ดนตรีสดดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของบรรดาสตรีไทยที่เรียงแถวเดินลงมาจากบันไดหินอ่อนหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี แฟชั่นโชว์ชุดไทยของโครงการ THAI Textiles The Touch of Thai ในปี 2019 พาเรามาเยือนงาน Thai Festival ที่เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สีสันของผ้าไหมผ้าฝ้ายฝีมือดีไซเนอร์ไทยเป็นที่จับตามองของชาวต่างชาติมากหน้าหลายตา สมความมุ่งหวังให้ชาวตะวันออกกลางได้รู้จักวัฒนธรรมไทยมากขึ้น 

นอกจากเป็นสถานที่จัดงานแฟชั่นโชว์ที่สวยงามโดดเด่น สถานทูตไทยแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศตลอดมา เราจึงขอเคาะประตูห้องทำงาน เข้าไปคุยกับข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ 2 ท่าน คุณธฤษ คีรีรัฐนิคม ที่ปรึกษา (Counsellor) และ คุณพีรภัทร บุษปะเวศ เลขานุการเอก (First Secretary) แห่งสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอาบูดาบี ผู้ยินดีพาเราไปทำความรู้จักดินแดนแห่ง 7 รัฐทะเลทราย และสัมพันธภาพระหว่างแดนตะวันออกกลางกับเมืองไทย ซึ่งแน่นแฟ้นชิดใกล้ตลอดมา

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, UAE

ดินแดนแห่ง 7 รัฐ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เกิดขึ้นในปี 1971 หรือ 49 ปีก่อน จากการรวมตัวของ 7 ชนเผ่า ก่อนหน้านี้อยู่เป็นรัฐอิสระที่เรียกว่ารัฐทรูเชียล (Trucial States) ซึ่งรวมตัวก่อตั้งประเทศ United Arab Emirates (UAE) เพื่อปกป้องอธิปไตยของดินแดน หลังสหราชอาณาจักรถอนตัวจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และประเทศอิหร่านเข้ามารุกราน 

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ประเทศกาตาร์และบาห์เรนก็เคยอยู่ในกลุ่มรัฐเหล่านี้ แต่ตัดสินใจแยกตัวไปตั้งประเทศเอง ในรัฐ 7 รัฐที่รวมกลุ่มกัน อาบูดาบีคือรัฐที่ใหญ่และร่ำรวยที่สุด มีพื้นที่ 87 เปอร์เซ็นต์ครอบคลุมประเทศ เป็นหลักเรื่องค้าขายน้ำมัน รายได้มหาศาลของทรัพยากรนี้ผลักดันภาคส่วนอื่นๆ ให้เติบโต ส่วนรัฐดูไบมีพื้นที่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ แต่เป็นเมืองท่าที่โดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว รัฐอื่นๆ อีก 5 รัฐ ได้แก่ ชาร์จาห์ (Sharjah), อัจมาน (Ajman), อุมม์อัลไกไวน์ (Umm Al-Quwain), ฟูไจราห์ (Fujairah) และราสอัลไคมาห์ (Ras Al Khaimah) ดูแลอุตสาหกรรมอื่นๆ 

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ภาพ : Wadiia
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ภาพ : www.jonnyjoka.de

UAE ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผู้นำองค์แรกคือ เชค ซายิด บิน สุลต่าน อัล นาห์ยัน (Sheikh Zayed bin Sultan Al Nahyan) ผู้ก่อตั้งประเทศ ราชวงศ์ Al Nahyan แห่งรัฐอาบูดาบีนี้เป็นผู้นำสูงสุดมาโดยตลอด ปัจจุบันชีคจากราชวงศ์นี้เป็นประธานาธิบดี ส่วนชีคจากราชวงศ์ Al Maktoum แห่งดูไบ ครองตำแหน่งรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกๆ 5 ปี โดยมีเจ้าผู้ครองรัฐแต่ละรัฐเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง และต่างก็ให้เกียรติราชวงศ์ Al Nahyan ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีความสำคัญและได้รับความเคารพอย่างยิ่งใน UAE

ประชากรประเทศนี้มีราว 10 ล้านคน แต่มีชาว UAE แท้ๆ เพียงประมาณ 1 ล้านคนเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นชาวอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอื่นๆ ที่เข้ามาทำงานในแดนทะเลทราย 

เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน UAE เป็นมุสลิมสายกลาง เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเรียนมหาวิทยาลัย เป็นนักการเมือง ขับรถเองได้ ทั้งยังตั้งสถาบันวิจัยเทคโนโลยี ซื้อสาขามหาวิทยาลัยต่างๆ จากนิวยอร์ก ปารีส ฯลฯ มาเปิดเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้คนในประเทศ ชาวต่างชาติในประเทศก็เยอะมาก ประเทศเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก นักท่องเที่ยวมาเที่ยวได้โดยไม่ต้องอึดอัด เฉลิมฉลอง ดื่มกินอาหารได้ถูกกฎหมายหากอยู่ในที่ปิด นอกจากนี้ยังมีโบสถ์คริสต์หลายแห่ง และมีวัดพุทธจากศรีลังกาด้วย

ด้านสภาพอากาศ หน้าร้อนที่นี่ร้อนจัด อาจดุเดือดถึง 50 องศาเซลเซียส และลดเหลือ 37 – 38 องศาเซลเซียสยามกลางคืน คนที่นี่จึงนิยมอยู่ในอาคารเป็นหลัก อีกอย่างถ้าอุณหภูมิเกิน 50 องศาเซลเซียส แรงงานต่างๆ ต้องหยุดทำงานกลางแจ้ง เพราะสภาพอากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก

ในแง่เศรษฐกิจ แม้ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนส่งผลทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่น้ำมันยังเป็นสินค้าหลักของประเทศ รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จึงพยายามขยายเศรษฐกิจภาคส่วนอื่นๆ จัดงานอีเวนต์ต่างๆ เพื่อผลักดันให้ต่างชาติมาลงทุนทำธุรกิจและท่องเที่ยว เช่น จัดงาน Asian Cup Football และงานมหกรรมโลก Dubai Expo ปี 2020 (ปัจจุบันเลื่อนไปเป็นเดือนตุลาคม ปี 2021) ซึ่งมีโซน Thai Pavillion ยิ่งใหญ่อลังการด้วย

สัมพันธ์กับแดนสยาม

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเมืองไทยในวันที่ 12 ธันวาคม ปี 1975 ประเทศไทยเริ่มเปิดสถานกงสุลใหญ่ที่ดูไบเมื่อเดือนมกราคม ปี 1992 หลังจากนั้นอีก 2 ปี เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1994 จึงเปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงอาบูดาบี ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 1998 ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศลาวและกัมพูชาด้วย

ความสัมพันธ์ทวิภาคีเป็นไปอย่างราบรื่น ราชวงศ์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ด้านเศรษฐกิจ UAE เป็นตลาดนำเข้าน้ำมันอันดับหนึ่งของไทย ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกมาแดนตะวันออกกลางมีหลากหลาย ทั้งอัญมณี ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องปรับอากาศ เป็นสินค้ายอดนิยม และรถยนต์ก็เป็นที่ชื่นชอบ เพราะผ่าน GCC Specs ทนต่อสภาพอากาศในประเทศนี้ได้ ทั้งทนแดด ทนฝน ทนลม ทนทราย 

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ที่ปรึกษาสถานทูตไทยเล่าว่า เอกลักษณ์รถที่นี่คือเหล็กหนาและช่องเติมน้ำมันมีตัวกรองทราย เป็นสเปกพิเศษสำหรับขายตะวันออกกลางเท่านั้น การค้าอื่นๆ ก็มีโอกาสขยายความร่วมมือได้อีกเยอะ โดยเฉพาะด้านพลังงาน แม้ธุรกิจระหว่างประเทศใดๆ ต้องให้ชาวเอมิเรตส์เป็นผู้ถือหุ้นหลัก 51 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่กฎหมายคุ้มครองการลงทุนก็ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ น่าลงทุน

ในด้านความสัมพันธ์ระดับประชาชนและการท่องเที่ยว ชาวเอมิเรตส์ชื่นชอบเมืองไทยมากๆ จากประชากร 1 ล้านคน ปีหนึ่งมาเมืองไทยแสนกว่าคน (สถิติจากสำนักงาน ททท. ณ เมืองดูไบ ชาว UAE ไปประเทศไทยประมาณ 130,000 คน เมื่อ พ.ศ. 2562) ส่วนใหญ่มาท่องเที่ยวและรับบริการด้านสุขภาพ บางทีก็มาปีละ 2 – 3 ครั้ง เพราะชอบความสะดวกสบายและของกิน 24 ชั่วโมง นอกจากมาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ก็ชอบไปเที่ยวพัทยา เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ 

อย่างไรก็ดี ชาวตะวันออกกลางเข้าใจผิดอยู่หนึ่งอย่างว่าเวลาทักทายคนไทย ต้องทักว่าสบายดี แทนที่จะเป็นสวัสดี เพราะมีคนอาหรับเอาคำว่าสบายดีไปร้องเพลงภาษาอารบิก ความเข้าใจผิดนี้เลยส่งต่อกันมาเรื่อยๆ 

“เรื่องความชื่นชอบนี่หายห่วง คนที่นี่ชอบเมืองไทยมากครับ เป็นความได้เปรียบของเรา เวลาติดต่อราชการหรืออะไรต่างๆ เขาให้ความร่วมมือค่อนข้างดี ถ้ามีโอกาสเจอคน UAE แล้วเราบอก I’m from Thailand. เขาก็จะทักว่า โอ้ สบายดี! เราก็ไม่รู้จะตอบยังไง คือเราสบายดี แต่เราก็ไม่ได้จะตอบว่าเราสบายดี (หัวเราะ) คนที่นี่ให้เกียรติคนไทย เขาประทับใจความเอื้ออาทร ความใจดี และความเอาใจใส่ของคนไทย เวลาเขาไปไทยเลยรู้สึกเหมือนไปบ้านที่สอง ไปอยู่ ไปกิน ไปใช้ชีวิตก็รู้สึกแฮปปี้ ผมเคยถามคน UAE ว่าทำไมยูชอบไปรักษาตัวที่ไทย เขาบอกพยาบาลไทยเอาใจใส่ ทุกคนดูแลเขาเหมือนเขาเป็นคนในครอบครัว” เลขานุการเอกกล่าวยิ้มๆ 

แม้คนไทยมาเยี่ยมประเทศนี้น้อยกว่า แต่ก็นิยมใช้บริการสายการบินของประเทศนี้บ่อยครั้งเวลาไปยุโรป เมืองหลวงอาบูดาบีมีสายการบิน Etihad ส่วนเมืองท่องเที่ยวอย่างดูไบมีสายการบิน Emirates ขับเคี่ยวกัน ชาวไทยที่มาเที่ยวหรือทำงานที่ดูไบนิยมขับรถมาเที่ยวอาบูดาบี เพราะเดินทางราวชั่วโมงครึ่งก็มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ Louvre Abu Dhabi มัสยิด Sheikh Zayed Grand Mosque โรงแรมสุดหรู Emirates Palace ไปจนถึงสวนสนุก สวนน้ำต่างๆ ที่เหมาะกับการเที่ยวแบบครอบครัว

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ภาพ : Wikiemirati
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ภาพ : Chris Down

สถานทูตไทยในอาบูดาบี

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี เป็นสถานที่เช่า ย้ายที่ตั้งมาแล้ว 5 ครั้ง การค้นพบน้ำมันทำให้แดนทะเลทรายว่างเปล่าพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี บ้านช่องเล็กๆ กลายเป็นตึกสูง ค่าครองชีพแพงขึ้นมาก สถานทูตหลายแห่งต้องขยับขยายตลอด 

สาเหตุการย้ายสถานทูตไทยแตกต่างกันไป เช่น ภาวะเศรษฐกิจของไทย (ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง) เจ้าของสถานที่ต้องการบ้านคืน สถานที่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานต่าง ๆ ทำให้ในอดีตต้องโยกย้ายราวๆ ทุก 5 ปี ก่อนมาอยู่ที่วังปัจจุบัน สถานทูตไทยอยู่ในพื้นที่ชุมชนบริเวณที่ชื่อว่า Al Maqta บนแผ่นดินใหญ่ของอาบูดาบี คฤหาสน์นั้นใหญ่โตและทำเลเหมาะสม แต่เมื่อเจ้าของสถานที่ต้องการมอบบ้านเป็นของขวัญให้ลูกชาย กระทรวงการต่างประเทศจึงเสาะหาที่ตั้งสถานทูตใหม่

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ปี 2011 – 2016
ภาพ : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี

สถานทูตปัจจุบันอยู่ในวังของที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ย้ายมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

“ที่นี่เรายังไม่ได้ซื้อสถานทูตถาวรเหมือนกับที่อื่นๆ แต่ในอนาคตก็อาจมีการเจรจาตกลงกันครับ ถ้าเราซื้อที่เขา เขาต้องซื้อที่ของเราได้ในโลเคชันลักษณะคล้ายๆ กัน ปัจจุบันสถานทูต UAE เช่าที่อยู่ถนนวิทยุ ส่วนที่นี่ เงื่อนไขของเขาคือพยายามให้เราดูแลให้ดีที่สุด เราเลยทำให้โมเดิร์น ตกแต่งจนกลายเป็นสถานทูตได้ เอาของไทยมาประดับ ติดธงไทย ทำอะไรให้มันมีความเป็นไทยมากขึ้นโดยที่เขาไม่ว่าเลย” 

คุณพีรภัทรเล่าว่า วังนี้อยู่ในโซน 1 ของเมืองอาบูดาบี เป็นเกาะที่ถมขึ้นมาติดกับแผ่นดินใหญ่ พื้นที่สงบเงียบเต็มไปด้วยกระทรวงต่างๆ สำนักงาน สถานทูต วัง และอาคารบ้านเรือน ตัวสถานทูตไทยลักษณะโอ่โถง เหมาะสมกับการจัดงานสำคัญ เช่น งานพระราชพิธีถวายพระพรพระราชวงศ์ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา งานเลี้ยงอาหารค่ำรัฐมนตรี คณะทูต หรือแขกระดับสูง 

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

“ตรงกลางที่เป็นห้องโถง ภาษาอารบิกเขาเรียก Majlis คือห้องโถงกลางที่เปิดให้คนในครอบครัวนั่งรวมกัน คุยกันหลังกินข้าวเสร็จ ในยามบ่ายยามเย็น ห้องแบบนี้มีอยู่ในวังทุกที่เลยครับ เป็นโซนรับแขก เจ้าของบ้านจะนั่งอยู่ตรงกลาง ลูกๆ นั่งห้อมล้อม ผู้หญิงผู้ชายนั่งรวมกันได้บางแห่ง แต่บางที่ที่เคร่งจริงๆ จะนั่งแยกกัน ส่วน Majlis ที่นี่เราก็ดัดแปลงใช้จัดงานของไทย เช่น พิธีถวายพระพรหรือว่างานสวดมนต์ แต่ถ้าจัดงานที่มีแขกจำนวนมาก ท่านเอกอัครราชทูตอาจให้จัดที่ทำเนียบ แล้วแต่ความเหมาะสมครับ” คุณธฤษอธิบาย

“ท่านทูตไทยคนปัจจุบัน (ท่านทูตวราวุธ ภู่อภิญญา) บอกว่าที่ที่อาหารไทยอร่อยที่สุดในโลก ไม่ว่าในประเทศไหน ควรเป็นสถานทูตไทย ถ้ากินที่สถานทูตไม่อร่อย ที่อื่นยิ่งไม่ได้เลย ดังนั้น พ่อครัวแม่ครัวที่ท่านเลือกมาจึงต้องเป็นผู้มีความพิถีพิถันและดึงรสชาติอาหารไทยออกมาให้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ” คุณพีรภัทรเล่าเสริมว่า ความท้าทายของเชฟประจำสถานทูตคือหาวัตถุดิบไม่ง่าย จึงต้องการดัดแปลงวัตถุดิบท้องถิ่นมาผสมผสาน เช่น ใช้มะเขือจากอินเดียแทนมะเขือไทย หรือพลิกแพลงสร้างรสชาติไทยออกมาให้ได้มากที่สุด

จุดเด่นอีกอย่างที่แสดงความเป็นไทยในสถานทูต คือภาพวาดฉลองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครบรอบ 40 ปี ซึ่งอาจารย์เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ จากปัตตานีวาดให้ เมื่อมาเยือนงาน Thai Fest ในปี 2016

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

Thai Festival

ปัจจุบันชาวไทยที่มาทำงานและพักอาศัยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีราว 6,000 คน (ข้อมูลก่อนสถานการณ์ COVID-19) มีทั้งลูกเรือ เชฟ พนักงานสปา นักเรียน นักศึกษา นักมวย แรงงานไทยต่างๆ รวมถึงชาวไทยที่สมรสกับชาวต่างชาติ ทำให้มีการจัดตั้งชมรมมากมาย เช่น ชมรมสตรีไทยในอาบูดาบีและในดูไบ ชมรมเชฟ ชมรมนักเรียนไทย ซึ่งเข้มแข็งและจัดกิจกรรมสม่ำเสมอ

เมื่อสถานทูตจัดงาน Thai Festival หรือกิจกรรม Thai Way ให้คนไทยมาขายสินค้าไทย แสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ชมรมเหล่านี้ก็ให้ความร่วมมืออย่างดี เช่น รำไทย แสดงแม่ไม้มวยไทย สาธิตการแกะสลัก ทุกวันศุกร์สถานทูตจะเปิดประตูให้สมาคมสตรีไทยมาจัดกิจกรรม เช่น สอนภาษาไทยให้เด็กๆ สอนโยคะ สอนแกะสลัก และอนุเคราะห์สถานที่ให้สมาคมชาวพุทธจัดกิจกรรมสวดมนต์ นั่งสมาธิในสถานทูต เพราะไม่มีวัดไทยในประเทศ สำหรับวันเด็ก นักเรียนไทยมุสลิมที่ UAE จะจัดแสดงวัฒนธรรมอารบิก เช่น การร่ายรำ การควงปืน 

“เมื่อก่อนเราจัด Thai Festival ที่ห้างสรรพสินค้า จัดมาสามปีติดต่อกันแล้ว มีเวทีมวยไปตั้งอยู่กลางห้าง ได้ผลตอบรับดีมาก คนมุงดูเป็นพันเลยครับ ชาวต่างชาติที่เรียนมวยไทยก็ขึ้นไปต่อยให้ดู มวยไทยฮิตติดลมที่นี่มาก ในแต่ละปีมีคนมาขอเรียนเยอะแยะ เขาอยากศึกษาเพราะเป็นศิลปะป้องกันตัว นอกจากนั้นก็สนใจการท่องเที่ยวและอาหาร พอให้ชิมผัดไท น้ำสมุนไพร พอชอบก็อยากรู้ว่าสิ่งนี้มีขายที่ไหนในอาบูดาบี” เลขานุการเอกเอ่ย

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ปี 2019 เป็นปีแรกที่ย้ายมาจัดงาน Thai Festival ในสถานทูต โดยมีแฟชั่นโชว์ผ้าไทยและการแสดงรำไทยจากโครงการ THAI Textiles The Touch of Thai มาประกอบเป็นโชว์หลัก ให้ชาวต่างชาติเห็นว่าผ้าไทยนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบ ผลตอบรับน่าสนใจ เพราะชาว UAE สนใจแฟชั่น ชอบแต่งตัว และมีกำลังทรัพย์อยู่แล้ว ทำให้งานมีมิติหลากหลายสนุกขึ้น 

“คน UAE ชอบคนไทย ชอบสิ่งที่เราเป็นอยู่ ชาวตะวันออกกลางร่ำรวยมากนะครับ แต่คนไทยซื้อใจเขาได้ด้วยความจริงใจ เวลาใครแวะเวียนมา พวกเราก็พยายามบอกให้เก็บสิ่งดีๆ เหล่านี้ไว้เสมอ” 

เลขานุการเอกแห่งสถานทูตไทยในอาบูดาบีกล่าวตบท้าย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อายุบวร! ผู้อ่านทุกท่าน 

คอลัมน์ The Embassy ฉบับนี้มีเรื่องพิเศษ 2 อย่าง 

ข้อแรก เรื่องนี้ส่งตรงจากใจกลางกรุงโคลัมโบ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของศรีลังกา หลังจากห่างหายการเล่าเรื่องสถานทูตไทยในต่างแดนไปนาน สถานเอกอัครราชทูตไทยในศรีลังกาได้พาชาวก้อนเมฆ มาเยือนไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย 

ข้อสอง แทนที่จะเล่าเรื่องสถานเอกอัครราชทูตหรือทำเนียบเอกอัครราชทูตตามขนบที่เคยเขียนมา เราพามาเปิด ‘สยามนิวาส’ บ้านแห่งวัฒนธรรมของชาวไทย ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงที่ทำการสถานทูตไทยหลังเก่า ฟื้นชีวิตบ้านโมเดิร์นเขตร้อนมาใช้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

ท่านทูตพจน์ หาญพล เอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ให้เกียรติพาชมบ้านหลังนี้ พร้อมเจาะลึกเรื่องราวของประเทศศรีลังกา เกาะในเอเชียใต้ที่อยู่ใกล้อินเดียและมัลดีฟส์

ก่อนหน้าพาทัวร์บ้าน ขอเริ่มด้วยประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสักเล็กน้อย

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

Buddhist Diplomacy

คนไทยได้ยินชื่อศรีลังกา เป็นอันต้องนึกถึงศาสนาพุทธเป็นอันดับแรก ๆ ประชากรกว่า 70% ของประเทศนี้นับถือศาสนาพุทธนิการเถรวาทเหมือนคนไทย นักท่องเที่ยวไทยนิยมเดินทางมาไหว้พระธาตุเขี้ยวแก้วที่วัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ และคนศรีลังกาก็ชอบเที่ยวเมืองไทยตลอดมา

เรื่องราวความเกี่ยวข้องระหว่างสองประเทศนี้ผ่านศาสนาเป็นอย่างไร เราสรุปข้อมูลจากหนังสือ ‘กัลยาณมิตร’ โดย ฐากูร พานิช อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ มาสั้น ๆ ดังนี้ 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและศรีลังกามีเอกลักษณ์ที่ยากจะหาประเทศไหนมาเทียบเคียง ไทยและศรีลังกาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1955 แต่ก่อนหน้านั้น ไทยได้รับเอาพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาจากศรีลังกา เกิดเป็นนิกายลังกาวงศ์ในเมืองไทยเมื่อ 700 กว่าปีก่อน โดยพระราหุล พระสงฆ์ชาวลังกาได้จาริกจากพุกาม มาตั้งลังกาวงศ์ที่นครศรีธรรมราช 

หลังจากนั้นสองดินแดนก็มีสัมพันธ์ทางศาสนาต่อกันโดยตลอด เช่น การอาราธนาพระสงฆ์จากลังกามาเยือนสยาม การส่งสงฆ์จากหัวเมืองต่าง ๆ ไปบวชแปลงที่ศรีลังกา การรับพุทธศิลปะและปฏิมากรรมแบบศรีลังกามาปรับใช้กับท้องถิ่น การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากลังกามาประดิษฐานในสยาม รวมถึงการศึกษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ จากลังกา 

ซิมอง เดอ ลาลูแบร์ อัครราชทูตหนึ่งในคณะราชทูตฝรั่งเศสจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 บันทึกไว้ว่า ชาวสยามเชื่อว่าเมืองฝางหรือเมืองฟัน มีพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ 

ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาในศรีลังกาเสื่อมถอยลง ทั้งด้วยปัจจัยทางการเมือง การรุกรานจากภายนอก และการตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของชาติยุโรปที่เผยแผ่คริสต์ศาสนา พระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์ ทรงมีพระราชหฤทัยตั้งมั่นในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์พระองค์ต่อมา พระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์ ก็เช่นกัน ทั้งสองรัชกาลได้ทรงแต่งตั้งคณะทูตมาขอพระสงฆ์จากพระเจ้ากรุงสยาม ไปอุปสมบทพระที่ศรีลังกา ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา หรือช่วงประมาณ 270 ปีที่แล้ว 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
ชาวศรีลังกามาร่วมกิจกรรมแสดงดนตรีและหุ่นกระบอกไทย ที่จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร

การเดินทางโดยเรือสมัยนั้นยาวนานและอันตรายมาก คณะสงฆ์นำโดยพระอุบาลีเถระ ต้องเดินทางจากสยามด้วยเรือของชาวดัตช์ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเสากระโดงหัก เรือไปเกยตื้นที่นครศรีธรรมราช ครั้งที่ 2 ต้องเดินทางเกินกว่า 5 เดือนกว่าจะถึงจุดหมายที่เมืองแคนดี้ 

คณะสงฆ์สยามชุดพระอุบาลีเถระได้บรรพชาอุปสมบทชาวลังกาเป็นพระภิกษุ 600 รูป เป็นสามเณร 3,000 รูป เกิดเป็นคณะสงฆ์นิกาย ‘สยามวงศ์’ หรือ ‘สยามนิกาย’ ที่สืบทอดมาถึงทุกวันนี้ และมีวัดศรีลังกาภายใต้สยามวงศ์ถึง 5,500 แห่ง 

ในยุครัตนโกสินทร์ มีการส่งสมณทูตไปศรีลังกาอีก 4 ครั้ง เหตุการณ์สำคัญคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงรู้จักคุ้นเคยกับพระลังกาตั้งแต่สมัยพระองค์ทรงผนวชอยู่ จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์สั่งเครื่องพิมพ์จากอังกฤษ ส่งให้สงฆ์ลังกาพิมพ์หนังสือ ลังกาโลกา เป็นภาษาสิงหล ออกเผยแพร่เรื่องพุทธศาสนา และปัจจุบันเครื่องพิมพ์นี้ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี

แม้ไม่ใช่ประเทศที่มีพรมแดนติดกัน แต่ชาวไทยที่เดินทางไปศรีลังกาต่างก็รู้สึกคุ้นเคย ไม่แปลกแยกแตกต่างนัก เพราะมีวัฒนธรรมศาสนาใกล้เคียงกัน Buddhist Diplomacy ดำเนินมากว่า 700 ปี และจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างแข็งแรง 

การกระชับความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมสาขาอื่น ๆ และการดูแลความสัมพันธ์ระดับประชาชนก็สำคัญเช่นกัน โดยสถานทูตไทยได้ปักหมุดหมายใหม่ ณ สยามนิวาส อดีตที่ทำการสถานทูตไทย 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

จากคลินิกหมอทมิฬ สู่ที่ทำการสถานทูตไทย

เอกสารที่สถานทูตไทยในศรีลังกาเก็บไว้ ระบุว่าเดิมพื้นที่สยามนิวาสเป็นของ Frederick Charles Loos เศรษฐีนักกฎหมายชาวเบอร์เกอร์ (ชาวศรีลังกาเชื้อสายยุโรป) ซึ่งเรียกที่ดินแปลงหัวมุมถนนนี้เรียกว่า Peak View ต่อมาเมื่อเสียชีวิตลง ลูกหลานได้แบ่งที่ดินแปลงใหญ่ออกเป็น 6 แปลงย่อย โดย Dr. L.G. Arumugum แพทย์หญิงชาวทมิฬศรีลังกาได้ครอบครองที่ดินผืนนี้ โดยปลูกบ้านในราวปลายยุค 50 ถึงต้นยุค 60 และเปิดเป็นคลินิกรักษาคนไข้หลากหลายเชื้อชาติ 

บ้านหลังใหญ่ขนาด 2 ชั้น มี 9 ห้องด้านบน และห้องโถงใหญ่ตรงกลาง ด้านล่างมี 7 ห้อง หน้าตาละม้ายบ้านโมเดิร์นในสุขุมวิทหรือย่านอารีย์-สะพานควาย ยุค 60 – 70 หลังคาลาด เป็นบ้านเขตร้อนชื้นที่ออกแบบให้ลมผ่านบางส่วน ไม่ต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ที่ดินเปลี่ยนมือเจ้าของ เมื่อสงครามกลางเมืองระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬทวีความรุนแรงขึ้น ชาวสิงหลต้องการขับไล่ชาวทมิฬซึ่งเดิมมาจากอินเดียตอนใต้ออกไป มีการก่อจลาจลเผาทำลายทรัพย์สินของคนทมิฬ บ้านหลังนี้ก็เคยเป็นเป้าหมาย แต่รอดพ้นมาได้เพราะบรรดาเพื่อนบ้านและคนไข้ชาวสิงหลของคุณหมอได้ช่วยห้ามไว้ 

ในที่สุด คุณหมอซึ่งเป็นแพทย์ประจำคนไทยในกรุงโคลัมโบมานาน จึงตัดสินใจย้ายบ้าน และรีบติดต่อขายบ้านหลังนี้ให้รัฐบาลไทยในปี 1984 สำหรับใช้เป็นที่ทำการสถานทูต โดยเธอและลูกสาวอพยพไปออสเตรเลีย

รัฐบาลไทยรับซื้อและที่ดินขนาด 159 ตารางวา ด้วยงบประมาณที่เหลือจากการซื้อสถานทูตไทยในสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี ด้วยสนนราคา 6 ล้านรูปีศรีลังกา หรือราว ๆ เกือบ 6 ล้านบาทไทย ตามค่าแลกเปลี่ยนเงินตราในยุคนั้น (1 รูปี = 1.09 บาท ในปี 1984, 1 รูปี = 10 สตางค์ ในปี 2022) 

เมื่อได้บ้านหลังนี้มา กระทรวงการต่างประเทศก็ปรับปรุงเป็นที่ทำการสถานทูตไทย ด้านล่างเป็นที่ทำวีซ่า ด้านบนเป็นออฟฟิศ โดยไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างเดิมของบ้าน ทำเลที่ตั้งนับว่างดงามลงตัวมาก อยู่บนถนน Dr. C.W.W. Kannangara Mawatha ตรงข้ามสวนสาธารณะใหญ่ เยื้อง ๆ กับ Town Hall หรือศาลาเทศบาลเมืองโคลัมโบพอดิบพอดี ทั้งยังรายล้อมด้วยอาคารสำนักงานสำคัญ ๆ ของทั้งรัฐบาลและเอกชน 

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี เกิดเหตุระเบิดจากความไม่สงบบริเวณศาลาเทศบาล เพื่อความปลอดภัย สถานทูตไทยจึงย้ายที่ทำการออกจากอาคารในปี 2001 บ้านหลังนี้จึงปิดไว้ ไม่ได้ใช้งานนับแต่นั้น

ตัดภาพมาปี 2022 ย่านนี้ไร้เหตุก่อการร้าย มิหนำซ้ำนอกจากเป็นแหล่งราชการ ถนนเส้นนี้ยกระดับเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ก็กำลังจะเปิดใกล้ ๆ ถ้าให้เปรียบเทียบทำเลกับกรุงเทพฯ อาจบอกได้ว่าเป็นทำเลทองเสมือนเส้นถนนวิทยุ 

ท่านทูตพจน์และชาวนักการทูตไทยในศรีลังกา เห็นพ้องตรงกันว่าอาคารเก่าสมบัติของชาติไทยนี้มีคุณค่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งทรุดโทรมเสียหาย จึงตัดสินใจซ่อมแซมและใช้งานบ้านหลังนี้อีกครั้ง 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

“เราจัดการทำความสะอาดครั้งใหญ่ รื้อจุดที่เสียหาย ทาสี ติดไฟใหม่ ทำห้องน้ำใหม่ ติดเสาธงไทยอีกครั้ง แล้วพบว่าโครงสร้างบ้านแข็งแรงดีมาก ระบบท่อน้ำทิ้ง ท่อปฏิกูลที่เชื่อมต่อไปถนนเป็นเหล็กหล่ออย่างดี ใช้งานได้ดีถึงทุกวันนี้ ข้างในกลายเป็นดินปุ๋ยหมัก 21 ปี ที่เราเอามาปลูกต้นไม้ที่รอบบ้านนี้ต่อได้ เราทำใหม่แค่ระบบน้ำดีและระบบไฟฟ้าเท่านั้น” อาทิตย์ ประสาทกุล อัครราชทูตที่ปรึกษา ผู้ร่วมดูแลการรีโนเวตบ้าน อธิบายอย่างละเอียด

“วิศวกรที่มาประเมินตึกบอกว่าผนังหนา 1 ฟุต ไม่มีรอยร้าวที่ไหนเลย เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมโมเดิร์นยุค 50 – 60 ใจกลางเมืองที่สภาพดี เขาบอกว่าอาคารแบบนี้ในโคลัมโบก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ แล้วนะ ซึ่งผมว่าก็ไม่ใช่แค่ในโคลัมโบหรอก บ้านแบบนี้ในไทยก็หายไปเยอะมาก ๆ แล้วเหมือนกัน

“ครั้นจะย้ายกลับมาเป็นออฟฟิศคงต้องใช้เงินมหาศาล วิธีที่ง่าย เร็ว และคุ้มค่าที่สุด คือใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมของสถานทูตไทย และรวมไปถึงชาวอาเซียนด้วยนะ พวกเราทุกคนที่สถานทูตเชื่อว่าถ้าเราทำสเปซให้ดี เดี๋ยวกิจกรรมก็ตามมาเอง” 

สยามนิวาส

ท่านทูตพจน์ หาญพล เป็นผู้ตั้งชื่อ สยามนิวาส หรือ Siam Nivasa ในภาษาสิงหล

“คำว่า สยาม เป็นที่รู้จักในศรีลังกาอยู่แล้วว่าหมายถึงเมืองไทย ส่วนคำว่า Nivasa ก็คือนิวาสหรือบ้าน ชื่อสยามนิวาสจึงหมายถึง House of Siam

“เราอยู่ในที่ศูนย์กลางของเมือง อยากให้ใครผ่านไปผ่านมาได้รู้ว่ามีความเป็นไทยอยู่ตรงนี้ เนื่องจากบ้านปิดไปนาน เราก็อยากเอาชีพจรไปใส่ในบ้านให้เคลื่อนไหวตลอดเวลา จัดกิจกรรมต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยไว้นิ่งเฉย ๆ อย่างงานเปิดตัวบ้านด้วยการแสดงหุ่นกระบอก ทูตอาเซียนมาทุกคน แล้วชอบกันมาก เป็นกิจกรรมที่ดี ต่อไปก็จะมีกิจกรรมหลากหลายอีกเรื่อย ๆ ”

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ภายในงานเปิดตัวสยามนิวาส มีการแสดงหุ่นกระบอกและเวิร์กชอปทำหุ่นกระบอกเล็ก ๆ ของตัวเองโดยบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย นำโดย นิเวศ แววสมณะ และคณะ ทำให้เด็ก ๆ ลูกครึ่งไทย-ศรีลังกาสนุกกันมาก การแสดงดนตรีเครื่องสายของนักดนตรี ณัฐพันธุ์ นุชอำพันธุ์ และ กมล บูรณกุล เสียงขิมผสานไวโอลินบรรเลงดนตรีไทยอ่อนหวาน ผสานด้วยซอของท่านทูตพจน์ที่รื้อฟื้นทักษะตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย มาร่วมแจมให้บรรยากาศบ้านสดชื่นมีชีวิตชีวา เป็นกันเอง 

และยิ่งมีขนมไทยอร่อย ๆ และเวิร์กชอปทำขนมไทยจากวัตถุดิบศรีลังกาของ พาฝัน ศุภวานิช Culinary Artist เจ้าของหวานนวล คิทเช่น สตูดิโอ การมาเยือนสยามนิวาสยิ่งสนุกสนาน เอร็ดอร่อย น่าจดจำและมาเยือนซ้ำอีกครั้ง 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

โดยปกติ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรมส่งออกการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปประเทศต่าง ๆ อยู่แล้ว คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยเคยไปจัดการแสดงในหลายประเทศ ซึ่งมักจัดในพื้นที่ของเจ้าบ้านประเทศนั้น ๆ การมาเยือนศรีลังกาครั้งนี้ ได้จัดทัวร์แสดงในเมืองต่าง ๆ ทั้งศาลากลางโคลัมโบ โรงแรม โรงเรียน ศูนย์การค้า ตลอดจนวัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร แต่การแสดงในสยามนิวาส เป็นครั้งแรกที่คณะศิลปินไทยได้แสดงผลงานใน Cultural Center ไทยในต่างแดน 

เอกอัครราชทูตอธิบายว่าประเทศไทยมีมูลนิธิไทย (Thailand Foundation) ที่ดูแลการถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยมานาน แต่ไม่ได้มีการลงทุนสร้างศูนย์เผยแพร่วัฒนธรรมในประเทศต่าง ๆ แบบที่ประเทศมหาอำนาจทำกัน เหมือนที่จีนมีสถาบันขงจื่อ ญี่ปุ่นมี Japan Foundation เยอรมนีมี Goethe-Institut ฝรั่งเศสมี Alliance Francaise หรืออังกฤษมี British Council 

ท่านทูตพจน์หยิบภาพถ่ายเก่าของสยามนิวาสมาให้ดู

“ตอนนี้หน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ แต่ดูภาพนี้สิ แต่ก่อนมันต้นเล็กนิดเดียวเท่านั้น มันเล่าเรื่องอดีตที่ผ่านมาของที่ทำการสถานทูตไทย และตอนนี้เรากำลังจะมีศูนย์วัฒนธรรมไทยของเราเอง เป็นการเริ่มต้นแบบเล็ก ๆ เรียบง่าย ใช้อาคารที่มีอยู่เดิม ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณน้อยที่สุด”

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

การใช้งานสยามนิวาสในอนาคต ในฐานะ Cultural Center มีได้หลากหลาย เช่น ใช้บ้านจัดงานวันชาติแทนที่จะไปเช่าโรงแรม ใช้เป็นที่ชุมนุมของคนไทยในโคลัมโบ หรือชุมนุมนักเรียนศรีลังกาในไทย เปิดเป็นตลาดให้คนมาขายของ ใช้จัดกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรมไทย จัดเวิร์กชอป จัดสอนภาษาไทยให้เด็ก ๆ ลูกหลานคนไทยในศรีลังกา หรือสอนนักธุรกิจที่ทำงานติดต่อกับเมืองไทย 

ผนังบ้านหลายห้องก็ใช้จัดนิทรรศการหมุนเวียนได้ ที่สำคัญคือกำลังจะมีโครงการ Artist in Residence เชิญศิลปินจากไทยมาพำนักและทำงานศิลปะที่นี่ หรือเปิดให้อาสาสมัครส่งโครงการที่น่าสนใจสำหรับคนไทยและคนศรีลังกาเข้ามา แลกกับการได้ที่พักฟรี รวมถึงอาจจะมีห้องพักสำหรับคนไทยตกทุกข์ได้ยากให้มาพักชั่วคราว ใคร ๆ ที่มาใช้งานจะได้รู้สึกดี รู้สึกใกล้ชิดกับประเทศไทย

ท่านทูตพจน์ตอกย้ำความสำคัญของบ้านหลังนี้ 

“ศรีลังกากำลังประสบความลำบากหลายอย่าง แต่ทางการที่นี่ก็ให้เกียรติคณะทูตมาตลอด ยิ่งทำให้รู้สึกว่าต้องตอบแทนความปรารถนาดีที่มีต่อเรา เป็นเพื่อนกันก็ไม่ควรทอดทิ้ง บ้านที่แสดงความเป็นไทยจะเปิดต้อนรับ ให้เกิดความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน ว่าเราเป็นกัลยาณมิตรกันมาตลอด ตั้งแต่หยั่งรากที่นี่ และไม่เคยทิ้งไปไหน” 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

คุยกับทูต

ปิดท้ายเรื่องนี้ด้วยบทสนทนากับเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ เพื่อทำความเข้าใจศรีลังกาให้มากขึ้น และอาจทำให้เราอยากไปเยือนกรุงลงกา อาณาจักรของทศกัณฐ์ที่มีอยู่จริง เพื่อพิสูจน์ว่าดินแดนแห่งชาซีลอนนี้น่าสนใจเหมือนที่ท่านทูตพูดจริงไหม

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ท่านทูตดื่มชาซีลอนวันละกี่แก้ว

ไม่เยอะ เพราะชาเขาเข้มมาก คนไทยเรานิยมดื่มชาแบบจีน คือดื่มเปล่า ๆ หลังอาหาร แต่ที่นี่เคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ รับวัฒนธรรมทั้งอังกฤษและอินเดียด้วย เขาชงชาซีลอนแบบเข้มข้น แล้วใส่นม ใส่น้ำตาล บางทีมีใส่มาซาล่าด้วย ดื่มให้พลังงานเป็นอาหารเช้า 

จริง ๆ ศรีลังกาเคยปลูกกาแฟด้วยนะ แต่ในอดีตเกิดโรคพืชก็เลยหายไป กลายเป็นปลูกชาเป็นหลัก เหลือกาแฟไม่มากและเป็นของเอกชน อย่างร้าน The Cricket Club Café ข้างทำเนียบทูต เจ้าของเป็นสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย เขามีไร่กาแฟบนภูเขา ได้คุยกันตอนตัดกิ่งต้นไม้ริมทำเนียบ ทางเราตกแต่งไม่ให้ไปรุกล้ำบ้านเขา แล้วเขาก็เอากาแฟมาให้ ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่เราผูกสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพราะหลังจากนั้นที่มีวิกฤตหน้าบ้าน ก็คุยกันตลอด

‘วิกฤติหน้าบ้าน’ คืออะไร

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ศรีลังกาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศที่จะนำเข้าน้ำมัน น้ำมันจึงขาดแคลนอย่างหนักและแพงมาก คนต้องมาเข้าคิวเติมน้ำมัน แล้วปั๊มน้ำมันหนึ่งอยู่ใกล้ทำเนียบ (ราว ๆ 200 เมตร) คนก็เอารถมาต่อแถวยาวเป็นกิโลเมตร คิวยาวปิดหน้าบ้าน ซึ่งจริง ๆ เขาจอดรถไม่ได้ แต่ที่สุดแล้วก็คงไม่ไหว เราก็เข้าใจว่าเขาเดือดร้อน ขอความร่วมมือแค่ว่าให้เว้นทางเข้า-ออกให้หน่อย ไม่อยากให้เกิดความไม่พอใจกัน 

ช่วงที่หนักหนาที่สุด คิวเติมน้ำมันคือ 24 ชั่วโมง คนเอารถมาจอดไว้ กลับบ้านไป แล้วขี่จักรยานกลับมาขยับคิวเรื่อย ๆ ซึ่งช่วงนั้นมีคนเป็นลมเสียชีวิต กลายเป็นข่าวดังไปทั่วว่าคนศรีลังการอคิวน้ำมันจนตาย 

ข่าวศรีลังกาที่คนไทยได้เห็นในปีนี้ดูน่ากลัวทีเดียว ท่านทูตช่วยอธิบายได้ไหมว่า เกิดอะไรขึ้นกับศรีลังกา

ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจศรีลังการุมเร้า เข้า IMF มาแล้ว 16 ครั้ง เกิดจากการบริหารบ้านเมืองที่ผิดพลาดมาหลายปี งบขาดดุล ทั้งจากนโยบายลดภาษีเอาใจประชาชน การพึ่งพาการนำเข้า การไม่ส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ และก่อนหน้านี้มีนโยบายงดการนำเข้าปุ๋ยเคมีแบบรวดเร็วเกินไป ผลผลิตชา ข้าว พืชพันธุ์ต่าง ๆ ก็ลดลงทันที เกษตรกรก็ขาดทุนเดือดร้อน ยิ่งมีโควิดต่อด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน รายได้การท่องเที่ยวก็หดลง เงินตราต่างประเทศที่เข้าถึงคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 4 ล้านคนก็หายไป 

ประชาชนก็เริ่มไม่พอใจและเริ่มประท้วง จากที่ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายปลายปี 2019 แล้วก็พาลไม่พอใจตระกูลราชปักษาที่ครองอำนาจการเมืองมาตลอด และดำเนินโครงการอย่างการสร้างสนามบินที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือท่าเรือที่ลงเอยเป็นกรรมสิทธิ์ประเทศจีน 99 ปี คนศรีลังการู้สึกว่าตระกูลราชปักษาร่ำรวยขึ้นมาก ได้ผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่คนส่วนใหญ่ลำบาก 

กลายเป็นมีกลุ่มเรียกร้องให้ประธานาธิบดีแก้ปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้ก็ให้ออกจากตำแหน่งไป มีคำกล่าวว่า ‘Gota go home’ โกตาหมายถึงประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา ซึ่งสุดท้ายก็ลาออก และปัจจุบันก็มีรัฐบาลชุดใหม่ ความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น แต่ปัญหาเศรษฐกิจยังคงอยู่ 

ถ้าเราไปตลาด ดูเผิน ๆ เห็นการซื้อขายของปกติ แต่ในความเป็นจริง อัตราเงินเฟ้อในช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ ข้าวของแพงขึ้น แต่เงินเดือนไม่ได้ขึ้นตาม และมีการเก็บภาษีมากขึ้น ถึงศรีลังกามีความอุดมสมบูรณ์ แต่คนไม่มีเงินซื้ออาหาร คนทำงานรายวันได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง จากประชากรทั้งหมด 22 ล้านคน มี 3 ล้านคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจน (Poverty Line) รัฐบาลปัจจุบันต้องจัดสรรงบประมาณใหม่ ระงับงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นเงินกู้ มาช่วยเหลือประชาชนที่ทุกข์ยากเปราะบางที่สุดก่อน ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจน่าจะยังคงมีอีกพักใหญ่ ตอนนี้หลาย ๆ ประเทศและหน่วยงานก็เข้ามาช่วยแล้ว 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ประเทศไทยช่วยอะไรศรีลังกาบ้าง

เมษายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขศรีลังกาติดต่อมาว่าเขาขาดแคลนยาจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเขารู้ว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตยา ในฐานะที่เราเป็นประเทศขนาดกลาง นี่ก็เป็นสิ่งที่เราช่วยได้ และองค์กรพุทธศาสนาในไทยก็ร่วมบริจาคเงินและข้าวสารอาหารให้คนที่ลำบาก ซึ่งเราก็แบ่งให้คนทุกศาสนา ไม่ใช่แค่คนพุทธ 

นอกจากเป็นพุทธเถรวาทเหมือนกัน ไทยกับศรีลังกามีอะไรคล้ายกันอีกบ้าง

การต้อนรับขับสู้ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยิ้มแย้มแจ่มใส คนศรีลังกาเป็นคนนุ่มนวล ใจดี มีน้ำใจ มีสัมมาคารวะ แล้วก็เป็นคนง่าย ๆ ไม่เป็นไรเหมือนคนไทย วัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างเขาไม่ได้ถูกกลืนไปโดยชาวต่างชาติ ขนาดเคยตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ เขาก็ยังถอดรองเท้าในบ้าน ชีวิตในบ้านแบบเอเชีย คล้าย ๆ คนไทย

สิ่งที่ท่านทูตชอบในโคลัมโบคืออะไร

ต้นไม้เขียวดี สิ่งหนึ่งที่อาจดีกว่าบ้านเราคือเขาดูแลต้นไม้ใหญ่ได้ดีมาก ชอบปลูกต้นไม้ตามบ้านตามถนนหนทาง คนชอบสวนป่ามากกว่าสวนตกแต่ง ที่นี่ร้อนชื้น แต่ไม่ร้อนหัวแตกเพราะมีต้นไม้ร่มรื่นทุกที่ เป็นเมืองหลวงเขตร้อนที่เขียวครึ้ม ถ้าไปดูสวนของบาวา (Lunuganga สวนของ เจฟฟรีย์ บาวา สถาปนิกดังของศรีลังกา) จะเห็นการออกแบบพื้นที่สีเขียวของศรีลังกา ออกไปนอกเมืองจะเห็นว่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก ถนนหนทางอาจยังไม่ดีมากนัก แต่เขายังไม่สูญเสียสิ่งแวดล้อมไป และคนศรีลังกาก็ตระหนักว่าเขามีทรัพยากรธรรมชาติรุ่มรวย 

อีกอย่างที่ชอบคือมีความสบายใจในการเดินท้องถนน ไม่มีคนล้วงกระเป๋า ฉกชิงวิ่งราว คนไม่น่ากลัวหรือท่าทีคุกคาม ค่อนข้างปลอดภัย และสุดท้ายคือมีสินค้าพื้นเมืองมากมาย ราคาน่าสนใจมาก มีส่าหรี โสร่ง เสื้อผ้าลินิน งานคราฟต์ต่าง ๆ ตอนนี้ศรีลังกามาเที่ยวได้แล้ว คนไทยก็น่ามาทำความรู้จักศรีลังกาให้มากขึ้น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load