ปีที่แล้ว The Cloud ไปตามรอยเส้นทางสายไหม

ไม่ใช่เส้นทางสายประวัติศาสตร์อันเลื่องชื่อ แต่เป็นผ้าไหมไทยที่ได้รับการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ THAI Textiles The Touch of Thai ใน 3 ประเทศตะวันออกกลาง อันเป็นผลงานความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรม

โครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างแดนซึ่งมีผ้าไทยเป็นแกนหลักจัดอย่างสนุกสนาน ที่ประเทศบาห์เรน งานแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยประสบความสำเร็จมาก ถึงขั้นท่านนายกรัฐมนตรี เจ้าชาย Khalifa bin Salman Al Khalifa ทรงอนุญาตให้คณะทำงานชาวไทยไปจับพระหัตถ์ที่วังของพระองค์ ทั้งยังเสด็จมาเปิดงานด้วยพระองค์เอง 

เจ้าชาย Khalifa bin Salman Al Khalifa
เจ้าชาย Khalifa bin Salman Al Khalifa

เพื่อทำความรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างบาห์เรนกับสยามให้ดียิ่งขึ้น ท่านเอกอัครราชทูตไทย ฐานิศร์ ณ สงขลา เปิดประตูสถานทูตไทยประจำกรุงมานามาให้เราเข้าไปเยี่ยมชม ทั้งยังแบ่งปันเรื่องราวของดินแดนเกาะเล็กๆ ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นมิตรกับเมืองไทยตลอดมาให้เราได้ฟัง

ยินดีต้อนรับสู่บาห์เรน ดินแดนแห่งสองทะเล ณ บัดนี้ 

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

เล็กที่สุดในตะวันออกกลาง

ถ้าดูแผนที่ตะวันออกกลาง จะเห็นว่าราชอาณาจักรบาห์เรนเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย เป็นกลุ่มเกาะเล็กๆ ล้อมรอบด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นเจ้าแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ขนาดของประเทศนี้ใกล้เคียงกับจังหวัดนนทบุรี ความยาวราวเกาะภูเก็ต มีประชากรน้อยที่สุดในตะวันออกกลาง คือแค่ 1.5 ล้านคน ในจำนวนนี้เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์เป็นคนต่างชาติที่มาอยู่อาศัยและทำงานที่นี่ 

อากาศที่บาห์เรนร้อนจัด ชนิดที่ว่าช่วงหน้าร้อน กฎหมายกำหนดว่าการทำงานกลางแจ้งต้องทำหลัง 4 – 5 โมงเย็นเป็นต้นไป แต่เวลาหนาวก็ลงไปจนถึงเลขตัวเดียว เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเกาะล้อมด้วยทะเล บาห์เรนจึงมีฝนตกสม่ำเสมอ มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบียที่ฝนตกเพียงปีละ 2 – 3 ครั้ง

ด้านระบอบการปกครอง บาห์เรนเป็นราชาธิปไตยกึ่งรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีจากราชวงศ์ Al Khalifa จุดเด่นของประเทศนี้คือความปรองดอง เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน ชาวบาห์เรนภูมิใจในสันติภาพ ยอมรับความแตกต่างของอิสลามนิกายอื่นและศาสนาอื่นๆ 

ด้วยพื้นที่เล็กจิ๋ว น้ำมันจึงไม่ใช่คำตอบเศรษฐกิจเหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่ร่ำรวยมหาศาล รายได้ประชาชาติของบาห์เรนเป็นอันดับท้ายๆ ของกลุ่ม GCC (Gulf Cooperation Countries) รายได้ต่อหัวต่อคนตกปีละประมาณ 24,000 เหรียญสหรัฐฯ (แต่ก็ยังมากกว่าเมืองไทย ซึ่งน้อยกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐฯ) จัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่ง และดำเนินเศรษฐกิจอย่างน่าสนใจ 

เกาะแห่งการพบปะสังสรรค์

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

กลยุทธ์ของชาวบาห์เรน คือการเปิดประเทศเป็นศูนย์รวมการสังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจ รายได้หลักของบาห์เรนมาจากการท่องเที่ยว สินค้าและบริการ มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งจากประเทศแถบนี้และประเทศอื่นๆ ปีละประมาณ 12 ล้านคน เฉลี่ยประมาณเดือนละล้านคน ช่วงวันศุกร์และวันเสาร์ที่เป็นวันหยุดราชการของประเทศมุสลิม ชาวประเทศเพื่อนบ้านจะขับรถมาท่องเที่ยวจับจ่ายกันมากมาย

ที่นี่เป็นพหุสังคมเปิดกว้างของคนหลายเชื้อชาติศาสนา มีทั้งพื้นที่แยกชายหญิงสำหรับมุสลิมที่เคร่งครัด ไปจนถึงผับ บาร์ และสถานจัดเลี้ยงสำหรับศาสนิกชนอื่น บางคนบอกว่าประเทศนี้เปิดมากกว่าดูไบด้วยซ้ำ ตัวอย่างง่ายๆ คือ ที่ดูไบอาจไม่มีเนื้อหมูขายหรือว่าขายอย่างจำกัด แต่ว่าที่นี่มีกระทั่งร้านหมูกระทะ ร้านคาราโอเกะเพลงไทย ผู้คนแต่งกายแบบตะวันตกได้ สุภาพสตรีก็ขับรถได้ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเพิ่งอนุญาตให้สุภาพสตรีขับรถเองเมื่อไม่กี่ปีนี้เท่านั้น

บาห์เรนเป็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องคมนาคมและการสื่อสาร สนามบินนานาชาติบาห์เรนและสายการบิน Gulf Air เป็นสนามบินและสายการบินที่เก่าแก่ที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ก่อนเวลาใครจะไปไหนมาไหนก็ต้องมาสนามบินบาห์เรน เปรียบเหมือนดอนเมืองเมื่อสมัย 30 ปีก่อนที่เป็นจุดเปลี่ยนเครื่องของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้บาห์เรนยังถมที่ขยายแผ่นดินไปเรื่อยๆ เพื่อตอบรับการเติบโตของบ้านเมือง 

 นโยบายของรัฐบาลคือทำให้ประเทศมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาทั้งฝ่ายภาครัฐและเอกชน ทำให้ประเทศมีคุณค่าด้วยการเป็นพื้นที่ติดต่อค้าขายระดับนานาชาติ บาห์เรนจึงจัดกิจกรรมสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งรถ Formula One จัดประชุม Global Entrepreneurship Conference ที่รวม SMEs กับสตาร์ทอัพมาคุยกัน เป็นจุดกระจายสินค้าไปจำหน่ายในซาอุดีอาระเบีย เพราะห่างกันเพียงข้ามสะพาน 24 กิโลเมตร นอกจากนี้การทำธุรกิจระหว่างประเทศก็สะดวกสบาย ถึงขั้นพูดกันว่าภายในหนึ่งวัน สามารถจดทะเบียน ตั้งบริษัท ได้รับใบอนุญาต แล้วก็ค้าขายในประเทศนี้ได้เลย 

สัมพันธ์กับเมืองไทย

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างบาห์เรนและไทยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2520 หรือ 43 ปีที่แล้ว แต่สถานทูตไทยมาเปิดทำการใน พ.ศ.2547 ก่อนหน้านั้นผู้ดูแลสารทุกข์สุกดิบคนไทยในบาห์เรนคือสถานทูตไทยในคูเวต ซึ่งจะแวะเวียนมาดูแลช่วยเหลือคนไทยช่วงวันพฤหัสบดีเหมือนกงสุลสัญจร ก่อนวันศุกร์และวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ

ต่อมาคนไทยในบาห์เรนเพิ่มมากขึ้น มีการเรียกร้องว่าควรเปิดสถานทูตที่นี่ด้วย จึงยื่นหนังสือแลกเปลี่ยนว่าจะเปิดสัมพันธไมตรีระหว่างกันอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2547 โดยสถานทูตไทยในกรุงมานามามีบทบาทดูแลช่วยเหลือคนไทย ไม่ว่าเรื่องกฎหมาย เอกสาร และการจดทะเบียนต่างๆ 

ปัจจุบันประเทศในตะวันออกกลางที่คนไทยอยู่เยอะที่สุดคือที่ซาอุดีอาระเบีย คาดการณ์ว่ามีชาวไทยอยู่ประมาณ 9,000 – 10,000 คน เป็นคนที่เคยทำงานในซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ประมาณ 30 ปีที่แล้ว มีครอบครัวหรือชาวไทยมุสลิมที่ไปแสวงบุญแล้วย้ายถิ่นฐาน ส่วนชาวไทยในบาห์เรนมีจำนวนรองลงมา ประมาณ 7,000 – 9,000 คน (ข้อมูลก่อนเกิดสถานการณ์ COVID-19 ระบาด) ใกล้เคียงกับที่สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งคนไทยอยู่อาศัยทั้งในดูไบและอาบูดาบี โดยชาวไทยในบาห์เรนประกอบอาชีพหลากหลาย เช่น ทำร้านอาหารไทย สปา ร้านนวด ค้าขาย ฯลฯ

ในด้านภาพรวมความสัมพันธ์ บาห์เรนเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่คนไทยเดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้ในอดีตคนไทยอพยพเข้ามาทำงานมากมาย ท่านทูตฐานิศร์เล่าว่า หลายคนสร้างครอบครัวที่นี่แล้วหลายรุ่น บางคนก็เกิดและโตที่นี่ เป็นเด็กที่พูดภาษาไทย อาหรับ และอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

“คนที่นี่เกือบร้อยละเก้าสิบรู้จักประเทศไทยหมดเลย คนบาห์เรนไปไทยประมาณสามถึงห้าหมื่นคนต่อปี สถาบันกษัตริย์ของเขาจนถึงประชาชนต่างชื่นชอบประเทศไทย ดังนั้นไทยกับบาห์เรนค่อนข้างจะใกล้ชิดกัน ท่านนายกรัฐมนตรี Khalifa bin Salman Al Khalifa ก็รักคนไทย ท่านไปไทยบ่อยมาก ทั้งเป็นการส่วนตัวและการเยือนอย่างเป็นทางการ บางทีท่านก็ไปเล่าให้กับคนอื่นๆ ฟังว่า ท่านเป็นคนแรกๆ ที่ไปไทย แล้วก็มาแนะนำว่าให้คนอาหรับไปไทย แม้กระทั่งบอกสายการบินด้วยซ้ำว่าสายการบินในตะวันออกกลางควรจะมีเที่ยวบินไปไทย เรียกว่าเราก็อยู่กันได้ค่อนข้างสบาย เพราะมาทำงานในประเทศที่เขารักเรามันก็ง่ายหน่อย ธุรกิจ กิจกรรมต่างๆ ก็ง่ายขึ้น

“ท่านเล่าให้ฟังตลอดว่าชอบเมืองไทยมาก และท่านก็เคารพราชวงศ์ไทยมาก อย่างตอนงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบหกสิบปีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็ไป ตอนพระราชพิธีพระบรมศพและพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ท่านก็ไป”

ผลลัพธ์จากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นคือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ บาห์เรนเปิดพื้นที่ให้สร้างศูนย์การค้า Thai Mart ซึ่งนายกรัฐมนตรีรัฐบาลบาห์เรนอนุโลมให้คนไทยเป็นพิเศษ เมื่อมาเช่าร้านในศูนย์การค้านี้ก็จะได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของธุรกิจ 100 เปอร์เซ็นต์

ท่านทูตอธิบายเพิ่มว่า ธรรมดาระบบการเข้ามาติดต่อในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยเฉพาะแถบนี้จะต้องมาในระบบสปอนเซอร์ หรือที่เรียกว่า 49 : 51 สมมติว่าเอาสบู่สปาเข้ามาขาย ก็ต้องหา Local Partner เป็นคนอาหรับซึ่งจะถือหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการขายสบู่ก็ต้องบวกต้นทุนเพิ่มเติมสำหรับแบ่งให้หุ้นส่วนท้องถิ่น แต่ Thai Mart เป็นข้อยกเว้นพิเศษ คนไทยจดทะเบียนการค้าได้เอง และศูนย์การค้าเปิดใหม่แห่งนี้ก็เป็นศูนย์รวมและแหล่งกระจายสินค้าไทยสู่ตะวันออกกลางที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งสร้างงานให้คนไทยได้อย่างต่ำๆ 1,500 คน เป็นโมเดลคล้าย Dragon City ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของจีนในบาห์เรน

ที่พึ่งของชาวไทยพลัดถิ่น

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

คฤหาสน์หลังงามที่เป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา อยู่ในเขตที่พักอาศัยของเมืองหลวงบาห์เรน ล้อมรอบด้วยบ้านพักอาศัยและคลินิกต่างๆ บ้านใหญ่โตหลังนี้เป็นของนักธุรกิจชาวบาห์เรนซึ่งตั้งใจสร้างเป็นที่พักอาศัย เมื่อสร้างและตกแต่งเสร็จ คณะทำงานชาวไทยได้มาเห็นที่นี่ จึงเจรจาเช่าเป็นสถานทูตตลอดมา โดยนำของตกแต่งจากเมืองไทยมาประดับสถานที่ตามความเหมาะสม

“การเลือกสถานทูต อันดับแรกเราต้องดูว่าอยู่ในที่ที่การคมนาคมสะดวกนะครับ สัญจรง่าย อีกอย่างคือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องดูว่าอยู่ในย่านที่ปลอดภัยหรือเปล่า อย่างบาห์เรนเขาให้ความสำคัญกับสถานทูตมาก ทุกสถานทูตและทำเนียบทูตมีตำรวจท้องถิ่นเฝ้าดูแล เพราะในตะวันออกกลางมีสถานการณ์ก่อการร้ายอยู่บ้าง แต่ที่นี่ไม่มีปัญหาอะไร แม้กระทั่งช่วงที่วุ่นวายอย่าง Arab Spring ก็ไม่กระทบกระเทือนเท่าไหร่

“เกณฑ์อีกอย่างที่ต้องดูคือเรื่องความคุ้มค่า ระหว่างเช่ากับซื้อเลย อะไรคุ้มค่าการลงทุนมากกว่า สถานทูตแถบตะวันออกกลางมักเป็นที่เช่า ข้อดีของการเช่าคือถ้าอยู่ไปในระยะหนึ่งแล้ว เราคิดว่ามีที่ใหม่เหมาะสมกว่าเพราะเมืองขยายตัว เราก็ไปอยู่ที่ใหม่ได้ด้วย ประเทศนี้เสรีหน่อยคือไม่ต้องอยู่รวมกัน”

อดีตกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย แถมเกร็ดว่า ที่ซาอุดีอาระเบีย ทุกสถานทูตต้องอยู่รวมกันเป็น Compound ที่ Riyadh เวลาใครจะไปไหนมาไหนก็ต้องไปทำเรื่องขอวีซ่าที่เดียวกันหมด เป็นทั้งที่ทำงาน เป็นสถานทูต แล้วก็เป็นบ้านพักด้วย อยู่กันเป็นวงเวียนขนาดใหญ่จนเรียกได้ว่าเป็นเมืองย่อมๆ ส่วนที่ Jeddah สถานกงสุลใหญ่เป็นที่เล็กๆ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาลไทย

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

นอกจากเป็นจุดดูแลช่วยเหลือคนไทย สถานทูตกรุงมานามาก็เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมสำคัญของคนไทยในบาห์เรน เช่น พิธีถวายสักการะ จุดเทียนร้องเพลงถวายพระพรชัยมงคล จัดงานเฉลิมฉลองในวันสำคัญต่างๆ สระน้ำด้านหลังสถานทูตก็ใช้จัดพิธีลอยกระทงทุกปี และทุกวันเสาร์ห้องรับแขกของสถานทูตจะแปรสภาพเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กชื่อโรงเรียนก.ไก่ กระดานดำจะถูกเข็นออกมา เช่นเดียวกับโต๊ะที่วางเรียงเป็นหย่อม โดยผู้ปกครองชาวไทยผลัดเปลี่ยนมาช่วยกันสอนภาษาไทยให้เด็กๆ ที่เกิดและเติบโตไกลจากสยามประเทศ ซึ่งมีจำนวนราว 50 – 60 คน 

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

ชั้นบนของสถานทูตเป็นส่วนออฟฟิศทำงานของคณะทูต โบนัสของที่นี่คือดาดฟ้าโล่งกว้างทิวทัศน์งดงาม มุมหนึ่งมองเห็นถนนใหญ่ที่พลุกพล่าน และอีกมุมเห็นชุมชนบ้านหลังอื่นๆ ที่เงียบสงบ งานส่วนใหญ่ของสถานทูตจัดขึ้นที่อาคารนี้ หรือจัดที่โรงแรมในกรณีกิจกรรมใหญ่ ส่วนตัวทำเนียบทูตที่อยู่แยกออกไป มักใช้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำคณะเล็กๆ หรือจัดงานในสวน 

“ที่นี่มีกิจกรรมเยอะ กลุ่มประเทศอาเซียนก็มีจัดงาน ASEAN Day ร่วมกัน เราจัด Thai Festival ด้วย ของไทยๆ ทั้งหลายเขาชอบครับ ปีก่อนๆ มีกิจกรรมเขียนร่ม นวดไทย ผ้าไทย แกะสลักผลไม้ คนก็สนใจแล้วมาขอเรียน แต่ที่ดังที่สุดคืออาหารไทย บาห์เรนมีร้านอาหารไทยเยอะมาก เราเคยร่วมกับห้างสรรพสินค้า Lulu ซึ่งขายอาหารไทยอยู่แล้ว เขาก็จัดให้วันปรุงอาหารไทย ทดลองอาหารไทยรสนั้นรสนี้ 

“ต่อไป Thai Mart เปิดตัว มี Exhibition Area ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน ยิ่งจัดกิจกรรมได้หลายอย่าง ให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและผลิตภัณฑ์ไทยเปิดตัวสู่สาธารณะได้มากขึ้น แทนที่จะจำกัดโดยมีบัตรเชิญ ก็เปิดให้เป็นสัปดาห์เทศกาลไทยเลย คล้ายๆ ที่ ททท. ทำแคมเปญ Eat Thai Visit Thai ให้ร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงจัดโปรโมชันพิเศษตลอดหนึ่งเดือน เราก็คงจะทำคล้ายๆ กัน”

ท่านทูตตบท้ายด้วยความหวัง ความสัมพันธ์ของสองประเทศที่อยู่ห่างไกลกันจะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นด้วยความร่วมมือของทั้งคนไทยและคนบาห์เรนที่รักเมืองไทย

ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อายุบวร! ผู้อ่านทุกท่าน 

คอลัมน์ The Embassy ฉบับนี้มีเรื่องพิเศษ 2 อย่าง 

ข้อแรก เรื่องนี้ส่งตรงจากใจกลางกรุงโคลัมโบ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของศรีลังกา หลังจากห่างหายการเล่าเรื่องสถานทูตไทยในต่างแดนไปนาน สถานเอกอัครราชทูตไทยในศรีลังกาได้พาชาวก้อนเมฆ มาเยือนไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย 

ข้อสอง แทนที่จะเล่าเรื่องสถานเอกอัครราชทูตหรือทำเนียบเอกอัครราชทูตตามขนบที่เคยเขียนมา เราพามาเปิด ‘สยามนิวาส’ บ้านแห่งวัฒนธรรมของชาวไทย ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงที่ทำการสถานทูตไทยหลังเก่า ฟื้นชีวิตบ้านโมเดิร์นเขตร้อนมาใช้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

ท่านทูตพจน์ หาญพล เอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ ให้เกียรติพาชมบ้านหลังนี้ พร้อมเจาะลึกเรื่องราวของประเทศศรีลังกา เกาะในเอเชียใต้ที่อยู่ใกล้อินเดียและมัลดีฟส์

ก่อนหน้าพาทัวร์บ้าน ขอเริ่มด้วยประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสักเล็กน้อย

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

Buddhist Diplomacy

คนไทยได้ยินชื่อศรีลังกา เป็นอันต้องนึกถึงศาสนาพุทธเป็นอันดับแรก ๆ ประชากรกว่า 70% ของประเทศนี้นับถือศาสนาพุทธนิการเถรวาทเหมือนคนไทย นักท่องเที่ยวไทยนิยมเดินทางมาไหว้พระธาตุเขี้ยวแก้วที่วัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ และคนศรีลังกาก็ชอบเที่ยวเมืองไทยตลอดมา

เรื่องราวความเกี่ยวข้องระหว่างสองประเทศนี้ผ่านศาสนาเป็นอย่างไร เราสรุปข้อมูลจากหนังสือ ‘กัลยาณมิตร’ โดย ฐากูร พานิช อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ มาสั้น ๆ ดังนี้ 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและศรีลังกามีเอกลักษณ์ที่ยากจะหาประเทศไหนมาเทียบเคียง ไทยและศรีลังกาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1955 แต่ก่อนหน้านั้น ไทยได้รับเอาพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาจากศรีลังกา เกิดเป็นนิกายลังกาวงศ์ในเมืองไทยเมื่อ 700 กว่าปีก่อน โดยพระราหุล พระสงฆ์ชาวลังกาได้จาริกจากพุกาม มาตั้งลังกาวงศ์ที่นครศรีธรรมราช 

หลังจากนั้นสองดินแดนก็มีสัมพันธ์ทางศาสนาต่อกันโดยตลอด เช่น การอาราธนาพระสงฆ์จากลังกามาเยือนสยาม การส่งสงฆ์จากหัวเมืองต่าง ๆ ไปบวชแปลงที่ศรีลังกา การรับพุทธศิลปะและปฏิมากรรมแบบศรีลังกามาปรับใช้กับท้องถิ่น การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากลังกามาประดิษฐานในสยาม รวมถึงการศึกษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ จากลังกา 

ซิมอง เดอ ลาลูแบร์ อัครราชทูตหนึ่งในคณะราชทูตฝรั่งเศสจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 บันทึกไว้ว่า ชาวสยามเชื่อว่าเมืองฝางหรือเมืองฟัน มีพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ 

ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาในศรีลังกาเสื่อมถอยลง ทั้งด้วยปัจจัยทางการเมือง การรุกรานจากภายนอก และการตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของชาติยุโรปที่เผยแผ่คริสต์ศาสนา พระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์ ทรงมีพระราชหฤทัยตั้งมั่นในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์พระองค์ต่อมา พระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์ ก็เช่นกัน ทั้งสองรัชกาลได้ทรงแต่งตั้งคณะทูตมาขอพระสงฆ์จากพระเจ้ากรุงสยาม ไปอุปสมบทพระที่ศรีลังกา ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา หรือช่วงประมาณ 270 ปีที่แล้ว 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
ชาวศรีลังกามาร่วมกิจกรรมแสดงดนตรีและหุ่นกระบอกไทย ที่จุฬาลงกรณ์ธรรมศาลา วัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร

การเดินทางโดยเรือสมัยนั้นยาวนานและอันตรายมาก คณะสงฆ์นำโดยพระอุบาลีเถระ ต้องเดินทางจากสยามด้วยเรือของชาวดัตช์ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเสากระโดงหัก เรือไปเกยตื้นที่นครศรีธรรมราช ครั้งที่ 2 ต้องเดินทางเกินกว่า 5 เดือนกว่าจะถึงจุดหมายที่เมืองแคนดี้ 

คณะสงฆ์สยามชุดพระอุบาลีเถระได้บรรพชาอุปสมบทชาวลังกาเป็นพระภิกษุ 600 รูป เป็นสามเณร 3,000 รูป เกิดเป็นคณะสงฆ์นิกาย ‘สยามวงศ์’ หรือ ‘สยามนิกาย’ ที่สืบทอดมาถึงทุกวันนี้ และมีวัดศรีลังกาภายใต้สยามวงศ์ถึง 5,500 แห่ง 

ในยุครัตนโกสินทร์ มีการส่งสมณทูตไปศรีลังกาอีก 4 ครั้ง เหตุการณ์สำคัญคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงรู้จักคุ้นเคยกับพระลังกาตั้งแต่สมัยพระองค์ทรงผนวชอยู่ จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์สั่งเครื่องพิมพ์จากอังกฤษ ส่งให้สงฆ์ลังกาพิมพ์หนังสือ ลังกาโลกา เป็นภาษาสิงหล ออกเผยแพร่เรื่องพุทธศาสนา และปัจจุบันเครื่องพิมพ์นี้ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี

แม้ไม่ใช่ประเทศที่มีพรมแดนติดกัน แต่ชาวไทยที่เดินทางไปศรีลังกาต่างก็รู้สึกคุ้นเคย ไม่แปลกแยกแตกต่างนัก เพราะมีวัฒนธรรมศาสนาใกล้เคียงกัน Buddhist Diplomacy ดำเนินมากว่า 700 ปี และจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างแข็งแรง 

การกระชับความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมสาขาอื่น ๆ และการดูแลความสัมพันธ์ระดับประชาชนก็สำคัญเช่นกัน โดยสถานทูตไทยได้ปักหมุดหมายใหม่ ณ สยามนิวาส อดีตที่ทำการสถานทูตไทย 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

จากคลินิกหมอทมิฬ สู่ที่ทำการสถานทูตไทย

เอกสารที่สถานทูตไทยในศรีลังกาเก็บไว้ ระบุว่าเดิมพื้นที่สยามนิวาสเป็นของ Frederick Charles Loos เศรษฐีนักกฎหมายชาวเบอร์เกอร์ (ชาวศรีลังกาเชื้อสายยุโรป) ซึ่งเรียกที่ดินแปลงหัวมุมถนนนี้เรียกว่า Peak View ต่อมาเมื่อเสียชีวิตลง ลูกหลานได้แบ่งที่ดินแปลงใหญ่ออกเป็น 6 แปลงย่อย โดย Dr. L.G. Arumugum แพทย์หญิงชาวทมิฬศรีลังกาได้ครอบครองที่ดินผืนนี้ โดยปลูกบ้านในราวปลายยุค 50 ถึงต้นยุค 60 และเปิดเป็นคลินิกรักษาคนไข้หลากหลายเชื้อชาติ 

บ้านหลังใหญ่ขนาด 2 ชั้น มี 9 ห้องด้านบน และห้องโถงใหญ่ตรงกลาง ด้านล่างมี 7 ห้อง หน้าตาละม้ายบ้านโมเดิร์นในสุขุมวิทหรือย่านอารีย์-สะพานควาย ยุค 60 – 70 หลังคาลาด เป็นบ้านเขตร้อนชื้นที่ออกแบบให้ลมผ่านบางส่วน ไม่ต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ที่ดินเปลี่ยนมือเจ้าของ เมื่อสงครามกลางเมืองระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬทวีความรุนแรงขึ้น ชาวสิงหลต้องการขับไล่ชาวทมิฬซึ่งเดิมมาจากอินเดียตอนใต้ออกไป มีการก่อจลาจลเผาทำลายทรัพย์สินของคนทมิฬ บ้านหลังนี้ก็เคยเป็นเป้าหมาย แต่รอดพ้นมาได้เพราะบรรดาเพื่อนบ้านและคนไข้ชาวสิงหลของคุณหมอได้ช่วยห้ามไว้ 

ในที่สุด คุณหมอซึ่งเป็นแพทย์ประจำคนไทยในกรุงโคลัมโบมานาน จึงตัดสินใจย้ายบ้าน และรีบติดต่อขายบ้านหลังนี้ให้รัฐบาลไทยในปี 1984 สำหรับใช้เป็นที่ทำการสถานทูต โดยเธอและลูกสาวอพยพไปออสเตรเลีย

รัฐบาลไทยรับซื้อและที่ดินขนาด 159 ตารางวา ด้วยงบประมาณที่เหลือจากการซื้อสถานทูตไทยในสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี ด้วยสนนราคา 6 ล้านรูปีศรีลังกา หรือราว ๆ เกือบ 6 ล้านบาทไทย ตามค่าแลกเปลี่ยนเงินตราในยุคนั้น (1 รูปี = 1.09 บาท ในปี 1984, 1 รูปี = 10 สตางค์ ในปี 2022) 

เมื่อได้บ้านหลังนี้มา กระทรวงการต่างประเทศก็ปรับปรุงเป็นที่ทำการสถานทูตไทย ด้านล่างเป็นที่ทำวีซ่า ด้านบนเป็นออฟฟิศ โดยไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างเดิมของบ้าน ทำเลที่ตั้งนับว่างดงามลงตัวมาก อยู่บนถนน Dr. C.W.W. Kannangara Mawatha ตรงข้ามสวนสาธารณะใหญ่ เยื้อง ๆ กับ Town Hall หรือศาลาเทศบาลเมืองโคลัมโบพอดิบพอดี ทั้งยังรายล้อมด้วยอาคารสำนักงานสำคัญ ๆ ของทั้งรัฐบาลและเอกชน 

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี เกิดเหตุระเบิดจากความไม่สงบบริเวณศาลาเทศบาล เพื่อความปลอดภัย สถานทูตไทยจึงย้ายที่ทำการออกจากอาคารในปี 2001 บ้านหลังนี้จึงปิดไว้ ไม่ได้ใช้งานนับแต่นั้น

ตัดภาพมาปี 2022 ย่านนี้ไร้เหตุก่อการร้าย มิหนำซ้ำนอกจากเป็นแหล่งราชการ ถนนเส้นนี้ยกระดับเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ก็กำลังจะเปิดใกล้ ๆ ถ้าให้เปรียบเทียบทำเลกับกรุงเทพฯ อาจบอกได้ว่าเป็นทำเลทองเสมือนเส้นถนนวิทยุ 

ท่านทูตพจน์และชาวนักการทูตไทยในศรีลังกา เห็นพ้องตรงกันว่าอาคารเก่าสมบัติของชาติไทยนี้มีคุณค่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งทรุดโทรมเสียหาย จึงตัดสินใจซ่อมแซมและใช้งานบ้านหลังนี้อีกครั้ง 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

“เราจัดการทำความสะอาดครั้งใหญ่ รื้อจุดที่เสียหาย ทาสี ติดไฟใหม่ ทำห้องน้ำใหม่ ติดเสาธงไทยอีกครั้ง แล้วพบว่าโครงสร้างบ้านแข็งแรงดีมาก ระบบท่อน้ำทิ้ง ท่อปฏิกูลที่เชื่อมต่อไปถนนเป็นเหล็กหล่ออย่างดี ใช้งานได้ดีถึงทุกวันนี้ ข้างในกลายเป็นดินปุ๋ยหมัก 21 ปี ที่เราเอามาปลูกต้นไม้ที่รอบบ้านนี้ต่อได้ เราทำใหม่แค่ระบบน้ำดีและระบบไฟฟ้าเท่านั้น” อาทิตย์ ประสาทกุล อัครราชทูตที่ปรึกษา ผู้ร่วมดูแลการรีโนเวตบ้าน อธิบายอย่างละเอียด

“วิศวกรที่มาประเมินตึกบอกว่าผนังหนา 1 ฟุต ไม่มีรอยร้าวที่ไหนเลย เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมโมเดิร์นยุค 50 – 60 ใจกลางเมืองที่สภาพดี เขาบอกว่าอาคารแบบนี้ในโคลัมโบก็น้อยลงไปเรื่อย ๆ แล้วนะ ซึ่งผมว่าก็ไม่ใช่แค่ในโคลัมโบหรอก บ้านแบบนี้ในไทยก็หายไปเยอะมาก ๆ แล้วเหมือนกัน

“ครั้นจะย้ายกลับมาเป็นออฟฟิศคงต้องใช้เงินมหาศาล วิธีที่ง่าย เร็ว และคุ้มค่าที่สุด คือใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมของสถานทูตไทย และรวมไปถึงชาวอาเซียนด้วยนะ พวกเราทุกคนที่สถานทูตเชื่อว่าถ้าเราทำสเปซให้ดี เดี๋ยวกิจกรรมก็ตามมาเอง” 

สยามนิวาส

ท่านทูตพจน์ หาญพล เป็นผู้ตั้งชื่อ สยามนิวาส หรือ Siam Nivasa ในภาษาสิงหล

“คำว่า สยาม เป็นที่รู้จักในศรีลังกาอยู่แล้วว่าหมายถึงเมืองไทย ส่วนคำว่า Nivasa ก็คือนิวาสหรือบ้าน ชื่อสยามนิวาสจึงหมายถึง House of Siam

“เราอยู่ในที่ศูนย์กลางของเมือง อยากให้ใครผ่านไปผ่านมาได้รู้ว่ามีความเป็นไทยอยู่ตรงนี้ เนื่องจากบ้านปิดไปนาน เราก็อยากเอาชีพจรไปใส่ในบ้านให้เคลื่อนไหวตลอดเวลา จัดกิจกรรมต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยไว้นิ่งเฉย ๆ อย่างงานเปิดตัวบ้านด้วยการแสดงหุ่นกระบอก ทูตอาเซียนมาทุกคน แล้วชอบกันมาก เป็นกิจกรรมที่ดี ต่อไปก็จะมีกิจกรรมหลากหลายอีกเรื่อย ๆ ”

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ภายในงานเปิดตัวสยามนิวาส มีการแสดงหุ่นกระบอกและเวิร์กชอปทำหุ่นกระบอกเล็ก ๆ ของตัวเองโดยบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย นำโดย นิเวศ แววสมณะ และคณะ ทำให้เด็ก ๆ ลูกครึ่งไทย-ศรีลังกาสนุกกันมาก การแสดงดนตรีเครื่องสายของนักดนตรี ณัฐพันธุ์ นุชอำพันธุ์ และ กมล บูรณกุล เสียงขิมผสานไวโอลินบรรเลงดนตรีไทยอ่อนหวาน ผสานด้วยซอของท่านทูตพจน์ที่รื้อฟื้นทักษะตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย มาร่วมแจมให้บรรยากาศบ้านสดชื่นมีชีวิตชีวา เป็นกันเอง 

และยิ่งมีขนมไทยอร่อย ๆ และเวิร์กชอปทำขนมไทยจากวัตถุดิบศรีลังกาของ พาฝัน ศุภวานิช Culinary Artist เจ้าของหวานนวล คิทเช่น สตูดิโอ การมาเยือนสยามนิวาสยิ่งสนุกสนาน เอร็ดอร่อย น่าจดจำและมาเยือนซ้ำอีกครั้ง 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

โดยปกติ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรมส่งออกการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปประเทศต่าง ๆ อยู่แล้ว คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยเคยไปจัดการแสดงในหลายประเทศ ซึ่งมักจัดในพื้นที่ของเจ้าบ้านประเทศนั้น ๆ การมาเยือนศรีลังกาครั้งนี้ ได้จัดทัวร์แสดงในเมืองต่าง ๆ ทั้งศาลากลางโคลัมโบ โรงแรม โรงเรียน ศูนย์การค้า ตลอดจนวัดศรีปรมานันทะราชมหาวิหาร แต่การแสดงในสยามนิวาส เป็นครั้งแรกที่คณะศิลปินไทยได้แสดงผลงานใน Cultural Center ไทยในต่างแดน 

เอกอัครราชทูตอธิบายว่าประเทศไทยมีมูลนิธิไทย (Thailand Foundation) ที่ดูแลการถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยมานาน แต่ไม่ได้มีการลงทุนสร้างศูนย์เผยแพร่วัฒนธรรมในประเทศต่าง ๆ แบบที่ประเทศมหาอำนาจทำกัน เหมือนที่จีนมีสถาบันขงจื่อ ญี่ปุ่นมี Japan Foundation เยอรมนีมี Goethe-Institut ฝรั่งเศสมี Alliance Francaise หรืออังกฤษมี British Council 

ท่านทูตพจน์หยิบภาพถ่ายเก่าของสยามนิวาสมาให้ดู

“ตอนนี้หน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ แต่ดูภาพนี้สิ แต่ก่อนมันต้นเล็กนิดเดียวเท่านั้น มันเล่าเรื่องอดีตที่ผ่านมาของที่ทำการสถานทูตไทย และตอนนี้เรากำลังจะมีศูนย์วัฒนธรรมไทยของเราเอง เป็นการเริ่มต้นแบบเล็ก ๆ เรียบง่าย ใช้อาคารที่มีอยู่เดิม ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณน้อยที่สุด”

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ
สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

การใช้งานสยามนิวาสในอนาคต ในฐานะ Cultural Center มีได้หลากหลาย เช่น ใช้บ้านจัดงานวันชาติแทนที่จะไปเช่าโรงแรม ใช้เป็นที่ชุมนุมของคนไทยในโคลัมโบ หรือชุมนุมนักเรียนศรีลังกาในไทย เปิดเป็นตลาดให้คนมาขายของ ใช้จัดกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรมไทย จัดเวิร์กชอป จัดสอนภาษาไทยให้เด็ก ๆ ลูกหลานคนไทยในศรีลังกา หรือสอนนักธุรกิจที่ทำงานติดต่อกับเมืองไทย 

ผนังบ้านหลายห้องก็ใช้จัดนิทรรศการหมุนเวียนได้ ที่สำคัญคือกำลังจะมีโครงการ Artist in Residence เชิญศิลปินจากไทยมาพำนักและทำงานศิลปะที่นี่ หรือเปิดให้อาสาสมัครส่งโครงการที่น่าสนใจสำหรับคนไทยและคนศรีลังกาเข้ามา แลกกับการได้ที่พักฟรี รวมถึงอาจจะมีห้องพักสำหรับคนไทยตกทุกข์ได้ยากให้มาพักชั่วคราว ใคร ๆ ที่มาใช้งานจะได้รู้สึกดี รู้สึกใกล้ชิดกับประเทศไทย

ท่านทูตพจน์ตอกย้ำความสำคัญของบ้านหลังนี้ 

“ศรีลังกากำลังประสบความลำบากหลายอย่าง แต่ทางการที่นี่ก็ให้เกียรติคณะทูตมาตลอด ยิ่งทำให้รู้สึกว่าต้องตอบแทนความปรารถนาดีที่มีต่อเรา เป็นเพื่อนกันก็ไม่ควรทอดทิ้ง บ้านที่แสดงความเป็นไทยจะเปิดต้อนรับ ให้เกิดความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน ว่าเราเป็นกัลยาณมิตรกันมาตลอด ตั้งแต่หยั่งรากที่นี่ และไม่เคยทิ้งไปไหน” 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

คุยกับทูต

ปิดท้ายเรื่องนี้ด้วยบทสนทนากับเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ เพื่อทำความเข้าใจศรีลังกาให้มากขึ้น และอาจทำให้เราอยากไปเยือนกรุงลงกา อาณาจักรของทศกัณฐ์ที่มีอยู่จริง เพื่อพิสูจน์ว่าดินแดนแห่งชาซีลอนนี้น่าสนใจเหมือนที่ท่านทูตพูดจริงไหม

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ท่านทูตดื่มชาซีลอนวันละกี่แก้ว

ไม่เยอะ เพราะชาเขาเข้มมาก คนไทยเรานิยมดื่มชาแบบจีน คือดื่มเปล่า ๆ หลังอาหาร แต่ที่นี่เคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ รับวัฒนธรรมทั้งอังกฤษและอินเดียด้วย เขาชงชาซีลอนแบบเข้มข้น แล้วใส่นม ใส่น้ำตาล บางทีมีใส่มาซาล่าด้วย ดื่มให้พลังงานเป็นอาหารเช้า 

จริง ๆ ศรีลังกาเคยปลูกกาแฟด้วยนะ แต่ในอดีตเกิดโรคพืชก็เลยหายไป กลายเป็นปลูกชาเป็นหลัก เหลือกาแฟไม่มากและเป็นของเอกชน อย่างร้าน The Cricket Club Café ข้างทำเนียบทูต เจ้าของเป็นสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย เขามีไร่กาแฟบนภูเขา ได้คุยกันตอนตัดกิ่งต้นไม้ริมทำเนียบ ทางเราตกแต่งไม่ให้ไปรุกล้ำบ้านเขา แล้วเขาก็เอากาแฟมาให้ ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่เราผูกสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพราะหลังจากนั้นที่มีวิกฤตหน้าบ้าน ก็คุยกันตลอด

‘วิกฤติหน้าบ้าน’ คืออะไร

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ศรีลังกาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศที่จะนำเข้าน้ำมัน น้ำมันจึงขาดแคลนอย่างหนักและแพงมาก คนต้องมาเข้าคิวเติมน้ำมัน แล้วปั๊มน้ำมันหนึ่งอยู่ใกล้ทำเนียบ (ราว ๆ 200 เมตร) คนก็เอารถมาต่อแถวยาวเป็นกิโลเมตร คิวยาวปิดหน้าบ้าน ซึ่งจริง ๆ เขาจอดรถไม่ได้ แต่ที่สุดแล้วก็คงไม่ไหว เราก็เข้าใจว่าเขาเดือดร้อน ขอความร่วมมือแค่ว่าให้เว้นทางเข้า-ออกให้หน่อย ไม่อยากให้เกิดความไม่พอใจกัน 

ช่วงที่หนักหนาที่สุด คิวเติมน้ำมันคือ 24 ชั่วโมง คนเอารถมาจอดไว้ กลับบ้านไป แล้วขี่จักรยานกลับมาขยับคิวเรื่อย ๆ ซึ่งช่วงนั้นมีคนเป็นลมเสียชีวิต กลายเป็นข่าวดังไปทั่วว่าคนศรีลังการอคิวน้ำมันจนตาย 

ข่าวศรีลังกาที่คนไทยได้เห็นในปีนี้ดูน่ากลัวทีเดียว ท่านทูตช่วยอธิบายได้ไหมว่า เกิดอะไรขึ้นกับศรีลังกา

ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจศรีลังการุมเร้า เข้า IMF มาแล้ว 16 ครั้ง เกิดจากการบริหารบ้านเมืองที่ผิดพลาดมาหลายปี งบขาดดุล ทั้งจากนโยบายลดภาษีเอาใจประชาชน การพึ่งพาการนำเข้า การไม่ส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ และก่อนหน้านี้มีนโยบายงดการนำเข้าปุ๋ยเคมีแบบรวดเร็วเกินไป ผลผลิตชา ข้าว พืชพันธุ์ต่าง ๆ ก็ลดลงทันที เกษตรกรก็ขาดทุนเดือดร้อน ยิ่งมีโควิดต่อด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน รายได้การท่องเที่ยวก็หดลง เงินตราต่างประเทศที่เข้าถึงคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 4 ล้านคนก็หายไป 

ประชาชนก็เริ่มไม่พอใจและเริ่มประท้วง จากที่ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายปลายปี 2019 แล้วก็พาลไม่พอใจตระกูลราชปักษาที่ครองอำนาจการเมืองมาตลอด และดำเนินโครงการอย่างการสร้างสนามบินที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือท่าเรือที่ลงเอยเป็นกรรมสิทธิ์ประเทศจีน 99 ปี คนศรีลังการู้สึกว่าตระกูลราชปักษาร่ำรวยขึ้นมาก ได้ผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่คนส่วนใหญ่ลำบาก 

กลายเป็นมีกลุ่มเรียกร้องให้ประธานาธิบดีแก้ปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้ก็ให้ออกจากตำแหน่งไป มีคำกล่าวว่า ‘Gota go home’ โกตาหมายถึงประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา ซึ่งสุดท้ายก็ลาออก และปัจจุบันก็มีรัฐบาลชุดใหม่ ความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น แต่ปัญหาเศรษฐกิจยังคงอยู่ 

ถ้าเราไปตลาด ดูเผิน ๆ เห็นการซื้อขายของปกติ แต่ในความเป็นจริง อัตราเงินเฟ้อในช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นแทบร้อยเปอร์เซ็นต์ ข้าวของแพงขึ้น แต่เงินเดือนไม่ได้ขึ้นตาม และมีการเก็บภาษีมากขึ้น ถึงศรีลังกามีความอุดมสมบูรณ์ แต่คนไม่มีเงินซื้ออาหาร คนทำงานรายวันได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง จากประชากรทั้งหมด 22 ล้านคน มี 3 ล้านคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจน (Poverty Line) รัฐบาลปัจจุบันต้องจัดสรรงบประมาณใหม่ ระงับงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นเงินกู้ มาช่วยเหลือประชาชนที่ทุกข์ยากเปราะบางที่สุดก่อน ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจน่าจะยังคงมีอีกพักใหญ่ ตอนนี้หลาย ๆ ประเทศและหน่วยงานก็เข้ามาช่วยแล้ว 

สยามนิวาส : ฟื้นอดีตอาคารสถานทูตไทยในศรีลังกา เป็น Cultural Center กลางกรุงโคลัมโบ

ประเทศไทยช่วยอะไรศรีลังกาบ้าง

เมษายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขศรีลังกาติดต่อมาว่าเขาขาดแคลนยาจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเขารู้ว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตยา ในฐานะที่เราเป็นประเทศขนาดกลาง นี่ก็เป็นสิ่งที่เราช่วยได้ และองค์กรพุทธศาสนาในไทยก็ร่วมบริจาคเงินและข้าวสารอาหารให้คนที่ลำบาก ซึ่งเราก็แบ่งให้คนทุกศาสนา ไม่ใช่แค่คนพุทธ 

นอกจากเป็นพุทธเถรวาทเหมือนกัน ไทยกับศรีลังกามีอะไรคล้ายกันอีกบ้าง

การต้อนรับขับสู้ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยิ้มแย้มแจ่มใส คนศรีลังกาเป็นคนนุ่มนวล ใจดี มีน้ำใจ มีสัมมาคารวะ แล้วก็เป็นคนง่าย ๆ ไม่เป็นไรเหมือนคนไทย วัฒนธรรมหลาย ๆ อย่างเขาไม่ได้ถูกกลืนไปโดยชาวต่างชาติ ขนาดเคยตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ เขาก็ยังถอดรองเท้าในบ้าน ชีวิตในบ้านแบบเอเชีย คล้าย ๆ คนไทย

สิ่งที่ท่านทูตชอบในโคลัมโบคืออะไร

ต้นไม้เขียวดี สิ่งหนึ่งที่อาจดีกว่าบ้านเราคือเขาดูแลต้นไม้ใหญ่ได้ดีมาก ชอบปลูกต้นไม้ตามบ้านตามถนนหนทาง คนชอบสวนป่ามากกว่าสวนตกแต่ง ที่นี่ร้อนชื้น แต่ไม่ร้อนหัวแตกเพราะมีต้นไม้ร่มรื่นทุกที่ เป็นเมืองหลวงเขตร้อนที่เขียวครึ้ม ถ้าไปดูสวนของบาวา (Lunuganga สวนของ เจฟฟรีย์ บาวา สถาปนิกดังของศรีลังกา) จะเห็นการออกแบบพื้นที่สีเขียวของศรีลังกา ออกไปนอกเมืองจะเห็นว่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก ถนนหนทางอาจยังไม่ดีมากนัก แต่เขายังไม่สูญเสียสิ่งแวดล้อมไป และคนศรีลังกาก็ตระหนักว่าเขามีทรัพยากรธรรมชาติรุ่มรวย 

อีกอย่างที่ชอบคือมีความสบายใจในการเดินท้องถนน ไม่มีคนล้วงกระเป๋า ฉกชิงวิ่งราว คนไม่น่ากลัวหรือท่าทีคุกคาม ค่อนข้างปลอดภัย และสุดท้ายคือมีสินค้าพื้นเมืองมากมาย ราคาน่าสนใจมาก มีส่าหรี โสร่ง เสื้อผ้าลินิน งานคราฟต์ต่าง ๆ ตอนนี้ศรีลังกามาเที่ยวได้แล้ว คนไทยก็น่ามาทำความรู้จักศรีลังกาให้มากขึ้น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load