3 พฤศจิกายน 2560
19 K

อากงและอาม่าของผมนั้นเป็นคนจีนมาจากซัวเถาเช่นเดียวกันกับคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากในบ้านเรา ทั้งสองท่านจากผมไปได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว

เรื่องไม่กี่อย่างที่ผมจำได้เกี่ยวกับอากงและอาม่าก็เห็นจะเป็นภาษาจีนปนไทยที่ครอบครัวอื่นมาฟังอาจจะไม่เข้าใจ แต่เราเอาไว้ใช้สื่อสารกันในครอบครัว และความทรงจำว่าอาม่าจะลุกขึ้นมาต้มข้าวต้มไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมทั้งเตรียมกับข้าวง่ายๆ อย่างผักกาดดองกระป๋อง ไข่เจียวไชโป้ว หรือหัวไชเท้าดอง ไว้ให้กินก่อนไปโรงเรียน ส่วนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับทั้งคู่อีกเลย แม้แต่ว่าทั้งสองคนมาจากตำบลอะไร หมู่บ้านไหน เรือที่นั่งมาเป็นยังไง นั่งเรือนานแค่ไหน สัมผัสแรกที่ขึ้นมาเหยียบเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง แล้วหลังจากนั้นเป็นยังไง ทำไมซื้อบ้านตรงนี้ และอื่นๆ อีกมากมาย ในฐานะลูกหลานชาวจีนที่ไม่รู้จักรากเหง้าของตัวเองก็ถือว่าน่าเศร้า แล้วถึงคิดอยากจะไปตามหารากนั้นตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนอยู่ดี

มีสถานที่แห่งหนึ่งในย่านคลองสานที่เพิ่งเปิดไปเมื่อวานนี้ ที่น่าจะช่วยให้เราได้เห็นอดีตของเหล่าบรรพบุรุษชาวจีนได้ง่ายขึ้น นั่นก็คือ ‘โครงการล้ง 1919’ หรือท่าเรือกลไฟของตระกูลหวั่งหลีนั่นเอง เพราะที่นี่คือท่าเรือของเหล่าพ่อค้าชาวจีนที่ไม่ได้แค่ขนสินค้ามาอย่างเดียว แต่ขนคนจีนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบย้ายถิ่นฐานมาแสวงโชคในลำเดียวกัน บรรพบุรุษของหลายๆ คนที่มีตาเป็นขีดในบ้านเราต่างก็มาเหยียบแผ่นดินสยามกันที่แรกก็ตรงท่าเรือ ‘ฮวยจุ่งล้ง’ แห่งนี้นี่แหละครับ และท่าเรือแห่งนี้กำลังจะถูกรีโนเวตขึ้นมาใหม่ ให้กลายมาเป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’

อาคารเก่า

บ้านจีน

ก่อนจะเล่าต่อก็ขอย้อนกลับในสมัยรัชกาลที่ 4 ถ้าเรายังพอจำบรรยากาศในวิชาประวัติศาสตร์ได้ล่ะก็ เราทุกคนก็ต้องยังจำชื่อของสนธิสัญญาเบาว์ริงได้อย่างแน่นอน พูดตามตรงผมก็ไม่ค่อยรู้จักสนธิสัญญานี้สักเท่าไหร่ รู้แค่ว่าเราเริ่มเป็นประเทศส่งออกข้าวกันก็ตอนนั้นเอง แต่ความจริงแล้วสนธิสัญญาเบาว์ริงทำให้เกิดการค้าเสรีระหว่างประเทศขึ้น เรือสินค้าจากสารพัดประเทศแล่นเข้ามาค้าขายกันอย่างครึกครื้น โดยแต่ละชาติจะแวะจอดกันที่ท่าของตัวเอง ท่าเรือ VOC หรือเอเชียทีคตรงถนนตก เป็นท่าเรือของฝรั่งยุโรป / ท่าสุรวงศ์ เป็นท่าเรือของคนญี่ปุ่น / ท่ามหาราช ก็จะเป็นท่าเรือของเจ้านายและข้าราชการไทย

และสุดท้าย ท่าเรือฮวยจุ่งล้ง ก็เป็นท่าเรือของเหล่าคนจีนตามที่เล่าไปด้านบน

ท่าเรือฮวยจุ่งล้ง แปลตามตัวก็คือ ท่าเรือกลไฟ สร้างโดย พระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่เข้ามารับราชการในสยาม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 พระยาพิศาลศุภผลประสบปัญหาทางการเงิน เลยขายท่าเรือกลไฟแห่งนี้ให้กับตระกูลหวั่งหลี ซึ่งยังคงใช้เป็นท่าเรือ โชว์รูมสินค้า ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย รวมกันทั้งหมดในที่เดียว ก่อนที่ท่าเรือนี้จะค่อยๆ ซบเซาลงเนื่องมาจากการคมนาคมขนส่งที่เริ่มมีทางเลือกหลากหลายขึ้น และสุดท้ายฮวยจุ่งล้งก็เลิกทำหน้าที่ท่าเรือ และกลายมาเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าพนักงานในพื้นที่เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ล้ง 1919

อาคารโบราณ

ตัวท่าเรือฮวยจุ่งล้ง เป็นอาคารชุดที่มีตึกเรียงต่อกัน 3 หลังเป็นรูปตัว U มีพื้นที่โล่งอยู่ตรงกลาง (ในภาษาจีนรูปแบบตึกทรงนี้ถูกเรียกว่าตึกแบบ ‘ซาน เหอ หยวน’ 院) ก่อสร้างด้วยวิธีก่ออิฐถือปูน ใช้ผนังเป็นตัวรับแรง คานและพื้นเป็นไม้สัก ส่วนตัวโกดังสินค้าอยู่ฝั่งด้านที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลในยุคสมัยที่การเดินเรือยังเป็นเรื่องน่ากลัวอยู่ แถมบางคนก็หอบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกราก ชาวจีนเลยนำเจ้าแม่หม่าโจ้วจากเมืองจีนขึ้นเรือเดินทางมาประดิษฐานไว้ที่นี่ด้วย เพื่อช่วยปกปักรักษาและเป็นขวัญกำลังใจแก่คนในชุมชน เวลาคนจีนเดินทางมาถึงฝั่งประเทศไทย ก็จะมากราบสักการะท่าน เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยทำให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และเมื่อจะเดินทางกลับไปประเทศจีน ก็จะมากราบลาเจ้าแม่ที่นี่เช่นกัน

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2559) ตระกูลหวั่งหลีเห็นว่าตัวอาคารได้ทรุดโทรมลงมาก เลยอยากจะบูรณะพื้นที่นี้ขึ้นมาใหม่ก่อนที่ตัวอาคารจะพังทลาย และไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก นั่นคือจุดเริ่มต้นของโครงการ ล้ง 1919 (ฮวยจุ่งล้งมีอายุ 167 ปีแล้ว แต่ที่เลือกใช้ ค.ศ. 1919 เพราะเป็นปีที่ทางตระกูลหวั่งหลีได้มาเป็นเจ้าของ)

ในยุคนี้การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะดูจะได้รับความนิยมมากในเมืองใหญ่ๆ ทั่วทั้งโลก เพราะพื้นที่สาธารณะเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้เมืองน่าอยู่มากขึ้น เราจึงเห็นการเปลี่ยนสนามบินเก่า ทางรถไฟลอยฟ้าเก่า โรงงานเก่า และพื้นที่เก่าๆ ซึ่งแทบไม่มีการใช้งาน ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะต่างๆ ซึ่งแทบทั้งหมดที่ว่ามามักจะเป็นพื้นที่ของทางรัฐแทบทั้งหมด ไม่ได้มีพื้นที่ของเอกชนสักเท่าไหร่

สำหรับคนทั่วๆ ไป ถ้าเรามีที่ดินขนาดใหญ่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีมูลค่าสูงมากๆ แล้วยังเป็นอาคารโบราณที่มีประวัติศาสตร์ เวลาที่คิดจะปรับปรุงพื้นที่คงจะมีอยู่แค่ไม่กี่ทางเลือก อย่างแรกคือทำโรงแรม ยิ่งถ้าเป็นตึกเก่าๆ สวยๆ มีประวัติศาสตร์ ก็เปลี่ยนให้เป็นบูติกโฮเทลได้เลย อีกทางหนึ่งคือ ทุบทุกอย่างออกไปให้หมดแล้วก็เปลี่ยนเป็นคอนโดมิเนียมซะ

พื้นที่สาธารณะ โกดังสินค้า

ทั้งสองทางนี้ต่างตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน แต่ ล้ง1919 เลือกทำสิ่งที่แตกต่างออกไป นั่นคือการทำพื้นที่นี้ให้เป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’

เอ่อ เป็นพื้นที่สาธารณะจริงๆ ไม่ต้องขยี้ตาครับ คุณไม่ได้อ่านผิด ที่นี่จะประกอบไปด้วยศาลเจ้าแม่หม่าโจ้เป็นอาคารหลัก ในพื้นที่เดียวกันยังมีที่ทางสำหรับทำกิจกรรมเวิร์กช็อปอย่างสอนเขียนพู่กันจีน พื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานออกแบบและงานฝีมือที่มุ่งสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ลานกิจกรรมกลางแจ้ง และโกดังริมแม่น้ำที่ถูกปรับการใช้งานให้เป็นพื้นที่ทางการค้า ซึ่งจะประกอบไปด้วย ร้านกาแฟ ร้านอาหาร (พูดกันแบบโลกไม่สวย โครงการจะอยู่ได้ก็ต้องมีการหารายได้บ้างแหละนะ แต่ก็ถือว่าสัดส่วนของพื้นที่ส่วนนี้ก็ถือว่าเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดอยู่ดี)

อะไรทำให้พื้นที่ขนาด 6 ไร่ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านที่ต่อไปจะมีความเจริญทั้งจากศูนย์การค้าขนาดใหญ่และรถไฟฟ้า ยังเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามาใช้กันได้แบบไม่ต้องเสียเงินกันแน่

Hypothesis

ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ทางสถาปนิกผู้ร่วมออกแบบและวางโปรแกรมการใช้งานพื้นที่ คุณเจษฎา เตลัมพุสุทธิ์ และ คุณมนัสพงษ์ สงวนวุฒิโรจนา จากบริษัท Hypothesis ถึงวิธีการทำงานนี้ และขอสปอยล์ล่วงหน้าเลยว่า สถาปนิกผู้ออกแบบโครงการนี้เริ่มการรีโนเวตด้วยเซียมซีแทนที่จะเป็นปากกา

“ผมได้รับการติดต่อมาจาก คุณเปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ที่เป็นเจ้าของโปรเจกต์และเจ้าของบริษัทอินทีเรียชื่อ PIA ด้วย ให้ทาง Hypothesis ในฐานะสถาปนิกให้ทำงานร่วมกันกับ PIA ที่เป็นบริษัทออกแบบภายใน ตอนที่รับโปรเจกต์ผมก็ลองไปที่ไซต์ ก็ไปไหว้เจ้าแม่ดู ผมก็ตั้งคำถามแล้วอธิษฐานกับเจ้าแม่หม่าโจ้ว่าผมควรจะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เป็นอะไรดี แล้วให้เจ้าแม่ตอบกลับมาผ่านทางเซียมซี  

“พื้นที่ในโลกนี้มีอยู่ 2 แบบคือ พื้นที่ส่วนตัว กับพื้นที่สาธารณะ ตัวพื้นที่ของโครงการที่เป็นอาคารเก่า และยังคงมีสภาพที่ค่อนข้างดีมากๆ แบบนี้ ความคิดแรกสุดของคนทุกคนคงจะอยากพัฒนาให้เป็นบูติกโฮเทลกันหมด ผมจำได้แม่นเลยว่าได้เซียมซีเบอร์ 26 เจ้าแม่ตอบกลับมาว่า ‘เลือกให้ถูก ก้าวหน้ามีหวัง พระเจ้าจะช่วย’ คือหวังจะได้คำตอบแต่กลับได้คำถามกลับจากเจ้าแม่มาอีก (หัวเราะ)”

Hypothesis เลยมานั่งระดมความคิดกันว่าทางตระกูลหวั่งหลีก็มีโรงแรมอยู่หลายที่แล้ว แถมแต่ละที่ก็ใหญ่โตกว่าที่นี่ตั้งหลายเท่า การจะเปลี่ยนท่าเรือนี้ให้เป็นโรงแรมอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร แล้วศาลเจ้าแม่ก็อยู่ปกปักรักษาคุ้มครองคนในชุมชนตรงนี้มาร้อยกว่าปีแล้ว เลยเกิดไอเดียว่าจะทำให้ท่านอยู่ดูแลคนแถวนี้ต่อไปแบบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้ไหม

ทางสถาปนิกเลยเสนอตระกูลหวั่งหลีว่าพื้นที่นี้ควรเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สาธารณะ หรือ community space โดยที่มีศาลเจ้าแม่เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ทุกๆ คนไม่ว่าจะยากดีมีจนก็สามารถเข้ามาหาเจ้าแม่ได้

ศาลเจ้า

บ้านจีนโบราณ

“ผมเชื่อว่าการอนุรักษ์อาคารเก่า มีวิธีการบูรณะให้ความเก่าคงอยู่ ไม่จำเป็นต้องซ่อมแล้วทาสีออกมาให้ดูเป็นตึกใหม่เอี่ยมเสมอไป มันไม่ตอบโจทย์ความงามในมุมส่วนตัวของผม เหมือนเป็นการลบเรื่องเล่าในอดีตให้หายไปทั้งหมด นึกภาพดูว่าถ้าอากงอาม่าพาลูกหลานมาที่นี่ ก็คงจะมีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อก่อนอากงเคยอยู่ที่นี่ รูปที่ผนังมันหมายถึงอะไร ปูนแตกๆ ตรงนี้เพราะเมื่อก่อนเคยตอกตะปูไว้แขวนของ อะไรแบบนั้น

“ส่วนตัวโกดังด้านหน้าที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาถูกสร้างทีหลังตัวอาคารหลัก ผมปรับการใช้งานให้เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ และพื้นที่สำหรับจัดอีเว้นท์ เนื่องจากโถงกลางระหว่างโกดังนั้นใหญ่ รองรับคนได้เยอะมาก โชคดีที่ทางคุณเปี๊ยะก็เห็นด้วยกับที่ทางเราคิดไป โดยเฉพาะการบูรณะอาคารไม่ให้มันดูเป็นของใหม่”

หลังจากรู้คอนเซปต์เบื้องต้นจากทางสถาปนิกแล้ว ผมได้เดินดูพื้นที่รอบๆ และเห็นจริงอย่างที่ Hypothesis อธิบาย บรรยากาศอาคารที่ได้รับการซ่อมแซมเหมือนกับนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปสมัยยุคอากงอาม่าหอบเสื่อขึ้นเรือมายังสยามจริงๆ  

หวั่งหลี

แล้วก็ถึงเวลาที่ผมจะได้พูดคุยกับทาง คุณเปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ที่เป็นทั้งเจ้าของโปรเจกต์และผู้ร่วมออกแบบรีโนเวตของโครงการนี้ ผมถามเธอถึงสาเหตุการเลือกเปลี่ยนพื้นที่ส่วนบุคคล (ตัวโครงการอยู่ติดกับตัวบ้านของตระกูลหวั่งหลี) ให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะแทนที่จะพัฒนาสถานที่เป็นธุรกิจครอบครัว

“ที่นี่ยังเป็นพื้นที่ของตระกูลหวั่งหลีตามกฎหมายอยู่ แค่เราอยากให้สาธารณชนเข้ามาเยี่ยมชมได้ และได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่แห่งนี้ เพราะถ้าเสียเงินซ่อมแซมบูรณะแล้วแต่ปิดไว้เฉยๆ ก็จะไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรจากการซ่อมตรงนี้เลย ดังนั้นถ้าเราจะซ่อมขึ้นมาก็ต้องทำให้อาคารเหล่านี้มีประโยชน์ใช้สอยแก่สาธารณชนให้มากที่สุด ส่วนตัวบ้านหวั่งหลีที่อยู่ติดกันนั้นเราก็ปิดไว้เฉยๆ มีมาใช้งานตอนทำพิธีไหว้บรรพบุรุษปีนึงไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง

“ส่วนเรื่องการไม่ทำคอนโด ดิฉันคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ต้องรักษาของที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ อาคารตรงนี้เรียกว่า ซานเหอหยวน มันไม่ได้เป็นตึกพิเศษอะไร มันก็คืออาคารพาณิชย์หรือตึกแถวที่มีอยู่ทั่วไปในสมัยนั้น แต่โชคดีที่ตึกนี้มีเราเป็นเจ้าของคนเดียว จึงได้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ ทางตระกูลหวั่งหลีเคยใช้ที่นี่เป็นทั้งท่าเรือ โกดัง และโชว์รูมขายสินค้าอย่างพวกข้าวสาร กระเบื้อง พอท่าเรือซบเซาลงก็ยกพื้นที่ให้พวกลูกน้องมาอยู่กันโดยแทบไม่ได้คิดค่าเช่าอะไรเลย

ล้ง 1919 โกดังริมน้ำ

“แต่เมื่อปีที่แล้วตัวตึกมันทรุดโทรมและพังไปมาก เราก็เลยคิดว่าควรต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นมันคงจะไม่อยู่ต่อไปในอนาคตแน่ๆ ตอนแรกสุดก็คิดเหมือนกันว่าหรือควรเอามาทำเป็นโรงแรมดี แต่พอลักษณะของอาคารมันทำไม่ได้ เพราะเป็นอาคารที่ใช้ผนังรับแรง ทำให้เราไม่สามารถกั้นหรือเจาะช่องแสงด้านในอาคารได้เลย ตัวงานระบบสุขาภิบาลก็เป็นเรื่องยุ่งยากมาก ประกอบกับอายุเราก็มากแล้ว และมีประสบการณ์การทำโรงแรมมามากมายหลายที่ ได้เห็นปัญหาและความวุ่นวายในการทำโรงแรม เลยตัดสินใจไม่ทำโรงแรมดีกว่า จากที่เราคุยกับทาง Hypothesis ก็เห็นตรงกันเรื่องของศาลเจ้าแม่และพื้นที่สาธารณะ พัฒนาให้เป็นสถานที่เวิร์กช็อปความรู้แบบจีนๆ และพื้นที่พาณิชย์เพื่อตอบโจทย์คนที่มาใช้งานพื้นที่แทนค่ะ”

วิธีการรีโนเวตแบบเรียบแต่ไม่ง่าย

“เราใช้วิธีการซ่อมแซมแบบเรียบง่าย ค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอน อะไรเสียก็ซ่อม อะไรผุพังก็เปลี่ยนให้มันใช้งานได้อย่างปลอดภัย และคล้ายของเดิมที่สุด โครงสร้างไม้สักของที่นี่ช่างสมัยนั้นทาสีน้ำมันทับไว้ เราก็ลอกเอาสีเก่าออกให้เห็นเนื้อไม้ ตรงไหนผุก็เอาไม้เก่าที่มีในโครงการมาซ่อมให้เหมือนเดิมที่สุด ราวบันไดอันเดิมที่ผุเราก็ใช้วิธีถอดเอาของเดิมที่ยังมีเหลืออยู่ไปให้ช่างทำขึ้นมาใหม่

“อย่างภาพเขียนสีเก่า เราเจอโดยความบังเอิญจากการที่ผู้รับเหมาลอกสีอาคารออกแล้วไปเห็นเข้าพอดี ตอนนี้เราก็ให้คนมาค่อยๆ ขูดเอาสีที่ทาทับไว้ออกไปทีละนิดๆ เพื่อให้ภาพวาดเหล่านี้ได้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมที่สุด ถ้าภาพที่มีอยู่เดิมซีดหรือจางเราก็เขียนเติมให้สมบูรณ์ขึ้น แต่ถ้าภาพขาดหรือหายไปเราก็จะไม่เขียนขึ้นมาใหม่ จะปล่อยให้โล่งๆ แบบนั้น อย่างปูนที่เราใช้ซ่อม เราก็ใช้ปูนน้ำอ้อยที่เป็นปูนสูตรโบราณในสมัยนั้นแทนที่จะเป็นปูนสมัยใหม่ เพราะพื้นดินที่ติดแม่น้ำแบบนี้นั้นมีความชื้นสูง อิฐที่เป็นโครงสร้างด้านในนั้นจะดูดความชื้นขึ้นมาที่ตัวเยอะ ถ้าใช้เราใช้ปูนแบบเดิมที่มีรูพรุนสูง ความชื้นจากอิฐก็จะสามารถถ่ายเทออกได้ซึ่งจะทำให้ไม่เจอปัญหาเรื่องปูนแตกร้าวและหลุดร่อน

ผนังปูน อาคารโบราณ

“ถึงเราพยายามให้มันออกมาดูเหมือนเดิมที่สุด แต่มันก็ไม่มีกฎตายตัว หลายอย่างที่มีถ้ามันไม่เหมาะสมเราก็เปลี่ยน เพราะอาคารที่ทำเสร็จแล้วควรจะตอบโจทย์การใช้งานของคนในยุคนี้ด้วย หน้าต่างทุกบานในนี้เมื่อก่อนมีขนาดที่เล็กมาก ทำให้ในห้องมืดมากและอากาศถ่ายเทไม่ดีจนอับชื้น  เราก็เปลี่ยนหน้าต่างให้เป็นช่องแสงใหญ่ขึ้น รวมไปถึงตัดพื้นชั้นสองออกไปในบางห้องเพื่อให้มีเพดานที่โปร่งโล่งขึ้นมา”

อุปสรรคการซ่อมแซม

“ระบบสุขาภิบาลคืออุปสรรคใหญ่ที่สุด ท่าเรือฮวยจุ่งล้งของคนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบไม่มีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะใช้มาโดยตลอด พูดให้เห็นภาพคือคนเมื่อก่อนจะถ่ายใส่ถังแล้วค่อยยกไปทิ้ง พอมาในยุคปัจจุบันที่เราต้องมีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ การจัดการเรื่องระบบท่อน้ำทิ้งและสุขาภิบาลเลยเป็นเรื่องที่วุ่นวายมากๆ แล้วยุคนั้นก็ไม่มีกฎหมายเทศบัญญัติ อาคารนี้เลยสร้างเต็มเนื้อที่โดยไม่ได้มีการร่นระยะอะไรเลย การขุดดินเพื่อวางท่อเลยยากลำบากมากเพราะต้องระวังไม่ให้ขุดไปโดนโครงสร้างเดิมด้วย พอเสร็จเรื่องการเดินท่อก็มาเจอปัญหาต่อไปก็คือการขุดฝังถังบำบัด เพราะที่ดินอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาเลยทำให้เจอน้ำจากแม่น้ำซึมเข้ามาท่วมในหลุมที่ขุดอยู่ตลอด ต้องสูบออกไปพร้อมๆ กับหารอยรั่วแล้วอุดให้หมด ซึ่งกินเวลาในการทำงานไปเยอะมาก”

มีคำแซวกันในหมู่บรรดาสถาปนิกว่า สถาปนิกออกแบบบ้านให้ได้ทุกคนยกเว้นบ้านตัวเอง ในฐานะที่คุณเปี๊ยะเป็นทั้งอินทีเรียและเจ้าของโครงการด้วย พอต้องมาทำการรีโนเวตในรูปแบบที่ทำตึกเก่าออกมาเป็นตึกเก่าคล้ายเดิมซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยในบ้านเรา จึงต้องสื่อสารกับครอบครัวหรือคนรอบๆ ข้างให้ชัดเจน

“คงเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่ทางบ้านไว้วางใจและเชื่อว่าเราจะทำให้เขาดีที่สุด ช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำก็พยายามอธิบายกับคนในครอบครัวอยู่เสมอ แต่ความสวยความงามมันเป็นเรื่องนามธรรม สามีดิฉันเดินเข้ามาในโครงการเห็นสภาพแล้วบอกว่า ‘น่าเกลียดมากเลย ดูสกปรกยังไงไม่รู้’ เราก็พยายามค่อยๆ บอกเขาเสมอๆ ว่าเสน่ห์ของความเก่าแบบนี้มันสร้างขึ้นด้วยมือคนไม่ได้ มันสร้างได้ด้วยกาลเวลาเท่านั้น คนอื่นมีแต่สร้างตึกใหม่แล้วมาทำให้ดูโบราณ แต่ตอนนี้เรามีสิ่งที่สร้างด้วยกาลเวลามาอยู่ในมือแล้ว เราจะทิ้งไปได้ยังไง เวลามีคนข้างนอกมาดูแล้วชมกันว่าสวยบ่อยๆ เข้า รสนิยมคนในบ้านก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เขาก็เข้าใจเรามากขึ้น”

ตึกปูน

สินค้ามีดีไซน์

สังกะสี

พื้นที่สำหรับเดินไปด้วยกัน

คำถามสุดท้ายที่ผมถามคุณเปี๊ยะคือ ท่าเรือกลไฟแห่งนี้มีความหมายยังไงกับคุณเปี๊ยะและกับชุมชน

“ความสำคัญของพื้นที่นี้กับเรา ตระกูลหวั่งหลี ก็คือ ที่นี่เป็นที่ที่เราหยั่งรากในแผ่นดินสยาม เราเหยียบที่นี่เป็นที่แรก โตและทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวก็จากที่นี่ เพราะฉะนั้นสำหรับเราแล้วที่นี่คือที่กำเนิดของเรา แต่ถ้าเราเก็บที่นี่ไว้เป็นแต่ของตัวเอง ไม่แบ่งปันให้คนอื่น มันจะมีค่าอะไร ถ้าคนอื่นไม่เห็นมัน ไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บไว้ ทำให้เป็นประโยชน์กับสังคมดีกว่า  ก็เลยเป็นเวลาที่เราจะแบ่งปันให้คนอื่น ให้เขามาเห็น มารับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าลูกหลานคนจีนโพ้นทะเลที่มาใช้เวลาร่วมกันได้ในสถานที่นี้ทั้งหมด อากงอาม่าก็ไหว้ศาลเจ้าแม่ พ่อกับแม่ก็กินอาหารเข้าร้านกาแฟ เด็กๆ ก็มาร่วม กิจกรรมเวิร์กช็อปได้

“แล้วถ้าจะให้โครงการอยู่อย่างยั่งยืนเราก็ต้องหาวิธีอยู่ร่วมกันกับคนในชุมชนค่ะ ให้คนในชุมชนเข้ามาเป็นเจ้าของพื้นที่นี้ด้วยกัน ถ้าเราทำโครงการแล้วเราอยู่ได้แค่คนเดียว คนอื่นลำบากหมดนั่นมันก็ไม่ใช่ความยั่งยืนแล้ว  วันแรกๆ ที่เราเริ่มเข้ามาทำ ปัญหาที่เราเจออย่างแรกเลยคือ เหล่าแม่ค้าที่ขายอาหารอยู่บนฟุตปาธตรงทางเข้า พอเราเข้ามาเริ่มทำก็ต้องคุยกับเหล่าแม่ค้าอธิบายให้ฟัง ให้ขยับออกไปจากตรงทางเข้าก่อน แต่เราก็ไม่ได้ขับไล่หรือทิ้งพวกเขานะคะ เราสัญญาว่าอยากจะให้ทุกๆ คนในชุมชนนี้เดินไปด้วยกัน ช่วงก่อสร้างทุกวันศุกร์ เราก็จัดให้แม่ค้าขายอาหารที่อยู่ด้านหน้าสลับกันเข้ามาบริการให้คนในโครงการ เขาก็มีรายได้ในช่วงนี้ที่โครงการยังไม่เสร็จ พอโครงการเสร็จแล้วเราก็จะจัดสรรพื้นที่ให้และหาวิธีอยู่ร่วมกันต่อไป

ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ล้ง

“เรายังเชื่อในเรื่องการให้โอกาสของคนในท้องที่  อย่างด้านปากทางเข้าโครงการของเราก็เป็นโรงเรียนฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานคร นักท่องเที่ยวส่วนมากก็ชอบไปร้านนวด เราเลยคิดว่าเปิดพื้นที่ให้คนจากโรงเรียนฝึกอาชีพมารับนวดนักท่องเที่ยวในโครงการให้มีรายได้มีงานทำดีกว่า ทางเขตคลองสานก็มาคุยกับเราว่าในอนาคตจะให้ที่นี่เป็นจุดหมายหนึ่งในการเดินทางของนักท่องเที่ยวแล้ว อยากพัฒนาให้ถนนเชียงใหม่กลายมาเป็นถนนคนเดินในบางโอกาส เนื่องจากย่านนี้ก็มีวัดสวยๆ และมีเส้นทางที่น่ามาเดินเที่ยวได้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราอยากให้โครงการของเราอยู่ร่วมกันกับชุมชนได้ค่ะ”

ผมคิดว่าหลังจากที่โครงการเปิดแล้ว ว่าจะโทรชวนป๊ากับมาม้าเดินเล่นที่นี่สักหน่อย เผื่อว่าเราจะได้เห็นอดีตในสมัยที่อากงอาม่ามาเมืองไทย และนอกจากนั้นแล้วยังจะได้เห็นอนาคตของการจัดสรรพื้นที่ริมแม่น้ำที่เลือกจะก้าวเดินไปด้วยกันกับชุมชนอีกด้วย

โครงการล้ง 1919 เปิดวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 มีกิจกรรมเปิดตัวเป็นตลาด Great Outdoor Market ถ้ากำลังหาที่เดินเล่นพักผ่อนริมแม่น้ำที่นี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีและควรค่าแก่การมาเยือนดู

โครงการ ล้ง 1919

Facebook | LHONG 1919

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load