคลิปแรกมีคนดูเท่าไหร่

โห คลิปหนึ่ง 40 – 50 วิวเอง ตอนนั้นคิดเยอะมากนะ ผมเริ่มทำช่วง ม.6 ทำแล้วคนก็ล้อ เพื่อนที่โรงเรียนก็ล้อว่าไอ้นี่เป็นอะไร เด็ก ๆ รุ่นน้องก็หัวเราะ คุณครูก็ดูถูก ออกแนวเป็นห่วงเพราะใกล้จะต้องเข้ามหาลัยแล้ว แต่ไอ้นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปมหาลัยไหน วัน ๆ ทำแต่คลิป

ยอดก็ไม่ได้ดี แถมมีคนดูถูกด้วย ทำไมคุณจึงยังทำต่อ

ก็โดนล้อโดนดูถูกไปแล้ว ผมขอทำต่อดีกว่า (หัวเราะ) 

แต่ผมไม่โกรธคนที่ล้อนะ เพราะผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมยังไม่ดังจริง ๆ และคุณภาพของคลิปที่เราทำก็ตลกด้วย สมัยนั้นคนยังไม่เข้าใจว่าทำยูทูบเป็นยังไง แต่เราไม่สนใจ โอเค มีคนล้อ งั้นลองทำอีกคลิปแล้วกัน ลองหาดูว่าแบบไหนคนถึงจะชอบ ทำไปก็ยังไม่ดีหรอก แต่มันทำให้เรากลายเป็นรุ่นพี่ทำคลิปประจำโรงเรียน แม้จะมียอดติดตามไม่ถึงร้อยคนก็เถอะ

แต่พอโดนล้อมาก ๆ เข้า ผมก็เขินจนทนไม่ไหว ทำคนเดียวเหงาไปหน่อย เลยบอกเพื่อนว่ามาทำด้วยกันเถอะ คุณครูจะได้ดูถูกมึงด้วยไง (หัวเราะ) แก๊งผมมี 4 คน ก็มาช่วยออกในคลิป พอทำด้วยกันกับแก๊งเพื่อนก็เหมือนยูทูบเป็นกิจกรรมที่ได้มาสนุกกัน ตอนผมถ่ายจะมีรุ่นน้องในโรงเรียนมาดูตลอด เพราะสิ่งที่เราทำตลกมาก ผมเลยมีกำลังใจจะทำต่อไป

ใครสอนคุณทำยูทูบ

ศึกษาเองหมดเลย หลายคนทำเป็นอยู่แล้ว มันแอบคล้ายหลักการตลาดนิดหน่อย เราต้องหาอะไรที่แตกต่างในตลาดเดียวกัน ในยูทูบมีคอนเทนต์กินแล้ว เฮ้ย เกาหลีเต้นสายย่อ เกาหลีดูหนังผีไทยยังไม่มีนี่หว่า งั้นผมลองทำดีกว่า 

ส่วนการตัดต่อ ผมก็ต้องเรียนเหมือนกัน ความโชคดีอย่างหนึ่งคือผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เลยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่รู้อะไรก็เสิร์ช ยุคนั้นคลิปสอนตัดต่อที่เป็นภาษาไทยยังไม่ค่อยมี แต่ภาษาอังกฤษมีทุกอย่างที่เราอยากเรียน ได้เข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า ถ้าผมอยากเรียนอะไรก็เรียนเองได้ ไม่ต้องมีอาจารย์คอยสอน

ช่อง ‘Kyutae Oppa’ เริ่มเป็นที่รู้จักตอนไหน

คลิปแรกที่ดังน่าจะเป็นเกาหลีดูหนังผีไทย เราอัดคลิปตัวเองดูหนังผี แล้วตัดเฉพาะรีแอคชันตอนตกใจ ปรากฏว่ามีคนดูดคลิปผมไปลงในเพจ คนแชร์เป็นหมื่นเลย ผมรีบทักไปหาเขาว่าใส่เครดิตให้หน่อยได้มั้ย ตอนนั้นไม่มีความรู้ ไม่รู้เลยว่าการที่เขาเอาคลิปเราไปลงดีหรือไม่ดี คิดแค่ว่า ขอบคุณครับพี่ที่เอาคลิปผมไปลง ไหน ๆ ก็เอาไปแล้ว ฝากแปะชื่อผมด้วยได้มั้ย (หัวเราะ) วันนั้นยอดติดตามผมขึ้นมา 2,000 – 3,000 แล้วไม่นานก็ขึ้นไปถึงหลักหมื่น

ทุกวันนี้ คลิปที่คุณนำเพลงไทยมาแปลงเนื้อเป็นภาษาเกาหลีได้รับความนิยมมาก ๆ เล่าแรงบันดาลใจของคลิปแนวนี้ให้ฟังหน่อย

ช่วงโควิดผมว่างมาก เลยลองหาเพลงดัง ๆ ตอนนั้นเพลง วาฬเกยตื้น ของ GUNGUN มาแรง เลยลองแปลเนื้อเพลงดู วันเดียวก็เสร็จ ผมก็ร้องแล้วลงยูทูบ โอ้โห คนดูเยอะมาก 10 – 20 ล้าน งั้นผมทำต่อดีกว่า แค่นั้นเลย 

การร้องเพลงลงยูทูบทำให้คุณเข้าใกล้ความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนักร้องมากขึ้นมั้ย

ทุกวันนี้ก็ยังอยากเป็นนักร้องนะ แต่พอทำยูทูบ ผมก็ไม่มีเวลาเข้าหาดนตรีเท่าไหร่ มีช่วงที่ลืมความอยากเป็นศิลปินไปเหมือนกัน รู้สึกว่าศิลปินเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ต้องทุ่มเท ต้องให้เวลามาก ๆ เดี๋ยวนี้มีแอบทำเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ยังตั้งใจเต็มที่กับยูทูบเหมือนเดิม แต่กับอะไรที่จะตามมา ผมก็พยายามทำเรื่อย ๆ เพื่อให้วันหนึ่งมันสมบูรณ์

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ถ้ารู้สึกเครียด ผมไม่ทำ

เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ‘Kyutae Oppa’ โดดเด่นกว่าช่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

ผมขายตัวเองไว้ในนั้น เอาบางอย่างที่เป็นชีวิตจริงลงไปอยู่ในช่อง สิ่งที่ผมอยากเป็น การที่น้องสาวเป็นเด็กพิเศษ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอ ผมก็เอาไปละลายในช่อง บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการขายวิญญาณ แต่ผมว่านี่คือวิถีชีวิต คือการนำเสนอตัวตนให้คนดูตามที่ตัวบุคคล วิธีนี้เป็นอะไรที่อยู่ได้นานที่สุด

แล้วบุคคลที่ชื่อ ซิม คิวเท น่าติดตามยังไง

ผมสัญญากับตัวเองว่า ตอนอยู่หน้ากล้องต้องสนุก พลังงานต้องเต็มร้อย จะเช็กก่อนทุกครั้งว่าเรามีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่า ถ้ามี ผมจะไม่ถ่ายเลย ผมว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนดู เพราะคนดูส่วนใหญ่มีเรื่องเครียดอยู่แล้ว เขาไม่ได้มาเอาความรู้ แต่อยากมาดูว่าวันนี้ผมทำอะไร อยากหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ อยากเห็นผมบ้า เห็นผมโชว์พลังในที่สาธารณะ อยากเห็นผมมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไร ไปร่วมงานกับแขกรับเชิญคนไหน ผมจะไม่มีการเกร็งหรือกลัว ผมอยากให้พลังงานของผมช่วยให้คนดูมีความสุข นี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้คนติดตามผม 

คุณไม่ฝืนเลยเหรอที่ต้องเต้นหรือทำเรื่องตลกในที่สาธารณะ

ฝืนครับ ฝืนมาก ครั้งแรกผมก็ไม่กล้า คืนก่อนหน้านอนไม่หลับเลย วันนั้นนัดเพื่อนคนหนึ่งให้มาช่วยถ่าย ต้องเต้นกลางห้าง เราไม่เคยถ่ายคลิปในห้างมาก่อน ทั้งเกร็งทั้งกลัว (ทำท่าลุกลี้ลุกลน) เฮ้ย คนนั้นมองเราทำไม เฮ้ย คนนั้นสวยมากเลย เขินจัง ผมเกร็งไปหมด

จริง ๆ ผมลืมความรู้สึกนี้ไปแล้วนะ แต่ยูทูบเบอร์หลายคนก็ยังเป็นอยู่เวลาต้องถ่ายคลิปในที่สาธารณะ ทุกวันนี้ผมแบ่งช่องในสมองได้แล้ว ถ่ายคลิปคือถ่ายคลิป ทำอย่างอื่นคือทำอย่างอื่น ประสบการณ์ทำให้เราแบ่งได้ชัดเจนว่าเวลาไหนเครียดได้ เวลาไหนต้องถ่าย 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ทุกวันนี้ก็คือเต้นกลางห้างได้แบบชิลล์ ๆ

ตอนนี้ดีดนิ้วปุ๊บ เต้นได้เลย (หัวเราะ)

อะไรทำให้เด็กปี 1 ที่เพิ่งเรียนมหาลัยได้แค่ 3 เดือน ตัดสินใจลาออกไปเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง

ก่อนทำยูทูบ ผมอยากไปเรียนที่นิวยอร์ก อยากเป็นผู้กำกับอยู่หลังกล้อง แต่พออกหัก เริ่มทำยูทูบ ก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรเป็นพิเศษ แต่พ่อแม่อยากให้เรียน และผมก็อยากรู้ เอ เรียนมหาลัยจะเป็นยังไง

ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปถ่ายคลิปที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงคลิปเสร็จ มหาลัยก็ติดต่อมาว่าอยากให้ไปเรียนที่นั่น คณะนิเทศ ให้ทุนเรียนฟรี 4 ปีเลย ผมคิดในใจ ‘โห สบายจัด ทำยูทูบจนได้เข้ามหาลัย บ้าไปแล้ว (ทำเสียงสูง)’ 

แต่พอเข้าไปเรียนจริงไม่เหมือนที่คิดไว้ ผมต้องเรียนใหม่หมด ตั้งแต่วิธีเปิดกล้อง ชัตเตอร์สปีด เช็ดเลนส์ ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อย ทำยูทูบ เรียนหนัก เดินทางก็ไกล เลยลองชั่งน้ำหนักดูว่า ระหว่างออกมาเรียนเองกับเรียนในมหาลัย อันไหนเร็วกว่า เรียนเองอาจจะไม่ละเอียดเท่ามหาลัย แต่ก็คงเร็วกว่า ได้เจอคนมากกว่า ผมมีเป้าหมายใหม่ด้วย อยากลองก้าวไปอีกขั้น เห็นยูทูบเบอร์หลายคนเริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง ผมเลยลาออกหลังจากเรียนไปแค่ 3 เดือนเพื่อมาจดทะเบียนบริษัท ตอนนั้นอายุแค่ 19 

การเปิดบริษัทนับเป็นก้าวสำคัญของชีวิตเลยรึเปล่า

เป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้น ตอนนั้นเป้าหมายผมเกินจริงมาก ยังเด็กด้วย คิดแผนว่าจะเปิดบริษัท จะมีลูกน้องกี่คน จะขายนู่นนี่นั่น ต้องมีเสื้อผ้านะ ต้องมีผู้ติดตาม 70 ล้านคนนะ จะมีรถกี่คัน วันหนึ่งต้องเปิดโรงเรียนสอนทำยูทูบให้ได้ 

ถึงวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

ไม่ได้ทำเลยครับ (หัวเราะ)

พอลองทำบริษัทจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบ เราแค่ทำตามคนอื่น ผมรวยขึ้น ดังขึ้นก็จริง แต่ว่าในใจรู้สึกว่าเดินผิดทาง ทุกวันนี้ยังมีบริษัทอยู่ แต่ก็ทำยูทูบเป็นหลัก ไม่ได้มีธุรกิจอะไรมากมาย

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ
คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

คนจริงใจมีน้อย

ทำยูทูบมา 5 ปี มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน เคยรู้สึกหมดไฟ อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้างรึเปล่า

ถ้าตอบว่าไม่ก็โกหกแล้ว มีแน่นอน ช่วงที่เหนื่อยและหมดไฟที่สุดคือ ตอนที่จะเปลี่ยนยูทูบจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ ยากนะ ไม่รู้เลยว่าจุดเปลี่ยนคือตอนไหน ถามวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ 

มีช่วงที่บอกกับตัวเองเหมือนกันว่าจะทำยูทูบต่ออีกแค่ 3 ปี จริง ๆ ยูทูบเบอร์หลายคนเคยบอกตัวเองแบบนี้นะ แต่พอคิดแบบนี้แล้วชีวิตไม่มีความสุขเลย เหมือนเราให้วันหมดอายุกับตัวเอง ถึงจุดหนึ่งเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ ได้รู้ว่าทำยูทูบไปเรื่อย ๆ ก็ดี จริง ๆ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็คงมีช่วงหมดไฟกันทั้งนั้น ผมลองตั้งใจใหม่ ลุยใหม่ จนความคิดที่จะทำยูทูบอีกแค่ 3 ปีหายไป ก็คงตั้งใจทำจนกว่าจะทำไม่ได้

หมายความว่าอาจจะมีวันที่คุณเลิกทำยูทูบ

มีอยู่แล้ว สักวันแหละ ทุกอย่างมีวันหมดอายุ แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตอนไหน วันหนึ่งคนอาจจะไม่ดูเราแล้ว หรือเราอาจจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ก็ได้ ไม่มีทางรู้ แต่ถ้าถามตอนนี้ก็ยังอยากทำช่องไปเรื่อย ๆ นะ

การเป็นบุคคลสาธารณะตั้งแต่เป็นวัยรุ่นให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้ผมได้รู้จักกับธาตุแท้มนุษย์ ผมทำยูทูบมา 5 ปี ทุกคนรอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความคิด ความชอบ สังคม เวลาสั้น ๆ เอง แต่ทุกอย่างแทบไม่เหมือนเดิม ผมได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เยอะมาก

สิ่งที่เอาไปคือเวลา ผมได้สนุกสนานกับเพื่อนน้อยมาก ชีวิตผมไม่เหมือนของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนเพื่อนเรียนมหาลัย ผมทำงานแล้ว แทบไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพื่อนที่มีส่วนมากก็อายุมากกว่าเราหมด 

อีกอย่างที่เสียไปคือความเป็นส่วนตัวและความรู้สึก ผมไม่ได้มีสังกัดหรือบริษัทมาดูแล ต้องดูแลอารมณ์และชื่อเสียงของตัวเองตั้งแต่เด็ก เหนื่อยนะ ไม่มีผู้ใหญ่แนะนำ พ่อแม่เป็นคนเกาหลี เขาก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร เราติดต่องานเอง ทำเองทุกอย่าง (นิ่งไป) 

ลืมไปเยอะเหมือนกันนะ ผ่านมานานแล้ว ตอนนั้นผมกลัวมาก กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะพูดอะไรผิดรึเปล่า ไม่รู้ว่าออกจากบ้านแล้วจะมีคนว่าอะไรเรามั้ย เคยเจอดราม่าเหมือนกันเลยได้เข้าใจว่า อ๋อ เวลาดาราเจอเรื่องดราม่ารู้สึกแบบนี้นี่เอง แต่ถ้ามองถึงวันนี้ ผมคงบอกว่ามันดีแล้ว คุ้มแล้ว เพราะสิ่งนี้เป็นความสุขของเราจริง ๆ เราแค่ต้องหาให้เจอ เลือกโฟกัสให้ถูกจุด

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนรักและเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้คืออะไร

เป็นเรื่องที่แปลกมากนะ ช่วงต้นปีมีวันหนึ่งที่เราเอามือขึ้นมาตบหน้าตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าฝันอยู่รึเปล่า ช่วงนั้นชีวิตผมคงแย่เหมือนมีคนมาตบหน้าตลอดเวลา สมองเลยคิดแต่เรื่องไม่ดีจนมือเริ่มตบปึ้ง ตบปึ้ง ไม่ยอมหยุด ตบถึงตี 4 ช้ำเลยนะ แต่พอได้สติ ผมหันไปมองดาวที่อยู่บนฟ้าหน้าบ้าน ถึงได้รู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนี้ ถ้าโฟกัสแค่สิ่งตรงนี้ ความคิดต่าง ๆ ก็จะไม่ทำร้ายเรา ไม่รู้สิ เหมือนสมองสอนตัวเอง อาจจะดูบ้านะ แต่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากวันนั้น ความคิดลบก็แทบไม่มีเลย ความโกรธก็น้อยลงมาก

ยากนะ กว่าจะผ่านมาได้ ตอนนั้นเหมือนมียมทูตคอยกระซิบตลอดว่า ทำแบบนี้ก็ได้นะ มีหลายวิธีที่สามารถแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับเรา วิธีมืดก็มีตั้งเยอะ แต่ผมไม่ทำ ผมเลือกที่จะรอ 2 เดือน ให้ตำรวจดำเนินการ แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังเห็นสิ่งไม่ดีที่เขาทำกับเรา ก็ทำได้แค่อดทน พออดทนได้ เรื่องดี ๆ ก็เกิดขึ้น คงเป็นความอดทนนี่แหละที่ทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

ถ้าให้สรุปเป็นบทเรียนหนึ่งข้อ

คนจริงใจหายาก

ตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรแล้วนะ ถ้าโดนโกง โดนบอกเลิกอีก ก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรอก คนรอบตัวทั้งหมดแหละ เราต้องดูก่อนว่าใครหวังผลประโยชน์อะไรจากเรารึเปล่า ก่อนหน้านี้ผมมีเพื่อนเยอะมาก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมก็เข้าหาคนน้อยลง มีแค่ไม่กี่คนเองที่จริงใจกับเรา เพิ่งได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว คนจริงใจหายากนี่หว่า ตอนเด็กเราไม่รู้ นึกว่าคนจริงใจมีอยู่ทุกที่ ข้างบ้านก็มี แต่เปล่า คนจริงใจมีน้อย และในเมื่อมีน้อยก็ต้องรักษาให้ดี

วันนี้ในวัย 23 คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วรึยัง

ผมว่ายังนะ ประสบความสำเร็จเหรอ (นิ่งไป 20 วินาที)

ใช่ ผมว่ายัง แต่ผมก็ไม่ได้มีเป้าหมายนะว่าอยากเป็นแบบไหน แต่ก็พูดไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว การประสบความสำเร็จน่าจะมาพร้อมความคิดที่แข็งแกร่ง มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เกรงกลัว มีปัญหาก็รับมือได้ทุกอย่าง วันนี้ผมมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ผมยังอายุน้อย มีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ต้องเจออุปสรรคอีกเยอะในชีวิต

แสดงว่าคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ในนิยามของคุณไม่ใช่แค่หน้าที่การงาน แต่จิตใจต้องแข็งแกร่งด้วย

ถ้าคนติดตามในยูทูบเพิ่มขึ้น ผมดีใจอยู่แล้ว การได้ 10 ล้านซับก็สำคัญ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยากให้ตัวเองโตขึ้นด้วย อยากให้เรา คนในทีม และช่องยูทูบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกัน อยากมั่นใจมากกว่านี้

ตอนนี้ยังมั่นใจไม่พออีกเหรอ

ผมว่ายังไม่พอ นี่เป็นแค่ช่วงเรียนรู้ ผมทำยูทูบมา 5 ปี แต่ก็เพิ่งได้เจออุปสรรคเกี่ยวกับคนครั้งแรก คนรอบตัวเคยโดนมาหมด ผมว่านี่คือประสบการณ์สำคัญที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องเจอ ถ้าไม่เจอก็เหมือนยังไม่ได้เริ่ม ตอนนี้น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของคิวเท โอปป้า

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load