25 พฤษภาคม 2562
11 K

ลมพัดแรงสู้แดดจ้า ผลที่ออกมาคืออากาศเย็นกำลังดี

ฉันยืนตื่นตะลึงกับทัศนียภาพตรงหน้า ตึกสูงเรียงรายเบียดเสียดกันจนกลายเป็นเส้นขอบฟ้าของย่านธุรกิจเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ทางเดินริมน้ำมีผู้คนออกมาใช้เวลาว่างในวันอากาศดีด้วยกัน ฉันเดินไปตามทางพลางคิดในใจว่า ที่นี่ดูไม่เหมือนประเทศตะวันออกกลางที่เคยจินตนาการไว้สักนิด

ในฐานะคนที่เคยมาภูมิภาคนี้เป็นครั้งแรก ขอบอกเลยว่าประทับใจมาก

ไม่ใช่แค่การได้ขี่อูฐ ดูทะเลทราย นอนริมทะเลเท่านั้น อีกด้านที่ชวนให้ตื่นเต้นคือเมืองโดฮา จุดหมายปลายทางล่าสุดในโลกอาหรับ เมืองนี้เกิดมาจากกองทราย และใช้เวลาเพียงไม่ถึง 50 ปี ก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นอาณาจักรอย่างที่เห็นทุกวันนี้

กาตาร์เพิ่งค้นพบน้ำมันในปี 1939 แต่ก็ยังไม่ได้รับการนำมาใช้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งเป็นอิสรภาพจากสหราชอาณาจักรในปี 1971 ทำให้ประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว และตอนนี้ก็กำลังมุ่งหน้าสู่สิ่งที่เรียกว่า Qatar National Vision 2030 เพื่อให้การเจริญเติบโตนั้นยั่งยืน

ในความรวดเร็วนั้นมีอะไร แล้วจะมั่นคงได้อย่างไร

นี่คือเรื่องราวการพัฒนาประเทศแห่งนี้ ที่เราอยากชวนทุกคนมาศึกษาเรียนรู้

ใช้ทรัพยากรให้ยั่งยืนที่สุด

กาตาร์เป็นประเทศที่รวยมาก

สิ่งที่ทำให้ประเทศนี้สร้างบ้านสร้างเมืองได้อย่างรวดเร็ว มีแต่ตึกสูงๆ เต็มไปหมด คือน้ำมัน แต่เมื่อมองไปอีกแง่หนึ่งจะเห็นว่าทรัพยากรด้านอื่นๆ ของกาตาร์นั้นช่างมีจำกัด เพราะเป็นประเทศกลางทะเลทรายที่ถูกล้อมรอบด้วยทะเลทุกทิศทาง

พวกเขาจึงต้องบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้ยั่งยืนที่สุด

กาตาร์พยายามใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้า ที่จะติดแผงโซลาร์เซลล์บนตึกสูง เป็นพลังงานสำหรับหล่อเลี้ยงไฟฟ้าในตึกนั้นๆ และสำหรับสนามกีฬาที่รองรับงาน FIFA ปี 2022 ก็จะใช้เทคโนโลยีทำความเย็นจากพลังงานแสงอาทิตย์อีกด้วย

อีกปัญหาที่ตามมากับการมีน้ำมันเยอะ นั่นคือสภาวะรถติดสุดๆ ภายในเมือง เพราะรถราคาถูก น้ำมันก็ยิ่งถูก แถมอากาศกลางทะเลทรายในช่วงเวลาส่วนใหญ่ จะร้อนขึ้นไปถึง 50 องศาเซลเซียสเลย

เมืองโดฮาจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการทำระบบขนส่งสาธารณะ ในรูปของรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่จะมีสถานีกว่า 100 สถานี เพื่อให้เดินทางไปที่ไหนก็ถึงเลย ไม่ต้องเดินเท้าฝ่าอากาศร้อนต่อ

ถ้ารถไฟใต้ดินเปิดเมื่อไร โดฮาก็จะก้าวไปอีกขั้นอย่างแน่นอน

ดูแลทั้งคนในและคนนอก

ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมักถูกมองว่าโด่งดังเรื่องการปิดกั้นทางความคิด และการจำกัดสิทธิ์เพศหญิง ฉันเองก็หวาดหวั่นอยู่นิดๆ เหมือนกันตอนก่อนจะเดินทางมา

แต่พอได้เจอเข้าจริงแล้วกลับพบว่าไม่ต้องเกร็งเลยแม้แต่น้อย

เนื่องจากจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกัน กาตาร์จึงถูกประเทศเพื่อนบ้านตัดสัมพันธ์ พวกเขาพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส โดยการหันมาเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้โดยไม่พึ่งพาประเทศเพื่อนบ้าน ในแง่หนึ่งคือการดูแลคนในประเทศเองให้ดี และอีกแง่คือการเชื้อเชิญคนจากทั่วโลกเข้ามาในประเทศ

เรื่องการดูแลคนในประเทศ รัฐบาลกาตาร์ออกกฎหมายเงินเดือนพื้นฐาน ที่จะช่วยอุดหนุนให้ส่วนหนึ่งของเงินเดือน ทำให้คนกาตาร์ใช้ชีวิตอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานแบบที่ได้เงินเดือนน้อยหรือมาก รวมถึงลดของนำเข้า เพิ่มการผลิตเองภายในประเทศ โดยหนึ่งในงานแรกๆ คือการนำเข้าวัวหลายพันตัวมาด้วยเครื่องบิน Qatar Airways เพื่อสร้างฟาร์มผลิตนมเนยเองในกาตาร์

ส่วนเรื่องการเชิญคนทั่วโลกเข้ามา สถิติที่น่าประหลาดใจคือคน 88 เปอร์เซ็นต์ในกาตาร์เป็นคนต่างชาติ (ข้อมูลล่าสุดปี 2017 และมีแนวโน้มว่าจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ) เราได้คุยกับทั้งคนสเปน ฟิลิปปินส์ อินเดีย บังกลาเทศ และพบว่าสาเหตุที่ใครๆ ก็อยากมาอยู่เมืองนี้ คือกาตาร์ยกเว้นการทำวีซ่าให้ประเทศมากถึง 80 ประเทศ และมีกฎหมายว่าพนักงานไม่ต้องจ่ายภาษี ให้เป็นภาระของบริษัทผู้จ้างแต่ผู้เดียว

มุ่งสู่ความเท่าเทียม

แน่นอนว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ยังมีอยู่

ประเทศที่กำลังสร้างให้เห็นต่อหน้าต่อตา หมายความว่าหันไปทางไหนก็มีแต่เขตก่อสร้าง และในเขตก่อสร้างย่อมหมายถึงพนักงานก่อสร้างจำนวนมาก ผู้คนเหล่านี้ เมื่อเข้ามาทำงานแล้วต้องอยู่ใต้ระบบ Sponsorship หมายถึงว่าจะต้องมีคนกาตาร์คอยอนุมัติเวลาจะทำอะไร จะไปที่ไหน และที่ผ่านมาก็มีปัญหาเรื้อรัง เช่น ผู้จ้างไม่ยอมให้พนักงานหยุดงาน และให้ทำงานหนักเกินเวลา

กาตาร์ไม่เคยคิดจะปกปิดเรื่องนี้ หลักฐานที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมคือ Msheireb Museums พิพิธภัณฑ์ที่สร้างจากเรือนทาสเก่า โดยภายในเล่าเรื่องระบบทาส และประวัติศาสตร์การใช้แรงงานทาสอย่างกดขี่ในกาตาร์ ก่อนตบท้ายด้วยวิธีการพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ เช่น เรื่องการแข่งอูฐ ที่มักจะใช้เด็กเป็นผู้แข่ง และนำไปสู่การซื้อขายทาสเด็ก ในปัจจุบัน กาตาร์จึงสร้างหุ่นยนต์สำหรับแข่งอูฐแทน

นอกจากกลุ่มชนชั้นแรงงานแล้ว คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกกดขี่คือผู้หญิง ซึ่งเป็นปัญหาที่มีทั่วไปในประเทศมุสลิมอยู่แล้ว

Moza bint Nasser Al Missned พระมารดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบันของกาตาร์ทรงเป็นผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงมีชื่อเสียงจากการสวมใส่ชุดแบบโอกูตูร์ที่ทั้งสวยสะดุดตาและยังถูกต้องตามหลักศาสนา รวมถึงทรงเป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุมสภาการศึกษาของ UN อย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นการวางพระองค์ที่ทำลายกรอบของภาพผู้หญิงอาหรับที่ต้องเดินตามหลังสามีไปอย่างสิ้นเชิง

พระองค์มีพระราชดำริว่า ผู้หญิงจะมีสิทธิพื้นฐานในสังคมอย่างแข็งแรงมั่นคงได้ ต้องเริ่มจากมีการศึกษาก่อน และทรงผลักดันเรื่องความเท่าเทียมผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษาเสมอมา

หยั่งรากด้วยการศึกษา

กาตาร์รู้ตัวดีว่ารวยขึ้นมาได้เพราะน้ำมัน และน้ำมันจะไม่อยู่ไปตลอดกาล

ประเทศจึงต้องหาทางอื่นในการสร้างรายได้ ซึ่งจะมีอะไรยั่งยืนไปกว่าความรู้

นี่คือสาเหตุที่เขากำลังสร้าง Education City เมืองย่อมๆ ขนาด 14 ตารางกิโลเมตรบริเวณชานเมืองโดฮา ที่มีมหาวิทยาลัยมากถึง 9 แห่ง เป็นสาขาของมหาวิทยาลัยอเมริกัน 6 แห่ง จากสหราชอาณาจักร 1 แห่ง จากฝรั่งเศส 1 แห่ง และของกาตาร์เอง 1 แห่ง โดยมีสาขาของ Georgetown University, Carnegie Mellon University และ UCL มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลกด้วย

แต่ละมหาวิทยาลัยที่เข้ามาอยู่ในชุมชนขนาดย่อมนี้ องค์พระราชินี Moza เป็นผู้ทรงติดต่อเข้ามาด้วยพระองค์เอง และคนที่เรียนอยู่มีอัตราส่วนผู้หญิง-ผู้ชายประมาณ 50-50 เลย

ประเทศเติบโตเร็ว อาจมีอีกข้อเสียหนึ่งคือประชาชนอาจหลงลืมความยากลำบากกว่าจะมาถึงวันนี้

วิธีแก้ปัญหานี้คือ แต่งแต้มโดฮาด้วยพิพิธภัณฑ์เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมากมาย เช่น Museum of Islamic Art พิพิธภัณฑ์อุทิศเพื่อศิลปะอิสลามแห่งเดียวในตะวันออกกลาง และล่าสุด National Museum of Qatar ที่ยืมเสียงของชาวกาตาร์รุ่นก่อนๆ บอกเล่าเรื่องราว ย้ำเตือนให้คนรุ่นใหม่ภูมิใจในรากเหง้าของตัวเอง

ในวันเปิดพิพิธภัณฑ์ ฉันมองดูประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกาตาร์กำลังก่อร่างสร้างตัว แล้วร่วมลุ้นให้ประเทศนี้เติบโตไปได้ไกลอย่างยั่งยืน

ถ้าอยากไปดูโดฮาให้เห็นกับตาตัวเองว่าเจ๋งอย่างไร เราขอแนะนำให้บินไปด้วย Qsuite ของ Qatar Airways อีกหนึ่งความพยายามที่จะพัฒนาไปเป็นที่สุดของกาตาร์ ด้วยที่นั่งชั้น Business ที่ให้อารมณ์คล้าย First Class เป็นอีกส่วนหนึ่งของประสบการณ์ความเป็นกาตาร์ที่เมื่อได้ลองแล้ว จะไม่มีวันลืม

Writer & Photographer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2566
19

ที่ผ่านมา สังคมไทยพยายามผลักดัน Soft Power ที่เป็นเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว วัดวาอาราม อาหาร ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง เมืองไทยเรายังมี Soft Power ที่ดีและหลากหลาย ซึ่งน่าหยิบยกมาผลักดันและส่งเสริมกันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ ‘การท่องเที่ยวดูนก’

นกไม่เพียงทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร แต่พวกมันยังเป็นนักปลูกป่า นักกระจายพันธุ์พืช นักปราบแมลง ทำหน้าที่สำคัญให้กับระบบนิเวศ และพวกมันคือเพื่อนของมนุษย์ที่มีสีสันสวยงาม มีเสน่ห์ มีพฤติกรรมชวนให้เกิดความเพลิดเพลิน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 

หลายประเทศรู้จักนำการดูนกมาเป็น Soft Power บริหารจัดการจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Scoop รอบนี้จึงขอยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ที่หยิบยกกิจกรรมดูนกมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อผลักดันให้สิ่งนี้ขับเคลื่อนผู้คน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศได้ในทางใดทางหนึ่ง 

จีน

วิธีทำให้การดูนกสร้างรายได้กว่า 120 ล้านหยวน

สาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณทะเลสาบโผหยาง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของจีนในมณฑลเจียงซี เทียบเท่ากับจังหวัดระยองของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของนกอพยพ 500,000 – 1,000,000 ตัว รวมทั้งนกที่อาศัยอยู่กว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูนก ซึ่งทางการจีนมองว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับระบบนิเวศ เกิดการจัดตั้งสมาคมอนุรักษ์ เกิดนวัตกรรมการดูนก อีกทั้งช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdingbeijing.com/education

หรืออย่างในนครเฉิงตู ตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงวิธีทำให้การชมนกได้รับความนิยมมากขึ้นในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นครเฉิงตูได้รับเลือกให้เป็นเมืองสาธิตด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคเป็นกลุ่มแรกในประเทศจีน เน้นดึงดูดผู้คนด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง จึงอุดมไปด้วยนกสวยงามนานาชนิด โดยสมาคมชมนกนครเฉิงตูเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนกอาศัยอยู่มากถึง 511 สายพันธุ์ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจึงเดินทางไปเยือนเพื่อชมนก ชมไม้ ชมหิ่งห้อย นอกจากนี้ ภายในสวนสาธารณะชิงหลงหู ยังมีเกาะนกที่เลี้ยงนกแบบอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชมได้ในระยะไกล เพื่อไม่ให้มนุษย์เข้าไปรบกวนชีวิตของนกมากเกินไป

เมื่อการชมนกได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากจะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 120 ล้านหยวน การปรับปรุงระบบนิเวศวิทยายังช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นด้วย 

ภาพ : thaibizchina.com

สหรัฐอเมริกา

อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมของคนรักนก

เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ส่งเสริมการดูนกจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องตามมา ทั้งหนังสารคดี อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องดูนก การบันทึกภาพนก อาชีพผู้นำดูนก ซึ่งสร้างรายได้หลายล้านบาทต่อปี

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdwatchingdaily.com

ญี่ปุ่น 

หมุดหมายที่คนรักนกจำนวนมากอยากไปเยือน

ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้ชื่นชอบนกจำนวนมากอยากไปเยือน เพราะมีสภาพภูมิอากาศตั้งแต่แบบกึ่งเขตหนาวไปจนถึงกึ่งเขตร้อน เมื่อรวมความหลากหลายนี้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศและฤดูกาลทั้ง 4 จึงกลายเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับสัตว์ป่าหลากประเภทให้มาเยือนได้เป็นอย่างดี 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : Japan.travel

การดูนกที่ญี่ปุ่นที่ถือว่ามีคุณค่ามากที่สุดอาจเป็นการดูนกกระเรียนมงกุฎแดง นกที่ใคร ๆ ก็ยกให้โดดเด่นเรื่องความสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ของความสุขและอายุยืนยาว นกชนิดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในศิลปะของญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังที่พบได้บนกิโมโนของเจ้าสาว ขวดสาเก และฉากกั้นกระดาษ 

นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเต้นหาคู่ ซึ่งมีท่าทางงดงามราวกับได้รับการออกแบบท่าเต้นมา โดยพวกมันจะเต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 

ฮอกไกโด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดของโลกในการดูนก เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรนกกระเรียนมงกุฎแดงในโลกอาศัยอยู่ที่นี่ จากความพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกลับมาหลังจากถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ จนสุดท้ายจำนวนนกในพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระของฮอกไกโดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ตัว เป็นกว่า 1,300 ตัว และเกิดพฤติกรรมที่เหล่านักดูนกให้ความสนใจ นั่นคือพวกมันไม่ย้ายถิ่นฐาน หรือย้ายห่างออกไปเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้นในฤดูหนาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในนกกระเรียนมงกุฎแดง

ด้วยเหตุนี้ ฮอกไกโดจึงกลายเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์นกครึ่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงกลายเป็นภูมิภาคยอดนิยมสำหรับนักดูนกและนักท่องเที่ยว 

หรือนกกระสาในโทโยโอกะ เมืองชายฝั่งของญี่ปุ่น อยู่ห่างจากเกียวโตไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ภูมิภาคนี้ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสาป่าซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว ตัวสุดท้ายเสียชีวิตที่นี่ในปี 1971 และในปี 1985 นกกระสาฝูงใหม่ได้ถูกนำเข้ามาจากรัสเซีย จากนั้นจำนวนประชากรนกจึงฟื้นตัวมาเป็นประมาณ 170 ตัว 

หนึ่งในวิธีที่ใช้ฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสา คือการปลูกข้าวออร์แกนิกในทุ่งนา ให้ผืนดินเต็มไปด้วยสัตว์ที่เป็นอาหารของพวกมัน ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมา นอกจากจำนวนนกที่เพิ่มขึ้น ยังเกิดพืชผลที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ชื่อว่า ‘โคะ โนะ โทะริ-ฮะกุคุมุ-โอะโคะเมะ’ (ข้าวนกกระสา)
ในประเทศญี่ปุ่น การดูนกถูกยกให้เป็น Soft Power และการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนั้นถือเป็นงานสำคัญ มีสถานที่ที่ได้รับการกำหนดว่าเป็นพื้นที่สำหรับนกและความหลากหลายทางชีวภาพถึง 160 แห่ง ซึ่งได้รับการระบุโดย BirdLife International ตามข้อมูลขององค์กรการกุศลนี้ ญี่ปุ่นมีนก 446 สายพันธุ์ ซึ่ง 49 สายพันธุ์ในนั้นอยู่ในสถานะถูกคุกคามทั่วโลก และ 21 สายพันธุ์เป็นนกเฉพาะถิ่น ซึ่งพื้นที่สำหรับนกเฉพาะถิ่น 3 แห่ง ได้แก่เกาะอิซุ เกาะโอกะซะวะระ และเกาะนันเซ

สิงคโปร์

การสร้าง Jurong Bird Park สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

แม้สิงคโปร์ที่ถึงจะมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัก แต่กลับสร้างสวนนกชื่อดังอย่าง ‘Jurong Bird Park’ ด้วยความตั้งใจให้เป็นสวนนกใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีนกกว่า 5,000 ตัว จาก 400 สายพันธุ์

บนพื้นที่ 20.2 เฮกตาร์ นับว่าเป็นสถานที่รวบรวมสัตว์ปีกแทบทุกสายพันธุ์ รวมถึงมีการแสดงที่สนุกสนาน โชว์แบบอินเทอร์แอคทีฟ โดยทั้งหมดมีนกเป็นพระเอกในทุกกิจกรรม 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : visitsingapore.com

อาณาบริเวณกว้างขวางของ Jurong Bird Park มีส่วน Waterfall Aviary หนึ่งในกรงนกใหญ่ที่สุดในโลกที่เดินเข้าไปชมได้ ที่นี่คือบ้านของนกกว่า 600 ตัว มีน้ำตกสูง 30 เมตร และมีกรงนกโนรีแบบวอล์กอินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงกว่าตึก 9 ชั้น นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับนกโนรีสีสันสวยงาม 15 สายพันธุ์ และเพนกวินโคสต์อีกหลากหลายสายพันธุ์ Flamingo Lake ที่เต็มไปด้วยเจ้านกจอมวางมาดนับร้อยตัว และใกล้กันยังมี Pelican Cove รวบรวมนกกระทุงครบทุกสายพันธุ์ มีการบินโชว์ของนกอินทรี เหยี่ยวฟัลคอน เหยี่ยวฮอว์ก การแสดงใน High Flyers Show และยังมีบริการพักค้างคืนที่แคมป์ของสวนนก ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของนกเพนกวินและนกชนิดอื่น ๆ กิจกรรมค้างคืนนี้จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือใครอยากแอบดูนกเกิดใหม่ก็ไปที่ Breeding & Research Centre ได้ ไฮไลต์อยู่ที่ห้องฟักไข่ ห้องอนุบาล และห้องหย่านม

ไทย

วามเป็นไปได้ที่การดูนกจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power 

สำหรับประเทศไทย เราตั้งอยู่ในเขตตะวันออก มีลักษณะเด่นทางชีวภูมิศาสตร์หลายประการ และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมีนกเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่มีคุณค่ามากมาย ประเทศไทยมีนกกว่า 986 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ รวมถึงนกจาก 2 คาบสมุทร คือคาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมาลายู นกเหล่านี้ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมืองไทยมานาน มีทั้งนกป่า นกน้ำ นกชายเลน นกทุ่ง แม้แต่นกเมือง

ทั่วทุกภูมิภาคของไทยมีแหล่งที่นักดูนกไปเยือนได้ หรือแม้แต่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ หรือ ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร ที่ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง ก็ยังพบกับนกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียว นกกระจ้อยป่าโกงกาง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สถานที่ และปัจจัยอื่น ๆ 

การมาดูนกในเมืองไทยถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นักดูนกจากทั่วโลกให้ความสนใจ เช่น การดูนกที่ดอยอินทนนท์ เทศกาลนับนกเหยี่ยวที่ชุมพร นกเงือกรวมฝูงที่เขาใหญ่ นกชายเลนปากช้อนซึ่งเหลือไม่ถึง 400 ตัวแถวนาเกลือ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น 

ตัวอย่างสถานที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวสามารถปักหมุดเดินทางไปดูนกได้ ได้แก่ 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power

ภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง พื้นที่สูงที่สุด 2,565 เมตรอยู่ที่ดอยอินทนนท์ ประกอบด้วย ป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ป่าดิบชื้น ป่าสน ป่าดิบเขา มีแหล่งดูนก เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยปุย-สุเทพ ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก แม่ฝาง ท่าตอน เชียงแสน ดอยม่อนจอง แม่ปิง ลุ่มน้ำปาย สาละวิน แม่เมย ดอยขุนตาล ดอยผาเมือง ดอยผาช้าง ดอยลังกา ดอยภูคา 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีที่ราบสูง พื้นที่สูงสุดที่บริเวณดงพญาเย็น สูงประมาณ 1,200 – 1,500 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบบางส่วน มีแหล่งดูนก เช่น เขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ภูหลวง น้ำหนาว ภูหินร่องกล้า ภูเขียว 

ภาคตะวันออก เป็นที่ราบและภูเขาสูงอยู่ที่เขาสอยดาว สูงประมาณ 1,670 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบฝน ป่าดิบแล้งบางส่วน และป่าชายเลนริมชายฝั่งทะเล มีแหล่งดูนก เช่น เขาสอยดาว เขาอ่างฤาไน เขาเขียว บางพระ

ภาคตะวันตก มีผืนป่าที่สมบูรณ์และกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นเขตแดนจนถึงภาคใต้ พื้นที่สูงน้อยกว่าภาคเหนือ ภูเขาสูง 1,811 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าดิบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณ มีแหล่งดูนก เช่น อุ้มผาง ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง เกริงกระเวีย ทองผาภูมิ แก่งกระจาน แม่น้ำภาชี เขาสามร้อยยอด 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้
ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและภูเขา พื้นที่สูงสุด 1,835 เมตรอยู่ที่เขาหลวง ฝนตกชุกทำให้พื้นที่ประกอบไปด้วยป่าดิบฝนและป่าชายเลนริมฝั่งทะเล ปัจจุบันพื้นที่สมบูรณ์หลายแห่งถูกตัดถางเป็นสวนยางและปาล์ม มีแหล่งดูนก เช่น คลองนาคา คลองแสง-เขาสก เขาหลวง คลองพระยา เขาพนมเบญจา เขานอจู้จี้ บ้านในช่อง เขาปู่-เขาย่า เขาช่อง โตนงาช้าง ทะเลบัน บูโด-สุไหงปาดี ฮาลาบาลา เกาะลิบง ทะเลน้อย 
หรือหากไม่อยากเดินทางไกล พื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับกิจกรรมดูนกก็มีให้เลือกหลากหลาย 

ทั้งสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง นกที่น่าสนใจคือ นกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียวนกกระจ้อยป่าโกงกาง และนกนางนวลแกลบ 

ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร กลางเดือนกันยายนจะเริ่มมีนกชายเลนทยอยย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ นกที่พบได้แก่ นกตีนเทียน นกหัวโตทรายเล็ก นกอีก๋อยเล็ก นกทะเลขาแดงลายจุด นกชายเลนปากโค้ง นกพลิกหิน และฝูงนกนางนวลแกลบ นอกจากนี้ หาดโคลนที่นี่ยังเป็นทำเลที่พบนกหายากของโลก 3 ใน 51 ชนิดที่ขึ้นบัญชีไว้ใน Red Data Book คือ นกชายเลนปากช้อน นกทะเลเขาเขียวลายจุด และนกซ่อมทะเลอกแดง

หรือวัดไผ่ล้อม จ.ปทุมธานี เป็นแหล่งที่นกปากห่างทำรังและวางไข่ และยังพบนกกระเต็นหัวดำ นกเด้าลมดง นกเค้าจุด บางครั้งอาจพบนกกระทุงและนกกุลาได้ด้วย 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนกมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมแข่งขันดูนกระดับโลก เพื่อชวนนักดูนกจากทั่วโลกมาเยือนเมืองไทย มีชมรมดูนกเกิดขึ้นมากมาย เกิดโครงการอนุรักษ์ ทั้งนกเงือก นกแต้วแร้วท้องดำ โครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ และยังมีข่าวการพบนกที่หาดูยาก ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณดีที่จะนำไปสู่การผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็น Soft Power ของประเทศ เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงและกระจายรายได้สู่ชุมชน เช่น สร้างอาชีพผู้นำดูนก มัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ก็อาจใช้โอกาสนี้ได้เช่นเดียวกับตัวอย่างในต่างประเทศที่กล่าวไปข้างต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากให้ตระหนักถึงกิจกรรมดูนกก็คือ นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำแล้วเพลิดเพลิน แต่การดูนกจะพาทุกคนออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของสรรพชีวิต และจะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากการดูนกในเมืองไทยซึ่งนับว่าเพียบพร้อมไม่แพ้แหล่งดูนกติดอันดับโลกอื่น ๆ ถูกหยิบยกมาเป็นยุทธศาสต์ชาติ หรือได้รับการผลักดันให้เป็น Soft Power ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอันดีงามอื่น ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • Thaibizchina.com
  • Japan.travel
  • visit Singapore.com
  • TNN News
  • จารุจินต์ นภีตะภัฏ, กานต์ เลขะกุล และวัชระ สงวนสมบัติ. คู่มือศึกษาธรรมชาติหมอบุญส่ง เลขะกุล นกเมืองไทย.
อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load