ปีที่แล้ว The Cloud ไปตามรอยเส้นทางสายไหม

ไม่ใช่เส้นทางสายประวัติศาสตร์อันเลื่องชื่อ แต่เป็นผ้าไหมไทยที่ได้รับการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ THAI Textiles The Touch of Thai ใน 3 ประเทศตะวันออกกลาง อันเป็นผลงานความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรม

โครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างแดนซึ่งมีผ้าไทยเป็นแกนหลักจัดอย่างสนุกสนาน ที่ประเทศบาห์เรน งานแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยประสบความสำเร็จมาก ถึงขั้นท่านนายกรัฐมนตรี เจ้าชาย Khalifa bin Salman Al Khalifa ทรงอนุญาตให้คณะทำงานชาวไทยไปจับพระหัตถ์ที่วังของพระองค์ ทั้งยังเสด็จมาเปิดงานด้วยพระองค์เอง 

เจ้าชาย Khalifa bin Salman Al Khalifa
เจ้าชาย Khalifa bin Salman Al Khalifa

เพื่อทำความรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างบาห์เรนกับสยามให้ดียิ่งขึ้น ท่านเอกอัครราชทูตไทย ฐานิศร์ ณ สงขลา เปิดประตูสถานทูตไทยประจำกรุงมานามาให้เราเข้าไปเยี่ยมชม ทั้งยังแบ่งปันเรื่องราวของดินแดนเกาะเล็กๆ ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นมิตรกับเมืองไทยตลอดมาให้เราได้ฟัง

ยินดีต้อนรับสู่บาห์เรน ดินแดนแห่งสองทะเล ณ บัดนี้ 

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

เล็กที่สุดในตะวันออกกลาง

ถ้าดูแผนที่ตะวันออกกลาง จะเห็นว่าราชอาณาจักรบาห์เรนเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย เป็นกลุ่มเกาะเล็กๆ ล้อมรอบด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นเจ้าแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ขนาดของประเทศนี้ใกล้เคียงกับจังหวัดนนทบุรี ความยาวราวเกาะภูเก็ต มีประชากรน้อยที่สุดในตะวันออกกลาง คือแค่ 1.5 ล้านคน ในจำนวนนี้เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์เป็นคนต่างชาติที่มาอยู่อาศัยและทำงานที่นี่ 

อากาศที่บาห์เรนร้อนจัด ชนิดที่ว่าช่วงหน้าร้อน กฎหมายกำหนดว่าการทำงานกลางแจ้งต้องทำหลัง 4 – 5 โมงเย็นเป็นต้นไป แต่เวลาหนาวก็ลงไปจนถึงเลขตัวเดียว เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเกาะล้อมด้วยทะเล บาห์เรนจึงมีฝนตกสม่ำเสมอ มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบียที่ฝนตกเพียงปีละ 2 – 3 ครั้ง

ด้านระบอบการปกครอง บาห์เรนเป็นราชาธิปไตยกึ่งรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีจากราชวงศ์ Al Khalifa จุดเด่นของประเทศนี้คือความปรองดอง เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน ชาวบาห์เรนภูมิใจในสันติภาพ ยอมรับความแตกต่างของอิสลามนิกายอื่นและศาสนาอื่นๆ 

ด้วยพื้นที่เล็กจิ๋ว น้ำมันจึงไม่ใช่คำตอบเศรษฐกิจเหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่ร่ำรวยมหาศาล รายได้ประชาชาติของบาห์เรนเป็นอันดับท้ายๆ ของกลุ่ม GCC (Gulf Cooperation Countries) รายได้ต่อหัวต่อคนตกปีละประมาณ 24,000 เหรียญสหรัฐฯ (แต่ก็ยังมากกว่าเมืองไทย ซึ่งน้อยกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐฯ) จัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่ง และดำเนินเศรษฐกิจอย่างน่าสนใจ 

เกาะแห่งการพบปะสังสรรค์

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

กลยุทธ์ของชาวบาห์เรน คือการเปิดประเทศเป็นศูนย์รวมการสังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจ รายได้หลักของบาห์เรนมาจากการท่องเที่ยว สินค้าและบริการ มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งจากประเทศแถบนี้และประเทศอื่นๆ ปีละประมาณ 12 ล้านคน เฉลี่ยประมาณเดือนละล้านคน ช่วงวันศุกร์และวันเสาร์ที่เป็นวันหยุดราชการของประเทศมุสลิม ชาวประเทศเพื่อนบ้านจะขับรถมาท่องเที่ยวจับจ่ายกันมากมาย

ที่นี่เป็นพหุสังคมเปิดกว้างของคนหลายเชื้อชาติศาสนา มีทั้งพื้นที่แยกชายหญิงสำหรับมุสลิมที่เคร่งครัด ไปจนถึงผับ บาร์ และสถานจัดเลี้ยงสำหรับศาสนิกชนอื่น บางคนบอกว่าประเทศนี้เปิดมากกว่าดูไบด้วยซ้ำ ตัวอย่างง่ายๆ คือ ที่ดูไบอาจไม่มีเนื้อหมูขายหรือว่าขายอย่างจำกัด แต่ว่าที่นี่มีกระทั่งร้านหมูกระทะ ร้านคาราโอเกะเพลงไทย ผู้คนแต่งกายแบบตะวันตกได้ สุภาพสตรีก็ขับรถได้ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเพิ่งอนุญาตให้สุภาพสตรีขับรถเองเมื่อไม่กี่ปีนี้เท่านั้น

บาห์เรนเป็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องคมนาคมและการสื่อสาร สนามบินนานาชาติบาห์เรนและสายการบิน Gulf Air เป็นสนามบินและสายการบินที่เก่าแก่ที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ก่อนเวลาใครจะไปไหนมาไหนก็ต้องมาสนามบินบาห์เรน เปรียบเหมือนดอนเมืองเมื่อสมัย 30 ปีก่อนที่เป็นจุดเปลี่ยนเครื่องของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้บาห์เรนยังถมที่ขยายแผ่นดินไปเรื่อยๆ เพื่อตอบรับการเติบโตของบ้านเมือง 

 นโยบายของรัฐบาลคือทำให้ประเทศมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาทั้งฝ่ายภาครัฐและเอกชน ทำให้ประเทศมีคุณค่าด้วยการเป็นพื้นที่ติดต่อค้าขายระดับนานาชาติ บาห์เรนจึงจัดกิจกรรมสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งรถ Formula One จัดประชุม Global Entrepreneurship Conference ที่รวม SMEs กับสตาร์ทอัพมาคุยกัน เป็นจุดกระจายสินค้าไปจำหน่ายในซาอุดีอาระเบีย เพราะห่างกันเพียงข้ามสะพาน 24 กิโลเมตร นอกจากนี้การทำธุรกิจระหว่างประเทศก็สะดวกสบาย ถึงขั้นพูดกันว่าภายในหนึ่งวัน สามารถจดทะเบียน ตั้งบริษัท ได้รับใบอนุญาต แล้วก็ค้าขายในประเทศนี้ได้เลย 

สัมพันธ์กับเมืองไทย

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างบาห์เรนและไทยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2520 หรือ 43 ปีที่แล้ว แต่สถานทูตไทยมาเปิดทำการใน พ.ศ.2547 ก่อนหน้านั้นผู้ดูแลสารทุกข์สุกดิบคนไทยในบาห์เรนคือสถานทูตไทยในคูเวต ซึ่งจะแวะเวียนมาดูแลช่วยเหลือคนไทยช่วงวันพฤหัสบดีเหมือนกงสุลสัญจร ก่อนวันศุกร์และวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ

ต่อมาคนไทยในบาห์เรนเพิ่มมากขึ้น มีการเรียกร้องว่าควรเปิดสถานทูตที่นี่ด้วย จึงยื่นหนังสือแลกเปลี่ยนว่าจะเปิดสัมพันธไมตรีระหว่างกันอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2547 โดยสถานทูตไทยในกรุงมานามามีบทบาทดูแลช่วยเหลือคนไทย ไม่ว่าเรื่องกฎหมาย เอกสาร และการจดทะเบียนต่างๆ 

ปัจจุบันประเทศในตะวันออกกลางที่คนไทยอยู่เยอะที่สุดคือที่ซาอุดีอาระเบีย คาดการณ์ว่ามีชาวไทยอยู่ประมาณ 9,000 – 10,000 คน เป็นคนที่เคยทำงานในซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ประมาณ 30 ปีที่แล้ว มีครอบครัวหรือชาวไทยมุสลิมที่ไปแสวงบุญแล้วย้ายถิ่นฐาน ส่วนชาวไทยในบาห์เรนมีจำนวนรองลงมา ประมาณ 7,000 – 9,000 คน (ข้อมูลก่อนเกิดสถานการณ์ COVID-19 ระบาด) ใกล้เคียงกับที่สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งคนไทยอยู่อาศัยทั้งในดูไบและอาบูดาบี โดยชาวไทยในบาห์เรนประกอบอาชีพหลากหลาย เช่น ทำร้านอาหารไทย สปา ร้านนวด ค้าขาย ฯลฯ

ในด้านภาพรวมความสัมพันธ์ บาห์เรนเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่คนไทยเดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้ในอดีตคนไทยอพยพเข้ามาทำงานมากมาย ท่านทูตฐานิศร์เล่าว่า หลายคนสร้างครอบครัวที่นี่แล้วหลายรุ่น บางคนก็เกิดและโตที่นี่ เป็นเด็กที่พูดภาษาไทย อาหรับ และอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

“คนที่นี่เกือบร้อยละเก้าสิบรู้จักประเทศไทยหมดเลย คนบาห์เรนไปไทยประมาณสามถึงห้าหมื่นคนต่อปี สถาบันกษัตริย์ของเขาจนถึงประชาชนต่างชื่นชอบประเทศไทย ดังนั้นไทยกับบาห์เรนค่อนข้างจะใกล้ชิดกัน ท่านนายกรัฐมนตรี Khalifa bin Salman Al Khalifa ก็รักคนไทย ท่านไปไทยบ่อยมาก ทั้งเป็นการส่วนตัวและการเยือนอย่างเป็นทางการ บางทีท่านก็ไปเล่าให้กับคนอื่นๆ ฟังว่า ท่านเป็นคนแรกๆ ที่ไปไทย แล้วก็มาแนะนำว่าให้คนอาหรับไปไทย แม้กระทั่งบอกสายการบินด้วยซ้ำว่าสายการบินในตะวันออกกลางควรจะมีเที่ยวบินไปไทย เรียกว่าเราก็อยู่กันได้ค่อนข้างสบาย เพราะมาทำงานในประเทศที่เขารักเรามันก็ง่ายหน่อย ธุรกิจ กิจกรรมต่างๆ ก็ง่ายขึ้น

“ท่านเล่าให้ฟังตลอดว่าชอบเมืองไทยมาก และท่านก็เคารพราชวงศ์ไทยมาก อย่างตอนงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบหกสิบปีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็ไป ตอนพระราชพิธีพระบรมศพและพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ท่านก็ไป”

ผลลัพธ์จากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นคือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ บาห์เรนเปิดพื้นที่ให้สร้างศูนย์การค้า Thai Mart ซึ่งนายกรัฐมนตรีรัฐบาลบาห์เรนอนุโลมให้คนไทยเป็นพิเศษ เมื่อมาเช่าร้านในศูนย์การค้านี้ก็จะได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของธุรกิจ 100 เปอร์เซ็นต์

ท่านทูตอธิบายเพิ่มว่า ธรรมดาระบบการเข้ามาติดต่อในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยเฉพาะแถบนี้จะต้องมาในระบบสปอนเซอร์ หรือที่เรียกว่า 49 : 51 สมมติว่าเอาสบู่สปาเข้ามาขาย ก็ต้องหา Local Partner เป็นคนอาหรับซึ่งจะถือหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการขายสบู่ก็ต้องบวกต้นทุนเพิ่มเติมสำหรับแบ่งให้หุ้นส่วนท้องถิ่น แต่ Thai Mart เป็นข้อยกเว้นพิเศษ คนไทยจดทะเบียนการค้าได้เอง และศูนย์การค้าเปิดใหม่แห่งนี้ก็เป็นศูนย์รวมและแหล่งกระจายสินค้าไทยสู่ตะวันออกกลางที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งสร้างงานให้คนไทยได้อย่างต่ำๆ 1,500 คน เป็นโมเดลคล้าย Dragon City ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของจีนในบาห์เรน

ที่พึ่งของชาวไทยพลัดถิ่น

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

คฤหาสน์หลังงามที่เป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา อยู่ในเขตที่พักอาศัยของเมืองหลวงบาห์เรน ล้อมรอบด้วยบ้านพักอาศัยและคลินิกต่างๆ บ้านใหญ่โตหลังนี้เป็นของนักธุรกิจชาวบาห์เรนซึ่งตั้งใจสร้างเป็นที่พักอาศัย เมื่อสร้างและตกแต่งเสร็จ คณะทำงานชาวไทยได้มาเห็นที่นี่ จึงเจรจาเช่าเป็นสถานทูตตลอดมา โดยนำของตกแต่งจากเมืองไทยมาประดับสถานที่ตามความเหมาะสม

“การเลือกสถานทูต อันดับแรกเราต้องดูว่าอยู่ในที่ที่การคมนาคมสะดวกนะครับ สัญจรง่าย อีกอย่างคือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องดูว่าอยู่ในย่านที่ปลอดภัยหรือเปล่า อย่างบาห์เรนเขาให้ความสำคัญกับสถานทูตมาก ทุกสถานทูตและทำเนียบทูตมีตำรวจท้องถิ่นเฝ้าดูแล เพราะในตะวันออกกลางมีสถานการณ์ก่อการร้ายอยู่บ้าง แต่ที่นี่ไม่มีปัญหาอะไร แม้กระทั่งช่วงที่วุ่นวายอย่าง Arab Spring ก็ไม่กระทบกระเทือนเท่าไหร่

“เกณฑ์อีกอย่างที่ต้องดูคือเรื่องความคุ้มค่า ระหว่างเช่ากับซื้อเลย อะไรคุ้มค่าการลงทุนมากกว่า สถานทูตแถบตะวันออกกลางมักเป็นที่เช่า ข้อดีของการเช่าคือถ้าอยู่ไปในระยะหนึ่งแล้ว เราคิดว่ามีที่ใหม่เหมาะสมกว่าเพราะเมืองขยายตัว เราก็ไปอยู่ที่ใหม่ได้ด้วย ประเทศนี้เสรีหน่อยคือไม่ต้องอยู่รวมกัน”

อดีตกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย แถมเกร็ดว่า ที่ซาอุดีอาระเบีย ทุกสถานทูตต้องอยู่รวมกันเป็น Compound ที่ Riyadh เวลาใครจะไปไหนมาไหนก็ต้องไปทำเรื่องขอวีซ่าที่เดียวกันหมด เป็นทั้งที่ทำงาน เป็นสถานทูต แล้วก็เป็นบ้านพักด้วย อยู่กันเป็นวงเวียนขนาดใหญ่จนเรียกได้ว่าเป็นเมืองย่อมๆ ส่วนที่ Jeddah สถานกงสุลใหญ่เป็นที่เล็กๆ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาลไทย

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

นอกจากเป็นจุดดูแลช่วยเหลือคนไทย สถานทูตกรุงมานามาก็เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมสำคัญของคนไทยในบาห์เรน เช่น พิธีถวายสักการะ จุดเทียนร้องเพลงถวายพระพรชัยมงคล จัดงานเฉลิมฉลองในวันสำคัญต่างๆ สระน้ำด้านหลังสถานทูตก็ใช้จัดพิธีลอยกระทงทุกปี และทุกวันเสาร์ห้องรับแขกของสถานทูตจะแปรสภาพเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กชื่อโรงเรียนก.ไก่ กระดานดำจะถูกเข็นออกมา เช่นเดียวกับโต๊ะที่วางเรียงเป็นหย่อม โดยผู้ปกครองชาวไทยผลัดเปลี่ยนมาช่วยกันสอนภาษาไทยให้เด็กๆ ที่เกิดและเติบโตไกลจากสยามประเทศ ซึ่งมีจำนวนราว 50 – 60 คน 

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

ชั้นบนของสถานทูตเป็นส่วนออฟฟิศทำงานของคณะทูต โบนัสของที่นี่คือดาดฟ้าโล่งกว้างทิวทัศน์งดงาม มุมหนึ่งมองเห็นถนนใหญ่ที่พลุกพล่าน และอีกมุมเห็นชุมชนบ้านหลังอื่นๆ ที่เงียบสงบ งานส่วนใหญ่ของสถานทูตจัดขึ้นที่อาคารนี้ หรือจัดที่โรงแรมในกรณีกิจกรรมใหญ่ ส่วนตัวทำเนียบทูตที่อยู่แยกออกไป มักใช้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำคณะเล็กๆ หรือจัดงานในสวน 

“ที่นี่มีกิจกรรมเยอะ กลุ่มประเทศอาเซียนก็มีจัดงาน ASEAN Day ร่วมกัน เราจัด Thai Festival ด้วย ของไทยๆ ทั้งหลายเขาชอบครับ ปีก่อนๆ มีกิจกรรมเขียนร่ม นวดไทย ผ้าไทย แกะสลักผลไม้ คนก็สนใจแล้วมาขอเรียน แต่ที่ดังที่สุดคืออาหารไทย บาห์เรนมีร้านอาหารไทยเยอะมาก เราเคยร่วมกับห้างสรรพสินค้า Lulu ซึ่งขายอาหารไทยอยู่แล้ว เขาก็จัดให้วันปรุงอาหารไทย ทดลองอาหารไทยรสนั้นรสนี้ 

“ต่อไป Thai Mart เปิดตัว มี Exhibition Area ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน ยิ่งจัดกิจกรรมได้หลายอย่าง ให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและผลิตภัณฑ์ไทยเปิดตัวสู่สาธารณะได้มากขึ้น แทนที่จะจำกัดโดยมีบัตรเชิญ ก็เปิดให้เป็นสัปดาห์เทศกาลไทยเลย คล้ายๆ ที่ ททท. ทำแคมเปญ Eat Thai Visit Thai ให้ร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงจัดโปรโมชันพิเศษตลอดหนึ่งเดือน เราก็คงจะทำคล้ายๆ กัน”

ท่านทูตตบท้ายด้วยความหวัง ความสัมพันธ์ของสองประเทศที่อยู่ห่างไกลกันจะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นด้วยความร่วมมือของทั้งคนไทยและคนบาห์เรนที่รักเมืองไทย

ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกากำลังสร้างอาคารหลังใหม่ในรอบเกือบ 30 ปี เป็นหนึ่งในอาคารที่ใหญ่ในเขตสถานเอกอัครราชทูตฯ ใจกลางถนนวิทยุ มูลค่าการก่อสร้างตึกนี้สูงถึง 625 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และว่าจ้างคนงานไทยประมาณ 2,000 คนตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในแวดวงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในเมืองไทย หลายคนเมื่อนึกภาพสถานเอกอัครราชทูตของแดนอินทรี คงเห็นภาพเขตแดนต้นไม้ร่มรื่น บ้านโบราณที่เป็นที่พำนักเอกอัครราชทูต หรืออาคารสำนักงานสีขาวจากทศวรรษ 90 ตั้งตระหง่านในรั้วขาว

วันนี้ (7 ตุลาคม ค.ศ. 2021) พิธีตักหน้าดินเริ่มขึ้น และอาคารออฟฟิศหลังใหม่ที่รวมการออกแบบและเทคโนโลยีล้ำสมัยได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวแล้ว ก่อนอาคารนี้จะเสร็จสิ้นและเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชนในราวๆ ค.ศ. 2025 เราได้พูดคุยกับอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต ไมเคิล ฮีธ (Michael Heath) รวมถึงต่อสายตรงถึงทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก คริสโตเฟอร์ ชาร์เปิลส์ (Christopher Sharples) หนึ่งในผู้ก่อตั้งและหัวหน้าบริษัท SHoP Architects และ นาดีน เบอร์เกอร์ (Nadine Berger) รองหัวหน้าและผู้จัดการโครงการนี้ เพื่อพาผู้อ่านไปทำความรู้จักออฟฟิศใหม่ที่รวมเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่กว่า 33 ไร่ ก่อนใคร 

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

The New Office 

แม้อาณาเขตของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกากินบริเวณกว้างใหญ่มากทั้งสองฝั่งของถนนวิทยุ พื้นที่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่อาคาร แต่เป็นพื้นที่สีเขียวร่มรื่น บริเวณทำงานของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ กระจายอยู่ในอาคารหลายหลัง 

พื้นที่ของออฟฟิศใหม่นี้อยู่ระหว่างทิศตะวันตกของถนนวิทยุ กับทิศตะวันออกของถนนร่วมฤดี เดิมบริเวณนี้เคยมีอาคารที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 60 ต่อมาทีมสถาปนิก Kallmann McKinnell & Wood เข้ามาสร้างอาคารใหม่ในยุค 90 ให้มีพื้นที่ใช้งานมากขึ้น อาคารต่างๆ ที่กระจัดกระจายสามารถเดินถึงกันได้ภายใน 15 นาที แต่เนื่องจากสถานเอกอัคราชทูตแห่งนี้ทำหน้าที่ศูนย์กลางการดำเนินงานระดับภูมิภาคมาเป็นเวลานาน มากกว่าครึ่งของพนักงานสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยมีหน้าที่รับผิดชอบงานระดับภูมิภาค บริหารจัดการทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ออฟฟิศผืนนี้จึงไม่เพียงพอต่อเจ้าหน้าที่จำนวนมากทั้งอเมริกันชนและชาวไทย

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

“เหตุผลที่ต้องสร้างอาคารใหม่คือเรามีภารกิจหลายสิ่งหลายอย่าง เรามีหน่วยงานสี่สิบเจ็ดหน่วยงานที่นี่ ดูแลทั้งภารกิจด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ การทหาร สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งตอนนี้เราต้องกระจายกันอยู่ในหลายๆ ตึกในกรุงเทพฯ แต่ออฟฟิศนี้จะรวบรวมให้ทุกคนได้มาอยู่ร่วมกันในตึกเดียว ซึ่งจะทำให้การติดต่อทำงานสะดวกขึ้น และดูแลความปลอดภัยของทุกคนให้รัดกุมได้” อุปทูตไมเคิลอธิบายเบื้องหลังของโปรเจกต์ยักษ์ ซึ่งท่านได้ทราบข่าวมาตั้งแต่เป็นกงสุลใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกาที่สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ใน ค.ศ. 2016 จึงคะเนได้ว่าโครงการนี้ได้เริ่มต้นตั้งแต่อย่างน้อยๆ 7 ปีก่อน 

“อาคารใหม่ของสถานทูตที่ออกแบบอย่างทันสมัยแห่งนี้ จะเป็นที่ตั้งของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ร่วมมือกับประเทศไทยและอาเซียน เพื่อยกระดับประเด็นสำคัญของภูมิภาค รวมทั้งการปรับปรุงด้านสาธารณสุข การจัดการกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ อาคารนี้ออกแบบให้สะท้อนถึงสถาปัตยกรรมแบบไทยเดิม และผมหวังว่าอาคารหลังใหม่นี้จะเป็นสัญลักษณ์และศูนย์กลางของมิตรภาพระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างยืนยาวในอนาคต

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

“เราเรียกตึกนี้ว่า The NOX ย่อมาจาก New Office Annex” อุปทูตบอกชื่อเล่นของตึกนี้ให้ฟัง “ผมคิดว่าถ้าตึกนี้เสร็จ มันคงเป็นออฟฟิศที่สบายและน่าอยู่ มีวิวที่สวยงาม ดีไซน์ก็สวยงามด้วย ตึกนี้มีความหมายกับผมมาก ผมเติบโตที่เมือง Cerritos แคลิฟอร์เนีย ตอนอายุสิบสี่ปีใน ค.ศ. 1978 ศาลากลางของเมืองของผมเป็นศาลากลางแห่งแรกของโลกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มันอยู่ใกล้บ้าน ครอบครัวผมเลยเดินไปงานพิธีเปิดที่มีผู้ว่าฯ มาเปิดงาน ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากที่คนเริ่มตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม และสี่สิบกว่าปีต่อมา ที่ทำงานของผมก็กำลังจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีสีเขียวด้วยเหมือนกัน”

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม

จากนิวยอร์กสู่บางกอก

ทีมงานผู้ออกแบบตึกใหม่นี้คือ SHoP บริษัทสถาปนิกจากนิวยอร์กที่เคยทำงานออกแบบอาคารใหญ่หลากหลายรูปแบบมาแล้วใน 5 ทวีป มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ โจทย์ของพวกเขาคือการสร้างอาคารสำนักงานที่แข็งแรงทนทานต่อภัยพิบัติ ไม่ว่าพายุฝน น้ำท่วม ไปจนถึงเหตุก่อการร้ายต่างๆ งานนี้จึงลงทุนกับโครงสร้างเน้นความแข็งแรงทนทาน ใช้วัสดุก่อสร้างมาจากทั้งเมืองไทยและสหรัฐฯ ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านมาตรฐานสหรัฐอเมริกา และทุ่มเทให้ระบบความปลอดภัยที่เข้มงวด โดย The NOX จะเป็นอาคารที่รองรับเจ้าหน้าที่กว่า 1,000 คน และใช้งานได้ยั่งยืนไปอีกอย่างน้อย 50 ปี 

“เราทำงานให้ฝ่ายสำนักปฏิบัติอาคารต่างประเทศ (Overseas Buildings Operations) หรือ OBO ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในทั่วโลก แล้วเราก็ตระหนักดีว่าเราเป็นแขกในบ้านเมืองอื่น มรดกสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และมิติต่างๆ ที่ส่งผลต่อสถาปัตยกรรมและสถานที่ จึงเป็นแรงบันดาลใจการออกแบบของเรา 

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ มีตึกสูงร่วมสมัยมากมายเหมือนเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ซึ่งตึกกระจกเหล่านั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เป็นเรื่องไม่ยากที่จะสร้างตึกแบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่ภารกิจของเราครับ หน้าที่ของเราคือสร้างตึกที่เป็นเครื่องหมายของมิตรภาพ ซึ่งต้องเป็นตึกที่ทนทาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงแสดงออกคุณค่าของชาวอเมริกัน แสดงออกถึงผลงานของสถาปนิกและเทคโนโลยีวิศวกรรมอเมริกันด้วย 

“และเรายังใส่ใจกับบริบทรอบข้างเป็นพิเศษ คือความเป็นเมืองไทยและความเป็นกรุงเทพฯ ซึ่งมีวัฒนธรรมซับซ้อนปะปนมานับร้อยๆ ปี ทำให้กรุงเทพฯ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พื้นที่และเป้าหมายภารกิจทำให้ที่นี่แตกต่าง” คริสโตเฟอร์อธิบายแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ

The NOX ตึกออฟฟิศใหม่ล้อมด้วยต้นไม้ในสถานทูตอเมริกา ที่สร้างจากแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อม
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

 ก่อนตึกจะออกมารูปร่างหน้าตาแบบนี้ ทีมงาน SHoP เดินทางมาเมืองไทยราวๆ 7 ครั้งในเวลา 2 ปี เพื่อเก็บข้อมูลเมืองไทย กรุงเทพมหานคร และติดต่อประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ เช่น ทีมสถาปนิก A49 

“เราใช้เวลาเดินทางและศึกษาสถาปัตยกรรมและมรดกวัฒนธรรมในเมืองและนอกเมือง ทั้งบ้านทรงไทย วัด ศาลา สถาปัตยกรรมล้านนา และเมืองหลวงเก่าอยุธยา วัตถุดิบ เครื่องตกแต่ง และสีสันที่รุ่มรวย เราศึกษาผ้าโบราณ กระเบื้อง ลวดลายพืชพรรณสัตว์ป่า ทำให้เราได้คิดถึงการผสมผสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และคิดว่าจะดึงภาพรูปทรง สีสัน ลวดลายที่เราเห็นเข้ามาในอาคารยังไง” นาดีนอธิบายเสริม

ทีมงานศึกษาดูงานสถาปัตยกรรมไทยจากที่ต่างๆ เช่น ปาร์คนายเลิศ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน และทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา พวกเขาชอบแนวคิดเรือนชานแบบไทยๆ ที่เชื่อมต่อพื้นที่ในบ้านอย่างชาญฉลาด ให้เป็นหนึ่งเดียวกับภูมิทัศน์ธรรมชาติข้างนอก ทั้งยังทำให้อากาศถ่ายเทหมุนเวียน เป็นวิธีการทำให้ผู้คนอยู่สบายในสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี

The NOX

The NOX แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ 6 ชั้นแรกเป็นพื้นที่ส่วนกลาง เช่น โถง โรงอาหาร ห้องประชุม เป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าสถานเอกอัครราชทูตจำนวนมากใช้ร่วมกันกับสาธารณชน และชั้นบนจะเป็นส่วนออฟฟิศที่เป็นทาวเวอร์สูงขึ้นไป 

ชั้นล่างนี้เรียกว่าเป็น Village ที่ยืมไอเดียชานเรือนไทยมาดัดแปลงใช้งาน มีทางเดินกว้าง เพดานสูงโปร่ง เปิดสู่ภูมิทัศน์รอบข้าง 5 – 6 ชั้นแรกนี้จะสูงพอๆ กับสเกลต้นก้ามปูยักษ์ที่สูงราวๆ 20 เมตรที่อยู่รอบๆ และกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ส่วนออฟฟิศสูงขึ้นไปจากนั้นเป็นอาคาร 14 ชั้นที่จะอยู่ระนาบเดียวกับตึกสูงรอบๆ เขตปทุมวัน

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“เรารู้สึกว่าอาคารนี้ไม่ควรเป็นอาคารกระจกที่เรียกร้องให้คนสนใจมันเพียงฝ่ายเดียว อาคารนี้ใหญ่มากนะครับ แต่เราก็อยากให้อาคารที่ออกมามีสเกลมนุษย์ เราสร้างตึกเพื่อมนุษย์ สัมพันธ์กับมนุษย์ และทำให้คนสัมพันธ์กัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อพนักงานทั้งชาวอเมริกันและชาวไทยที่ทำงานที่นี่ เลยออกแบบแท่งแผ่นอะลูมิเนียมเล็กๆ ห่อหุ้มรอบผนังกระจกของตัวอาคาร เพื่อสร้างร่มเงาให้อาคารเหมือนรั้วระเบียง แต่ขณะเดียวกันก็ยังมองเห็นวิว โดยไม่โดนแดดปะทะตรงๆ ในออฟฟิศ ซึ่งฟาซาดนี้จะลดอุณหภูมิตึกได้มาก และลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้มากๆ เมื่อมองมาที่นี่คุณจะไม่เห็นตึกกระจก แต่เห็นพื้นที่เปิดกว้าง

“สีหนึ่งที่ผมเห็นจากเมืองไทยคือสีบรอนซ์ชุบเคลือบ (Anodized Bronze) เราทำฟาซาดสีนี้ ซึ่งจะมองว่าสว่างก็ได้ มืดก็ได้ สีสันของตึกจะเปลี่ยนไปตลอดวัน วันไหนฟ้ามีเมฆตึกก็หม่น วันไหนแดดจ้าสีก็จะสดใสอบอุ่น และเวลากลางคืนเราก็ออกแบบให้มันเรืองแสง สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นในกรุงเทพฯ คือดราม่าและสีสันยามกลางคืน ตอนกลางคืนวัดส่องแสงสว่าง เราจับไอเดียว่าเมืองมีชีวิตในยามค่ำคืนด้วยออกมา 

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“ในแง่การใส่ความเป็นอเมริกัน เราคิดว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรที่จะเก็บรักษาของดีเดิมให้มาอยู่ในตึกได้อย่างร่วมสมัยในศตวรรษนี้ แท่งอะลูมิเนียมรอบๆ ตึกใช้เทคนิคดิจิทัลสร้างทั้งหมด หยิบยืมรูปทรงและลวดลายของทั้งสองชาติมาใส่ไว้ และส่งไปที่เครื่องผลิตโดยตรง เทคโนโลยีอเมริกันมาช่วยให้การทำงานกับวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดโดยตรงเกิดขึ้น เหมือนการทำงานของช่างงานคราฟต์ที่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นร้อยๆ ปี

“ความท้าทายของอาคารนี้คือข้อกำหนดเรื่องความปลอดภัย และการออกแบบให้ตรงตามการใช้งานพื้นที่ สิ่งที่เราสนใจคือ ตึกนี้เป็นที่ทำงานของประชาชนคนอเมริกันและคนไทย ดังนั้น ต้องมีบรรยากาศของการอยู่ในประเทศอื่น และการอยู่ในประเทศตัวเอง ผสมผสานกัน” คริสโตเฟอร์อธิบายการดีไซน์อย่างชัดเจน

“โครงการนี้ซับซ้อนมาก โจทย์หลักๆ สามอย่างคือการเก็บรักษาสิ่งที่มีอยู่ ในพื้นที่มีต้นก้ามปูและทิวทัศน์สวยงามซึ่งต้องเก็บไว้ให้ใกล้ชิดและเป็นหนึ่งเดียวกับอาคาร อีกอย่างคือบรรจุทุกการใช้งานในตึกเดียว ให้ผู้ใช้งานทั้งพนักงานและผู้มาเยือนได้ประสบการณ์ที่ดี และสภาพภูมิอากาศที่เป็นความท้าทายใหญ่ที่สุด เพราะอากาศร้อนชื้น ฝนตกทั้งปี อาคารนี้ต้องทนทานต่อพายุฝน ใช้น้ำวนซ้ำ และต้องดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย” นาดีนกล่าวเสริม

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“เราคิดว่า ‘คลอง’ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เจ๋งมากในการรับมือกับพายุฝน และเวลาฝนไม่ตกก็ยังเป็นองค์ประกอบที่สวยงามมาก แต่ก็ยังไม่พอ เราต้องยกอาคารให้สูงเพื่อให้แน่ใจว่าถ้าฝนตกหนักมากๆ น้ำจะไม่ท่วม และหาวิธีจัดการระบายน้ำ ให้อากาศผ่านได้ด้วย” คริสโตเฟอร์แถมเรื่องการวางอาคารทั้งชุดบนแท่นสูงเหนือพื้นและคลองด้านล่าง ซึ่งสอดคล้องกับสถาปัตยกรรมล้านนา

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปมากๆ และน่าจะทำให้คนไทยยิ้มกว้างคือแผนกกงสุล ต่อไปจะเข้าถึงง่ายขึ้นมาก อาคารใหม่นี้จะมีอาคารและทางเข้าส่วนของฝ่ายกงสุลโดยเฉพาะ พื้นที่รอขอวีซ่าจะได้รับการจัดการใหม่ ไม่ปะปนกับเจ้าหน้าที่ ไม่มีการต่อคิวยาวมาด้านนอก มีสวนที่เห็นวิวต้นไม้สวยงามให้เดินผ่านก่อนเดินเข้าล็อบบี้ การออกแบบนี้ผู้มาเยือนจะได้รับการปกป้องจากแสงแดดและฝนตั้งแต่ทางเข้า เป็นการออกแบบประสบการณ์การต้อนรับที่ดีขึ้นที่ทีมงานภูมิใจมาก

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

“ตอนนาดีนกับผมมาเมืองไทยครั้งแรก สิ่งที่พวกเราประทับใจมากคือการเป็นหนึ่งเดียวกับระบบนิเวศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปในหลายๆ เมืองของอเมริกา ผมรู้สึกว่าคอนเซ็ปต์การเข้าถึงธรรมชาติของคนไทยกับคนอเมริกันต่างกัน คนอเมริกันรู้สึกว่าตัวเราแปลกแยกจากธรรมชาติ หรือพยายามจะควบคุมธรรมชาติ ขณะที่คนไทยมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติมากกว่า 

“สวนลุมพินีเหมือนเซ็นทรัลพาร์กของเรา แต่มีผ้าเจ็ดสีพันรอบต้นไม้ ตามริมคลองก็มีต้นก้ามปู โรงแรมใกล้ๆ ก็มีต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านเข้ามา ทุกพื้นที่มีความเป็นป่าความเป็นธรรมชาติผสมกับความเป็นเมือง พลังงานแบบนี้ที่ทำให้เราตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าเราไม่มีธรรมชาติ บ้านเรามีไคโยตี้ มีหนู แต่ธรรมชาติของไทยมันอยู่ร่วมทับซ้อนกันเป็นหนึ่งเดียวกับเมือง แถมยังมีนก งูยักษ์ ตัวเงินตัวทอง เมืองไทยมีความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติที่ผมคิดว่าสวยงาม” 

คริสโตเฟอร์เล่าความประทับใจต่อพื้นที่สีเขียว หนึ่งในข้อกำหนดที่ทีมงานสถาปนิกหมายมั่นปั้นมือ คือการเก็บภูมิทัศน์ร่มรื่นและคลองที่มีแต่เดิมเอาไว้ รวมถึงศาลาไทยและศาลาเฉลิมพระเกียรติที่อยู่ในคลองด้วย

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ
คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“ยิ่งมีโรคระบาด ชีวิตเรายิ่งต้องการต้นไม้ ต้องการพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ผลวิจัยวิทยาศาสตร์ก็ชี้ว่าแค่มองเห็นต้นไม้ก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ พืชพรรรณเหล่านี้ยังเติบโตเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ส่งผลต่อคน ธรรมชาติคือหนึ่งในวัสดุสำคัญในโครงการนี้ครับ Faye Harwell นักออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมของเรา ออกแบบทางเดินที่เป็นเนินสูงขึ้นเป็นเกลียวขึ้นตึก เมื่ออาคารสร้างเสร็จ น่าจะสนุกถ้าได้ลองเดินในสวนแล้ววนขึ้นตึก ผ่านศาลาไทย เข้าไปในตึก เริ่มจากทางเข้ากงสุลแล้วเดินขึ้นไป” 

นาดีนรับช่วงอธิบายต่อ “เราอยากเก็บรักษาภูมิทัศน์สวยงามที่พนักงานคุ้นเคย และยังจะปลูกต้นไม้เพิ่มมากขึ้น เพราะต้นไม้ยังดูดซับน้ำฝนให้ด้วย พื้นที่นี้จะทำให้คนจากทั้งสองวัฒนธรรมต่างอยู่สบาย มี Public Space ทั้งในตึกและกลางแจ้ง ซึ่งช่วยทำให้คนใกล้ชิดธรรมชาติและสื่อสารกันมากขึ้น

“มีวิธีการหลายอย่างในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อม งานนี้ไม่ใช่แค่การทำงานจากมุมมองของเราฝ่ายเดียว แต่ข้อกำหนดต่างๆ และแรงบันดาลใจจากเมืองไทย รวมถึงการเคารพสิ่งที่พื้นที่มีอยู่และมอบให้ ทำให้เราสร้างตึกที่ทนทาน ปลอดภัย และยั่งยืนขึ้นมาได้ ทั้งยังน่าอยู่ สวยงาม สง่างามทั้งกลางวันและกลางคืน” 

Green Working Space

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาได้ขึ้นทะเบียนเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ในธรรมชาติ หรือ Certified Wildlife Habitat กับสหพันธ์สัตว์ป่าแห่งชาติ (NWF) ในอเมริกา เพราะมีพื้นที่มีปัจจัยที่เป็นมิตรกับสัตว์ต่างๆ คือมีแหล่งอาหาร น้ำ พื้นที่หลบภัย และพื้นที่ให้สัตว์ได้เลี้ยงดูลูก ที่นี่จึงมีนกและปลาหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงงู เต่า และตัวเงินตัวทอง 

ความอุดมสมบูรณ์ที่มีเป็นทุนเดิม ยิ่งทำให้โครงการนี้มีเป้าหมายการก่อสร้างอาคารให้ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมระดับ Silver ภายใต้มาตรฐาน Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) และมีองค์ประกอบมากมายที่ออกแบบมาเพื่อให้อาคารมีความยั่งยืนยิ่งขึ้น 

เราอยู่ในศตรวรรษที่ 21 ที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นวิกฤตอันดับหนึ่ง ถึงตอนนี้จะมีวิกฤตโควิด-19 ร่วมด้วย แต่วิกฤตที่เราจะเผชิญตลอดชีวิต ไปจนถึงรุ่นลูกหลานของเราคือปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เราต้องพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายซึ่ง ก็คือการลดการปล่อยคาร์บอน ลดวิกฤตโลกร้อน” อุปทูตไมเคิลยืนยันเรื่องมาตรการสิ่งแวดล้อม 

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

“วัฒนธรรมสีเขียวของที่นี่ค่อนข้างแข็งแรง เรามีหน่วยงาน Greening Diplomacy Initiative (GDI) ที่สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาทั่วโลกจะจัดการแข่งขันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกัน ว่าที่ไหนจะมีพื้นที่สีเขียว และลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาในประเทศไทยชนะรางวัลมาแล้วสามครั้งในรอบแปดปี เราชอบแข่งขันมาก ทูตคนก่อนๆ ก็ชอบและใส่ใจการแข่งขันนี้ด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะเราแข่งกันทำเรื่องที่มีประโยชน์”

ท่านทูตเล่าว่าปัจจุบันอาคารในสถานเอกอัครราชทูตก็ลดใช้พลังงานแล้ว เช่น ใช้ไฟ LED ประหยัดพลังงาน รณรงค์ให้ทุกคนประหยัดไฟ ซึ่งทำให้ค่าไฟที่นี่ลดลงมา 12 เปอร์เซ็นต์ในรอบ 5 ปี เจ้าหน้าที่ต่างคนก็ต่างร่วมมือดูแลสิ่งแวดล้อมในแบบของตัวเอง เช่น เข้าร่วม World Car-Free Day และ World Cleanup Day ร่วมกันเก็บขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยา 

เมื่อประกอบกับการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนจากสถาปนิก ออฟฟิศใหม่ของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาที่เราจะได้เห็นในอีก 4 ปีข้างหน้าจะเปี่ยมมาตรการเพื่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสีเขียวอย่างแน่นอน

คุยกับอุปทูตอเมริกา ไมเคิล ฮีธ และทีมสถาปนิกจากนิวยอร์ก ถึงการสร้างออฟฟิศใหม่เพื่อความยั่งยืนใจกลางถนนวิทยุ

ภาพบางส่วน : สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ข้อมูลอ้างอิง

Th.usembassy.gov

OBO_Bangkok-Monograph_THAI_eBook.pdf

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load