ช่วงนี้ถ้าใครข้ามสะพานพระราม 8 ก็คงเห็นอาคารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาติดกับสะพานแขวน มันเป็นอาคารเก่าที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นไม่เหมือนที่อื่น และที่ด้านหลังของตัวอาคารเหมือนกับมีตะแกรงเหล็กครอบทั้งตึกอยู่ เป็นอาคารที่มีกลิ่นอายของความเก่าผสมผสานกับความใหม่ได้อย่างลงตัว ในบางมุมมันทำให้ผมนึกถึงงานรีโนเวทอาคารชื่อดังระดับโลกอย่าง Reichstag Dome ที่เบอร์ลิน หรือ King’s Cross Concourse ที่ลอนดอน ซึ่งใช้วิธีผสมผสานระหว่างอาคารเก่าและอาคารใหม่เข้าด้วยกันใกล้เคียงกับอาคารนี้เลย

อาคารหลังนี้เคยเป็นโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ตอนนี้ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งการเรียนรู้ใหม่เอี่ยม ซึ่งภายในอาคารประกอบด้วย ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ Co-working Space แบบห้องประชุม Co-working Space พร้อมกับร้านกาแฟ และห้องประชุมใหญ่

ที่สำคัญกว่านั้นคือ อาคารริมน้ำวิวร้อยล้านหลังนี้เปิดให้พวกเราเข้าไปใช้บริการได้ฟรี!(เฉพาะในส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่ฟรีแค่ในช่วง 6 เดือนแรก) ถ้าไม่ตื่นเต้นกันตอนนี้ก็ไม่รู้จะต้องตื่นเต้นกันตอนไหนแล้วล่ะ

นี่คือการปรับตัวครั้งใหญ่ของหน่วยงานราชการที่เปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นเขตหวงห้ามที่สุดให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ นับเป็นการฉลองวาระครบรอบ 75 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจอย่างมาก และน่าจะเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์อาคารเก่าที่ดีอันนึงในบ้านเรา

คนที่จะเล่าเรื่องพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่เอี่ยมให้เราฟังได้ดีที่สุดก็คือ คุณประภากร วรรณกนก ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย 

จากโรงพิมพ์ธนบัตรสู่พื้นที่สาธารณะ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2485 ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยแล้วยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลไทยรับหลักการในเรื่องทางการเงิน 3 หนึ่งใน 3 ข้อนั้นคือ การตั้งธนาคารกลางโดยมีที่ปรึกษาและหัวหน้าหน่วยงานเป็นชาวญี่ปุ่น เพื่อเอื้อประโยชน์แก่กองทัพญี่ปุ่น รัฐบาลไทยจึงอ้างกับทางญี่ปุ่นว่ากำลังดำเนินการจัดตั้งธนาคารกลางอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ญี่ปุ่นเข้ามามีอำนาจควบคุมทางการเงินและเครดิตของประเทศ โดยมีพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย เร่งดำเนินการโดยใช้เวลาเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้อและขาดแคลนธนบัตร การสร้างความมั่นคงด้านการเงินให้กับประเทศทางหนึ่งคือการมีโรงพิมพ์ธนบัตรในประเทศ จึงมีการสร้างโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย เร่ิมก่อสร้าง พ.ศ. 2506 เสร็จ พ.ศ. 2512

อาคารหลังนี้สร้างและออกแบบโดย ดร.รชฎ กาญจนวนิช และ ม.ล.สันธยา อิสระเสนา ซึ่งเป็นวิศวกรโครงสร้างและสถาปนิกชั้นนำของยุคนั้น ที่นี่จึงเป็นงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างจากอาคารอื่นๆ โดยเฉพาะโครงสร้างหลังคาคอนกรีตหล่อรูปไข่ซ้อนกัน

อาคารแห่งนี้ต้องรองรับเครื่องพิมพ์และเครื่องจักรที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ฐานรากของโรงพิมพ์จึงมีความแข็งแรงสูงมากๆ ด้วยความที่เครื่องพิมพ์มีขนาดใหญ่มาก อาคารหลังนี้จึงไม่มีเสารับน้ำหนักกลางห้อง หลังคาของอาคารจึงถูกออกแบบเป็นคอนกรีตหล่อตามยาว และเป็นรูปโค้งซ้อนกันหลายชั้น เพื่อช่วยดูดซับเสียงจากเครื่องจักรด้านใน

โครงหลังคานี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของโรงพิมพ์ที่ทำให้คนจดจำได้ จึงถูกหยิบมาใช้เป็นโลโก้ของศูนย์การเรียนรู้ด้วย

เมื่อความต้องการใช้ธนบัตรเพิ่มจำนวนขึ้น รวมไปถึงมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงสร้างโรงพิมพ์แห่งใหม่ที่จังหวัดนครปฐม และเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2550 ที่นี่จึงถูกปิดทิ้งไว้เฉยๆ จนกระทั่งวาระครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้บริหารของแบงก์ชาติจึงตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนมาใช้ประโยชน์ได้

“ตัวโครงสร้างหลังคาคอนกรีตและโครงสร้างอาคารยังสมบูรณ์และแข็งแรงมาก อยู่ในสภาพที่แทบจะเหมือนเดิมทั้งที่สร้างมา 48 ปีแล้ว ตัวพิพิธภัณฑ์ชั้นล่างอยู่ต่ำกว่าระดับแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปทั้งสองชั้น แต่ก็ไม่เจอปัญหาเรื่องน้ำรั่วหรือซึมจากแม่น้ำเจ้าพระยาเลยแม้แต่นิดเดียว ปัญหาเรื่องความชื้นก็ไม่มี เดิมห้องนี้ใช้เก็บธนบัตรด้วย อาคารหลังนี้จึงเป็นอาคารเก่าที่มีลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมที่ในปัจจุบันอาคารในยุคเดียวกันนี้ถูกรื้อถอนไปเกือบหมดแล้ว และยังมีประวัติศาสตร์ด้านการเงินของประเทศด้วย” คุณประภากรเล่า

 

จากพื้นที่สาธารณะสู่ศูนย์การเรียนรู้

“เป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยคือ ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ชีวิตของประชาชนสัมพันธ์กับเราเสมอ ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวประชาชนคืองานของแบงก์ชาติ แต่คนทั่วไปรู้สึกว่าเรื่องที่เราทำไกลตัว เพราะเราทำเรื่องที่เข้าใจยาก ซับซ้อน และไม่สนุก ที่ผ่านมาแบงก์ชาติให้ความรู้เรื่องการเงินแก่ประชาชนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้คนมีวินัยทางการเงิน รู้จักออมเงิน วางแผนทางการเงิน คุ้มครองตัวเองในการลงทุนได้ เราเลยอยากทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สาธารณะที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนสนใจด้านการเงิน เป็นแหล่งรวมความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน รวมไปถึงเข้าใจบทบาทการทำงานและหน้าที่ของแบงก์ชาติ”

ผู้อำนวยการเล่าที่มาของแนวคิดการทำพื้นที่สาธารณะว่า

“ก่อนเริ่มโครงการเรามีการศึกษาความเป็นไปได้ และมีข้อสรุปว่าพื้นที่แห่งนี้ควรเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างความรู้กับพื้นที่สาธารณะ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ Co-working Space และห้องประชุม เพราะคนสมัยนี้ไม่ได้ต้องการแค่สถานที่แบบห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์เท่านั้น บางคนแค่อยากมานั่งริมแม่น้ำบรรยากาศดีๆ อย่างเดียวก็ได้ เราเลยต้องทำตัวเป็น third place ดึงดูดให้คนเข้ามา จะได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไปหันมาสนใจเรื่องเศรษฐกิจการเงินด้วย”

จากอาคารข้างสะพาน สู่การข้ามสะพาน

เมื่อแบงก์ชาติได้ข้อสรุปด้านการใช้งานอาคารหลังนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการประกวดแบบ คุณประภากรบอกว่าคอนเซปต์ที่บรีฟให้กับสถาปนิกคือ

“ประชาชนส่วนมากไม่รู้ว่าแบงก์ชาติทำอะไร มีความสำคัญอะไร บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีแบงก์ชาติอยู่ ภาพลักษณ์ของแบงก์ชาติดูเป็นคุณลุงในสายตาคนทั่วไป เพราะคนที่เราติดต่อด้วยเป็นสถาบันการเงิน นักวิชาการ หน่วยงานของรัฐ เราเลยอยากให้ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นประตูบ้านของแบงก์ชาติ เชื่อมภายในและภายนอก ให้ประชาชนได้เข้าใจการทำหน้าที่ของธนาคารกลาง”

Creative Crew บริษัทสถาปนิกที่ชนะการประกวดแบบตีโจทย์ เป็นการสร้างความเชื่อมโยงกับประชาชน โดยการหยิบเอาส่วนเปลือกด้านนอกที่ปิดทึบของโรงพิมพ์ออก จากเดิมที่โรงพิมพ์ธนบัตรต้องมีความปลอดภัยระดับสูงสุด ทุกสิ่งต้องปิดมิดชิดอยู่ภายในอาคาร ไม่มีแม้กระทั่งช่องแสงหรือหน้าต่าง เพราะภายในอาคารมีวัสดุอุปกรณ์การทำธนบัตรรวมไปถึงธนบัตรที่พิมพ์เสร็จแล้วจำนวนมหาศาล โดยโครงสร้างด้านนอกของอาคารยังคงแบบเดิมไว้ทั้งหมด

ความเชื่อมโยงยังถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของการเชื่อมกันระหว่างอาคารโรงพิมพ์ธนบัตรเก่ากับอาคารสำนักงานที่อยู่ติดกัน โดยใช้ตะแกรงเหล็กฉีกมาปิดครอบอาคารสำนักงานทั้งหลัง มองจากภายนอกจะเห็นเป็นอาคารใหม่ที่เชื่อมติดอยู่กับอาคารโรงพิมพ์เก่า

ส่วนการสัญจรด้านนอกศูนย์การเรียนรู้ การเดินทางยุคก่อนใช้แม่น้ำเป็นหลัก แต่อีกไม่นานจะมีรถไฟฟ้าเปิดให้บริการ ทางสถาปนิกเลยออกแบบให้ตัวอาคารมีบันไดอยู่รอบด้าน เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างบริบทเดิมกับบริบทใหม่ นั่นก็คือเชื่อมแม่น้ำกับรถไฟฟ้า ส่วนพื้นที่ว่างรอบอาคารก็ออกแบบให้ใช้จัดกิจกรรมได้ทั้งหมด ทั้งโถงบันได ลานกว้างด้านนอก เพื่อให้ทุกส่วนของศูนย์เรียนรู้เชื่อมต่อกันทั้งหมด

คิดถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก

ฟังก์ชันต่างๆ ของศูนย์การเรียนรู้ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือประชาชนทั่วไป

ห้องสมุดพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยไม่ได้ออกแบบให้เป็นห้องสมุดทั่วไป แต่ทำเหมือนร้านหนังสือสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนที่มาใช้ จะได้ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากและไกลตัว หนังสือที่ให้บริการมีทั้งหนังสือด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และด้านอื่นๆที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงาน เช่น บัญชี กฎหมาย ซึ่งหนังสือส่วนหนึ่งมีเฉพาะที่ห้องสมุดนี้แห่งเดียวเท่านั้น ไปจนถึงหนังสือท่องเที่ยว นอกจากนี้ห้องสมุดยังเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายห้องสมุดชั้นนำของโลกอีกกว่า 7,000 แห่ง เช่น ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย Stanford และ MIT ถ้าเราอยากยืมหนังสือจากห้องสมุดในมหาวิทยาลัยของอเมริกา ห้องสมุดพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยก็เป็นธุระจัดการให้ได้

ส่วนของพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกแบบโดยคำนึงถึง Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกประเภท ไม่ว่าจะนั่งวีลแชร์มา หรือมองไม่เห็น ก็เข้าถึงนิทรรศการทุกส่วนได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะตัวนิทรรศการออกแบบมาให้สอดรถเข็นเข้าไปข้างใต้ได้ คำอธิบายทุกอย่างในนิทรรศการมีภาษาเบลล์อยู่ด้วยทั้งหมด ถ้าเราโหลดแอพพลิเคชันของพิพิธภัณฑ์ก็จะมี audio guide ให้บริการด้วย

เนื้อหาหลักๆ ของพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านการตามหาความหมายของเงินตรา เรื่องรู้ความสำคัญและหน้าที่ของเงินตรา โดยทั้งหมดนั้นผ่านการจัดวางแบบ discovery ให้ผู้ชมได้ทดลองหยิบจับค้นหาเอง

ความเจ๋งของที่นี่น่าจะอยู่ที่ของจัดแสดง มีตั้งแต่เหรียญลิเดีย ซึ่งเป็นเหรียญกษาปณ์แรกของโลก เหรียญในสมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา ธนบัตรในยุคแรกเริ่ม รวมไปถึงธนบัตรที่พิมพ์ในวาระพิเศษต่างๆ ของบ้านเรา เรียกว่าเราจะได้เห็นวิวัฒนาการของเงินในแผ่นดินนี้ทั้งหมด

ส่วนของ Co-working Space ก็เตรียมปลั๊กไฟ ไวไฟ รองรับการเอาคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเลตทุกประเภทเข้ามาใช้งาน ถ้าไม่มีหรือไม่ได้เตรียมมาก็มีคอมพิวเตอร์ไว้ให้บริการด้วย

จากพื้นที่แห่งความเป็นทางการ สู่ที่แฮงเอาต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

การตกแต่งภายในศูนย์การเรียนรู้ดูสบายๆ ผ่อนคลาย ผนังโมเสกที่ร่อนหลุด โครงสร้างเหล็กที่เห็นความเป็นสนิม ดูค่อนข้างไม่เป็นทางการ ช่างดูขัดแย้งภาพของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ควรจะดูภูมิฐานน่าเชื่อถือ

“เราอยากเป็นคุณลุงใจดี” คุณประภากรตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “คนส่วนใหญ่มองแบงก์ชาติเป็นภาพนักวิชาการ แต่ศูนย์การเรียนรู้เป็นเหมือนด้าน soft side ของแบงก์ชาติ ถ้าแบงก์ชาติทำนโยบาย ดูแลธนาคาร ฝั่งนี้ก็เป็นหน่วยงานที่มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจการเงิน ที่อยากมาแบ่งปันหรือช่วยเหลือประชาชนทั่วไป แบงก์ชาติแถลงนโยบายอะไร ทางศูนย์เรียนรู้ก็จะเป็นด้านที่อธิบายนโยบายพวกนั้นในภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจง่าย”

ผู้อำนวยการชี้ให้ดูสีเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งภายในทั้งหมด ว่าเป็นสีรองใน Corporate Identity ของแบก์ชาติ แล้วเล่าต่อว่า

“ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดีในยุคหนึ่ง แต่ปัจจุบันความรู้ยังเกิดได้จากการแบ่งปันระหว่างคนกับคน มันสร้างความรู้ได้กว้างไกลและน่าสนใจกว่า เราจึงต้องมีพื้นที่ที่เอื้อให้เกิดสิ่งนี้ด้วย พื้นที่ว่างๆ ด้านนอกรอบอาคารพร้อมจะปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกิจกรรมทางการเงินในรูปแบบต่างๆ ได้ทั้งหมด แตกต่างกับห้องสมุดยุคก่อนที่เข้าไปแล้วเราจะเห็นชั้นหนังสือเต็มไปหมด เราไม่ได้ต้องการสร้างความร่ำรวยของความรู้ผ่านชั้นหนังสือ แต่ต้องการให้ความร่ำรวยของความรู้เกิดขึ้นระหว่างคนกับคน พื้นที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้สร้างขึ้นมาแบบนั้นค่ะ”

จากห้องที่สุดมั่นคงสู่การก่อสร้างที่ยากขึ้น

“ปัญหาหลักๆ คือระยะเวลา” คุณประภากรตอบคำถามเรื่องสิ่งที่ยากที่สุดของงานนี้ “เราใช้เวลาปรับปรุงที่นี่ 14 เดือน กรอบเวลานี้รวมตัวสถาปัตยกรรมและพิพิธภัณฑ์ด้วย ตามหลักของการทำสัญญาก่อสร้างของรัฐ นั่นแปลว่าตัวพิพิธภัณฑ์ต้องทำไปพร้อมๆ ไปกับงานโครงสร้าง แต่ของที่นำมาจัดแสดงจะเข้ามาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ได้เมื่อสภาพแวดล้อมอย่างอุณหภูมิและความชื้นในอาคารเหมาะสม ทุกฝ่ายต้องทำงานพร้อมกันตามกรอบเวลาแบบเป๊ะๆ

“ในการปรับปรุงอาคารเก่าเราเจอเรื่องไม่คาดฝันทุกวัน ยิ่งเป็นการปรับเปลี่ยนการใช้งานจากโรงพิมพ์ธนบัตรที่ค่อนข้างเป็นสถานที่ปิดมาเป็นพื้นที่เปิด ผนังของห้องมั่นคงที่เคยเป็นห้องเก็บธนบัตรมีความหนาประมาณ 80 เซนติเมตร ทำให้ใช้เวลาทุบออกนานกว่าที่วางแผนไว้ แม้แต่การย้ายประตูเซฟของห้องมั่นคงเอามาใช้งานบริเวณชั้นอื่นยังขนย้ายกันยากมากๆ”

จากศูนย์การเรียนรู้สู่ทุกคน

ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดหวังว่าคนที่มาใช้งานจะเดินออกไปพร้อมกับอะไร

“เราอยากให้คนที่เดินเข้ามามีความรู้มากขึ้น ในตอนที่เขาเดินออกไป นี่คือเป้าหมายใหญ่สุดของเรา ไม่ว่าจะผ่านพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด Co-working Space หรือกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถ้าประชาชนมีความตระหนักรู้และมีวินัยทางการเงินจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ ปัญหาหนึ่งที่แบงก์ชาติกังวลมากก็คือ การไม่เก็บออมเงิน และไม่วางแผนการเงินในอนาคตของชาว Gen Y

“เราเป็นธนาคารกลาง เป็นผู้นำทางนโยบายการเงิน แต่เราก็ต้องรับฟังเสียงของประชาชน ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จึงไม่ใช่สถานที่ให้ความรู้กับประชาชนทางเดียว แต่เป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างแบงก์ชาติและประชาชนมากกว่า” คุณประภากรทิ้งท้ายถึงหัวใจหลักของการปรับเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้จากสถานที่ที่เคยปิดมิดชิดที่สุด สู่สถานที่สาธารณะที่ชวนทุกคนเข้ามาให้บริการ

นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกที่สวยงามแล้ว แทบทุกส่วนด้านในไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด Co-working Space ห้องประชุม รวมไปถึงระเบียงไม้ริมแม่น้ำ ก็สวยงามและน่ามาใช้บริการอย่างมาก นอกจากบรรยากาศดีแล้วยังได้มีความรู้เพิ่มเติมกลับไปบ้านด้วย

น่าลองมาเยือนที่นี่ดูสักครั้งนะครับ 🙂

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งชาติ

ระยะเวลาการปรับปรุง : 14 เดือน

สถาปนิก : Creative crew

เปิดให้บริการ : ตั้งแต่วันนี้ (4 มกราคม 2561) เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 09.30 – 20.00 น.

โดยพิพิธภัณฑ์จะปิดในเวลา 16.00 น. (เข้าชมฟรี 6 เดือนแรก-รีบมากันนะทุกคน)

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพ 10200

ข้อมูลเพิ่มเติม : ให้บริการอาคารจอดรถ (จุ 150 คัน) ค่าบริการชั่วโมงละ 20 บาท

ถ้าประทับตราบัตรจอดรถเมื่อมาใช้บริการที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ จะจอดฟรี 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีที่จอดรถจักรยานยนต์และจักรยานให้บริการ (นำที่ล็อกจักรยานมาเอง)

www.bot.or.th

 

Facebook : bankofthailandofficial

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

ไม่มีป้ายชื่อเด่นหรา ไม่มีผนังกระจกบานใหญ่กับกลุ่มข้อความพาดเรียงประจันสายตา และหากแค่มองผ่านๆ โดยไม่ทันสังเกตโลโก้ฟันซี่สีกรมท่าประดับโค้งเว้าของ Façade ก็คงไม่มีสิ่งใดพอทำเราให้คลับคล้ายและเดาได้ว่า ที่นี่คือคลินิกทันตกรรม

‘Dental Sense Clinic’ คือคลินิกของ หมอฝน-ทพญ.สุรัสวดี แท่งเงิน ทันตแพทย์หญิงบุคลิกสดใส เปี่ยมความมั่นใจ ที่ทำงานอยู่ในแวดวงทันตกรรมมาหลายปี ก่อนสบโอกาสเปิดคลินิกของตัวเองราวกลางปีที่ผ่านมา

ความน่าสนใจคือ เธอเลือกลงทุนกับคลินิกแห่งแรกในชีวิต โดยเปลี่ยนอาคารพาณิชย์บนทำเลหัวมุมถนน ในย่านชุมชนทางผ่านของเชียงใหม่ ให้กลายเป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นมินิมอล พร้อมติดตั้งฟาซาด พลิกโฉมรูปลักษณ์คลินิกทันตกรรมที่คุ้นเคยให้เก๋ไก๋ สะดุดตา ด้วยความเชื่อว่า สถาปัตยกรรมที่ดีสร้างความรู้สึกเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย และส่งพลังบวกแก่ผู้มาใช้บริการได้ รวมทั้งตั้งใจให้ที่นี่เป็นเสมือนงานศิลปะ เพื่อแต่งแต้มสีสันและความมีชีวิตชีวาให้กับชุมชน

Dental Sense Clinic เปลี่ยนตึกแถวเชียงใหม่เป็นคลินิกทำฟัน Façade เก๋ เพื่อรอยยิ้มคนไข้

แล้วเราก็เจอกัน

เราเป็นคนที่ชอบงานสถาปัตย์ เวลาไปเที่ยว ชอบเดินเล่นในเมืองดูตึกรามบ้านช่อง แล้วถ่ายรูปอาคารสวยๆ เก็บไว้ พอวันหนึ่งอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง และอยากทำคลินิกบรรยากาศสบายๆ จนมาเจอตึกนี้ประกาศขาย” 

ตึกที่ว่าเป็นอาคารพาณิชย์ให้เช่า 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 250 ตารางเมตร อยู่ไม่ไกลจากย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองอย่างนิมมานเหมินท์ แต่ยังมีความเป็นชุมชน ผู้คนไม่พลุกพล่าน

ย้อนกลับไปก่อนหน้า ที่นี่เคยเป็นห้องพักและร้านขายของชำคู่ชุมชนมากว่า 7 ปี ตัวอาคารยกพื้นสูงขนาด 1 คูหา ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนน ตอบโจทย์ในแง่ของสัดส่วนโครงสร้างที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ดูสง่า หมอฝนเล่าพลางหัวเราะว่า เธอตกหลุมรักมันตั้งแต่แรกเห็น ชนิดที่จินตนาการภาพอาคารสีขาวสะอาดสะอ้านและมีฟาซาดสวยเด่นออกเดี๋ยวนั้น

Dental Sense Clinic เปลี่ยนตึกแถวเชียงใหม่เป็นคลินิกทำฟัน Façade เก๋ เพื่อรอยยิ้มคนไข้

ครั้นแล้วความคาดหวังก็ถูกเติมเต็มในคาเฟ่แห่งหนึ่ง ระหว่างสั่งเครื่องดื่มพลางสำรวจรายละเอียดงานออกแบบสถาปัตยกรรมชวนประทับใจตรงหน้า เธอจึงลองสอบถามพนักงานและหาทางติดต่อไปยังนักสร้างสรรค์ จนได้โคจรมาเจอกับ ชาติ-ธนชาติ สุขสวาสดิ์ และ กานต์ คำแหง แห่ง Pommballstudio สตูดิโอสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังร้านค้า คาเฟ่ และโรงแรมสวยๆ หลายแห่งทั่วเชียงใหม่ อาทิ Transit No. 8, ZIVI, Silver Secrets, The White Rabbit, Kan Vela Craft Chocolate หรือ The Baristro Asian Style ซึ่งตอบตกลงรับหน้าที่แปลงโฉมอาคารพาณิชย์ธรรมดาให้กลายเป็นคลินิกทันตกรรม ที่ผสมผสานดีไซน์ ฟังก์ชันกับศิลปะอย่างที่คุณหมอจิตนาการไว้

Dental Sense Clinic เปลี่ยนตึกแถวเชียงใหม่เป็นคลินิกทำฟัน Façade เก๋ เพื่อรอยยิ้มคนไข้

ทำความรู้จักจนรู้ใจ

เริ่มจากการทำความรู้จักกันด้วย Reference

นี่คือสไตล์การทำงานของ Pommballstudio ที่ให้ความสำคัญการกับแลกเปลี่ยนพูดคุย เพื่อค้นหาความชอบและความต้องการของลูกค้า ช่วงแรกจึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้หมอฝนได้ขยายภาพความคิด โดยมีสารพัด Reference อาคารต้นแบบเป็นเสมือนคู่มือทำความรู้จัก 

ส่วนการบ้านของชาติและกานต์ คือกลับไปวิเคราะห์ความเป็นไปได้ พร้อมเสนอแนวทางเพื่อเชื่อมประสานระหว่างความพึงพอใจกับความคิดสร้างสรรค์ให้มาบรรจบพบเจอกัน กอปรกับสำรวจมุมมองความคิด วิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายธุรกิจ ก่อนนำมาตีความสู่คอนเซ็ปต์การออกแบบคลินิกที่ยึดมั่นเรื่องคุณภาพมาตรฐาน ภายใต้บรรยากาศการบริการอบอุ่น เป็นมิตร และผ่อนคลาย

Dental Sense Clinic เปลี่ยนตึกแถวเชียงใหม่เป็นคลินิกทำฟัน Façade เก๋ เพื่อรอยยิ้มคนไข้

เมื่อทำความรู้จักกันจนรู้ใจ ขั้นต่อมาก็เป็นการศึกษารายละเอียดโครงสร้างอาคาร ซึ่งต้องพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ เนื่องจากโจทย์การออกแบบครั้งนี้มุ่งเน้นการต่อยอดใช้ประโยชน์จากโครงสร้างเดิมให้มากที่สุด ข้อควรคำนึงจึงเป็นเรื่องของความแข็งแรงของเสา คาน หลังคา รวมถึงพื้นอาคาร ที่ต้องร่วมมือกับวิศวกรตรวจสอบอย่างรอบคอบ

“เราพยายามจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยใหม่ โดยกำหนดให้อยู่ในแนวคานและกริดเสาเดิมเป็นหลัก ฉะนั้น สิ่งที่ต้องละเอียดคือเรื่องการวัดระยะและประเมินความปลอดภัย นอกจากนี้ ในแง่ของตึกแถว ยังมีเรื่องเพื่อนบ้านที่ใช้โครงสร้างอาคารร่วมกันให้ต้องคำนึง การยึดเจาะผนังหรือสร้างปัญหารบกวนข้างบ้านควรมีน้อยที่สุด แม้เป็นเรื่องงานก่อสร้างก็จริง แต่ในฐานะสถาปนิก เราต้องใส่ใจมันตั้งแต่เริ่มกระบวนการดีไซน์จนถึงสร้างเสร็จ เพื่อให้การรีโนเวตเป็นมิตรกับทุกคน” ชาติอธิบายแผนการเตรียมงาน

Dental Sense Clinic เปลี่ยนตึกแถวเชียงใหม่เป็นคลินิกทำฟัน Façade เก๋ เพื่อรอยยิ้มคนไข้

พลันกานต์เสริมต่อว่า “โจทย์หนักอีกเรื่องคือการจัดการฟังก์ชัน ว่าจากแบบโครงสร้างอาคารพาณิชย์ จะปรับดีไซน์และวางแปลนให้สอดรับกับงานระบบทันตกรรมได้อย่างไร เพราะคลินิกทันตกรรมนั้นมีรายละเอียดพื้นที่ใช้สอย และลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างจากคลินิกแพทย์ทั่วไปมาก รวมถึงมีหลักเกณฑ์ ข้อจํากัด กฎหมายที่ต้องลงลึกศึกษา สำหรับนำมาพิจารณาประกอบการออกแบบด้วย เช่น ข้อกำหนดเรื่องสีของป้ายที่พื้นหลังต้องเป็นสีขาว สีของอักษรต้องเป็นม่วง และระบบหมุนเวียนถ่ายเทอากาศในห้องทันตกรรม เป็นต้น”

ส่งต่อความรู้สึกดีๆ

‘Better Sense, Better Smile’ คือสโลแกนของคลินิกที่เชื่อว่าฟันสวยแข็งแรง ช่วยมอบรอยยิ้มสดใสและสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับทุกคน พร้อมทั้งยังเป็นสารตั้งต้นที่ Pommballstudio หยิบจับมาตีความในการออกแบบฟาซาด 

เปลือกอาคารดีไซน์สะดุดตาที่หมอฝนซึมซับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์สมัยเรียนอยู่นิวยอร์ก เมืองที่บ่มเพาะความหลงใหลในงานศิลปะ และเปิดมุมมองให้เธอรับรู้ว่า ศิลปะอยู่ได้ทุกที่ ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี่ แต่ยังสัมผัสผ่านบรรดาสถาปัตยกรรม อาคาร ร้านค้า คาเฟ่ กระทั่งที่อยู่อาศัยได้ เหตุนี้ เธอจึงตั้งใจให้คลินิกของเธอเป็นทั้งสถานที่สำหรับดูแลสุขภาพ และผลงานศิลปะช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน เบิกบาน ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการแต่งแต้มความมีชีวิตชีวาแก่ย่านชุมชน

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

“พอได้ฟังข้อมูลก็รู้สึกว่าไอเดียมันควรเชื่อมโยงเรื่องฟัน ประกอบกับสโลแกนของคลินิก เลยทำให้เราตีโจทย์ออกมาว่า รอยยิ้มหรือฟันของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ถ้ามาทำฟันที่นี่ทุกคนจะกลับไปพร้อมรอยยิ้มและสุขภาพฟันที่ดีเหมือนกันหมด 

“เราจึงหยิบเอาความแตกต่างตรงนั้นมาออกแบบฟาซาด ที่เล่นกับความไม่เหมือน ไม่เท่า และเว้าโค้งของฟัน” ชาติเล่าถึง Key Concept หลักของอาคารซึ่งเชื่อมร้อยเรื่องราวไปยังบริเวณโถงรับรอง บางส่วนของผนัง หรือเพดานด้วย

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

  “นอกจากความสวยงามและหน้าตาอาคารที่ให้ความรู้สึกใหม่ ในแง่ฟังก์ชัน มันยังทำหน้าที่เป็นกันสาดช่วยบังแดด รวมถึงซ่อนช่องหน้าต่างหากมองจากภายนอกด้านมุมตัวอาคาร ซึ่งตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวของพื้นที่ชั้นสาม และไม่ให้มีสิ่งใดรบกวนสายตา เพื่อขับเน้นจุดเด่นสุดของอาคารแห่งนี้” กานต์อธิบายเพิ่มถึงข้อดีของส่วนโค้งเว้าที่ไม่เท่ากันนั้น

เบ็ดเสร็จใช้เวลาวางคอนเซ็ปต์ ตบประเด็นโครงสร้าง และพัฒนาแบบอยู่ประมาณครึ่งปี จึงได้คลินิกที่จัดแบ่งสัดส่วนภายในสมบูรณ์

สถาปัตยกรรมที่เป็นมิตรกับทุกคน

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านประตูทางเข้า จะพบกับส่วนต้อนรับลูกค้า ตกแต่งเรียบง่าย ทันสมัย ตั้งอยู่ด้านริมสุดชิดหัวมุมของอาคาร ถัดมาเป็นห้องรักษาฟัน ห้องให้คำปรึกษา ห้องเก็บอุปกรณ์ปราศจากเชื้อที่มีแนวทางเดินขั้นกลางระหว่างผนังอาคารกับผนังห้อง แนวทางเดินนี้นักออกแบบเลือกประดับบานหน้าต่างช่องแสงเปิดรับแสงธรรมชาติลอดผ่านอย่างพอเหมาะ ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ
เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

ส่วนชั้นสองมีห้องเอกซเรย์ ห้องรักษาฟัน เคียงโถงพักคอยโปร่งโล่ง และชั้นสุดท้ายจัดสรรเป็นพื้นที่ประชุมและอเนกประสงค์สำหรับพนักงาน ซึ่งบริเวณนี้เองที่ถูกออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นด้วยการใช้ประโยชน์จากฟาซาด ส่วนประกอบอันโดดเด่นที่ไม่เพียงเพิ่มเสน่ห์แก่ตัวอาคาร แต่ยังซุกซ่อนฟังก์ชันใช้งาน และสะท้อนภาพลักษณ์คลินิกไปในตัว

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

Dental Sense Clinic เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา ชาติและกานต์เผยว่าโปรเจกต์นี้ถือเป็นอีกงานที่สนุกสนานและท้าทาย ไม่แพ้โปรเจกต์ช่วงหลังที่พวกเขามีโอกาสร่วมงานรีโนเวตหลายหน โดยทั้งคู่มองว่ากระแสความนิยมชุบชีวิตอาคารเก่าเพื่อใช้ประโยชน์เชิงสร้างสรรค์นั้น มีส่วนมาจากตัวอย่างอาคารร้านรวงโฉมใหม่สวยๆ มากมาย บันดาลใจให้คนรุ่นใหม่อยากต่อยอดต้นทุนเดิมของครอบครัว หรือเลือกปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างในทำเลศักยภาพ มากกว่ามองหาทำเลรองและลงทุนก่อสร้างใหม่ 

เหนืออื่นใดยังจัดเป็นหนึ่งแนวทางฟื้นฟู รักษา และยืดอายุอาคารอย่างมีคุณค่า ซึ่งพวกเขาให้ความสำคัญเช่นเดียวกับคุณค่าทางจิตใจ และความสุขที่เจ้าบ้านจะได้รับจากผลงานของ Pommballstudio

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

แน่นอนว่า โปรเจกต์นี้เจ้าบ้านยืนยันว่าปลื้มปริ่ม 

“เห็นแล้วยิ้ม หายเหนื่อยเลย เรามีความรู้สึกว่าคนที่เดินเข้ามา ก็น่าจะประทับใจกับตัวอาคารเหมือนกัน” 

สำหรับหมอฝน นอกจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เธอเชื่อมั่นว่าสถาปัตยกรรมที่ดีเสริมคุณภาพงานบริการของคลินิก และสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร เพลิดเพลิน พร้อมช่วยผ่อนคลายความกังวลของคนไข้ได้

 “อีกอย่างเหมือนเราอยากใส่จิตวิญญาณและความเป็นตัวเองลงไป ไม่ใช่แค่การทำห้องสี่เหลี่ยมติดบานกระจกกั้น เพราะเราอยากทำงานในพื้นที่ที่เราแฮปปี้ ซึ่งเราว่าสิ่งนี้มันส่งต่อพลังบวกและความรู้สึกดีๆ ให้กับคนไข้ด้วย”

เมื่อทันตแพทย์หญิงผู้หลงใหลสถาปัตย์เจอสถาปนิก Pommballstudio ร่วมสร้างคลินิกทันตกรรมที่ใส่ใจดีไซน์ ฟังก์ชัน และศิลปะ

Dental Sense Clinic

ที่ตั้ง : 62 ถนนเทวัญ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 09 7496 6699

Facebook : Dental sense clinic :คลินิกทำฟัน จัดฟัน invisalign เชียงใหม่

Writer

คุณากร

อายุ 28 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาไม่ระบุ ตำแหน่งงานล่าสุดผู้ช่วยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load