จักรพันธุ์ โปษยกฤต คือใคร

เขาคือศิลปินผู้ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 52 นายช่างเอกในรอบ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช 2543 รวมถึงได้รับยกย่องเป็นบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาเผยแพร่เกียรติภูมิของไทย ประจำปีพุทธศักราช 2552 ผู้ฝากผลงานสวยงามอลังการราวเทวดารังสรรค์ไว้ตามสถานที่สำคัญของประเทศ

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ยังไม่หมดแค่นั้น  

รูปแบบการทำงานศิลปะของอาจารย์จักรพันธุ์ไม่เหมือนใคร เขาก่อกำเนิดสกุลช่าง (School) ใหม่ เรียกขานกันว่า ‘สกุลช่างจักรพันธุ์’ เป็นที่รู้กันว่าสกุลช่างนี้นำเอาศิลปวิทยาที่ได้รับถ่ายทอดจากบูรพศิลปาจารย์ในแต่ละแขนงโดยตรง รวมทั้งที่ศึกษาวิจัยจากงานจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และประณีตศิลป์ของโบราณ มาประกอบร่วมสร้างงานศิลปะที่เป็นปัจจุบันสมัยในรูปแบบศิลปประเพณีขึ้นใหม่

อาจารย์จักรพันธุ์เคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาวิจัยศิลปไทยอยู่ในคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในช่วง พ.ศ. 2513 – 2516 ด้วยความเป็นผู้ทรงสรรพศิลปวิทยาหลายแขนง นักนิยมศิลปชาวตะวันตกจึงให้สมญาอาจารย์จักรพันธุ์ว่า ‘เรเนซองส์แมน’ (Renaissance Man) คือเหตุผลรองรับและให้ผลงานออกมาสวยงามที่สุด งานที่สกุลช่างจักรพันธุ์ฝากไว้ในแผ่นดิน มีทั้งงานจิตรกรรม งานประติมากรรมและประณีตศิลป์ รวมถึงงานสร้างและแสดงหุ่นกระบอก

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

หุ่นกระบอกสำนักนี้ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเปิดแสดงหนึ่งเรื่อง เพราะต้องใช้เวลาร่วมปีกว่าจะสร้างหุ่นกระบอกเพียงหนึ่งตัว ตั้งแต่ปั้น เขียนหน้า ทำกลไก ปักดิ้นเลื่อมเครื่องแต่งตัว และซ้อมเชิดหุ่น

เมื่อหุ่นเหล่านั้นโลดแล่นบนเวที คนดูจะได้ตระหนักว่าหุ่นกระบอกไทยพัฒนามาไกลเพียงใด เพราะได้เห็น ‘หุ่น’ ที่กรีดนิ้วจีบรำ ดึงดาบออกจากฝัก หลั่งทักษิโณทกจากสุวรรณภิงคารในการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

อาจารย์จักรพันธุ์เรียกการทำงานหุ่นกระบอกว่าเป็น ‘งานอดิเรก’ แต่คงเป็นงานอดิเรกแสนรักเหลือเกิน ตามที่อาจารย์เคยกล่าวว่า “ทำเพราะรักเพราะชอบ และอยากให้สวยวิจิตร…ให้คนดูตกตะลึงพรึงเพริด”

ในวัย 75 ปี อาจารย์จักรพันธุ์กรุณาเปิดบ้านย่านเอกมัยต้อนรับทีมงาน The Cloud แม้วันนี้อาจารย์ยังป่วยจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบที่เป็นมาร่วม 2 ปี แต่เราได้คุยกับคุณต๋อง หรือ คุณวัลลภิศร์ สดประเสริฐ ‘มือขวา’ ที่เป็นลูกศิษย์ร่วมงานที่ใกล้ชิดอาจารย์จักรพันธุ์มากที่สุดคนหนึ่งเป็นเวลาหลายสิบปี

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

เราคุยกันเรื่องเบื้องหลัง ‘นิทรรศการหมุนเวียนชุดแรก ผลงานอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ที่จะจัดแสดงตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2561 นี้

รวมถึงวิธีคิดและวิธีทำงานแบบอาจารย์จักรพันธุ์ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

วิธีทำงานสไตล์จักรพันธุ์ที่ไม่มีโอกาสได้ถ่ายทอด

“วิธีขึ้นรูปของอาจารย์จักรพันธุ์ไม่ค่อยเป็นสูตรตายตัว” คุณต๋องเล่า “บางทีแกเริ่มเขียนจากพื้นหลัง (Background) มา โดยยังไม่เขียนหน้าคนที่เป็นแบบ คือโครงสีพื้นหลังจากริมเฟรมผ้าใบด้วยฝีแปรงฉกาจฉกรรจ์ฉับไว แล้วทิ้งเว้นพื้นที่ขาวไว้เป็นทรงศีรษะ ไหล่ และท่อนตัว อย่างน่าอัศจรรย์ หากที่แท้แล้ว ถ้าใครเคยได้ยินท่านสอน จะเข้าใจว่านี่คือพื้นฐาน เพราะท่านสอนเสมอว่า จะดูรูปทรงบุคคลหรือวัตถุใดที่ต้องการเขียนให้แม่น ให้ดูจากขอบตัดของพื้นที่อากาศที่เป็นพื้นหลังของแบบก่อนว่าอย่าเพิ่งไปหลงส่วนละเอียด หู ตา จมูก ปาก สิ่งประกอบอื่น”  

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ภาพกินรีนั่ง

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ถ้านึกภาพผลงานเขียนของอาจารย์จักรพันธุ์ อย่างนางในวรรณคดีที่เราคุ้นกันบนบัตรอวยพรปีใหม่ จะพบว่า งานของอาจารย์สีสวยสะอาด ตัดเส้นละเอียดยิบ ดวงหน้าหญิงสาวสวยหวาน สัดส่วนถูกต้องตามหลักกายวิภาค และดูราวกับภาพนั้นมีชีวิตจิตใจ

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

“อาจารย์จักรพันธุ์เก่งที่สุดแล้วเรื่องเขียนภาพเหมือนคน เพราะเขียนได้ถึงข้างในอารมณ์รู้สึกของคนคนนั้น คนในรูปคิดอะไร สุขุมไหม วู่วามไหม มันออกมาหมด แต่เสียดายอาจารย์ไม่มีโอกาสสอนใครเลย เวลาได้รับเชิญไปสอน กลับเป็นหัวข้อ ‘เขียนรูปยังไงให้ขายได้’ อาจารย์ก็ไปให้นะ แต่จะพูดเรื่องที่เกี่ยวกับศิลปะ เพราะอาจารย์ทำงานด้วยความรัก ไม่ได้มุ่งเพื่อการค้า ถ้าอาจารย์มีโอกาสสอนนักศึกษา ประเทศเราจะมีคนเขียนภาพเหมือนเก่งๆ อีกหลายคน” คุณต๋องกล่าว

โดยทั่วไปช่างเขียนรูป ถ้าเป็นรูปสีน้ำมัน มักใช้น้ำมันสำหรับล้างสีออกจากพู่กันก่อนจุ่มสีใหม่ แต่อาจารย์จักรพันธุ์ไม่ใช้ ยกเว้นสีน้ำ แต่ก็ต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ คุณต๋องไขคำตอบว่า “พู่กันจะสกปรก สีจะเป็นโคลน น้ำมันที่ล้างพู่กันจะปนกับสี ทำให้สีสกปรก ไม่ใสสะอาด”

แล้วอาจารย์ทำอย่างไร ถ้าไม่ล้างด้วยวิธีนั้น

“เช็ดด้วยผ้าครับ สีน้ำมันเวลายังไม่แห้งเช็ดดีๆ ก็ออกแล้ว ง่ายกว่าเอายางลบลบรอยดินสออีก เวลาเขียนรูปที่ไม่ใช่จิตรกรรมไทยประเพณีอาจารย์ก็ไม่ร่างด้วยดินสอก่อน เขียนด้วยพู่กันสดๆ เลย ทำแบบนี้ตั้งแต่หนุ่ม เคยเห็นอาจารย์สอนหลานผมเขียนสีน้ำ เอาผลส้มมาตั้ง ให้บีบสี แล้วเขียนเลย

“อาจารย์บอกว่า พอดินสอละลายปนกับสีแล้วภาพจะไม่สะอาด ทุกภาพของอาจารย์จึงสวยสะอาดมาก นี่เป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา การจะเขียนรูปได้แม่นไม่แม่น ก็ยังเป็นรองเรื่องความสะอาดของสี”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

อาจารย์จักรพันธุ์เป็นคนสะอาดเรียบร้อยมาก หากเห็นบริเวณทำงานของลูกศิษย์คนใดสกปรกเลอะเทอะ จะติติงทันที ผมโดนประจำ เพราะชอบสุมกองกระดาษไว้ เลอะได้แค่สีในจาน แต่ก็ต้องสะอาดเรียบร้อย ไม่บีบสีเปะปะปนกันจนเป็นสีเน่าอย่างที่อาจารย์มีศัพท์เรียกเฉพาะตนให้เห็นภาพชัดว่า ‘น้ำปูเค็ม’  ส่วนตัวอาจารย์เองเป็นคนไม่กินไปเขียนรูปไป แม้แต่น้ำยังไม่วางไว้ใกล้ๆ แต่จะต้องลุกไปดื่มแล้วกลับมาทำงานต่อ เพราะกลัวจะหกเลอะเทอะงาน

“รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับการทำงานศิลปะ แต่ความจริงคือพื้นฐานที่เสริมการทำงาน ถ้าอาจารย์มีโอกาสสอนสิ่งเหล่านี้ เด็กรุ่นใหม่จะเข้าใจอะไรต่ออะไรขึ้นเยอะเลย ผมเสียดายมาก เพราะวันนี้อาจารย์ป่วยจนไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาสอนหรือเปล่า วิชามันสูญไปกับตัวบุคคล เราอุตส่าห์มีบุคลากรที่เรียกว่าชั้นหนึ่งแล้ว” คุณต๋องพูดนิ่งๆ

ช่างปั้นช่างแกะ ช่างสลักช่างเขียน ช่างติช่างเตียน เวียนอยู่คู่กันไป

งานต่างๆ ของอาจารย์จักรพันธุ์ ทั้งงานจิตรกรรม งานสร้างหุ่นกระบอกและซ่อมหุ่นหลวง มีคนวิจารณ์ว่า ทำให้งานดั้งเดิม ‘วิบัติ’ เป็นงาน ‘แหวกขนบ’ เพราะทำอะไรที่เขาไม่ทำกัน อย่างการเขียนรูปเทพกัญญา (เทวดาผู้หญิง) ขนาดใหญ่ไว้ในวัด ใส่เกราะให้ยักษ์ตัวอื่นนอกจากทศกัณฐ์ หรือเปลี่ยนสีผ้านุ่งให้หุ่นหลวง ‘พระพรต’ เป็นสีม่วง แทนสีเขียวตามแบบแผน ฯลฯ

แต่หลายๆ กรณี งาน ‘สกุลช่างจักรพันธุ์’ กลับพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ไม่เป็นไปตามแบบแผน แต่กลับทำให้บังเกิดความงดงามยิ่งขึ้น อาจารย์จักรพันธุ์เคยกล่าวไว้ว่า ตนเองไม่ใช่ช่าง ‘ซ่อม’ แต่เป็นช่าง ‘สร้าง’ การซ่อมแซมงานดั้งเดิมนั้นต้องเคารพต้นแบบ แต่งานที่ออกมา “สุดแต่ฝีมือของช่างจะบันดาลให้เป็นไป” (จากคำให้สัมภาษณ์ ‘ชีวิตเพื่อศิลปะ ศิลปะคือชีวิต’ นิตยสาร สารคดี ฉบับกรกฎาคม 2552)

แล้วเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ว่าสิ่งนี้ ‘ทำตามตำรา’ สิ่งนี้ ‘แหวก’ ได้

“อาจารย์เป็นคนเคร่งครัดวิชาการมากนะ อย่างงานซ่อมหุ่นหลวง (ปี 2526 – 2529) และซ่อมหุ่นวังหน้า (ปี 2536 – 2540) แกพยายามซ่อมให้ใกล้ต้นฉบับมากที่สุด แต่ลายเก่าบางชิ้นที่อาจารย์จับได้ว่าไม่ใช่เก่าจริง ผ่านการซ่อมมาโดยช่างฝีมือรุ่นใหม่ ที่ไม่สวย ก็จะเปลี่ยนเพื่อให้สวยขึ้น แต่ถ้าช่างเก่าฝีมือสูง สวยงาม อาจารย์จะให้คงไว้ ไม่แตะเลย” คุณต๋องอธิบาย

“เรื่องให้พระพรตนุ่งผ้าม่วงแทนที่จะนุ่งผ้าเขียว อาจารย์บอกผมว่า คนเรายังมีตั้งหลายชุด ทำไมพระพรตต้องนุ่งผ้าเขียวตลอด ท่านจะนุ่งสีอื่นบ้างไม่ได้หรือ คือสมัยก่อนบางทีคนทำละครจะเตรียมไว้หลายชุด ก็คงเป็นเรื่องเปลืองงบด้วยเหตุหนึ่ง”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

อาจารย์จักรพันธุ์เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า นอกจากไม่ผิดตำราแล้ว เขาเห็นว่านุ่งผ้าม่วงดูดีกว่า เป็นการเลือกใช้สีตามทฤษฎีตามทฤษฎีของช่างเขียน เนื่องจากพระพรตมีใบหน้าและกายสีแดง อาจารย์จึงเลือกผ้าสีเหลืองทองมาปักเป็นเสื้อหุ่น เพราะเป็นข้างร้อนร่วมกันกับสีแดง ที่ไม่กลืนกันเหมือนสีแสด สีส้ม แต่ตัดกับสีแดงอย่างไม่กระโดดจนบาดตา แล้วเลือกผ้านุ่งสีม่วงซึ่งเป็นสีตรงกันข้ามกับกับสีเหลือง โดยทั้งสองสีตัดกันอย่างกลมกลืน เพราะถูกลดความแรงลงด้วยเส้นลวดลายเงิน แดง ของผ้าทอและดิ้นเลื่อม ไหมทอง แต่ที่สำคัญเหนือทฤษฎีใดๆ คือ ถ้าออกมางดงามวิจิตรก็คือถูกต้องตามปรารถนา เพราะศิลปะไม่ใช่กฎหมายหรือคณิตศาสตร์

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

กรณีอาจารย์จักรพันธุ์สวมเกราะให้หุ่นหลวง ‘พระพิราพ’ ซึ่งเป็นยักษ์ มีเสียงโต้แย้งจากคนในวงการว่า ในบรรดายักษ์ มีทศกัณฐ์เท่านั้นที่สวมเกราะ

คุณต๋องอธิบายว่า “ที่จริงมีเสียงติแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันก็ไม่อยู่ค้านแล้ว ไม่รู้ท่านไปเอาตำราเล่มไหนมาอ้าง มันไม่ตรงกับแนวทางปฏิบัติที่ปรากฏร่ำเรียนสืบทอดกันมาโดยสิ้นเชิง ถ้าไปดูภาพจิตรกรรมไทย ทั้งจิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว หนังใหญ่ รูปปั้น รูปสลัก แม้แต่รูปถ่ายโขนเก่าๆ ของยักษ์ทุกตัวที่แต่งเครื่องครบ สวมเกราะทั้งนั้น มีทั้งเกราะอก เกราะข้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าถ้าเขียนหรือปั้นยักษ์ไม่ใส่เกราะแล้วจะผิด ที่เห็นกันว่าหุ่นหลวงหรือโขนตัวยักษ์ต้องไม่สวมเกราะ เดิมทีอาจจะเคยสวม แต่เกราะพังสูญหายแล้วไม่มีคนซ่อม เพราะเป็นชิ้นเล็กๆ หรือบางทีเป็นเพราะไม่มีงบ

“ยักษ์ตนอื่นถ้าใส่เกราะบ้างไม่ใส่บ้างก็ดูไม่สวย ให้ทศกัณฐ์ใส่เกราะตนเดียวแล้วกัน ไม่มีตำราไหนเขียนว่ายักษ์ต้องใส่หรือไม่ใส่เกราะนะครับ หุ่นวังหน้าอย่าว่าแต่ยักษ์จะใส่เกราะทุกตัวเลย มัจฉานุเป็นลิงท่านยังให้ใส่เกราะแต่งอย่างยักษ์ เพราะยักษ์เอาไปเลี้ยง ในขณะรูปเขียนหรือโขนทั่วไป มัจฉานุแต่งลิง มีหางเป็นปลา แต่กรมพระราชวังบวรฯ ท่านคงจะเห็นว่าไมยราพคงไม่ลำบากลงทุนไปหาซื้อชุดลิงมาให้มัจฉานุใส่หรอก มึงอยู่กับกูก็ต้องแต่งตัวเหมือนพวกกู อีกเรื่องหนึ่งซึ่งท่านผู้ค้านลืมก็คือ ตอนมังกรกัณฐ์แผลงศรไปต้องเกราะเพชรพระรามขาด นี่ยังไง พระรามแย่งเกราะทศกัณฐ์ไปใส่อีกองค์แล้ว ไม่ใช่แค่พระพิราพ”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

แล้วที่อาจารย์จักรพันธุ์เป็นคนแรกที่เขียนรูปตัวนางให้มีสไบไว้ในอุโบสถวัดตรีทศเทพวรวิหาร (พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา)

“นี่ก็ถูกนักอ้างทฤษฎีค้านอีกว่าทำไมเขียนรูปผู้หญิงเป็นเทพธิดาองค์ใหญ่ๆ ไว้ในโบสถ์ เขาไม่ทำกัน อาจารย์จักรพันธุ์บอกว่า ผู้หญิงเข้าวัดไม่ได้หรือ มีมหาอุบาสิกาสร้างวัดถวายตั้งเยอะแยะ นางคณิกายังสร้างวัดเลย ทำไมไม่กตัญญูกับท่านบ้าง แม่เราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ที่สมัยโบราณเขาไม่เขียนรูปผู้หญิงไว้ที่ประตูเพราะนางในรูปโบราณถอดเสื้อ เขาก็กลัวพระจะไปเห็น อาจารย์เลยเขียนให้มีผ้าห่มนางอย่างละครคลุมไว้ เป็นเครื่องทรงนางกษัตริย์และเทพกัญญาในแบบศิลปประเพณีที่อาจารย์ออกแบบขึ้นใหม่

“ไม่มีทฤษฎีบอกว่าห้ามเขียนรูปผู้หญิงไว้ในวัด รูปโบราณที่วัดบางแคใหญ่ สกุลช่างมอญ รูปผู้หญิงเบ้อเริ่มเลยอยู่ที่บานประตู ถอดเสื้ออีกต่างหาก เขียนสวยมาก ฝีมือช่างมอญ ก็ยังมี

“อาจารย์บอกผมว่า มัวกำหนดทฤษฎีมากๆ ทำให้การทำงานตัน ไปทางโน้นก็ติด ไปทางนี้ก็ติด เราทำดนตรีประกอบหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย เมื่อก่อนมีคนบอกว่า เอานักร้องผู้ชายมาร้องหมู่ ไม่มีใครทำกันหรอก มีแต่นักร้องหญิง แต่วงเราทำ เดี๋ยวนี้นักร้องผู้ชายร้องหมู่นี่ทำกันเยอะแยะ

“หรือสำนวนที่ว่า เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แต่ก่อนไม่มีหรอก เพราะในวงดนตรีไทย ปี่กับขลุ่ยเล่นพร้อมกันไม่ได้ คนละระดับเสียง แต่วงเรา ผมเอามาปรับเสียงหากัน ปรับเสียงขลุ่ยเพียงออให้ขึ้นมาสูงเท่าปี่ใน อาจารย์จักรพันธุ์ก็ไม่ว่าอะไร ขอให้ออกมาเพราะก็แล้วกัน เวลาทำงานอาจารย์ไม่ได้สนใจหรอกว่าถูกต้องตามตำราไหม แต่เอาที่คิดว่าเหมาะสม รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้สักหน่อยว่าห้ามฉีกตำรา ถ้ามัวคิดว่าไม่มีใครทำแล้วไม่ลองทำ ป่านนี้คนคงยังแก้ผ้าเดินโทงๆ เป็นมนุษย์ถ้ำอยู่แน่” คุณต๋องหัวเราะ

เจ้าตัวเคยให้คำตอบเรื่องนี้ไว้ชัดเจนสุดๆ ว่า

ตามที่ได้มีผู้เกิดความคับข้องใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกในการซ่อมหุ่นและการเขียนรูปละครของข้าพเจ้านั้น แต่แรกคิดว่าจะไม่บอก เพราะพูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง… แต่เอาเถอะ ถึงจะบอกถูกหรือไม่ถูก ข้าพเจ้าก็ต้องถูกอยู่ดี” (จาก ‘จักรพันธุ์ โปษยกฤต ตอบปัญหาเรื่องหุ่นหลวง และภาพเขียนนางละครอันวิบัติ’ จากนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปี 2530)

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ขึ้นชื่อว่าศิลปินแล้ว หากไม่ฉีกตำรา ก้าวย่ำอยู่บนทางเส้นเดิม ไฉนเลยจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า พัฒนาการ เมื่อนายช่างลงมือ ‘ซ่อม’ หรือ ‘สร้าง’ สิ่งใดแล้ว ย่อมต้องมีภาพผลลัพธ์อันงามที่สุดเป็นที่ตั้ง มิใช่มัวกังวลว่าจะขัดกับตำราหรือไม่

หากพิจารณาให้ถ่องแท้จะรู้ว่างานศิลปะในสกุลช่างจักรพันธุ์ นอกจากจะไม่เหินห่างจากวิชาการแล้ว ยังรองรับด้วยสรรพวิชาหลากหลายแขนง ทั้งตะวันออก ตะวันตก ที่ถูกนำมาผสมกันเพื่อให้บังเกิดสื่อกลางที่ทุกชาติ ทุกภาษา แสวงมาร่วมกัน คือ ‘ความงดงามวิจิตร’

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ภาพทรงวาด-ราชวงศ์

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ภาพสมิงพระรามรบกามนี

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ภาพปรุงเวทย์

หลายปรมาจารย์ หลอมรวมเป็น ‘จักรพันธุ์’

อาจารย์จักรพันธุ์เป็นศิษย์มีครู และให้ความนับถือครูบาอาจารย์มาก แม้เขาเข้าเรียนคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมเพียงปีเดียว (14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505) แต่ ‘อาจารย์ฝรั่ง’ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้อาจารย์จักรพันธุ์เสมอมา นับตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยอาจารย์ศิลป์แนะนำวิธีวาดเส้นและสอนให้รู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติด้วยสายตาศิลปิน

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

แน่นอน ข้าพเจ้ามิใช่ศิษย์คนสุดท้ายของท่าน และจะไม่มีใครได้เป็นศิษย์คนสุดท้าย เพราะลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ศิลป์จะต้องมีสืบต่อไปไม่จบสิ้น” อาจารย์จักรพันธุ์เคยกล่าวไว้ในงานปาฐกถา ศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 3 ในปี 2541 ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

งานหุ่นกระบอกที่อาจารย์จักรพันธุ์เคยกล่าวว่า ทำเป็นงานอดิเรก ทำเพราะรักเพราะชอบ แต่เป็นงานอดิเรกที่เจ้าตัวจริงจังมาก ลงทุนลงแรงไปเสาะหาปรมาจารย์มาสอนและช่วยในด้านต่างๆ

การแสดงหุ่นกระบอกเป็นศิลปะที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญหลายด้าน อาทิ ความรู้วิชาทำหัวโขนซึ่งได้ความเมตตาจาก ครูชิด ดวงใหญ่ (ปรมาจารย์แห่งการทำหัวโขน) หัดเชิดหุ่นกระบอกกับ ครูชื้น สกุลแก้ว (ลูกสาวครูเปียก ประเสริฐกุล ปรมาจารย์การเชิดหุ่นกระบอก) และ ครูวงษ์ รวมสุข (เจ้าของหุ่นคณะชูเชิดชำนาญศิลป์ที่อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม) เรียนปักดิ้นเลื่อมเพื่อทำชุดหุ่นกระบอกกับ ครูเยื้อน ภาณุทัต (ปรมาจารย์งานประณีตศิลป์)

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

การแสดงหุ่นกระบอกจะขาดดนตรีเสียมิได้ ถึงแม้อาจารย์จักรพันธุ์เล่นดนตรีไม่เป็น แต่ได้ความกรุณาในการบรรจุเพลงประกอบการแสดงหุ่นกระบอกทุกเรื่องจาก ครูบุญยงค์-บุญยัง เกตุคง (ครูบุญยงค์เป็นนักดนตรีปี่พาทย์เจ้าของฉายา ‘ระนาดเทวดา’ และได้รับคำชื่นชมจากโจวเอินไหล ผู้นำจีน ว่าตีระนาดได้ไพเราะดั่ง ‘ไข่มุกหล่นบนจานหยก’ ครูบุญยังเป็นนักระนาดทุ้มฝีมือเยี่ยมของยุคสมัย เจ้าของฉายา ‘บุญยัง ทุ้มยอด’) และ ครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ (นักปี่ที่ได้รับการยอมรับว่ามีทักษะเป็นเลิศ) นอกจากนี้ ครูบุญยังยังมีทักษะด้านการรำละครและการแสดงลิเก จึงสอนวิชารำละครให้แก่อาจารย์จักรพันธุ์ด้วย

คุณต๋องเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์จักรพันธุ์กับครูบาอาจารย์ชั้นแนวหน้าแห่งยุคว่า อาจารย์จักรพันธุ์เป็นที่รักของบรรดาครูอย่างมาก เคารพนับถือและเห็นฝีมือกันมานานตั้งแต่เริ่มเล่นหุ่นกระบอกครั้งแรก พ.ศ. 2518

“คงเป็นบุญกุศลร่วมกันมา ครูบุญยงค์ ครูบุญยัง และครูจำเนียร 3 ท่านนี้เรียกว่าเป็นบรมครูผู้ให้ความรู้คำปรึกษาเรื่องของเพลงสำนักเราเลย ช่วยเหลือกันมาเรื่อยจนตายจากกันไป” คุณต๋องเล่าบรรยากาศให้ฟังว่า

“ครูบุญยงค์เป็นหัวหน้าวงปี่พาทย์กรุงเทพมหานคร สมัยเล่นหุ่นครั้งแรกท่านไม่ตีเองหรอก ให้ ครูพินิจ ฉายสุวรรณ ที่เป็นรุ่นน้องตีระนาดเอกตามตำแหน่งที่ประจำวง จนแสดงหุ่นกระบอกรอบสุดท้าย อาจารย์จักรพันธุ์บอกครูบุญยงค์ว่า อยากฟังฝีมือระนาดครู ช่วยตีให้ผมสักรอบ ครูบุญยงค์ก็บอก ‘เอาอย่างนั้นหรือครับ’ แล้วตีให้

“อาจารย์จักรพันธุ์ได้ฟังแล้วติดใจในฝีมือ ประทับใจในไหวพริบปฏิภาณ เพราะปกติครูบุญยงค์เป็นคนกำกับบท ครูพินิจตีระนาด วันนั้นท่านมาเป็นคนตี พอถึงเพลง น้ำลอดใต้ทราย ซึ่งครูจำเนียรเป็นคนร้อง ครูบุญยงค์เผลอสอดระนาดรับโดยตามบทไม่มีรับ แต่ด้วยไหวพริบ ประสบการณ์ ของบรมครูทั้งสองผู้เป็นเพื่อนรัก ร่วมเรียนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กจนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กลายเป็นเพราะกว่าเล่นปกติเสียอีก

“ครูบาอาจารย์เหล่านี้รักใคร่ชอบพอกับอาจารย์จักรพันธุ์มานานมาก เพราะเป็นคนแบบเดียวกัน คือไม่ยึดติดและพลิกแพลงวิชาได้ อย่างครูบุญยงค์ ท่านเล่นดนตรีกับ อาจารย์บรูซ แกสตัน ร่วมกันก่อตั้งวงฟองน้ำ เรียกว่าเล่นดนตรีไทยมาตรฐานก็ชั้นเยี่ยม เล่นดนตรีร่วมสมัยก็ได้ เลยคุยกันรู้เรื่อง เวลาทำเพลงให้อาจารย์จักรพันธุ์ท่านก็บอกว่า ‘คุณจักรพันธุ์…เพลงไทยมีเยอะแยะ ไม่ต้องไปใช้ตามเขาหรอก เดี๋ยวผมทำให้ใหม่’ คุณครูเยื้อน ภาณุทัต ที่สอนปักดิ้นเลื่อม ก็เคยกล่าวว่า วิชาของท่านนั้นพลิกแพลงแตกฉานออกไปได้ไม่รู้จบ”

เอาวิชาเป็นที่ตั้ง

นอกจากเป็นคนพลิกแพลงวิชาได้ตลอดแล้ว ช่างเขียนชื่อจักรพันธุ์ยังยอมทุกอย่างเพื่อให้ ‘เป็น’ วิชาที่ต้องการ

“อาจารย์จักรพันธุ์เป็นคนรักวิชามากกว่าชีวิต อย่างไปเรียนเชิดหุ่นกับ ลุงวงษ์ (ครูวงษ์ รวมสุข) อาจารย์ว่ายน้ำไม่เป็น แต่ไปหาลุงวงษ์นี่ต้องนั่งเรือจากอัมพวาข้ามไปแควอ้อม น้ำกว้างใหญ่ ท่านไม่สนใจเลย อยากได้วิชาท่านก็ไป” คุณต๋องเล่า

นักเรียนชื่อจักรพันธุ์เคยให้สัมภาษณ์ติดตลกว่า “ความจริงขี้เกียจเรียน…

จริงหรือเปล่า

คุณต๋องตอบว่า “ขี้เกียจเรียนหรือเปล่าไม่รู้ แต่ไม่ขี้เกียจซ้อมแน่นอน ผมยังเล่าเรื่องนี้ให้พวกที่หัดเชิดหุ่นรุ่นหลังๆ ฟัง อาจารย์ไปเรียนเชิดหุ่นกับครูชื้น กลับมาบ้าน ตื่นมากินข้าวเช้าเสร็จ เอาไม้กระบอกกับที่มีแค่ไหล่กับหัวหุ่นมา ถือด้วยมือซ้าย ตั้งองศาตามคุณป้าชื้นสอนอย่างไรอย่างนั้น ไม่ให้คลาดเคลื่อนนอกตำราแม้แต่น้อย ท่านจะกล่อมอยู่อย่างนี้ (ทำท่าเชิดหุ่น) กล่อมหนึ่ง กล่อมสอง ตีไหล่ไป พอเที่ยง ไปกินข้าว กินเสร็จซ้อมต่อ นั่งซ้อมอยู่คนเดียวจนเย็น กินข้าวเย็น ซ้อมต่อจน 4 ทุ่ม ทำอย่างนี้เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ ถ้ามีงานเขียนรูปก็เขียน ถ้าไม่มีงานก็นั่งซ้อมอย่างที่ว่า

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

“อาจารย์เชิดหุ่นได้สวยมาก ที่ท่านนั่งซ้อมก็เพื่อดูองศาหน้ากับตัว ความที่เป็นช่างเขียนรูป จึงแม่นเรื่องสัดส่วน ขยับองศายังไงให้หุ่นดูเหมือนมนุษย์ ตอนนั้นท่านไม่ได้ตั้งกระจกดูนะ ดูจากเงาสะท้อนกระจกที่ตู้หนังสือ เหมือนคนกล่อมไหล่หรือยัง

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

“เป็นมนุษย์ที่มีความเพียรสูงมาก ถ้าชอบทำอะไรจะทำไม่เลิกราจนกว่าจะบรรลุเป้า แม้จะเก่งแล้วก็ซ้อมอยู่นั่นแหละ”

คุณต๋องยังเล่าเพิ่มว่า อาจารย์จักรพันธุ์ไม่สนใจว่าคนสอนจะเป็นศิลปินมีชื่อหรือไม่ ขอไปเรียนก่อน

“ท่านมีความรู้แตกฉานเพราะเป็นคนอ่อนน้อม ไม่ได้ทะนงตนว่าเป็นศิลปินใหญ่ แม้ว่าเขาเด็กกว่า ไม่ว่าเก่งจริงหรือไม่จริง เพราะแบบนี้ถึงได้วิชา ครูบาอาจารย์ทุกคนรักหมด แม้คนที่เขียนรูปไม่เป็นเลยมาติว่าหัวเล็กไป อาจารย์ฟังนะ ถ้าเล็กจริง แก้เลย ไม่โกรธด้วย เป็นคนไม่ค่อยโมโห”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

อาจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ปูชนียบุคคลแห่งวงการศิลปะไทย เคยกล่าวถึงลูกศิษย์ชื่อจักรพันธุ์ว่า เป็นม้าตีนปลาย เพราะไม่ได้จบจากโรงเรียนศิลปะก่อนเข้าศิลปากร แต่จบจากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ช่วงแรกๆ ฝีมือเขียนรูปจึงยังสู้พวกที่จบช่างศิลป์หรือเพาะช่างไม่ได้ แต่ด้วยความเป็นคนนอบน้อมและไม่ดื้อกับครูบาอาจารย์ นักศึกษาหนุ่มชื่อจักรพันธุ์เข้าไปถามอาจารย์ชลูดว่า สู้เขาไม่ได้ ทำยังไงจึงจะเก่ง

คำตอบสั้นๆ จากอาจารย์ชลูดคือ “ทำให้มากๆ” เป็นคำตอบที่อาจารย์จักรพันธุ์ยึดถือและใช้ตลอดมา

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

คุณต๋องทิ้งท้ายบทสนทนาว่า อาจารย์จักรพันธุ์ทำงานและใช้ชีวิตตามหลักอิทธิบาท 4 ในพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัว

“ฉันทะนี่มีเต็มร้อย เพราะถ้าไม่ใช่งานที่รักท่านไม่ทำ ชอบเขียนรูป ชอบเล่นหุ่น ก็เอาใจใส่ หมกมุ่นทำ คอยหาเหตุผลว่าตรงไหนดีไม่ดียังไง ทำอะไรขึ้นใหม่ก็ให้ดีกว่าเก่า ทุกอย่างนี้ประมวลออกมาเป็นตัวอาจารย์จักรพันธุ์ เป็นเหตุผลของความสามารถทั้งหมดที่อาจารย์มี”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ภาพคลองตะเคียน เขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี

หากต้องการเงินสักก้อนหนึ่ง เพียงอาจารย์จักรพันธุ์ยอมขายภาพเขียนสักชิ้น ก็มีนักสะสมยินดี แต่อาจารย์ไม่ยอมขาย เก็บรักษาไว้เพื่อทำ ‘พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ย่านสายไหม กรุงเทพฯ ที่กำลังจะสร้างเสร็จในเดือนสิงหาคมนี้ เป็นที่รวบรวมผลงานทั้งชีวิตของอาจารย์ บางส่วนถูกคัดเลือกมาจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้เห็น ‘ของดี’ ที่อาจารย์รักและหวงแหนหลายต่อหลายชิ้น ท่านพูดเสมอว่า “ถ้าเราขายงานหมด ไม่เก็บเอาไว้บ้าง คนทั่วไปที่นิยมชมชอบก็จะไม่มีโอกาสได้เห็น”

คุณต๋องเล่าถึงแนวความคิดในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ว่า “เราไม่ได้ต้องการแสดงความเก่งของอาจารย์ ก็รู้อยู่แล้วว่าท่านเก่ง แต่เราต้องการสร้างเยาวชน ให้เขาเห็นงาน ประเทศเราจะได้มีบุคลากรที่เก่งเท่าหรือยิ่งกว่าอาจารย์จักรพันธุ์ ไม่ใช่ให้ทุกอย่างหยุดและตายอยู่แค่ยุคสมัยเดียว เพราะคลื่นลูกน้อยทยอยซัดตามคลื่นใหญ่ มหาสมุทรจึงดำรงอยู่ตลอดกาล”

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้เป็นประจักษ์พยานแห่งความหลงใหลในงานศิลป์ของช่างเขียนคนหนึ่งที่เขียนรูปได้งามราวเทวดา สร้างหุ่นกระบอกที่กรีดนิ้วจีบ จับหอกวาดดาบ เอี้ยวตัวได้เหมือนมนุษย์ ชนิดคนดูประทับใจจนน้ำตาไหล ศิลปินผู้มีความเคารพครูบาอาจารย์เป็นที่ตั้ง แต่พลิกแพลงหลักการและฉีกอกนอกตำราได้เสมอ ตราบใดที่ได้ผลลัพธ์เป็นของสวยของงาม เป็นงานที่เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นจากใครอีกแล้ว

นอกจากฝีมือนายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ช่างเขียนผู้เป็นต้นตำรับ ‘สกุลช่างจักรพันธุ์’

จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

รายละเอียดนิทรรศการ

นิทรรศการหมุนเวียนชุดแรก ผลงานอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
เริ่มวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2561 – วันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2561 เปิดทุกวัน เวลา 13.00 – 16.30 น. (หากมีกำหนดหยุดจะแจ้งให้ทราบทางเว็บไซต์มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต) ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต
เลขที่ 49/1 ซอยสุขุมวิท 63 (เอกมัย) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
โทร 023927754, 0873325467
Line ID | chakrabhand-ex


ค่าธรรมเนียมเข้าชม
– ประชาชนทั่วไปท่านละ 100 บาท
– นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในเครื่องแบบหรือแสดงบัตรประจำตัว ท่านละ 50 บาท
– สถาบันการศึกษาขอเข้าชมเป็นหมู่คณะไม่เสียค่าธรรมเนียม กรุณาโทรศัพท์ติดต่อ และส่งหนังสือขออนุญาตเข้าชมล่วงหน้า 7 วัน มายังมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต โทร 023927754, 0873325467 (เฉพาะรอบ 10.00 – 12.00 น.)
– เด็กเล็กที่อยู่ในความดูแลของผู้ปกครองไม่เสียค่าธรรมเนียม

*หมายเหตุ เนื่องจากพื้นที่นิทรรศการหมุนเวียนนี้ปรับปรุงจากสถานที่ฝึกซ้อมหุ่นกระบอกภายในบ้านศิลปิน ดังนั้น ความจุพื้นที่ภายในโถงแสดงนิทรรศการสามารถรองรับผู้เข้าชมจำนวนจำกัด มูลนิธิฯ จึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะกำหนดให้ผู้ชมทยอยเข้าชมตามความเหมาะสมของสถานที่

 

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load