15 ปีก่อน คุณน่าจะเคยรู้จัก แพร-พิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ ในฐานะพิธีกรบนจอแก้วผ่านรายการวัยรุ่นที่ฮอตฮิตสุดแห่งยุค อย่าง Strawberry Cheesecake

จากนั้นเราเห็นหน้าเห็นตาเธอมาเรื่อยๆ ทั้งจากงานพิธีกรและนักแสดงหลายบทบาท

จนล่าสุด เธอทำเพจของตัวเอง ทำยูทูบแชนแนล PEAR is hungry ที่ใส่คำอธิบายเอาไว้ว่า ‘อาหารจะทำให้เรารักกันมากขึ้น’

เธอชอบทำอาหาร ชอบเดินทาง ชอบทดลองและลงมือทำอะไรๆ ด้วยตัวเอง นี่เลยเป็นส่วนผสมของบทบาท ‘นักเล่าเรื่องอาหาร’ ที่เธอเป็นล่าสุด

ท่าทีที่เธอออกสื่อเป็นเช่นไร ตัวตนในบ้านของหญิงสาวผู้สร้างความหิวที่เราเห็นวันนี้ไม่มีอะไรต่าง เธอยังคงสดใส คุยสนุก จะมีเรื่องเซอร์ไพรส์ก็แต่เธอเป็นนักเรียนรู้กับทุกอย่าง (ถ้าคุณลองนับจะพบว่าเธอพูดคำว่าเรียนรู้เกิน 20 ครั้ง) และเป็นคนคิดมากกว่าที่เราคิด

เรามาถึงก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย ก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน แซมมี่ สมาชิกสี่ขาแสนซนพันธุ์บอสตันเทอร์เรียร์ ของ ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ผู้เป็นน้องสาว รีบวิ่งมาทักทายด้วยการทำจมูกฟุดฟิด ก่อนกระโดดขึ้นบนตักราวกับคุ้นเคยกันมานาน

ส่วนเจ้าบ้าน เมื่อเห็นเจ้าหมาช่วยรับแขก เธอก็ผละไปเปิดตู้เย็น หยิบวัตถุดิบง่ายๆ มาเตรียมทำเมนูยามบ่ายต้อนรับ เธอว่าใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

Toast Grilled Cheese ในจานหมดลง บทสนทนาเพื่อเรียนรู้ชีวิตในบ้านของคนตรงหน้าจึงเริ่มต้นขึ้น

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

การทำบ้านคือการเรียนรู้คนในบ้าน

ตึกแถวขนาด 3 ชั้น คือบ้านที่บรรจุชีวิตของครอบครัวไชยปรีชาวิทย์ แพรมีพี่น้อง 6 คน แม้ไม่ใช่บ้านที่อยู่มาแต่เกิด แต่เป็นบ้านที่โตมากับเธอ หลังครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในช่วงที่แพรเรียนมหาวิทยาลัย (เธอว่าอย่าไปนับอายุเชียว)

แปลนบ้านเรียบง่าย สำเร็จรูป ชั้นล่างเป็นห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว และครัวที่เจ้าตัวขอแบ่งพื้นที่เป็นห้องอัด พร้อมห้องคลังแสงเก็บวัตถุดิบปรุงอาหาร

ส่วนชั้นบนเป็นพื้นที่ส่วนตัวของสมาชิกทั้ง 8

แพรเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า บ้านหลังนี้ตกแต่งด้วยฝีมือเธอ ในวัยที่ยังไม่รู้จักสไตล์ที่ชอบ ในวันที่ห่างไกลความรู้ด้านดีไซน์ แม่ชวนไปเลือกกระเบื้องก็จิ้มๆ เอาสีขาวไว้ก่อน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่มาจากบ้านเก่า แพรเล่าแบบติดตลกว่า ไม่ค่อยมีอะไรที่เข้ากันสักอย่าง ประตูห้องแต่ละคนยังไม่เหมือนกันด้วยซ้ำ เพราะพ่อกับแม่ปล่อยให้ลูกๆ ออกแบบพื้นที่ของตัวเอง ตรงไหนที่เป็นส่วนรวมจึงถามความคิดเห็นทุกคนและเลือกที่ฟังก์ชันเอาไว้ก่อน

อยู่มาวันหนึ่ง เธอเกิดอยากทำบ้านใหม่ ครั้งแรกลงทุนให้อินทีเรียดีไซเนอร์วาดบ้านในฝันอย่างดี แต่เจ้าของบ้านสูงวัยไม่แอพพรูฟจึงต้องพับโครงการ ครั้งที่สองเกิดจากการเรียนรู้ว่าถ้ารื้อทั้งหมดแม่ไม่ยอมแน่ ด้วยเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ก็ต้องพยายามให้เขามีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็น แม้แม่จะเริ่มคล้อยตามบ้างแล้ว แต่ในอีกมุม เมื่อของทุกอย่างยังไม่พัง ไฉนต้องทุบแล้วทำใหม่กันด้วยเล่า

นั่นเลยทำให้แพรได้เรียนรู้เรื่องการประนีประนอมอย่างเต็มขั้น

“เราแยกเป็นสองเรื่อง เรื่องการทำบ้านกับการทำห้อง การทำบ้านเป็นการเรียนรู้คนในบ้านว่าพื้นที่ไหนเป็นของใคร และจะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสบายใจ ส่วนทำห้องคือเรียนรู้ตัวเราเอง”

อย่างที่เล่าไปตอนต้นว่าเธอแบ่งครัวเป็นสตูดิโอเล็กๆ ในการอัดคลิปโฮมเมด ครั้นจะเปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมด มองเห็นความเป็นไปได้ยาก เธอตัดสินใจลองอีกครั้งด้วยการทำเป็นมุมๆ 

“จริงๆ แม่เราเป็นคนเปิดมากนะ ไม่ได้ปิดกั้นทุกอย่างแบบคนหัวโบราณ เราว่ามันเป็นการเรียนรู้การบาลานซ์พื้นที่ของเขา สร้างความเชื่อใจแบบค่อยๆ ไล่ระดับ และเขาก็รู้สึกว่าที่แพรทำมันโอเค จน ณ ตอนนี้เราทำอะไรให้กับบ้านก็ได้”

มุมแรกเริ่มจากฟังก์ชัน ติดชั้นวางของไม้ที่แพรลงมือต่อเอง นำอุปกรณ์ทำครัวเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ และย้ายเครื่องกรองน้ำลงไปไว้ในตู้ด้านล่าง พร้อมติดที่ห้อยเรียงกระทะเป็นชั้นๆ

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ส่วนมุมหน้าต่างครัว เริ่มขยับไปที่การซ่อมแซมและเสริมความสวยงาม

ดีลที่สองสำเร็จ! เธอโน้มน้าวจนเอาเหล็กดัดออกไปได้

“ถ้าใครรู้จักแม่เราจริงๆ จะรู้ว่าเขาเป็นคนห่วงความปลอดภัยมาก เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน มานอนบ้านยังขำอยู่จนทุกวันนี้ว่า แม่เราล็อกสามชั้น ล็อกประตูข้างหน้าที่เป็นกรงสีขาว ล็อกประตูกระจก แล้วล็อกประตูนอกอีก การเอาลูกกรงออกเลยเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก แต่เขายอมฟังเรา เพราะเห็นแล้วว่ามุมหนึ่งสองสามสี่มันรอด มันดี ” แพรเล่าอย่างติดตลก ก่อนชวนให้ชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างที่อยู่สูงจากคลองระบายน้ำในระยะเอื้อมไม่ถึง

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

การทำห้องคือการเรียนรู้ตัวเอง

จากชั้นล่าง เราขอเดินตามแพรขึ้นบันไดไปยังชั้น 3 ห้องนอนและห้องทำงานสีเหลืองสดซึ่งไม่ได้เพิ่งทาใหม่ แต่เธอเลือกสีนี้มาก่อนกาล ในยุคที่ช่างงงว่าทำไมถึงเอาสีทาภายนอกมาทาภายใน 

เดินผ่านห้องนอนสีหวานที่บนชั้นเต็มไปด้วยหนังสือการ์ตูนเล่มโปรด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เช่น ไอ้หนูซูชิ, จอมโหดกระทะเหล็ก, เซียนบะหมี่สีรุ้ง, ยอดกุ๊กแดนมังกร, ยุทธภูมิกระเพาะเหล็ก โดยเล่มที่เปลี่ยนโลกให้กับแม่ครัวตัวจิ๋วเลยคือ โซ้ยแหลก ที่แพรเคยหยิบสูตรซูชิทอดจากในนั้นไปทำจริงมาแล้ว

ส่วนเตียงนอนวินเทจตรงข้าม ไม่รู้ว่าน่ารักเพราะดีไซน์บวกสีเหลืองนวลเข้ากันดีกับผนัง หรือเรื่องที่เล่าว่าเป็นเตียงเก่าของพ่อแม่ซึ่งใช้ตอนแต่งงาน ก่อนส่งต่อให้อาม่า และตกทอดมาถึงเธอหรือเปล่า

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ห้องทำงานแต่ละมุมประดับประดาด้วยข้าวของที่ชอบทั้งเฟอร์นิเจอร์เก่า งานหวาย รูปภาพ สารพัดสิ่งเล็กสิ่งน้อย และมีเรื่องราวซ่อนอยู่ทุกชิ้น 

“ห้องนี้บ่งบอกความเป็นตัวเรามากที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่ต้องประนีประนอมกับใคร อยากเอาอะไรมาใส่ก็ใส่ไปเลย แต่ละมุมเรามองเรื่องดีไซน์กับฟังก์ชันไปในทิศทางเดียวกัน แต่เราเปลี่ยนเลย์เอาต์ห้องบ่อยมากนะ นี่น่าจะเป็นเวอร์ชันที่เจ็ดหรือแปดแล้ว” เธอพาเดินรอบๆ ก่อนค่อยๆ เล่าแต่ถึงละมุม

“เราชอบรายละเอียดของของเก่า แล้วชอบ DIY เอง อย่างกระจกบ้านนี้ตั้งแต่สมัยประถม เคยอยู่ในห้องนอนคนงานมาก่อน ตู้ไม้ที่เป็นช่องๆ นี้ ให้ทายว่ามันคืออะไร” เธอชี้ไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง

เราไล่ตั้งแต่ตู้เก็บเอกสาร ช่องใส่ยาโต๊ะเก็บไวน์ แต่ไม่ถูกสักอย่าง ยกมือยอมแพ้ดีกว่า

“มันคือที่เก็บรองเท้าเด็ก” นักประดิษฐ์เฉลย

“ไปซื้อมาจากร้านเฟอร์นิเจอร์ขายของเด็ก ลดราคา ก่อนหน้านี้เอามาใช้หลายอย่างมาก เป็นชั้นวางหนังสือ พอหนังสือมากขึ้นเริ่มไม่พอ ก็เลยเปลี่ยน เป็นโต๊ะเครื่องแป้ง หน้าบานที่ปิดอยู่ คือแผ่นกั้นให้เป็นสองชั้น เพื่อให้วางได้สองคู่ เราก็ดึงออก” 

ถัดไปเป็นมุมโต๊ะทำงาน ซึ่งมีสองมุม มุมหลักที่ใช้งานบ่อยเป็นโต๊ะนั่งพื้น และมีอุปกรณ์ข้างกายอย่างอุปกรณ์วาดรูป เครื่องเขียน ข้างกันมีตู้เก็บอุปกรณ์ทำงานศิลปะ ส่วนโต๊ะนั่งอยู่ติดริมหน้าต่าง บนโต๊ะมีสารพัดหินสะสมจากหลากหลายที่ วันไหนก็หยิบมาล้างน้ำจนใสสะอาด เพื่อเรียกพลังงานเพิ่ม (แต่แพรแอบกระซิบว่าไม่ได้มู จริงๆ นะ)

“เราวาดรูปบำบัดตัวเองจากความเครียด เพราะเป็นคนที่คิดเยอะมาก อาจารย์สอนวาดรูปคนแรกของเราคือ ฮ่องเต้ (กนต์ธร เตโชฬาร) สอนแค่ชั่วโมงเดียว ก็ให้เราลองวาดคอนทัวร์เลย เป็นการวาดเส้นต่อกันห้ามยก และบอกให้ฝึกวาดทุกวันไปเรื่อยๆ ซึ่งช่วงนั้นเราวาดทุกวันจริงๆ นะ หลานมาก็ชวนหลานวาดรูป”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

อีกฝั่งผนังเป็นโซนรูปภาพที่แฟนคลับทำให้และของกระจุกกระจิกที่เก็บไว้เพราะมีเรื่องเล่า อาทิ ช่อดอกไม้ที่เพื่อนให้มา สารพัดภาพสัตว์ที่ประดับงานแต่งก้อย-ตูน ลังไม้ที่เก็บมาจากข้างทางรถไฟในญี่ปุ่น ตู้จากออฟฟิศเก่า และผ้าพิมพ์ส่วนผสมของ Traditional Yorkshire ที่ซื้อจากตลาดในเมืองยอร์ก ประเทศอังกฤษ ซึ่งไปโร้ดทริปกับ ว่านไฉ (อคิร วงษ์เซ็ง) อาสาพาไปหลง จนเป็นต้นกำเนิดของ PEAR is hungry

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้
บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ด้านนอกระเบียง เธอแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกต้นไม้และทดลองปลูกผัก เพื่อดูว่าคนที่มือร้อน จับอะไรเป็นตาย ขนาดกระบองเพชรยังไม่รอด จะเลี้ยงต้นไม่ไหวหรือเปล่า 

“พอเราใส่ใจมันมากขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่แค่อยากรดน้ำก็รด แต่เราต้องสังเกตว่าเขาต้องการอะไร เรียนรู้ลักษณะต้นไม้ แล้วเข้าใจนิสัยเขาจริงๆ แต่ละต้นมีความชอบต่างกัน บางต้นชอบน้ำมาก บางต้นชอบแดด แต่วันไหนแดดร้อนเกินไปก็ไม่ไหว การเลี้ยงต้นไม้ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ เหมือนเวลามีแฟน ต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร ไม่ใช่เราคิดว่าสิ่งนี้ดีแล้วเราอยากให้ พังตลอดเลย ตอนนี้เลยรู้สึกว่า ต้นไม้รอด ชีวิตคู่เราต้องรอดแล้ว” เธอหัวเราะเขินๆ

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

“อีกเรื่องคือ เราแพลนไว้ว่าต่อจากนี้จะทำสวนเอง ตอนนี้เลยลองปลูกผักแบบออร์แกนิกให้คนในครอบครัวกิน เป็นผักที่เก็บกินใบได้ ใบมินต์ เคล และยังช่วยเรื่อง Zero Waste สำหรับเรามาก อย่างเวลาทำอาหาร ซื้อกะเพรามากำหนึ่ง จริงๆ เราใช้แค่สิบใบเอง ที่เหลือทิ้งหมดเลย อันนี้เด็ดแค่พอใช้ และเลี้ยงมันในต้นต่อไป”

เรียนรู้ว่าการเปิดร้านอาหาร ไม่ใช่การทำอาหาร

ไหนๆ ก็วนมาเรื่องอาหาร เลยชวนคุยถึงที่มาที่ไปในการเข้าครัวของนักเล่าเรื่องชวนหิวคนนี้สักนิด 

“การทำอาหารเกิดขึ้นจากการเห็นแก่กิน” แพรเกริ่นด้วยเสียงหัวเราะแล้วเล่าต่อว่า สมัยก่อนบ้านเป็นกงสี อาม่ากับซิ่มเป็นคนทำอาหารทุกเวลาแล้วก็ตั้งเอาไว้บนโต๊ะ หลังเลิกเรียน เด็กหญิงพิมพ์ลดาจะรับหน้าที่ถืออาหารไปไว้บนโต๊ะ ระหว่างทางก็แอบกินไปเรื่อยๆ นานวันเข้าซิ่มก็ชวนเข้าครัว หัดทำไข่เจียว วันว่างก็เล่นทำอาหารกับญาติๆ 

“ช่วงช่วงประถม มัธยมต้น ถ้าคนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็จะบอกเสมอว่าอยากเปิดร้านอาหาร อยากเป็นเชฟ พอเราทำแล้วอร่อย อาเจ็กกินก็ เฮ้ย ทำได้ไง รู้สึกเป็นรางวัลที่มีคนชม กลายเป็นความฝัน ซึ่งเราได้เปิดร้านอาหารแล้ว แต่ก็ปิดไปแล้วเช่นกัน”

นี่คือเรื่องสำคัญในชีวิตที่สอนให้คนชอบทำอาหารแต่ไม่มีความรู้เรื่องการทำร้านอาหารได้เรียนรู้อีกอย่าง 

“เราเปิดร้านซุปและคิดสูตรเอง เพราะอยากไปต่อเลยลงเรียนคอร์สเล็กๆ International Cuisine ของสวนดุสิตกับที่เลอกอร์ดองเบลออีก พอเรียนจบเราเริ่มรู้มากขึ้น แต่เอาจริงๆ การทำร้านอาหารเป็นคนละเรื่องกับที่ฝันไว้เลย มันไม่ใช่การทำอาหาร แต่คือการบริหารคนในการทำอาหาร พอหันกลับไปตอนนั้นรู้สึกว่าเราโคตรอ่อนต่อโลก เราเปิดร้านโดยที่ยังไม่ได้มีความรู้มากนัก แถมยังเปิดก่อนเรียนจบด้วย เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากกิน แต่ไม่รู้วิธีการบริหารจัดการด้วยซ้ำ ว่าจะทำยังไงให้อาหารทุกจานออกมาเหมือนกัน การ Half Cool แล้วค่อยมาจบงานก่อนเสิร์ฟ

“โชคดีที่คนรอบๆ ข้างช่วยเหลือเราหมดเลย มี เชฟแวน (เฉลิมพล โรหิตรัตนะ) มาช่วยสอนให้เรียนรู้ไปทีละขั้น แต่ท้ายที่สุดมันไม่เหมือนการทำอาหาร เลยคุยกับน้องชายว่าปิดดีกว่า แล้วค่อยไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ จากนั้นเลยเริ่มทำเพจ

“ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้เก่งเรื่องการทำคอนเทนต์เลย ทุกอย่างค่อยๆ เรียนรู้หมด เรียนรู้จากความผิดพลาด ว่าทำอันนี้ไม่เวิร์ก แต่ก่อนหน้านี้เป็นคนชอบจัดการ ต้องวางแผนทุกอย่างให้ครบค่อยลงมือทำ ถ้าอันไหนเสี่ยง ยังไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไง จะไม่ลงมือทำเลย 

“จนกระทั่งทำ PEAR is hungry จริงๆ ก่อนทำคิดมาเป็นปีแล้วไม่ได้ทำสักที จนวันที่ว่านบอกอยากไปอังกฤษ เออ อยากไปเหมือนกัน ไปกันป่ะ อันนั้นคือไม่คิดแล้ว กระโดดลงไปทำเลย พอทำและเห็นข้อผิดพลาด สิ่งที่เราขาดตกหล่น ก็ค่อยๆ เติม

“พอแก่ตัวเรื่อยๆ เหมือนใจมันแกร่งขึ้น ก็แค่พลาด แล้วไปต่อแค่นั้นเอง จุดสำคัญคือตัวตนเราโตขึ้น แล้วเรียนรู้ว่าเรื่องบางเรื่องควบคุมได้ บางเรื่องไม่ได้ จงเรียนรู้กับความผิดพลาด พอเข้าใจถึงคำเหล่านี้ มันทำให้ชีวิตเราสบายขึ้น เบาขึ้น และสนุกขึ้น เอาจริงพูดปีนี้กับปีที่แล้วยังไม่เหมือนกันเลย เรียกว่าเจ็บจนชิน”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

ขอคั่นโฆษณาสักครู่ PEAR is hungry เป็นรายการเล่าเรื่องแบบไม่มีวันอิ่ม มีรายการที่พาไปตะลุยชิมอาหาร สอนทำเมนูง่ายๆ พาเข้าครัวบ้านเพื่อน และล่าสุดชวนคุณแม่มาไลฟ์สดด้วย ส่วนโปรเจกต์ถัดไป แพรกระซิบบอกว่า กำลังจะทำมื้ออาหารของตัวเองในรูปแบบ Chef’s Table เป็นเมนูที่อยากให้ทุกคนได้กิน รอติดตามเร็วๆ นี้ได้เลย

การทำงานกับตัวเองทำให้เรียนรู้ว่าความสุขหาได้ง่ายๆ 

หลังบทสนทนาเงียบลงสักครู่ คนตรงหน้าพึมพำขึ้นมาว่า

“ยิ่งวางยิ่งเบา”

มีเรื่องไหนที่วางแล้วเบา-เราถามทำลายความเงียบ

แพรนิ่งคิด และเงียบไปพักใหญ่

“ความคาดหวัง ไม่ได้ทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ แต่บางทีถ้าเราวางความคาดหวังต่อตัวเองลงได้ เคยสัมผัสว่ามันเบาจริงๆ เราเคยร้องไห้กับยอดวิว ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีผลกับลูกค้า กับน้องๆ ที่เราต้องดูแล เราเคยอยู่ในจุดที่ทำคอนเทนต์เสิร์ฟคนชอบ เพราะรู้ว่าทำให้คนดูมากกว่า หรือง่ายต่อเรามากกว่า แต่ก็เรียนรู้แล้วว่ามันไม่เวิร์กเสมอไป ท้ายสุดเราอยู่กับมันได้ไม่นาน เพราะไม่ใช่ตัวตนเรา ณ ตอนนี้ เราใช้คำว่าทำในแบบที่ชอบและขยี้ลงไปเรื่อยๆ คนชอบในสิ่งนี้ก็จะมาเจอกันเอง คิดว่านะ

“วันนี้ที่พูดได้เพราะเราทำงานกับตัวเองมาเยอะมาก เรียนรู้แล้วว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ย้อนไปเมื่อสิบปีที่แล้ว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบฟังเพลงแบบไหน ไม่รู้ด้วยว่าชอบแต่งตัวสไตล์ไหน เพราะอยู่กับการที่มีสไตล์ลิสต์แต่งตัวให้ การเริ่มทำงานกับตัวเองทำให้เราหาความสุขง่ายๆ ได้มากเลย เพราะเรารู้แล้วว่านี่คือความชอบ จากนั้นก็ลงมือและใช้เวลากับมัน ยิ่งถ้ามันหาได้โดยที่อยู่ในบ้านเรา มันยิ่งพลัสคูณสอง”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

แล้วความสุขที่หาได้ในบ้านของแพรคืออะไร-เราถาม

“คือการใช้เวลากับที่บ้านและทำอาหารให้ครอบครัวกิน แต่ก่อนเป็นคนไม่ติดบ้านเลยนะ ทุกคนรู้ว่า ถ้าเราอยู่บ้านเกินสามวันจะผื่นขึ้น (หัวเราะ) ต้องออกไปข้างนอก พอวัยทำงานก็ออกจากบ้านทุกวัน กลับถึงบ้านแค่อาบน้ำนอน หกโมงเช้าตื่นมาไปกองถ่าย 

“ตอนนี้พ่อกับแม่เขาแก่แล้ว เลยตั้งจุดเล็กๆ ว่าอยากทำอาหารให้แม่กินทุกวัน แล้วเขาชมว่าแพรทำอาหารอร่อยมากกกกก ก็มีความสุขแล้ว กลับกัน พ่อไม่กินอาหารเราเลย วันไหนเขากินเราก็แฮปปี้ (หัวเราะ) 

“แล้วเราก็ไม่เคยมีความคิดจะย้ายออกไปไหน เพราะเป็นคนติดครอบครัวมาก โตมากับการที่ลูกหกคนนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน พอโตขึ้นมาหน่อยเป็นห้องสามคน พอพี่สาวแต่งงานแล้วย้ายออก เป็นครั้งแรกที่อยู่ห้องคนเดียว เลยนั่งร้องไห้ เพราะเหงา (หัวเราะ) ทำไมห้องโล่งขนาดนี้ ปรับตัวไม่ทัน คิดอยู่อย่างเดียวว่าถ้าต้องออกจากบ้านนี้ ต้องแต่งออกเท่านั้นเลย” เธอว่าขำๆ ก่อนจบประโยคด้วยถ้อยคำน่ารักที่ซ่อนความรักไว้ไม่มิด

“แม่สร้างบ้านนี้ไว้ตั้งใจให้เป็นบ้านสำหรับทุกคน ถึงใครแต่งงานหรือไม่แต่งงานก็อยู่ไปได้จนตาย”

บ้านของแพร พิมพ์ลดา แห่ง PEAR is hungry ที่มีครัวเป็นห้องเรียนรู้

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

Ignacy Jan Paderewski นักเปียโนชาวโปแลนด์ พูดเอาไว้ว่า “I can’t imagine a genuinely happy home without music in it” (เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าบ้านที่ไร้เสียงเพลงจะเป็นบ้านแสนสุขจริงๆ ได้อย่างไร)

เห็นจะจริง

หลายเดือนก่อนหน้านัดหมาย เพลง-ต้องตา และ ป้อง-ปกป้อง จิตดี สองพี่น้องแห่งวง Plastic Plastic เราดูมิวสิกวีดีโอเพลงฮัม (Hum) และได้ยินว่าทั้งคู่ใช้สตูดิโอหลังใหม่ถ่ายทำบางฉากในเอ็มวีกันเอง แค่เห็นเปียโนหลังเขื่องบนพรมสีแดงข้างกันมีโคมไฟสูงและแจกันต้นไม้แสนมินิมัล บนโซฟาสีดำสนิทมีบันไดไม้พาดขึ้นคล้ายจะมีเตียงนอนชั้นลอย ก็อยากเยี่ยมบ้านพวกเขาทันที 

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic, เพลง-ต้องตา และ ป้อง-ปกป้อง จิตดี

เพราะเชื่อว่า บ้านเพลงหลังนี้คงจะธรรมดาเป็นพิเศษ

เดินเท้าไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า ทะลุผ่านร้านอาหารบ้านก้ามปู โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ จนเจอบ้านจั่วสีขาวหลังเล็ก คือสตูดิโอทำเพลงของทั้งคู่ ต้องตาและปกป้องเดินออกมาต้อนรับด้วยท่าทีสดใส ก่อนนั่งลงตรงข้าม แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องบ้านหลังนี้ให้ฟัง

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

บ้านที่พี่ชายออกแบบ

สองพี่น้องโดดเด่นในวงการเพลงสายอินดี้ป๊อบ มากกว่า 6 ปี จากแนวเพลงฟังสบายที่เลือกใช้ซาวด์ดนตรียุค 50 – 60 ผ่านท่วงทำนองสว่างไสวจากเครื่องดนตรีเพียง 2 ชิ้น คือเปียโนและกีตาร์ สร้างสรรค์แนวเพลงของตัวเองอย่างมีเอกลักษณ์ บวกกับเสียงใสๆ ของต้องตา หลับตาฟังยังรู้ว่านี่คือ Plastic Plastic ไม่ผิดแน่

ก่อนมีสตูดิโอหลังนี้ พวกเขาทำเพลงกันในบ้านหลังเดิมของครอบครัวอยู่แล้ว แต่พักหลังมีแขกมาเยี่ยมเยือนบ่อย ทั้งที่แวะเข้ามาอัดเพลง มาทำเพลง ทั้งคู่คิดตรงกันว่าอยากจะขยับขยายพื้นที่แยกความส่วนตัว ซึ่งบ้าน 1 ใน 5 หลังที่อยู่ในบริเวณนี้และไม่มีคนอยู่มานานก็ถูกทั้งคู่หมายตา

มีห้องรับแขกอย่างเป็นสัดส่วน และมีห้องทำเพลงที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ให้พอดีกับพื้นที่ คือโจทย์แรกที่ทั้งคู่คิด

“บ้านหลังนี้เป็นบ้านยุค 90 อายุน่าจะสามสิบปีได้ ผมไม่ได้ออกแบบให้สำเร็จตั้งแต่ต้นนะ คือลองไปเรื่อยๆ อย่างช่องนี้ ลองเจาะดูมั้ย หรือ เฮ้ย ไม่ได้ว่ะ ต้องเว้นตรงนี้ไว้ ไม่ได้คิดแต่แรกว่า เฮ้ย ต้องมีไฟตรงนี้ ช่วงที่ใกล้เสร็จ ใกล้จะทำไฟค่อยมาคิดกันว่า เราจะยังไง คือผมก็ไม่เคยทำบ้านเองแบบจริงๆ”

แม้จะพูดอย่างถ่อมตน อีกบทบาทหนึ่งก่อนหน้าของพี่ปกป้องคือนักเรียนสถาปัตย์ที่เป็นสถาปนิกอาชีพอยู่หลายปี ก่อนเปลี่ยนปากกาเขียนแบบมาเขียนเพลงอย่างเต็มตัว

บ้านสองชั้นพื้นที่ 64 ตารางเมตรหลังนี้ถูกออกแบบอย่างเรียบง่าย ตามพื้นที่จริงที่มีอยู่และรบกวนโครงสร้างเดิมให้น้อยที่สุด ส่วนกำแพงทึบก็เจาะช่องกระจกให้มากที่สุด เพื่อดึงแสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้าน และเป็นการเปิดให้แสงเงาเข้ามาในเวลาที่ใช่ โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่ที่แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านมูลี่ ยิ่งสร้างท่วงทำนองพิเศษให้บริเวณนี้ตามจังหวะของแสง

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

เมื่อทุบกำแพงกั้นห้องชั้นล่างออกทั้งหมด บันไดจึงตระหง่านอยู่กลางบ้าน ปกป้องเลือกถอดราวกันตกออกเพื่อให้บ้านดูโปร่งโล่ง และไม่รบกวนสายตาขณะนั่งตรงโซฟาส่วนรับแขกแล้วมองออกไปยังหน้าประตูบ้าน

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“พอดีคุณตาเป็นสถาปนิกด้วย ที่ออกแบบเลยได้อิทธิพลอะไรมาจากเขานิดนึงว่า การทำบ้านต้องทำให้โปร่ง เพราะบ้านทุกหลังที่นี่โปร่งหมดเลย รอบๆ เป็นกระจก มีมุ้งลวดเยอะๆ ” น้องสาวเล่าเสริม

เกือบลืมเล่าถึงทางเข้าบ้านแสนน่ารักนี้ ขวามือเป็นบาร์ขนาดเล็กพอให้วางเครื่องชงกาแฟสีสวย ด้านหลังมีชั้นวางแก้วเซรามิกเรียงเต็มผนัง ด้านหน้ามีบาร์นั่งติดช่องหน้าต่างบานกลมไว้มองลอดออกไปยังสนามเด็กเล่น

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

มุมคาเฟ่นี้ ทั้งคู่เอ่ยปากว่าเตรียมไว้สำหรับชงกาแฟรับแขก แต่เพลงแอบกระซิบเราว่า เธอเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับแผนในอนาคตอย่างเวิร์กช็อปหรือบางอย่างที่เธอกำลังคิดอยากทำเพิ่ม 

ขึ้นไปบนชั้นสอง แบ่งเป็นห้องอัดเสียงและห้องสำหรับทำงาน ส่วนอีกห้องเป็นห้องเก็บของที่เจ้าตัวบอกว่าไม่มีไม่ได้ ‘เอาไว้ซ่อนของรกๆ’ ผู้น้องว่าอย่างนั้น ก่อนพากันหัวเราะร่วน

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“หลักๆ คืออยากให้มันฟีลเหมือนเด็กเล่น มีเตียงอะไรข้างบนให้มันดูสนุกครับ ไม่อยากให้มันดูจริงจัง แบบ โหย ห้องอัด” ปกป้องเล่าพลางเปิดประตูให้เราเข้าไปดูข้างใน 

สตูดิโอที่แคร์การมองเห็นวิวมากกว่าเสียง

ห้องอัดเสียงส่วนใหญ่ที่เราเคยเห็นมักเป็นห้องทึบ เจาะช่องกระจกเล็กๆ ตรงกัน เพื่อเอาไว้สื่อสารกับนักร้องที่อยู่อีกห้อง แต่ที่จิตดีสตูดิโอ เขาเจาะช่องกระจกนั้นให้หันหน้าออกทางวิวนอกบ้านที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ รวมถึงแทนที่ผนังด้วยกระจกบานใหญ่รอบด้าน 

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic
เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“จริงๆ มันเรื่องเสียงอะคูสติกที่ต้องกังวลครับ” ปกป้องรีบเอ่ย เมื่อเห็นเราทำสีหน้าสงสัย 

“แต่ว่าเราไม่ได้ทำห้องอัดแบบจริงจังมากขนาดนั้น คือเกือบจริงจัง เราเลยต้องบริหารระหว่างความโปร่งกับความอะคูสติก ซึ่งถ้าเอาแบบเสียงดีมาก อะคูสติกจัด มันก็ต้องทึบไปเลย แต่เราอยากได้บรรยากาศด้วยครับ” เขารีบต่อบทสนทนา

“อีกอย่าง ผมจะทำงานคนเดียวมากกว่า ปกติห้องอัดเขาจะอัดเสียงนักร้องทุกวัน แต่ผมแทบจะแบบอัดร้องประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ ก็คือตามการใช้งานครับ ก็เลยหันออกดีกว่า

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“ส่วนห้องข้างนอกเอาไว้ทำงานที่ไม่ต้องกันเสียงอะไร เน้นความครีเอทีฟมากกว่า เลยเอาบรรยากาศก่อน” ปกป้องเล่าพลางพาเดินไปเปิดประตูระเบียง ที่เขาตั้งใจเก็บเอาไว้ เผื่อแดดร่มลมตกก็ออกไปนั่งมองร่มไม้ คิดอะไรเล่นๆ 

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

สตูดิโอที่แชร์พื้นที่กับโรงเรียน

การเติบโตในบ้านท่ามกลางโรงเรียนอนุบาล ทำให้พวกเขาผูกพันกับที่นี่เป็นพิเศษ และไม่ลังเลถ้าต้องเลือกทุบกำแพงบ้านออกเพื่อเชื่อมโรงเรียน สนามเด็กเล่น และโฮมสตูดิโอของเขาไว้ด้วยกัน

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

แก้ปัญหาความสูงต่ำของพื้นที่โรงเรียนกับตัวบ้านและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน ด้วยการทำขั้นบันไดที่ควบหน้าที่เป็นสแตนด์สำหรับนั่งทำกิจกรรม ฝีมือคุณตา

แบ่งพื้นที่ใต้ถุนบ้านเป็นห้องเรียนวิชาคุกกิ้ง ออกแบบบ้านต้นไม้ที่มีสไลเดอร์ มีเชือกสำหรับไต่และมือจับปีนผา รวมถึงของเล่นในสนาม ฝีมือปกป้อง

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

ช่วยคุณแม่บริหารโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ ฝีมือต้องตา

“แล้วเด็กๆ เขาเรียนอะไรกัน ทำไมดูน่าสนุก” เราถามเธอ

จริงๆ มันไม่เชิงเป็น วิชานะ แต่จะเรียนไม่เหมือนกันเลยแต่ละห้อง อย่างเช่นถ้าเด็กห้องนี้กำลังสนใจเรื่องผีเสื้อก็จะเอาเรื่องผีเสื้อมาเรียนให้เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือคณิตศาสตร์ คือเอาเรื่องนั้นมาทำให้เป็นทุกวิชาได้” เธอตอบ 

ฟังแล้วก็น่าสนุกจริงๆ เพราะนอกจากวิชาศิลปะและยังมีวิชาดนตรีที่เป็นกึ่งกิจกรรมกึ่งดนตรี ที่เรียกว่า Orff Schulwerk คือเน้นให้เด็กได้มีพัฒนาการทางอารมณ์ เน้นการเคลื่อนไหว เน้นการเข้าใจจังหวะ รวมถึงกิจกรรมน่ารักที่เสริมพัฒนาการทุกส่วนของน้องๆ ไปพร้อมกับการเล่นสนุก อย่างการแสดงออกบนเวที การพับดอกบัว การทำปุ๋ยหมักในคลาส Global Warming 

แน่นอนว่าทั้งสองพี่น้องผ่านการเป็นนักเรียนอนุบาลตัวน้อยที่นี่

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

เริ่มที่บ้าน จบที่บ้าน

เติบโต ร่ำเรียน (อนุบาล) และทำงาน ชีวิตของทั้งคู่วนเวียนอยู่กับบ้านไม่ห่างไปไหน 

“เพราะว่าเป็นคนชอบอยู่บ้าน เลยส่งผลต่อการทำเพลงด้วยหรือเปล่า” เราเอ่ยขึ้นหลังเดินเข้าออก สำรวจมุมโน้นมุมนี้

“ด้วยนะ คือเป็นคนชอบอยู่บ้านด้วย แล้วก็…” น้องสาวว่า

แล้วก็ชอบไม่อยู่บ้าน (หัวเราะ)” พี่ชายเสริมทับทันที

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“อย่างอัลบั้ม Stay at home เราจบงานที่บ้านด้วยแหละ เลยรู้สึกว่าเป็นอัลบั้มที่ทำที่บ้านจริงๆ

“ส่วนมากเราหยิบเรื่องใกล้ตัวมาแต่งเพลง เป็นเรื่องในบ้านก็เยอะ มีเพลง เปิดประตู ที่ร้องว่า ‘มาเปิดประตูให้ฉันที ไม่รู้วันนี้กุญแจหล่นไปรึเปล่า’ คือเล่าจริงที่ตอนนั้นเข้าบ้านไม่ได้ เพราะกลับบ้านดึก ทุกคนนอนหมดแล้วจนต้องปีนหน้าต่างขึ้นห้อง ก็เลยเอามาเล่าเป็นเพลง ส่วนเรื่องหยิบแฮม (เพลงหยิบแฮมเป็นแผ่นที่หก) มันก็คือเรื่องในห้องครัว ในบ้าน” ต้องตาพูดต่อด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

“เวลาทำเพลงจะพยายามให้มันจบที่บ้าน เป็นแบบนี้มาตั้งแต่มัธยม ถ้าคนอื่นที่เล่นดนตรีแต่ไม่ทำเพลงเองก็จะไปห้องซ้อม แต่เขาชอบศึกษาด้วยตัวเอง ฝึกอัดเองอะไรเอง พอศึกษาเรื่อยๆ ก็แบบเราทำเองได้” ปกป้องเล่าพลางนึกย้อนไปถึงช่วงเวลานั้น

นับตั้งแต่เพลงแรก จนถึงเพลงล่าสุด ทั้งคู่ทำเพลงเองที่บ้านทุกกระบวนการ จนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำงานอยู่ที่บ้านนั้นดีกว่าเยอะ 

“มันชิน ทำนานแค่ไหนก็ได้ ทำเมื่อไหร่ก็ได้…” น้องสาวว่า

“แล้วก็ไม่ทำก็ได้ (หัวเราะ)” พี่ชายรีบเสริมทับ (อีกครั้ง)

ยิ่งช่วงนี้ทั้งคู่สนุกกับการทดลองจับนู่น ผสมนี่ เพื่อแต่งสตูดิโอของตัวเองไปด้วย ก็ยิ่งทำให้พวกเขาหลงบ้านตัวเองจนไม่อยากออกไปไหน

ไม่ใช่แค่พวกเขา เราเองยังแอบตกหลุมรักสตูดิโอหลังนี้เข้าเสียแล้ว

ก่อนกลับเราร่ำลากันด้วยประโยคติดตลกของปกป้อง “รู้สึกเป็นบุญมาก ที่ทำงานอยู่ที่บ้านได้ (หัวเราะ)”

เห็นจะจริง

การได้อยู่ในบ้านที่มีเสียงเพลงคอยเติมความสุข เติมชีวิตชีวาให้ไม่เงียบเหงา มีเสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็กๆ คลอเบาๆ ไปกับทำนองของเครื่องดนตรี กลายเป็นเมโลดี้ที่ฟังเพลินไปอีกแบบ

ก็เป็นบุญ อย่างที่เขาว่านั่นแหละ

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load