8 กุมภาพันธ์ 2561
3 K

เทรนด์การเปลี่ยนพื้นที่เก่าที่ไม่ใช้แล้วมาเป็นศูนย์ศิลปะสำหรับชุมชนเป็นกระแสการพัฒนาพื้นที่ที่แพร่หลายไปทั่วโลก ศูนย์สร้างสรรค์อย่าง Huashan 1914 Creative Park ในไต้หวันเกิดจากสวนสาธารณะเก่า แหล่งรวมดีไซเนอร์ฮ่องกงอย่าง PMQ เกิดจากอดีตโรงเรียนและแฟลตตำรวจ หรือ 59 Rivoli แกลเลอรี่และสตูดิโอศิลปินสุดชิกในปารีสก็เกิดจากตึกร้าง

หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มปรับปรุงที่เก่าให้สาธารณชนเข้าไปใช้งาน เช่น การปรับปรุงท่าเรือกลไฟริมน้ำเจ้าพระยาเป็น ล้ง 1919 หรือ การเปลี่ยนโรงพิมพ์ธนบัตรเก่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องน่าดีใจ แต่ไม่น่าแปลกใจนักสำหรับเมืองหลวง ในฐานะคนกรุงเทพฯ ฉันรู้ตัวว่าเรามักได้รับโอกาสทันสมัยก่อนชาวบ้านชาวช่องเขาเสมอ

Public Space ที่ฉันอยากจะเล่าให้คุณฟังครั้งนี้แตกต่างจากกรณีอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ศูนย์การเรียนรู้ศิลปะนี้เก๋มาก แม้ไม่ได้เกิดจากอิทธิพลเมืองนอกเมืองนา ไม่ได้เกิดจากการลงทุนมหาศาล และไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง

พื้นที่สาธารณะนี้อยู่ในจังหวัดมหาสารคาม เกิดจากกระติ๊บข้าว มูลควาย กับเงินเพียง 7,000 บาท

และกลุ่มคนเล็กๆ ที่ไม่นั่งรอโอกาส แต่ลงมือทำเพื่อชุมชนนาดูน

โรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์

ตำบลนาดูนมีชื่อเสียงเรื่องพระบรมธาตุนาดูน นอกจากโบราณสถานอายุมากกว่า 1,300 ปี ที่นี่ไม่มีจุดเด่นอื่น

นาดูนไม่ใช่ตัวเมือง ไม่ใช่แหล่งเศรษฐกิจฟู่ฟ่า ประชากรทำการเกษตร ไม่ก็เข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงาน คนที่อยู่บ้านเกิดมักเป็นคนแก่และเด็กๆ ซึ่งมีเวลาว่างหลังเลิกเรียน กิจกรรมที่พวกเขานิยมมักอยู่หลังหน้าจอ ไม่ก็อาจรวมกลุ่มแข่งรถ

ปรีชา การุณ

ครูเซียง-ปรีชา การุณ นักการละครหุ่นที่เดินทางเข้ามาทำละครโรงเรียนมองเห็นปัญหานี้ เขารู้สึกผูกพันกับเด็กๆ บ้านหนองโนใต้ และเชื่อว่าศิลปะดีกับเด็กๆ ในระยะยาว แต่การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้ถ้าทำให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป ชายหนุ่มจึงตัดสินใจปักหลักที่นี่เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง

“ผมใช้กระบวนการศิลปะและละครมาพัฒนาเด็กๆ ในพื้นที่ กว่าจะได้ละครเรื่องหนึ่ง เด็กต้องอ่าน คิด เขียน ฝึกทักษะหลายด้าน แต่ศาสตร์ละครเป็นเรื่องใหม่สำหรับเด็กอีสาน เขารู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเล่น พ่อแม่บางคนเขาก็ไม่เข้าใจ มองว่าการแสดงคืออาชีพเต้นกินรำกิน”

ปัญหานี้เริ่มละลายหายไปในวันที่ครูเซียงผสมความเป็นอีสานเต็มขั้นในงานของตัวเอง

“วันหนึ่งเราไปเจอคุณตานั่งสานกระติ๊บข้าวอยู่ในชุมชน แล้วหลานวิ่งเข้ามาบอกว่าหิวข้าว พอเขาเปิดกระติ๊บแล้วเราหันไปเห็นพอดี มันเหมือนคนขยับปาก เลยเกิดไอเดียว่าไม่ทำหุ่นแบบเดิมแล้ว เราจะรับบริจาคกระติ๊บข้าวมาทำหุ่น ทำกระติ๊บเล็กเป็นลำตัว กระติ๊บใหญ่เป็นส่วนหัว แล้วก็ใช้ไม้ไผ่ที่หาได้ในท้องถิ่นมาเป็นโครงสร้าง ข้อดีคือมันเบามากเพราะข้างในกลวง

หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว

“หุ่นออกมาแบบอีสาน จะทำเป็นละครทั่วไปก็ไม่เหมาะแล้ว งั้นเราทำหมอลำดีกว่า เรารู้จักพ่อครูทองจันทร์ ปลายสวน ที่อยากสอนหมอลำแต่ไม่มีโอกาสและพื้นที่ ก็เลยเชิญมาสอน พอเป็นหมอลำปุ๊บ เด็กๆ ก็คุ้นเคยกับภาษา คุ้นเคยกับการแสดง พ่อแม่ก็เข้าใจและสอนลูกหลานได้ ผลคือพวกเขาเรียนรู้ได้เร็วมาก มาเล่นหุ่นได้ไม่เขินอาย เพราะเขารู้สึกว่าเป็นเจ้าของมัน เด็กๆ ที่ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก พอได้เล่นหุ่นเขาก็รู้สึกปลอดภัย เพราะเขาไม่ได้เป็นคนแสดง หุ่นต่างหากที่เป็นคนเล่าเรื่อง มีอะไรอยากเล่าก็พูดผ่านหุ่นได้”

ครูเซียงดึงเรื่ององคุลีมาล บุญบั้งไฟ พญาแถน พญาคันคาก พระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าเทวทัต ดึงตัวละครและปริศนาธรรมจากฮูปแต้ม ภาพฝาผนังจากวัดท้องถิ่น ไปจนถึงเรื่องราวในชุมชนที่เด็กๆ ถ่ายทอดมาสร้างบทละครหมอลำหุ่น โดยจัดกิจกรรมพร้อมเสียงกลองเสียงแคนตามโรงเรียนต่างๆ

เมื่อการทำละครกลายเป็นกิจวัตรประจำวันหลังเลิกเรียนที่ประสบความสำเร็จมาก คณะละครเล็กๆ นี้ก็ต้องการพื้นที่ของตัวเองอย่างจริงจัง ถึงตอนนี้นักการละครหุ่นไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป พลังที่ส่งให้ชุมชนเริ่มออกดอกออกผล พ่อแม่ที่เคยไม่สบายใจเมื่อลูกออกจากบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กเล็กเด็กโต คุณตาบุญโฮม และ คุณยายสมศรี พาดีจัน เลยบริจาคโรงรถเก่า พื้นที่ติดถนนข้างที่นาของตัวเอง ให้คณะศิลปินรุ่นเยาว์ที่ตั้งชื่อให้ตัวเองว่า ‘เด็กเทวดา’

“พอได้ที่ตรงนี้มาเราก็มาลงแขก พาเด็กๆ ไปเกี่ยวหญ้าคา เอาขี้ควายกับดินเหนียวมาผสมแล้วก็ฉาบแทนปูนซีเมนต์ สร้างเป็นโรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์ ทุนเริ่มต้น 7,000 บาท”

เด็กเทวดา โรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์ โรงละครหุ่นหมอลำ โรงละครหุ่นหมอลำ

ครูเซียงพาเดินชมโรงละครเล็กๆ ที่มีเวทีง่ายๆ ด้านหน้า ห้องเก็บหุ่นด้านหลัง ขยับขยายจนมีห้องจัดแสดงหุ่นมาสเตอร์พีซจากนิทานพื้นบ้านเรื่องสินไซให้คนทั่วไปเข้าชม ตัวละครกระติ๊บข้าวเกิดจากจินตนาการของเด็กๆ ที่เห็นภาพบนสิมหรือโบสถ์อีสาน ทั้งสาทพี่น้อง สินไซรูปหล่อ สีโหครึ่งสิงห์ครึ่งช้าง และสังข์ทองก้นหอย จนถึงงูซวงตัวใหญ่ที่มีหัวเป็นยักษ์ หุ่นเหล่านี้เป็นหุ่นยุคแรกๆ ที่ต้องใช้ 3 คนเชิด รูปแบบคล้ายหุ่นดั้งเดิมของญี่ปุ่น

ส่วนในห้องเก็บหุ่นด้านหลัง ศิลปินหนุ่มพาเราไปดูหุ่นยุคต่อมาที่พัฒนากลไกให้มีด้ามจับหลังลำตัว เช่น หุ่นที่มีรอยสักเต็มตัวมาจากเด็กคนหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจจากคุณปู่ที่เป็นนักมวยเก่าจากศรีสะเกษ หุ่นนักเป่าแคนได้แรงบันดาลใจพ่อสมบัติ สิมหล้า นักเป่าแคนตามือหนึ่งของประเทศไทยที่เป็นคนตาบอด หุ่นตัวนี้มีเรื่องราวพิเศษ เพราะรุ่งสุริยา บุญสิงห์ ลูกศิษย์รุ่นแรกของครูเซียงชื่นชมพ่อสมบัติมากขนาดเดินทางไปเรียนเป่าแคนจนเชี่ยวชาญ จนตอนนี้กลับมาเป็นครูสอนหมอลำที่บ้านเกิด

หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว

“เรื่องราวคติธรรม ธรรมะ ศิลปะ กล่อมเกลาเขา เขามาอยู่กับผมตอนปอสาม ตอนนี้อยู่มอหก เป็นผู้นำเยาวชนตั้งแต่เด็กเลย เขาตั้งชมรมหมอลำในโรงเรียนดงยางตั้งแต่มอสาม ตอนนี้มีหลักสูตรท้องถิ่น ทุกวันพุธบ่ายสามจะเรียนเรื่องหุ่น โดยที่เขาเป็นวิทยากร”

ครูเซียงเล่าอย่างภาคภูมิใจ ปัจจุบันคณะเด็กเทวดาจากชุมชนเล็กๆ นี้เดินสายพาหุ่นหมอลำไปรับงานเล่นละครทั่วประเทศ ทุกๆ วันหลังเลิกเรียน ศิลปินจิ๋วจะเข้ามาอ่านนิทาน ร้องหมอลำ และซ้อมละคร ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นช่างสานกระติ๊บก็มารวมตัวที่นี่เหมือนกัน เพราะทักษะสานหุ่นตัวจ้อยไปจนถึงไดโนเสาร์ตัวยักษ์กลับมาสร้างงานให้ประชากรอย่างสม่ำเสมอ

คณะเด็กเทวดา

“พอหุ่นดูแลชุมชน ชุมชนก็กลับมาดูแลหุ่น” นักการละครกล่าวพร้อมรอยยิ้มจริงใจ

โครงสร้างและระบบของโฮมทองศรีอุปถัมภ์แห่งตำบลนาดูนสุดแสนเรียบง่าย ดีไซน์อีสานถักทอกลมกลืนอยู่ในทุกส่วนของโรงละคร แม้ Public Space นี้เล็กมาก แต่ฟังก์ชันการทำงานนั้นเกินร้อย

เหตุผลที่เล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง เพราะฉันคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่พื้นที่ และไม่ใช่ตุ๊กตา

หัวใจคนธรรมดาที่คิดถึง Public ต่างหาก ที่ทำให้ Space นี้งดงาม

ครูเซียง ปรีชา การุณ

Facebook : หมอลำหุ่น คณะเด็กเทวดา
8 กุมภาพันธ์ 2561
3 K

เทรนด์การเปลี่ยนพื้นที่เก่าที่ไม่ใช้แล้วมาเป็นศูนย์ศิลปะสำหรับชุมชนเป็นกระแสการพัฒนาพื้นที่ที่แพร่หลายไปทั่วโลก ศูนย์สร้างสรรค์อย่าง Huashan 1914 Creative Park ในไต้หวันเกิดจากสวนสาธารณะเก่า แหล่งรวมดีไซเนอร์ฮ่องกงอย่าง PMQ เกิดจากอดีตโรงเรียนและแฟลตตำรวจ หรือ 59 Rivoli แกลเลอรี่และสตูดิโอศิลปินสุดชิกในปารีสก็เกิดจากตึกร้าง

หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มปรับปรุงที่เก่าให้สาธารณชนเข้าไปใช้งาน เช่น การปรับปรุงท่าเรือกลไฟริมน้ำเจ้าพระยาเป็น ล้ง 1919 หรือ การเปลี่ยนโรงพิมพ์ธนบัตรเก่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องน่าดีใจ แต่ไม่น่าแปลกใจนักสำหรับเมืองหลวง ในฐานะคนกรุงเทพฯ ฉันรู้ตัวว่าเรามักได้รับโอกาสทันสมัยก่อนชาวบ้านชาวช่องเขาเสมอ

Public Space ที่ฉันอยากจะเล่าให้คุณฟังครั้งนี้แตกต่างจากกรณีอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ศูนย์การเรียนรู้ศิลปะนี้เก๋มาก แม้ไม่ได้เกิดจากอิทธิพลเมืองนอกเมืองนา ไม่ได้เกิดจากการลงทุนมหาศาล และไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง

พื้นที่สาธารณะนี้อยู่ในจังหวัดมหาสารคาม เกิดจากกระติ๊บข้าว มูลควาย กับเงินเพียง 7,000 บาท

และกลุ่มคนเล็กๆ ที่ไม่นั่งรอโอกาส แต่ลงมือทำเพื่อชุมชนนาดูน

โรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์

ตำบลนาดูนมีชื่อเสียงเรื่องพระบรมธาตุนาดูน นอกจากโบราณสถานอายุมากกว่า 1,300 ปี ที่นี่ไม่มีจุดเด่นอื่น

นาดูนไม่ใช่ตัวเมือง ไม่ใช่แหล่งเศรษฐกิจฟู่ฟ่า ประชากรทำการเกษตร ไม่ก็เข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงาน คนที่อยู่บ้านเกิดมักเป็นคนแก่และเด็กๆ ซึ่งมีเวลาว่างหลังเลิกเรียน กิจกรรมที่พวกเขานิยมมักอยู่หลังหน้าจอ ไม่ก็อาจรวมกลุ่มแข่งรถ

ปรีชา การุณ

ครูเซียง-ปรีชา การุณ นักการละครหุ่นที่เดินทางเข้ามาทำละครโรงเรียนมองเห็นปัญหานี้ เขารู้สึกผูกพันกับเด็กๆ บ้านหนองโนใต้ และเชื่อว่าศิลปะดีกับเด็กๆ ในระยะยาว แต่การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้ถ้าทำให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป ชายหนุ่มจึงตัดสินใจปักหลักที่นี่เพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง

“ผมใช้กระบวนการศิลปะและละครมาพัฒนาเด็กๆ ในพื้นที่ กว่าจะได้ละครเรื่องหนึ่ง เด็กต้องอ่าน คิด เขียน ฝึกทักษะหลายด้าน แต่ศาสตร์ละครเป็นเรื่องใหม่สำหรับเด็กอีสาน เขารู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเล่น พ่อแม่บางคนเขาก็ไม่เข้าใจ มองว่าการแสดงคืออาชีพเต้นกินรำกิน”

ปัญหานี้เริ่มละลายหายไปในวันที่ครูเซียงผสมความเป็นอีสานเต็มขั้นในงานของตัวเอง

“วันหนึ่งเราไปเจอคุณตานั่งสานกระติ๊บข้าวอยู่ในชุมชน แล้วหลานวิ่งเข้ามาบอกว่าหิวข้าว พอเขาเปิดกระติ๊บแล้วเราหันไปเห็นพอดี มันเหมือนคนขยับปาก เลยเกิดไอเดียว่าไม่ทำหุ่นแบบเดิมแล้ว เราจะรับบริจาคกระติ๊บข้าวมาทำหุ่น ทำกระติ๊บเล็กเป็นลำตัว กระติ๊บใหญ่เป็นส่วนหัว แล้วก็ใช้ไม้ไผ่ที่หาได้ในท้องถิ่นมาเป็นโครงสร้าง ข้อดีคือมันเบามากเพราะข้างในกลวง

หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว

“หุ่นออกมาแบบอีสาน จะทำเป็นละครทั่วไปก็ไม่เหมาะแล้ว งั้นเราทำหมอลำดีกว่า เรารู้จักพ่อครูทองจันทร์ ปลายสวน ที่อยากสอนหมอลำแต่ไม่มีโอกาสและพื้นที่ ก็เลยเชิญมาสอน พอเป็นหมอลำปุ๊บ เด็กๆ ก็คุ้นเคยกับภาษา คุ้นเคยกับการแสดง พ่อแม่ก็เข้าใจและสอนลูกหลานได้ ผลคือพวกเขาเรียนรู้ได้เร็วมาก มาเล่นหุ่นได้ไม่เขินอาย เพราะเขารู้สึกว่าเป็นเจ้าของมัน เด็กๆ ที่ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก พอได้เล่นหุ่นเขาก็รู้สึกปลอดภัย เพราะเขาไม่ได้เป็นคนแสดง หุ่นต่างหากที่เป็นคนเล่าเรื่อง มีอะไรอยากเล่าก็พูดผ่านหุ่นได้”

ครูเซียงดึงเรื่ององคุลีมาล บุญบั้งไฟ พญาแถน พญาคันคาก พระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าเทวทัต ดึงตัวละครและปริศนาธรรมจากฮูปแต้ม ภาพฝาผนังจากวัดท้องถิ่น ไปจนถึงเรื่องราวในชุมชนที่เด็กๆ ถ่ายทอดมาสร้างบทละครหมอลำหุ่น โดยจัดกิจกรรมพร้อมเสียงกลองเสียงแคนตามโรงเรียนต่างๆ

เมื่อการทำละครกลายเป็นกิจวัตรประจำวันหลังเลิกเรียนที่ประสบความสำเร็จมาก คณะละครเล็กๆ นี้ก็ต้องการพื้นที่ของตัวเองอย่างจริงจัง ถึงตอนนี้นักการละครหุ่นไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป พลังที่ส่งให้ชุมชนเริ่มออกดอกออกผล พ่อแม่ที่เคยไม่สบายใจเมื่อลูกออกจากบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กเล็กเด็กโต คุณตาบุญโฮม และ คุณยายสมศรี พาดีจัน เลยบริจาคโรงรถเก่า พื้นที่ติดถนนข้างที่นาของตัวเอง ให้คณะศิลปินรุ่นเยาว์ที่ตั้งชื่อให้ตัวเองว่า ‘เด็กเทวดา’

“พอได้ที่ตรงนี้มาเราก็มาลงแขก พาเด็กๆ ไปเกี่ยวหญ้าคา เอาขี้ควายกับดินเหนียวมาผสมแล้วก็ฉาบแทนปูนซีเมนต์ สร้างเป็นโรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์ ทุนเริ่มต้น 7,000 บาท”

เด็กเทวดา โรงละครโฮมทองศรีอุปถัมภ์ โรงละครหุ่นหมอลำ โรงละครหุ่นหมอลำ

ครูเซียงพาเดินชมโรงละครเล็กๆ ที่มีเวทีง่ายๆ ด้านหน้า ห้องเก็บหุ่นด้านหลัง ขยับขยายจนมีห้องจัดแสดงหุ่นมาสเตอร์พีซจากนิทานพื้นบ้านเรื่องสินไซให้คนทั่วไปเข้าชม ตัวละครกระติ๊บข้าวเกิดจากจินตนาการของเด็กๆ ที่เห็นภาพบนสิมหรือโบสถ์อีสาน ทั้งสาทพี่น้อง สินไซรูปหล่อ สีโหครึ่งสิงห์ครึ่งช้าง และสังข์ทองก้นหอย จนถึงงูซวงตัวใหญ่ที่มีหัวเป็นยักษ์ หุ่นเหล่านี้เป็นหุ่นยุคแรกๆ ที่ต้องใช้ 3 คนเชิด รูปแบบคล้ายหุ่นดั้งเดิมของญี่ปุ่น

ส่วนในห้องเก็บหุ่นด้านหลัง ศิลปินหนุ่มพาเราไปดูหุ่นยุคต่อมาที่พัฒนากลไกให้มีด้ามจับหลังลำตัว เช่น หุ่นที่มีรอยสักเต็มตัวมาจากเด็กคนหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจจากคุณปู่ที่เป็นนักมวยเก่าจากศรีสะเกษ หุ่นนักเป่าแคนได้แรงบันดาลใจพ่อสมบัติ สิมหล้า นักเป่าแคนตามือหนึ่งของประเทศไทยที่เป็นคนตาบอด หุ่นตัวนี้มีเรื่องราวพิเศษ เพราะรุ่งสุริยา บุญสิงห์ ลูกศิษย์รุ่นแรกของครูเซียงชื่นชมพ่อสมบัติมากขนาดเดินทางไปเรียนเป่าแคนจนเชี่ยวชาญ จนตอนนี้กลับมาเป็นครูสอนหมอลำที่บ้านเกิด

หุ่นกระติ๊บข้าว หุ่นกระติ๊บข้าว

“เรื่องราวคติธรรม ธรรมะ ศิลปะ กล่อมเกลาเขา เขามาอยู่กับผมตอนปอสาม ตอนนี้อยู่มอหก เป็นผู้นำเยาวชนตั้งแต่เด็กเลย เขาตั้งชมรมหมอลำในโรงเรียนดงยางตั้งแต่มอสาม ตอนนี้มีหลักสูตรท้องถิ่น ทุกวันพุธบ่ายสามจะเรียนเรื่องหุ่น โดยที่เขาเป็นวิทยากร”

ครูเซียงเล่าอย่างภาคภูมิใจ ปัจจุบันคณะเด็กเทวดาจากชุมชนเล็กๆ นี้เดินสายพาหุ่นหมอลำไปรับงานเล่นละครทั่วประเทศ ทุกๆ วันหลังเลิกเรียน ศิลปินจิ๋วจะเข้ามาอ่านนิทาน ร้องหมอลำ และซ้อมละคร ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นช่างสานกระติ๊บก็มารวมตัวที่นี่เหมือนกัน เพราะทักษะสานหุ่นตัวจ้อยไปจนถึงไดโนเสาร์ตัวยักษ์กลับมาสร้างงานให้ประชากรอย่างสม่ำเสมอ

คณะเด็กเทวดา

“พอหุ่นดูแลชุมชน ชุมชนก็กลับมาดูแลหุ่น” นักการละครกล่าวพร้อมรอยยิ้มจริงใจ

โครงสร้างและระบบของโฮมทองศรีอุปถัมภ์แห่งตำบลนาดูนสุดแสนเรียบง่าย ดีไซน์อีสานถักทอกลมกลืนอยู่ในทุกส่วนของโรงละคร แม้ Public Space นี้เล็กมาก แต่ฟังก์ชันการทำงานนั้นเกินร้อย

เหตุผลที่เล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง เพราะฉันคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่พื้นที่ และไม่ใช่ตุ๊กตา

หัวใจคนธรรมดาที่คิดถึง Public ต่างหาก ที่ทำให้ Space นี้งดงาม

ครูเซียง ปรีชา การุณ

Facebook : หมอลำหุ่น คณะเด็กเทวดา

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

14 มิถุนายน 2564
7

The Cloud x we!park

ภาพพื้นที่สีเขียวเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่เชื่อมโยงกันทั้งกรุงเทพฯ อาจดูไม่ไกลเกินเอื้อม หลังจากมีโครงการนำร่องสร้างพื้นที่สาธารณะให้กับคนเมือง ณ พื้นที่ว่างข้างหัวลำโพงเกิดขึ้น สื่อกลางอย่าง we!park จึงลากเส้นต่อมาถึงยังชุมชนโชฎึก หมุดหมายใหม่ของพื้นที่สาธารณะเพื่อคนทุกวัย จากที่ทิ้งร้างเศษเหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม 

นับเป็นโครงการแรกที่ we!park นำทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และนักออกแบบอย่างครบองค์ มาร่วมกันสร้างพื้นที่สาธารณะ เป็นที่มาให้คอลัมน์ Public Space ชักชวนตัวแทนแพลตฟอร์มสื่อกลางอย่าง ยศ-ยศพล บุญสม และ ซัน-อาศิส เวศร์ภาดา Researcher and Project Developer มาพูดคุยกันถึงแนวคิดและความท้าทายของสร้างพื้นที่สาธารณะริมน้ำในย่านชุมชนเก่าแก่ และการร่วมมือของทุกฝ่ายเช่นนี้ จะกระตุ้นไปสู่การสร้างพื้นที่สาธารณะถาวรอย่างยั่งยืนได้อย่างไรบ้าง

ก่อนทดลองใช้งาน Pocket Park เลียบคลองในช่วง Bangkok Design Week 2021 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-20 มิถุนายน พ.ศ. 2564 มาฟังพวกเขาไปพร้อมกัน

‘โชฎึก’ ไม่ดึกก็เปลี่ยว เลยต้องเปลี่ยน

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ในอดีตชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนมีความสัมพันธ์กับคลองผดุงกรุงเกษม เหล่าพ่อค้ามักล่องเรือสินค้ามาจอดเทียบท่า แล้วขนของเก็บเข้าโกดังในบริเวณนี้ แต่เมื่อเวลาผันผ่าน ความสัมพันธ์ระหว่างคน คลอง และย่าน เริ่มหายไป กลายเป็นตึกแถว เริ่มมีแม่น้ำตัดผ่าน ส่วนพื้นที่ริมคลองกลายเป็นเศษเหลือไม่ได้ใช้ประโยชน์

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

“คงไม่มีใครกล้าเดินผ่านเขตสัมพันธวงศ์จากหัวลำโพงไปถึงท่าน้ำสี่พระยา เพราะทางเดินเปลี่ยวและรกร้าง ที่สำคัญ เขตสัมพันธวงศ์มีความหนาแน่นสูง และมีผู้สูงอายุมากเป็นอันดับหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่กลับเป็นเมืองเก่าที่มีพื้นที่สาธารณะน้อย” 

ยศพลเล่าถึงเหตุผลที่พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นจุดมุ่งหมายให้กลุ่มปั้นเมือง ผู้ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกในชุมชนตลาดน้อยเดิม ชักชวนกลุ่ม we!park เป็นจิ๊กซอว์สื่อกลางประสานไปยังภาครัฐอย่างสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร เหล่านักออกแบบที่สรรหาโดยนิตยสาร art4d และภาคเอกชนคือ SCG D’COR เป็นผู้สนับสนุน มาสร้างพื้นที่สาธารณะประโยชน์เพื่อกระตุ้นให้เกิดทางเดินที่ใช้ได้จริง สร้างลานกิจกรรม พร้อมสิ่งแวดล้อมสองข้างทางที่เป็นมิตรต่อทุกชีวิต รวมถึงเรียนรู้เรื่องชุมชนไปพร้อมกันได้ 

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

เมื่อทราบเช่นนั้น ยศบอกว่าเขายินดีมาก เพราะตรงกับเจตนารมณ์ของ we!park คือกลไกกลางประสานเรื่องพื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว ซึ่งเชื่อว่ามันต้องเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย

หลังจาก we!park ประสานงานกับเขตเพื่อขอความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว ทางฝั่ง art4d ก็จัดเวิร์กช็อปขึ้น โดยมี 2 โค้ชมืออาชีพอย่าง Hypothesis และ VaSLab Architecture ช่วยค้นหาอาสาสมัครและนักออกแบบรุ่นใหม่ ซึ่งมีตั้งแต่สถาปนิก ภูมิสถาปนิก กราฟิกดีไซเนอร์ วิศวกรเสียง Lighting Designer มาเข้าร่วม 

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

เมื่อต้องทำมากกว่าการพัฒนาพื้นที่สาธารณะชุมชนให้ผู้คนหลากหลาย นั่นคือการพัฒนากระบวนการไปพร้อมกัน การบูรณาการการออกแบบเพื่อสนองผู้ใช้ทุกวัยก็จำเป็น และต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์หลายศาสตร์มาช่วยกัน

รอบนี้จึงได้อาสาสมัครคนรุ่นใหม่ทั้ง 24 คนแบ่งเป็น 7 ทีมมาช่วยสร้างพื้นที่สาธาธาณประโยชน์ 7 แบบ จากโจทย์ที่พวกเขาได้รับมาจาก 4 กลุ่มชุมชนในย่าน ได้แก่ ชุมชนโชฎึก ชุมชนนี้จงสวัสดิ์ ชุมชนโปลิศสภา และชุมชนตลาดน้อย อย่างเช่น พัฒนาลานยืดเหยียดให้ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและแสงสว่างเพื่อแก้จุดอับ รวมถึงออกแบบโดยยังคงเอกลักษณ์ของชุมชน พ่วงไปกับข้อกำหนดเรื่องการบริหารและสิ่งแวดล้อม จากการพูดคุยกับเขตและสำนักงานกรุงเทพมหานคร สำนักงานใหญ่ โดยมี we!park คอยประสาน เช่น การหาผู้รับเหมาที่ผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดจากทางกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องมีใบรับรองว่าผ่านการจดทะเบียนกับกรมบัญชีกลาง และทั้งต้องหาวิศวกรมาคำนวณแบบแปลน รวมถึงวัสดุที่จะใช้ในทุกชิ้นงาน และชี้แจ้งให้ชัดเจนทั้งหมดตั้งแต่คุณสมบัติวัสดุที่เลือกใช้ ไปจนถึงแบบแปลนของทุกส่วนว่ามีความแข็งแรงคงทน หากมีชิ้นงานใดต้องมีส่วนที่ยื่นออกไปบริเวณคลองก็ต้องอยู่ในระยะที่กำหนด นอกจากทำเรื่องขออนุญาตจากสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์แล้ว เขตจะต้องส่งเรื่องต่อไปขออนุญาตจากทางสำนักงานกรุงเทพมหานครอีกครั้ง เพื่อดูว่าการออกแบบนี้ผิดกฎระเบียบข้อบัญญัติใดหรือไม่ 

‘โชฎึก’ คิดลึกก่อนทำ

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ผลงานสร้างสรรค์ทั้ง 7 ชิ้นจากทั้ง 7 ทีม แบ่งแนวคิดถึงผู้ใช้งานทั้งหมด 3 กลุ่ม คือ คนทำงานและผู้สูงอายุ เด็ก และสัตว์ในบริเวณชุมชน 

มีตั้งแต่ 01 ‘ก้าวข้าม’ ทางเดินลาดมีลักษณะโค้งเชื่อมโยงกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของคนต่างวัย โดยระหว่างที่เด็กๆ วิ่งเล่นไป ผู้ใหญ่ก็คอยสอดส่องได้

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

02 ‘สนามเด็กเล่นโชฎึก’ อยู่ใจกลางสวน ออกแบบมาเพื่อเด็กในชุมชนจำนวนมาก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเมื่อใช้งานเป็นหลัก

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

03 ‘ที่นั่งริมคลองผดุงกรุงเกษม’ ที่นั่งในพื้นที่ต่างระดับ นอกจากออกแบบเพื่อคนหลายช่วงอายุนั่งอย่างสะดวก ยังป้องกันไม่ให้คนไร้บ้านมานอนในพื้นที่ แก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยยามค่ำคืน

04 ‘ทั้งนั่งทั้งกั้น’ ที่นั่ง Multifunction ดัดแปลงจากแนวกระถางต้นไม้ที่ใช้กั้นบริเวณสวนเดิม ให้เป็นที่นั่ง ถังแยกขยะ และโต๊ะสำหรับเล่นโดมิโน ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำในพื้นที่ มากฟังก์ชั่นทั้งพักผ่อนและเป็นที่ออกกำลังกายในตัว

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

05 ‘หลังคาโปร่งแสง’ โครงสร้างให้ความรู้สึกเหมือนเกล็ดมังกรไล่สี และใช้สีให้เข้ากับย่านชุมชนชาวจีน สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน และเพิ่มร่มเงาเมื่อใช้งานพื้นที่ด้านล่างไปพร้อมกัน

06 ‘รั้วกินได้’ ดัดแปลงโครงเหล็กที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นล้อเหล็กเคลื่อนที่ ไว้ปลูกพืชผักสวนครัว เสริมสร้างกิจกรรมและรายได้ให้กับชุมชน

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

และ 07 ‘กระรอก ละเล่น’ จากแนวคิดบ้านต้นไม้และสลิงให้กระรอกได้มีบ้าน อาหาร และทางเดิน ทำจากวัสดุหาง่ายในพื้นที่อย่างเชือกและแผ่นยาง (น่ารัก!)

โดยทั้งหมดผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วม และเสนอภาพจำลองกับชุมชนและเขต 3 ครั้งในช่วงระยะเวลาหลายเดือน จึงออกมาเป็นต้นแบบโปรโตไทป์ที่จะได้ทดลองใช้งานจริง 

“เราตั้งใจติดตั้งตัวอย่างชั่วคราวให้ชุมชนได้มาทดลองใช้ แต่ส่วนรั้วต้นไม้ริมคลองหรือไฟโซลาร์เซลล์ที่เราเห็นว่าอยู่ในพื้นที่ได้เลย ก็ตั้งใจว่าจะติดตั้งให้ใช้ได้ในระยะยาว

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“ผลงานเหล่านี้อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สมบูรณ์ แต่เป็นการกระตุ้นเพื่อสร้างบทสนทนามากกว่าว่า ถ้าชุมชนอยากให้พื้นที่นี้อยู่ต่อได้ในระยะยาวหรือยั่งยืน พวกเขาควรไปในทิศทางไหน และไม่ได้กระตุ้นแค่คนในพื้นที่ แต่ไปถึงคนนอกที่มองเข้ามาด้วย” สถาปนิกนักกิจกรรมอธิบายต่อว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้การออกแบบอยู่ต่อไปได้หรือไม่คือชุมชนเอง และเขตเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการแก้ปัญหาตั้งแต่แรกเริ่ม 

ทั้งยศพลและอาศิสบอกว่า ข้อหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จจนได้ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน เป็นเพราะความเข้มแข็งของชุมชนที่กล้าแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาดำเนินการไปได้มาก 

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ในขณะที่อาศิสผู้ลงไปควบคุมการก่อสร้างและติดตั้งเองก็พบความท้าทาย เรื่องแรกที่เขาพูดถึงคือการจัดหางบประมาณ แม้โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนโดยกองทุนจากภาครัฐ อย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งสนับสนุนกลุ่มปั้นเมืองและ we!park ยังมีทั้งกองทุนสื่อสร้างสรรค์ โครงการ Design Hero และการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อใช้ร่วมกัน แต่ไม่ใช่ทุกโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากทุนเดิม และไม่ควรเป็นภาระของรัฐหรือเอกชนแต่เพียงอย่างเดียว โจทย์เรื่อง Funding จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขามองหาในโครงการอื่นๆ ต่อไป

ความท้าทายอย่างต่อมาคือ การผลักดันให้เหล่าดีไซเนอร์เดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กันให้ได้ เนื่องจากมีอุปสรรคด้วยหน้าที่หลักที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบ 

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

และความท้าทายข้อใหญ่คือการขออนุญาตก่อสร้างจากทางภาครัฐ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดโดยไม่กระทบพื้นที่และมีความแข็งแรงเพียงพอ ซึ่งในข้อนี้นับเป็นโจทย์หิน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการนานหลายเดือน 

ยศพลเสริมว่า “ถ้าเรารู้ข้อควรระวังและขั้นตอนการดำเนินของทางเขตว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง เราจะไม่เกร็งกับความเป็นภาครัฐ รวมถึงหาวิธีลดระยะเวลาให้น้อยกว่านี้ และอาจเห็นผลจากโครงการนี้ได้เร็วขึ้นด้วย” จึงเป็นข้อชวนคิดว่า จะทำอย่างไรให้ความท้าทายที่เกิดขึ้นจากฝากฝั่งรัฐลดน้อยลง และได้รับการสนับสนุนมากขึ้น 

‘โชฎึก’ นึกถึงอนาคต

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

มาถึงตรงนี้ เราขอถามแทนคนในชุมชนริมน้ำอื่นๆ ที่กำลังอ่านอยู่ ว่าหากอยากพัฒนาพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เช่นโชฎึกบ้าง ต้องทำอย่างไร

ยศพลตอบว่า การพัฒนาพื้นที่ริมคลองไม่ควรมองเพียงแค่การขีดสีตีเส้นหรือจัดระเบียบ ควรมองหาศักยภาพผ่านการมีส่วนร่วมกับย่านและชุมชน

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“เราต้องคำนึงถึงมิติของคลอง ที่อยู่อาศัย และความปลอดภัย ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้พื้นที่สาธารณะอยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงกลไกการจัดการบริหารพื้นที่ และจะทำให้ดึงเสน่ห์ของพื้นที่ออกมาใช้อย่างที่ควรเป็น มีอีกหลายพื้นที่ที่เป็นไปได้ในอนาคต เช่น คลองลาดพร้าวหรือคลองแสนแสบ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดึงทุกภาคส่วนมาร่วมกันทำ”

ไม่ว่าผลลัพธ์จากการทดลองใช้ในงาน Bangkok Design Week ทั้ง 7 วัน จะตอบสมมติฐานว่า Pocket Park ซึ่งเป็นสวนสาธาณะชุมชนแห่งนี้ จะช่วยกระตุ้นการเดินและสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนได้หรือไม่ รวมถึงบทพิสูจน์ในระยะยาวว่าชุมชนจะช่วยกันดูแลได้มากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าผลลัพธ์จากชุมชนโชฎึกจะช่วยขยายผลไปถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพต่อไปได้ไม่มากก็น้อย

ยศจึงฝากถึงกลุ่มคนที่อยากทำงานด้านนี้ว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งต้นจนจบและส่งต่อไปสู่มือของพวกเขาอย่างเต็มรูปแบบ ให้พวกเขาต่อยอดหาวิธีดูแลรักษาพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระและรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งกับพื้นที่อย่างแท้จริงนั้นสำคัญมาก

และสิ่งที่เราได้เรียนจากชุมชนเล็กๆ เลียบคลองแห่งนี้ กระตุ้นเตือนว่าพื้นที่สาธารณะไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องเรียกร้องหรือเสียสละ แต่ควรเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน

เห็นแบบนี้ เราเองก็หวังอยากเห็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ในทุกหย่อมย่าน ออกมาโชว์ให้ได้เห็นอย่างเช่นที่โชฎึกบ้างแล้วล่ะ

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ภาพ : we!park

14 มิถุนายน 2564
7

The Cloud x we!park

ภาพพื้นที่สีเขียวเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่เชื่อมโยงกันทั้งกรุงเทพฯ อาจดูไม่ไกลเกินเอื้อม หลังจากมีโครงการนำร่องสร้างพื้นที่สาธารณะให้กับคนเมือง ณ พื้นที่ว่างข้างหัวลำโพงเกิดขึ้น สื่อกลางอย่าง we!park จึงลากเส้นต่อมาถึงยังชุมชนโชฎึก หมุดหมายใหม่ของพื้นที่สาธารณะเพื่อคนทุกวัย จากที่ทิ้งร้างเศษเหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม 

นับเป็นโครงการแรกที่ we!park นำทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และนักออกแบบอย่างครบองค์ มาร่วมกันสร้างพื้นที่สาธารณะ เป็นที่มาให้คอลัมน์ Public Space ชักชวนตัวแทนแพลตฟอร์มสื่อกลางอย่าง ยศ-ยศพล บุญสม และ ซัน-อาศิส เวศร์ภาดา Researcher and Project Developer มาพูดคุยกันถึงแนวคิดและความท้าทายของสร้างพื้นที่สาธารณะริมน้ำในย่านชุมชนเก่าแก่ และการร่วมมือของทุกฝ่ายเช่นนี้ จะกระตุ้นไปสู่การสร้างพื้นที่สาธารณะถาวรอย่างยั่งยืนได้อย่างไรบ้าง

ก่อนทดลองใช้งาน Pocket Park เลียบคลองในช่วง Bangkok Design Week 2021 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-20 มิถุนายน พ.ศ. 2564 มาฟังพวกเขาไปพร้อมกัน

‘โชฎึก’ ไม่ดึกก็เปลี่ยว เลยต้องเปลี่ยน

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ในอดีตชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนมีความสัมพันธ์กับคลองผดุงกรุงเกษม เหล่าพ่อค้ามักล่องเรือสินค้ามาจอดเทียบท่า แล้วขนของเก็บเข้าโกดังในบริเวณนี้ แต่เมื่อเวลาผันผ่าน ความสัมพันธ์ระหว่างคน คลอง และย่าน เริ่มหายไป กลายเป็นตึกแถว เริ่มมีแม่น้ำตัดผ่าน ส่วนพื้นที่ริมคลองกลายเป็นเศษเหลือไม่ได้ใช้ประโยชน์

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

“คงไม่มีใครกล้าเดินผ่านเขตสัมพันธวงศ์จากหัวลำโพงไปถึงท่าน้ำสี่พระยา เพราะทางเดินเปลี่ยวและรกร้าง ที่สำคัญ เขตสัมพันธวงศ์มีความหนาแน่นสูง และมีผู้สูงอายุมากเป็นอันดับหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่กลับเป็นเมืองเก่าที่มีพื้นที่สาธารณะน้อย” 

ยศพลเล่าถึงเหตุผลที่พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นจุดมุ่งหมายให้กลุ่มปั้นเมือง ผู้ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกในชุมชนตลาดน้อยเดิม ชักชวนกลุ่ม we!park เป็นจิ๊กซอว์สื่อกลางประสานไปยังภาครัฐอย่างสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร เหล่านักออกแบบที่สรรหาโดยนิตยสาร art4d และภาคเอกชนคือ SCG D’COR เป็นผู้สนับสนุน มาสร้างพื้นที่สาธารณะประโยชน์เพื่อกระตุ้นให้เกิดทางเดินที่ใช้ได้จริง สร้างลานกิจกรรม พร้อมสิ่งแวดล้อมสองข้างทางที่เป็นมิตรต่อทุกชีวิต รวมถึงเรียนรู้เรื่องชุมชนไปพร้อมกันได้ 

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

เมื่อทราบเช่นนั้น ยศบอกว่าเขายินดีมาก เพราะตรงกับเจตนารมณ์ของ we!park คือกลไกกลางประสานเรื่องพื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว ซึ่งเชื่อว่ามันต้องเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย

หลังจาก we!park ประสานงานกับเขตเพื่อขอความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว ทางฝั่ง art4d ก็จัดเวิร์กช็อปขึ้น โดยมี 2 โค้ชมืออาชีพอย่าง Hypothesis และ VaSLab Architecture ช่วยค้นหาอาสาสมัครและนักออกแบบรุ่นใหม่ ซึ่งมีตั้งแต่สถาปนิก ภูมิสถาปนิก กราฟิกดีไซเนอร์ วิศวกรเสียง Lighting Designer มาเข้าร่วม 

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

เมื่อต้องทำมากกว่าการพัฒนาพื้นที่สาธารณะชุมชนให้ผู้คนหลากหลาย นั่นคือการพัฒนากระบวนการไปพร้อมกัน การบูรณาการการออกแบบเพื่อสนองผู้ใช้ทุกวัยก็จำเป็น และต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์หลายศาสตร์มาช่วยกัน

รอบนี้จึงได้อาสาสมัครคนรุ่นใหม่ทั้ง 24 คนแบ่งเป็น 7 ทีมมาช่วยสร้างพื้นที่สาธาธาณประโยชน์ 7 แบบ จากโจทย์ที่พวกเขาได้รับมาจาก 4 กลุ่มชุมชนในย่าน ได้แก่ ชุมชนโชฎึก ชุมชนนี้จงสวัสดิ์ ชุมชนโปลิศสภา และชุมชนตลาดน้อย อย่างเช่น พัฒนาลานยืดเหยียดให้ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและแสงสว่างเพื่อแก้จุดอับ รวมถึงออกแบบโดยยังคงเอกลักษณ์ของชุมชน พ่วงไปกับข้อกำหนดเรื่องการบริหารและสิ่งแวดล้อม จากการพูดคุยกับเขตและสำนักงานกรุงเทพมหานคร สำนักงานใหญ่ โดยมี we!park คอยประสาน เช่น การหาผู้รับเหมาที่ผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดจากทางกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องมีใบรับรองว่าผ่านการจดทะเบียนกับกรมบัญชีกลาง และทั้งต้องหาวิศวกรมาคำนวณแบบแปลน รวมถึงวัสดุที่จะใช้ในทุกชิ้นงาน และชี้แจ้งให้ชัดเจนทั้งหมดตั้งแต่คุณสมบัติวัสดุที่เลือกใช้ ไปจนถึงแบบแปลนของทุกส่วนว่ามีความแข็งแรงคงทน หากมีชิ้นงานใดต้องมีส่วนที่ยื่นออกไปบริเวณคลองก็ต้องอยู่ในระยะที่กำหนด นอกจากทำเรื่องขออนุญาตจากสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์แล้ว เขตจะต้องส่งเรื่องต่อไปขออนุญาตจากทางสำนักงานกรุงเทพมหานครอีกครั้ง เพื่อดูว่าการออกแบบนี้ผิดกฎระเบียบข้อบัญญัติใดหรือไม่ 

‘โชฎึก’ คิดลึกก่อนทำ

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ผลงานสร้างสรรค์ทั้ง 7 ชิ้นจากทั้ง 7 ทีม แบ่งแนวคิดถึงผู้ใช้งานทั้งหมด 3 กลุ่ม คือ คนทำงานและผู้สูงอายุ เด็ก และสัตว์ในบริเวณชุมชน 

มีตั้งแต่ 01 ‘ก้าวข้าม’ ทางเดินลาดมีลักษณะโค้งเชื่อมโยงกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของคนต่างวัย โดยระหว่างที่เด็กๆ วิ่งเล่นไป ผู้ใหญ่ก็คอยสอดส่องได้

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

02 ‘สนามเด็กเล่นโชฎึก’ อยู่ใจกลางสวน ออกแบบมาเพื่อเด็กในชุมชนจำนวนมาก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเมื่อใช้งานเป็นหลัก

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

03 ‘ที่นั่งริมคลองผดุงกรุงเกษม’ ที่นั่งในพื้นที่ต่างระดับ นอกจากออกแบบเพื่อคนหลายช่วงอายุนั่งอย่างสะดวก ยังป้องกันไม่ให้คนไร้บ้านมานอนในพื้นที่ แก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยยามค่ำคืน

04 ‘ทั้งนั่งทั้งกั้น’ ที่นั่ง Multifunction ดัดแปลงจากแนวกระถางต้นไม้ที่ใช้กั้นบริเวณสวนเดิม ให้เป็นที่นั่ง ถังแยกขยะ และโต๊ะสำหรับเล่นโดมิโน ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำในพื้นที่ มากฟังก์ชั่นทั้งพักผ่อนและเป็นที่ออกกำลังกายในตัว

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

05 ‘หลังคาโปร่งแสง’ โครงสร้างให้ความรู้สึกเหมือนเกล็ดมังกรไล่สี และใช้สีให้เข้ากับย่านชุมชนชาวจีน สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน และเพิ่มร่มเงาเมื่อใช้งานพื้นที่ด้านล่างไปพร้อมกัน

06 ‘รั้วกินได้’ ดัดแปลงโครงเหล็กที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นล้อเหล็กเคลื่อนที่ ไว้ปลูกพืชผักสวนครัว เสริมสร้างกิจกรรมและรายได้ให้กับชุมชน

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

และ 07 ‘กระรอก ละเล่น’ จากแนวคิดบ้านต้นไม้และสลิงให้กระรอกได้มีบ้าน อาหาร และทางเดิน ทำจากวัสดุหาง่ายในพื้นที่อย่างเชือกและแผ่นยาง (น่ารัก!)

โดยทั้งหมดผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วม และเสนอภาพจำลองกับชุมชนและเขต 3 ครั้งในช่วงระยะเวลาหลายเดือน จึงออกมาเป็นต้นแบบโปรโตไทป์ที่จะได้ทดลองใช้งานจริง 

“เราตั้งใจติดตั้งตัวอย่างชั่วคราวให้ชุมชนได้มาทดลองใช้ แต่ส่วนรั้วต้นไม้ริมคลองหรือไฟโซลาร์เซลล์ที่เราเห็นว่าอยู่ในพื้นที่ได้เลย ก็ตั้งใจว่าจะติดตั้งให้ใช้ได้ในระยะยาว

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“ผลงานเหล่านี้อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สมบูรณ์ แต่เป็นการกระตุ้นเพื่อสร้างบทสนทนามากกว่าว่า ถ้าชุมชนอยากให้พื้นที่นี้อยู่ต่อได้ในระยะยาวหรือยั่งยืน พวกเขาควรไปในทิศทางไหน และไม่ได้กระตุ้นแค่คนในพื้นที่ แต่ไปถึงคนนอกที่มองเข้ามาด้วย” สถาปนิกนักกิจกรรมอธิบายต่อว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้การออกแบบอยู่ต่อไปได้หรือไม่คือชุมชนเอง และเขตเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการแก้ปัญหาตั้งแต่แรกเริ่ม 

ทั้งยศพลและอาศิสบอกว่า ข้อหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จจนได้ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน เป็นเพราะความเข้มแข็งของชุมชนที่กล้าแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาดำเนินการไปได้มาก 

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ในขณะที่อาศิสผู้ลงไปควบคุมการก่อสร้างและติดตั้งเองก็พบความท้าทาย เรื่องแรกที่เขาพูดถึงคือการจัดหางบประมาณ แม้โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนโดยกองทุนจากภาครัฐ อย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งสนับสนุนกลุ่มปั้นเมืองและ we!park ยังมีทั้งกองทุนสื่อสร้างสรรค์ โครงการ Design Hero และการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อใช้ร่วมกัน แต่ไม่ใช่ทุกโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากทุนเดิม และไม่ควรเป็นภาระของรัฐหรือเอกชนแต่เพียงอย่างเดียว โจทย์เรื่อง Funding จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขามองหาในโครงการอื่นๆ ต่อไป

ความท้าทายอย่างต่อมาคือ การผลักดันให้เหล่าดีไซเนอร์เดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กันให้ได้ เนื่องจากมีอุปสรรคด้วยหน้าที่หลักที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบ 

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

และความท้าทายข้อใหญ่คือการขออนุญาตก่อสร้างจากทางภาครัฐ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดโดยไม่กระทบพื้นที่และมีความแข็งแรงเพียงพอ ซึ่งในข้อนี้นับเป็นโจทย์หิน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการนานหลายเดือน 

ยศพลเสริมว่า “ถ้าเรารู้ข้อควรระวังและขั้นตอนการดำเนินของทางเขตว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง เราจะไม่เกร็งกับความเป็นภาครัฐ รวมถึงหาวิธีลดระยะเวลาให้น้อยกว่านี้ และอาจเห็นผลจากโครงการนี้ได้เร็วขึ้นด้วย” จึงเป็นข้อชวนคิดว่า จะทำอย่างไรให้ความท้าทายที่เกิดขึ้นจากฝากฝั่งรัฐลดน้อยลง และได้รับการสนับสนุนมากขึ้น 

‘โชฎึก’ นึกถึงอนาคต

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

มาถึงตรงนี้ เราขอถามแทนคนในชุมชนริมน้ำอื่นๆ ที่กำลังอ่านอยู่ ว่าหากอยากพัฒนาพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เช่นโชฎึกบ้าง ต้องทำอย่างไร

ยศพลตอบว่า การพัฒนาพื้นที่ริมคลองไม่ควรมองเพียงแค่การขีดสีตีเส้นหรือจัดระเบียบ ควรมองหาศักยภาพผ่านการมีส่วนร่วมกับย่านและชุมชน

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“เราต้องคำนึงถึงมิติของคลอง ที่อยู่อาศัย และความปลอดภัย ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้พื้นที่สาธารณะอยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงกลไกการจัดการบริหารพื้นที่ และจะทำให้ดึงเสน่ห์ของพื้นที่ออกมาใช้อย่างที่ควรเป็น มีอีกหลายพื้นที่ที่เป็นไปได้ในอนาคต เช่น คลองลาดพร้าวหรือคลองแสนแสบ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดึงทุกภาคส่วนมาร่วมกันทำ”

ไม่ว่าผลลัพธ์จากการทดลองใช้ในงาน Bangkok Design Week ทั้ง 7 วัน จะตอบสมมติฐานว่า Pocket Park ซึ่งเป็นสวนสาธาณะชุมชนแห่งนี้ จะช่วยกระตุ้นการเดินและสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนได้หรือไม่ รวมถึงบทพิสูจน์ในระยะยาวว่าชุมชนจะช่วยกันดูแลได้มากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าผลลัพธ์จากชุมชนโชฎึกจะช่วยขยายผลไปถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพต่อไปได้ไม่มากก็น้อย

ยศจึงฝากถึงกลุ่มคนที่อยากทำงานด้านนี้ว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งต้นจนจบและส่งต่อไปสู่มือของพวกเขาอย่างเต็มรูปแบบ ให้พวกเขาต่อยอดหาวิธีดูแลรักษาพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระและรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งกับพื้นที่อย่างแท้จริงนั้นสำคัญมาก

และสิ่งที่เราได้เรียนจากชุมชนเล็กๆ เลียบคลองแห่งนี้ กระตุ้นเตือนว่าพื้นที่สาธารณะไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องเรียกร้องหรือเสียสละ แต่ควรเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน

เห็นแบบนี้ เราเองก็หวังอยากเห็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ในทุกหย่อมย่าน ออกมาโชว์ให้ได้เห็นอย่างเช่นที่โชฎึกบ้างแล้วล่ะ

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ภาพ : we!park

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load