ช่วงนี้ถ้าใครข้ามสะพานพระราม 8 ก็คงเห็นอาคารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาติดกับสะพานแขวน มันเป็นอาคารเก่าที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นไม่เหมือนที่อื่น และที่ด้านหลังของตัวอาคารเหมือนกับมีตะแกรงเหล็กครอบทั้งตึกอยู่ เป็นอาคารที่มีกลิ่นอายของความเก่าผสมผสานกับความใหม่ได้อย่างลงตัว ในบางมุมมันทำให้ผมนึกถึงงานรีโนเวทอาคารชื่อดังระดับโลกอย่าง Reichstag Dome ที่เบอร์ลิน หรือ King’s Cross Concourse ที่ลอนดอน ซึ่งใช้วิธีผสมผสานระหว่างอาคารเก่าและอาคารใหม่เข้าด้วยกันใกล้เคียงกับอาคารนี้เลย

อาคารหลังนี้เคยเป็นโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ตอนนี้ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งการเรียนรู้ใหม่เอี่ยม ซึ่งภายในอาคารประกอบด้วย ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ Co-working Space แบบห้องประชุม Co-working Space พร้อมกับร้านกาแฟ และห้องประชุมใหญ่

ที่สำคัญกว่านั้นคือ อาคารริมน้ำวิวร้อยล้านหลังนี้เปิดให้พวกเราเข้าไปใช้บริการได้ฟรี!(เฉพาะในส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่ฟรีแค่ในช่วง 6 เดือนแรก) ถ้าไม่ตื่นเต้นกันตอนนี้ก็ไม่รู้จะต้องตื่นเต้นกันตอนไหนแล้วล่ะ

นี่คือการปรับตัวครั้งใหญ่ของหน่วยงานราชการที่เปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นเขตหวงห้ามที่สุดให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ นับเป็นการฉลองวาระครบรอบ 75 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจอย่างมาก และน่าจะเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์อาคารเก่าที่ดีอันนึงในบ้านเรา

คนที่จะเล่าเรื่องพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่เอี่ยมให้เราฟังได้ดีที่สุดก็คือ คุณประภากร วรรณกนก ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย 

จากโรงพิมพ์ธนบัตรสู่พื้นที่สาธารณะ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2485 ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยแล้วยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลไทยรับหลักการในเรื่องทางการเงิน 3 หนึ่งใน 3 ข้อนั้นคือ การตั้งธนาคารกลางโดยมีที่ปรึกษาและหัวหน้าหน่วยงานเป็นชาวญี่ปุ่น เพื่อเอื้อประโยชน์แก่กองทัพญี่ปุ่น รัฐบาลไทยจึงอ้างกับทางญี่ปุ่นว่ากำลังดำเนินการจัดตั้งธนาคารกลางอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ญี่ปุ่นเข้ามามีอำนาจควบคุมทางการเงินและเครดิตของประเทศ โดยมีพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย เร่งดำเนินการโดยใช้เวลาเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้อและขาดแคลนธนบัตร การสร้างความมั่นคงด้านการเงินให้กับประเทศทางหนึ่งคือการมีโรงพิมพ์ธนบัตรในประเทศ จึงมีการสร้างโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย เร่ิมก่อสร้าง พ.ศ. 2506 เสร็จ พ.ศ. 2512

อาคารหลังนี้สร้างและออกแบบโดย ดร.รชฎ กาญจนวนิช และ ม.ล.สันธยา อิสระเสนา ซึ่งเป็นวิศวกรโครงสร้างและสถาปนิกชั้นนำของยุคนั้น ที่นี่จึงเป็นงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างจากอาคารอื่นๆ โดยเฉพาะโครงสร้างหลังคาคอนกรีตหล่อรูปไข่ซ้อนกัน

อาคารแห่งนี้ต้องรองรับเครื่องพิมพ์และเครื่องจักรที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ฐานรากของโรงพิมพ์จึงมีความแข็งแรงสูงมากๆ ด้วยความที่เครื่องพิมพ์มีขนาดใหญ่มาก อาคารหลังนี้จึงไม่มีเสารับน้ำหนักกลางห้อง หลังคาของอาคารจึงถูกออกแบบเป็นคอนกรีตหล่อตามยาว และเป็นรูปโค้งซ้อนกันหลายชั้น เพื่อช่วยดูดซับเสียงจากเครื่องจักรด้านใน

โครงหลังคานี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของโรงพิมพ์ที่ทำให้คนจดจำได้ จึงถูกหยิบมาใช้เป็นโลโก้ของศูนย์การเรียนรู้ด้วย

เมื่อความต้องการใช้ธนบัตรเพิ่มจำนวนขึ้น รวมไปถึงมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงสร้างโรงพิมพ์แห่งใหม่ที่จังหวัดนครปฐม และเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2550 ที่นี่จึงถูกปิดทิ้งไว้เฉยๆ จนกระทั่งวาระครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้บริหารของแบงก์ชาติจึงตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนมาใช้ประโยชน์ได้

“ตัวโครงสร้างหลังคาคอนกรีตและโครงสร้างอาคารยังสมบูรณ์และแข็งแรงมาก อยู่ในสภาพที่แทบจะเหมือนเดิมทั้งที่สร้างมา 48 ปีแล้ว ตัวพิพิธภัณฑ์ชั้นล่างอยู่ต่ำกว่าระดับแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปทั้งสองชั้น แต่ก็ไม่เจอปัญหาเรื่องน้ำรั่วหรือซึมจากแม่น้ำเจ้าพระยาเลยแม้แต่นิดเดียว ปัญหาเรื่องความชื้นก็ไม่มี เดิมห้องนี้ใช้เก็บธนบัตรด้วย อาคารหลังนี้จึงเป็นอาคารเก่าที่มีลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมที่ในปัจจุบันอาคารในยุคเดียวกันนี้ถูกรื้อถอนไปเกือบหมดแล้ว และยังมีประวัติศาสตร์ด้านการเงินของประเทศด้วย” คุณประภากรเล่า

 

จากพื้นที่สาธารณะสู่ศูนย์การเรียนรู้

“เป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยคือ ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ชีวิตของประชาชนสัมพันธ์กับเราเสมอ ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวประชาชนคืองานของแบงก์ชาติ แต่คนทั่วไปรู้สึกว่าเรื่องที่เราทำไกลตัว เพราะเราทำเรื่องที่เข้าใจยาก ซับซ้อน และไม่สนุก ที่ผ่านมาแบงก์ชาติให้ความรู้เรื่องการเงินแก่ประชาชนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้คนมีวินัยทางการเงิน รู้จักออมเงิน วางแผนทางการเงิน คุ้มครองตัวเองในการลงทุนได้ เราเลยอยากทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สาธารณะที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนสนใจด้านการเงิน เป็นแหล่งรวมความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน รวมไปถึงเข้าใจบทบาทการทำงานและหน้าที่ของแบงก์ชาติ”

ผู้อำนวยการเล่าที่มาของแนวคิดการทำพื้นที่สาธารณะว่า

“ก่อนเริ่มโครงการเรามีการศึกษาความเป็นไปได้ และมีข้อสรุปว่าพื้นที่แห่งนี้ควรเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างความรู้กับพื้นที่สาธารณะ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ Co-working Space และห้องประชุม เพราะคนสมัยนี้ไม่ได้ต้องการแค่สถานที่แบบห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์เท่านั้น บางคนแค่อยากมานั่งริมแม่น้ำบรรยากาศดีๆ อย่างเดียวก็ได้ เราเลยต้องทำตัวเป็น third place ดึงดูดให้คนเข้ามา จะได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไปหันมาสนใจเรื่องเศรษฐกิจการเงินด้วย”

จากอาคารข้างสะพาน สู่การข้ามสะพาน

เมื่อแบงก์ชาติได้ข้อสรุปด้านการใช้งานอาคารหลังนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการประกวดแบบ คุณประภากรบอกว่าคอนเซปต์ที่บรีฟให้กับสถาปนิกคือ

“ประชาชนส่วนมากไม่รู้ว่าแบงก์ชาติทำอะไร มีความสำคัญอะไร บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีแบงก์ชาติอยู่ ภาพลักษณ์ของแบงก์ชาติดูเป็นคุณลุงในสายตาคนทั่วไป เพราะคนที่เราติดต่อด้วยเป็นสถาบันการเงิน นักวิชาการ หน่วยงานของรัฐ เราเลยอยากให้ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นประตูบ้านของแบงก์ชาติ เชื่อมภายในและภายนอก ให้ประชาชนได้เข้าใจการทำหน้าที่ของธนาคารกลาง”

Creative Crew บริษัทสถาปนิกที่ชนะการประกวดแบบตีโจทย์ เป็นการสร้างความเชื่อมโยงกับประชาชน โดยการหยิบเอาส่วนเปลือกด้านนอกที่ปิดทึบของโรงพิมพ์ออก จากเดิมที่โรงพิมพ์ธนบัตรต้องมีความปลอดภัยระดับสูงสุด ทุกสิ่งต้องปิดมิดชิดอยู่ภายในอาคาร ไม่มีแม้กระทั่งช่องแสงหรือหน้าต่าง เพราะภายในอาคารมีวัสดุอุปกรณ์การทำธนบัตรรวมไปถึงธนบัตรที่พิมพ์เสร็จแล้วจำนวนมหาศาล โดยโครงสร้างด้านนอกของอาคารยังคงแบบเดิมไว้ทั้งหมด

ความเชื่อมโยงยังถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของการเชื่อมกันระหว่างอาคารโรงพิมพ์ธนบัตรเก่ากับอาคารสำนักงานที่อยู่ติดกัน โดยใช้ตะแกรงเหล็กฉีกมาปิดครอบอาคารสำนักงานทั้งหลัง มองจากภายนอกจะเห็นเป็นอาคารใหม่ที่เชื่อมติดอยู่กับอาคารโรงพิมพ์เก่า

ส่วนการสัญจรด้านนอกศูนย์การเรียนรู้ การเดินทางยุคก่อนใช้แม่น้ำเป็นหลัก แต่อีกไม่นานจะมีรถไฟฟ้าเปิดให้บริการ ทางสถาปนิกเลยออกแบบให้ตัวอาคารมีบันไดอยู่รอบด้าน เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างบริบทเดิมกับบริบทใหม่ นั่นก็คือเชื่อมแม่น้ำกับรถไฟฟ้า ส่วนพื้นที่ว่างรอบอาคารก็ออกแบบให้ใช้จัดกิจกรรมได้ทั้งหมด ทั้งโถงบันได ลานกว้างด้านนอก เพื่อให้ทุกส่วนของศูนย์เรียนรู้เชื่อมต่อกันทั้งหมด

คิดถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก

ฟังก์ชันต่างๆ ของศูนย์การเรียนรู้ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือประชาชนทั่วไป

ห้องสมุดพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยไม่ได้ออกแบบให้เป็นห้องสมุดทั่วไป แต่ทำเหมือนร้านหนังสือสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนที่มาใช้ จะได้ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากและไกลตัว หนังสือที่ให้บริการมีทั้งหนังสือด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และด้านอื่นๆที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงาน เช่น บัญชี กฎหมาย ซึ่งหนังสือส่วนหนึ่งมีเฉพาะที่ห้องสมุดนี้แห่งเดียวเท่านั้น ไปจนถึงหนังสือท่องเที่ยว นอกจากนี้ห้องสมุดยังเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายห้องสมุดชั้นนำของโลกอีกกว่า 7,000 แห่ง เช่น ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย Stanford และ MIT ถ้าเราอยากยืมหนังสือจากห้องสมุดในมหาวิทยาลัยของอเมริกา ห้องสมุดพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยก็เป็นธุระจัดการให้ได้

ส่วนของพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกแบบโดยคำนึงถึง Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกประเภท ไม่ว่าจะนั่งวีลแชร์มา หรือมองไม่เห็น ก็เข้าถึงนิทรรศการทุกส่วนได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะตัวนิทรรศการออกแบบมาให้สอดรถเข็นเข้าไปข้างใต้ได้ คำอธิบายทุกอย่างในนิทรรศการมีภาษาเบลล์อยู่ด้วยทั้งหมด ถ้าเราโหลดแอพพลิเคชันของพิพิธภัณฑ์ก็จะมี audio guide ให้บริการด้วย

เนื้อหาหลักๆ ของพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านการตามหาความหมายของเงินตรา เรื่องรู้ความสำคัญและหน้าที่ของเงินตรา โดยทั้งหมดนั้นผ่านการจัดวางแบบ discovery ให้ผู้ชมได้ทดลองหยิบจับค้นหาเอง

ความเจ๋งของที่นี่น่าจะอยู่ที่ของจัดแสดง มีตั้งแต่เหรียญลิเดีย ซึ่งเป็นเหรียญกษาปณ์แรกของโลก เหรียญในสมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา ธนบัตรในยุคแรกเริ่ม รวมไปถึงธนบัตรที่พิมพ์ในวาระพิเศษต่างๆ ของบ้านเรา เรียกว่าเราจะได้เห็นวิวัฒนาการของเงินในแผ่นดินนี้ทั้งหมด

ส่วนของ Co-working Space ก็เตรียมปลั๊กไฟ ไวไฟ รองรับการเอาคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเลตทุกประเภทเข้ามาใช้งาน ถ้าไม่มีหรือไม่ได้เตรียมมาก็มีคอมพิวเตอร์ไว้ให้บริการด้วย

จากพื้นที่แห่งความเป็นทางการ สู่ที่แฮงเอาต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

การตกแต่งภายในศูนย์การเรียนรู้ดูสบายๆ ผ่อนคลาย ผนังโมเสกที่ร่อนหลุด โครงสร้างเหล็กที่เห็นความเป็นสนิม ดูค่อนข้างไม่เป็นทางการ ช่างดูขัดแย้งภาพของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ควรจะดูภูมิฐานน่าเชื่อถือ

“เราอยากเป็นคุณลุงใจดี” คุณประภากรตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “คนส่วนใหญ่มองแบงก์ชาติเป็นภาพนักวิชาการ แต่ศูนย์การเรียนรู้เป็นเหมือนด้าน soft side ของแบงก์ชาติ ถ้าแบงก์ชาติทำนโยบาย ดูแลธนาคาร ฝั่งนี้ก็เป็นหน่วยงานที่มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจการเงิน ที่อยากมาแบ่งปันหรือช่วยเหลือประชาชนทั่วไป แบงก์ชาติแถลงนโยบายอะไร ทางศูนย์เรียนรู้ก็จะเป็นด้านที่อธิบายนโยบายพวกนั้นในภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจง่าย”

ผู้อำนวยการชี้ให้ดูสีเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งภายในทั้งหมด ว่าเป็นสีรองใน Corporate Identity ของแบก์ชาติ แล้วเล่าต่อว่า

“ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดีในยุคหนึ่ง แต่ปัจจุบันความรู้ยังเกิดได้จากการแบ่งปันระหว่างคนกับคน มันสร้างความรู้ได้กว้างไกลและน่าสนใจกว่า เราจึงต้องมีพื้นที่ที่เอื้อให้เกิดสิ่งนี้ด้วย พื้นที่ว่างๆ ด้านนอกรอบอาคารพร้อมจะปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกิจกรรมทางการเงินในรูปแบบต่างๆ ได้ทั้งหมด แตกต่างกับห้องสมุดยุคก่อนที่เข้าไปแล้วเราจะเห็นชั้นหนังสือเต็มไปหมด เราไม่ได้ต้องการสร้างความร่ำรวยของความรู้ผ่านชั้นหนังสือ แต่ต้องการให้ความร่ำรวยของความรู้เกิดขึ้นระหว่างคนกับคน พื้นที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้สร้างขึ้นมาแบบนั้นค่ะ”

จากห้องที่สุดมั่นคงสู่การก่อสร้างที่ยากขึ้น

“ปัญหาหลักๆ คือระยะเวลา” คุณประภากรตอบคำถามเรื่องสิ่งที่ยากที่สุดของงานนี้ “เราใช้เวลาปรับปรุงที่นี่ 14 เดือน กรอบเวลานี้รวมตัวสถาปัตยกรรมและพิพิธภัณฑ์ด้วย ตามหลักของการทำสัญญาก่อสร้างของรัฐ นั่นแปลว่าตัวพิพิธภัณฑ์ต้องทำไปพร้อมๆ ไปกับงานโครงสร้าง แต่ของที่นำมาจัดแสดงจะเข้ามาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ได้เมื่อสภาพแวดล้อมอย่างอุณหภูมิและความชื้นในอาคารเหมาะสม ทุกฝ่ายต้องทำงานพร้อมกันตามกรอบเวลาแบบเป๊ะๆ

“ในการปรับปรุงอาคารเก่าเราเจอเรื่องไม่คาดฝันทุกวัน ยิ่งเป็นการปรับเปลี่ยนการใช้งานจากโรงพิมพ์ธนบัตรที่ค่อนข้างเป็นสถานที่ปิดมาเป็นพื้นที่เปิด ผนังของห้องมั่นคงที่เคยเป็นห้องเก็บธนบัตรมีความหนาประมาณ 80 เซนติเมตร ทำให้ใช้เวลาทุบออกนานกว่าที่วางแผนไว้ แม้แต่การย้ายประตูเซฟของห้องมั่นคงเอามาใช้งานบริเวณชั้นอื่นยังขนย้ายกันยากมากๆ”

จากศูนย์การเรียนรู้สู่ทุกคน

ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดหวังว่าคนที่มาใช้งานจะเดินออกไปพร้อมกับอะไร

“เราอยากให้คนที่เดินเข้ามามีความรู้มากขึ้น ในตอนที่เขาเดินออกไป นี่คือเป้าหมายใหญ่สุดของเรา ไม่ว่าจะผ่านพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด Co-working Space หรือกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถ้าประชาชนมีความตระหนักรู้และมีวินัยทางการเงินจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ ปัญหาหนึ่งที่แบงก์ชาติกังวลมากก็คือ การไม่เก็บออมเงิน และไม่วางแผนการเงินในอนาคตของชาว Gen Y

“เราเป็นธนาคารกลาง เป็นผู้นำทางนโยบายการเงิน แต่เราก็ต้องรับฟังเสียงของประชาชน ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จึงไม่ใช่สถานที่ให้ความรู้กับประชาชนทางเดียว แต่เป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างแบงก์ชาติและประชาชนมากกว่า” คุณประภากรทิ้งท้ายถึงหัวใจหลักของการปรับเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้จากสถานที่ที่เคยปิดมิดชิดที่สุด สู่สถานที่สาธารณะที่ชวนทุกคนเข้ามาให้บริการ

นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกที่สวยงามแล้ว แทบทุกส่วนด้านในไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด Co-working Space ห้องประชุม รวมไปถึงระเบียงไม้ริมแม่น้ำ ก็สวยงามและน่ามาใช้บริการอย่างมาก นอกจากบรรยากาศดีแล้วยังได้มีความรู้เพิ่มเติมกลับไปบ้านด้วย

น่าลองมาเยือนที่นี่ดูสักครั้งนะครับ 🙂

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งชาติ

ระยะเวลาการปรับปรุง : 14 เดือน

สถาปนิก : Creative crew

เปิดให้บริการ : ตั้งแต่วันนี้ (4 มกราคม 2561) เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 09.30 – 20.00 น.

โดยพิพิธภัณฑ์จะปิดในเวลา 16.00 น. (เข้าชมฟรี 6 เดือนแรก-รีบมากันนะทุกคน)

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพ 10200

ข้อมูลเพิ่มเติม : ให้บริการอาคารจอดรถ (จุ 150 คัน) ค่าบริการชั่วโมงละ 20 บาท

ถ้าประทับตราบัตรจอดรถเมื่อมาใช้บริการที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ จะจอดฟรี 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีที่จอดรถจักรยานยนต์และจักรยานให้บริการ (นำที่ล็อกจักรยานมาเอง)

www.bot.or.th

 

Facebook : bankofthailandofficial

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

10 พฤษภาคม 2565
1.49 K

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load