พลอย จริยะเวช เป็นนักเขียน นักวาด นักออกแบบ

ล่าสุด เธอบอกว่า ตอนนี้เธอมีอาชีพใหม่คือทำจานขาย เป็นการนำศาสตร์ทุกอย่างที่เธอเชี่ยวชาญมาผสมผสานจนออกมาเป็นจาน ชาม หลากหลายรูปแบบ

เธอว่า จานของเธอไม่ใช่งานศิลปะ แต่เป็นงานสุนทรียะ

แล้วเธอก็ไม่ได้วางขายธรรมดา แต่นำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการร่วมกับภาพวาด โดยมีฉากหลังเป็นชีวิตของเธอในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา หลังจาก ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช คุณพ่อของเธอเสียชีวิต

พลอยบอกว่างานนี้คือ พระอาทิตย์ 1 ใน 4 ดวงของเธอในปีนี้

เธอตั้งชื่องานนี้ว่า Salute to the Sun จัดแสดงจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2565 ที่แกลอรี่ Madi Bkk ปากซอยเจริญกรุง 43

เรานัดคุยกันที่แกลอรี่ในวันก่อนเปิดงานสุริยาคารวะ

มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝนสีเทาเข้ม ดูท่าวันนี้คงยังไม่มีแดด

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

01
อาชีพใหม่

ก่อนจะเริ่มบทสนทนาเรื่องงาน ผมขออนุญาตสวมบทบรรณาธิการถามไถ่ถึงต้นฉบับคอลัมน์ ‘บ้านเพื่อน‘ สักหน่อย เพราะในรอบ 3 ปีนี้ เธอส่งงานมา 2 ชิ้นเท่านั้น ปีแรกเธอบอกว่า ขอลาไปเขียนหนังสือ What is the good life? ปีที่สอง เธอลาไปทำงานเซรามิก ส่วนปีนี้ ผมกำลังรอฟังคำตอบ

“ปีที่แล้วไม่มีหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กออก รายได้หลักไม่มี เลยต้องคิดหาอาชีพใหม่” พลอยหัวเราะยาวเมื่อเล่าถึงเวลาที่หายไปในปีนี้

พลอย จริยะเวช คือนักเขียนที่เลี้ยงชีพด้วยการเขียนหนังสือมาร่วม 2 ทศวรรษ รายได้หลักของเธอคือค่าลิขสิทธิ์จากการแปลและเขียนหนังสือ ช่วงหลัง ๆ เธอเริ่มได้ค่าลิขสิทธิ์จากการนำลายเส้นไปผลิตสินค้าซึ่งจ่ายเป็นรายปี และมีรายได้จากการไปออกอีเวนต์ เห็นเธอเป็นนักเขียนแนวไลฟ์สไตล์แบบนี้ แต่เธอมีวินัยทางการเงินดีเยี่ยม

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

“เราเป็นคนมองรายได้เป็นปี ปีต่อปี ถ้ามีรายได้เท่านี้ ก็ไม่ควรให้ลดต่ำกว่านี้ ปีที่แล้วมีช่วงที่ไม่ได้ทำงานเขียน ก็ได้ไปออกแบบคอลเลกชันให้ JYSK หรือรับงานวาดให้ร้านกับข้าวกับปลาที่เขารีแบรนด์ใหม่ แล้วก็มีคนซื้อรูปเอาไปทำลวดลายบนของต่าง ๆ

“ช่วงนี้ไม่ได้ออกหนังสือ เลยขาดรายได้ก้อนหลัก ก็เลยเอาเวลาไปทำโปรดักต์ของตัวเอง ไปทำจานขาย เราขายจานเป็นอาชีพมา 4 ครั้งแล้ว เราวางแผนว่าไตรมาสนี้ดิฉันจะหาเงินจากการจำหน่ายจาน อยากทำให้เป็นอาชีพ” เธอระบุเหตุผลในใบลาถึงบรรณาธิการไว้เช่นนี้

02
หนังสือเล่มใหม่

ผมได้ยินพลอยบ่นถึงความโหดหินตอนเขียนเรื่อง What is the good life? อยู่บ่อย ๆ ก็เลยเข้าใจดีว่า การเขียนหนังสือเล่มต่อมาย่อมต้องใช้เวลา และใช้พลังมากขึ้นไปอีก

“ยากที่สุด” พลอยพูดถึงการเขียนหนังสือเล่มล่าสุด “มีคนตีตราว่า Good life เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในชีวิตเรา นี่คืออนุสาวรีย์ของเธอ จะสร้างอะไรได้ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกหรือ ตอนเขียน Good life โญ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ) เขาเป็นจอมทิ้งถังขยะเลย เขาปฏิเสธทุกบท กว่าจะได้ออก เขาทิ้งถังขยะไป 4 รอบ พูดถึงขนาด เธอหยุดเขียนก่อนไหม ถ้าจะเค้นกันขนาดนี้ เพราะพลังข้างในของเราไม่ดีเลย

“แต่เล่มนี้แปลก เขาชอบทุกบท พอส่งต้นฉบับแล้วก็ไลน์คุยกัน เขาอ่านแล้วก็เขียนลายมือมาหนึ่งหน้า A4 ว่าชอบบทนี้ยังไง แล้วถ่ายรูปส่งมาทางไลน์ ยุคหินไหม” พลอยหัวเราะเมื่อเล่าถึงวิธีสื่อสารกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่อยู่เชียงดาว

“ทำหนังสือกับโญมา 3 เล่ม เลือดตาแทบกระเด็นทุกเล่ม แต่เล่มนี้แปลกมาก ไม่มีอะไรไม่ผ่านเลย เขาชมแบบ โห เกิดมาไม่เคยได้คำชมแบบนี้”

เธอพูดถึงเนื้อหาข้างในว่า หนังสือทั้งหมดที่ผ่านมาเธอเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ‘ข้างนอก’ หรือ Outer World แต่เล่มนี้จะมีความเป็น ‘ข้างใน’ หรือ Inner World แบบที่ไม่เคยเขียนมาก่อน ซึ่งคนอ่านทำความเข้าใจตามได้ไม่ยาก

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

พลอยเปรียบว่า ถ้าเธอเป็นนักร้อง ปีนี้เธอตั้งใจจะออก 4 ซิงเกิล งานนิทรรศการ Salute to the Sun คือซิงเกิลที่ 2 ซึ่งเธอเอาคำนำและรูปประกอบจากหนังสือมาใช้ก่อน พอปล่อยหนังสือออกมาเป็นซิงเกิลที่ 4 คนก็จะเข้าใจว่า ทำไมงานทั้งปีของเธอถึงเป็นแบบนี้

“งงไหม” เจ้าของโปรเจกต์ถาม

“งง” ผมตอบทันที แต่ผมจะเชื่อว่าเข้าใจเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของพลอย (ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีชื่อ) ช่วงเดือนตุลาคมปีนี้

03
นักวาด

คนส่วนใหญ่รู้จัก พลอย จริยะเวช ในฐานะของนักเขียนมากกว่านักวาด

แต่เธอวาดมานานพอ ๆ กับเขียน

ช่วงที่เธอสอบเทียบได้วุฒิ ม.6 มาตั้งแต่ ม.5 คุณพ่อบอกว่าไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว แต่ส่งไปเรียนคอร์สต่าง ๆ ของ British Council กับ AUA รวมถึงเรียนเพนต์กระเบื้องกับน้านิด คุณครูมองว่าลูกศิษย์สาววัย 19 ปีไม่ค่อยมีสมาธินัก เลยเน้นสอนให้ใช้พู่กันทุกขนาดจิ้มสีแล้วปาดให้เป็นกลีบดอกไม้ นั่นเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้พลอยชำนาญการใช้พู่กัน

“พอจบปริญญาตรี เราไปเรียนต่อที่ออสเตรีย บ้านที่ไปอยู่ด้วยเขาเป็นศิลปิน เขาสอนเราวาดรูปทุกคืนแลกกับการพูดคุยเรื่องพุทธศาสนา ซึ่งเราไม่มีความรู้เลย สอนไปสักพักเขาก็ส่งเราไปเรียนในโรงเรียนภาคค่ำ ไปถึงก็มีนางแบบนอนเปลือยบนโต๊ะให้วาด เราเลยเรียนวาดรูปควบคู่ไปกับการจัดการการท่องเที่ยว”

จากนั้นพอกลับมาเมืองไทย เข้าสู่วงการนักเขียน เธอก็ยังวาดรูปทำภาพประกอบไปด้วย จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

“เราได้ไปแสดงงานที่ไหนสักแห่ง แล้วโญบอกว่าให้เลิกวาดสีน้ำมัน ให้วาดแต่พู่กันจีน ก็เลยมาทางนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ได้วาดภาพประกอบคอลัมน์ของโญใน GM ตอนนั้นเขาอยู่ปักกิ่ง เรื่องที่เขียนมาก็อีโรติกมาก เลยได้วาดแต่รูปโป๊” พลอยหัวเราะกับงานพู่กันจีนเซ็ตแรก ๆ ของเธอ

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งคือมีแบรนด์เครื่องกระเบื้องฝรั่งเศสเอารูปวาดของเธอไปใช้ แล้วขายในงาน Maison d’Objet ที่ปารีส เขาบอกว่างานเรามันมีความหมวย ๆ แหม่ม ๆ ระบุชาติไม่ได้ แล้วก็ได้ร่วมงานกับ Noritake แบรนด์เครื่องกระเบื้องเก่าแก่ของญี่ปุ่นในลักษณะเดียวกัน

“พอลายเส้นเราอยู่บนของ ก็เห็นว่ามันไม่ใช่แค่วาดเล่น ๆ แต่ทำมาหากินได้ เป็นอาชีพได้ อาจเป็นด้วยลายเส้นเรามีพลัง หรือถ่ายรูปขึ้นก็ไม่รู้ อินทีเรียชอบซื้อไปแต่งโรงแรม ก็เลยมีคนเห็นงานเราเยอะขึ้น แล้วก็ติดต่อมาเรื่อย ๆ”

04
กระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม

“ไม่รอแบรนด์มาจ้างแล้ว ทำขายเองเลยดีกว่า” พลอยหัวเราะเมื่อพูดถึงความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยังไม่มีรายได้จากการออกหนังสือ

จุดเริ่มต้นมาจาก สิโรตม์ จิระประยูร เจ้าของร้านหนังสือ The Papersmith ชวนพลอยมาเทกโอเวอร์ร้าน 1 เดือน ให้เลือกหนังสือเข้าร้านเอง พร้อมกับโจทย์ที่ว่า “อยากทำอะไรก็ทำ”

“ทั้งชีวิตคิดว่าสิ่งที่เราต้องอยู่ด้วยคือ กระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม มันเป็นสิ่งที่อยู่ในสำเภาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เราชอบแล้วก็ได้ทำทั้ง 3 อย่าง งานนี้ก็เลยจับมารวมกัน เราได้ทำฉลากน้ำหอมให้เทวารัณย์สปาพอดี เราเลือกหนังสือเข้าร้านเป็นธีมฤดูร้อน เกี่ยวกับการเดินทาง สีส้ม สีเขียว ก็เลยอยากทำจานชามเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารเป็นสีส้ม สีมะนาว แนวนี้

“เรามีภาพการจัดงานถ่ายรูปอาหารเช้า I love breakfast มา 20 – 30 ปี จนเป็นกิจวัตร เป็นลายเซ็นของเราไปแล้ว ทุกคนรู้ว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเช้า เราก็คิดว่า คนอยู่คอนโด โต๊ะอาหารเล็กแค่นี้ ขนาดของจานชามควรจะแค่ไหน ซื้อไปแล้วต้องคุ้มใช้งานได้หลายอย่าง จับคู่อย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งเซ็ตเพราะเราไม่ใช่คุณนายผู้ร่ำรวย นั่นคือพื้นฐานในการคิดงานของเราที่ของชิ้นเดียวต้องมีหลายฟังก์ชัน งานนั้นก็เลยมีสรรพสิ่งที่เรารักมาอยู่รวมกันในบรรยากาศของร้านหนังสือที่ดิฉันก็รักมาก”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

ผลตอบรับของการขายจานครั้งแรกในชีวิตของพลอยก็คือ จาน 30 ใบ ขายหมดเกลี้ยงใน 2 ชั่วโมง

ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 เธอเพิ่มจำนวนจานขึ้น แต่ก็ยังหมดภายใน 2 ชั่วโมงเหมือนเดิม

06
พระอาทิตย์ 4 ดวง

Salute to the Sun คือการขายจานครั้งที่ 4 ที่มีความเป็นนิทรรศการมากกว่าครั้งก่อน ๆ เจ้าของแกลอรี่ Madi Bkk ชวนพลอยมาแสดงงาน 20 วัน โดยมีข้อแม้ว่า จะจัดส่งจานให้ผู้ซื้อเมื่อจบงานแล้ว พลอยใช้เวลา 2 เดือน ทำงาน 111 ใบ มาแสดงร่วมกับภาพวาดซึ่งเป็นภาพประกอบหนังสือเล่มใหม่ เธอมองว่า นี่คือพระอาทิตย์ดวงที่ 4 ในปีนี้ของเธอ

“เราเปิดตัวพระอาทิตย์ดวงแรกของปีนี้ด้วยการทำงาน ‘Here Comes The Sun Tableware Collection by พลอย จริยะเวช’ เป็นชุดปิกนิกและกระเป๋าที่หิ้วไปนอกบ้านได้ ใช้ในบ้านก็ได้ ประมาณ 9 ชิ้น เป็นงานการกุศลทำให้มูลนิธิรามาธิบดีฯ คนชอบเยอะมาก ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครแท็กอะไรใน IG Story เยอะขนาดนี้มาก่อน คำว่า Here Comes The Sun ก็มาจากในหนังสือ

“พระอาทิตย์ดวงที่ 2 คือ Salute to the Sun รู้สึกว่าพระอาทิตย์มาแล้ว ฉันต้องคารวะแล้ว ดวงที่ 3 คือ Sunlit My Bag เหมือนจิตใจที่โดนพระอาทิตย์ส่อง

“เดือนตุลาก็ออกหนังสือ เป็นพระอาทิตย์ดวงที่ 4 เอาคำนำมาใช้กับงานนี้ด้วยคือ The Sun Is New Each Day ทุกโควตในเล่มเป็นของคนเดียวคือ Heraclitus เป็นนักปราชญ์กรีก พอเขียนหนังสือเสร็จก็อยากให้พ่อช่วยตรวจการบ้าน เราไปเปิดกล่องที่พ่อเตรียมการสอน มีการ์ดต่าง ๆ ซึ่งหลังจากเขียน Good Life ไม่เปิดเลยนะ ก็ลองจับออกมาแบบไพ่ยิปซี ได้การ์ดที่พอเขียนว่า ‘Heraclitus พุทธ-เต๋า’ เฮ้ย! ฉันมาถูกทางแล้ว คอลเลกชันปีนี้ต้องเป็นพระอาทิตย์ เหมือนจะบังเอิญ แต่ได้รับการ Approve แล้วว่าเลือกคนถูก”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

เนื่องจากคราวนี้แสดงงานในแกลอรี่ที่มีขนาดใหญ่ ถ้ามีแต่จานอาจจะเอาไม่อยู่ พลอยก็เลยแสดงจานร่วมกับภาพวาด ซึ่งเป็นภาพประกอบหนังสือเล่มใหม่ที่เธอเขียนไว้เป็นร้อย ๆ ภาพ

“ระหว่างเขียนเล่มใหม่ต้องอ่านหนังสือไป 30 เล่ม ไม่เคยอ่านหนังสือเยอะขนาดนี้มาก่อน ช่วงที่อ่าน ไม่รู้ทำไมต้องวาดไปด้วย เล่มไหนเครียด ๆ วาดคล่องมาก ทุกอย่างลงตัว พาไปสู่พระอาทิตย์ดวงที่ 4 ของเรา”

05
ทำ ลาย จาน

2 สัปดาห์ก่อน ผมตามพลอยไปดูเธอทำงานชุดนี้ที่บ้านกึ่งสตูดิโอของ แจน-กษริน กฤษณมิษ เพื่อนรุ่นพี่ตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมอุดมฯ งานเซรามิกไม่ใช่ของแปลกสำหรับพลอย เพราะตอนที่เธอแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2536 เธอใช้เตาเผาเซรามิกของตัวเอง ทำจานกระเบื้องรองแก้วเป็นของชำร่วยวันแต่งงาน ซึ่งงานนั้นเธอวาดด้วยมือทุกใบ

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

แต่รอบนี้เธอมีตัวช่วยที่เรียกว่าดีแคลส์ (Decals) อธิบายง่าย ๆ ก็คือสติกเกอร์ Tattoo ที่เปลี่ยนจากการแช่น้ำแล้วติดตามตัวเป็นติดลงจาน พอเอาเข้าเตาเผา ก็จะกลายเป็นลวดลายถาวร พลอยเอาลายเส้นของเธอจากหนังสือเล่มล่าสุดไปสั่งทำเป็นดีแคลส์มาใช้สำหรับงานนี้

“ถ้าใช้แต่ดีแคลส์ ทุกใบก็จะเหมือนกันหมดเป็นอุตสาหกรรม ถ้าอยากคราฟต์มือ ต้องเพิ่มอะไรลงไป เราก็เลยเลือกเขียน Calligraphy เป็นโควตบวกกับใช้คลังคีแคลส์วินเทจของพี่แจน เอามารวมกันกลายเป็นงานคราฟต์ชิ้นใหม่ ที่งานทุกชิ้นมีชิ้นเดียว”

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง
ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

พูดจบพลอยก็พาเดินไปดูคลังถ้วยชามรามไหสีขาวล้วนทุกประเภท ทุกขนาด จำนวนน่าจะแตะพันใบ แล้วก็ชี้ให้ดูคลังคีแคลส์วินเทจจากหลายยุค หลายประเทศ หลายสไตล์ เธอประมาณจำนวนว่าน่าจะหลายหมื่นชิ้น

เธอหยิบดีแคลส์ภาพจากหนังสือเล่มล่าสุดมาให้ดู

ชีวิตบนกระดาษ กระเบื้อง เครื่องหอม ของ พลอย จริยะเวช ในปีที่เธอมีพระอาทิตย์ 4 ดวง

“ปกติใช้หมึกวาด สีจะเท่ากันตลอด เราเป็นพวกเส้นชัด ๆ เห็นได้จากร้อยเมตร แต่เล่มนี้เราวาดด้วยเทคนิคใหม่คือน้ำซึม ไปเรียนมาจากญี่ปุ่น หัดใช้น้ำแล้วให้หมึกวิ่งไปตามน้ำ ตอนไปโรงกระดาษเวฬุวันที่ลำปาง เจ้าของก็สอนเทคนิคเดียวกันนี้อีก มันคงใช่แล้วหละ”

07
สุริยวิถี

กลับมาที่นิทรรศการ พลอยบอกว่างานนี้เธออยากเล่าถึงการมีอยู่หรือการไม่มีอยู่ของแสงอาทิตย์ เห็นว่ามันค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปอย่างไร จากจุดที่มืดที่สุด ซึ่งเธอเรียกว่า สภาวะแดดดับ ในคืนที่คุณพ่อของเธอเสียชีวิต 1 ปีหลังจากนั้นเธอก็ยังมีสภาพรุ่งริ่งอยู่

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

จุดเริ่มต้นของงานนี้อยู่ที่บันไดขึ้นชั้นสอง เป็นจุดที่มืดที่สุดในงาน ภาพเดียวที่เธอเลือกมาวางคือ May the Force be with You เป็นภาพผู้หญิง 6 คนยืนจ้องผู้ชม

“ภาพนี้อยู่ปกด้านในของหนังสือเรื่อง Italy Crafted โญเอาลายนี้ไปทำกระเป๋า แล้วก็มีคนเอาไปทำกางเกงขายซึ่งขายหมดในพริบตา พี่แจะ It’s happened to be a closet ก็เอาไปตัดเป็นเดรสให้ ไม่มีใครรู้นะว่า รูปนี้เราวาดในวันที่เศร้าที่สุดในชีวิต ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหน ตอนนั้นรู้สึกว่ามืดมาก

“เราวาดในคืนที่พ่ออยู่ในห้องไอซียู อยู่ดี ๆ ก็วาดรูปนี้ ขนาดใหญ่มาก ๆ ไม่รู้ด้วยว่าผู้หญิง 6 คนนี้เป็นใคร เราเชื่อว่าทุกคนมี Guardian Angel หรือแม่ซื้อประจำตัวอยู่ เราอาจจะอยากได้รับพลังจากแม่ซื้อ หรือไม่ก็อาจจะเป็นแรงผลักในใจที่เราอยากรอด คนที่ดูก็รู้สึกถึงพลังบวกที่ได้จากรูป เรารู้สึกว่านี่คือแหล่งรวมพลังที่เขาจะปล่อยพลังจากในตัวของคุณเองออกมาให้”

หลังจากที่พลอยหลุดพ้นจากสภาวะนั้นมา ก็ค่อย ๆ เห็นแดด

เธอพาเราเดินขึ้นไปสู่ชั้นสอง โซนกลางห้องเป็นช่วงที่เธอเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ เธอเรียกช่วงเวลานั้นว่า ‘สภาวะเต่า’ เหมือนอยู่ในน้ำแล้วได้ว่ายน้ำกับพ่อ และเมื่อมองผ่านน้ำขึ้นมาเห็นแดด ก็เป็นความงามแบบหนึ่ง

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“ช่วงนั้นวาดแต่เต่า เหมือนเราต้องอยู่ในกระดอง เราอ่อนแอมาก พอเขียน Good Life เสร็จ นึกว่าจะหาย แต่ไม่หาย เรายังไปร้องไห้ที่บ้านของคนที่ไม่สนิท ใครพูดถึงพ่อนิดเดียวเราจะร้องไห้ไปเป็นวัน ๆ เดินร้องไห้คนเดียวกลางห้าง” เธอเรียกพื้นที่นี้ว่า The Big Blue ตามชื่อหนังในยุค 80 ซึ่งเกี่ยวกับทะเลและปลาตรงกับงานของเธอ

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

ผนังหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดในงานก็คือ โซน Morning Has Broken พื้นที่จานชามและอาหารเช้าของเธอ

“ต้องอัญเชิญเขามาหน่อย เพราะมื้อเช้าอยู่กับเรามานาน เราคารวะพระอาทิตย์มาตลอด 20 ปี ด้วยการจัดสำรับ เราบอกทุกคนว่าเป็นการเจริญสติในแบบของเรา แดดเช้ามีอิทธิพลกับเรามาตลอด เหมือน The Sun is New Each Day ทุกสิ่งมันเริ่มได้ทุกวัน มีความหวังทุกวัน จากตรงนี้ฉันพร้อมจะออกไปสู่โลกภายนอกแล้วก็เลยเป็นโซน Dancing in the Sun”

พลอยอธิบายต่อว่า หลังจากเขียนหนังสือจบ เธอก็ขอออกห่างหนังสือสักพัก เลยดูซีรีส์แบบบ้าคลั่งทุกแนว เป็นช่วงที่เธอบอกว่าดูซีรีส์เยอะสุดในชีวิต เรื่องที่ถูกชะตาเธอที่สุดก็คือ Stranger Things ที่ชวนให้นึกถึงช่วงวัยรุ่นสุดหรรษาของตัวเองที่ตรงกับช่วงเวลาในเรื่องพอดี เธอไปได้ตู้ไม้เก่ามาใบหนึ่ง แทนที่จะขายถ้วยเป็นใบ ๆ ชิ้นนี้เธอขายทั้งตู้ โดยตกแต่งด้านในตู้ด้วยวอลเปเปอร์ลายวินเทจในคลังของเธอ เป็นลายเดียวกับฉากในบ้านพ่อของเด็กซึ่งเป็นบรรณาธิการ แล้วก็เขียนคำจากในเรื่องลงไปว่า Friends Don’t Lie

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“มันเป็นความเริงร่าแบบไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่ จากเริงร่าแบบสีแดง ก็วนมาเริงร่าแบบสีฟ้า ซึ่งเป็นเหมือนพื้นล่างของเรา เหมือนเราตีความการมองแสงอาทิตย์ด้วยการอยู่ในสภาวะต่าง ๆ”

08
Mandala

“ขอเปิด Mandala ก่อนนะ” พลอยเอามือควานลงไปในกระเป๋าผ้า ก่อนตอบคำถามสำคัญว่า พระอาทิตย์ดวงนี้สำคัญกับเธอยังไง “เรามีคอนเทนต์เยอะมาก เราเอามาเล่าผ่านคอนเซ็ปต์ ซึ่งทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยสุนทรียะ นั่นคือสิ่งที่เราค้นพบจากพระอาทิตย์ดวงใหม่”

พลอยบอกว่าช่วงหลังเธอคิดทุกอย่างแบบวงกลม เป็น Mind Map ที่อยู่ในกงล้อ ซึ่งหลายคนเรียกว่า Mandala

“มีคนมาจ้างให้ทำคอนเซ็ปต์ที่พักขนาด 8 ห้อง เป็นงานที่เราเรียกว่า Vibe Designer กำหนดสี เลือกภาพวาด สร้างบรรยากาศ เราพรีเซนต์งานนี้ด้วย Mandala ว่าทำไมถึงออกมาแบบนี้ ตอนทำงาน Made in Songkhla เราออกแบบสินค้าให้ร้านสินอดุลยพันธ์ ก็พรีเซนต์ด้วย Mandala เขาก็เข้าใจนะ เป็นวิธีการพรีเซนต์ที่มนุษย์ถ้ำมาก ไม่มีพาวเวอร์พอยต์อะไรเลย แล้วลูกค้าทุกคนก็ขอภาพกงล้อนี้ไปใส่กรอบ” นักออกแบบบรรยากาศหัวเราะ

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

09
พรุ่งนี้ก็มีพระอาทิตย์ดวงใหม่

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปินและภัณฑารักษ์ชื่อดัง เป็นหนึ่งในคนที่มาช่วยพลอยจัดนิทรรศการชุดนี้ เขาโน้มน้าวให้พลอยทำงานชิ้นใหญ่ ๆ ถึงขนาดสั่งผ้าใบขนาด 1 เมตรมาให้ จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จ วันก่อนงาน เขาก็ยังเชียร์ให้พลอยเขียนภาพใหญ่บนผืนผ้าเพื่อแขวนหน้างาน

งานเปิดไปแล้วสองสามวัน พลอยก็ไปได้ผ้า Marimekko เก่าก้นโกดังที่ใช้มาแล้วหลายงาน มีร่องรอยขาดวิ่นไม่ต่างจากตู้เก่าที่เธอจับมา Upcycled เธอลองทำตามคำแนะนำของอังกฤษ

เป็นนิทรรศการที่ไม่หยุดนิ่ง มีอะไรเพิ่มตลอดทุกวัน ราวกับคอนเซ็ปต์ของงาน

วันนี้เธอก็กำลังจะเอาเซรามิกชุดใหม่เข้าเตาอบ เพื่อเอาไปเติมในนิทรรศการ เนื่องจากงานทุกชิ้นในงานขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่เปิดงานวันแรก ถึงแม้ว่าจะมาซื้อไม่ทัน แต่ก็ยังมาดูได้ถึง 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงอยากอ่านหนังสือเล่มใหม่เต็มที

“เนื้อหาในงานนี้ยังไม่ถึงครึ่งบทในหนังสือเลยนะ ประเด็นมันเยอะขนาดนั้น พูดกับโญทุกวันว่า ฉันเขียนแบบนั้นไม่ได้เเล้ว รูปก็วาดแบบนี้ไม่ได้แล้ว ตอนนั้นไม่รู้อะไรเข้าสิง” พลอยหัวเราะท่ามกลางฝนด้านนอกที่ยังโปรยปราย

แต่พยากรณ์อากาศบอกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มีแดด

Salute to the Sun นิทรรศการและจานเล่าชีวิต พลอย จริยะเวช ก่อนถึงหนังสือเล่มใหม่ ที่เธอเขียนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ไอ้ห่า! กูขี่ของกูมาตั้งนานแล้ว พวกมึงไม่รู้กันเองแล้วมาบอกว่า กูเพิ่งขี่!”

เสียงดัง ฟังชัด และจัดจ้าน

แม้ชายผู้เป็นดั่งมาสคอตของเชียงรายจะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ใครต่อใครที่ได้ยินคงแอบเปรียบเปรยว่าเหมือนเขาพูดออกลำโพง

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตัวจริงเสียงจริงนั่งอยู่ตรงนี้ หลบหลังม่านไวนิลที่ทีมงานเลื่อนมากั้นเพื่อสร้างห้องส่วนตัวชั่วคราว แต่ถึงแม้ม่านจะใหญ่เพียงไหน ก็ไม่อาจบดบังรัศมีและคิวแฟนคลับที่มานั่งรอได้

จำไม่ได้แล้วว่าคำถามแรกคืออะไร เพราะแค่เพียงเริ่มประโยคด้วยคำว่า ‘มอเตอร์ไซค์’ หลังจากนั้นความรัก ความหลงใหล ก็หลั่งไหลออกมาให้ฟังเป็นมหากาพย์อย่างน่ายินดี

ต่อจากนี้ โปรดจินตนาการถึงบรรยากาศเชียงรายช่วงเหมันต์ ขุนเขาสูงชันโอบล้อมด้วยก้อนเมฆสีขาว หมอกคลานต่ำเสมือนห่มผืนนาบนยอดดอย อุณหภูมิลดลงจนปลายจมูกเย็นชื้น ลมโชยชวนชมทิวทัศน์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา

ท่ามกลางภาพนั้น…

อาจารย์เฉลิมชัยพุ่งทะยาน บิดรถเครื่องมากับหมู่เพื่อนในชุดเซฟตี้ สวมเกราะหนาและม้าเหล็กคู่ใจ เจียงฮายในบทความนี้ยังงามเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความร้อนแรงของนักซิ่งที่แก่แค่วัย แต่ใจเกินร้อย! 

จงนึกถึงสุรเสียงของชายคนนี้ให้ดี

“มันคือจิตวิญญาณณณณณณณ!!!”

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรแรก

บิดมาตั้งแต่น้อย

คนกำลังตื่นเต้นที่เห็นอาจารย์ขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก

คนเข้าใจผิดว่าเพิ่งมาหัดขี่มอเตอร์ไซค์ จริง ๆ พี่ขโมยรถญาติไปขี่ตั้งแต่เด็กแล้ว จนเตี่ยมีเป็นของตัวเอง พี่ก็ขโมยไปขี่ จักรยานก็ชอบนะ ปั่นตั้งแต่ในเมืองไปเชียงแสน ออกจากโรงเรียน 4 โมง ปั่นไปถึงแม่สายตี 2 ตี 3 มืดสนิท ไม่มีไฟ ถนนก็ไม่ดี

พอมีรถเครื่องทีนี้ซิ่งไปเลย! 

เรียน มศ.3 ปีสุดท้ายที่เชียงรายก็มีแก๊งแล้ว วัยรุ่นซิ่งในเมือง คนมองว่าน่ารำคาญสุด ๆ เป็นเด็กเกเร ผาดโผน แถมยังทำท่าแปลก ๆ ยืนบนหลังมอเตอร์ไซค์บ้าง 

ทำมาหมด!

จากที่ลักรถคนอื่นขี่ นานไหมกว่าจะมีเป็นของตัวเอง

ตอนเรียนเพาะช่าง อยู่กรุงเทพฯ มันไม่มีมอเตอร์ไซค์ พอไปเข้าศิลปากร ประมาณปี 3 น้องชายเสือกมี Enduro! (มอเตอร์ไซค์วิบาก) กูเลยยืมของมันขี่ไปพัทยา บางแสน ตกปลาแถวอยุธยา ขี่แม่งไปหมด

เรียนจบถึงได้ซื้อคันแรกของตัวเอง Honda 100cc ตัวเมีย เรียกมันว่า ‘อีแก่’ พากันไปงานแสดงทุกที่ จากบ้านเช่า ซื้อบ้านแล้วอีแก่ก็ยังอยู่ หลังจากนั้นไปถอย Yamaha Virago เป็นชอปเปอร์ เอ้อ! ค่อยมีสกุลรุนชาติหน่อย! นี่คือรถในดวงใจ มีเงินแล้วกูก็ได้ซื้อจริง ๆ

สร้างวัดแล้วซื้อ Enduro เพิ่มอีก 3 – 4 คัน ขึ้นดอยอย่างเดียว Virago อยู่คู่กันจนได้มอบให้ลูกศิษย์ สิ่งที่ตามมาคือ Chopper Harley-Davidson แหม่! ใฝ่ฝัน! (ยิ้มหวาน) 

หลังจากนั้นก็เริ่มใช้รถดีที่สุด แพงที่สุด ซื้อ Husqvarna Motorcycles มา

สรุปแล้วไม่มีใครชวนเฉลิมชัยขี่ เพราะเฉลิมชัยขี่เองอยู่แล้ว

แล้วก็ซื้อรถให้ลูกศิษย์ลูกหาติดตามเราขึ้นดอยด้วย ไปกันเป็นฝูง

ตัวพ่อของจริงเลย แต่กว่าจะได้มาซิ่งตามฝันแบบนี้มีอะไรมาขัดขวางบ้างไหม

ช่วงอายุ 55 – 60 งานใหญ่งานโตยุ่งมากจนต้องเลิกขี่ระยะหนึ่ง เลยตั้งใจว่า แม่ง! เดี๋ยวกูอายุ 65 กูจะไม่สนใจห่าอะไรทั้งนั้น กูจะขี่มอเตอร์ไซค์แม่งอย่างเดียว

ถึง 60 ก็ฟื้นมอเตอร์ไซค์ วางมือจากงาน ซื้อรถใหม่หมด กลายเป็นโต้โผใหญ่ของวงการ Enduro ทางภาคเหนือ 

เชียงรายถือว่าเป็นที่ที่นักขี่ Enduro อยากมามาก เพราะภูเขาเราเยอะ เรามีแก๊งวิบากเยอะที่สุด แข่งกันปีหนึ่ง 3 – 4 ครั้ง

เขารู้กันทั้งภาค มีแต่พวกที่อยู่ไกลที่ไม่รู้เรื่องว่า เราเป็นตาแก่คนเก่งที่ขี่วิบากขึ้นดอยได้คนเดียว

สมัยก่อนคนขี่ขึ้นดอยเด็กกว่ากู อายุ 62 – 63 หลัง ๆ มาเหลือกูคนเดียว

พวกมันไม่เอา ลูกไม่ให้ขี่ เมียไม่ให้ขี่ ข้ออ้างคือความแก่!

แต่เรายังไฟแล่บอยู่

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

แล้วพอตื่นเช้ามาได้อายุ 65 จริง ๆ อาจารย์รู้สึกอย่างไร

โอ้! ไอ้ห่า! โอกาสของกูมาแล้ว! แต่ก่อนเขียนภาพเป็นเดือนเพื่อให้รูปดี มีคนชื่นชม อยากได้ เขียนรูปใหญ่เพื่ออวดเขา เอาชนะศิลปินคนอื่นบ้างเพื่อศักดิ์ศรี แต่ตอนนี้หมดยุคขี้อวด กูขอเขียนที่อยากเขียนจริง ๆ 

ตอนนี้ 68 ได้ขี่ดั่งใจตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขี่หนักจนจะหมดประเทศ ขี่จนนับกิโลไม่ได้

ประเทศนี้เสร็จกูแล้ว! ป่าก็เสร็จ! ภูเขาก็เสร็จ! ทะเลก็เสร็จ! ฮ่า ๆ ๆ ๆ

ตอนที่คนอื่นเตือนว่าแก่แล้วอย่าซ่า เฉลิมชัยคิดอย่างไร

พวกมึงหารู้ไม่! กูนี่ทักษะสูง ขี่มาทั้งชีวิต คนขี่ Enduro ด้วยกันถึงรู้ว่ากูขึ้น Stage 1 สูงสุดของการขี่วิบากได้สบาย ๆ ขณะที่คนทั่วไปไม่มีทาง

ทางเรียบก็ขี่ได้ไกล จากเชียงรายมากรุงเทพฯ คนเดียว ออกประมาณ 6 โมงเช้า มาถึงบ่าย 3 โมง ทุกคนบอกมึงแน่ฉิบหายอาจารย์

ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่ว่า ตาแก่คนหนึ่งดัดจริตมาขี่ตอนแก่ พ่อมึงสิ! แม่งโง่เกินไปแล้ว ใครจะไปขี่ ไอ้ห่า! แต่นี่ประวัติเขายิ่งใหญ่ ของจริง! เขาขี่ขึ้นดอยผาตั้ง ภูชี้ฟ้า ไม่รู้กี่ร้อยเที่ยว ขี่ไปแม่ฮ่องสอนพันกว่าโค้ง!

ที่ไหนในแผ่นดินที่บอกว่าทางยาก มา! มึงมาให้หมด!

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรที่นับไม่ได้

อ้ายเฉลิมชัยไปไหนมาบ้าง

ตั้งแต่ขี่มา อาจารย์ชอบที่ไหนเป็นพิเศษไหม

ทุกที่สวยหมด เพราะเป็นคนชอบป่า ชอบมองไกล ไปยืนอยู่บนดอยจั๊กก่า เป็นส่วนที่สูงที่สุดหลังดอยช้าง แต่เดี๋ยวนี้เสือกมีทางให้รถปิ๊กอัพขึ้นได้ แต่ขึ้นยังไงก็ไม่ถึง ต้องเดิน แล้วมันมีทางของมอเตอร์ไซค์ที่โคตรหฤโหด ปราบเซียนมาเยอะ ถ้าใครขึ้นได้ด้วยทางวิบากคนนั้นเก่งสุด

กูไปอยู่บนหลังดอยจั๊กก่า วิวแม่งสวยฉิบหาย! มองไปสองข้างเป็นเหว แล้วมีหัวกิ้งก่า คนที่แน่ที่สุดคือคนที่ขี่ไปที่หัวของมัน

กูผ่านมาแล้ววววววว!!!

หัวมันใหญ่กว่าโต๊ะนิดเดียว จอดจึ๊ก เอาขาตั้งลง กูต้องฝึกกลับรถเองในที่แคบ เอียงรถ แล้วหมุน ไอ้เหี้ย! กูหมุนรถครั้งเดียวต้องผ่าน ไม่งั้นตกไปตาย! สยิวกิ้วมาก 

ลูกชอบขี่มอเตอร์ไซค์ก็เลยไปด้วยกัน วันนั้นกูตะโกนบอก ลูกอย่ามาาาาาาา!!!

ทุกคนบอกว่า อาจารย์อย่าไป อย่าไปเหี้ยอะไร กูพุ่งมาแล้ว! กูคนที่ 2 คนแรกมันไปแล้ว ทุกคนรออยู่ข้างบน กูลงไป 2 คน อ๊ากกกกกกก!!! พวกมึงทิ้งกูแบบนั้นเลย

คนแรกไปถึงเบรกเอี๊ยด! กูจะหยุดได้ยังไง จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องไป พวกนั้นไม่มาสักตัว ไอ้เหี้ย!

ถอยหลังก็ไม่ได้ อายเขา แต่กูก็ปราบมันจนได้

อย่างนี้จะมีใครไปตามรอยอาจารย์ได้บ้างไหม

ไม่ไหว ต้องถามว่าขี่ได้ Stage ไหน ถ้ามืออาชีพก็ไปได้ แต่ถ้าแค่ขี่ไปตลาด มันโหดเกินไป ร่างกายไม่แข็งแรง ความชอบมันก็ต้องชอบเป็นหัวจิตหัวใจ ถ้าไปตามถนนแบบรถปิ๊กอัพไปได้ อันนี้เขาเรียกวิบากเด็ก ไร้สาระ!

เราไปทางที่ประชาชนเดินไปไร่ เข้าป่าหาเห็ด ทางเดินตามไหล่เขา ต้องแบบนี้ ข้าง ๆ เป็นเหว เร้าใจ! ลงน้ำ ลุยห้วย ล้มบ้างก็สนุกกันไป

แล้วถ้าคนที่ตามมา เขาไปต่อกับเราไม่ได้จะทำอย่างไร

ให้มันรอ จะขี่ท่องเที่ยวต้องเป็นคนเก่งด้วยกัน เรามีคนขี่วิบากทั้งหมด 20 กว่าคน บางทีเราไปเป็นฝูง ในนั้นมีคนขี่ได้ตั้งแต่ Stage 1 – 3 พอไปถึงกลางดอย ถ้ากูจะขึ้น Stage 2 กูจะดูว่าใครไม่ได้ไปต่อ ไอ้นี่อย่าไป มึงอย่าไป มึงไม่ไหว กูจะไป Stage 1 มึงอยู่ตรงนี้พอ เรารู้ความสามารถคนและต้องบอก

ทางเรียบก็เหมือนกัน บางคนขี่ได้ 30 กิโลก็เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวจอดเยี่ยว เดี๋ยวจอดแดก แล้วกูจะสนุกได้ยังไง คนที่ขี่ทางเรียบต้อง 200 กิโลพัก อย่างกูเนี่ยเป็นเรื่องปกติ น้ำมันใกล้หมดค่อยเติม มึงขี่ไม่ได้อย่ามาเลย

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

มีสถานที่ไหนที่จะไม่มีวันได้เห็น หากไม่ได้อยู่บนหลังมอเตอร์ไซค์ไหม

เยอะแยะ แต่เราไม่สามารถรู้จักชื่อได้เลย เพราะมันคือในป่า ไม่รู้ที่ไหน ไม่มีป้ายหมู่บ้าน ต้องไปแบบนั้นถึงจะสวย ทางเขามีให้ แต่กูไม่ไป กูตัดผ่าป่าแม่ง

เชียงรายเนี่ยงามขนาดนะ ยังมีที่ที่คนธรรมดาไม่เห็นอีกเยอะ หลังดอยช้าง ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง ไม่เหลืออะไรสักอย่าง ผาฮี้ก็ธรรมดา ไม่ได้ตื่นเต้น มีภูเขาที่อยู่จากเชียงรายไปเชียงดาวเท่านั้นที่เราไปกัน

บางทีไปโผล่หมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ชาวบ้านเขางงไหมว่า พวกเอ็งมากันได้ยังไง

ประจำ วันนั้นขี่ขึ้นไปบนดอย ลืมดูน้ำมันของลูกศิษย์ ฉิบหายละไอ้เหี้ยเอ๊ย น้ำมันหมด! มองไปเห็นหมู่บ้านหนึ่งอยู่ไกลลิบ คิดกันว่าไปแม่งที่นั่นแหละ ไปขอน้ำมัน

พอถึงก็เจอน้ำมันปั๊มหลอดในบ้านคนมีตังค์ในป่า คนเติมน้ำมันเป็นคนแก่ เขาถามว่าไปไหนกันมา ตอนนั้นพวกเราใส่หมวกกันน็อกอยู่ แกก็บอกว่า แต่ก่อนลุงขี่หนักเลย เพิ่งเลิกไปเมื่อปีก่อน เราหันไปมอง ไอ้ห่า! แกมี Honda 250 วิบากจอดอยู่ มันก็เล่าเลยว่าสมัยก่อนขี่หนัก แต่ตอนนี้เมียกับลูกไม่ให้ขี่ เพราะอายุ 60 แล้ว พวกเอ็งหนุ่ม ๆ ขี่ไปเถอะยังแข็งแรง มันก็เติมน้ำมันไปพูดไป

ลูกศิษย์บอก ลุง ๆ คนนั้นที่ลุงกำลังจะเติมน้ำมันให้ เขาอายุ 68 แล้วนะ ลุงบอกว่า อย่าพูดเลอะเทอะ! กู 60 ยังจะไม่ไหว มึง 68 จะขี่ได้ยังไง!

พอกันที กูทนมาพอแล้ว เปิดหมวกมา มันตกใจเรียก อาจารย์!

กูบอก 68 ขี่ได้โว้ย! ไอ้ห่า! ไปเจื้อเมียยะหยัง (ไปเชื่อเมียทำไม) มันก็ครับ ๆ เดี๋ยวผมจะไปขี่แล้ว หนอยแหนะ! มันหาว่ากูขี่ไม่ได้

มีอีกเรื่อง วันนั้นไปกินกาแฟร้านหรูอยู่บนดอยที่เราชอบไป เลี้ยวรถเข้าร้าน ป้าที่ขายผลไม้แกเห็นคนเยอะก็รีบหาบของมาขาย

เราเข้าไปนั่ง ถอดหมวก ป้าแกก็อุทาน ปั๊ดโถ่! ธัมโม สังโฆ ปิ้ว ๆ ๆ มา นึกว่าวัยรุ่น ตี่แต้คนเฮาตึงนั่น ขายบ่ออกแล้วกำนี่ (ที่แท้คนกันเองทั้งนั้น ขายของไม่ได้แล้วสิเนี่ย)

เราบอก ป้าจะไปไหน มานี่! ซื้อหมดเลย ๆ เหมา!

นี่แหละชีวิต นี่คือความสุข ถ้าเป็นตาแก่อยู่บ้านไม่มีหรอกชีวิตแบบนี้

ขี่มาตั้งนานเคยเจออุบัติเหตุไหม

ประจำ! เคยล้มสลบไปแป๊บหนึ่ง จำไม่ได้ว่าที่ไหน คิดว่าริมฝั่งแม่น้ำกก ด้านไปทางผาลั้งลงไปข้างล่าง เราเสือกตีโค้งลงมาจากดอยเร็วมาก แล้วทางแคบ มีน้ำไหล หลุมเยอะ

เห็นเลย! ฉิบหายแล้วกู! ซ้ายไปไม่ได้ ขวาก็ไม่ได้ แต่ต้องตัดสินใจเอาขวาที่เสือกมีน้ำ

ตู้มมมมมมม!!! รถแม่งปลิวไปที่หนึ่ง ตัวไปอีกที่หนึ่ง

เอ๊ย! ไม่ใช่สิ… รถทับขากูอยู่เนี่ยแหละ รถกับขากูไปด้วยกัน ตัวฟาดกับพื้น รถลากขาไป เงียบไปพักหนึ่ง อีกพวกยังมาไม่ทัน เพราะเราขี่เร็วมากเป็นทัพหน้า มันต้องทิ้งห่างกันไม่งั้นจะอันตราย

1 – 2 นาที เขาถึงโผล่มา เห็นเรานอนอยู่ เราลืมตาขึ้นมาลองขยับขาดู เออ เจ็บวุ้ย อีเหี้ย! นอนนิ่งให้เขาเอารถออก จับขาตัวเองถอดรองเท้าดู โอ้โห! เจ็บแต่ไม่มีสิทธิ์เจ็บ

วิบากแม่งห้ามเจ็บ เพราะต้องไปอีกไกลฉิบหาย รถทิ้งไม่ได้ เพราะไม่มีใครขี่ให้มึง ต้องขี่กลับออกมาถนนใหญ่เอง

เจ็บก็เจ็บ ทุกคนถามว่าอาจารย์ไหวไหม กูบอกว่า กูไหว แต่เอากูขึ้นรถก่อน มึนเพราะหัวฟาด ขนาดใส่เกราะก็เจ็บตัว แล้ววันนั้นเสือกอยากลองรถใหม่ รถไม่คุ้นเคย รถเล็กด้วยกำลังไม่พอ ประมาทไม่ใส่รองเท้าวิบาก เสือกใส่รองเท้าธรรมดา ตั้งแต่นั้นกูบอกตัวเองจะไม่ทำอีกแล้ว 

จะไม่ขี่วิบากอีกแล้ว

จะไม่ใส่รองเท้าธรรมดาอีกแล้ว กูไม่ได้เลิกโว้ย! ขี่กลับวัดด้วยความอยากล้างแค้น ไม่เข็ด อาทิตย์เดียวเท่านั้น กูขอล้างแค้น แผลยังไม่หาย กูไม่สนใจ เข้าเฝือกก็จะขอขี่

กูอยากรู้ทำไมกูลงไปนอนตรงนั้น ทุกคนรอบตัวบอกว่า อาจารย์อย่าาาาาา!!! เมียบอก ไม่นะพี่! ดื้อจริง ๆ ไปทำไม

ไม่! กูจะไป! ไปเดี๋ยวนี้ กูต้องไปดู ขี่ไปดูเลยทำไมกูล้ม

เสร็จแล้วกลับมาเลียแผลอีก 6 เดือน กูช้ำ! ยังไงแม่งก็ต้องเอาขาลงอยู่ดี แต่คนมันรัก ให้กูทำไง

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

คนอื่นเขาก็เป็นห่วง

อย่าห่วงกูเลย กูขี่มานานแล้ว

กูอะโคตรเก่ง ถ้ากูเก่งขนาดนี้แล้วเสือกเจ็บแล้วตายกับมอเตอร์ไซค์ กูก็ดีใจ แต่อย่าให้กูป่วยตายโดยที่ไม่ได้ขี่ อยู่ในบ้านไม่ไปไหน ขี้กลัว ขี้ขลาด ไม่กล้าใช้ชีวิต ตายแบบนั้นไม่คุ้ม

แล้วชีวิตแบบไหนที่เฉลิมชัยใฝ่ฝัน

กูชอบชีวิตที่เป็นหนุ่มตลอดเวลา ตายบนหลังมอเตอร์ไซค์ดีกว่าการตายทุกอย่าง บอกเมียบอกลูก ถ้าพ่อมึงขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุตาย นั่นคือความใฝ่ฝันของพ่อ

ตอนนี้ไปไหนถอดหมวกมา คนยังบอกอาจารย์สุดยอด! ไอ้เหี้ย ได้รับคำชมแม่งดี

ตาแก่ที่ตัดความกลัวเจ็บ ความกลัวตายได้ คือตาแก่ที่มีความสุขที่สุด อย่างพี่นี่แข็งแรง ออกกำลังกายตลอด

เพราะอะไรถึงต้องออกกำลังกายตลอดในวัยนี้

เพราะกูจะขี่มอเตอร์ไซค์ (หัวเราะ)

เช้ามาต้องเดิน 6 กิโล เตะขาซ้ายขวาข้างละ 70 ที กลิ้งลูกกลิ้งฝึกแขน 35 ครั้งตอนเช้าทุกวัน เย็นตีแบด ร่างกายฟิตเปรี๊ยะ รถใหญ่ก็เอาอยู่ บางทีช่วยเด็กเข็น กูเป็นปรมาจารย์แล้ว

การขี่แบบเฉลิมชัยต้องมีทักษะอะไรเป็นพิเศษไหม

ต้องมีทักษะสูงสุดของการขี่ทางเรียบ ทางโค้ง สมาธิต้องดี มองไกลออกไปสุดสายตา เพื่อดูว่ามีสิ่งใดเคลื่อนไหวไหม การแซง ขึ้นเขาและลงเขา มันมีทักษะ ไม่ใช่แค่ขี่รถเป็น

ต้องขี่ได้ทุกพื้นที่ ขรุขระ เจอทราย เจอหิน หน้าฝนควรขี่อย่างไร การเชนเกียร์ การใช้เกียร์ในแต่ละโค้ง สูงไปเร็วไปก็อันตราย ต่ำไปก็ปัด

จะขี่ทำไมถ้าขี่แค่ 60 – 100 ขึ้นรถเถอะ มอเตอร์ไซค์มันต้องตื่นเต้น ความเร็วต้องมี ต้องฝึกกับม้าทุกตัว เดี๋ยวก็คล่องเองเหมือนเวลาเขียนรูป ขี่บ่อยเท่าไหร่ปลอดภัยเท่านั้น

ในใจอาจารย์คิดว่าการขี่มอเตอร์ไซค์อันตรายจริงไหม

วิบากอันตรายไม่จริง ขับวิบากไม่ตาย อย่างเก่งตกเหวตาย แต่ก็ยังไม่เคยเห็น วิบากล้มแค่เจ็บ แต่ถ้าทางเรียบอาจจะตายง่ายด้วยความเร็ว ดังนั้นจึงน่ากลัวกว่า

มีโค้งที่เกือบปราบไม่ได้ในความทรงจำบ้างไหม

ก็ที่แม่ฮ่องสอนแหละ แต่ตอนนี้มันได้ทุกโค้ง ไม่น่ากลัวสำหรับคนขี่ขนาดนี้แล้ว ไปได้หมดทั่วโลก หิมาลัย ทะเลทราย อยากออกนอกประเทศ เมื่อก่อนไม่มีเวลา

ในประเทศนี้จบ แต่ยังอยากไปนะ ภาคอีสาน ภาคใต้ 

ชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างทางเรียบกับวิบาก

วิบากเท่านั้นที่สวยโคตร ๆ ถึงรักมันมากไง เพราะมันไปในที่ที่คนไปไม่ได้ เดินก็ใช้เวลา แต่มอเตอร์ไซค์ลักไก่เข้าป่าไปเรื่อย ๆ

นึกเอาว่าภูเขานู้นแม่งไม่เคยมีใครไป ผ่าแม่งเลย! ห่อข้าวไป 2 วัน 2 คืน

ธรรมดาไปมันไม่ตื่นเต้น ได้ชมธรรมชาติ ภูเขา หุบห้วย ป่าไม้ และเจอชาวบ้าน เสน่ห์ของมันคือสิ่งที่รายล้อมตัวกู

แล้วเส้นทางแบบไหนที่ชอบที่สุด

ยิ่งทางพริ้วยิ่งชอบ โค้งมากเท่าไหร่ยิ่งชอบ เรียบไปไม่ไหว ต้องใช้ความเร็วกระตุ้นให้ตื่น

ทางอุตรดิตถ์ไปพิษณุโลกคือสุดยอด เป็นทางที่ชอบมาก หรือทางที่เชียงราย 2 เลนใหญ่ เป็นที่สะใจของอารมณ์

เวลาบอกว่าไปแดกกาแฟ ชอบที่สุดที่แม่จัน แดกเสร็จพุ่งออกไปบนถนนเส้นนี้ ความเร็วสูงสุด เลี้ยวโค้งขึ้นดอย พริ้วบนดอยไปผาตั้ง เป็นหนทางที่ดี มีร้านอร่อยอยู่ข้างบน

ขอชื่อถนนอีกรอบได้ไหม

ที่จะไปผาตั้ง ชื่อว่า… ชื่ออะไรวะ ไอ้เหี้ยเอ๊ย! ไอ้ฉิบหาย!

(รอ 5 นาที)

พญาเม็งราย! ไปผาตั้งเป็นถนนใหญ่ เอาไว้ซ้อมความเร็ว อันนี้คือขาประจำทางเรียบ เราจะไปกินกาแฟ กวยจั๊บ ซิ่งขึ้นผาตั้ง กินข้าวกลางวัน มีร้านอาหารยูนนานอยู่ข้างบน อร่อยมาก กินเสร็จค่อยพริ้วกลับเชียงรายอีกทาง

แล้วขาประจำวิบากล่ะ

ขึ้นแม่มอญ จากนั้นไปดอยช้าง อ้อมลงไปผาลั้ง วิ่งลงเขาต่อไปชิดแม่น้ำกก อ้อมกลับมาเชียงราย

บางทีวิบากวิ่งไปร้านกวยจั๊บก่อน ขึ้นดอยบ้านอาดี้ สวยมาก แล้วขึ้นผาลั้ง กลับลงมาดอยช้าง แม่หม่อน กลับบ้าน

อีกอันที่ชอบคือหน้าผาที่ตูดดอยช้าง ไปตอนตี 5 ดูพระอาทิตย์ขึ้น ดูทะเลหมอก บางทีไม่ได้นัดหมาย เสือกอยากไป ไป 2 คันก็มี

กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์
กูขี่ด้วยจิตวิญญาณ! อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายบนหลังมอเตอร์ไซค์

ไปนั่งตรงนั้นทำกิจกรรมอะไรบ้าง

นั่งมองฟ้า เมฆที่เปลี่ยนทิศทาง ดวงอาทิตย์ที่ขึ้นมา หมอกที่จางไป ค่อยกลับบ้านไปกินข้าวเช้า บางทีห่อข้าวไปเลย 1 วันเต็ม ๆ กินกลางป่า ไม่รู้ที่ไหน แต่ไกลและงดงาม 

เอาแต่อาหารแห้งไป น้ำพริก แคบหมู หมูย่าง ปิ้งย่าง อาหารกินง่าย แต่อร่อยมากเวลาไปอยู่บนดอย วิวแม่งประเมินค่าไม่ได้ นี่คือหลังมอเตอร์ไซค์วิบาก

อาจารย์มีมอเตอร์ไซค์วิบากกี่คัน

วิบากน่าจะเป็นสิบคัน เดี๋ยวนี้ต้องสร้างโรงเก็บให้มัน ทางเรียบมี 3 คันที่เชียงราย ที่กรุงเทพฯ เกือบ สิบคันแต่ไม่มีวิบาก

คนมีรถเยอะไม่ได้แปลว่าโอ้อวดหรืออะไร แต่เขาชอบความหลากหลาย ใช้ไปในสถานที่ที่เหมาะสม

ต้องฝึกนานไหมกว่าจะคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์แต่ละคัน

แป๊บเดียวพริ้วเลย คนที่ขี่ไม่ได้เพราะมึงขี่โดยไม่เอาใจขี่ เหมือนมึงขี่ม้า คนเก่งขี่ได้ทุกตัว ตั้งแต่อ่อนแอยันแข็งแรง ม้านิสัยดียันม้าพยศ คนพวกนี้ให้ใจแก่ม้า ส่วนคนไม่เก่งจึงเลือกม้า เอาเฉพาะที่ถูกใจ

บางคนขี่ไม่ได้แม่งบอกเบรกไม่ดี คลัตช์แข็งเข้าเกียร์ยาก ฮาเลย์เข้าเกียร์ดังปั๊ก GS แม่งคลัตช์นิ่ม ไอ้สัส กูได้หมด กูชอบฮาเลย์เพราะได้รสชาติของความเถื่อน ความมีชีวิต เหมือนม้าที่แข็งแรงที่สุด แต่ไม่ปราดเปรียว GS มันแข็งแรงและปราดเปรียว

มันคนละฟีล กูรักทั้งสองฟีล! กูมีตั้งแต่เบาไปถึงหนัก แต่งให้แรงขึ้นทุกคัน มีตั้งแต่คันเล็กขาถึงพื้นทั้งสองข้างจนถึงเขย่ง ได้ฟีลแตกต่าง ตัวสูงเรากระโดดเหินได้ เตี้ยขาถึงก็ไม่สนุก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะไปไหน

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์
กิโลเมตรที่ไม่ต้องนับ

ชีวิตชั่วนิรันดร์บนหลังมอเตอร์ไซค์

วีรกรรมที่ผ่านมาให้อะไรกับชีวิตบ้าง

ความภาคภูมิใจ เจอสภาพที่เหี้ยที่สุด กลับบ้านตี 2 เข็นรถขึ้นเขาจนหมดแรง ติดในหล่ม ติดในป่า ไฟไม่มี น้ำไม่ได้กิน ชีวิตหฤโหดที่สนุกฉิบหาย เราเป็นตาแก่คนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ รู้สึกภูมิใจมากกว่าการเป็นคนร่ำรวยหรือมีชื่อเสียงเสียอีก

ถึงบอกว่าตายก็ช่างแม่งมันสิ มีคนบอกให้ขับรถยนต์ แต่มันไม่เหมือนกัน มอเตอร์ไซค์ยิ่งใหญ่กว่าเยอะ มันมีอิสรภาพมากกว่า

มอเตอร์ไซค์เหมือนนกที่บินอยู่บนอากาศ บิดทีหนึ่งลมปะทะหน้า สดชื่น เหมือนเราโบยบินอยู่คนเดียว ยิ่งเราอยู่บนดอยสูง ยิ่งอยู่บนทางเรียบที่ไกลสุดลูกหูลูกตา บิดด้วยความเร็ว ชีวิตมีความสุขมาก

รถไซด์โค้ง พริ้วไปมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จอดไหนก็ง่าย จะไปในที่ลำบากก็ได้ มันเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ คนเก่งทักษะดีขี่บ่อย ขี่แล้วติด คนรักมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ท่องเที่ยวคือคนที่รู้สัจธรรมของมัน รู้ถึงจิตวิญญาณ

การค้นหาตัวตนด้วยมอเตอร์ไซค์ดีที่สุดสำหรับกู

นั่นคือความสุขที่แท้จริงของคนที่เกิดมาแล้วมีอิสรภาพ อิสรภาพของมันยิ่งใหญ่ที่สุด

ปลายทางความฝันของศิลปินที่ทำทุกอย่างมามากแล้วอย่างอาจารย์คืออะไร

กูคิดว่าเมื่ออายุ 65 กูรวย ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองเสร็จแล้ว ทำให้ลูกเมียจบสิ้นแล้ว

กูขออิสรภาพ ขอชีวิตที่เหลือจงเป็นของกู จงทำหน้าที่ในสิ่งที่กูชอบที่สุดนั่นก็คือมอเตอร์ไซค์ กูไม่ได้ดัดจริตเพิ่งมาชอบ มันอยู่ในสายเลือด ล้มแล้วล้มอีกกูก็ไม่ยอมแพ้ แก่แล้วความเจ็บไม่ได้หยุดกูเลย

ความเจ็บเพิ่มพูนให้กูเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ระวังตัวมากขึ้น ชุดเกราะเพิ่มขึ้นเพื่อเซฟตัวเอง

ในฐานะศิลปิน การขี่มอเตอร์ไซค์เกี่ยวข้องกับศิลปะบ้างไหม

(ทุบโต๊ะ) ถ้าจะขี่ให้มัน มันคือศิลปะ ขี่แล้วไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อยากไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ขี่หยุดแล้วก็อยากขึ้นอีก นี่คือศิลปะของการขี่ เพราะมันให้เราทุกอย่าง เราบริหารร่างกายอยู่บนนั้นได้ อันนี้คนระดับเทพเขาถึงพูดกัน

  คนที่ขี่ระยะไกลหรือขี่วิบากโหด ๆ สามารถพักตัวเองอยู่หลังเบาะ ยืดเส้นยืดสาย ผ่อนร่างกาย นี่คือศิลปะการขี่ที่สมบูรณ์แบบ

สำหรับอาจารย์ อะไรคือสิ่งจำเป็นในการขี่บ้าง

หนึ่ง เส้นทางสนุก

สอง ต้องมีร้านอร่อย กาแฟต้องดี สำคัญยิ่งของนักขี่ทางเรียบ

แล้วเวลาเราขี่ รถต้องเท่ากัน พี่ถึงมีรถทุกขนาด เพื่อจะได้ไปด้วยกันให้สมน้ำสมเนื้อและต้องเลือกม้าตัวที่เหมาะสม

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์

พูดถึงการขี่เป็นก๊วน ประสบการณ์ที่มีลูกชายร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยเป็นอย่างไร

ดีสิ มันขี่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ Stage 2 แล้ว 

ครั้งนั้นไปกัน 20 คน ทางขึ้นแคบ ๆ เหวอยู่ขวา บรึ้นขึ้นไป ไม่มีใครถึง ต้องเข็น หรือเอาคนเก่งมาขี่ คนเก่งถ้ารถไม่แรงก็ขึ้นไม่ได้อยู่ดี ต้องถอยมาตั้งหลักเพื่อเร่งขึ้น

ลูกชายขึ้นได้แค่นี้ พ่อมันรอข้างบน เราก็ห่วงลูกทำไมยังไม่มา มันไกลมาก ได้ยินเสียงรถลูกอยู่ข้างล่าง สักพักเงียบไป ลูกเดินขึ้นมา ขว้างหมวกกันน็อกทิ้งพื้น ล้มลงนอนบนตักพ่อมันแล้วบอกว่า

พ่อ… มาทำเหี้ยอะไรเนี่ย เหนื่อยฉิบหาย!

ตั้งแต่นั้นมันเลิกเลย ไม่ไปที่นั่นอีก พ่อรู้ไหมแรงรถก็ไม่พอ เดินขึ้นมาโคตรเหนื่อย (หัวเราะ)

ลูกมาเพราะพ่อชวนเลยใช่ไหม

มอเตอร์ไซค์อยู่ในจิตวิญญาณพ่อมันอยู่แล้ว ชวนลูกขี่ ลูกก็ชอบ เดี๋ยวนี้มันขี่อยู่กรุงเทพฯ ทุกวัน ไม่ขับรถเลย แต่ในกรุงเทพฯ มันเก่งกว่าพ่ออีก

ในอนาคตมีแผนการขี่ไปไหนไกล ๆ ไหม

มีคนชวนไปอินเดีย รวมพล Royal Enfield ยังไม่ได้ตัดสินใจ อยากไปยุโรปมากกว่า ปีหน้าเดือนมีนาคมจะไปเวียดนาม ใจก็อยากไปแชงกรีล่า ขี่ไปทิเบต 4,000 กว่ากิโล

ระยะทางไกลมาก แล้วความฝันอันใกล้ล่ะ

พอชอบวิบาก ตอนนี้อยากได้อีกคันคือ KTM เป็นรถสูง โหลดไม่ได้ พยายามมา 3 ปีแล้วยังไม่ได้ ตอนนี้มีคนที่ทำมอเตอร์ไซค์เขาจะโหลดเตี้ยให้อาจารย์เป็นพิเศษ เพื่อให้สมใจอยาก

พอสมใจแล้ว คิดว่าชีวิตที่เหลือนี้จะขาดมอเตอร์ไซค์ได้ไหม

ไม่ได้ เขาถามว่าซื้อมาทำอะไรเยอะแยะ กูอยากได้ม้าหลายตัว ไม่ต้องขี่มากแล้วตายก็ได้ แต่ถ้ามีชีวิตยืนยาวก็ขี่จนตาย 

ซื้อแล้วไม่ได้ห่วง ไม่ได้ยึดติดกับตัวรถ ยึดความสุขของตัวเป็นที่ตั้ง รถของอาจารย์ ศิษย์ขี่ได้ทุกคน ไม่หวง สมบัติของกู ไม่ใช่ของกู อิสรภาพคือให้พวกมึงยืมได้ทุกคัน เป็นไง กูแน่ไหม

แน่

นี่คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ขอแค่กูได้ขี่ กูก็จะขี่จนตาย

ความสุขในชีวิตบั้นปลายของชายซ่าและม้าเหล็ก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ศิลปินเชียงรายผู้ขอตายอย่างสิงห์มอเตอร์ไซค์

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load