ก่อนอื่น ช่วยบอกหน่อยว่าอาการที่เป็นอยู่ตอนนี้เรากำลังหลงทางหรือหลงเธอกันแน่ ถึงยิ้มตามตลอดที่ฟังเขาพูดอธิบายสิ่งที่พบเห็น ตลอดจนเสียงพากย์ตลกๆ แกล้งกลุ่มน้องนักเรียนที่กำลังเซลฟี่กลางฮงแดที่โซล ประเทศเกาหลีใต้

หลังจากติดตามมาปีกว่าๆ ก็ถึงเวลานัดพบ ว่านไฉ-อคิร วงษ์เซ็ง ที่ Mero Studio บนชั้นสูงสุดของอาคารสูงใจกลางเมือง

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

ไม่ว่าจะคุณจะรู้จักเขาในฐานะนักแต่งเพลงบ้าเที่ยว หรือนักท่องเที่ยวบ้าแต่งเพลง คุณคงยอมรับเหมือนกันกับเราว่าเพลงของเขาในอาสาพาไปหลงนั้นติดหูทุกทริป

มาดูกันว่า ท่ามกลางเพจท่องเที่ยวนับพันเพจในตลาด อะไรทำให้ ‘อาสาพาไปหลง’ โดดเด่นและเติบโตแบบก้าวกระโดดภายใน 1 ปีแบบนี้

ขอโทษจริงๆ ที่ตัวอักษรจากเราบรรเลงเพลงอินโทรอย่างในรายการไม่ได้

แต่ถ้าอ่านแล้วชอบ อย่าลืมกดแชร์และ Subscribe The Cloud ด้วยนะคะ

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

หวั่นใจว่าคงไม่แคล้ว หลงรักเข้าแล้วจนได้

จากศิลปินเบื้องหน้า ว่านไฉผันตัวมาเป็นมิวสิกโปรดิวเซอร์ อยู่เบื้องหลังงานเพลงหลายร้อยเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงโฆษณา ละครและภาพยนตร์

ชีวิตที่อยู่กับงานในฝันสลับกับการออกเดินทางหามุมมองใหม่ๆ เพื่อใช้กับการทำเพลง วันหนึ่งว่านไฉก็เกิดความคิดว่าจะเปลี่ยนการเดินทางที่ชอบให้เป็นงานที่ใช่ จึงเริ่มต้นจากการทำเพจท่องเที่ยว

“เนื้อหาในเพจอาสาพาไปหลงช่วงแรก ยังเป็นแค่รูปและตัวอักษรที่บอกเล่าเรื่องราวซึ่งไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีเท่าไหร่” ว่านไฉบอกเรา ก่อนจะเล่าย้อนกลับไปสมัยทำงานเพลง ด้วยหน้าที่ของผู้ทำเพลงประกอบภาพทำให้เขาพอจะรู้วิธีและขั้นตอนผลิตภาพเคลื่อนไหว แล้วค่อยๆ ประกอบร่างรายการ

จากที่มีเพียงภาพถ่ายลองทำเป็นวิดีโอ ลองทำเพลงประกอบใช้เอง ลองพากย์เสียงใส่ เกิดเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำขึ้นมา

อาสาพาไปหลงแบบเต็มรูปแบบตอนแรกคือ มัลดีฟส์ ซึ่งนับถึงวันนี้ มีจำนวนคนดูอาสาพาไปหลงตอนมัลดีฟส์เกือบ 5 ล้านครั้ง และจำนวนครั้งที่แชร์กว่า 83,000 ครั้ง

ยังไม่นับจำนวนผู้ชม ‘เมาดิบ’ มิวสิกวิดีโอเพลงประกอบมัลดีฟส์กว่า 5 ล้านคนใน YouTube

เมื่อค้นพบสูตรสำเร็จที่คนชอบ เขาก็เริ่มต่อยอดจนกลายเป็นทริปครั้งต่อๆ มา

ที่น่าสนใจคือ ว่านไฉมีวิธีคิดอย่างไร จึงทำให้รายการอาสาพาไปหลงของเขาสนุกและน่าติดตามทุกตอนขนาดนี้

“ก่อนจะทำรายการหรืออะไรก็ตาม เราจำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นคนดูของเรา หรือคนแบบไหนที่เราอยากให้ดู” ว่านไฉเล่าหลักการข้อที่หนึ่ง ของการทำอาสาพาไปหลง อย่างไม่หลง ก่อนจะเล่าเสริมว่า เขาเป็น Perfectionist ที่มักจะคิดหาข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นเสมอแม้ปล่อยรายการออกอากาศไปแล้ว

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

หลงทางยังหาเจอ หลงเธอสิเหลือทน

หลงทาง ในความหมายของคนทั่วไปอาจจะหมายถึงแผนที่ผิดไปจากสิ่งที่ตั้งใจ

แต่สำหรับว่านไฉ เขาชอบจนถึงขั้นหลงใหลการหลงทางไปพบเจอสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่เจอกัน เช่นตั้งใจเบี่ยงซ้ายไปจากอาซากุสะ เพื่อไปเจอร้านอิซากายะที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก

“เวลานั้นเราอาจจะนั่งเครียด แต่พอเพื่อนถามว่าทริปเป็นยังไงบ้าง ‘เชี่ย กูไปเจอยากูซ่ามาเว้ย นั่งกินทาโกะยากิกับแม่งทั้งคืน’ มันก็ได้เรื่องราวใหม่ๆ” ช่างเป็นการหลงทางที่น่าสนุก ยิ่งเมื่อรวมกับความตั้งใจของเขาที่ไม่อยากให้การทำงานและการท่องเที่ยวเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเลือกที่จะใช้วิธีพากย์เสียงเล่าเรื่องมากกว่าการอยู่หน้ากล้องตลอดเวลา และมากกว่าภาพของสถานที่และบรรยากาศสวยๆ เขาตั้งใจทำรายการท่องเที่ยวที่มีรายละเอียด เห็นวิถีชีวิตจริงๆ ของคนที่นั่น

“ไม่ใช่แค่บอกว่าภูเขาไฟมีความสูงเท่าไหร่จากระดับน้ำทะเล แต่มีเรื่องราวของป้าที่ขายดังโงะอยู่แถวๆ นั้น ซึ่งผมชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้าแล้วหยิบเรื่องเหล่านั้นมาเล่า” ว่านไฉเล่าที่มาของฟุตเทจที่เล่าเรื่องผู้คนแถวนั้นที่เขามักจะพากย์เสียงแกล้งใส่ลงไปเสมอจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของรายการ ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับมุมมองนักแต่งเพลงของเขา

ทำรายการในกรอบวิธีคิดอย่างเพลงป๊อป ‘เปิดหัวแรง ปิดหัวโดน’

ว่านไฉเล่าถึงวิธีการเล่าเรื่องที่ใช้ในรายการให้ฟังว่า เขาใช้กรอบความคิดเดียวกันกับที่ใช้สร้างสรรค์งานเพลง เริ่มจากความสนุก คิดถึงความวาไรตี้ทั้งภาพและเสียง คล้ายกับกราฟของเพลง ซึ่งประกอบด้วยท่อน Verse ท่อน Pre ท่อน Hook บางทีก็มีท่อน Bridge

“การจะทำรายการในโลกออนไลน์ในยุคนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งถ้าคนดูรู้สึกไม่สนุกเขาก็จะเปลี่ยนทันที ไม่ดูต่อแล้ว เพราะฉะนั้น จำเป็นมากที่จะต้องคิดและอย่างอย่างถี่ถ้วน ตัวอย่างของการคิดอย่างไม่ถี่ถ้วน เช่น สมมติเราดูสถิติแล้วพบว่าคนชอบดูตอนที่เกี่ยวกับกิน แล้วเราก็มุ่งเป้าจะทำแต่รายการกินๆๆ กินอีกแล้ว สุดท้ายจะเป็นการบีบตัวเอง สิ่งที่ผมคิดซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่กล้าได้กล้าเสียและฟังดูเสี่ยง แต่ผมก็อยากที่จะทำให้รายการสนุก ดังนั้น เรามาคนละครึ่งทาง ทำแบบที่คนดูชอบด้วยและเราก็อยากทำด้วย

“ความสนุกเป็นเรื่องของกราฟ ในวงการเพลงป๊อปเราจะเรียกว่า ‘เปิดหัวแรง ปิดหัวโดน’ ยกตัวอย่างเพลง เพื่อนไม่จริง ของวง Polycat ‘ถ้าแอบรักและเราบอกออกไป การแอบรักจะดูหมดความหมาย…’ หรือท่อน ‘ชอบมองสายตาเธอตอนไม่รู้ ว่าตัวฉันชอบมองมันมากเท่าไร…’ เออ เท่ดีว่ะ แล้วท่อนฮุกก็มาเฉลยว่าแอบรักเพื่อนในมุมที่ฉีกออกไป มันน่าแชร์ มันช่างละมุนเหลือเกิน เราก็หยิบมาใช้กับการทำคอนเทนต์ การเลือกเปิด-จบต้องมีความหมาย เรื่องระหว่างก็มีความหมาย เราจะทำอย่างไรให้คนดูดูจนจบได้ นี่คือกราฟ ซึ่งจริงๆ มันไม่มีสูตรตายตัวนะ เพลงป๊อปที่คิดไว้อาจจะกลายเป็นเพลงเชยก็ได้ กับงานคอนเทนต์ก็เช่นกัน บางทีไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ที่เราคาดหวังว่าคนจะชอบ คนจะแชร์ เขาก็อาจจะไม่ได้สนใจเรื่องเดียวกับเรา” ว่านไฉเล่าวิธีคิดเบื้องหลังรายการทั้งหมด

“ผมเชื่อเสมอว่าเราทำงานให้ดังไม่ได้ แต่เราทำงานให้ดีได้” ว่านไฉรีบตอบ เมื่อเราถามถึงวิธีแก้มือ หากสิ่งที่ทำไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง พร้อมเล่าว่า เขายอมไม่ได้เลยหากจะต้องปล่อยงานที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ตั้งใจ แม้จะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมากๆ อย่างเสียงเบี้ยวนิดๆ เขาก็จะขอแก้ไขก่อน

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

ถ้าบอกว่าเพลงนี้แต่งให้เมือง เมืองจะเชื่อไหม

“ในการทำงานเราไม่คิด Script (บทพูด) แต่เราคิด Scope (ขอบเขต) ของเรื่องที่จะเล่า” ว่านไฉตอบ เมื่อเราถามที่มาของบทพูดในรายการ ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า เขาหมายรวมคำว่า ขอบเขต ถึงข้อมูลและการออกเสียงที่ต้องถูกต้องครบถ้วน ขณะที่บทพูดพร้อมเสียงพากย์ของเขาจะเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อภาพรายการทั้งหมดตัดต่อภาพพร้อมรอใส่เสียง

ไม่พูดถึงเพลงประกอบในรายการเลยคงไม่ได้

เราถามว่านไฉถึงวิธีจัดการคลังเพลงและการเลือกหยิบมาใช้ให้เข้ากับเรื่องที่เล่า

“ยอมรับว่าเดือดร้อนมาก เพราะเราเล่นใหญ่ไปแล้วตั้งแต่ตอนแรก อย่างเดือนนี้มี 6 – 7 เทปที่รออยู่ ตายแล้ว ทุกเทปต้องมีเพลง จะไม่มีก็ไม่ได้ ซึ่งเราก็รู้สึกภูมิใจที่คนรอฟัง” ว่านไฉ่ตอบก่อนชวนคุยถึงที่มาของเสียงเพลงในหัว

“เคยเป็นไหมเวลาไปเที่ยว แล้วเรารู้สึกได้ยินเสียงเสียงหนึ่งขึ้นมาเอง ทำหน้าที่เป็นเพลงประจำทริป ของคุณอาจจะเป็นเพลย์ลิสต์ แต่ของผมเป็นเสียง อยู่ๆ มันก็ดังขึ้นมาเอง โชคดีที่ความรู้ทางดนตรีที่มีพอจะทำให้รู้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร เล่าให้เห็นภาพไม่ถูก บอกได้แค่ว่าเป็นสเกลที่ใช่เลย แบบนี้เลย เมื่อตัดต่อเข้ากับภาพค่อยใส่เนื้อลงไป”

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

แต่ก็ไม่แปลว่าเพลงของทริปเกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น จะแตกต่างกันหรือมีเอกลักษณ์อะไรซ่อนอยู่

“ขึ้นกับเนื้อหาที่เล่าในรายการด้วย เช่น ทริปไต้หวันพาไปกิน ซึ่งผมมีความสุขกับการกินมา อยู่ดีๆ เพลงชูชกก็เข้ามาในหัว ‘ตำนานชูชกนั้นโกหกทั้งเพ หาว่าตะกละตะกลาม ผิดเหรอฉันแค่ตามใจปากอะไรอย่างเนี้ย กินแค่ไหนมันไม่หนักหัวใคร ก่อนตายต้องเป็นตำนาน นอนตายข้างๆ กองจานเปล่า’ เกิดจากการด้นสด ผมไม่ได้เก่ง ผมแค่ทำอาชีพนั้นมานาน”

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

วิธีคิดที่เปลี่ยนรายการท่องเที่ยวให้เป็นมากกว่าซีรีส์เที่ยวเมือง

ในยุคที่ความสนใจของคนมีสั้นเหลือเกิน ลำพังการทำรายการออนไลน์ให้คนดูจนจบในตอนก็ยากแล้ว แต่ว่านไฉและอาสาพาไปหลงทำสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือเล่าเรื่องเมืองเป็นซีรีส์ให้คนติดตามดูตอนต่อไป

“ถ้าเมืองหนึ่งเมืองซึ่งมีหลายตอนจะทำออกมาเป็นเพลงรักไปทั้งหมดก็คงไม่สนุก คอนเซปต์หนึ่งที่ผมชอบมาก คือคอนเซปต์อาสาพาไปลืมที่เกาหลี ของน้องเพื่อน หนึ่งในทีมงานอาสาพาไปหลง ขั้นตอนการทำงานเริ่มจากโจทย์ว่า อกหักไปไหน และทำไมต้องไปเกาหลี หลังจากหาข้อมูลอย่างเข้มข้น เขียนกระดานหาความเชื่อมโยงจนเละเทะไปหมด เราก็พบหลักจิตวิทยา 5 ขั้นเพื่อลืมใครสักคน ขั้นแรกปฏิเสธความจริง ตามมาด้วยโกรธ ซึ่งเราพาไประบายความโกรธด้วยการกิน จากนั้นเมา กลับมารู้สึกเศร้า และจบลงด้วยการทำความเข้าใจ จากนั้นหาสถานที่และกิจกรรมมาใส่ ก็กลายเป็นซีรีส์ที่ครบถ้วนทุกอารมณ์” มากกว่ารายการท่องเที่ยวที่มีเพลงประกอบสนุก ติดหู และน่าติดตามไปทุกตอน ยังมีมิวสิกวิดีโอเพลงประกอบภาพสวยระดับจริงจังไปอีก

อาจจะไม่ได้ถูกพูดถึงในวงกว้าง แต่สำหรับเราผู้ติดตามอยู่ ยอมรับตรงนี้เลยว่า เราและแฟนๆ ไม่ได้สนใจจุดหมายปลายที่อาสาพาไปหลง กำลังพาไป มากไปกว่าความบันเทิงทั้งจากเนื้อหาและเพลงที่เขาและทีมงานตั้งใจถ่ายทอดออกมา

และไม่ใช่แค่ท่องเที่ยวต่างประเทศ อาสาพาไปหลงยังมี อาสาพาไปหลง Domestic

“อะไรคือวิธีคิดหาสมดุลของการทำเนื้อหาในช่วงที่รายการเติบโต ซึ่งมีทั้งความคาดหวังจากคนดูหรือแม้แต่ลูกค้าที่เข้ามาสนับสนุนรายการ” เราถาม

“ผมจะมีสามเหลี่ยมอันหนึ่ง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะดูก่อนว่าครบทั้งสามเหลี่ยมนี้มั้ย ลูกค้าจะต้องขายได้ คนดูจะต้องสนุก และผมจะต้องทำรายการรอย่างมีความสุข ในเงื่อนไขที่เป็นไปได้ด้วยนะ” ว่านไฉตอบ

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

จากการเดินทางที่รับบท ยาใจ

จนเข้าขั้นหลงใหล ว่านไฉตัดสินใจลาออกจากงานโปรดิวเซอร์ที่มั่นคง ออกเดินทางทำรายการท่องเที่ยวที่ชวนเราเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการหลงทางไปตลอดกาล

“อะไรในตัวคุณที่ยังคงเหมือนเดิม และเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง” เราถาม

“เมื่อก่อนเราอาจจะมีจุดหมายในเส้นทางดนตรี เป็นนักแต่งเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ทำงานเบื้องหลัง ทำจนสุดทาง ซึ่งเราจะสิ้นสุดอยู่ในความฝันนั้นความฝันเดียวไม่ได้ ระยะเวลาของความรู้สึกที่สำเร็จมันสั้นมากเลยนะ อยากอยู่ในเส้นชัยนั้นมันแป๊บเดียวเอง มันอาจจะเท่เมื่อได้บอกใครเมื่อเราไปถึงจุดหมายนั้นแล้ว ตัวผมเองในวันนี้ก็เช่นกัน อะไรคือความสำเร็จของอาสาพาไปหลง ปลายปีนี้คนอาจจะลืมแล้ว ไม่ดูเราแล้วก็ได้ รายการอาจจะหายไป แต่ความสำเร็จมันคือวิธีคิดของผมและทีมที่ยังรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้ทำสิ่งนี้ออกมา เท่านั้นเอง ถ้าถามถึงตัวตนที่เหมือนเดิม ผมก็จะตอบว่า ผมจะเป็นตะกร้าใส่ผลไม้แห่งความสุข ที่รับและมอบความสุขให้ทุกคน นี่คือสิ่งที่เป็นตัวตนของผมและตั้งใจจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป สิ่งที่เปลี่ยนไปนอกจากอายุที่มากขึ้น คือ มุมมอง ความสนใจใหม่ๆ ที่ไหลเข้ามาและรอการถ่ายทอดออกไป” ว่านไฉยิ้ม

อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง อาสาพาไปหลง, ว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกท่าน สู่บทสัมภาษณ์ที่มีรอยยิ้มตลอดทางและครึกครื้นไปกับฉากทัศน์ที่อรรถรสได้สาแก่ใจ เพราะตั้งแต่ “พี่คะ..ฉากแท่มแท้ม..เขาแท่มแท้มกันจริงไหม” จนไปถึง “มึงฆ่าน้องกูนะ มึงทำเหี้ยแบบนี้ได้ยังไง!”

ทำให้ต้องยอมรับจริง ๆ ว่านี่เป็นบทสัมภาษณ์ที่หลากรสชาติ มากเครื่องเคียง ที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของผู้เขียน 

เธอคนนี้คือ ครูลูกแก้ว-วริศรา บำรุงเวช ครูสอนการแสดง, Acting Coach, TikToker และอีกหลายบทบาทในโลกที่เธอสามารถเป็นได้ เราชวนเธอมาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ตั้งแต่ขึ้นรถตู้ไปเรียนแอคติ้งที่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 17 แล้วสอบเข้านิเทศฯ การแสดง ฝึกฝนตนเองจนป็นทั้ง ‘ครู’ และ ‘โค้ช’ ของสถาบันสอนการแสดง The Drama Academy 

ไม่เท่านั้น เธอยังเป็น TikToker ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน ด้วยการนำเสนอคอนเทนต์รูปแบบ Q & A ที่เน้นตอบคำถามเบื้องหลังการแสดง ลึกบ้าง ตื้นบ้าง แต่สำคัญตรงไหนล่ะ ? ถ้าคำว่า ‘ในวงการ’ ก็มีแต่เรื่องที่เรา ๆ อยากรู้ 

เพื่อความบันเทิงในระหว่างอ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ ผู้เขียนต้องรบกวนให้ผู้อ่านกดเปิดเสียงครูลูกแก้วในความคิด ปรับไดนามิกให้สุด พร้อมจินตนาการความเล่นใหญ่รัชดาลัยในระหว่างพูดคุยกันตั้งแต่ต้นจนจบของแอคติ้งโค้ชผู้นี้

บางเรื่องใครฟังก็ขำไม่ออก บางเรื่องใครบอกก็หลุดขำกันทุกคน 

ทางผมพร้อมแล้ว คุณผู้อ่านพร้อมนะครับ 

เทปเดิน..ซีน 1..คัท 1..เทค 1…แอคชั่น !

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

เดี๋ยวก่อนนะ คุณจบนิเทศฯ แต่เคยไม่รู้จักคำว่า ‘นิเทศศาสตร์’ มาก่อนเหรอ

ชีวิตเรารู้จักแต่หมอ พยาบาล ครู จนเพื่อนบอกว่า ‘มึงน่าจะเรียนนิเทศฯ นะ’ เพราะสมัยมัธยมเราเป็นเด็กกิจกรรม ด้วยความเด็กต่างจังหวัดก็งงว่า นิเทศฯ มันคืออะไรวะ ก็เลยต่ออินเทอร์เน็ตแล้วค้นหาคำว่า ‘นิเทศศาสตร์’ มันก็ขึ้นมาว่า ‘นิเทศ จุฬาฯ’ พอลองอ่านรายละเอียด เห้ย นี่มันกูชัด ๆ

อะไรที่ทำให้มั่นใจว่า ‘เห้ย นี่มันกูชัด ๆ’

เราเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เรียนดีประมาณหนึ่ง เลือกสายวิทย์ตอน ม.ต้น เคยไปออกงานประกวดชื่อ Scient Show เป็นโชว์กลทางวิทยาศาสตร์ เราก็เข้าใจว่าเราชอบวิทย์มาตลอด แต่ที่ไหนได้ เราชอบโชว์ (หัวเราะ) เราชอบตอนที่ได้แสดง ไม่ได้ชอบวิทยาศาสตร์ พอขึ้น ม.ปลาย เราก็เรียนไม่ค่อยไหว ในหัวมีคำถามเยอะมาก เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้วนะ 

ไม่ใช่แล้วทำยังไงต่อ

ก็คุยกับพ่อแม่ เขาอยากให้เราเป็นหมอ จริง ๆ เขาก็ไม่ได้ห้ามเรามากนะ ค่อนข้างน่ารัก แต่เพราะเป็นข้าราชการครู บวกกับคนยุคนั้นในต่างจังหวัด เขามองว่าการทำงานในวงการเป็นเรื่องไกลตัว เราจะไปยืนตรงนั้นได้เหรอ ซึ่งตัวเราไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้นเลย คิดสั้น ๆ ว่าชอบ ก็เรียน 

เราค่อนข้างมั่นใจมากว่า ถ้าเราเรียนในสิ่งที่ชอบ มันต้องมีลู่ทางสิวะ ต้อง Survive ได้

คุณรอดจาก ‘เด็กสายวิทย์’ จนมาเจอทางที่ตัวเองรักได้ยังไง

ตอนนั้นบอกแม่ว่า ‘แม่ ไปอ่านนิเทศฯ จุฬามา มันตรงมากเลยนะ’ แม่บอกว่า ‘กระแสนิยมแน่นอน’ เราก็ยังบอกแม่อีกว่า เอาจริง ๆ นะ ที่ผ่านมาหนูเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองและดูแลตัวเองได้ แม่คิดว่าหนูเรียนนิเทศฯ ไปแล้วจะไม่มีงานเหรอ  

แล้วสมัยก่อนมันก็มีวิชาแนะแนว ให้เราทำควิซ ผลสรุปออกมาเป็นนิเทศบ้าง อักษรบ้าง ผลมันออกมาฝั่งแบบคอมมูฯ (Communication) หมดเลย แล้วในยุคนั้นก็มีเว็บเด็กดี เขาจัดอบรมการแสดง เราก็ไปสมัครทำกิจกรรมกับเขา จนพ่อแม่รู้สึกว่าลูกน่าจะชอบจริง ๆ คงไม่ใช่กระแสแล้ว พออายุสิบเจ็ดก็เลยขอเงินแม่มาเรียนแอคติ้งที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นเป็นโรงเรียนของ ครูเล็ก ภัทราวดี นั่งรถตู้จากสุพรรณฯ มาเรียนทุกอาทิตย์ 

เรารู้สึกว่านี่มันคือฉันนน นี่ฉันไปอยู่ที่ไหนมา มันใช่ไปหมด ถูกต้องไปหมดเลย (มือครูลูกแก้วมือเริ่มปัดป่ายในอากาศ) ตอนอยู่ต่างจังหวัดเราไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน อินเทอร์เน็ตยุคนั้นก็ไม่ได้เข้าถึงอะไรมาก 

ยังจำการแสดงครั้งแรกของตัวเองได้ไหม

จำได้ เราเล่นเป็นโสเภณี ! 

สมัยเรียนก็มีเล่นละครนิเทศจุฬาฯ ในหอประชุม ตอนนั้นเล่นอยู่สองเรื่อง คือ วิมานมายา กับ ฟินาเล่ ตอนนั้นเล่นแย่มากเลยนะ กะโหลกกะลามาก แล้วตอน วิมานมายา เราเล่นเป็นโสเภณี ส่วน ฟินาเล่ เรื่องราวมันเกี่ยวกับโรงละคร ได้รับบทเป็นตัวละครหนึ่งที่เป็นตัวประกอบที่อยากได้บทมาก ๆ ก็สนุกดี 

แล้วชีวิตจริงคุณรับบทเป็นอะไร

มันมีสองคำ ต้องแยกก่อนนะ หนึ่ง ครูสอนการแสดง สอง แอคติ้งโค้ช 

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

ครูสอนการแสดง กับ แอคติ้งโค้ช ต่างกันยังไง

ครูสอนการแสดงต้องสอนการแสดงตั้งแต่ระดับพื้นฐานไล่ไปถึงระดับแอดวานซ์ ซึ่งอาชีพครูสอนการแสดงจำเป็นมาก ถ้าเกิดนักแสดงข้ามไปเวิร์กชอปโดยที่พื้นฐานไม่แน่น มันเหมือนเอานักกีฬาที่ไม่ผ่านการเทรนไปลงสนาม แบบนั้นไม่เวิร์กแน่ ๆ ส่วนแอคติงโค้ชก็เหมือนโค้ชนักฟุตบอลที่อยู่ริมสนาม ถ้าเขาเล่นไม่ได้ เรามีหน้าที่ทำให้เขาเล่นได้

เรายกตัวอย่าง ครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) เขาน่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่ถูกพูดในเรื่องแอคติ้งโค้ชของประเทศไทย ซึ่งมันเริ่มมาจากหนังเรื่อง แฟนฉัน (2003) เรื่องนั้นนักแสดงเด็กเยอะใช่ไหม แล้วผู้กำกับดูแลยาก ก็เลยมีอาชีพนี้ขึ้นมาเพื่อดูแลเด็กให้เด็กเล่นให้ได้ เพราะสมัยก่อนเด็กจะท่องบทกันแบบ

ทำ-ไม-เหรอ – (ครูลูกแก้วเลียนเสียงใส ๆ ของเด็ก ไม่มีน้ำหนักแบบอ่านท่อง) 

ฉัน-รัก-เธอ – (ทำท่าตามคำ ชี้ตัวเองและอีกฝ่าย เหมือนท่าเต้นเพลงออกกำลังกายยามเช้าของเด็กเล็ก)

แต่เราช่วยให้พูดให้เป็นธรรมชาติได้ ก็ฉันรักเธออะ หรือถ้าผู้กำกับอยากให้นักแสดงร้องไห้ฟูมฟาย เราก็มีหน้าที่บิลด์อารมณ์ให้เขารู้สึก ต้องใช้จินตนาการทุกวิถีทางให้นักแสดงรู้สึกตามนั้น

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

แล้วแอคติ้งโค้ชคนนี้เคยทำใคร ‘ร้องไห้’ มาบ้าง

ปิงปอง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เราไปแค่ฉากร้องไห้เลย เพราะ พี่เติ้ล (กิตติภัค ทองอ่วม) ที่เป็นผู้กำกับเขาเก่งเรื่องคอมเมดี้อยู่แล้ว แต่ฉากนั้นปิงปองต้องร้องไห้ เขาก็ห่วงว่าจะร้องไห้ได้ไหม ก็เลยจ้างเราไปแค่ครึ่งวัน พอปิงปองร้องไห้เสร็จ เราก็สวัสดี รับเงิน กลับบ้าน คือไปแค่นั้นจริง ๆ ไปเพื่อทำให้ปิงปองร้องไห้ (ฉากที่ว่านี้อยู่ใน ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรีส์ Season 3 Ep 9 ฉากที่ปิงปองถูกคนรักบอกยุติความสัมพันธ์ในห้องพัก แล้วร้องไห้หนักอย่างสิ้นหวัง เป็นฉากสะเทือนใจที่หลายคนยังจำกันได้ดี)

นอกจากทำนักแสดงร้องไห้ อาชีพแอคติ้งโค้ชต้องทำอะไรอีก

มีสองพาร์ต พาร์ตเวิร์กชอปกับพาร์ตไปหน้าเซ็ต

พาร์ตเวิร์กชอปเราก็จะอ่านบท แล้วประเมินว่าตัวละครที่ให้เราเวิร์กฯ เป็นตัวหลักกี่คน แล้วทักษะอะไรบ้างที่เขาต้องการจากเรื่องนี้ เช่น ซีรีส์วาย ต้องการเคมีคู่ ก็ต้องนัดตัวเอกเพื่อมาเวิร์กชอปปรับเคมีก่อน หรือถ้าทำซีรีส์คอมเมดี้ นักแสดงก็ต้องมาทุกคน เพื่อมาทำพื้นฐานคอมเมดี้ด้วยกัน

ส่วนพาร์ตหน้าเซ็ต ก็ทำงานเหมือนทีมงานคนหนึ่ง เราต้องดูเบรกดาวน์ วันนี้มีถ่ายซีนอะไร อยู่หน้าเซ็ตก็ต่อบทให้นักแสดง บรีฟนักแสดง เสริมเรื่องแอคติ้งว่าในหัวต้องคิดอะไรเพื่อบิลด์อารมณ์ แล้วก็ดูแลนักแสดงหลังจากนั้นด้วย สมมติว่าเขาต้องร้องไห้ ก็ต้องปรับอารมณ์หรือช่วยเหลือเขาตรงนั้น 

การโค้ชครั้งไหนที่ท้าทายคุณที่สุด

เรื่องแรก ๆ ทำหนังผี เพื่อน..ที่ระลึก (2017) กับ เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน (2014) ที่ท้าทายคือ หนังผีจะมี Emotional Extreme สุดโต่งมาก แล้วตอนนั้นเรายังเด็กกว่านี้ มีความกังวลว่าจะใช้วิธีนั้นได้ไหม วิธีนี้ได้ไหม ถ้าลำบากขึ้นมาอีกก็ เรื่อง เคว้ง (2019 ซีรีส์ไทยเรื่องแรกของเน็ตฟลิกซ์ประเทศไทย) เหนื่อยที่โลเคชัน แถมลำบากตรง Multiple Characters คือเราต้องดูแลตัวละครเยอะมาก เราจะทำให้มันต่างกันได้ยังไง แล้วถ้าฉากนั้นต้องดราม่าหลายคน เราจะไปอยู่ตรงไหน อยู่กับใคร บางทีก็ต้องให้คนที่ดูแลตัวเองได้ดูแลกันไปก่อน 

คุณบิลด์นักแสดงยังไง สาธิตให้ดูหน่อย

ลองคิดซิ ถ้าสมมติว่าออกจากประตูนี้ไป แล้วไม่มีเขามันจะเป็นยังไง 

เราพูดแค่นี้ แล้วนักแสดงบางคนก็ดูแลตัวเองได้เลยก็มี หรือบางคนเป็นสายที่ชอบให้คนมาแอทแท็กเยอะ ๆ สมมติว่าในฉากที่ตัวละครต้องรู้สึกผิดที่ทำให้คนตาย อาจจะบิลด์ในเบอร์ที่..

มึงฆ่าน้องกูนะ มึงทำเหี้ยแบบนี้ได้ยังไง! 

แต่เราก็ต้องรู้นะว่าทรงของนักแสดงเขาเป็นประมาณไหน (หัวเราะ) หรือบางคนมาในรูปแบบ ‘นักร้องตาม’ เขาร้องก่อนไม่ได้ แต่ถ้าเห็นอีกคนร้อง เขาจะร้องด้วย เราก็จะร้องไห้ใส่ก่อนเลย สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ว่าใช้วิธีการไหนกับเด็กคนไหน 

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

เคยอินกับบทมาก ๆ จนเกิดผลกระทบกับตัวเองบ้างไหม

สำหรับเราไม่เคย พอสั่งคัตเราก็ปรับตัวได้ปกติ เพราะถูกสอนมาว่าศิลปินคือเจ้าของปากกา เราถือมัน เราก็ต้องวาง ดังนั้น อยู่กับปัจจุบัน คัตปุ๊บก็ไปกินน้ำกินท่าเปลี่ยนร่างกาย เปลี่ยนการโฟกัส เปลี่ยนจินตนาการที่อยู่ในหัว (แล้วเด็กที่คุณเคยโค้ช เจอปัญหาแบบนี้ไหม) มีนะ ประมาณว่ากลับบ้านไปแล้วโทรมาว่า ครู หนูเอาไม่ออก หนูยังคิดวนอยู่ เราก็ตอบให้เขาค่อย ๆ หายใจแล้วอยู่กับลมหายใจปัจจุบัน หนูคือใคร ใช่ตัวละครไหม ถ้าไม่ใช่ ไปทำในสิ่งที่ตัวละครจะไม่มีวันทำ 

เราเคยอ่านเรื่อง วาคีน ฟีนิกซ์ (Joaquin Phoenix) ตอนที่เขาเล่น Joker (2019) เขาบอกว่าเขาจูนเอาต์ได้ เพราะตอนเป็นโจ๊กเกอร์ เขาอยู่กับความฮังเกอร์ ความหิวโหยตลอดเวลา ต้องลดน้ำหนัก ต้องอยู่กับมายด์เซ็ตของโจ๊กเกอร์ แต่พอเขาตัดปุ๊บ ไม่เป็นโจ๊กเกอร์ละ เขาก็บินกลับบ้านที่แอลเอ ก็อ้าว นี่ไงหมาฉัน ไม่ใช่หมาโจ๊กเกอร์ มันการกลับมาอยู่กับปัจจุบัน 

จากครูสอนการแสดงและแอคติ้งโค้ช อะไรบิวต์ให้มาเปิดช่อง TikTok  

ตอนแรกเลย รุ่นน้องที่รู้จักในคณะทำงานที่ TikTok เขามาอบรมสอนตัดต่อให้เด็กที่นี่ ซึ่งตอนนั้นเราเป็นครูอยู่ ก็เลยโหลด TikTok มาด้วย แล้วทำอะไรโง่ ๆ เล่นไปด้วย ทีนี้ไปเจอพี่คนหนึ่งเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊ก ชื่อ ครูฝน ภักดี เขาสอนบุคลิกภาพ ครูฝนมาคุยกับเราว่าตอนนี้โรงเรียนสี่ชั้นเต็มหมดแล้ว เพราะคนมาจาก TikTok เราก็เลยแบบ จริงเหรอ

จนช่วงโควิด-19 รอบแรก ครูเงาะเขาให้เรามาดูแลโรงเรียนให้ เป็นเหมือนครูใหญ่คอยจัดการคลาส ทำคอร์สออนไลน์อะไรดี ทำยังไงให้โรงเรียนอยู่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าเราต้องสร้างตัวตน พวกเราจะพึ่งบารมีแม่ (ครูเงาะ) ไปตลอดได้เหรอ ก็เลยลองทำดู 

ฉากเปิดตัวใน TikTok ของครูลูกแก้วคืออะไร

เป็นคลิป สาเหตุที่ทำให้คุณยิ้มไม่สวย คือหนึ่ง ยิ้มแหย ๆ สอง ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม ก็ต้องแก้ที่จินตนาการหน่อยว่า คุณมีความรู้สึกมีความสุขจริง ๆ เวลาถ่ายรูป เมืองไทยเราติดนิสัยยิ้ม = รอด มันก็จะติดยิ้มกันแบบที่มันไม่ได้สนุก ไม่ได้ออกมาจากข้างใน คนตามคลิปนี้เยอะเลยนะ คือนับแต่นั้นมาก็ทำคลิปเรื่อย ๆ

@krulukkaew

สาเหตุของการยิ้มไม่สวยและวิธีการแก้ไข #krulkacting #tiktokuni

♬ original sound – Warissara Bumrungwac – ครูลูกแก้ว

ตอนแรกไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าจะมีคนติดตามถึงสองแสนคน เพราะมันดู Niche Market มาก แต่พอทำไปเรื่อย ๆ เห้ย มันมีคนอยากรู้เยอะ แถมไม่ต้องใช้เวลาคิดคอนเทนต์ เพราะเราทำคอนเทนต์จากคำถาม มีคนมาถามทุกวัน แล้วก็อัดตอบ 

คุณคิดว่าคาแรกเตอร์ของ TikTok ต่างจากแพลตฟอร์มอื่นยังไง 

เราว่า TikTok รวบรวมคนที่อยากแสดง คิดไปคิดมาคือทาร์เก็ตของเราอยู่ในนั้น อัลกอริธึมมันง่าย คนมาตามเราง่ายมาก เขาแค่กดดูไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ใช่ Loyalty Fan ไม่ใช่เราไม่มีนะ มันก็มีบ้าง จากใน TikTok เขาก็จะมาติดตามเราในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วย เพราะหน้าโปรไฟล์เรามันเชื่อมไปไอจีได้ ไลน์ก็ได้ ถ้าเขาสนใจก็ซื้อคอร์สเรียนได้เลย อีกเหตุผลที่เราต้องทำ ก็เพราะเป็นปลั๊กเชื่อมไปสู่แพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เขาอยากติดตามเรามากกว่า

แล้วคาแรกเตอร์ของคนที่เล่น TikTok เป็นแบบไหน

TikTok มีเด็กน้อยเยอะนะ มีช่วงหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว เราเข้าสัมมนาเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น ทำให้เรารู้ว่าเด็กเปิดแอปฯ ค้างอยู่สองแอปฯ คือ Instagram กับ TikTok เพราะเขาชอบ Short Story กัน Reel ก็เลยมา เพราะไม่งั้นก็โดน TikTok กินเรียบ ฉะนั้น TikTok คือ Young Gen มาก ๆ แต่เราก็เจอเด็กที่เติบโตแล้วกับเด็กจริง ๆ นะ เคยเจอคอมเมนต์ที่เห็นแล้วต้องทำใจอย่างเดียว เช่น เป็นครูเหรอ ไม่เห็นจะเล่นดีเลย แบบนี้ก็มี เราก็ช่างเขา ปล่อยเขาไป 

ซึ่งเราเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นนักจิตวิทยานะ เขาบอกว่าบางทีต้องเข้าใจก่อนว่า คนคนนั้นอาจคิดว่าเขาสนิทกับเรา เพราะเขาเห็นหน้าเราทุกวัน บางทีเขาไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยความสนิท เขาก็เลยแสดงออกแบบนั้น

คอนเทนต์หลักของครูลูกแก้วคือการตอบคำถาม มีคำถามไหนพีค ๆ บ้าง

“คนที่ตายในทีวี เขาตายจริงไหมคะ” 

“เขาโดนต่อยจริงไหม” 

“โดนเข็มฉีดยาแทงจริงไหม” 

“ดาราเขามีกลิ่นตัวไหมคะ”

“ฉากแท่มแท้ม เขาแท่มแท้มกันจริงไหม”

หนูลูก นี่ถามจริง ๆ ใช่ไหม เราเอ็นดูนะ คืออยู่ใน TikTok ต้องจิตใจแข็งแรง มีคนหนึ่งเคยถามว่า “ถ้าพระเอกกับนางเอกจูบกันแล้วเขาท้อง ต้องไปทำแท้งไหม” ถามแบบนี้ประมาณสามสี่คลิปเลยนะ เราก็โอเคลูก การท้องเกิดจากไข่และสเปิร์มปฏิสนธิกัน ทีนี้ในการแสดงมันไม่มีถึงขั้นที่ให้ไข่กับสเปิร์มมันมาปฏิสนธิกันได้ ก็ไม่ท้องนะคะ 

@krulukkaew

Reply to @maxs75201 ถ้านักแสดงเสียชีวิตระหว่างถ่ายทำ ทำไง #tiktokแนะแนว #tiktokuni #ฉันเพิ่งรู้

♬ original sound – ครูลูกแก้ว – ครูลูกแก้ว

ส่วนคำถามที่ถามบ่อยที่สุดก็ อยากเป็นนักแสดงต้องทำยังไง ซึ่งเราแก้ปัญหาด้วยการทำคลิปลงยูทูบ ความยาวประมาณสิบสี่นาที พูดไปเลย อยากเป็นนักแสดงต้องทำอะไรบ้าง ทีนี้พอใครถามใน TikTok ก็จะบอกเลยว่าให้ดูคลิปนี้ 

บางคนถามเรื่องเกี่ยวกับทักษะก็มี เช่น เทคนิคการจำบท เทคนิคการร้องไห้ ซึ่งอันไหนที่คนถามเยอะ เราก็จะเอามาทำเป็นอัลบั้มคลิป รวบรวมไว้เป็นหมวด ๆ เช่น Acting Challenge เทคนิคแอคติ้งต่าง ๆ การถ่ายทำ และเบื้องหลังการถ่ายทำ วิธีการส่งแคสเขาต้องทำอะไรบ้าง

คำถามแบบไหนที่จะเข้ารอบ 

เราดูว่าอันไหนที่เป็นประโยชน์ก็อัดตอบลงในคลิป เช่น ตากล้องต้องมีสคริปต์ไหม ออกกองฝนตกใช้อะไร เราเคยทำหนังฝนตกมาก่อน เรามีรูป มีคลิป ก็เลยทำเป็นโพสต์วิดีโอดีกว่า ซึ่งเนื้อหาบางทีก็วน ๆ เอาเรื่องเทคนิคกลับมาพูดบ้าง เอาเรื่องความมั่นใจกลับมาพูดบ้าง 

มีช่วงหนึ่งเด็กจะถามในแง่ตัวเองจะขาดสิ่งนั้น เช่น หนูหน้าไม่ดี คงเป็นนักแสดงไม่ได้หรอกใช่ไหมคะ นักแสดงต้องรวยทุกคนไหมคะ ต้องขาวไหมคะถึงจะเป็นนักแสดงได้ – แล้วรัศมีแขล่ะ พี่เบนซ์ พรชิตา, แนท น้ำตาล เขาก็เป็นได้ 

หรือหนูมีสิว หนูก้นลาย หนูมีแผลเป็น หนูเป็นนักแสดงได้ไหม คือพอเป็นวัยรุ่นเขาจะกังวลเรื่องภาพลักษณ์-รูปลักษณ์ของตัวเอง เรื่องพวกนี้ยิ่งรู้สึกว่ายิ่งต้องอยู่ใน TikTok เพื่อจะบอกว่า You’re beautiful in your way นะ เราสวยในแบบของเรา นักแสดงก็เป็นมนุษย์ สิวเขามีปกติ ถ้ามีก็รักษา 

เด็กไม่มั่นใจเพราะอะไร

คิดว่าจังหวะวัยรุ่นนะ เราอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน แล้วคำคอมเมนต์จากเพื่อนมีอิทธิพลมาก เช่น “มึงไม่เห็นจะสวยเลย” “มึงเป็นดาราไม่ได้หรอก” “หน้าบาน อีอ้วน” มันคือคำที่เพื่อนบูลลี่ แล้วตอนวัยรุ่นเรายังไม่สตรองพอ เรายังหาตัวเองไม่เจอ ก็จะรู้สึกเขว รวมถึงบางบ้านถ้าโดนพ่อแม่ด่ามาด้วย ทีนี้ก็กู่ไม่กลับ 

อยากเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องพวกนี้ไหม 

ใช่ค่ะ ตลอด เราสอนเด็กวัยรุ่นเยอะและเชื่อว่าความมั่นใจมันส่งผลกับชีวิตเยอะด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือเป็นใครก็ตาม เราไม่อยากให้คุณอยู่กับปัญหาตลอดเวลา ก็เลยจริงจังกับประเด็นความมั่นใจ ซึ่งสำหรับเด็ก เรื่องความมั่นใจจะ ‘Effect by ความสวย’ คิดว่าคนนั้นคนนี้จะรู้สึกยังไงกับเรา แต่ความจริงคือ เราห้ามความคิดใครไม่ได้ ถ้าคุณวิ่งตามให้คนอื่นชอบ เหนื่อย อยากใช้ชีวิตเหนื่อยไหมล่ะ 

ครูลูกแก้ววางบทตัวเองในโลกออนไลน์ไว้ยังไง

เราอยากเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในโลกของวงการ 

เพราะวงการ ‘ไม่ปลอดภัย’ เหรอ

มีเด็กโดนหลอกจากมิจฉาชีพเยอะ จากการไปแคสงาน หลอกด้วยการบอกว่าเราชอบเธอมาก อยากได้เธอไปเล่น แต่ต้องจ่ายค่าเรียนมาก่อนนะ สองหมื่น แล้วเขาก็เอาเงินสองหมื่นมาจ้างโปรดักชันที่ไม่มืออาชีพมาสอนง่อย ๆ แล้วก็อัดให้เล่นหนังลงยูทูบ เราก็บอกเลยว่า ถ้าเขาจะปั้นเรานะ เราจะไม่เสียตังค์แม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าอยากเรียนโรงเรียนการแสดง ก็ให้มาเรียนโรงเรียนที่มีชื่อ ที่เรารู้ว่าเราจะได้เรียนกับใคร ซึ่งทุกครั้งที่มีคนอินบ็อกซ์มาบอกเราแบบนี้ เราจะขออนุญาตเขาแคปฯ ไปเตือนคนอื่นเลย

คุณเรียนรู้อะไรจากบทบาทที่เป็นอยู่

ถ้าในบทบาทการสอน เราเรียนรู้ว่าวิธีการเก่า ๆ มันไม่เวิร์กกับเด็กทุกคนแล้ว เขาจะไม่ได้อยู่กับการหลับหูหลับตาทำไป สมมติให้ทำท่าน่าเกลียด ก็จะมีคำถามว่า ทำไมต้องทำท่าน่าเกลียด จะเป็นนักแสดงนะ เราก็ตอบว่า เพื่อให้เราไม่คิดเยอะ ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง ซึ่งการดีลกับเด็ก Gen นี้ ต้องบอกเป้าหมายเขาด้วยว่าทำไปเพื่ออะไร ส่วนการแอคติงมันทำให้เราเป็นคนที่เข้าใจตัวเอง พอเข้าใจตัวเองมันก็ง่ายต่อการใช้ชีวิต 

บางอย่างเราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นแบบนี้ แต่เราจะรู้เมื่ออยู่ในห้องการแสดง เช่น แต่ก่อนเป็นคนที่ไม่มีพาร์ตอ่อนหวานเท่าไหร่ ไม่ขอร้องใคร ไม่ขอความช่วยเหลือใคร เพราะโตมาแบบผู้หญิงเก่ง สมมติจะจีบผู้ชาย ก็ไม่เคยโชว์ความอ่อนหวาน แต่พอเราแสดง เรารู้ว่าเราก็มีพาร์ตนี้ได้นะ เราขอความช่วยเหลือก็ได้นะ ชีวิตมันก็ง่ายขึ้นเลย และการออกกองก็ทำให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เราต้องสลัดความหงุดหงิดหรืออะไรก็ตามในซีนที่แล้วให้เร็วที่สุด เพราะชัยชนะของแอคติ้งโค้ช ผู้กำกับ หรือนักแสดง มันขึ้นอยู่กับซีนต่อซีน 

แล้วการเป็น TikToker ตอบแทนคุณยังไง

มันสอนเราเรื่อง Personality Branding สำคัญมากจริง ๆ แล้วมันช่วยจริง ๆ ในโลกยุคนี้ มันทำให้คนเกิดความ Trust ในตัวเรา แต่เราต้องให้ก่อนนะ เขาถึงจะมาซื้อสินค้าหรือตัวตนเรา 

ฉากต่อไปของครูลูกแก้วเป็นแบบไหน

เราอยากเป็นผู้จัด เพราะรู้สึกว่าแอคติงโค้ชมันเป็นปลายน้ำ บทมายังไง เราก็ต้องโค้ชสิ่งนั้น แต่บางทีบทก็ไม่ Make Sense ในอนาคตก็เลยอยากเป็นต้นน้ำ และจริง ๆ เราก็อยากทำซีรีส์เป็นของตัวเองด้วย 

ปีหน้า ถ้าสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น เรามีโปรเจกต์รออยู่เยอะมาก ทั้งซีรีส์ หนังผี หนังคอมเมดี้ แล้วก็มีโปรเจกต์กับโรงเรียนที่คิดว่าคงขยับขยายอะไรได้อีกเยอะ แต่ถ้าโควิด-19 ยังไม่หมด ก็จะพัฒนาไปทางออนออนไลน์แทน

 เข้าฉากกับ ครูลูกแก้ว-วริศรา บำรุงเวช TikToker ที่ตอบทุกคำถามในชีวิตการทำงาน เบื้องหลังการแสดง และวงการบันเทิงไทย จนมีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน

ติดตามครูลูกแก้วได้ที่ : www.tiktok.com/@krulukkaew

Writer

กันติกร ธะนีบุญ

อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการโต๊ะสารคดีที่ชอบอ่าน-เขียนเทียบเท่ากัน ปัจจุบันเป็น Copywriter และนักเขียนอิสระ ผู้หลงใหลในชุดเอี๊ยมและงานศิลปะทุกชนิด

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load