19 พฤศจิกายน 2561
16 K

เรามีนัดกับ พลอย จริยะเวช ที่สตูดิโอทำงานของเธอย่านชิดลม

คิดเองคนเดียวว่าคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับผู้เขียนต้องร้องกรี๊ดด้วยความอิจฉาเป็นแน่

สำหรับผู้อ่านที่อายุน้อยกว่านั้น ในฐานะของแฟนคลับวิทยาเขต The Cloud เราขอเล่าเกริ่นนำเพียงสั้นๆ ก่อนพาคุณไปพูดยาวๆ กับพี่พลอยในลำดับถัดไป

‘อะไรทำให้ พลอย จริยะเวช พนักงานในบริษัทหลักทรัพย์เงินเดือนหรู เลือกเส้นทางเดินชีวิตเป็นนักเขียน อาชีพที่คนในสังคมมองว่าไส้แห้ง’

ขอสปอยล์ได้ไหม ถ้าคุณรู้ความจริงว่าหนังสือแปลของเธอทำเงินให้เธอเป็นล้านๆ คุณอาจจะอยากมองงานนี้ใหม่ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ (โปรดอ่านอย่างใส่อารมณ์, ผู้เขียน)

ในยุคทองของนิตยสาร แทบทุกเล่มบนแผงหนังสือจะต้องมีชื่อของพลอย จริยะเวช ในฐานะนักเขียน นักแปล คอลัมนิสต์ นั่นทำให้เธอมีงานเขียนหลายสิบชิ้นต่อเดือน

แค่คิดก็ขนลุกแล้วค่ะ

พลอย จริยะเวช

ตลอดการสนทนา พี่พลอยเรียกตัวเองว่าเป็น Blogger รุ่นทวดอยู่เสมอ เราทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เห็นด้วย เพราะสายตาวิบวับที่มาก่อนกาลของเธอสร้างพลังและแรงบันดาลใจให้แฟนหนังสืออยู่เสมอตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

ไม่เห็นด้วย เพราะทวดอะไรไม่แก่เลย ไม่เพียงออกหนังสืออย่างสม่ำเสมอ สองสามปีหลังมานี้เราตื่นเต้นกับบทบาทพี่พลอยจนเก็บอาการไม่อยู่ จากนักเขียน คอลัมนิสต์นักเดินทาง มาเป็นนักวาดภาพประกอบ ศิลปิน นักออกแบบ นักคิด และนักคัดสรรอะไรต่อมิอะไรมากมาย หยิบจับขยับวางอะไรก็ลงตัวไปหมด

เหตุผลที่ทำให้พี่พลอยสนุกคิดสนุกทำกับทุกสิ่ง ยังไม่น่าตื่นเต้นเท่าทุกสิ่งที่เธอทำเกิดจากตัวตนแก่นแท้ของเธอที่เชื่อและทำสิ่งนั้นๆ มายาวนานแล้ว

ไม่ใช่เพิ่งเกิด และไม่ใช่เรื่องโชคดี เธอว่าอย่างนั้น

นอกจากเรื่องราวจากข่าวสารในวงการหนังสือ เราก็ไม่ค่อยได้ยินเรื่องของพี่พลอย จริยะเวช จากที่ไหน นั่นทำให้การสนทนาของเราวันนี้ลากยาวจนพี่พลอยต้องพลาดคลาสโยคะ

ในพื้นที่ทำงานขนาด 50 ตารางเมตร ที่พี่พลอยดัดแปลงคอนโดเก่าเป็นห้องทำงานกึ่งโชว์รูป มีทุกอย่างที่เป็นเนื้อชีวิตของเธอ

พลอย จริยะเวช

พวกเราสนุกกับการถามถึงข้าวของกระจุกระจิกเล็กๆ น้อยๆ จากการเดินทาง ผนังห้อง หนังสือบนชั้น ภาพบนฝาผนังที่ย้ายมาจากห้องทำงานของพ่อ (ชัยอนันต์ สมุทวณิช) ซึ่งมีทั้งภาพท่านเปาบุ้นจิ้นฝีมืออาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่วาดให้ชัยอนันต์ เพื่อนนักเรียนที่สนิทกันมาตั้งแต่อนุบาล และงานของเหล่ากัลยาณมิตรทั้งที่เป็นศิลปินรุ่นใหญ่และมือสมัครเล่น ชิ้นงานออกแบบและวาดเส้นของจริงบนภาชนะน้อยใหญ่ ไปจนถึงภาพที่วาดค้างอยู่

เคยมีคนบอกว่าถ้าอยากรู้จักใครให้ดูจาก Playlist เขา มาวันนี้เราคงต้องบอกว่า ถ้าอยากรู้จักใครให้ไปเยี่ยมพื้นที่ทำงานของเขา

พลอย จริยะเวช

1

นักเขียน – ศิลปิน – นักออกแบบแนวคิด – นักออกแบบผลิตภัณฑ์ – กรรมการ – คอลัมนิสต์ – พนักงานเลือกสรรหนังสือ

แรกเริ่มเดิมทีเราตั้งใจค่อยเล่าเรื่องงานของพี่พลอยผ่านชีวิตแต่ละช่วง ซึ่งไม่ได้หอมหวานและมีลีลาหรูหราแบบที่หลายคนเข้าใจ แต่เพราะปีที่ผ่านมามีผลงานพี่พลอยให้เห็นผ่านตามากมายเต็มไปหมด เราจึงขอรวบรวมไว้ในช่วงต้นนี้

ทันที่เราทั้งหมดเริ่มดื่มชาแก้วแรก เราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่ดูเหมือนจะเล่นๆ ไม่จริงจังอย่าง “พลอย จริยะเวช ทำงานอะไร”

เพราะเราไม่อยากให้คุณตัดสินเธอไปก่อนจากภายนอก

“พลอย จริยะเวช ทำงานหนักมากนะ” เธอตอบพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะเริ่มเล่างานสนุกๆ ที่ทำตลอดทั้งปีนี้ให้ฟัง แม้จะเพิ่งผ่านเรื่องราวที่เธอบอกว่าหนักหนาที่สุดในชีวิตซึ่งเราจะชวนเธอคุยในลำดับถัดไป

นอกจากผลงานหนังสือเล่มล่าสุด Italy Crafted ลีลาอิตาลี ที่ทั้งเขียนและวาดภาพประกอบ พี่พลอยยังออกแบบกระเป๋าที่ระลึกพิเศษสำหรับแฟนหนังสือด้วยตัวเองอีกด้วย จากคนที่เขียนหนังสือมาอย่างยาวนาน เป็นตัวแม่ เป็นผู้นำจิตวิญญาณของหนุ่มสาวผู้รักชอบการเลือกสรรชีวิตรื่นรมย์ เราตื่นเต้นกับบทบาทล่าสุดที่เธอได้รับการทาบทาม

Book Seller หรือคนเลือกสรรหนังสือ แห่งร้าน The Papersmith by Booksmith ทำหน้าที่เลือกหนังสือภาษาอังกฤษจากทั่วโลกมาราว 30 – 40 ปก โดยพี่พลอยจะคัด 10 เล่มที่เป็นไฮไลต์ พร้อมเขียนรีวิวด้วยลายมือลงการ์ดในแบบพนักงานร้านขายหนังสือที่เป็นนักอ่าน เพื่อบอกเล่าว่าหนังสือเล่มนี้ดีอย่างไร ทำไมเหมาะเลือกมาอ่าน มีไว้ติดบ้าน หรือเป็นของขวัญส่งมอบในช่วงเทศกาล

นี่คือผลงานของพี่พลอย จริยะเวช ตลอดปีนี้

วาดและออกแบบ Singora Swan Collection Ploy Chariyaves X Noritake เครื่องกระเบื้องชุดอาหารเช้า 8 ชิ้น ให้กับนอริตาเกะ แบรนด์เครื่องกระเบื้องเก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น

ออกแบบแนวคิดและวาดฉลาก Devarana Journey Ploy Chariyaves X Devarana Spa น้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นให้กับเทวารัณย์สปา

วาดและออกแบบ Ploy for Rama Foundation กระบอกน้ำเก็บความร้อนเย็น ของที่ระลึกมูลนิธิรามาธิบดี

ออกแบบแนวคิด ภาพรวม งานศิลปะจัดวาง “MERGE” Art Installation Ploy X KMITL Ceramic for ICON SIAM สร้างลวดลายงานประติมากรรม ‘หลอมรวม’ สำหรับโซน Icon Craft และออกแบบวาดลวดลาย กระดาษปูจานให้ร้านกับข้าวกับปลา

เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านงานออกแบบงานศิลป์ให้ อพท.  (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน))

เป็นคอลัมน์ประจำ มีให้ติดตาม 2 แห่งได้แก่ คอลัมน์ Curated by Ploy ใน Marketeer Online และคอลัมน์ บ้านเพื่อน ใน The Cloud

ล่าสุดกำลังมีงาน “When Writer Turned Book Seller & Gift Wrapper” Ploy X Papersmith POP UP Event Crafted by PLOY  ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ธันวาคมนี้ ที่ร้าน The Papersmith by Booksmith

“ปีนี้มีผลงาน Product Design แยะมาก และ 3 สิ่งหลักที่ได้สร้างสรรค์คือของที่เรารักหมด

กระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม และอยากเห็นของที่เรารักและสร้างขึ้นมาอย่างบรรจงรวมกันอยู่ในพื้นที่เดียว Papersmith เป็นร้านหนังสือประจำที่รักมาก และเป็นร้านที่มีงานกระเบื้องของเราวางจำหน่ายอยู่และไปได้ดีมาก มีลูกค้าเอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ซื้องานเราจากที่นี่แยะมาก” พี่พลอยเล่าที่มาของงานสั้นๆ ก่อนจะเล่ากิมมิกในงานที่ทำให้หัวใจเราฟูตาม ทั้งการห่อหนังสือด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์และโบรชัวร์สีสวย ตกแต่งด้วยสติกเกอร์ Golden Girls ลายเส้นที่เรากรี๊ด หนังสือ Prada Mandala ปกแข็งหุ้มผ้าที่พี่พลอยออกแบบปกพิเศษมีเล่มเดียวในโลกให้คุณเลือกซื้อเป็นของขวัญ

พลอย จริยะเวช

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

2

พนักงานออฟฟิศ – นักเขียน – คอลัมนิสต์

จากพนักงานบริษัทหลักทรัพย์ คุณกลายมาเป็นนักเขียนได้ยังไง

เมื่อก่อนเราเป็นพนักงานออฟฟิศ เข้างาน 8 โมง อยู่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต งานของเราคือ วาณิชธนกิจ (Investment Banking) หรือที่ปรึกษาการลงทุน เราอยู่ฝ่ายงานวิจัยหาข้อมูลสนับสนุนกลุ่มบริษัทที่อยากเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ได้เรียนรู้ธุรกิจต่างๆ โดยปริยาย ช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีมีการเลย์ออฟคนออก ไปจนถึงปิดบริษัท หัวหน้าเราไปทำนิตยสารธุรกิจ Corporate Thailand เขาก็ชวนเราไปเขียนบทความให้ผู้บริหารอ่านในวันหยุด เรื่องธุรกิจผู้หญิงๆ บางทีก็เป็นเรื่องไลฟ์สไตล์เบาๆ แต่ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ฟุ้งเฟ้อไร้สาระเพราะคนเหล่านี้ใช้เงินเป็น

คุณเลือกไปทางไหนหลังออกจากงาน

ตอนนั้นเราอายุไม่เยอะ ยังมีพลังล้น เราคิดง่ายๆ ว่า เราเคยมีเงินเดือน 15,000 บาท ซึ่งสมัยนั้นหรูแล้วนะ ทำยังไงให้เรามีรายได้เท่าเดิม ก็เริ่มทำขนมขายไม่ต่างจากคนสมัยนี้ แล้วก็รับจ้างแปลซับไตเติล ต้องไปรับม้วนเทปวิดีโอที่รัชดาฯ ดูไปก็กดหยุดแล้วแปล สมัครเป็นนักแปล นักเขียน ที่นิตยสาร Elle ด้วย

งานชิ้นที่ถือว่าแจ้งเกิดในวงการนิตยสารคือ

เราเข้าวงการเต็มตัวด้วยการเขียนคอลัมน์ ‘ผู้หญิงมองกระแส’ ของ ผู้จัดการรายวัน ใช้นามปากกา จารียา พลเวช โจทย์คือบทความไลฟ์สไตล์ที่เขียนให้คนที่สนใจเรื่องจริงจังอ่าน สมัยนั้นเวลาคนอ่านแล้วชอบ เขาจะโทรมาถามที่กองบรรณาธิการว่าใครเขียน แล้วฝากชื่นชม ผู้อ่านรุ่นแรกของเราส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เป็นคนรุ่นใหญ่มีความรู้ เขาคงจะเอ็นดูเรา ตอนที่เราเขียนเรื่องสวน เขาก็ส่งเทปวิดีโอที่บันทึกรายการต่างประเทศที่พาไปดูสวนทั่วโลก พร้อมหนังสือเกี่ยวกับสวนมาให้เรา คนมักจะคิดว่าเราเป็นผู้หญิงอายุ 50 – 60 ทั้งๆ ที่ตอนนั้นอายุ 28

อะไรทำให้เขียนคอลัมน์แบบเต็มตัวครั้งแรกแล้วดังเลย

คงเป็นเพราะบริบทด้วย เราเข้าใจว่ายุคนั้นยังไม่มีเนื้อหาแบบนี้ แต่เราก็ไม่ได้ทำให้ต่างจากคอลัมน์ในยุคนั้นจนเกินไป จนหลายคนชอบบอกเราว่า เขียนหนังสือสนุกขนาดนี้ไปเขียนนิตยสารผู้หญิงได้แล้ว

แล้วทำยังไงถึงได้มาเขียนนิตยสารผู้หญิง

เราไม่รู้จักใครในวงการนี้เลย เราเลยเร่ิมจากการสมัครเป็นนักแปลของ Cosmopolitan ด้วยการส่งจดหมายชิงรางวัลกับคอลัมน์ที่ชวนให้ผู้อ่านทางบ้านส่งจดหมายมาแสดงความคิดเห็น เช่น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องการออกเดต เราเขียนคำตอบส่งไปสั้นๆ พอได้รางวัลก็ใช้โอกาสนี้เสนอตัวขอทำงานทำงานแปล โดยมีพอร์ตฟอลิโอเป็นงานแปลซับไตเติล เราใช้วิธีแบบนี้สมัครเป็นนักเขียนกับนิตยสารทุกเล่ม เพื่อนเราก็ถามนะว่าไม่อายเหรอที่ต้องใช้วิธีส่งผลงานไปให้เขาพิจารณาแบบนี้ แทนที่จะให้คนรู้จักแนะนำให้ แต่เราอยากได้งานเพราะฝีมือเราจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ควรอาย

งานเขียนชิ้นที่ทำให้คนในวงการรู้จักชื่อพลอย จริยะเวช คือชิ้นไหน

คอลัมน์ Twenty First Century Women ในนิตยสาร Image บรรณาธิการอยากให้เราเขียนความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องต่างๆ ในโลก ในฐานะที่เป็นผู้หญิงในยุคนั้น เป็นโจทย์ที่ทั้งยากและเกร็ง กลับมาอ่านตอนนี้ก็รู้สึกอายๆ ว่าทำไมตอนนั้นเราพยายามจะจริงจังวิชาการจังเลย ส่วนหนึ่งเพราะชื่อคอลัมน์ค้ำคอเรา เราจะดูไม่ฉลาดไม่ได้ แต่ก็มีสำนวนเสริมให้บทความสนุกขึ้น

เรียนรู้วิธีการเขียนคอลัมน์แบบนี้มาจากไหน

เมื่อก่อนเรียนจากงานของ Suzy Menkes นักข่าวสาย content เข้มของหนังสือพิมพ์ International Herald Tribune ซึ่งตอนนี้มาคุม Vogue ยุคนั้นมีคอลัมนิสต์ผู้หญิงเพียงไม่กี่คน เราก็เรียนวิธีการเขียนด้วยตัวเองและจากการดูงานของป้าซูซี่

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

3

คอลัมนิสต์ – ฟรีแลนซ์ – นักแปล – หนังสือขายดี

คุณกลายมาเป็นเจ้าแม่ไลฟ์สไตล์ตอนไหน

น่าจะช่วงที่เขียน Image มาสักพัก เหมือนเราเป็นบล็อกเกอร์คนเดียวในตลาด มีคอลัมน์ชื่อ Five Passions แนะนำเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทุกเดือนต้องไปเยือนร้านอาหาร ร้านกาแฟ เปิดใหม่ ที่เที่ยวต่างจังหวัด ไม่ต่างจากสมัยนี้ และเราเคยมีคอลัมน์เท่มากทำคู่กับ จักกาย ศิริบุตร เราเชิญแขกที่ต่างกันคนละขั้วมาที่บ้าน ระหว่างชวนคุยเราก็เลี้ยงอาหาร จัดพร็อพและถ่ายภาพอาหารไปด้วย ได้ทั้งบทสนทนาคุณภาพ และเห็นไลฟ์สไตล์ที่รื่นรมย์ ต่อมาเราก็เขียนบทความไลฟ์สไตล์เรื่อยมา คนอ่านเลยติดภาพเราแบบนั้น

คุณเขียนให้นิตยสารผู้หญิงเยอะมาก ช่วงพีกสุดเขียนงานกี่ชิ้นต่อเดือน

หลายสิบชิ้นเลยนะ เป็นช่วงที่ตั้งใจสร้างชื่อ ดังนั้น เรารับงานหมด ทุกคนคงผ่านช่วงนั้นมาเหมือนกัน ซึ่งเราคิดถูกนะเพราะทำให้คนจดจำชื่อเราได้จนปัจจุบัน ความสนุกในการทำงานช่วงนั้นคือ เราไม่ได้ขึ้นตรงกับใคร เราเป็นฟรีแลนซ์คนเดียวที่มีงานในนิตยสารหัวใหญ่ทุกเล่ม เราจะแบ่งว่าทำคอลัมน์รีวิวหนังสือให้นิตยสารเล่มนี้ วันนี้เขียนเรื่องเที่ยวให้เล่มนั้น ไปเที่ยวครั้งหนึ่งเราเขียนงานส่งนิตยสาร 5 เล่มได้โดยเนื้อหาไม่ซ้ำกันเลย พอมีพื้นฐานที่แน่น เราก็เลือกรับงานได้ หรือค่อยๆ ลดปริมาณงานลง

ชื่อของคุณในช่วงนั้นยิ่งดังขึ้นไปอีกเมื่อแปลหนังสือเล่มแรก ไดอารี่ของบริดเจ็ท โจนส์ ก็ขายดีแบบถล่มทลาย

สำนักพิมพ์ติดต่อนักแปลมาหลายคนแล้ว แต่ไม่มีใครยอมแปล เพราะเนื้อหาค่อนข้างหมิ่นเหม่สำหรับสมัยนั้น ตอนนั้นมีคนด่าออกอากาศในวิทยุเลยนะ เขาบอกว่าเราทำให้วัฒนธรรมไทยเสื่อมเสีย ตอนแรกเราแปลให้ความหยาบคายเท่าต้นฉบับ แต่โชคดีที่เราเชื่อบรรณาธิการ เขาอยากให้หยาบคายน้อยที่สุด คนอ่านจะได้เอ็นดูบริดเจ็ท นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มันดังขนาดพิมพ์ซ้ำ 27 ครั้ง ได้ค่าแปลเป็นล้านบาทเลย จำได้ว่าพ่อเรียกไปคุย บอกไม่ต้องแปลแล้วนะ ถ้าจะแปลต้องทำใจเพราะไม่มีทางจะดังแบบนี้อีกแน่ๆ

ทำไมต้องทำงานเยอะขนาดนั้น

อยากได้เงิน และอยากพิสูจน์ว่าเราประสบความสำเร็จ พ่อแม่เราหัวสมัยใหม่มาก แต่ก็ยังมองเราด้วยความเป็นห่วง เพราะลูกของเพื่อนหรือเพื่อนๆ รุ่นเดียวกับเรา ไม่มีใครเป็นแบบเราเลย ทุกคนทำงานในองค์กร เราเห็นแววตากังวลจากพวกเขา รู้สึกว่าเราไม่เป็นที่ภูมิใจของเขา

พ่อไม่เคยบอกอะไรเราเลยนะ พ่อสนับสนุนความแปลกใหม่ แต่เราเองที่รู้สึกล้มเหลว อยากให้ตัวเองมั่นคงขึ้นให้ได้ คนอาจจะมองว่าเราทำงานอะไรเลอะๆ เทอะๆ เพราะมันยากจะอธิบายงานของเราให้คนนอกเข้าใจ จะบอกเขายังไงว่าเราได้เงินเดือนเท่ากับตอนทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์นะ แต่มาจากการขายขนม บวกค่าแปล ค่าคอลัมน์ ยุคนั้นมันยังไม่มีชื่ออาชีพนี้ เราก็คิดว่าถ้ามีคนยอมรับก็คงจะดี

ดูเหมือนจะต้องการการยอมรับเพื่อให้ครอบครัวสบายใจ

อยากให้พ่อภูมิใจ พ่อเลี้ยงเรามาดีมาก มากกว่าที่เราจะมาทำอะไรเลอะเทอะแบบนี้ ดังนั้น เวลาใครชื่นชมงานเรา ชื่นชมชีวิตและวิธีคิดของเรา เราจะบอกว่าเป็นเพราะพ่อแม่เลี้ยงมาแบบนี้

จุดไหนที่คุณรู้สึกว่าเริ่มได้รับการยอมรับ

ตอนอายุ 29 เราได้ค่าแปลจากบริดเจ็ท โจนส์ เป็นล้านเลยนะ แต่จุดที่รู้สึกว่าได้รับการยอมรับมากๆ คือช่วงที่ทำงานออกแบบคอนเซปต์

พลอย จริยะเวช

4

นักเขียน – นักคิด – นักออกแบบ

งานออกแบบคอนเซปต์คืออะไร

พ่อแปลเป็นภาษาไทยให้ว่า ‘งานออกแบบความคิดรวบยอด’ เป็นงานที่ใช้วิธีคิดแบบงานวิจัย ซึ่งเราซึมซับมาจากพ่อ ประกอบกับวิชากฎหมายและความรู้เรื่องธุรกิจจากการทำงานเขียน แทนที่จะเขียนแล้วพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ ความคิดจากเราจะถูกสร้างเป็นอาคารหรือโครงการต่างๆ คล้ายกับการทำคอนเซปต์ของแบรนด์ให้สถาปนิกและนักออกแบบไปทำงานต่อ ไม่ว่าใครจะทำอะไรกับแบรนด์ก็ต้องมาคุยคอนเซปต์กับเราก่อน

เข้าไปทำงานแปลกประหลาดนี้ได้ยังไง

ช่วงที่สามีเรียนที่ศศินทร์ เขากับเพื่อนๆ มักจะมาทำรายงานที่บ้าน ตอนนั้นเราเขียนงานให้นิตยสารผู้หญิงหลายเล่มจึงมีความเข้าใจเรื่องธุรกิจเครื่องสำอางบ้าง เลยได้ช่วยเขาทำรายงาน มีเพื่อนในกลุ่มนั้นทำงานให้ คุณชนินทธ์ โทณวณิก เขาถามว่าเราสนใจทำคอนเซปต์ให้ทางดุสิตธานีไหม ก็เลยได้ทำเทวารัณย์สปา (Devarana Spa)

งานที่ต้องทำคืออะไร

เหมือนทำงานวิจัย เราต้องไปคุยกับทีมงานทุกแผนก ต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของโรงแรมเป็นคนชาติไหน จำนวนเท่าไหร่ เขาส่งเราไปดูงานสปา 23 แห่ง ไปบาหลีและหลายๆ ที่ ซึ่งไม่ได้สบายอย่างที่คิดนะ ทุกครั้งที่ไปดูงานต้องเขียนรายงานกลับมา

งานนี้ให้อินทีเรียทำไม่ได้เหรอ

งานของเราจะช่วยให้แก่นขององค์กรชัดเจนขึ้น ถ้าโรงแรมคุยกับนักออกแบบโดยตรงอาจจะถูกเทรนด์โลกชักจูงได้ เราเคยเกือบจะวางมวยกับอินทีเรียเลยนะ เขาบอกว่าถ้าเป็นสปายังไงก็ต้องออกแบบให้เป็นถ้ำมืด เราก็ไม่ยอมและอธิบายเขาว่า เรานวดให้ทวดเรากลางบ้านสว่างๆ ถ้าทวดเคลิ้มทวดก็หลับ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการออกแบบสปาเลยนะ หลังจากนั้นสปาสีขาวก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ต่างจากเมื่อก่อนที่ทุกที่เหมือนๆ กันหมด เพราะทุกคนไปดูงานที่บาหลี

คุณเพิ่งทำงานนี้เป็นครั้งแรก ไปเอาความมั่นใจจากไหนมาเถียงกับอินทีเรีย

เราได้โจทย์จากลูกค้าว่า ต้องการสิ่งใหม่ แปลก แตกต่าง และไม่เคยมีในตลาดสปา การทำอะไรเหมือนคนอื่นมันง่ายนะ แต่เราไม่ยอม งานเราต้องไม่ลอกเลียนแบบใคร เรามารู้ตอนเขียนหนังสือ Italy Crafted 20 ปีต่อมา ว่าเป็นวิธีคิดที่อิตาลีมากๆ คนอิตาลีเขาจะแข่งกันไม่ทำตามใคร ไม่ว่าจะอยู่ในแว่นแคว้นไหนเขาจะไม่ยอมทำงานออกมาให้เหมือนกัน

สิ่งที่ทำให้มั่นใจขึ้นเรื่อยๆ คือการตอบคำถามของบอร์ดบริหารได้หมด เขามีมุมมองที่อยู่ในโลกของความเป็นจริง เมื่อเราใช้วิชาตรรกศาสตร์คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เราก็ตอบได้หมด เป็นช่วงที่ความมั่นใจของเรากลับมา เพราะมีแต่คนถามว่ามาทำงานนี้ได้ยังไง ขนาดเอเจนซี่ใหญ่ๆ ยังไม่มีใครได้ทำงานคอนเซปต์ให้ที่นี่เลย หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ

อะไรคือเบื้องหลังการทำงานของคุณที่คนไม่ค่อยรู้

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ถ้าเริ่มที่จัดการกับตัวเองได้ ทุกอย่างก็จะไหลไปได้ตามครรลองของมัน งานอิสระเป็นงานที่ต้องอาศัยวินัย ซึ่งเรามีแยะทีเดียว เราจริงจังกับการทำงาน และให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอ ทุกคนที่ทำงานกับเราจะรู้ว่าเราอึดและฮึดสู้ เราเชื่อว่ากรรมคือผลของการกระทำ ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ถ้าตั้งใจมาก คิดเยอะ งานก็ออกมาดี เป็นตรรกะง่ายๆ ไม่มีทางหรอกที่เราไม่ลงแรง ไม่อดทน ไม่เหนื่อยยาก แล้วจะได้ความสำเร็จมาแบบสบายๆ ทุกอย่างมีต้นทุนของมัน

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

5

ศิลปิน – นักออกแบบ – นักคิด – นักออกแบบความคิดรวบยอด

อะไรคือจุดเปลี่ยนของชีวิตพลอย จริยะเวช

ตอนอายุ 38 เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เหมือนเราวิ่งมาราธอนมา 100 รอบแล้วเครื่องพัง ป่วยเป็นไทรอยด์ต่ำ ความคิดตัน เพราะเราพยายามเยอะไป เครียดแบบที่เราไม่รู้ว่าเราเครียด นอนไม่หลับ และกินไม่หยุด ไม่อยากทำงานแล้ว อยากออกจากวงการนี้เพราะไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว

เป็นแบบนั้นอยู่นานเท่าไหร่

3 ปี ไม่อยากเจอใคร คิดอะไรก็ไม่ออก ทุกคนพยายามแนะนำ ทำอย่างนั้นสิ อย่างนี้สิ ทุกคนเริ่มคิดแทนเรา ต้องทำแบรนด์ตัวเองแบบนี้ ต้องออกผลิตภัณฑ์อย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราไม่อยากเป็นแบบนี้อีกต่อไปแล้วก็เลยตัดสินใจตั้งเครื่องใหม่

ด้วยการ

ตัดสินใจกลับมาเขียนหนังสือ เราเขียน Non-fiction ไม่ว่าจะเขียนหนังสือเล่มไหน เราจะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นจริงหมด แม้บางเรื่องที่เขียนตอนเด็กจะทำให้รู้สึกว่าตัวเองแก่แดด ตอนนั้นเราเขียนเรื่อง Happy & Healthy เพราะเราอยากมีชีวิตที่สมดุล เราคิดว่าต้องทำเองให้ได้จริงๆ เราโตมากับสายงานค้นคว้า ทฤษฎีใดๆ เรารู้หมดแล้ว แต่การลดน้ำหนักบางวิธีมันทำไม่ได้หรอกเพราะรูปร่างเราไม่เหมือนกัน หลักการของเราคือ Personalize เราเชื่อในความแตกต่าง เราซ่อมร่างด้วยการรู้ปัญหาที่แท้ของเราก่อน และเราจะไม่ทำตามใครหรือสูตรไหนเด็ดขาด เราพบว่า หนึ่ง เราเครียดเราจึงกิน สอง สิ่งที่ทำให้อ้วนคือช็อกโกแลต และสาม เราไม่ได้ออกกำลังกายเลย เราจึงปรับการออกกำลังกายและการกินให้เท่ากัน เลือกกินสิ่งที่เหมาะกับร่างกายของตัวเอง

ชีวิตที่ดีในแบบของคุณคืออะไร

คือการที่เรารับมือกับความร้ายในชีวิตได้ ชีวิตมันก็ร้ายกับเราเยอะนะ อย่างตอนที่พ่อเสีย เราไม่คิดว่าจะอยู่ได้ แต่พอผ่านไปเราก็อยู่ได้ นั่นคือเราสงบขึ้น เพราะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ต่างจากตอนอายุ 20 – 30 วัยนั้นเราเป็นคนที่แคร์คำพูดคนอื่นมาก เก็บเอามาคิด แต่พอยิ่งแก่ขึ้น เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ก็รู้ว่าไม่จำเป็นต้องรับกับสิ่งที่ทำไม่ได้

เช่น

เขามีสิทธิ์คิดว่าเราควรจะเป็นแบบไหน แต่ถ้าเราต้องทำตามสิ่งที่เขาคิด ชีวิตเราคงลำบากขึ้นไปอีก ด้วยอาชีพการงาน เราเจอคนที่คาดหวังกับเราเยอะมาก บอกเราว่าเราควรจะเป็นแบบนี้ ควรจะทำแบบนี้ มีอยู่ช่วงหนึ่งคนถามเราเยอะมากว่าเมื่อไหร่จะเป็นบรรณาธิการ

นั่นสิ เราก็อยากรู้

เราชอบเขียนคอลัมน์มากกว่า เราตั้งเป้าหมายว่าจะออกหนังสือปีละ 1 เล่ม และยังสนุกกับการทำงานที่ได้พบเจอหัวข้อที่หลากหลาย คนทั่วไปมักจะคิดว่าทุกต้องเติบโตแบบที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ที่สูง แต่เราอยากเติบโตแบบขยายด้านข้าง มันอาจจะไม่สง่างามเท่าก้าวตามบันไดขึ้นที่สูง แต่เราเชื่อว่าถ้าสลับทิศบันไดมาวางตามแนวนอน ผลลัพธ์โดยรวมคงไม่ต่างกัน การที่เราเป็นอย่างนี้ ก็ประสบความสำเร็จได้ เป็นความสมดุลในแบบของเรา

การโตออกทางด้านข้างทำให้คุณต้องหัดทำให้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่รู้สึกลำบากใจที่ต้องไปหัดทำอะไรพร้อมเด็กๆ ใช่ไหม

เราภูมิใจนะ บางทีไปออกงานแล้วเจอIllustrator รุ่นน้องๆ ป่าน-ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา Juli Baker and Summer และ ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ซึ่งเด็กกว่าเรามากๆ เราก็รู้สึกดีนะ เพราะเหมือนงานศิลปะมันไม่มีวัย คนเลือกใช้งานคุณเพราะลายเส้นคุณ แนวคุณ ไม่ใช่เพราะคุณวัยไหนหรือรุ่นใด ด้วยงานวาดที่เกิดจากการจับพลัดจับผลู พอสิ่งนี้ทำเงินได้เยอะเราก็ดีใจ โชคดีที่เราเข้ามาวาดในวัยที่เรารู้แล้วว่าเราต้องการวาดอะไร เราจะไม่ทำตัวเหมือนตอนเร่ิมเขียนหนังสือแล้ว เพราะมันเหนื่อยเกินไปที่จะเริ่มต้นด้วยวิธีสุดโต่งแบบนั้น

คุณวาดรูปเพื่ออะไร

วาดเพื่อบำบัด กับงานเขียนหนังสือที่เราตั้งใจหาข้อมูลให้มาก ก่อนจะย่อยเรื่องออกมาเป็นภาพวาด ซึ่งเป็นกระบวนการที่เราทำเพื่อจัดลำดับความคิด และการวาดรูปทำให้เราเขียนหนังสือดีขึ้นได้จริงๆ

ปีที่ผ่านมาลายเส้นของคุณไปอยู่กับสินค้าของแบรนด์ดังระดับโลกเยอะมาก คุณคิดงานยังไง

เราออกแบบภาพวาดบนเครื่องกระเบื้องชุดอาหารเช้า 8 ชิ้น ให้ Noritake ต้องเขียนคอนเซปต์ก่อนทำ Proposal แล้วจึงสเกตช์แบบเสนอทางญี่ปุ่น เราต้องรู้กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รู้วัตถุประสงค์การใช้งาน เป็นการรวมความเป็น Concept Designer กับ Product Designer เราเป็นศิลปินวาดลวดลายและออกแบบจัดวางเองด้วยตัวเองทั้งหมด ออกมาเป็นคอลเลกชันเครื่องกระเบื้อง Singora Swan ตามชื่อโบราณของเมืองสงขลา

นอริตาเกะเป็นแบรนด์เครื่องกระเบื้องเก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น นอริตาเกะเป็นคนประกอบร่างเพื่อผลิต และให้คำแนะนำเพื่อให้ทุกอย่างสมบูรณ์ เราทำงานร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่บนหลักการและเหตุผล งานก็จะวิวัฒน์ไปในทางที่ดีที่สุด นี่คือการ Collaboration ที่แท้จริง เขาไม่ได้มองเราเป็น Supplier ที่รับจ้างออกแบบ รับจ้างผลิต

เราจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรคือ ‘งานที่ทำได้ดี’ ไม่ใช่แค่ ‘งานที่ทำได้’

เมื่อลองทำงานเยอะๆ หนักๆ หลากหลาย และตั้งใจทำจนสุดทาง จะรู้แจ้งเองว่างานไหนเราทำได้ และงานไหนเราทำได้ดี ช่วงอายุ 20 – 30 จึงเป็นช่วงที่สนุกที่สุดของเรา แต่พอเข้าช่วงอายุ 30 นี่เกลียดมาก เป็นช่วงที่รู้สึกหนักหนาไปหมด มีช่วงสับสน คิดไม่ออก หมดพลัง จนเมื่อเข้าอายุ 40 เป็นอีกช่วงของชีวิตที่รักมาก

คุณทำอะไรก็ดูจะสำเร็จไปหมด มันเป็นเรื่องของจังหวะหรือโชคด้วยไหม

สำหรับเรามันไม่ใช่เรื่องจังหวะดีหรือโชคดีอย่างเดียว มันต้องเกิดจากสติที่จะรู้ได้ด้วย หมายถึงมองออกว่าจังหวะนี้มันใช่ เวลานี้ควรทำหรือไม่ควรทำอะไร มันเกิดจากวิจารณญาณ ทักษะ ความสามารถ และฝีมือที่จะจับจังหวะและไหลไปได้ เหมือนคนเล่นกระดานโต้คลื่น คุณต้องเรียนรู้การประคองตัวบนบอร์ดอย่างชำนาญ รู้ทิศทางลม อ่านคลื่นออก แรงขาแรงแขนต้องแกร่ง ซึ่งต้องผ่านการฝึกอย่างหนัก นอกจากว่ายน้ำแข็งคุณอาจต้องจัดตารางยกเวตสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและอื่นๆ เพื่อจะล้มเผละสำลักน้ำไปไม่รู้กี่รอบถึงจะจับจังหวะคลื่นในทะเล ประสานร่างกายตัวเองให้บังคับเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้โต้คลื่นได้ มันยากและมีรายละเอียดซับซ้อน การอยู่ถูกที่ถูกเวลามาทีหลังการฝึกตนอย่างหนัก

เวลาทำงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน กลัวว่าจะล้มเหลวบ้างไหม

ถ้าตัดสินใจว่าจะทำอะไรแล้ว เราไม่กลัวว่าจะทำไม่ได้หรือล้มเหลวเลย เราต้องมองให้ออกว่าขั้นตอนการทำงานตั้งแต่ 0 – 10 ต้องเจอกับอะไรบ้าง เราจะจัดการกับมันอย่างไร ต้องคิดทำความเข้าใจทุกโอกาสที่เข้ามาให้แตกก่อนคว้ามัน จะได้ไม่พลาด วันนี้พูดแบบนี้ได้เพราะช่วงอายุ 20 – 30 เราทำแบบนี้ไม่ได้ ยังเป็นนักโต้คลื่นฝึกหัด หล่นจากบอร์ดสำลักน้ำจนแสบจมูก แต่พอฝึกหนัก มีทักษะครบ มีสติ มองโอกาสต่างๆ ได้ขาด ย่างเข้าอายุ 40 ทุกอย่างก็ราบรื่นขึ้น

อายุที่มากขึ้นเป็นอันตรายกับการทำงานสร้างสรรค์ไหม

ไม่เลย เราไม่เคยคิดว่าเราแก่เลยนะ พ่อเคยบอกไว้เมื่อ 20 – 30 ปีก่อนว่า โลกยุคหน้า อายุจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ เขาจะไม่พูดถึงกันเรื่องวัย แต่จะพูดเรื่องความสนใจร่วม การเสพงานศิลปะของคนสมัยนี้เขาไม่สนใจหรอกว่าคนวาดอายุเท่าไหร่ รุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็กแค่ไหน คนเกาหลีญี่ปุ่นที่มาซื้องานเราอาจจะคิดว่าเราอายุ 12 ก็ได้

ตอนนี้คุณยังตามเทรนด์โลกแบบเดียวกับตอนอายุ 28 ไหม

เมื่อก่อนเรามองหาสิ่งใหม่ๆ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราสนใจอะไร เราก็จะเลือกอ่านหรือเสพแต่สิ่งที่เราสนใจ ถ้าเป็นเรื่องเทรนด์ในกระแสหลักจะรู้โดยบังเอิญมากกว่า เช่น เราชอบงานของ Dries Van Noten ก็จะมีแต่คนบอกว่างานที่ Dries ทำร่วมกับนักวาดภาพประกอบชื่อ Gill Button มีลายเส้นคล้ายกับของเรา เราคิดว่าให้ความสนใจที่แท้แพสชันที่จริงนำเราไปเจอเทรนด์ น่าจะดีกว่ายั่งยืนกว่า

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

6

ผู้มีอิทธิพล

ภาพในอินสตาแกรมเกือบครึ่งของคุณคือภาพอาหารเช้า ทำไมการจัดจานอาหารเช้าถึงสำคัญกับคุณขนาดนั้น

เราจัดสำรับอาหารเช้าทุกวันติดต่อกันมา 9 ปีแล้ว ทึ่งตัวเองเหมือนกันนะ มันเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเริ่มต้นวัน 2 – 3 ปี มานี้ใช้เวลาจัดจาน 5 นาทีเสร็จ เพราะสามีเร่งทุกเช้า ยิ่งจัดยิ่งอยู่มือ เป็นวิธีเจริญสติในแบบของเรา ฝึกดูสัดส่วน สีสัน รูปทรง จานชามภาชนะ โดยจะคิดเมนูไว้ตั้งแต่กลางคืน นอกจากเก็บไว้เป็นบันทึกลีลาการขยับจัดวางแล้ว กิจกรรมจัดสำรับยังช่วยให้เราทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์ดีขึ้นด้วย

เวลามีคนบอกว่าชีวิตคุณดีจัง คุณตอบเขาว่าอะไร

ขอบคุณค่ะ! เวลาชีวิตไม่ดีก็มีนะคะ เพียงแต่เราไม่ได้นำออกมาให้ใครเห็น ไม่ได้อายนะคะ แค่ไม่ชอบปล่อยพลังลบออกไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยมลพิษ ทุกวันนี้มีมลภาวะหลายสิ่งอวลอยู่เต็มไปหมดแล้ว เราไม่ชอบบ่น ไม่ใช่คนฟูมฟาย อยากเอาเวลาไปแก้ไขให้ชีวิตดีขึ้นให้ปัญหาหมดไป หรือตั้งสติจัดการความทุกข์มากกว่า ก็เลยกลายเป็นว่าดูมีชีวิตที่ดี

สามีของคุณมีไลฟ์สไตล์เหมือนคุณไหม

เป็นความตั้งใจของเราตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไม่หาแฟนที่เหมือนพ่อเรา ไม่จำเป็นต้องเป็นนักคิดนักเขียน แต่แก่นความคิดถ้าเป็นไปได้ขอให้เหมือนพ่อเรา ซึ่งพี่อ๋อง (พันเอกธีระ จริยะเวช) เป็นคนแบบนั้น ความรู้ความสนใจแตกต่างกันสิ้นเชิง แต่แก่นความคิดเหมือนพ่อ เกลียดการประจบสอพอ ไม่พูดมาก เป็นผู้ชายนิ่งๆ ส่วนรายละเอียดในชีวิตอื่นๆ ไม่เหมือนกับพ่อเลย ก็เร้าใจดี

มีปัญหาจากไลฟ์สไตล์ที่ไม่ตรงกันบ้างไหม

ก็มีนะ ปีแรกเกือบหย่าเลย เราคิดว่าเมื่อก่อนเขาก็คงไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่เราก็ไม่พยายามเปลี่ยนเขานะ รู้ตัวอีกทีเราก็รับความต่างของเขาได้หมด เพราะเขาเป็นคนดีมาก ชอบ พอใจทุกอย่าง

คนทั่วไปเดาว่าคนน่าจะชอบผู้ชายเก๋ๆ เท่ๆ เหมือนคุณ

เราก็คิดว่าเขาเท่หลบในนะ เราชอบความนิ่งของเขา เขาไม่ใช่ผู้ชายสติแตกหรือขี้โม้ เขาไม่เป็นคนแบบนั้นเลย และของนอกกายก็ไม่สำคัญกับเขาขนาดนั้น

คู่รักบางคู่อาจจะรู้จะจักกันประมาณหนึ่งก่อนแต่งงาน เรารู้จักเขาตั้งแต่อายุ 18 ปี คบกัน 4 – 5 เดือนก็แต่งงานกันแล้ว ตอนนี้ยังคิดอยู่ตลอดเลยว่าถ้าเราแต่งงานกันตอนนี้ต้องสนุกมากแน่ๆ เพราะตอนแต่งงานเราไม่รู้จักกันเลย ไม่รู้ว่าเขาชอบอะไร

แล้วทำไมตัดสินใจแต่งงานกันเร็ว ไม่กลัวว่าจะรู้จักกันไม่ดีพอ

พ่อบอกว่าถ้าแต่งแล้วไม่ดีก็เลิกเลย หย่าได้

อูย คุณพ่อเปรี้ยวมาก

ใช่ไหม แต่แม่ก็จะตีปากพ่อตลอดเวลา แม่เราคนขั้วกับพ่อเลย พ่อพูดเรื่องนี้ตลอด เรื่องที่น่ารักคือ วันที่เราแต่งงานพ่อร้องไห้หนักมาก ร้องไห้จนเราสงสารเลย

ตอนนี้เรื่องงานดูจะไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตของคุณมากเท่าเมื่อก่อน

คงช่วงที่พ่อเริ่มป่วยด้วยมั้ง เราจึงปรับวิธีคิด วิธีทำงานของเรา เพราะอยากสร้างงานที่แตกต่างจากเดิม งานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะโลกเปลี่ยนไป คนมีตัวเลือกเยอะขึ้น ถ้าอยากจะอยู่ให้ได้ เราต้องทำอะไรที่อยู่เหนือกาลเวลา สร้างงานที่มีคุณค่าเพื่อให้งานลึกขึ้น โดยไม่รับงานเยอะเหมือนแต่ก่อน และให้เวลากับสิ่งที่ต้องทำจริงๆ เป็นเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต มากกว่าออกไปโลดแล่นตามที่ต่างๆ เหมือนเดิม หลังๆ เราให้ความสำคัญกับพลังหรือ Vibe มาก

คุณทำอะไรก็สำเร็จไปหมด มีส่ิงที่คุณทำแล้วไม่สำเร็จบ้างไหม

มี หนึ่งในนั้นคือ การทำขนมขาย เราคิดอย่างหลงตัวเองว่าเราทำขนมอร่อยนะ ที่มั่นใจมากเพราะทั้งชีวิตเรากินขนมมาเยอะ เราก็ทำให้ดีได้นะ เพียงแต่เราไม่ได้รักมันมากพอ ก็เลยไม่ประสบความสำเร็จกับการทำขนมขาย อย่างงานคอลเลกชันกระเบื้องที่ทำให้แบรนด์ Asiatides ของปารีส ก่อนหน้านี้มีพี่ที่รู้จักจะช่วยเอางานไปให้ทางฝรั่งเศสดู แต่เราก็บอกว่าอย่าเลยเพราะมันยังไม่ดีพอ คือเราต้องรู้ตัวด้วยนะ ไม่ใช่แค่มีคนสนับสนุนแล้วเราจะไปนะ เราต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้งานทุกอย่างของคุณดีงามไปทุกสิ่ง

คงเหมือนคำที่พ่อบอกว่า งานที่เราทำเป็นการออกแบบความคิดรวบยอด และการที่เราเป็นคนเด็ดขาด เรารู้ว่าถ้าทำสิ่งนี้แล้วจะพัง เราเลือกไม่ทำดีกว่า เราไม่ได้ทำได้ดีทุกเรื่องหรอก แต่เราเลือกแล้วว่าถ้าจะทำ ต้องทำให้ดี ถ้ามีสิ่งที่เราทำได้มาให้เลือก 20 สิ่ง เราก็เลือกทำแค่ 2 สิ่ง แล้วทำให้ออกมาดีมากๆ คนจะจดจำงานชิ้นนี้ได้ยาวนานกว่า เราถึงอยากทำงานที่อยู่เหนือกาลเวลา กลับไปอ่านหนังสือเล่มแรกของเราก็ยังอ่านได้อยู่

สิ่งที่เราไม่หวังเลยคือผลของงานว่าจะสำเร็จแค่ไหน ถ้าเราทำงานของเราอย่างดีที่สุดแล้ว มันจะออกมาดี แต่คนจะชอบหรือไม่ชอบอยู่เหนือการควบคุมของเรา ดังนั้น เราควบคุมอะไรได้ เราก็ใส่แรงกับตรงนั้น อย่าไปคิดถึงสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะจะทำให้พลังในตัวเรากระฉอก

คุณมีความทุกข์บ้างไหม

ช่วงที่เขียนเรื่องโรงแรมที่ระยอง บอกเลยว่าเป็นช่วงที่จิตใจเราแย่ที่สุดในชีวิตแล้ว สารภาพเลยว่าเกิดมา 48 ปีเพิ่งมีความทุกข์ เราพบว่าที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องทุกข์เลย มันก็แค่อะไรที่มาสะกิดอารมณ์ เมื่อเทียบกับเรื่องที่พ่อเสีย

คุณจัดการกับความทุกข์นั้นยังไง

ก็เหมือนทุกคน เราพยายามทำใจ คิด และตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน

แม้พ่อจะเสียไปแล้ว เขาก็เหมือนมีคำตอบอยู่ในต้นฉบับของเขาเสมอ ในห้องทำงานพ่อมีตู้ที่เราเรียกว่า ตู้วิเศษ ในนั้นประกอบด้วยชีวิตของเขาทุกอย่าง แล้วก็มีเราอยู่ในนั้น วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ป้ายชื่อที่ไปเป็น Visiting Professor ร่างรัฐธรรมนูญ จดหมายทุกฉบับจากเรา งานเขียนของพ่อ หรือใบประกาศต่างๆ ที่ภูมิใจ จดหมายจากลูกศิษย์ที่รัก เฟรนด์ชิพสมัยเรียนที่วชิราวุธ จดหมายรายงานผลการเรียนของเราที่ปู่เขียนไปหาพ่อที่อเมริกา หรือแม้แต่เศษกระดาษที่เราเขียนถึงเขาด้วยลายมือในเนื้อความที่เราเองก็จำไม่ได้ ก็ยังหนีบอยู่กับการ์ดแต่งงานของเรา

เราเห็นตู้นี้มาตลอดแต่ไม่เคยรู้เลยว่าในตู้นั้นมีอะไร เราเปิดตู้ออกมาตอนทำหนังสือ พุทธะในปราด้า และรู้สึกประหลาดใจมากเหมือนเขามาจากอนาคต เพราะเขาเรียงทุกอย่างที่เราต้องการไว้ในนั้นอย่างเป็นลำดับ

ความทุกข์ครั้งนี้สอนอะไรคุณบ้าง

คราวนี้เริ่มคิดว่าแก่แล้วไม่ดีตรงที่ต้องเจอกับความพลัดพราก เราเขียนในหนังสืองานศพพ่อว่า เราได้อะไรมาเยอะ ได้รับความรักมาเยอะ เราก็ต้องยอมที่จะทุกข์ให้เยอะ มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องความสมดุลของโลก ถ้าเราไม่ได้ผูกพันกับพ่อ ได้รับความรักน้อยเราก็คงไม่รู้สึกทุกข์ขนาดนี้ เพราะฉะนั้น ก็ถูกต้องแล้วที่เราเป็นแบบนี้ เราพยายามคิดให้ได้แบบนั้น

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

7

นักเขียน – นักเดินทาง – นักสังเกตการณ์พฤติกรรมเจ้าถิ่นในจังหวะและระยะที่สบายใจ

หนังสือเล่มล่าสุด ลีลาอิตาลี คุณสนใจอะไรเกี่ยวกับอิตาลี

เราไปอิตาลีทุกปีติดต่อกันมา 18 ปี เราไม่กล้าพูดไม่กล้าบอกว่าเข้าใจจิตวิญญาณอิตาลี ไม่ได้อยากจะไปเป็นคนอิตาลีด้วย เพราะกับเมืองไทยเองเราก็ยังตื่นเต้นกับอุดรธานีและสงขลาเสมอ ยังมีนครพนมกับมุกดาหารอีกที่เรายังไม่รู้จัก ดังนั้น สำหรับอิตาลียังไงเราก็เป็นคนนอกอยู่ดี เราค่อยๆ มองหาว่าเราชอบอิตาลีเพราะอะไร เราชอบวิธีคิดของพวกเขาที่ไม่ต้องการทำอะไรตามกัน คิดทุกอย่างขึ้นมาใหม่ให้เหมาะเจาะกับวิถีชีวิตในพิกัดแวดล้อมที่ตั้งเมือง เราว่าคนอิตาลีเข้าใจว่าความรื่นรมย์ในชีวิต ไม่ได้มีรูปแบบเดียว ทุกคนมีชีวาแสนหวานได้ในทุกสภาวะ และไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เราเองไม่ว่าจะใช้ชีวิตหรือคิดงาน เรามีความสุขกับการคิดอะไรที่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งมาจากความเข้าใจและยอมรับตัวตนที่แท้

คุณเขียนไว้ในหนังสือว่า “เดินทางเพื่อกล่อมเกลาจิตใจ สนใจวิถีชีวิต พฤติกรรมเจ้าถิ่น จังหวะและระยะสบายใจ” ตอนไหนที่เริ่มมีความเชื่อแบบนี้

เราไม่ใช่นักเดินทางประเภทที่จะต้องเข้าไปถึงชุมชนนั้นๆ จนลึกสุดใจ แต่จะมีความเกรงใจว่าเราเข้าไปรบกวนความเป็นส่วนตัวของเจ้าถิ่นหรือเปล่า อย่างที่เล่าไว้ในหนังสือ ลีลาอิตาลี ตอนไปเมืองเตรียสเต้ (Trieste) ทางตอนเหนือของอิตาลี ถามพนักงานที่ดูแลโรงแรมกึ่งอพาร์ตเมนต์ที่เราพักว่าคุณชอบไปกินอาหารร้านไหน ร้านโปรดที่คุณไปกินประจำ เราอยากไปร้านนั้น ก็คงเป็นแบบคนทั่วไปแหละคืออยากไปในที่ที่ ‘ไม่มีนักท่องเที่ยว’ ที่ตลกคือตัวเราเองก็เป็นนักท่องเที่ยวนะ ถ้าได้ไปที่แบบนั้นมันจะยกสถานะให้เรากลายเป็นนักเดินทางหรืออย่างไรไม่ทราบ พอเราไปถึงก็พบว่ามีแต่ชาวเมืองจริงๆ แต่เรากลับรู้สึกว่าตัวเองแปลกปลอมมาก ไปทำให้บรรยากาศความเป็นท้องถิ่นที่แท้แปร่งๆ ไป

ยังไง

แม้ลุงขี้เมาเจ้าถิ่นต้อนรับเราดีมาก สนุกสนาน ทำให้คิดถึงเพื่อนที่ชอบผจญภัย ขั้นคลุกวงในซึ่งอาจมีการตามลุงขี้เมาไปถึงบ้าน จนทำให้รู้จักเตรียสเต้แบบถึงกึ๋นอย่างไม่มีใครรู้จักมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เรา จังหวะและระยะสบายใจของเราคือสนใจวิถีชีวิต พฤติกรรมเจ้าถิ่นแบบคนนอกที่เข้าไปด้อมๆ มองๆ ด้วยความเคารพเกรงใจ มีเพื่อนฮ่องกงชื่อคาเรน หว่าน คาเรนจะแนะนำร้านประจำของนางให้เรารู้จักแยะมาก แต่ถ้าร้านไหนเธอรักเป็นพิเศษจะบอกเราว่าร้านนี้ยูห้ามเขียนออกสื่อนะ ฉันรำคาญนักท่องเที่ยว มันเป็นร้านประจำของฉัน เราอาจจะเป็นคนที่บังเอิญเจอแต่เจ้าถิ่นอินโทรเวิร์ตก็ได้ เลยทำให้เรามีระยะตรงนี้

หากต้องเขียนหนังสือเล่มหน้าเป็นเล่มสุดท้าย หนังสือเล่มนั้นจะเกี่ยวกับอะไร

คงเป็นหนังสือที่เราได้เล่ามุมมองต่อหลายๆ สิ่งที่เราสนใจ เพื่อให้คนอ่านเข้าใจเรื่องนั้นๆ เยอะขึ้นไม่ได้จำกัดวงความสนใจเหมือนเคย ที่ผ่านมา งานเราจะมีแต่บทความแนะนำสถานที่ และเราก็รู้ว่าเราไม่ควรเขียนแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว ควรจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กว่านั้น ทั้งจากประสบการณ์ที่มี และจากสิ่งที่พบเจอ จะเห็นว่าในหนังสือสองเล่มล่าสุด พุทธะในปราด้า และ ลีลาอิตาลี เราพยายามขึ้นมาก และชีวิตรันทดขึ้นมากกับการคิด

ใน ลีลาอิตาลี เราอยากให้คนเห็นอิตาลีอีกแง่มุม ชีวิตดีๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก ซึ่งมีให้เห็นมากมายในอิตาลี ยกตัวอย่างเมืองๆ หนึ่งเป็นแคว้นที่ยากจนมาก เขามีธรรมเนียม ‘ลา พัสเซจจาตา’ (La Passeggiata) วิถีผ่อนคลายโดยไม่ใช้เงิน เพียงแต่งตัวสวยๆ และออกมาเดินเล่นบนถนนด้วยกันทั้งเมือง ทำให้เข้าใจว่าทำไมร้านรวงในยุโรปจึงมักปิดทำการช่วง 5 โมงเย็น หรือความเข้าใจที่มีต่องานคราฟต์เปลี่ยนไปหลังจากรู้จักกับอิตาลี คนที่นี่มีหัวใจของการเป็น Craftsman พอใจแล้วการเป็นผู้ผลิตที่ทำงานด้วยความรัก แม้ทั้งเมืองผลิตแต่เซรามิกขาย แต่ก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าวันหนึ่งแบรนด์จะต้องโด่งดังระดับโลกให้ได้

ช่วงสิบปีแรกของการทำงาน คุณพยายามตั้งใจทำงานเพื่อให้คนยอมรับ ตอนนี้คุณอยากให้คนยอมรับพลอย จริยะเวช ในด้านไหนที่สุด

ไม่ต้องการแล้ว แค่ตัวเองยอมรับตัวเองได้ก็พอแล้ว สิ่งหนึ่งที่อยากให้คนรู้ก็คือ มีคนสงสัยมากว่าเราทำงานอะไร ทำไมเรามีชีวิตที่ดูดี ดูสบาย ไม่เห็นทำงานอะไร งานที่เห็นก็ดูง่ายไปหมด เราอยากจะให้คนเหล่านั้นรู้ว่า เราทำงานนะ คนที่รู้จักเราจริงๆ จะรู้ว่าเราทำงานจริงจัง และใช้ความพยายามไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ เลย ถ้าจะมีใครสักคนอยากเป็นแบบเรา เราอยากให้เขาเป็นคนที่ตั้งใจทำงาน และทำงานหนัก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กันยายน คือวันที่บทสนทนานี้เกิดขึ้น

30 สิงหาคม คือวันที่เธอขึ้นเครื่องบินจากฝรั่งเศสกลับบ้านนานเกือบ 20 ชั่วโมง

28 สิงหาคม คือวันที่เธอพิชิตการแข่งขันวิ่งเทรล UTMB-PTL 2022 ในฐานะผู้หญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ไทย

22 สิงหาคม คือวันที่เธอก้าวขาออกจากจุดสตาร์ท 

เธอวิ่งไปทั้งหมด 6 วันครึ่ง ใช้เวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ผ่าน 3 ประเทศ ไกล 300 กิโลเมตร ความชันรวมมากกว่า 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ โดยปราศจากป้ายบอกทาง

เรากำลังพูดถึง ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว นักวิ่งเทรลหญิงหนึ่งเดียวในทีม True South Thailand ทีมไทยแรกที่เอาชนะสนามวิ่งอัลตร้ายากสุดในโลก พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ เพื่อนร่วมทีมสุดทรหด

ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว ทีม True South Thailand พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ

เราต่อสายถึงเธอผ่านอินเทอร์เน็ตแทนการพบหน้า เพื่อให้ซึงได้พักผ่อนจากความเมื่อยล้า คาดคิดว่าเธอคงมีเค้าของนักวิ่งสาวจอมพลังที่เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่เปล่าเลย ซึงตอบทุกคำถามด้วยรอยยิ้ม เปล่งปลั่ง เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

โอกาสดีอย่างนี้ จะชวนซึงคุยถึงประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เพียงอย่างเดียวก็กระไรอยู่ เราชวนเธอย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่วันที่เธอยังเป็นเด็กสาวแก่นเซี้ยว ความกลัวในใจที่ยังคงข้ามผ่านไม่ได้ จนถึงฝันน้อย ๆ ของซึงในวัยใกล้ฝั่ง 

ถ้าไม่ติดว่าในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้หญิงที่วิ่ง 300 กิโลเมตรสำเร็จใน 6 วัน จะถามเรากลับด้วยคำถามที่ทำเอาคนฟังส่ายหน้า

“ปกติออกกำลังกายบ้างรึเปล่าคะ”

ในนามตัวแทนของผู้หญิงที่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อย เราคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจะมีรองเท้าวิ่งดี ๆ ประดับบ้านไว้สักคู่

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“หนูต้องอดทน”

แม้ภายนอกซึงจะดูเป็นนักกีฬาแอดเวนเจอร์เต็มเหนี่ยว แต่ความจริงแล้วเธอประกอบอาชีพเป็นคุณครู และเรียนจบปริญญาเอก

เธอเริ่มเป็นครูมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นครูสอนวิชาว่ายน้ำประจำโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพ สอนเด็ก ๆ วัยอนุบาลจนถึงพี่ ๆ มัธยมปลาย ซึงเล่าว่าอดีตนักกีฬาทีมชาติมักจะแปลงร่างมาเป็นครูซะเยอะ ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้มีเพื่อนเป็นนักกีฬา ชาวต่างชาติ และเริ่มออกวิ่งระยะยาวเพราะแค่อยากเข้าสังคมเท่านั้น

น่าสงสัยว่างานสอนว่ายน้ำดูไม่ค่อยผาดโผนเท่าไร แตกต่างจากกิจกรรมยามว่างของเธอมากพอดู ซึงบอกว่าอย่างน้อยมันก็เป็นงานที่ไม่อยู่กับที่ 

“ถ้าเห็นเด็กเหนื่อย เราก็บอกว่าไม่ได้นะ หนูต้องอดทน ต้องสู้ต่อไปอีก พอเวลาเราเหนื่อย ก็จะนึกถึงตอนที่เราบอกเด็ก ๆ ว่าเราจะท้อไม่ได้” ครูซึงกล่าว

“ไม่เคยกลัวที่สูง”

พูดถึงเด็ก ซึงพาเราย้อนกลับไปวัยเด็กด้วยการเล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว มีการละเล่นเหมือนเด็กกรุงเทพฯ ทั่วไป เช่น บอลลูนตบเพี้ยะ กระโดดหนังยาง ไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิสดาร รู้แค่ว่าเป็นเด็กที่แอคทีฟตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง และมีกีฬาอยู่ในทุกช่วงของชีวิต

เข้าวัยประถม ซึงก็เริ่มฉายแววนักกีฬาด้วยการเป็นนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน พอมัธยมซึงก็ขยับไปเป็นนักบาสเกตบอลของโรงเรียนอีกเช่นกัน ใช้เป็นโควต้าให้เธอเข้าเรียนในคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เท่านั้นไม่พอ เธอยังเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลับมาเรียนปริญญาเอกที่ มศว อีกครั้งในคณะเดิม ควบคู่กับการเป็นครูสอนว่ายน้ำไปด้วย 

เราถามซึงว่า เธอเคยวิ่งออกนอกลู่นอกทางไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาบ้างไหม ซึงใช้เวลาคิดไม่นาน เพื่อตอบว่านอกจากออกจากกีฬาชนิดนี้ ไปเข้ากีฬาชนิดใหม่ เธอก็ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย

“สมัยเรียน ป.ตรี มีให้กระโดดน้ำ 10 เมตร เป็นการทดสอบจิตใจ (หัวเราะ) เราเป็นเด็กเรียน อยากได้คะแนนดี ๆ เพื่อนให้เรายืนท่าตอกตะปู ซึงก็ลงท่านั้น สนุกมาก ชอบมาก แต่ให้กระโดดอีกก็ไม่เอาแล้ว แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง

“นิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบความท้าทาย ตื่นเต้นหวาดเสียว เราชอบชูแขนเวลาเล่นไวกิ้ง ไม่เคยกลัวที่สูง”

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“มันเปลืองแฟ้บ”

เวลาว่างของคนอื่นอาจใช้ไปกับการวาดรูป อ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อน แต่เวลาว่างของซึงใน 10 ปีหลังนี้ คือการรีดเหงื่อออกจากร่างกาย เลยเถิดไปถึงขั้นลงแข่งไตรกีฬา

“ถ้าในกลุ่มเพื่อนฝรั่งที่วิ่งด้วยกันซึงถือว่าช้าที่สุดในกลุ่มนะ พอมาปั่นจักรยาน เพื่อนก็เป็นเยาวชนทีมชาติมาก่อน หรือเป็นคนที่เกือบติดทีมชาติ ซึงก็ปั่นช้าที่สุด กระทั่งว่ายน้ำ ซึงก็ว่ายไม่ทันเขา แต่พอซึงมาแข่งคนเดียว ผลงานมันอยู่ในระดับต้น”

จุดแข็งของซึงจึงเป็นความอดทนที่ใครยากจะโค่นล้มนอกจากใจตัวเอง ต่อให้ความเร็วจะสู้ไม่ได้ แต่ในเรื่องความอึดเธอขอสู้ตาย ทุกกีฬาที่ไปเรื่อย ๆ อยู่ได้ยาว ๆ อย่างการแข่งขันไตรกีฬา Ironman Triathlon ระยะวิ่ง 100 – 200 กิโลเมตรเธอก็ผ่านมาได้สบาย

คำถามง่าย ๆ เกิดขึ้นตามมาว่า เธอค้นพบพลังอึดของตัวเองได้ยังไง

“ตอนวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตร ถ้าไม่ลงก็ไม่รู้” ซึงเปิดเผยความลับ 

“เราลง 50 กิโลเมตรของ The North Face ครั้งแรก แล้วรู้สึกแรงหมดพอดี พอมาลงแข่งรอบสองรู้สึกว่าแรงมันยังเหลือ เลยลองไปลงวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตรดู ก็ได้ที่หนึ่งของผู้หญิง เพิ่งรู้ตัวว่าอึด เราวิ่งสนุกมาก วิ่งเพลิน ๆ วิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็แทบไม่ลงมาวิ่งระยะสั้นอีกเลย เราว่ามันเร็วไป แบบเฮ้ย ยังไม่ทันได้คูลดาวน์เลยจบแล้วเหรอ ถ้าเป็นเพื่อน ๆ กันเขาจะแซวว่าวิ่ง 20 กิโล มันเปลืองแฟ้บ”

ไม่รอให้เราได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับจุดแข็ง ปลายสายก็ดักทางขึ้นมาเสียก่อนราวกับอยากระบายให้ฟังว่า “อยากถามจุดอ่อนไหม เราเกลียดการขึ้นเขามาก”

“มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

ซึงคงเป็นคนที่โดนพูดใส่ว่า เกลียดอะไรขอให้ได้อย่างนั้นมากที่สุดคนหนึ่ง 

แม้ความอึดถึกทนของซึงจะเป็นผล เมื่อ เอก ธนาธร นึกถึงเธอเป็นคนแรก ๆ ในการออกเดินทางครั้งใหญ่ แต่สนาม UTMB-PTL อาจเรียกได้ว่าไปแข่งปีน มากกว่าไปแข่งวิ่งด้วยซ้ำไป 

และเผื่อใครไม่รู้ นี่คือการไปพิชิตเทือกเขาครั้งที่สองของพวกเขา ด้วยเหตุผลหลายประการจึงทำให้ครั้งแรกพลาดไปอย่างน่าเจ็บใจ 

ถามว่าสนามนี้สำคัญยังไงถึงต้องกลับไปอีกครั้ง 

UTMB หรือ Ultra-Trail du Mont-Blanc ถือว่าเป็นสนามสวยสุดในโลกที่นักวิ่งเทรลทุกคนใฝ่ฝั่นอยากไปสักครั้งในชีวิต ถึงขนาดถูกขนานนามว่าเป็นโอลิมปิกของกีฬาวิ่งเทรล เพราะวิ่งบนเทือกเขาแอลป์ ผ่าน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และวิ่งกลับมาที่ฝรั่งเศส เรื่องวิวระหว่างทางคงเกินจะจินตนาการถึง

แบ่งออกเป็น 7 ระยะ ซึ่ง PTL ถือเป็นระยะที่ยากสุดในโลก รับสมัครแค่ปีละ 300 คน เพราะมีกติกามหาโหด คือต้องวิ่งระยะทางรวม 300 กิโลเมตร ความชันรวม 27,000 กิโลเมตร ข้ามยอดเขาที่มีความสูงถึง 2,500 เมตรมากกว่า 30 ลูก ให้สำเร็จภายในเวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ไปจนถึงร้อนหูดับตับไหม้ โดยปราศจากป้ายบอกทาง ต้องวางแผนเส้นทางด้วยตัวเอง และต้องสมัครแบบทีมเท่านั้น ทักษะที่ผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องมี จึงไม่ใช่แค่การวิ่งเป็น แต่รวมถึงสกิลล์การเอาตัวรอด กับหัวใจที่กล้าแกร่งยิ่งกว่าหินบนหน้าผา 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

การสมัครก็ใช่ว่าใครจะได้ไปกันง่าย ๆ ผู้สมัครต้องมีพอยต์การวิ่งระยะยาวสะสมให้ถึงเกณฑ์ แล้วยังต้องลุ้นผลการจับสลากร่วมกับผู้สมัครทั่วโลกว่าจะได้ไปหรือไม่ แต่ซึงบอกว่า PTL ยากในระดับที่ใครสมัครก็รับหมด ขอแค่ผ่านทุกข้อบังคับ (ที่เยอะและรัดกุมมาก) เพราะคนสมัครน้อย อย่างในปีนี้ก็มีแค่ 101 ทีมเท่านั้นเอง

“ตอนเริ่ม PTL ซึงเคานต์ดาวน์ทุกกิโลเมตรเลย เหลือ 300 เหลือ 250 เหลือ 170 เหลือ 2 วัน เหลือคืนสุดท้าย พอเจอเขาสูงชัน ซึงก้มมองพื้นอย่างเดียว เพราะสูงแค่ไหนก็อยู่ใต้เท้าเราอยู่ดี พยายามข้ามเขาไปทีละลูก คิดแค่ว่า มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

UTMB-PTL 2022
“ถ้าตกก็คือร่วง”

การกลับมาลงแข่งครั้งนี้สำคัญกับคุณยังไง

เป็นความท้าทายมาก เพราะปีที่แล้วซึงวิ่งไม่จบ เราเคยเข้าใจว่าเทรลคือวิ่ง ๆ ไปอย่างเดียว แต่พอไปเจอหน้างานคือมันปีนเยอะมาก ปีนทั้งวัน ใช้สองขาสองมือ ไม้โพลพับเก็บไปได้เลย 

PTL ในความคิดซึงไม่ใช่แค่วิ่งเทรล มันเลยกรอบการวิ่งเทรลไปแล้ว มันรวมการปีนเขา การแคมป์ปิ้ง เป้แต่ละคนหนักเฉลี่ย 7 โล ของเพื่อนน่าจะ 8 – 9 โล ขึ้นอยู่กับอาหาร น้ำ ถ้าแค่อุปกรณ์บังคับน้ำหนักของเป้ก็ประมาณ 5.8 กิโล บวกอุปกรณ์ทีมพวกผ้าใบ ถุงนอน เฟิร์สเอด เตา หม้อ แล้วต้องแบก 6 วัน 6 คืน เราพอมีประสบการณ์จากปีที่แล้ว ปีนี้เลยตั้งใจจะกลับมาเอาชนะให้ได้ โชคดีที่อากาศดีมากเลยช่วยได้เยอะ ถ้าฝนตกที่ PTL นี่ก็หนังชีวิตเหมือนกันนะ

ถือว่าซ้อมหนักกว่ารอบที่แล้วไหม 

ซ้อมข้ามปีเลย ตั้งแต่วิ่งเทรลที่เกาะช้าง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เบตง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เกาะยาวใหญ่ 100 กิโลเมตร วิ่งสนาม Eiger Ultra Trail อีก 250 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ไปขึ้นยอดเขา Monch ความสูง 4,107 เมตร ยอดเขา Jungfrau ความสูง 4,158 เมตร และยอดเขา Bishorn ความสูง 4,153 เมตร เป็นการปรับที่สูง บางทีก็มีพายุลมแรง ทางก็ชันมาก อาการเราออกเลย หายใจแผ่ว ไม่มีอากาศ หัวใจเต้นรัว ตื่นเช้ามามึนหัว แต่ก็เป็นการซ้อมเพื่อเข้าเส้นชัย

เราต้องขึ้นเขาให้ไวขึ้น แต่งตัวให้เร็วขึ้น เตรียมอาหารให้เพียงพอ พลังงานที่ PTL กินไม่เหมือนพวกวิ่งเทรลเลย ต้องเป็นอาหารหนัก ๆ ที่อยู่ยาว ๆ ไม่ใช่เจล มาม่า 2 ห่อ โจ๊กห่อหนึ่งก็พอแล้ว อยู่เมืองหนาวกินต้มยำแซ่บ ๆ ก็รู้สึกตื่นดี ถ้าเจอทีมซัพพอร์ตก็จะบอกเขาว่าขอข้าว ขอสเต๊ก แทบจะเดินกินตลอดเลย

หลังจากที่ซ้อมมาอย่างดี มันเพียงพอให้คุณพร้อมตั้งรับทุกสถานการณ์จริงไหม

อย่างน้อยก็ได้ความมั่นใจระดับหนึ่ง เวลาแข่งเราก็รู้สึกว่ามันคือการขึ้นลงเขาทั้งวันกับปีนทั้งวัน ซึ่งเราเตรียมใจมาเรียบร้อยแล้ว แค่ได้กิน ได้นอนก็ยังดี เพราะปีที่แล้วได้นอนวันละชั่วโมง ปีนี้ได้นอนวันละ 2 ชั่วโมง 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

นอกจากทักษะการวิ่งและปีนผา นักวิ่งเทรลต้องฝึกฝนอะไรอีก

ต้องสู้กับการอดหลับอดนอน สู้กับตัวเอง ทรมานมากนะ อยากนอนก็ไม่ได้นอน ด้วยวันที่ยาวนานก็ต้องอดทน แล้วคืนที่ 3 เหมือนมีภาพหลอน เราเพลียมาก แอลก็เป็น ตาลาย เห็นกิ่งไม้เล็ก ๆ มันกระดึ๊บได้เหมือนหนอน เห็นบ้านที่มีลวดลายอยู่หน้าบ้าน แอลหันมาถามว่าพี่ซึงเห็นคนนั่งคุยกันหน้าบ้านไหม เราบอกว่าเห็นเหมือนกันเลย (หัวเราะ) แต่เป็นแค่คืนเดียว เราต้องการพักผ่อน เป็นปกติมากของการวิ่งเทรล 

คุณเอาชนะความอ่อนเพลียของตัวเองยังไง

นักวิ่งเทรลเขาจะเรียกว่า ออโตไพลอต (Autopilot) คือเดินกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนซอมบี้ ทีมจะรู้เลย เพราะเราจะเริ่มห่างจากเขาสัก 30 เมตร แล้วก็จะจ็อกกิ้งไปหา แล้วก็ทิ้งห่าง จนมีจุดหนึ่งที่อันตราย เขาหันมาบอกว่าตรงนี้ห้ามออโตไพลอตนะครับ ทีมก็เตือนกัน เขาดูกันออก

กิโลเมตรที่เท่าไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยมากที่สุด 

วันที่ 2 เหนื่อยมากที่สุดเลย เพราะมันเป็นหินลอย เดินบนหินลอยเป็นชั่วโมงยังไม่ถึง 1 กิโล แค่ทางขึ้นวันนั้นทั้งวันน่าจะได้แค่เขาลูกเดียว ตอนลงก็ไม่ได้ลงแค่กิโลเมตรเดียว น่าจะประมาณ 4 กิโลได้ แล้วหินลอยขามันต้องเบรกตลอดเวลา เราเมื่อยมาก ต้องนั่งยืดขากันเลย ขาต้องแข็งแรง ใจต้องกล้า 

ถามว่าทางโหดไหม ก้มมองลงไปมันก็โหดมากจริง ๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขา เห็นวิว มันก็หายเหนื่อยไปนิดหนึ่ง พอพ้นวันนี้ไปรู้สึกว่าเขาอื่นก็ง่ายกว่าเขาลูกนี้ไปแล้ว

Cr Supat Bunjuar

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2022

ดูเหมือนเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจเฉพาะหน้า 

ใช่ จะทำอะไรต้องลุย บางทีเพื่อนปีนทางขวา เรารู้สึกซ้ายง่ายกว่า เราก็ไปทางซ้าย พี่เอกกับแอลวินก็ไปกันคนละทาง บางทีก็แล้วแต่ดวง เขาปีนอาจจะง่ายเราปีนอาจจะยาก แต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายเดียวกันคือเส้นชัย ทุกคนไม่มีใครยอมแพ้เลย คิดแต่จะไปข้างหน้าอย่างเดียว

มีกติกาว่าคนในทีมวิ่งห่างกันได้ไม่เกิน 15 นาที ต้องไปด้วยกัน แต่เวลาปีนเขาแนวดิ่งต้องอยู่ห่างกัน เพราะเหยียบหินกลิ้งลงมาใส่เพื่อนก็มีนะ ซึงเคยเจอหินร่วงมาใหญ่กว่าหัว ต้องรีบหลบให้ทัน 

ทีมก็มีหลง ทางมันให้ขึ้นไปแล้วขึ้นต่อได้อีก แต่เราไม่รู้ เราขึ้นแล้วก็ลง ติดอยู่ตรงนั้นน่าจะ 4 – 5 ชั่วโมง แต่ชอบทีมมากตรงที่เขาไม่โวยวายว่า หลงเพราะใคร เราไม่เป็นไร ไปต่อ ๆ แค่ต้องทันคัตออฟสุดท้าย จากวิ่งชิลล์ ๆ กลายเป็นต้องวิ่งหนีคัตออฟ 

มีความตลกตรงที่ปลุกพี่เอกไม่ตื่น (หัวเราะ) คัตออฟมันต้องออก 03.00 น. แล้วเขาดูเวลาจากที่มีคนมี GPS บวกลบได้ 10 นาที ถ้ายังไม่ออกวิ่งก็ต้องออกจากการแข่งขัน ตอนนั้น 02.55 น. ปลุกพี่เอกแล้วเขาบอกขอนอนต่อ ซึงเลยถามว่า GPS อยู่ที่แอลใช่ไหม งั้นให้แอลออกไปรอข้างนอก แต่รอแค่ 5 นาที พี่เอกก็ออกมาแล้ว 

ตี 3 อากาศหนาวมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว ลมแรงจนสั่นกันหมด รีบเก็บของแล้วต้องรีบเดินต่อเลย มีคนมาถามว่าเวลาหนาวมากต้องทำยังไง เราบอกแค่อดทนอย่างเดียว และต้องขยับร่างกายตลอดเวลา

PTL เป็นสนามที่ต้องวิ่งผ่านทั้งภูเขา น้ำตก ทุ่งหญ้า ปีนหน้าผา ฯลฯ อะไรที่อันตรายที่สุด

ปีนหน้าผา Via Ferrata ถ้าตกก็คือร่วง มีแบบนี้หลายจุดมาก ปีที่แล้วระยะ PTL เคยมีผู้เข้าแข่งขันเสียชีวิตไปคนหนึ่ง เขาน่าจะวิ่งไปถึงตอนกลางคืน แต่ทีมซึงไปถึงตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกเลยยังพอเห็นทาง

การปีนเขาเป็นอย่างเดียวที่ซึงช้ากว่าผู้ชาย ขาเขายาวกว่าซึง ยกขาสูง ดึงได้ไกล แต่ทีมนี้มั่นใจในตัวซึงมาก เวลาปีนหรือผ่านอะไรหวาดเสียวไม่มีใครหันหลังมาดู เคยถามแอลวินว่า น้องถามจริง มองพี่เป็นผู้หญิงกันบ้างไหม เขาตอบคำเดียวว่าไม่ครับ แล้วก็หันไป (หัวเราะ)

Via Ferrata . . . . คอร์ นิวทริชั่น Energy for…

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2022

จุดไหนที่คุณรู้สึกกลัว

ที่กลัวเลยคือยอดสุดท้าย ทีมกลัวจะไม่ทันเวลาเข้าเส้นชัย จุดนั้นน่าจะใส่หมวกป้องกัน แอลวิลหันมาถามว่าต้องใส่อุปกรณ์ไหมครับ พี่เอกบอกว่าเวลาไม่ทันแล้ว ซึงพับไม้เก็บเลย อย่างน้อยมีสองมือดีกว่ามือเดียว ต้องค่อย ๆ ปีน บางจุดก็คลาน ต้องเอาให้ชัวร์ มันไม่ยาก แต่สูง ลมแรง เป้หนัก หวาดเสียวมาก 

ตั้งแต่วิ่งมา เคยพลาดบ้างไหม

ยัง เพราะรู้ว่าจะพลาด มีจุดหนึ่งแทนที่จะวิ่งไปตามรูต เขาตัดผ่าเขาลงมาเป็นทางลัด ตอนแอลวิ่งลงก็มีวูบเหมือนกัน ส่วนพี่เอกแกโยนไม้ลงไปก่อนแล้วค่อยปีนลง แต่พอซึงจะปีนลง ซึงรู้เลยว่าเราทำไม่ได้ กลัวลื่นแล้วหลุดไป เราเลยตัดสินใจปีนกลับขึ้นไปวิ่งตามรูต 

อีกอันหนึ่งตอนข้ามน้ำตก เรามองท่าเพื่อนก็รู้แล้วมันยากหรือง่าย เราดูท่าพี่เอก แม่งดูยากว่ะ แอลเลยหาทางอื่นที่ดูง่ายขึ้น แต่พอถามแล้วน้องบอกไม่ง่ายครับ เท่านั้นแหละ เหมือนเจอยากกับยาก แต่ก็ตัดสินใจข้ามตามไป 

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

เล่าวินาทีที่ถึงเส้นชัยให้ฟังหน่อย

3 กิโลเมตรสุดท้ายวิ่งเหนื่อยมาก ทีมเอาแรงมาจากไหนกันก็ไม่รู้ จู่ ๆ มาวิ่งหน้าตั้ง ทางที่วิ่งหินก็เยอะมาก ถ้าสะดุดหัวทิ่มแน่นอน แต่ซึงรู้ว่าที่เส้นชัยจะเจอทีมซัพพอร์ต รู้ว่าเขาเตรียมชาเขียว สเต๊ก ไว้ให้ เราก็คิดว่าจะได้กินแล้วอีกหน่อยหนึ่ง

คนปรบมือเยอะมาก ตื่นเต้นมาก ดีใจมาก เพื่อน ๆ น้ำตาคลอกันเยอะเลย รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ จบสักที อีกวันหนึ่งก็ไปรับเหรียญรางวัล เป็นกระดิ่งวัวกับเสื้อ Finisher (ซึงอวดความภาคภูมิใจของเธอให้เราดูผ่านจอ) เพื่อนก็แซวกันว่าเสื้อตัวนี้มีแค่ 3 ตัวในประเทศไทย

ถามว่าเรารู้สึกระบมที่เท้าบ้างไหม ก็มีนะบลิสเตอร์ วิ่งจนมันแตก แล้วขึ้นใหม่ แล้วก็แตก สภาพเท้าแต่ละคนพี่เอกน่าจะเป็นหนักสุด ซึงถือว่าเบาสุดแล้ว คนก็ถามว่าทำไมซึงดูดีจัง ซึงทาครีมกันแดดค่ะ อีก 2 คนเขาไม่ได้ทา

กิจกรรมแรกหลังจากเข้าเส้นชัยของคุณคืออะไร

นอนแล้วก็กิน (หัวเราะ)

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“เพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย”

สมัยที่ซึงเข้าวงการวิ่งเทรล เธอบอกว่าตอนนั้นอุปกรณ์บังคับยังมีแค่เป้น้ำกับรองเท้านักวิ่ง 

อีก 10 ปีต่อมา True South Thailand เป็น 1 ใน 47 ทีมที่วิ่งสนาม PTL จบ จาก 47 ทีมที่วิ่งจบ มีผู้หญิงเพียง 6 คน และไม่เคยมีสาวไทยคนไหนทำได้นอกจากซึง

“ตอนแรกไม่รู้เลยว่าทำไมพี่เอกถึงเลือกซึงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไปแข่ง” เธอรำลึกความหลัง 

พอเข้าเส้นชัยมาแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เธอทำนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน คงเพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยมองว่าเพศสภาพเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬา และการวิ่งเทรลก็ไม่มีข้อกำจัดอะไรที่จะหยุดความสามารถของผู้หญิง 

“มีผู้ชายชื่อเอริคเข้ามากอดซึง กอดพี่เอก กอดแอลวิน แล้วก็กลับมากอดเราอีกรอบ เขามองตาเราแล้วก็น้ำตาไหลด้วยความภูมิใจ อาจจะเพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย เขารู้สึกดีใจกับเรามาก ๆ

“มีเพื่อนต่างชาติอีกคนที่เคยวิ่ง 50 กิโลมาด้วยกัน เขานึกถึงสมัย 10 ปีที่แล้วที่ซึงยังง้องแง้ง ไม่อยากวิ่งขึ้นเขา ลูกชายเขาเห็นว่าซึงเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาก็อยากเป็นเหมือนเรา ลูกสาวเขารู้ว่าเราเล่นไตรกีฬาก็อยากหัดเล่นเหมือนเรา เขาบอกว่าคุณไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แค่ผู้หญิงนะ แต่คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราด้วย”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“ซึงไม่เคยเห็นด้วยเลย ที่คนชอบบอกว่ามีกีฬาหรืองานบางชนิดสงวนไว้สำหรับผู้ชาย เราไม่ได้คิดอะไรตรงนั้น ไม่สนใจด้วย เพราะมั่นใจว่าเราทำได้

“PTL เป็นการวิ่งที่พักบ้าง ลุยบ้าง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง ล้มบ้าง ลุกบ้างตลอดทาง ซึงวิ่งตามผู้ชายมาหลายงานมาก เราบอกตัวเองว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายที่เราจะวิ่งตามสองคนนี้” 

เชื่อเหลือเกินว่าคำพูดของซึงคงทำให้ใครหลายคนมีคำตอบในใจว่า ทำไมเอกถึงเลือกเธอ

“ต้องดูสาวยันแก่”

คีย์เวิร์ดจากซึงที่เราชอบมากคือคำว่า ง้องแง้ง 

เพราะนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าซึงที่เคย ง้องแง้ง เป็นยังไง

ซึงอธิบายด้วยการยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน เช่น การวิ่งฮาล์ฟมาราธอนปกติจะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที ก่อนแข่งแต่ละคนจะมาถามกันว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร บางคนก็ท้าทายตัวเองมาก แต่เธอขอแค่เข้าเส้นชัยให้ได้ก็พอ

ส่วนความปราดเปรียวไม่ต้องพูดถึง ซึงบอกว่าเธอน่าจะวิ่งเร็วกว่าตอนนี้มากนัก แต่พอถามว่าซึงคนนั้นจะพิชิตสนาม PTL ได้ไหม เธอตอบว่า “ไม่ ล้านเปอร์เซ็นต์” เพราะซึงเมื่อ 10 ปีก่อนขึ้นเขาไม่เก่ง ถนัดทางลาด ที่สำคัญคือเธอยังง้องแง้ง

ไม่แปลกเลยที่ซึงจะเป็นนักกีฬาประเภทที่ไม่ต้องการทำลายสถิติตัวเอง ไม่มีรายการไหนค้างคาใจ หรือคิดไม่ตกว่าน่าจะทำดีกว่านี้ได้ 

“เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่วิ่งช้า คนที่เหนื่อย คนที่ตามเพื่อนอยู่ข้างหลัง เพราะเราผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้วเราก็ยินดีที่จะเดินไปกับคนที่วิ่งช้า”

สำหรับซึง เธอมองว่าการวิ่งเปรียบได้กับการใช้ชีวิต มีขึ้น มีลง มีทางให้เลือก มีอุปสรรคให้ข้าม มีปัญหาให้แก้ไขเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย ขณะเดียวกัน ก็เป็นกีฬาที่ทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดตัวเอง และเป็นอิสระจากพันธนาการทางสังคม 

“เรามีความสุขที่ชีวิตเราวุ่นวายนิดหนึ่งแต่ไม่ได้วุ่นวายมากเกินไป ทำงานอาจจะเครียด แต่พอเครียดเดี๋ยวก็ไปออกกำลังกาย ออกกำลังกายเหนื่อยเดี๋ยวเราก็กิน เวลาพักก็พักจริง เวลาทำงานก็ตั้งใจ เราต้องบาลานซ์ชีวิต”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจาก 10 ปีก่อน คือเส้นชัยที่ยังคงเป็นเป้าหมายเดียวของเธอเสมอ ขอแค่สนุกและมีบรรยากาศสวยงามตลอดทาง โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นในรุ่งสาง ทำให้รู้สึกว่าทุกวันมีความหมาย 

ถ้าไม่ใช่การเกิดก็คงเป็นการตาย ที่สอนให้ชีวิตได้รู้ซึ้งถึงอะไรบางอย่าง ในวัย 37 ปี เราเชื่อว่า การวิ่งนำพาบททดสอบมาให้เธอฟันฝ่านับครั้งไม่ถ้วน ส่วนประสบการณ์เฉียดตายก็คงเป็นยิ่งกว่าครูคนไหนที่ผ่านมา แม้เธอจะยังไม่มีภาพของตัวเองในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือเธอจะยังอยู่บนลู่วิ่ง

“ตอนซึงอายุ 60 ก็จะวิ่งอยู่ ไม่ต้องถึง 100 กิโลเมตรหรอก แค่ 10 โลก็ยังดี แต่มั่นใจมากว่าจะต้องดูสาวยันแก่” 

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณยังคงวิ่งต่อ – เราถาม

ถามว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ซึงหยุดวิ่งดีกว่า – ซึงตอบ 

พร้อมกับยืนยันว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่ง่ายที่สุด เพราะอาศัยแค่รองเท้าผ้าใบคู่เดียว

บอกตามตรง เราที่มีภาวะวิตกกังวลติดตัว และพยายามถอยห่างจากการเที่ยวผจญภัย แค่ฟังเรื่องเล่าจากต่างแดนของซึงยังใจสั่น เธอบอกว่าความกล้าเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวได้ เป็นทักษะที่เราคงต้องใช้เวลาฝึกฝนนานเท่านานกว่าจะได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ

หลังผ่านความยาก ความโหด ความหิน ด้วยความอึด ความถึก ความทน จนเกือบเอาตัวไม่รอดในสนาม PTL ที่ไม่ต่างกับสมรภูมิ สุดเส้นทางไม่มีการยืนบนแท่นอันดับ 1 2 3 ขอเพียงวิ่งจนจบได้ก็วิเศษเกินพอ เพราะสิ่งที่รออยู่หลังเส้นชัยคือรางวัลของผู้ชนะหัวใจตัวเอง

ใครต่อใครต่างบอกว่า หากผ่านสนามนี้ไปได้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

ถ้าอย่างนั้น เราขอถามซึงเป็นคำถามสุดท้าย 

“คุณยังกลัวอะไรอยู่บ้างไหม”

นักวิ่งหญิงแกร่งหัวเราะให้กับเรื่องเดียวที่ยังพิชิตไม่ได้

“แมลงสาบค่ะ”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load