ดนตรีสดดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของบรรดาสตรีไทยที่เรียงแถวเดินลงมาจากบันไดหินอ่อนหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี แฟชั่นโชว์ชุดไทยของโครงการ THAI Textiles The Touch of Thai ในปี 2019 พาเรามาเยือนงาน Thai Festival ที่เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สีสันของผ้าไหมผ้าฝ้ายฝีมือดีไซเนอร์ไทยเป็นที่จับตามองของชาวต่างชาติมากหน้าหลายตา สมความมุ่งหวังให้ชาวตะวันออกกลางได้รู้จักวัฒนธรรมไทยมากขึ้น 

นอกจากเป็นสถานที่จัดงานแฟชั่นโชว์ที่สวยงามโดดเด่น สถานทูตไทยแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศตลอดมา เราจึงขอเคาะประตูห้องทำงาน เข้าไปคุยกับข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ 2 ท่าน คุณธฤษ คีรีรัฐนิคม ที่ปรึกษา (Counsellor) และ คุณพีรภัทร บุษปะเวศ เลขานุการเอก (First Secretary) แห่งสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอาบูดาบี ผู้ยินดีพาเราไปทำความรู้จักดินแดนแห่ง 7 รัฐทะเลทราย และสัมพันธภาพระหว่างแดนตะวันออกกลางกับเมืองไทย ซึ่งแน่นแฟ้นชิดใกล้ตลอดมา

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, UAE

ดินแดนแห่ง 7 รัฐ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เกิดขึ้นในปี 1971 หรือ 49 ปีก่อน จากการรวมตัวของ 7 ชนเผ่า ก่อนหน้านี้อยู่เป็นรัฐอิสระที่เรียกว่ารัฐทรูเชียล (Trucial States) ซึ่งรวมตัวก่อตั้งประเทศ United Arab Emirates (UAE) เพื่อปกป้องอธิปไตยของดินแดน หลังสหราชอาณาจักรถอนตัวจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย และประเทศอิหร่านเข้ามารุกราน 

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ประเทศกาตาร์และบาห์เรนก็เคยอยู่ในกลุ่มรัฐเหล่านี้ แต่ตัดสินใจแยกตัวไปตั้งประเทศเอง ในรัฐ 7 รัฐที่รวมกลุ่มกัน อาบูดาบีคือรัฐที่ใหญ่และร่ำรวยที่สุด มีพื้นที่ 87 เปอร์เซ็นต์ครอบคลุมประเทศ เป็นหลักเรื่องค้าขายน้ำมัน รายได้มหาศาลของทรัพยากรนี้ผลักดันภาคส่วนอื่นๆ ให้เติบโต ส่วนรัฐดูไบมีพื้นที่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ แต่เป็นเมืองท่าที่โดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยว รัฐอื่นๆ อีก 5 รัฐ ได้แก่ ชาร์จาห์ (Sharjah), อัจมาน (Ajman), อุมม์อัลไกไวน์ (Umm Al-Quwain), ฟูไจราห์ (Fujairah) และราสอัลไคมาห์ (Ras Al Khaimah) ดูแลอุตสาหกรรมอื่นๆ 

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ภาพ : Wadiia
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ภาพ : www.jonnyjoka.de

UAE ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผู้นำองค์แรกคือ เชค ซายิด บิน สุลต่าน อัล นาห์ยัน (Sheikh Zayed bin Sultan Al Nahyan) ผู้ก่อตั้งประเทศ ราชวงศ์ Al Nahyan แห่งรัฐอาบูดาบีนี้เป็นผู้นำสูงสุดมาโดยตลอด ปัจจุบันชีคจากราชวงศ์นี้เป็นประธานาธิบดี ส่วนชีคจากราชวงศ์ Al Maktoum แห่งดูไบ ครองตำแหน่งรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกๆ 5 ปี โดยมีเจ้าผู้ครองรัฐแต่ละรัฐเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง และต่างก็ให้เกียรติราชวงศ์ Al Nahyan ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีความสำคัญและได้รับความเคารพอย่างยิ่งใน UAE

ประชากรประเทศนี้มีราว 10 ล้านคน แต่มีชาว UAE แท้ๆ เพียงประมาณ 1 ล้านคนเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นชาวอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอื่นๆ ที่เข้ามาทำงานในแดนทะเลทราย 

เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน UAE เป็นมุสลิมสายกลาง เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเรียนมหาวิทยาลัย เป็นนักการเมือง ขับรถเองได้ ทั้งยังตั้งสถาบันวิจัยเทคโนโลยี ซื้อสาขามหาวิทยาลัยต่างๆ จากนิวยอร์ก ปารีส ฯลฯ มาเปิดเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้คนในประเทศ ชาวต่างชาติในประเทศก็เยอะมาก ประเทศเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก นักท่องเที่ยวมาเที่ยวได้โดยไม่ต้องอึดอัด เฉลิมฉลอง ดื่มกินอาหารได้ถูกกฎหมายหากอยู่ในที่ปิด นอกจากนี้ยังมีโบสถ์คริสต์หลายแห่ง และมีวัดพุทธจากศรีลังกาด้วย

ด้านสภาพอากาศ หน้าร้อนที่นี่ร้อนจัด อาจดุเดือดถึง 50 องศาเซลเซียส และลดเหลือ 37 – 38 องศาเซลเซียสยามกลางคืน คนที่นี่จึงนิยมอยู่ในอาคารเป็นหลัก อีกอย่างถ้าอุณหภูมิเกิน 50 องศาเซลเซียส แรงงานต่างๆ ต้องหยุดทำงานกลางแจ้ง เพราะสภาพอากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก

ในแง่เศรษฐกิจ แม้ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนส่งผลทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่น้ำมันยังเป็นสินค้าหลักของประเทศ รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จึงพยายามขยายเศรษฐกิจภาคส่วนอื่นๆ จัดงานอีเวนต์ต่างๆ เพื่อผลักดันให้ต่างชาติมาลงทุนทำธุรกิจและท่องเที่ยว เช่น จัดงาน Asian Cup Football และงานมหกรรมโลก Dubai Expo ปี 2020 (ปัจจุบันเลื่อนไปเป็นเดือนตุลาคม ปี 2021) ซึ่งมีโซน Thai Pavillion ยิ่งใหญ่อลังการด้วย

สัมพันธ์กับแดนสยาม

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเมืองไทยในวันที่ 12 ธันวาคม ปี 1975 ประเทศไทยเริ่มเปิดสถานกงสุลใหญ่ที่ดูไบเมื่อเดือนมกราคม ปี 1992 หลังจากนั้นอีก 2 ปี เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1994 จึงเปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงอาบูดาบี ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 1998 ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศลาวและกัมพูชาด้วย

ความสัมพันธ์ทวิภาคีเป็นไปอย่างราบรื่น ราชวงศ์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ด้านเศรษฐกิจ UAE เป็นตลาดนำเข้าน้ำมันอันดับหนึ่งของไทย ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกมาแดนตะวันออกกลางมีหลากหลาย ทั้งอัญมณี ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องปรับอากาศ เป็นสินค้ายอดนิยม และรถยนต์ก็เป็นที่ชื่นชอบ เพราะผ่าน GCC Specs ทนต่อสภาพอากาศในประเทศนี้ได้ ทั้งทนแดด ทนฝน ทนลม ทนทราย 

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ที่ปรึกษาสถานทูตไทยเล่าว่า เอกลักษณ์รถที่นี่คือเหล็กหนาและช่องเติมน้ำมันมีตัวกรองทราย เป็นสเปกพิเศษสำหรับขายตะวันออกกลางเท่านั้น การค้าอื่นๆ ก็มีโอกาสขยายความร่วมมือได้อีกเยอะ โดยเฉพาะด้านพลังงาน แม้ธุรกิจระหว่างประเทศใดๆ ต้องให้ชาวเอมิเรตส์เป็นผู้ถือหุ้นหลัก 51 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่กฎหมายคุ้มครองการลงทุนก็ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ น่าลงทุน

ในด้านความสัมพันธ์ระดับประชาชนและการท่องเที่ยว ชาวเอมิเรตส์ชื่นชอบเมืองไทยมากๆ จากประชากร 1 ล้านคน ปีหนึ่งมาเมืองไทยแสนกว่าคน (สถิติจากสำนักงาน ททท. ณ เมืองดูไบ ชาว UAE ไปประเทศไทยประมาณ 130,000 คน เมื่อ พ.ศ. 2562) ส่วนใหญ่มาท่องเที่ยวและรับบริการด้านสุขภาพ บางทีก็มาปีละ 2 – 3 ครั้ง เพราะชอบความสะดวกสบายและของกิน 24 ชั่วโมง นอกจากมาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ก็ชอบไปเที่ยวพัทยา เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ 

อย่างไรก็ดี ชาวตะวันออกกลางเข้าใจผิดอยู่หนึ่งอย่างว่าเวลาทักทายคนไทย ต้องทักว่าสบายดี แทนที่จะเป็นสวัสดี เพราะมีคนอาหรับเอาคำว่าสบายดีไปร้องเพลงภาษาอารบิก ความเข้าใจผิดนี้เลยส่งต่อกันมาเรื่อยๆ 

“เรื่องความชื่นชอบนี่หายห่วง คนที่นี่ชอบเมืองไทยมากครับ เป็นความได้เปรียบของเรา เวลาติดต่อราชการหรืออะไรต่างๆ เขาให้ความร่วมมือค่อนข้างดี ถ้ามีโอกาสเจอคน UAE แล้วเราบอก I’m from Thailand. เขาก็จะทักว่า โอ้ สบายดี! เราก็ไม่รู้จะตอบยังไง คือเราสบายดี แต่เราก็ไม่ได้จะตอบว่าเราสบายดี (หัวเราะ) คนที่นี่ให้เกียรติคนไทย เขาประทับใจความเอื้ออาทร ความใจดี และความเอาใจใส่ของคนไทย เวลาเขาไปไทยเลยรู้สึกเหมือนไปบ้านที่สอง ไปอยู่ ไปกิน ไปใช้ชีวิตก็รู้สึกแฮปปี้ ผมเคยถามคน UAE ว่าทำไมยูชอบไปรักษาตัวที่ไทย เขาบอกพยาบาลไทยเอาใจใส่ ทุกคนดูแลเขาเหมือนเขาเป็นคนในครอบครัว” เลขานุการเอกกล่าวยิ้มๆ 

แม้คนไทยมาเยี่ยมประเทศนี้น้อยกว่า แต่ก็นิยมใช้บริการสายการบินของประเทศนี้บ่อยครั้งเวลาไปยุโรป เมืองหลวงอาบูดาบีมีสายการบิน Etihad ส่วนเมืองท่องเที่ยวอย่างดูไบมีสายการบิน Emirates ขับเคี่ยวกัน ชาวไทยที่มาเที่ยวหรือทำงานที่ดูไบนิยมขับรถมาเที่ยวอาบูดาบี เพราะเดินทางราวชั่วโมงครึ่งก็มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ Louvre Abu Dhabi มัสยิด Sheikh Zayed Grand Mosque โรงแรมสุดหรู Emirates Palace ไปจนถึงสวนสนุก สวนน้ำต่างๆ ที่เหมาะกับการเที่ยวแบบครอบครัว

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ภาพ : Wikiemirati
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ภาพ : Chris Down

สถานทูตไทยในอาบูดาบี

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี เป็นสถานที่เช่า ย้ายที่ตั้งมาแล้ว 5 ครั้ง การค้นพบน้ำมันทำให้แดนทะเลทรายว่างเปล่าพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี บ้านช่องเล็กๆ กลายเป็นตึกสูง ค่าครองชีพแพงขึ้นมาก สถานทูตหลายแห่งต้องขยับขยายตลอด 

สาเหตุการย้ายสถานทูตไทยแตกต่างกันไป เช่น ภาวะเศรษฐกิจของไทย (ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง) เจ้าของสถานที่ต้องการบ้านคืน สถานที่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานต่าง ๆ ทำให้ในอดีตต้องโยกย้ายราวๆ ทุก 5 ปี ก่อนมาอยู่ที่วังปัจจุบัน สถานทูตไทยอยู่ในพื้นที่ชุมชนบริเวณที่ชื่อว่า Al Maqta บนแผ่นดินใหญ่ของอาบูดาบี คฤหาสน์นั้นใหญ่โตและทำเลเหมาะสม แต่เมื่อเจ้าของสถานที่ต้องการมอบบ้านเป็นของขวัญให้ลูกชาย กระทรวงการต่างประเทศจึงเสาะหาที่ตั้งสถานทูตใหม่

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ปี 2011 – 2016
ภาพ : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี

สถานทูตปัจจุบันอยู่ในวังของที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ย้ายมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

“ที่นี่เรายังไม่ได้ซื้อสถานทูตถาวรเหมือนกับที่อื่นๆ แต่ในอนาคตก็อาจมีการเจรจาตกลงกันครับ ถ้าเราซื้อที่เขา เขาต้องซื้อที่ของเราได้ในโลเคชันลักษณะคล้ายๆ กัน ปัจจุบันสถานทูต UAE เช่าที่อยู่ถนนวิทยุ ส่วนที่นี่ เงื่อนไขของเขาคือพยายามให้เราดูแลให้ดีที่สุด เราเลยทำให้โมเดิร์น ตกแต่งจนกลายเป็นสถานทูตได้ เอาของไทยมาประดับ ติดธงไทย ทำอะไรให้มันมีความเป็นไทยมากขึ้นโดยที่เขาไม่ว่าเลย” 

คุณพีรภัทรเล่าว่า วังนี้อยู่ในโซน 1 ของเมืองอาบูดาบี เป็นเกาะที่ถมขึ้นมาติดกับแผ่นดินใหญ่ พื้นที่สงบเงียบเต็มไปด้วยกระทรวงต่างๆ สำนักงาน สถานทูต วัง และอาคารบ้านเรือน ตัวสถานทูตไทยลักษณะโอ่โถง เหมาะสมกับการจัดงานสำคัญ เช่น งานพระราชพิธีถวายพระพรพระราชวงศ์ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา งานเลี้ยงอาหารค่ำรัฐมนตรี คณะทูต หรือแขกระดับสูง 

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

“ตรงกลางที่เป็นห้องโถง ภาษาอารบิกเขาเรียก Majlis คือห้องโถงกลางที่เปิดให้คนในครอบครัวนั่งรวมกัน คุยกันหลังกินข้าวเสร็จ ในยามบ่ายยามเย็น ห้องแบบนี้มีอยู่ในวังทุกที่เลยครับ เป็นโซนรับแขก เจ้าของบ้านจะนั่งอยู่ตรงกลาง ลูกๆ นั่งห้อมล้อม ผู้หญิงผู้ชายนั่งรวมกันได้บางแห่ง แต่บางที่ที่เคร่งจริงๆ จะนั่งแยกกัน ส่วน Majlis ที่นี่เราก็ดัดแปลงใช้จัดงานของไทย เช่น พิธีถวายพระพรหรือว่างานสวดมนต์ แต่ถ้าจัดงานที่มีแขกจำนวนมาก ท่านเอกอัครราชทูตอาจให้จัดที่ทำเนียบ แล้วแต่ความเหมาะสมครับ” คุณธฤษอธิบาย

“ท่านทูตไทยคนปัจจุบัน (ท่านทูตวราวุธ ภู่อภิญญา) บอกว่าที่ที่อาหารไทยอร่อยที่สุดในโลก ไม่ว่าในประเทศไหน ควรเป็นสถานทูตไทย ถ้ากินที่สถานทูตไม่อร่อย ที่อื่นยิ่งไม่ได้เลย ดังนั้น พ่อครัวแม่ครัวที่ท่านเลือกมาจึงต้องเป็นผู้มีความพิถีพิถันและดึงรสชาติอาหารไทยออกมาให้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ” คุณพีรภัทรเล่าเสริมว่า ความท้าทายของเชฟประจำสถานทูตคือหาวัตถุดิบไม่ง่าย จึงต้องการดัดแปลงวัตถุดิบท้องถิ่นมาผสมผสาน เช่น ใช้มะเขือจากอินเดียแทนมะเขือไทย หรือพลิกแพลงสร้างรสชาติไทยออกมาให้ได้มากที่สุด

จุดเด่นอีกอย่างที่แสดงความเป็นไทยในสถานทูต คือภาพวาดฉลองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครบรอบ 40 ปี ซึ่งอาจารย์เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ จากปัตตานีวาดให้ เมื่อมาเยือนงาน Thai Fest ในปี 2016

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

Thai Festival

ปัจจุบันชาวไทยที่มาทำงานและพักอาศัยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีราว 6,000 คน (ข้อมูลก่อนสถานการณ์ COVID-19) มีทั้งลูกเรือ เชฟ พนักงานสปา นักเรียน นักศึกษา นักมวย แรงงานไทยต่างๆ รวมถึงชาวไทยที่สมรสกับชาวต่างชาติ ทำให้มีการจัดตั้งชมรมมากมาย เช่น ชมรมสตรีไทยในอาบูดาบีและในดูไบ ชมรมเชฟ ชมรมนักเรียนไทย ซึ่งเข้มแข็งและจัดกิจกรรมสม่ำเสมอ

เมื่อสถานทูตจัดงาน Thai Festival หรือกิจกรรม Thai Way ให้คนไทยมาขายสินค้าไทย แสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ชมรมเหล่านี้ก็ให้ความร่วมมืออย่างดี เช่น รำไทย แสดงแม่ไม้มวยไทย สาธิตการแกะสลัก ทุกวันศุกร์สถานทูตจะเปิดประตูให้สมาคมสตรีไทยมาจัดกิจกรรม เช่น สอนภาษาไทยให้เด็กๆ สอนโยคะ สอนแกะสลัก และอนุเคราะห์สถานที่ให้สมาคมชาวพุทธจัดกิจกรรมสวดมนต์ นั่งสมาธิในสถานทูต เพราะไม่มีวัดไทยในประเทศ สำหรับวันเด็ก นักเรียนไทยมุสลิมที่ UAE จะจัดแสดงวัฒนธรรมอารบิก เช่น การร่ายรำ การควงปืน 

“เมื่อก่อนเราจัด Thai Festival ที่ห้างสรรพสินค้า จัดมาสามปีติดต่อกันแล้ว มีเวทีมวยไปตั้งอยู่กลางห้าง ได้ผลตอบรับดีมาก คนมุงดูเป็นพันเลยครับ ชาวต่างชาติที่เรียนมวยไทยก็ขึ้นไปต่อยให้ดู มวยไทยฮิตติดลมที่นี่มาก ในแต่ละปีมีคนมาขอเรียนเยอะแยะ เขาอยากศึกษาเพราะเป็นศิลปะป้องกันตัว นอกจากนั้นก็สนใจการท่องเที่ยวและอาหาร พอให้ชิมผัดไท น้ำสมุนไพร พอชอบก็อยากรู้ว่าสิ่งนี้มีขายที่ไหนในอาบูดาบี” เลขานุการเอกเอ่ย

สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สถานทูตไทยกรุงอาบูดาบี ในวังที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ปี 2019 เป็นปีแรกที่ย้ายมาจัดงาน Thai Festival ในสถานทูต โดยมีแฟชั่นโชว์ผ้าไทยและการแสดงรำไทยจากโครงการ THAI Textiles The Touch of Thai มาประกอบเป็นโชว์หลัก ให้ชาวต่างชาติเห็นว่าผ้าไทยนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบ ผลตอบรับน่าสนใจ เพราะชาว UAE สนใจแฟชั่น ชอบแต่งตัว และมีกำลังทรัพย์อยู่แล้ว ทำให้งานมีมิติหลากหลายสนุกขึ้น 

“คน UAE ชอบคนไทย ชอบสิ่งที่เราเป็นอยู่ ชาวตะวันออกกลางร่ำรวยมากนะครับ แต่คนไทยซื้อใจเขาได้ด้วยความจริงใจ เวลาใครแวะเวียนมา พวกเราก็พยายามบอกให้เก็บสิ่งดีๆ เหล่านี้ไว้เสมอ” 

เลขานุการเอกแห่งสถานทูตไทยในอาบูดาบีกล่าวตบท้าย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกากำลังสร้างอาคารหลังใหม่ในรอบเกือบ 30 ปี เป็นหนึ่งในอาคารที่ใหญ่ในเขตสถานเอกอัครราชทูตฯ ใจกลางถนนวิทยุ มูลค่าการก่อสร้างตึกนี้สูงถึง 625 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และว่าจ้างคนงานไทยประมาณ 2,000 คนตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในแวดวงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในเมืองไทย หลายคนเมื่อนึกภาพสถานเอกอัครราชทูตของแดนอินทรี คงเห็นภาพเขตแดนต้นไม้ร่มรื่น บ้านโบราณที่เป็นที่พำนักเอกอัครราชทูต หรืออาคารสำนักงานสีขาวจากทศวรรษ 90 ตั้งตระหง่านในรั้วขาว

วันนี้ (7 ตุลาคม ค.ศ. 2021) พิธีตักหน้าดินเริ่มขึ้น และอาคารออฟฟิศหลังใหม่ที่รวมการออกแบบและเทคโนโลยีล้ำสมัยได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวแล้ว ก่อนอาคารนี้จะเสร็จสิ้นและเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชนในราวๆ ค.ศ. 2025 เราได้พูดคุยกับอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต ไมเคิล ฮีธ (Michael Heath) รวมถึงต่อสายตรงถึงทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก คริสโตเฟอร์ ชาร์เปิลส์ (Christopher Sharples) หนึ่งในผู้ก่อตั้งและหัวหน้าบริษัท SHoP Architects และ นาดีน เบอร์เกอร์ (Nadine Berger) รองหัวหน้าและผู้จัดการโครงการนี้ เพื่อพาผู้อ่านไปทำความรู้จักออฟฟิศใหม่ที่รวมเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่กว่า 33 ไร่ ก่อนใคร 

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

The New Office 

แม้อาณาเขตของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกากินบริเวณกว้างใหญ่มากทั้งสองฝั่งของถนนวิทยุ พื้นที่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่อาคาร แต่เป็นพื้นที่สีเขียวร่มรื่น บริเวณทำงานของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ กระจายอยู่ในอาคารหลายหลัง 

พื้นที่ของออฟฟิศใหม่นี้อยู่ระหว่างทิศตะวันตกของถนนวิทยุ กับทิศตะวันออกของถนนร่วมฤดี เดิมบริเวณนี้เคยมีอาคารที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 60 ต่อมาทีมสถาปนิก Kallmann McKinnell & Wood เข้ามาสร้างอาคารใหม่ในยุค 90 ให้มีพื้นที่ใช้งานมากขึ้น อาคารต่างๆ ที่กระจัดกระจายสามารถเดินถึงกันได้ภายใน 15 นาที แต่เนื่องจากสถานเอกอัคราชทูตแห่งนี้ทำหน้าที่ศูนย์กลางการดำเนินงานระดับภูมิภาคมาเป็นเวลานาน มากกว่าครึ่งของพนักงานสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยมีหน้าที่รับผิดชอบงานระดับภูมิภาค บริหารจัดการทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ออฟฟิศผืนนี้จึงไม่เพียงพอต่อเจ้าหน้าที่จำนวนมากทั้งอเมริกันชนและชาวไทย

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

“เหตุผลที่ต้องสร้างอาคารใหม่คือเรามีภารกิจหลายสิ่งหลายอย่าง เรามีหน่วยงานสี่สิบเจ็ดหน่วยงานที่นี่ ดูแลทั้งภารกิจด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ การทหาร สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งตอนนี้เราต้องกระจายกันอยู่ในหลายๆ ตึกในกรุงเทพฯ แต่ออฟฟิศนี้จะรวบรวมให้ทุกคนได้มาอยู่ร่วมกันในตึกเดียว ซึ่งจะทำให้การติดต่อทำงานสะดวกขึ้น และดูแลความปลอดภัยของทุกคนให้รัดกุมได้” อุปทูตไมเคิลอธิบายเบื้องหลังของโปรเจกต์ยักษ์ ซึ่งท่านได้ทราบข่าวมาตั้งแต่เป็นกงสุลใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกาที่สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ใน ค.ศ. 2016 จึงคะเนได้ว่าโครงการนี้ได้เริ่มต้นตั้งแต่อย่างน้อยๆ 7 ปีก่อน 

“อาคารใหม่ของสถานทูตที่ออกแบบอย่างทันสมัยแห่งนี้ จะเป็นที่ตั้งของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ร่วมมือกับประเทศไทยและอาเซียน เพื่อยกระดับประเด็นสำคัญของภูมิภาค รวมทั้งการปรับปรุงด้านสาธารณสุข การจัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ อาคารนี้ออกแบบให้สะท้อนถึงสถาปัตยกรรมแบบไทยเดิม และผมหวังว่าอาคารหลังใหม่นี้จะเป็นสัญลักษณ์และศูนย์กลางของมิตรภาพระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างยืนยาวในอนาคต

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

“เราเรียกตึกนี้ว่า The NOX ย่อมาจาก New Office Annex” อุปทูตบอกชื่อเล่นของตึกนี้ให้ฟัง “ผมคิดว่าถ้าตึกนี้เสร็จ มันคงเป็นออฟฟิศที่สบายและน่าอยู่ มีวิวที่สวยงาม ดีไซน์ก็สวยงามด้วย ตึกนี้มีความหมายกับผมมาก ผมเติบโตที่เมือง Cerritos แคลิฟอร์เนีย ตอนอายุสิบสี่ปีใน ค.ศ. 1978 ศาลากลางของเมืองของผมเป็นศาลากลางแห่งแรกของโลกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มันอยู่ใกล้บ้าน ครอบครัวผมเลยเดินไปงานพิธีเปิดที่มีผู้ว่าฯ มาเปิดงาน ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากที่คนเริ่มตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม และสี่สิบกว่าปีต่อมา ที่ทำงานของผมก็กำลังจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีสีเขียวด้วยเหมือนกัน”

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

จากนิวยอร์กสู่บางกอก

ทีมงานผู้ออกแบบตึกใหม่นี้คือ SHoP บริษัทสถาปนิกจากนิวยอร์กที่เคยทำงานออกแบบอาคารใหญ่หลากหลายรูปแบบมาแล้วใน 5 ทวีป มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ โจทย์ของพวกเขาคือการสร้างอาคารสำนักงานที่แข็งแรงทนทานต่อภัยพิบัติ ไม่ว่าพายุฝน น้ำท่วม ไปจนถึงเหตุก่อการร้ายต่างๆ งานนี้จึงลงทุนกับโครงสร้างเน้นความแข็งแรงทนทาน ใช้วัสดุก่อสร้างมาจากทั้งเมืองไทยและสหรัฐฯ ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านมาตรฐานสหรัฐอเมริกา และทุ่มเทให้ระบบความปลอดภัยที่เข้มงวด โดย The NOX จะเป็นอาคารที่รองรับเจ้าหน้าที่กว่า 1,000 คน และใช้งานได้ยั่งยืนไปอีกอย่างน้อย 50 ปี 

“เราทำงานให้ฝ่ายสำนักปฏิบัติอาคารต่างประเทศ (Overseas Buildings Operations) หรือ OBO ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในทั่วโลก แล้วเราก็ตระหนักดีว่าเราเป็นแขกในบ้านเมืองอื่น มรดกสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และมิติต่างๆ ที่ส่งผลต่อสถาปัตยกรรมและสถานที่ จึงเป็นแรงบันดาลใจการออกแบบของเรา 

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ มีตึกสูงร่วมสมัยมากมายเหมือนเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ซึ่งตึกกระจกเหล่านั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เป็นเรื่องไม่ยากที่จะสร้างตึกแบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่ภารกิจของเราครับ หน้าที่ของเราคือสร้างตึกที่เป็นเครื่องหมายของมิตรภาพ ซึ่งต้องเป็นตึกที่ทนทาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงแสดงออกคุณค่าของชาวอเมริกัน แสดงออกถึงผลงานของสถาปนิกและเทคโนโลยีวิศวกรรมอเมริกันด้วย 

“และเรายังใส่ใจกับบริบทรอบข้างเป็นพิเศษ คือความเป็นเมืองไทยและความเป็นกรุงเทพฯ ซึ่งมีวัฒนธรรมซับซ้อนปะปนมานับร้อยๆ ปี ทำให้กรุงเทพฯ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พื้นที่และเป้าหมายภารกิจทำให้ที่นี่แตกต่าง” คริสโตเฟอร์อธิบายแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

 ก่อนตึกจะออกมารูปร่างหน้าตาแบบนี้ ทีมงาน SHoP เดินทางมาเมืองไทยราวๆ 7 ครั้งในเวลา 2 ปี เพื่อเก็บข้อมูลเมืองไทย กรุงเทพมหานคร และติดต่อประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ เช่น ทีมสถาปนิก A49 

“เราใช้เวลาเดินทางและศึกษาสถาปัตยกรรมและมรดกวัฒนธรรมในเมืองและนอกเมือง ทั้งบ้านทรงไทย วัด ศาลา สถาปัตยกรรมล้านนา และเมืองหลวงเก่าอยุธยา วัตถุดิบ เครื่องตกแต่ง และสีสันที่รุ่มรวย เราศึกษาผ้าโบราณ กระเบื้อง ลวดลายพืชพรรณสัตว์ป่า ทำให้เราได้คิดถึงการผสมผสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และคิดว่าจะดึงภาพรูปทรง สีสัน ลวดลายที่เราเห็นเข้ามาในอาคารยังไง” นาดีนอธิบายเสริม

ทีมงานศึกษาดูงานสถาปัตยกรรมไทยจากที่ต่างๆ เช่น ปาร์คนายเลิศ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน และทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา พวกเขาชอบแนวคิดเรือนชานแบบไทยๆ ที่เชื่อมต่อพื้นที่ในบ้านอย่างชาญฉลาด ให้เป็นหนึ่งเดียวกับภูมิทัศน์ธรรมชาติข้างนอก ทั้งยังทำให้อากาศถ่ายเทหมุนเวียน เป็นวิธีการทำให้ผู้คนอยู่สบายในสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี

The NOX

The NOX แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ 6 ชั้นแรกเป็นพื้นที่ส่วนกลาง เช่น โถง โรงอาหาร ห้องประชุม เป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูตจำนวนมากใช้ร่วมกันกับสาธารณชน และชั้นบนจะเป็นส่วนออฟฟิศที่เป็นทาวเวอร์สูงขึ้นไป 

ชั้นล่างนี้เรียกว่าเป็น Village ที่ยืมไอเดียชานเรือนไทยมาดัดแปลงใช้งาน มีทางเดินกว้าง เพดานสูงโปร่ง เปิดสู่ภูมิทัศน์รอบข้าง 5 – 6 ชั้นแรกนี้จะสูงพอๆ กับสเกลต้นก้ามปูยักษ์ที่สูงราวๆ 20 เมตรที่อยู่รอบๆ และกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ส่วนออฟฟิศสูงขึ้นไปจากนั้นเป็นอาคาร 14 ชั้นที่จะอยู่ระนาบเดียวกับตึกสูงรอบๆ เขตปทุมวัน

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“เรารู้สึกว่าอาคารนี้ไม่ควรเป็นอาคารกระจกที่เรียกร้องให้คนสนใจมันเพียงฝ่ายเดียว อาคารนี้ใหญ่มากนะครับ แต่เราก็อยากให้อาคารที่ออกมามีสเกลมนุษย์ เราสร้างตึกเพื่อมนุษย์ สัมพันธ์กับมนุษย์ และทำให้คนสัมพันธ์กัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อพนักงานทั้งชาวอเมริกันและชาวไทยที่ทำงานที่นี่ เลยออกแบบแท่งแผ่นอะลูมิเนียมเล็กๆ ห่อหุ้มรอบผนังกระจกของตัวอาคาร เพื่อสร้างร่มเงาให้อาคารเหมือนรั้วระเบียง แต่ขณะเดียวกันก็ยังมองเห็นวิว โดยไม่โดนแดดปะทะตรงๆ ในออฟฟิศ ซึ่งฟาซาดนี้จะลดอุณหภูมิตึกได้มาก และลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้มากๆ เมื่อมองมาที่นี่คุณจะไม่เห็นตึกกระจก แต่เห็นพื้นที่เปิดกว้าง

“สีหนึ่งที่ผมเห็นจากเมืองไทยคือสีบรอนซ์ชุบเคลือบ (Anodized Bronze) เราทำฟาซาดสีนี้ ซึ่งจะมองว่าสว่างก็ได้ มืดก็ได้ สีสันของตึกจะเปลี่ยนไปตลอดวัน วันไหนฟ้ามีเมฆตึกก็หม่น วันไหนแดดจ้าสีก็จะสดใสอบอุ่น และเวลากลางคืนเราก็ออกแบบให้มันเรืองแสง สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นในกรุงเทพฯ คือดราม่าและสีสันยามกลางคืน ตอนกลางคืนวัดส่องแสงสว่าง เราจับไอเดียว่าเมืองมีชีวิตในยามค่ำคืนด้วยออกมา 

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“ในแง่การใส่ความเป็นอเมริกัน เราคิดว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรที่จะเก็บรักษาของดีเดิมให้มาอยู่ในตึกได้อย่างร่วมสมัยในศตวรรษนี้ แท่งอะลูมิเนียมรอบๆ ตึกใช้เทคนิคดิจิทัลสร้างทั้งหมด หยิบยืมรูปทรงและลวดลายของทั้งสองชาติมาใส่ไว้ และส่งไปที่เครื่องผลิตโดยตรง เทคโนโลยีอเมริกันมาช่วยให้การทำงานกับวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดโดยตรงเกิดขึ้น เหมือนการทำงานของช่างงานคราฟต์ที่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นร้อยๆ ปี

“ความท้าทายของอาคารนี้คือข้อกำหนดเรื่องความปลอดภัย และการออกแบบให้ตรงตามการใช้งานพื้นที่ สิ่งที่เราสนใจคือ ตึกนี้เป็นที่ทำงานของประชาชนคนอเมริกันและคนไทย ดังนั้น ต้องมีบรรยากาศของการอยู่ในประเทศอื่น และการอยู่ในประเทศตัวเอง ผสมผสานกัน” คริสโตเฟอร์อธิบายการดีไซน์อย่างชัดเจน

“โครงการนี้ซับซ้อนมาก โจทย์หลักๆ สามอย่างคือการเก็บรักษาสิ่งที่มีอยู่ ในพื้นที่มีต้นก้ามปูและทิวทัศน์สวยงามซึ่งต้องเก็บไว้ให้ใกล้ชิดและเป็นหนึ่งเดียวกับอาคาร อีกอย่างคือบรรจุทุกการใช้งานในตึกเดียว ให้ผู้ใช้งานทั้งพนักงานและผู้มาเยือนได้ประสบการณ์ที่ดี และสภาพภูมิอากาศที่เป็นความท้าทายใหญ่ที่สุด เพราะอากาศร้อนชื้น ฝนตกทั้งปี อาคารนี้ต้องทนทานต่อพายุฝน ใช้น้ำวนซ้ำ และต้องดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย” นาดีนกล่าวเสริม

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“เราคิดว่า ‘คลอง’ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เจ๋งมากในการรับมือกับพายุฝน และเวลาฝนไม่ตกก็ยังเป็นองค์ประกอบที่สวยงามมาก แต่ก็ยังไม่พอ เราต้องยกอาคารให้สูงเพื่อให้แน่ใจว่าถ้าฝนตกหนักมากๆ น้ำจะไม่ท่วม และหาวิธีจัดการระบายน้ำ ให้อากาศผ่านได้ด้วย” คริสโตเฟอร์แถมเรื่องการวางอาคารทั้งชุดบนแท่นสูงเหนือพื้นและคลองด้านล่าง ซึ่งสอดคล้องกับสถาปัตยกรรมล้านนา

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปมากๆ และน่าจะทำให้คนไทยยิ้มกว้างคือแผนกกงสุล ต่อไปจะเข้าถึงง่ายขึ้นมาก อาคารใหม่นี้จะมีอาคารและทางเข้าส่วนของฝ่ายกงสุลโดยเฉพาะ พื้นที่รอขอวีซ่าจะได้รับการจัดการใหม่ ไม่ปะปนกับเจ้าหน้าที่ ไม่มีการต่อคิวยาวมาด้านนอก มีสวนที่เห็นวิวต้นไม้สวยงามให้เดินผ่านก่อนเดินเข้าล็อบบี้ การออกแบบนี้ผู้มาเยือนจะได้รับการปกป้องจากแสงแดดและฝนตั้งแต่ทางเข้า เป็นการออกแบบประสบการณ์การต้อนรับที่ดีขึ้นที่ทีมงานภูมิใจมาก

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

“ตอนนาดีนกับผมมาเมืองไทยครั้งแรก สิ่งที่พวกเราประทับใจมากคือการเป็นหนึ่งเดียวกับระบบนิเวศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปในหลายๆ เมืองของอเมริกา ผมรู้สึกว่าคอนเซ็ปต์การเข้าถึงธรรมชาติของคนไทยกับคนอเมริกันต่างกัน คนอเมริกันรู้สึกว่าตัวเราแปลกแยกจากธรรมชาติ หรือพยายามจะควบคุมธรรมชาติ ขณะที่คนไทยมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติมากกว่า 

“สวนลุมพินีเหมือนเซ็นทรัลพาร์กของเรา แต่มีผ้าเจ็ดสีพันรอบต้นไม้ ตามริมคลองก็มีต้นก้ามปู โรงแรมใกล้ๆ ก็มีต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านเข้ามา ทุกพื้นที่มีความเป็นป่าความเป็นธรรมชาติผสมกับความเป็นเมือง พลังงานแบบนี้ที่ทำให้เราตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าเราไม่มีธรรมชาติ บ้านเรามีไคโยตี้ มีหนู แต่ธรรมชาติของไทยมันอยู่ร่วมทับซ้อนกันเป็นหนึ่งเดียวกับเมือง แถมยังมีนก งูยักษ์ ตัวเงินตัวทอง เมืองไทยมีความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติที่ผมคิดว่าสวยงาม” 

คริสโตเฟอร์เล่าความประทับใจต่อพื้นที่สีเขียว หนึ่งในข้อกำหนดที่ทีมงานสถาปนิกหมายมั่นปั้นมือ คือการเก็บภูมิทัศน์ร่มรื่นและคลองที่มีแต่เดิมเอาไว้ รวมถึงศาลาไทยและศาลาเฉลิมพระเกียรติที่อยู่ในคลองด้วย

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“ยิ่งมีโรคระบาด ชีวิตเรายิ่งต้องการต้นไม้ ต้องการพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ผลวิจัยวิทยาศาสตร์ก็ชี้ว่าแค่มองเห็นต้นไม้ก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ พืชพรรรณเหล่านี้ยังเติบโตเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ส่งผลต่อคน ธรรมชาติคือหนึ่งในวัสดุสำคัญในโครงการนี้ครับ Faye Harwell นักออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมของเรา ออกแบบทางเดินที่เป็นเนินสูงขึ้นเป็นเกลียวขึ้นตึก เมื่ออาคารสร้างเสร็จ น่าจะสนุกถ้าได้ลองเดินในสวนแล้ววนขึ้นตึก ผ่านศาลาไทย เข้าไปในตึก เริ่มจากทางเข้ากงสุลแล้วเดินขึ้นไป” 

นาดีนรับช่วงอธิบายต่อ “เราอยากเก็บรักษาภูมิทัศน์สวยงามที่พนักงานคุ้นเคย และยังจะปลูกต้นไม้เพิ่มมากขึ้น เพราะต้นไม้ยังดูดซับน้ำฝนให้ด้วย พื้นที่นี้จะทำให้คนจากทั้งสองวัฒนธรรมต่างอยู่สบาย มี Public Space ทั้งในตึกและกลางแจ้ง ซึ่งช่วยทำให้คนใกล้ชิดธรรมชาติและสื่อสารกันมากขึ้น

“มีวิธีการหลายอย่างในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อม งานนี้ไม่ใช่แค่การทำงานจากมุมมองของเราฝ่ายเดียว แต่ข้อกำหนดต่างๆ และแรงบันดาลใจจากเมืองไทย รวมถึงการเคารพสิ่งที่พื้นที่มีอยู่และมอบให้ ทำให้เราสร้างตึกที่ทนทาน ปลอดภัย และยั่งยืนขึ้นมาได้ ทั้งยังน่าอยู่ สวยงาม สง่างามทั้งกลางวันและกลางคืน” 

Green Working Space

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาได้ขึ้นทะเบียนเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ในธรรมชาติ หรือ Certified Wildlife Habitat กับสหพันธ์สัตว์ป่าแห่งชาติ (NWF) ในอเมริกา เพราะมีพื้นที่มีปัจจัยที่เป็นมิตรกับสัตว์ต่างๆ คือมีแหล่งอาหาร น้ำ พื้นที่หลบภัย และพื้นที่ให้สัตว์ได้เลี้ยงดูลูก ที่นี่จึงมีนกและปลาหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงงู เต่า และตัวเงินตัวทอง 

ความอุดมสมบูรณ์ที่มีเป็นทุนเดิม ยิ่งทำให้โครงการนี้มีเป้าหมายการก่อสร้างอาคารให้ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับ Silver ภายใต้มาตรฐาน Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) และมีองค์ประกอบมากมายที่ออกแบบมาเพื่อให้อาคารมีความยั่งยืนยิ่งขึ้น 

เราอยู่ในศตรวรรษที่ 21 ที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นวิกฤตอันดับหนึ่ง ถึงตอนนี้จะมีวิกฤตโควิด-19 ร่วมด้วย แต่วิกฤตที่เราจะเผชิญตลอดชีวิต ไปจนถึงรุ่นลูกหลานของเราคือปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เราต้องพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายซึ่ง ก็คือการลดการปล่อยคาร์บอน ลดวิกฤตโลกร้อน” อุปทูตไมเคิลยืนยันเรื่องมาตรการสิ่งแวดล้อม 

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“วัฒนธรรมสีเขียวของที่นี่ค่อนข้างแข็งแรง เรามีหน่วยงาน Greening Diplomacy Initiative (GDI) ที่สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาทั่วโลกจะจัดการแข่งขันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกัน ว่าที่ไหนจะมีพื้นที่สีเขียว และลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาในประเทศไทยชนะรางวัลมาแล้วสามครั้งในรอบแปดปี เราชอบแข่งขันมาก ทูตคนก่อนๆ ก็ชอบและใส่ใจการแข่งขันนี้ด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะเราแข่งกันทำเรื่องที่มีประโยชน์”

ท่านทูตเล่าว่าปัจจุบันอาคารในสถานเอกอัครราชทูตก็ลดใช้พลังงานแล้ว เช่น ใช้ไฟ LED ประหยัดพลังงาน รณรงค์ให้ทุกคนประหยัดไฟ ซึ่งทำให้ค่าไฟที่นี่ลดลงมา 12 เปอร์เซ็นต์ในรอบ 5 ปี เจ้าหน้าที่ต่างคนก็ต่างร่วมมือดูแลสิ่งแวดล้อมในแบบของตัวเอง เช่น เข้าร่วม World Car-Free Day และ World Cleanup Day ร่วมกันเก็บขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยา 

เมื่อประกอบกับการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนจากสถาปนิก ออฟฟิศใหม่ของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาที่เราจะได้เห็นในอีก 4 ปีข้างหน้าจะเปี่ยมมาตรการเพื่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสีเขียวอย่างแน่นอน

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

ภาพบางส่วน : สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ข้อมูลอ้างอิง

Th.usembassy.gov

OBO_Bangkok-Monograph_THAI_eBook.pdf

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load