19 พฤศจิกายน 2561
17 K

เรามีนัดกับ พลอย จริยะเวช ที่สตูดิโอทำงานของเธอย่านชิดลม

คิดเองคนเดียวว่าคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับผู้เขียนต้องร้องกรี๊ดด้วยความอิจฉาเป็นแน่

สำหรับผู้อ่านที่อายุน้อยกว่านั้น ในฐานะของแฟนคลับวิทยาเขต The Cloud เราขอเล่าเกริ่นนำเพียงสั้นๆ ก่อนพาคุณไปพูดยาวๆ กับพี่พลอยในลำดับถัดไป

‘อะไรทำให้ พลอย จริยะเวช พนักงานในบริษัทหลักทรัพย์เงินเดือนหรู เลือกเส้นทางเดินชีวิตเป็นนักเขียน อาชีพที่คนในสังคมมองว่าไส้แห้ง’

ขอสปอยล์ได้ไหม ถ้าคุณรู้ความจริงว่าหนังสือแปลของเธอทำเงินให้เธอเป็นล้านๆ คุณอาจจะอยากมองงานนี้ใหม่ แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ (โปรดอ่านอย่างใส่อารมณ์, ผู้เขียน)

ในยุคทองของนิตยสาร แทบทุกเล่มบนแผงหนังสือจะต้องมีชื่อของพลอย จริยะเวช ในฐานะนักเขียน นักแปล คอลัมนิสต์ นั่นทำให้เธอมีงานเขียนหลายสิบชิ้นต่อเดือน

แค่คิดก็ขนลุกแล้วค่ะ

พลอย จริยะเวช

ตลอดการสนทนา พี่พลอยเรียกตัวเองว่าเป็น Blogger รุ่นทวดอยู่เสมอ เราทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เห็นด้วย เพราะสายตาวิบวับที่มาก่อนกาลของเธอสร้างพลังและแรงบันดาลใจให้แฟนหนังสืออยู่เสมอตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

ไม่เห็นด้วย เพราะทวดอะไรไม่แก่เลย ไม่เพียงออกหนังสืออย่างสม่ำเสมอ สองสามปีหลังมานี้เราตื่นเต้นกับบทบาทพี่พลอยจนเก็บอาการไม่อยู่ จากนักเขียน คอลัมนิสต์นักเดินทาง มาเป็นนักวาดภาพประกอบ ศิลปิน นักออกแบบ นักคิด และนักคัดสรรอะไรต่อมิอะไรมากมาย หยิบจับขยับวางอะไรก็ลงตัวไปหมด

เหตุผลที่ทำให้พี่พลอยสนุกคิดสนุกทำกับทุกสิ่ง ยังไม่น่าตื่นเต้นเท่าทุกสิ่งที่เธอทำเกิดจากตัวตนแก่นแท้ของเธอที่เชื่อและทำสิ่งนั้นๆ มายาวนานแล้ว

ไม่ใช่เพิ่งเกิด และไม่ใช่เรื่องโชคดี เธอว่าอย่างนั้น

นอกจากเรื่องราวจากข่าวสารในวงการหนังสือ เราก็ไม่ค่อยได้ยินเรื่องของพี่พลอย จริยะเวช จากที่ไหน นั่นทำให้การสนทนาของเราวันนี้ลากยาวจนพี่พลอยต้องพลาดคลาสโยคะ

ในพื้นที่ทำงานขนาด 50 ตารางเมตร ที่พี่พลอยดัดแปลงคอนโดเก่าเป็นห้องทำงานกึ่งโชว์รูป มีทุกอย่างที่เป็นเนื้อชีวิตของเธอ

พลอย จริยะเวช

พวกเราสนุกกับการถามถึงข้าวของกระจุกระจิกเล็กๆ น้อยๆ จากการเดินทาง ผนังห้อง หนังสือบนชั้น ภาพบนฝาผนังที่ย้ายมาจากห้องทำงานของพ่อ (ชัยอนันต์ สมุทวณิช) ซึ่งมีทั้งภาพท่านเปาบุ้นจิ้นฝีมืออาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่วาดให้ชัยอนันต์ เพื่อนนักเรียนที่สนิทกันมาตั้งแต่อนุบาล และงานของเหล่ากัลยาณมิตรทั้งที่เป็นศิลปินรุ่นใหญ่และมือสมัครเล่น ชิ้นงานออกแบบและวาดเส้นของจริงบนภาชนะน้อยใหญ่ ไปจนถึงภาพที่วาดค้างอยู่

เคยมีคนบอกว่าถ้าอยากรู้จักใครให้ดูจาก Playlist เขา มาวันนี้เราคงต้องบอกว่า ถ้าอยากรู้จักใครให้ไปเยี่ยมพื้นที่ทำงานของเขา

พลอย จริยะเวช

1

นักเขียน – ศิลปิน – นักออกแบบแนวคิด – นักออกแบบผลิตภัณฑ์ – กรรมการ – คอลัมนิสต์ – พนักงานเลือกสรรหนังสือ

แรกเริ่มเดิมทีเราตั้งใจค่อยเล่าเรื่องงานของพี่พลอยผ่านชีวิตแต่ละช่วง ซึ่งไม่ได้หอมหวานและมีลีลาหรูหราแบบที่หลายคนเข้าใจ แต่เพราะปีที่ผ่านมามีผลงานพี่พลอยให้เห็นผ่านตามากมายเต็มไปหมด เราจึงขอรวบรวมไว้ในช่วงต้นนี้

ทันที่เราทั้งหมดเริ่มดื่มชาแก้วแรก เราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่ดูเหมือนจะเล่นๆ ไม่จริงจังอย่าง “พลอย จริยะเวช ทำงานอะไร”

เพราะเราไม่อยากให้คุณตัดสินเธอไปก่อนจากภายนอก

“พลอย จริยะเวช ทำงานหนักมากนะ” เธอตอบพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะเริ่มเล่างานสนุกๆ ที่ทำตลอดทั้งปีนี้ให้ฟัง แม้จะเพิ่งผ่านเรื่องราวที่เธอบอกว่าหนักหนาที่สุดในชีวิตซึ่งเราจะชวนเธอคุยในลำดับถัดไป

นอกจากผลงานหนังสือเล่มล่าสุด Italy Crafted ลีลาอิตาลี ที่ทั้งเขียนและวาดภาพประกอบ พี่พลอยยังออกแบบกระเป๋าที่ระลึกพิเศษสำหรับแฟนหนังสือด้วยตัวเองอีกด้วย จากคนที่เขียนหนังสือมาอย่างยาวนาน เป็นตัวแม่ เป็นผู้นำจิตวิญญาณของหนุ่มสาวผู้รักชอบการเลือกสรรชีวิตรื่นรมย์ เราตื่นเต้นกับบทบาทล่าสุดที่เธอได้รับการทาบทาม

Book Seller หรือคนเลือกสรรหนังสือ แห่งร้าน The Papersmith by Booksmith ทำหน้าที่เลือกหนังสือภาษาอังกฤษจากทั่วโลกมาราว 30 – 40 ปก โดยพี่พลอยจะคัด 10 เล่มที่เป็นไฮไลต์ พร้อมเขียนรีวิวด้วยลายมือลงการ์ดในแบบพนักงานร้านขายหนังสือที่เป็นนักอ่าน เพื่อบอกเล่าว่าหนังสือเล่มนี้ดีอย่างไร ทำไมเหมาะเลือกมาอ่าน มีไว้ติดบ้าน หรือเป็นของขวัญส่งมอบในช่วงเทศกาล

นี่คือผลงานของพี่พลอย จริยะเวช ตลอดปีนี้

วาดและออกแบบ Singora Swan Collection Ploy Chariyaves X Noritake เครื่องกระเบื้องชุดอาหารเช้า 8 ชิ้น ให้กับนอริตาเกะ แบรนด์เครื่องกระเบื้องเก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น

ออกแบบแนวคิดและวาดฉลาก Devarana Journey Ploy Chariyaves X Devarana Spa น้ำหอมทั้ง 5 กลิ่นให้กับเทวารัณย์สปา

วาดและออกแบบ Ploy for Rama Foundation กระบอกน้ำเก็บความร้อนเย็น ของที่ระลึกมูลนิธิรามาธิบดี

ออกแบบแนวคิด ภาพรวม งานศิลปะจัดวาง “MERGE” Art Installation Ploy X KMITL Ceramic for ICON SIAM สร้างลวดลายงานประติมากรรม ‘หลอมรวม’ สำหรับโซน Icon Craft และออกแบบวาดลวดลาย กระดาษปูจานให้ร้านกับข้าวกับปลา

เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านงานออกแบบงานศิลป์ให้ อพท.  (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน))

เป็นคอลัมน์ประจำ มีให้ติดตาม 2 แห่งได้แก่ คอลัมน์ Curated by Ploy ใน Marketeer Online และคอลัมน์ บ้านเพื่อน ใน The Cloud

ล่าสุดกำลังมีงาน “When Writer Turned Book Seller & Gift Wrapper” Ploy X Papersmith POP UP Event Crafted by PLOY  ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ธันวาคมนี้ ที่ร้าน The Papersmith by Booksmith

“ปีนี้มีผลงาน Product Design แยะมาก และ 3 สิ่งหลักที่ได้สร้างสรรค์คือของที่เรารักหมด

กระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม และอยากเห็นของที่เรารักและสร้างขึ้นมาอย่างบรรจงรวมกันอยู่ในพื้นที่เดียว Papersmith เป็นร้านหนังสือประจำที่รักมาก และเป็นร้านที่มีงานกระเบื้องของเราวางจำหน่ายอยู่และไปได้ดีมาก มีลูกค้าเอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ซื้องานเราจากที่นี่แยะมาก” พี่พลอยเล่าที่มาของงานสั้นๆ ก่อนจะเล่ากิมมิกในงานที่ทำให้หัวใจเราฟูตาม ทั้งการห่อหนังสือด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์และโบรชัวร์สีสวย ตกแต่งด้วยสติกเกอร์ Golden Girls ลายเส้นที่เรากรี๊ด หนังสือ Prada Mandala ปกแข็งหุ้มผ้าที่พี่พลอยออกแบบปกพิเศษมีเล่มเดียวในโลกให้คุณเลือกซื้อเป็นของขวัญ

พลอย จริยะเวช

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

2

พนักงานออฟฟิศ – นักเขียน – คอลัมนิสต์

จากพนักงานบริษัทหลักทรัพย์ คุณกลายมาเป็นนักเขียนได้ยังไง

เมื่อก่อนเราเป็นพนักงานออฟฟิศ เข้างาน 8 โมง อยู่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต งานของเราคือ วาณิชธนกิจ (Investment Banking) หรือที่ปรึกษาการลงทุน เราอยู่ฝ่ายงานวิจัยหาข้อมูลสนับสนุนกลุ่มบริษัทที่อยากเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ได้เรียนรู้ธุรกิจต่างๆ โดยปริยาย ช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีมีการเลย์ออฟคนออก ไปจนถึงปิดบริษัท หัวหน้าเราไปทำนิตยสารธุรกิจ Corporate Thailand เขาก็ชวนเราไปเขียนบทความให้ผู้บริหารอ่านในวันหยุด เรื่องธุรกิจผู้หญิงๆ บางทีก็เป็นเรื่องไลฟ์สไตล์เบาๆ แต่ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ฟุ้งเฟ้อไร้สาระเพราะคนเหล่านี้ใช้เงินเป็น

คุณเลือกไปทางไหนหลังออกจากงาน

ตอนนั้นเราอายุไม่เยอะ ยังมีพลังล้น เราคิดง่ายๆ ว่า เราเคยมีเงินเดือน 15,000 บาท ซึ่งสมัยนั้นหรูแล้วนะ ทำยังไงให้เรามีรายได้เท่าเดิม ก็เริ่มทำขนมขายไม่ต่างจากคนสมัยนี้ แล้วก็รับจ้างแปลซับไตเติล ต้องไปรับม้วนเทปวิดีโอที่รัชดาฯ ดูไปก็กดหยุดแล้วแปล สมัครเป็นนักแปล นักเขียน ที่นิตยสาร Elle ด้วย

งานชิ้นที่ถือว่าแจ้งเกิดในวงการนิตยสารคือ

เราเข้าวงการเต็มตัวด้วยการเขียนคอลัมน์ ‘ผู้หญิงมองกระแส’ ของ ผู้จัดการรายวัน ใช้นามปากกา จารียา พลเวช โจทย์คือบทความไลฟ์สไตล์ที่เขียนให้คนที่สนใจเรื่องจริงจังอ่าน สมัยนั้นเวลาคนอ่านแล้วชอบ เขาจะโทรมาถามที่กองบรรณาธิการว่าใครเขียน แล้วฝากชื่นชม ผู้อ่านรุ่นแรกของเราส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เป็นคนรุ่นใหญ่มีความรู้ เขาคงจะเอ็นดูเรา ตอนที่เราเขียนเรื่องสวน เขาก็ส่งเทปวิดีโอที่บันทึกรายการต่างประเทศที่พาไปดูสวนทั่วโลก พร้อมหนังสือเกี่ยวกับสวนมาให้เรา คนมักจะคิดว่าเราเป็นผู้หญิงอายุ 50 – 60 ทั้งๆ ที่ตอนนั้นอายุ 28

อะไรทำให้เขียนคอลัมน์แบบเต็มตัวครั้งแรกแล้วดังเลย

คงเป็นเพราะบริบทด้วย เราเข้าใจว่ายุคนั้นยังไม่มีเนื้อหาแบบนี้ แต่เราก็ไม่ได้ทำให้ต่างจากคอลัมน์ในยุคนั้นจนเกินไป จนหลายคนชอบบอกเราว่า เขียนหนังสือสนุกขนาดนี้ไปเขียนนิตยสารผู้หญิงได้แล้ว

แล้วทำยังไงถึงได้มาเขียนนิตยสารผู้หญิง

เราไม่รู้จักใครในวงการนี้เลย เราเลยเร่ิมจากการสมัครเป็นนักแปลของ Cosmopolitan ด้วยการส่งจดหมายชิงรางวัลกับคอลัมน์ที่ชวนให้ผู้อ่านทางบ้านส่งจดหมายมาแสดงความคิดเห็น เช่น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องการออกเดต เราเขียนคำตอบส่งไปสั้นๆ พอได้รางวัลก็ใช้โอกาสนี้เสนอตัวขอทำงานทำงานแปล โดยมีพอร์ตฟอลิโอเป็นงานแปลซับไตเติล เราใช้วิธีแบบนี้สมัครเป็นนักเขียนกับนิตยสารทุกเล่ม เพื่อนเราก็ถามนะว่าไม่อายเหรอที่ต้องใช้วิธีส่งผลงานไปให้เขาพิจารณาแบบนี้ แทนที่จะให้คนรู้จักแนะนำให้ แต่เราอยากได้งานเพราะฝีมือเราจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ควรอาย

งานเขียนชิ้นที่ทำให้คนในวงการรู้จักชื่อพลอย จริยะเวช คือชิ้นไหน

คอลัมน์ Twenty First Century Women ในนิตยสาร Image บรรณาธิการอยากให้เราเขียนความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องต่างๆ ในโลก ในฐานะที่เป็นผู้หญิงในยุคนั้น เป็นโจทย์ที่ทั้งยากและเกร็ง กลับมาอ่านตอนนี้ก็รู้สึกอายๆ ว่าทำไมตอนนั้นเราพยายามจะจริงจังวิชาการจังเลย ส่วนหนึ่งเพราะชื่อคอลัมน์ค้ำคอเรา เราจะดูไม่ฉลาดไม่ได้ แต่ก็มีสำนวนเสริมให้บทความสนุกขึ้น

เรียนรู้วิธีการเขียนคอลัมน์แบบนี้มาจากไหน

เมื่อก่อนเรียนจากงานของ Suzy Menkes นักข่าวสาย content เข้มของหนังสือพิมพ์ International Herald Tribune ซึ่งตอนนี้มาคุม Vogue ยุคนั้นมีคอลัมนิสต์ผู้หญิงเพียงไม่กี่คน เราก็เรียนวิธีการเขียนด้วยตัวเองและจากการดูงานของป้าซูซี่

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

3

คอลัมนิสต์ – ฟรีแลนซ์ – นักแปล – หนังสือขายดี

คุณกลายมาเป็นเจ้าแม่ไลฟ์สไตล์ตอนไหน

น่าจะช่วงที่เขียน Image มาสักพัก เหมือนเราเป็นบล็อกเกอร์คนเดียวในตลาด มีคอลัมน์ชื่อ Five Passions แนะนำเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทุกเดือนต้องไปเยือนร้านอาหาร ร้านกาแฟ เปิดใหม่ ที่เที่ยวต่างจังหวัด ไม่ต่างจากสมัยนี้ และเราเคยมีคอลัมน์เท่มากทำคู่กับ จักกาย ศิริบุตร เราเชิญแขกที่ต่างกันคนละขั้วมาที่บ้าน ระหว่างชวนคุยเราก็เลี้ยงอาหาร จัดพร็อพและถ่ายภาพอาหารไปด้วย ได้ทั้งบทสนทนาคุณภาพ และเห็นไลฟ์สไตล์ที่รื่นรมย์ ต่อมาเราก็เขียนบทความไลฟ์สไตล์เรื่อยมา คนอ่านเลยติดภาพเราแบบนั้น

คุณเขียนให้นิตยสารผู้หญิงเยอะมาก ช่วงพีกสุดเขียนงานกี่ชิ้นต่อเดือน

หลายสิบชิ้นเลยนะ เป็นช่วงที่ตั้งใจสร้างชื่อ ดังนั้น เรารับงานหมด ทุกคนคงผ่านช่วงนั้นมาเหมือนกัน ซึ่งเราคิดถูกนะเพราะทำให้คนจดจำชื่อเราได้จนปัจจุบัน ความสนุกในการทำงานช่วงนั้นคือ เราไม่ได้ขึ้นตรงกับใคร เราเป็นฟรีแลนซ์คนเดียวที่มีงานในนิตยสารหัวใหญ่ทุกเล่ม เราจะแบ่งว่าทำคอลัมน์รีวิวหนังสือให้นิตยสารเล่มนี้ วันนี้เขียนเรื่องเที่ยวให้เล่มนั้น ไปเที่ยวครั้งหนึ่งเราเขียนงานส่งนิตยสาร 5 เล่มได้โดยเนื้อหาไม่ซ้ำกันเลย พอมีพื้นฐานที่แน่น เราก็เลือกรับงานได้ หรือค่อยๆ ลดปริมาณงานลง

ชื่อของคุณในช่วงนั้นยิ่งดังขึ้นไปอีกเมื่อแปลหนังสือเล่มแรก ไดอารี่ของบริดเจ็ท โจนส์ ก็ขายดีแบบถล่มทลาย

สำนักพิมพ์ติดต่อนักแปลมาหลายคนแล้ว แต่ไม่มีใครยอมแปล เพราะเนื้อหาค่อนข้างหมิ่นเหม่สำหรับสมัยนั้น ตอนนั้นมีคนด่าออกอากาศในวิทยุเลยนะ เขาบอกว่าเราทำให้วัฒนธรรมไทยเสื่อมเสีย ตอนแรกเราแปลให้ความหยาบคายเท่าต้นฉบับ แต่โชคดีที่เราเชื่อบรรณาธิการ เขาอยากให้หยาบคายน้อยที่สุด คนอ่านจะได้เอ็นดูบริดเจ็ท นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มันดังขนาดพิมพ์ซ้ำ 27 ครั้ง ได้ค่าแปลเป็นล้านบาทเลย จำได้ว่าพ่อเรียกไปคุย บอกไม่ต้องแปลแล้วนะ ถ้าจะแปลต้องทำใจเพราะไม่มีทางจะดังแบบนี้อีกแน่ๆ

ทำไมต้องทำงานเยอะขนาดนั้น

อยากได้เงิน และอยากพิสูจน์ว่าเราประสบความสำเร็จ พ่อแม่เราหัวสมัยใหม่มาก แต่ก็ยังมองเราด้วยความเป็นห่วง เพราะลูกของเพื่อนหรือเพื่อนๆ รุ่นเดียวกับเรา ไม่มีใครเป็นแบบเราเลย ทุกคนทำงานในองค์กร เราเห็นแววตากังวลจากพวกเขา รู้สึกว่าเราไม่เป็นที่ภูมิใจของเขา

พ่อไม่เคยบอกอะไรเราเลยนะ พ่อสนับสนุนความแปลกใหม่ แต่เราเองที่รู้สึกล้มเหลว อยากให้ตัวเองมั่นคงขึ้นให้ได้ คนอาจจะมองว่าเราทำงานอะไรเลอะๆ เทอะๆ เพราะมันยากจะอธิบายงานของเราให้คนนอกเข้าใจ จะบอกเขายังไงว่าเราได้เงินเดือนเท่ากับตอนทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์นะ แต่มาจากการขายขนม บวกค่าแปล ค่าคอลัมน์ ยุคนั้นมันยังไม่มีชื่ออาชีพนี้ เราก็คิดว่าถ้ามีคนยอมรับก็คงจะดี

ดูเหมือนจะต้องการการยอมรับเพื่อให้ครอบครัวสบายใจ

อยากให้พ่อภูมิใจ พ่อเลี้ยงเรามาดีมาก มากกว่าที่เราจะมาทำอะไรเลอะเทอะแบบนี้ ดังนั้น เวลาใครชื่นชมงานเรา ชื่นชมชีวิตและวิธีคิดของเรา เราจะบอกว่าเป็นเพราะพ่อแม่เลี้ยงมาแบบนี้

จุดไหนที่คุณรู้สึกว่าเริ่มได้รับการยอมรับ

ตอนอายุ 29 เราได้ค่าแปลจากบริดเจ็ท โจนส์ เป็นล้านเลยนะ แต่จุดที่รู้สึกว่าได้รับการยอมรับมากๆ คือช่วงที่ทำงานออกแบบคอนเซปต์

พลอย จริยะเวช

4

นักเขียน – นักคิด – นักออกแบบ

งานออกแบบคอนเซปต์คืออะไร

พ่อแปลเป็นภาษาไทยให้ว่า ‘งานออกแบบความคิดรวบยอด’ เป็นงานที่ใช้วิธีคิดแบบงานวิจัย ซึ่งเราซึมซับมาจากพ่อ ประกอบกับวิชากฎหมายและความรู้เรื่องธุรกิจจากการทำงานเขียน แทนที่จะเขียนแล้วพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ ความคิดจากเราจะถูกสร้างเป็นอาคารหรือโครงการต่างๆ คล้ายกับการทำคอนเซปต์ของแบรนด์ให้สถาปนิกและนักออกแบบไปทำงานต่อ ไม่ว่าใครจะทำอะไรกับแบรนด์ก็ต้องมาคุยคอนเซปต์กับเราก่อน

เข้าไปทำงานแปลกประหลาดนี้ได้ยังไง

ช่วงที่สามีเรียนที่ศศินทร์ เขากับเพื่อนๆ มักจะมาทำรายงานที่บ้าน ตอนนั้นเราเขียนงานให้นิตยสารผู้หญิงหลายเล่มจึงมีความเข้าใจเรื่องธุรกิจเครื่องสำอางบ้าง เลยได้ช่วยเขาทำรายงาน มีเพื่อนในกลุ่มนั้นทำงานให้ คุณชนินทธ์ โทณวณิก เขาถามว่าเราสนใจทำคอนเซปต์ให้ทางดุสิตธานีไหม ก็เลยได้ทำเทวารัณย์สปา (Devarana Spa)

งานที่ต้องทำคืออะไร

เหมือนทำงานวิจัย เราต้องไปคุยกับทีมงานทุกแผนก ต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของโรงแรมเป็นคนชาติไหน จำนวนเท่าไหร่ เขาส่งเราไปดูงานสปา 23 แห่ง ไปบาหลีและหลายๆ ที่ ซึ่งไม่ได้สบายอย่างที่คิดนะ ทุกครั้งที่ไปดูงานต้องเขียนรายงานกลับมา

งานนี้ให้อินทีเรียทำไม่ได้เหรอ

งานของเราจะช่วยให้แก่นขององค์กรชัดเจนขึ้น ถ้าโรงแรมคุยกับนักออกแบบโดยตรงอาจจะถูกเทรนด์โลกชักจูงได้ เราเคยเกือบจะวางมวยกับอินทีเรียเลยนะ เขาบอกว่าถ้าเป็นสปายังไงก็ต้องออกแบบให้เป็นถ้ำมืด เราก็ไม่ยอมและอธิบายเขาว่า เรานวดให้ทวดเรากลางบ้านสว่างๆ ถ้าทวดเคลิ้มทวดก็หลับ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการออกแบบสปาเลยนะ หลังจากนั้นสปาสีขาวก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ต่างจากเมื่อก่อนที่ทุกที่เหมือนๆ กันหมด เพราะทุกคนไปดูงานที่บาหลี

คุณเพิ่งทำงานนี้เป็นครั้งแรก ไปเอาความมั่นใจจากไหนมาเถียงกับอินทีเรีย

เราได้โจทย์จากลูกค้าว่า ต้องการสิ่งใหม่ แปลก แตกต่าง และไม่เคยมีในตลาดสปา การทำอะไรเหมือนคนอื่นมันง่ายนะ แต่เราไม่ยอม งานเราต้องไม่ลอกเลียนแบบใคร เรามารู้ตอนเขียนหนังสือ Italy Crafted 20 ปีต่อมา ว่าเป็นวิธีคิดที่อิตาลีมากๆ คนอิตาลีเขาจะแข่งกันไม่ทำตามใคร ไม่ว่าจะอยู่ในแว่นแคว้นไหนเขาจะไม่ยอมทำงานออกมาให้เหมือนกัน

สิ่งที่ทำให้มั่นใจขึ้นเรื่อยๆ คือการตอบคำถามของบอร์ดบริหารได้หมด เขามีมุมมองที่อยู่ในโลกของความเป็นจริง เมื่อเราใช้วิชาตรรกศาสตร์คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เราก็ตอบได้หมด เป็นช่วงที่ความมั่นใจของเรากลับมา เพราะมีแต่คนถามว่ามาทำงานนี้ได้ยังไง ขนาดเอเจนซี่ใหญ่ๆ ยังไม่มีใครได้ทำงานคอนเซปต์ให้ที่นี่เลย หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ

อะไรคือเบื้องหลังการทำงานของคุณที่คนไม่ค่อยรู้

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ถ้าเริ่มที่จัดการกับตัวเองได้ ทุกอย่างก็จะไหลไปได้ตามครรลองของมัน งานอิสระเป็นงานที่ต้องอาศัยวินัย ซึ่งเรามีแยะทีเดียว เราจริงจังกับการทำงาน และให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอ ทุกคนที่ทำงานกับเราจะรู้ว่าเราอึดและฮึดสู้ เราเชื่อว่ากรรมคือผลของการกระทำ ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ถ้าตั้งใจมาก คิดเยอะ งานก็ออกมาดี เป็นตรรกะง่ายๆ ไม่มีทางหรอกที่เราไม่ลงแรง ไม่อดทน ไม่เหนื่อยยาก แล้วจะได้ความสำเร็จมาแบบสบายๆ ทุกอย่างมีต้นทุนของมัน

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

5

ศิลปิน – นักออกแบบ – นักคิด – นักออกแบบความคิดรวบยอด

อะไรคือจุดเปลี่ยนของชีวิตพลอย จริยะเวช

ตอนอายุ 38 เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เหมือนเราวิ่งมาราธอนมา 100 รอบแล้วเครื่องพัง ป่วยเป็นไทรอยด์ต่ำ ความคิดตัน เพราะเราพยายามเยอะไป เครียดแบบที่เราไม่รู้ว่าเราเครียด นอนไม่หลับ และกินไม่หยุด ไม่อยากทำงานแล้ว อยากออกจากวงการนี้เพราะไม่รู้จะเขียนอะไรแล้ว

เป็นแบบนั้นอยู่นานเท่าไหร่

3 ปี ไม่อยากเจอใคร คิดอะไรก็ไม่ออก ทุกคนพยายามแนะนำ ทำอย่างนั้นสิ อย่างนี้สิ ทุกคนเริ่มคิดแทนเรา ต้องทำแบรนด์ตัวเองแบบนี้ ต้องออกผลิตภัณฑ์อย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราไม่อยากเป็นแบบนี้อีกต่อไปแล้วก็เลยตัดสินใจตั้งเครื่องใหม่

ด้วยการ

ตัดสินใจกลับมาเขียนหนังสือ เราเขียน Non-fiction ไม่ว่าจะเขียนหนังสือเล่มไหน เราจะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นจริงหมด แม้บางเรื่องที่เขียนตอนเด็กจะทำให้รู้สึกว่าตัวเองแก่แดด ตอนนั้นเราเขียนเรื่อง Happy & Healthy เพราะเราอยากมีชีวิตที่สมดุล เราคิดว่าต้องทำเองให้ได้จริงๆ เราโตมากับสายงานค้นคว้า ทฤษฎีใดๆ เรารู้หมดแล้ว แต่การลดน้ำหนักบางวิธีมันทำไม่ได้หรอกเพราะรูปร่างเราไม่เหมือนกัน หลักการของเราคือ Personalize เราเชื่อในความแตกต่าง เราซ่อมร่างด้วยการรู้ปัญหาที่แท้ของเราก่อน และเราจะไม่ทำตามใครหรือสูตรไหนเด็ดขาด เราพบว่า หนึ่ง เราเครียดเราจึงกิน สอง สิ่งที่ทำให้อ้วนคือช็อกโกแลต และสาม เราไม่ได้ออกกำลังกายเลย เราจึงปรับการออกกำลังกายและการกินให้เท่ากัน เลือกกินสิ่งที่เหมาะกับร่างกายของตัวเอง

ชีวิตที่ดีในแบบของคุณคืออะไร

คือการที่เรารับมือกับความร้ายในชีวิตได้ ชีวิตมันก็ร้ายกับเราเยอะนะ อย่างตอนที่พ่อเสีย เราไม่คิดว่าจะอยู่ได้ แต่พอผ่านไปเราก็อยู่ได้ นั่นคือเราสงบขึ้น เพราะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ต่างจากตอนอายุ 20 – 30 วัยนั้นเราเป็นคนที่แคร์คำพูดคนอื่นมาก เก็บเอามาคิด แต่พอยิ่งแก่ขึ้น เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ก็รู้ว่าไม่จำเป็นต้องรับกับสิ่งที่ทำไม่ได้

เช่น

เขามีสิทธิ์คิดว่าเราควรจะเป็นแบบไหน แต่ถ้าเราต้องทำตามสิ่งที่เขาคิด ชีวิตเราคงลำบากขึ้นไปอีก ด้วยอาชีพการงาน เราเจอคนที่คาดหวังกับเราเยอะมาก บอกเราว่าเราควรจะเป็นแบบนี้ ควรจะทำแบบนี้ มีอยู่ช่วงหนึ่งคนถามเราเยอะมากว่าเมื่อไหร่จะเป็นบรรณาธิการ

นั่นสิ เราก็อยากรู้

เราชอบเขียนคอลัมน์มากกว่า เราตั้งเป้าหมายว่าจะออกหนังสือปีละ 1 เล่ม และยังสนุกกับการทำงานที่ได้พบเจอหัวข้อที่หลากหลาย คนทั่วไปมักจะคิดว่าทุกต้องเติบโตแบบที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ที่สูง แต่เราอยากเติบโตแบบขยายด้านข้าง มันอาจจะไม่สง่างามเท่าก้าวตามบันไดขึ้นที่สูง แต่เราเชื่อว่าถ้าสลับทิศบันไดมาวางตามแนวนอน ผลลัพธ์โดยรวมคงไม่ต่างกัน การที่เราเป็นอย่างนี้ ก็ประสบความสำเร็จได้ เป็นความสมดุลในแบบของเรา

การโตออกทางด้านข้างทำให้คุณต้องหัดทำให้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่รู้สึกลำบากใจที่ต้องไปหัดทำอะไรพร้อมเด็กๆ ใช่ไหม

เราภูมิใจนะ บางทีไปออกงานแล้วเจอIllustrator รุ่นน้องๆ ป่าน-ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา Juli Baker and Summer และ ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ซึ่งเด็กกว่าเรามากๆ เราก็รู้สึกดีนะ เพราะเหมือนงานศิลปะมันไม่มีวัย คนเลือกใช้งานคุณเพราะลายเส้นคุณ แนวคุณ ไม่ใช่เพราะคุณวัยไหนหรือรุ่นใด ด้วยงานวาดที่เกิดจากการจับพลัดจับผลู พอสิ่งนี้ทำเงินได้เยอะเราก็ดีใจ โชคดีที่เราเข้ามาวาดในวัยที่เรารู้แล้วว่าเราต้องการวาดอะไร เราจะไม่ทำตัวเหมือนตอนเร่ิมเขียนหนังสือแล้ว เพราะมันเหนื่อยเกินไปที่จะเริ่มต้นด้วยวิธีสุดโต่งแบบนั้น

คุณวาดรูปเพื่ออะไร

วาดเพื่อบำบัด กับงานเขียนหนังสือที่เราตั้งใจหาข้อมูลให้มาก ก่อนจะย่อยเรื่องออกมาเป็นภาพวาด ซึ่งเป็นกระบวนการที่เราทำเพื่อจัดลำดับความคิด และการวาดรูปทำให้เราเขียนหนังสือดีขึ้นได้จริงๆ

ปีที่ผ่านมาลายเส้นของคุณไปอยู่กับสินค้าของแบรนด์ดังระดับโลกเยอะมาก คุณคิดงานยังไง

เราออกแบบภาพวาดบนเครื่องกระเบื้องชุดอาหารเช้า 8 ชิ้น ให้ Noritake ต้องเขียนคอนเซปต์ก่อนทำ Proposal แล้วจึงสเกตช์แบบเสนอทางญี่ปุ่น เราต้องรู้กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รู้วัตถุประสงค์การใช้งาน เป็นการรวมความเป็น Concept Designer กับ Product Designer เราเป็นศิลปินวาดลวดลายและออกแบบจัดวางเองด้วยตัวเองทั้งหมด ออกมาเป็นคอลเลกชันเครื่องกระเบื้อง Singora Swan ตามชื่อโบราณของเมืองสงขลา

นอริตาเกะเป็นแบรนด์เครื่องกระเบื้องเก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น นอริตาเกะเป็นคนประกอบร่างเพื่อผลิต และให้คำแนะนำเพื่อให้ทุกอย่างสมบูรณ์ เราทำงานร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่บนหลักการและเหตุผล งานก็จะวิวัฒน์ไปในทางที่ดีที่สุด นี่คือการ Collaboration ที่แท้จริง เขาไม่ได้มองเราเป็น Supplier ที่รับจ้างออกแบบ รับจ้างผลิต

เราจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรคือ ‘งานที่ทำได้ดี’ ไม่ใช่แค่ ‘งานที่ทำได้’

เมื่อลองทำงานเยอะๆ หนักๆ หลากหลาย และตั้งใจทำจนสุดทาง จะรู้แจ้งเองว่างานไหนเราทำได้ และงานไหนเราทำได้ดี ช่วงอายุ 20 – 30 จึงเป็นช่วงที่สนุกที่สุดของเรา แต่พอเข้าช่วงอายุ 30 นี่เกลียดมาก เป็นช่วงที่รู้สึกหนักหนาไปหมด มีช่วงสับสน คิดไม่ออก หมดพลัง จนเมื่อเข้าอายุ 40 เป็นอีกช่วงของชีวิตที่รักมาก

คุณทำอะไรก็ดูจะสำเร็จไปหมด มันเป็นเรื่องของจังหวะหรือโชคด้วยไหม

สำหรับเรามันไม่ใช่เรื่องจังหวะดีหรือโชคดีอย่างเดียว มันต้องเกิดจากสติที่จะรู้ได้ด้วย หมายถึงมองออกว่าจังหวะนี้มันใช่ เวลานี้ควรทำหรือไม่ควรทำอะไร มันเกิดจากวิจารณญาณ ทักษะ ความสามารถ และฝีมือที่จะจับจังหวะและไหลไปได้ เหมือนคนเล่นกระดานโต้คลื่น คุณต้องเรียนรู้การประคองตัวบนบอร์ดอย่างชำนาญ รู้ทิศทางลม อ่านคลื่นออก แรงขาแรงแขนต้องแกร่ง ซึ่งต้องผ่านการฝึกอย่างหนัก นอกจากว่ายน้ำแข็งคุณอาจต้องจัดตารางยกเวตสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและอื่นๆ เพื่อจะล้มเผละสำลักน้ำไปไม่รู้กี่รอบถึงจะจับจังหวะคลื่นในทะเล ประสานร่างกายตัวเองให้บังคับเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้โต้คลื่นได้ มันยากและมีรายละเอียดซับซ้อน การอยู่ถูกที่ถูกเวลามาทีหลังการฝึกตนอย่างหนัก

เวลาทำงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน กลัวว่าจะล้มเหลวบ้างไหม

ถ้าตัดสินใจว่าจะทำอะไรแล้ว เราไม่กลัวว่าจะทำไม่ได้หรือล้มเหลวเลย เราต้องมองให้ออกว่าขั้นตอนการทำงานตั้งแต่ 0 – 10 ต้องเจอกับอะไรบ้าง เราจะจัดการกับมันอย่างไร ต้องคิดทำความเข้าใจทุกโอกาสที่เข้ามาให้แตกก่อนคว้ามัน จะได้ไม่พลาด วันนี้พูดแบบนี้ได้เพราะช่วงอายุ 20 – 30 เราทำแบบนี้ไม่ได้ ยังเป็นนักโต้คลื่นฝึกหัด หล่นจากบอร์ดสำลักน้ำจนแสบจมูก แต่พอฝึกหนัก มีทักษะครบ มีสติ มองโอกาสต่างๆ ได้ขาด ย่างเข้าอายุ 40 ทุกอย่างก็ราบรื่นขึ้น

อายุที่มากขึ้นเป็นอันตรายกับการทำงานสร้างสรรค์ไหม

ไม่เลย เราไม่เคยคิดว่าเราแก่เลยนะ พ่อเคยบอกไว้เมื่อ 20 – 30 ปีก่อนว่า โลกยุคหน้า อายุจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ เขาจะไม่พูดถึงกันเรื่องวัย แต่จะพูดเรื่องความสนใจร่วม การเสพงานศิลปะของคนสมัยนี้เขาไม่สนใจหรอกว่าคนวาดอายุเท่าไหร่ รุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็กแค่ไหน คนเกาหลีญี่ปุ่นที่มาซื้องานเราอาจจะคิดว่าเราอายุ 12 ก็ได้

ตอนนี้คุณยังตามเทรนด์โลกแบบเดียวกับตอนอายุ 28 ไหม

เมื่อก่อนเรามองหาสิ่งใหม่ๆ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราสนใจอะไร เราก็จะเลือกอ่านหรือเสพแต่สิ่งที่เราสนใจ ถ้าเป็นเรื่องเทรนด์ในกระแสหลักจะรู้โดยบังเอิญมากกว่า เช่น เราชอบงานของ Dries Van Noten ก็จะมีแต่คนบอกว่างานที่ Dries ทำร่วมกับนักวาดภาพประกอบชื่อ Gill Button มีลายเส้นคล้ายกับของเรา เราคิดว่าให้ความสนใจที่แท้แพสชันที่จริงนำเราไปเจอเทรนด์ น่าจะดีกว่ายั่งยืนกว่า

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

6

ผู้มีอิทธิพล

ภาพในอินสตาแกรมเกือบครึ่งของคุณคือภาพอาหารเช้า ทำไมการจัดจานอาหารเช้าถึงสำคัญกับคุณขนาดนั้น

เราจัดสำรับอาหารเช้าทุกวันติดต่อกันมา 9 ปีแล้ว ทึ่งตัวเองเหมือนกันนะ มันเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเริ่มต้นวัน 2 – 3 ปี มานี้ใช้เวลาจัดจาน 5 นาทีเสร็จ เพราะสามีเร่งทุกเช้า ยิ่งจัดยิ่งอยู่มือ เป็นวิธีเจริญสติในแบบของเรา ฝึกดูสัดส่วน สีสัน รูปทรง จานชามภาชนะ โดยจะคิดเมนูไว้ตั้งแต่กลางคืน นอกจากเก็บไว้เป็นบันทึกลีลาการขยับจัดวางแล้ว กิจกรรมจัดสำรับยังช่วยให้เราทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์ดีขึ้นด้วย

เวลามีคนบอกว่าชีวิตคุณดีจัง คุณตอบเขาว่าอะไร

ขอบคุณค่ะ! เวลาชีวิตไม่ดีก็มีนะคะ เพียงแต่เราไม่ได้นำออกมาให้ใครเห็น ไม่ได้อายนะคะ แค่ไม่ชอบปล่อยพลังลบออกไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยมลพิษ ทุกวันนี้มีมลภาวะหลายสิ่งอวลอยู่เต็มไปหมดแล้ว เราไม่ชอบบ่น ไม่ใช่คนฟูมฟาย อยากเอาเวลาไปแก้ไขให้ชีวิตดีขึ้นให้ปัญหาหมดไป หรือตั้งสติจัดการความทุกข์มากกว่า ก็เลยกลายเป็นว่าดูมีชีวิตที่ดี

สามีของคุณมีไลฟ์สไตล์เหมือนคุณไหม

เป็นความตั้งใจของเราตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไม่หาแฟนที่เหมือนพ่อเรา ไม่จำเป็นต้องเป็นนักคิดนักเขียน แต่แก่นความคิดถ้าเป็นไปได้ขอให้เหมือนพ่อเรา ซึ่งพี่อ๋อง (พันเอกธีระ จริยะเวช) เป็นคนแบบนั้น ความรู้ความสนใจแตกต่างกันสิ้นเชิง แต่แก่นความคิดเหมือนพ่อ เกลียดการประจบสอพอ ไม่พูดมาก เป็นผู้ชายนิ่งๆ ส่วนรายละเอียดในชีวิตอื่นๆ ไม่เหมือนกับพ่อเลย ก็เร้าใจดี

มีปัญหาจากไลฟ์สไตล์ที่ไม่ตรงกันบ้างไหม

ก็มีนะ ปีแรกเกือบหย่าเลย เราคิดว่าเมื่อก่อนเขาก็คงไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่เราก็ไม่พยายามเปลี่ยนเขานะ รู้ตัวอีกทีเราก็รับความต่างของเขาได้หมด เพราะเขาเป็นคนดีมาก ชอบ พอใจทุกอย่าง

คนทั่วไปเดาว่าคนน่าจะชอบผู้ชายเก๋ๆ เท่ๆ เหมือนคุณ

เราก็คิดว่าเขาเท่หลบในนะ เราชอบความนิ่งของเขา เขาไม่ใช่ผู้ชายสติแตกหรือขี้โม้ เขาไม่เป็นคนแบบนั้นเลย และของนอกกายก็ไม่สำคัญกับเขาขนาดนั้น

คู่รักบางคู่อาจจะรู้จะจักกันประมาณหนึ่งก่อนแต่งงาน เรารู้จักเขาตั้งแต่อายุ 18 ปี คบกัน 4 – 5 เดือนก็แต่งงานกันแล้ว ตอนนี้ยังคิดอยู่ตลอดเลยว่าถ้าเราแต่งงานกันตอนนี้ต้องสนุกมากแน่ๆ เพราะตอนแต่งงานเราไม่รู้จักกันเลย ไม่รู้ว่าเขาชอบอะไร

แล้วทำไมตัดสินใจแต่งงานกันเร็ว ไม่กลัวว่าจะรู้จักกันไม่ดีพอ

พ่อบอกว่าถ้าแต่งแล้วไม่ดีก็เลิกเลย หย่าได้

อูย คุณพ่อเปรี้ยวมาก

ใช่ไหม แต่แม่ก็จะตีปากพ่อตลอดเวลา แม่เราคนขั้วกับพ่อเลย พ่อพูดเรื่องนี้ตลอด เรื่องที่น่ารักคือ วันที่เราแต่งงานพ่อร้องไห้หนักมาก ร้องไห้จนเราสงสารเลย

ตอนนี้เรื่องงานดูจะไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตของคุณมากเท่าเมื่อก่อน

คงช่วงที่พ่อเริ่มป่วยด้วยมั้ง เราจึงปรับวิธีคิด วิธีทำงานของเรา เพราะอยากสร้างงานที่แตกต่างจากเดิม งานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะโลกเปลี่ยนไป คนมีตัวเลือกเยอะขึ้น ถ้าอยากจะอยู่ให้ได้ เราต้องทำอะไรที่อยู่เหนือกาลเวลา สร้างงานที่มีคุณค่าเพื่อให้งานลึกขึ้น โดยไม่รับงานเยอะเหมือนแต่ก่อน และให้เวลากับสิ่งที่ต้องทำจริงๆ เป็นเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต มากกว่าออกไปโลดแล่นตามที่ต่างๆ เหมือนเดิม หลังๆ เราให้ความสำคัญกับพลังหรือ Vibe มาก

คุณทำอะไรก็สำเร็จไปหมด มีส่ิงที่คุณทำแล้วไม่สำเร็จบ้างไหม

มี หนึ่งในนั้นคือ การทำขนมขาย เราคิดอย่างหลงตัวเองว่าเราทำขนมอร่อยนะ ที่มั่นใจมากเพราะทั้งชีวิตเรากินขนมมาเยอะ เราก็ทำให้ดีได้นะ เพียงแต่เราไม่ได้รักมันมากพอ ก็เลยไม่ประสบความสำเร็จกับการทำขนมขาย อย่างงานคอลเลกชันกระเบื้องที่ทำให้แบรนด์ Asiatides ของปารีส ก่อนหน้านี้มีพี่ที่รู้จักจะช่วยเอางานไปให้ทางฝรั่งเศสดู แต่เราก็บอกว่าอย่าเลยเพราะมันยังไม่ดีพอ คือเราต้องรู้ตัวด้วยนะ ไม่ใช่แค่มีคนสนับสนุนแล้วเราจะไปนะ เราต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้งานทุกอย่างของคุณดีงามไปทุกสิ่ง

คงเหมือนคำที่พ่อบอกว่า งานที่เราทำเป็นการออกแบบความคิดรวบยอด และการที่เราเป็นคนเด็ดขาด เรารู้ว่าถ้าทำสิ่งนี้แล้วจะพัง เราเลือกไม่ทำดีกว่า เราไม่ได้ทำได้ดีทุกเรื่องหรอก แต่เราเลือกแล้วว่าถ้าจะทำ ต้องทำให้ดี ถ้ามีสิ่งที่เราทำได้มาให้เลือก 20 สิ่ง เราก็เลือกทำแค่ 2 สิ่ง แล้วทำให้ออกมาดีมากๆ คนจะจดจำงานชิ้นนี้ได้ยาวนานกว่า เราถึงอยากทำงานที่อยู่เหนือกาลเวลา กลับไปอ่านหนังสือเล่มแรกของเราก็ยังอ่านได้อยู่

สิ่งที่เราไม่หวังเลยคือผลของงานว่าจะสำเร็จแค่ไหน ถ้าเราทำงานของเราอย่างดีที่สุดแล้ว มันจะออกมาดี แต่คนจะชอบหรือไม่ชอบอยู่เหนือการควบคุมของเรา ดังนั้น เราควบคุมอะไรได้ เราก็ใส่แรงกับตรงนั้น อย่าไปคิดถึงสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะจะทำให้พลังในตัวเรากระฉอก

คุณมีความทุกข์บ้างไหม

ช่วงที่เขียนเรื่องโรงแรมที่ระยอง บอกเลยว่าเป็นช่วงที่จิตใจเราแย่ที่สุดในชีวิตแล้ว สารภาพเลยว่าเกิดมา 48 ปีเพิ่งมีความทุกข์ เราพบว่าที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องทุกข์เลย มันก็แค่อะไรที่มาสะกิดอารมณ์ เมื่อเทียบกับเรื่องที่พ่อเสีย

คุณจัดการกับความทุกข์นั้นยังไง

ก็เหมือนทุกคน เราพยายามทำใจ คิด และตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน

แม้พ่อจะเสียไปแล้ว เขาก็เหมือนมีคำตอบอยู่ในต้นฉบับของเขาเสมอ ในห้องทำงานพ่อมีตู้ที่เราเรียกว่า ตู้วิเศษ ในนั้นประกอบด้วยชีวิตของเขาทุกอย่าง แล้วก็มีเราอยู่ในนั้น วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ป้ายชื่อที่ไปเป็น Visiting Professor ร่างรัฐธรรมนูญ จดหมายทุกฉบับจากเรา งานเขียนของพ่อ หรือใบประกาศต่างๆ ที่ภูมิใจ จดหมายจากลูกศิษย์ที่รัก เฟรนด์ชิพสมัยเรียนที่วชิราวุธ จดหมายรายงานผลการเรียนของเราที่ปู่เขียนไปหาพ่อที่อเมริกา หรือแม้แต่เศษกระดาษที่เราเขียนถึงเขาด้วยลายมือในเนื้อความที่เราเองก็จำไม่ได้ ก็ยังหนีบอยู่กับการ์ดแต่งงานของเรา

เราเห็นตู้นี้มาตลอดแต่ไม่เคยรู้เลยว่าในตู้นั้นมีอะไร เราเปิดตู้ออกมาตอนทำหนังสือ พุทธะในปราด้า และรู้สึกประหลาดใจมากเหมือนเขามาจากอนาคต เพราะเขาเรียงทุกอย่างที่เราต้องการไว้ในนั้นอย่างเป็นลำดับ

ความทุกข์ครั้งนี้สอนอะไรคุณบ้าง

คราวนี้เริ่มคิดว่าแก่แล้วไม่ดีตรงที่ต้องเจอกับความพลัดพราก เราเขียนในหนังสืองานศพพ่อว่า เราได้อะไรมาเยอะ ได้รับความรักมาเยอะ เราก็ต้องยอมที่จะทุกข์ให้เยอะ มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องความสมดุลของโลก ถ้าเราไม่ได้ผูกพันกับพ่อ ได้รับความรักน้อยเราก็คงไม่รู้สึกทุกข์ขนาดนี้ เพราะฉะนั้น ก็ถูกต้องแล้วที่เราเป็นแบบนี้ เราพยายามคิดให้ได้แบบนั้น

พลอย จริยะเวช พลอย จริยะเวช

7

นักเขียน – นักเดินทาง – นักสังเกตการณ์พฤติกรรมเจ้าถิ่นในจังหวะและระยะที่สบายใจ

หนังสือเล่มล่าสุด ลีลาอิตาลี คุณสนใจอะไรเกี่ยวกับอิตาลี

เราไปอิตาลีทุกปีติดต่อกันมา 18 ปี เราไม่กล้าพูดไม่กล้าบอกว่าเข้าใจจิตวิญญาณอิตาลี ไม่ได้อยากจะไปเป็นคนอิตาลีด้วย เพราะกับเมืองไทยเองเราก็ยังตื่นเต้นกับอุดรธานีและสงขลาเสมอ ยังมีนครพนมกับมุกดาหารอีกที่เรายังไม่รู้จัก ดังนั้น สำหรับอิตาลียังไงเราก็เป็นคนนอกอยู่ดี เราค่อยๆ มองหาว่าเราชอบอิตาลีเพราะอะไร เราชอบวิธีคิดของพวกเขาที่ไม่ต้องการทำอะไรตามกัน คิดทุกอย่างขึ้นมาใหม่ให้เหมาะเจาะกับวิถีชีวิตในพิกัดแวดล้อมที่ตั้งเมือง เราว่าคนอิตาลีเข้าใจว่าความรื่นรมย์ในชีวิต ไม่ได้มีรูปแบบเดียว ทุกคนมีชีวาแสนหวานได้ในทุกสภาวะ และไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เราเองไม่ว่าจะใช้ชีวิตหรือคิดงาน เรามีความสุขกับการคิดอะไรที่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งมาจากความเข้าใจและยอมรับตัวตนที่แท้

คุณเขียนไว้ในหนังสือว่า “เดินทางเพื่อกล่อมเกลาจิตใจ สนใจวิถีชีวิต พฤติกรรมเจ้าถิ่น จังหวะและระยะสบายใจ” ตอนไหนที่เริ่มมีความเชื่อแบบนี้

เราไม่ใช่นักเดินทางประเภทที่จะต้องเข้าไปถึงชุมชนนั้นๆ จนลึกสุดใจ แต่จะมีความเกรงใจว่าเราเข้าไปรบกวนความเป็นส่วนตัวของเจ้าถิ่นหรือเปล่า อย่างที่เล่าไว้ในหนังสือ ลีลาอิตาลี ตอนไปเมืองเตรียสเต้ (Trieste) ทางตอนเหนือของอิตาลี ถามพนักงานที่ดูแลโรงแรมกึ่งอพาร์ตเมนต์ที่เราพักว่าคุณชอบไปกินอาหารร้านไหน ร้านโปรดที่คุณไปกินประจำ เราอยากไปร้านนั้น ก็คงเป็นแบบคนทั่วไปแหละคืออยากไปในที่ที่ ‘ไม่มีนักท่องเที่ยว’ ที่ตลกคือตัวเราเองก็เป็นนักท่องเที่ยวนะ ถ้าได้ไปที่แบบนั้นมันจะยกสถานะให้เรากลายเป็นนักเดินทางหรืออย่างไรไม่ทราบ พอเราไปถึงก็พบว่ามีแต่ชาวเมืองจริงๆ แต่เรากลับรู้สึกว่าตัวเองแปลกปลอมมาก ไปทำให้บรรยากาศความเป็นท้องถิ่นที่แท้แปร่งๆ ไป

ยังไง

แม้ลุงขี้เมาเจ้าถิ่นต้อนรับเราดีมาก สนุกสนาน ทำให้คิดถึงเพื่อนที่ชอบผจญภัย ขั้นคลุกวงในซึ่งอาจมีการตามลุงขี้เมาไปถึงบ้าน จนทำให้รู้จักเตรียสเต้แบบถึงกึ๋นอย่างไม่มีใครรู้จักมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เรา จังหวะและระยะสบายใจของเราคือสนใจวิถีชีวิต พฤติกรรมเจ้าถิ่นแบบคนนอกที่เข้าไปด้อมๆ มองๆ ด้วยความเคารพเกรงใจ มีเพื่อนฮ่องกงชื่อคาเรน หว่าน คาเรนจะแนะนำร้านประจำของนางให้เรารู้จักแยะมาก แต่ถ้าร้านไหนเธอรักเป็นพิเศษจะบอกเราว่าร้านนี้ยูห้ามเขียนออกสื่อนะ ฉันรำคาญนักท่องเที่ยว มันเป็นร้านประจำของฉัน เราอาจจะเป็นคนที่บังเอิญเจอแต่เจ้าถิ่นอินโทรเวิร์ตก็ได้ เลยทำให้เรามีระยะตรงนี้

หากต้องเขียนหนังสือเล่มหน้าเป็นเล่มสุดท้าย หนังสือเล่มนั้นจะเกี่ยวกับอะไร

คงเป็นหนังสือที่เราได้เล่ามุมมองต่อหลายๆ สิ่งที่เราสนใจ เพื่อให้คนอ่านเข้าใจเรื่องนั้นๆ เยอะขึ้นไม่ได้จำกัดวงความสนใจเหมือนเคย ที่ผ่านมา งานเราจะมีแต่บทความแนะนำสถานที่ และเราก็รู้ว่าเราไม่ควรเขียนแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว ควรจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กว่านั้น ทั้งจากประสบการณ์ที่มี และจากสิ่งที่พบเจอ จะเห็นว่าในหนังสือสองเล่มล่าสุด พุทธะในปราด้า และ ลีลาอิตาลี เราพยายามขึ้นมาก และชีวิตรันทดขึ้นมากกับการคิด

ใน ลีลาอิตาลี เราอยากให้คนเห็นอิตาลีอีกแง่มุม ชีวิตดีๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก ซึ่งมีให้เห็นมากมายในอิตาลี ยกตัวอย่างเมืองๆ หนึ่งเป็นแคว้นที่ยากจนมาก เขามีธรรมเนียม ‘ลา พัสเซจจาตา’ (La Passeggiata) วิถีผ่อนคลายโดยไม่ใช้เงิน เพียงแต่งตัวสวยๆ และออกมาเดินเล่นบนถนนด้วยกันทั้งเมือง ทำให้เข้าใจว่าทำไมร้านรวงในยุโรปจึงมักปิดทำการช่วง 5 โมงเย็น หรือความเข้าใจที่มีต่องานคราฟต์เปลี่ยนไปหลังจากรู้จักกับอิตาลี คนที่นี่มีหัวใจของการเป็น Craftsman พอใจแล้วการเป็นผู้ผลิตที่ทำงานด้วยความรัก แม้ทั้งเมืองผลิตแต่เซรามิกขาย แต่ก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าวันหนึ่งแบรนด์จะต้องโด่งดังระดับโลกให้ได้

ช่วงสิบปีแรกของการทำงาน คุณพยายามตั้งใจทำงานเพื่อให้คนยอมรับ ตอนนี้คุณอยากให้คนยอมรับพลอย จริยะเวช ในด้านไหนที่สุด

ไม่ต้องการแล้ว แค่ตัวเองยอมรับตัวเองได้ก็พอแล้ว สิ่งหนึ่งที่อยากให้คนรู้ก็คือ มีคนสงสัยมากว่าเราทำงานอะไร ทำไมเรามีชีวิตที่ดูดี ดูสบาย ไม่เห็นทำงานอะไร งานที่เห็นก็ดูง่ายไปหมด เราอยากจะให้คนเหล่านั้นรู้ว่า เราทำงานนะ คนที่รู้จักเราจริงๆ จะรู้ว่าเราทำงานจริงจัง และใช้ความพยายามไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ เลย ถ้าจะมีใครสักคนอยากเป็นแบบเรา เราอยากให้เขาเป็นคนที่ตั้งใจทำงาน และทำงานหนัก

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load