ใน Episode แรกของเรียลิตี้โชว์กระแสแรงอย่าง This Is Me Vatanika แพรวทานิกา ปัทมสิงห์ อยุธยา นักออกแบบสาว ฟิวส์ขาดเมื่อมีคนพยายามจะแตะต้องเรือนผมของเธอ (แม้นั่นจะเป็นเพียงแค่วิกก็ตาม) เป็นที่มาของวลี “Don’t touch my hair!” ที่ชาวเน็ตเอามาแชร์แล้วแชร์อีก ขยี้แล้วขยี้อีกกันมาเป็นเดือนๆ

หากลองนึกถึงสาเหตุที่คุณแพร (หรือใครก็ตาม) ไม่ชอบให้คนอื่นมายุ่มย่ามกับผมของตนเอง นอกเหนือไปจากเหตุผลเรื่องมารยาทหรือความเป็นส่วนตั๊วส่วนตัวแล้ว อาจจะมีส่วนประกอบของค่านิยมและความเชื่อไทยๆ ที่ให้เราสงวนศีรษะและเส้นผมของเราไว้เป็นพื้นที่พิเศษ ด้วยเป็นจุดสูงสุดของร่างกาย คนไทยจึงเชื่อว่า ที่นั้นเป็นศูนย์รวมของขวัญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า ‘ขวัญ’ ไว้ว่าสิ่งที่ไม่มีตัวตน เชื่อกันว่ามีอยู่ประจำชีวิตของคนตั้งแต่เกิดมา ถ้าขวัญอยู่กับตัวก็เป็นสิริมงคล เป็นสุขสบายจิตใจมั่นคงเราจึงไม่ควรให้ใครมาแตะต้องศีรษะหรือเส้นผม เพื่อให้ขวัญสถิตกับที่ ไม่กระจัดกระจายหายไปไหน

มิใช่เพียงในวัฒนธรรมไทย ในเกือบทุกๆ วัฒนธรรมมักให้ความหมายและความสำคัญกับผมเป็นพิเศษ ในชมพูทวีป คุณสมบัติข้อแรกของเบญจกัลยาณี นางผู้มีความงามพร้อมได้แก่ เกสกลฺยาณํ หรือเรือนผมที่แผ่งามเสมือนหางนกยูง เมื่อสยายออกแล้วทิ้งตัวลงมาถึงชายผ้า

ในวัฒนธรรมอเมริกันพื้นเมือง ทั้งชายและหญิงต่างไว้ผมยาว เพราะพวกเขาเชื่อว่าผมที่ยิ่งยาวยิ่งแสดงถึงความงอกงามทางจิตวิญญาณ เส้นผมไม่เพียงเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับกับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับระบบประสาทและสัญชาติญาณ เล่ากันว่าสมัยสงครามเวียดนาม ชายหนุ่มอเมริกันพื้นเมืองที่มีทักษะในการรบถูกเกณฑ์ให้ไปออกรบด้วย เมื่อต้องเข้ากองทัพสหรัฐฯ พวกเขาต้องตัดผมสั้นเกรียนแบบทหาร เมื่อไร้ผมยาวฉันใด ชายหนุ่มเหล่านั้นก็กลายเป็นแมวที่ไร้หนวดฉันนั้น ทั้งหมดสูญสิ้นเสียกำลังใจและพลังในการต่อสู้และล้มเหลวในการปฎิบัติภารกิจโดยสิ้นเชิง

เจ้าดารารัศมี, อินเดียนแดง

เจ้าดารารัศมี, เจ้าหญิงเลอา

ภาพ: www.lazerhorse.org/2015/04/02/frank-rineharts-intimate-portraits-native-americans-1890s
ผมที่ยาวจนสามารถทำเป็นทรงผมอันแปลกตาของหญิงสาวอเมริกันพื้นเมืองเป็นแรงบันดาลใจให้กับทรงผมของเจ้าหญิง Leia ในมหากาพย์ภาพยนตร์ Star Wars
ภาพ: www.vivala.com/hair/princess-leia-original-hair-buns

 

ชนพื้นเมืองอเมริกันพื้นเมืองหลายเผ่าจะตัดผมเมื่อคนในครอบครัวเสียชีวิต เส้นผมที่ถูกตัดเป็นสัญลักษณ์ของวันเวลาที่พวกเขากับผู้วายชนม์มีร่วมกัน ผมที่จะยาวต่อจากนั้นเปรียบเสมือนชีวิตหลังการสูญเสียที่ต้องดำเนินต่อไป ในหลายๆ ส่วนของโลกก็มีวัฒนธรรมไว้ทุกข์รูปแบบนี้ ชาวตองกาจะตัดผมเมื่อบิดาหรือปู่เสียชีวิต เช่นเดียวกับธรรมเนียมของชาวชมพูทวีปที่แผ่อิทธิพลมาถึงสยาม ในอดีตหากพระเจ้าแผ่นดินหรือพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จสวรรคต ราษฎรทั้งชายหญิงต้องโกนศีรษะถวายอาลัยทั้งแผ่นดิน  

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยว่า “…หม่อมฉันได้อ่านเรื่อง ราชประวัติของพระเจ้าอัคบาร์มหาราชพบแห่งหนึ่งว่า เมื่อพระชนนีพันปีหลวงสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอัคบาร์ถึงถือศาสนาอิสลามก็โกนพระเกศาไว้ทุกข์ตามธรรมเนียมอินเดียด้วยความเคารพ ประเทศไทยเราโกนหัวไว้ทุกข์ หม่อมฉันไม่เคยทราบว่าได้มาจากไหน พึ่งมาปรากฏแก่ใจว่าได้มาจากอินเดีย

ในนิทานคำกลอนเรื่อง ลักษณวงศ์ ที่สุนทรภู่แต่งในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงธรรมเนียมนี้และสอดแทรกทรรศนะของกวีไว้ในตอนที่นางเอกของเรื่อง ผู้ดำรงตำแหน่งพระมเหสีสวรรคต ปรากฏเป็นกลอนสุภาพบทนี้

แล้วแจกหมายต่อต่อเป็นข้อขัน
ประกาศกันโกนเกล้าทั้งกรุงศรี
แสนสงสารสาวสาวเมื่อคราวนี้
จะเศร้าศรีเสียผมให้ตรมใจ

นอกจากนี้ยังบรรยายความรู้สึกของราษฎรที่ถูกโกนผมไว้ว่า ซังตายว่าข้าวิตกอกจะแตก เขาโกนแกรกใจหายเสียดายผม

อนึ่ง เมื่อปี 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงออกประกาศว่า ตามโบราณราชประเพณีในเวลาเมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทั้งหลายต้องโกนผมแทนการไว้ทุกข์ทั่วทั้งราชอาณาจักร แต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงมีพระราชดำรัสรับสั่งไว้ว่า การไว้ทุกข์เช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมเป็นเครื่องเดือดร้อนอยู่เป็นอันมาก ให้ยกเลิกเสียทีเดียว

เจ้าดารารัศมี, ประเพณีโกนผม

ข้าราชสำนักกัมพูชาโกนศีรษะไว้ทุกข์ในงานพระศพพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ เมื่อปี 2471
ภาพ: lofficielthailand.com/2016/10/ธรรมเนียมในงานพระบรมศพ

 

ตรงกันข้ามกับธรรมเนียมจีน เมื่อคนในครอบครัวจากไป การไว้ทุกข์จะทำโดยไม่ตัดผมและหนวดเคราจนถึงเวลาออกทุกข์ ธรรมเนียมนี้อาจจะจำลองภาพผมเผ้าที่รุงรัง แสดงภาพความทุกข์ทนเมื่อบุคคลอันเป็นที่รักจากไป จนคนในครอบครัวละเลยมิได้ใส่ใจรักษาความเรียบร้อยและความสวยงามของตนเอง

เช่นเดียวกับ ‘นาลิวัน’ ชื่อเรียกพราหมณ์ที่อยู่ในริ้วกระบวนแห่พระศพหรือพระบรมศพตามราชประเพณีกรุงสยาม โดยปกติแล้วพราหมณ์จะรวบผมเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ เว้นแต่เมื่อผู้เป็นที่รักหรือบุคคลสำคัญสิ้นชีวิต พราหมณ์จะปล่อยผมยาวสยายแสดงความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง ธรรมเนียมนี้ยังคงสืบทอดต่อมาดังที่เราเห็นในริ้วกระบวนพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปีที่ผ่านมา

เจ้าดารารัศมี, พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ

พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) ประธานพระครูพราหมณ์ในริ้วขบวนพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ภาพ:     www.komchadluek.net/news/edu-health/300108

 

ย้อนกลับไปที่งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อีกครั้ง ท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเทียร บันทึกเหตุการณ์ที่น่าสนใจในครั้งนั้นไว้ว่าที่ตำหนักสมเด็จพระพันวัสสาอยู่ใกล้พระที่นั่งดุสิตจึงเป็นทางผ่านที่จะไปเฝ้าที่พระมหาปราสาท พวกเราเด็กๆ ไม่มีอะไรทำมากนัก จึงหาเวลาดูคนผ่านไปมา มีสิ่งที่ติดตาอยู่จนบัดนี้คือเห็นพระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเปลือยพระเกศาตามประเพณีของชาวเหนือคือปล่อยพระเกศายาวมาจนถึงปลายผ้าซิ่นที่ทรงอยู่ การปล่อยผมลักษณะดังกล่าวเป็นการแสดงความทุกข์โศกอันใหญ่หลวงตามประเพณีล้านนาด้วย

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เป็นพระธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่เมื่อครั้งยังเป็นเมืองขึ้นของสยาม ในยุคที่อิทธิพลอาณานิคมยังคุกรุ่น ขณะที่มหาอำนาจตะวันตกมุ่งจะผนวกดินแดนตะวันออกไว้เป็นของตน สยามก็มุ่งมั่นที่จะผนวกดินแดนอื่นๆ เข้ารวมเพื่อเป็นรัฐชาติหนึ่งเดียวด้วย (นักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการล่าอาณานิคมภายใน-Internal Colonialism) เพื่อเป็นการการันตีความสวามิภักดิ์ของนครเชียงใหม่และการผูกพันผลประโยชน์ระหว่างสองดินแดน เจ้าหญิงน้อยพระชนมายุ 13 ปีจึงต้องเสด็จฯ จากบ้านเกิดเมืองนอนมาถวายตัวเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพฯ

เจ้าดารารัศมี

ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เจ้าดารารัศมีมิใช่เจ้าหญิงต่างชาติพระองค์แรกที่เข้ามารับราชการในราชสำนักฝ่ายในที่กรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 4 กษัตริย์กัมพูชาถวายพระราชธิดาให้เข้ารับราชการเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏพระนามว่าเจ้าจอมพระองค์เจ้ากำโพชราชสุดาดวง อีกท่านหนึ่งคือเจ้าจอมตนกูสุเบีย เจ้าหญิงอิสลามจากรัฐสุลต่านเรียวลิงกา

เจ้าดารารัศมี

เจ้าจอมตนกูสุเบีย
ภาพ: นิทรรศการ Unseen Siam: Early Photography 1860 – 1910

 

ตำแหน่งอย่างเป็นทางการของเจ้าดารารัศมีคือภรรยาของพระมหากษัตริย์สยาม ส่วนตำแหน่งไม่เป็นทางการของพระองค์คือนักการทูตผู้ประคับประคองความสัมพันธ์ของสองอาณาจักร เล่ากันว่าในช่วงเวลาที่พม่าถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษ เจ้าดารารัศมีถูกแนะนำแกมบังคับให้มีลายพระหัตถ์ไปถึงพระบิดา ความว่า ถ้าหากพระเจ้านครเชียงใหม่จะทรงยอมให้เชียงใหม่ไปรวมอยู่ในเมืองขึ้นของอังกฤษแล้ว ก็ขอให้เตรียมพระองค์มารับพระศพของเจ้าดารารัศมีที่กรุงเทพฯ เถิดเรื่องเล่าดังกล่าวทำให้เห็นถึงบทบาทของพระราชชายาในฐานะตัวประกัน

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศสมัย ดิศกุล บันทึกถึงสถานะที่แตกต่างของเจ้าดารารัศมีไว้ว่าทุกคนที่เคยได้เฝ้าพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ที่ในพระบรมมหาราชวังในเวลาที่ประทับอยู่ในหมู่เจ้าจอมมารดาผู้ใหญ่ด้วยกันก็ดี ได้เฝ้าในเวลาเสด็จประทับเป็นประธานอยู่ในหมู่ข้าราชการทั้งใต้และเหนือในเมืองเชียงใหม่ก็ดี ถ้าไม่ดูให้ดี ก็จะรู้ไม่ได้เลยว่า พระราชชายาฯ ในที่สองแห่งนั้นพระองค์เดียวกัน ทั้งนี้เพราะทรงสามารถแยกกาลเทศะได้เป็นยอดเยี่ยม

“พระราชชาชายาฯ ในพระบรมมหาราชวังไม่ทรงมียศมีศักดิ์ ไม่มีความสำคัญอันใด สมกับคำที่พวกเจ้าจอมเรียกกันว่าเจ้าน้อย เจ้าน้อยไม่มีความรู้อะไร เจ้าน้อยนั่งนิ่งๆ อมยิ้มในสิ่งที่ไม่มีสาระรอบตัวเองได้อย่างสบาย ทุกคนในนั้นก็ไม่มีใครรู้จักพระองค์ท่านนอกจากคำว่า เจ้าน้อย แต่ถ้าผู้ใดไปเฝ้าที่เมืองเชียงใหม่ ผู้นั้นจะได้เฝ้าเจ้าหญิงผู้เป็นหลักของบ้านเมือง ประทับอยู่ในระหว่างข้าราชการทั้งฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือ

ในนวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าถึงตำหนักของเจ้าดารารัศมีไว้ว่า นับว่าแปลกกว่าที่อื่นทั้งสิ้น เพราะข้าหลวงนุ่งซิ่นไว้ผมมวย แต่งกายอย่างชาวเชียงใหม่ พูดภาษาเมืองเหนือทั้งตำหนัก และเป็นที่เดียวที่มีเมี่ยงแจกกันกินเป็นประจำ

เนื่องจากอาณาจักรล้านนามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีวัฒนธรรมประเพณีร่วมกับอาณาจักรล้านช้างหรืออาณาจักรลาวมายาวนาน มายาคติที่ว่าลาวมีความศิวิไลซ์ในระดับต่ำกว่าสยามทำให้เจ้าดารารัศมีและเหล่าข้าหลวงถูกดูแคลนจากข้าราชสำนักว่าเป็นพวกลาว

เจ้าดารารัศมี

เจ้าดารารัศมีฉายพระรูปพร้อมเหล่าข้าหลวงล้านนาและข้าราชสำนักกรุงเทพฯ
ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 

จากความเป็นอื่นดังกล่าว ทำให้มีเรื่องเล่ามากมายที่เล่าถึงความริษยาและการกลั่นแกล้งในราชสำนักฝ่ายใน ปราณี ศิริธร พัทลุง เล่าไว้ในหนังสือ เพ็ชรล้านนา ว่ามีคนมาตะโกนหน้าพระตำหนักว่าเหม็นปลาร้าหรือห้องสรงของพระองค์ถูกโรยด้วยหมามุ่ย เหตุการณ์ต่างๆ ทำให้พระราชชายาฯ ทรงปรารภว่าใคร่ปิ๊กบ้านวันละร้อยเตื้อ (อยากกลับบ้านวันละร้อยหน) หรือใคร่จะเสวยลำโพง (มะเขือบ้า) ให้กลายเป็นคนวิกลจริต จะได้ถูกส่งตัวกลับเชียงใหม่ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย

แม้จะถูกดูแคลนสักเพียงใด เจ้าดารารัศมีก็ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ลาวของพระองค์ไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เห็นได้จากภาพถ่ายของพระองค์กับเหล่าข้าหลวงล้านนาที่ไว้ผมยาวตามประเพณี แตกต่างจากพระราชวงศ์และข้าราชสำนักตำหนักอื่นๆ ถึงแม้ในช่วงรัชกาลที่ 5 จะมีความนิยมไว้ผมยาวอย่างตะวันตกแล้วแต่ทรงผมสั้นแล้วหวีเสยไปข้างหลังที่เรียกว่าทรงดอกกระทุ่มก็ยังเป็นที่นิยมในราชสำนักฝ่ายในมากกว่า

เจ้าดารารัศมี

ภาพ: quod.lib.umich.edu

ในพระฉายาลักษณ์นี้พระเกศายาวของพระราชชายาฯ เกล้าขึ้นโดยใช้หมอนรอง โคนผมด้านหน้ายกสูงขึ้น เรียกว่าทรงอี่ปุ่นด้วยได้รับแบบแผนมาจากแดนอาทิตย์อุทัย ต่อมาผมทรงนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายในแวดวงสังคมชั้นสูงยุค Edwardian และแผ่อิทธิพลมาถึงราชสำนักไทยด้วย น่าเศร้าที่  Victoria Sherrow กล่าวไว้ในหนังสือ สารานุกรมเส้นผม (Encyclopedia Of Hair) ของเธอไว้ว่า ทรงผมอลังการและการประดับประดาศีรษะให้ยิ่งใหญ่และมีน้ำหนักมากเข้าไว้ของชาวญี่ปุ่นยุคโบราณเกิดขึ้นด้วยความคิดที่ว่าเมื่อมีอะไรมากดทับบนหัว ผู้หญิงจะได้ไม่ต้องคิดอะไรมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตามผู้สันทัดกรณีก็โต้แย้งว่าเหตุผลดังกล่าวไม่มีบันทึกไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรใดๆ อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการบอกเล่ากันปากต่อปากในสมัยโบราณเท่านั้น

เจ้าดารารัศมี

ภาพ: www.bestweb-link.net/PD-Museum-of-Art/ukiyoe

ในขณะที่เจ้านายและข้าหลวงตำหนักอื่นนุ่งโจงกระเบน เจ้าดารารัศมีและสาวๆ ในตำหนักต่างนุ่งผ้าซิ่น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ผ้าซิ่นสามัญธรรมดา แต่เป็นผ้าลุนตยาอะเซะ ผ้ามีค่าของราชสำนักพม่า ชื่อของผ้ามีความหมายว่า ผ้าลายเกลียวคลื่นที่ใช้กระสวยในการทอมากถึง 100 กระสวย

เจ้าดารารัศมีเป็นผู้คิดประดิษฐ์นำผ้ารูปแบบนี้มาต่อด้วยตีนจกของล้านนา เห็นได้ว่าทั้งเสื้อผ้าหน้าผมหรือร่างกายและจิตใจของพระราชชายาฯ กับทั้งเหล่าข้าหลวง แทบจะไม่ได้มีส่วนไหนแสดงถึงความเป็นไทยกลางแบบชาวกรุงเทพฯ เลย การดำรงไว้ซึ่งความแตกต่างในลักษณะนี้อาจตีความได้หลายมุมมอง ทั้งเป็นความภาคภูมิในอัตลักษณ์ของตน (แม้ถูกมองว่าเป็นอื่นและต่ำต้อยกว่า) หรือในอีกนัยหนึ่งก็คือการปฏิเสธอำนาจของส่วนกลางอย่างกลายๆ โดยการไม่ทำตามแบบแผนที่ผู้อื่นกำหนด หรือไม่ทำตามอย่างที่ผู้อื่นกระทำโดยทั่วไป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชธิดาประสูติแต่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี 1 พระองค์ พระราชทานพระนามว่า พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี มีความหมายว่าผู้ประเสริฐไม่มีมลทินของเมืองเชียงใหม่’ ลาวัณย์ โชตามระ เล่าไว้ในหนังสือ พระมเหสีเทวี ว่าเมื่อครั้งที่พระราชชายาฯ ทรงพระครรภ์ มีพระประสงค์จะเสวยของแปลกๆ สิ่งที่มีพระประสงค์จะเสวยคือ งวงช้าง ความทราบถึงพระบิดาผู้เป็นกษัตริย์เชียงใหม่ทางโทรเลข พระเจ้าอินทวิชยานนท์ทรงส่งงวงช้างย่างจากเชียงใหม่ โดยส่งลงเรือมาถึงพิษณุโลกและต่อรถไฟมายังกรุงเทพฯ เพื่อให้เจ้าดารารัศมีเสวยสมพระทัย

เจ้าดารารัศมี

พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสีทรงนุ่งซิ่นตามประเพณีล้านนา
ภาพ: www.reurnthai.com

 

น่าสังเกตว่าในพระนามพระธิดาวิมลนาคนพีสี’ (อ่านว่า วิมนนากนะพีสี) คำว่า นาค นอกจากจะหมายความว่า งู หรือ ผู้ประเสริฐ แล้ว นาคยังมีอีกหนึ่งความหมายคือ ช้าง เหตุที่พระนามพระธิดามีคำว่านาคอาจสัมพันธ์กับเหตุการณ์ครั้งทรงพระครรภ์ นอกจากนี้ช้างยังเป็นสัญลักษณ์ของความสวามิภักดิ์ของเชียงใหม่ที่มีต่อกรุงเทพฯ มาช้านาน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 กษัตริย์เชียงใหม่นำทูลเกล้าฯ ถวายช้างเผือกแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ช้างนั้นได้ขึ้นระวางเป็นช้างเผือกเอกในรัชกาลของพระองค์ ช้างเผือกจึงถูกเลือกให้เป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ปรากฏในตราประจำจังหวัดเชียงใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

ในงานพระราชพิธีสมโภชเดือนพระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี สมเด็จพระศรีพัชรินทราพระบรมราชินีนาถ พระมเหสีอันดับหนึ่ง ทรงจัดละครเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน พระราชทานให้ ก็เป็นเรื่องน่าคิดอยู่ไม่น้อย เพราะละครเรื่องดังกล่าวมีตัวละครหญิงชาวเหนืออยู่ 2 คน คนแรกคือ นางลาวทอง อนุภรรยาที่ขุนแผนได้รับมาเมื่อไปตีเมืองเชียงใหม่ ลาวทองเป็นศัตรูคู่แค้นกับนางวันทองผู้เป็นภรรยาเอกของขุนแผน อีกตัวละครหนึ่งคือ นางสร้อยฟ้า ธิดาเจ้าเมืองเหนือ ภรรยาของพลายงาม

ถึงจะมีเชื้อมีสาย แต่นางสร้อยฟ้ามีกิริยามารยาทไม่งดงาม อีกทั้งเปี่ยมไปด้วยไฟริษยาราคะถึงขั้นทำเสน่ห์ใส่สามี ต่างกันราวฟ้ากับเหวกับนางศรีมาลา ภรรยาของพลายงามที่งามเรียบพร้อมตามฉบับนางเอ๊กนางเอก ตัวละครสาวเจ้าทั้งสองอาจสะท้อนให้เห็นอคติที่ชาวภาคกลางในอดีตมีต่อชาวเมืองเหนือ

เจ้าดารารัศมี เจ้าดารารัศมี

ภาพ: จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ภาพชุดพระราชชายาฯ ปล่อยพระเกศายาวจรดพระบาทเป็นที่ติดตาตรึงใจผู้คนทุกยุคสมัย Leslie Woodhouse วิเคราะห์ไว้ในบทความ Concubines with Cameras: Royal Siamese Consorts Picturing Femininity and Ethnic Difference in Early 2th Century Siam ไว้ว่าผู้คนร่วมยุคสมัยกับพระองค์ก็อาจจะมองเห็นพระองค์ในแง่ของความเป็นอื่นหรือความแปลกประหลาดแบบ Exotic

ที่น่าสนใจคือผู้ที่ถ่ายภาพเซ็ตดังกล่าวคือช่างภาพหญิง และเป็นหนึ่งในพระสนมคนโปรดในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือเจ้าจอมเอิบ ผู้มาจากสกุลบุนนาค เจ้าจอมเอิบเป็นผู้สนใจวิทยาการและศิลปะการถ่ายภาพ จึงได้รับพระราชทานกล้องรุ่นใหม่ล่าสุดจากยุโรปจากในหลวงรัชกาลที่ 5 บานกระจกในภาพเหล่านี้ส่องสะท้อนมุมมองการพินิจพิเคราะห์อัตลักษณ์ของตนและผู้อื่นของสตรีทั้งสอง

เจ้าดารารัศมี

บานกระจกด้านซ้ายสะท้อนพระพักตร์เจ้าดารารัศมี นางแบบของภาพนี้ ส่วนกระจกด้านขวาสะท้อนภาพเจ้าจอมเอิบ ผู้ถ่ายภาพ
ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เจ้าดารารัศมี

เบื้องหลังการถ่ายภาพเซ็ตนี้
ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

เจ้าดารารัศมี

จ้าจอมเอิบ
ภาพ: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 

..2451 พระราชชายา เจ้าดารารัศมี กราบบังคมทูลลากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนเป็นการชั่วคราว สมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จไปส่งที่สถานีรถไฟสามเสน พระราชชายาฯ ถวายบังคมลาตามประเพณีล้านนาด้วยการสยายพระเกศาออกเช็ดพระบาทของพระราชสวามี

ตามความเชื่ออเมริกันพื้นเมืองที่ว่าเส้นผมคือบันทึกของความทรงจำ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าปกติคนเราจะมีเส้นผมบนศีรษะประมาณ 100,000 เส้น ไม่แน่ใจว่าเรื่องราว 1 แสนเรื่องจะถูกบันทึกไว้ในเส้นผมของเราหรือไม่ แต่อย่างน้อยผมก็บันทึกเรื่องราวของมนุษยชาติไว้มากมายเหมือนกัน

Writer

Avatar

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

จด *หมายเหตุ

จด *หมายเหตุ ให้กับรูปเก่าๆ ที่เราพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ใน ค.ศ. 2017 Samsung เผยสถิติที่น่าสนใจว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง มนุษย์คนหนึ่งจะถ่ายภาพตนเองโดยเฉลี่ยเป็นจำนวนถึง 25,000 ภาพ และใน ค.ศ. 2014 Google Statistics เสนอว่าในปีนั้นมีภาพเซลฟี่เกิดขึ้นทั่วโลกประมาณวันละ 93 ล้านภาพ ถ้าหากเรายังใช้กล้องฟิล์มกันอยู่ล่ะก็ จะต้องใช้ฟิล์มถึง 2,583,333 ม้วนต่อวันเลยทีเดียว

ทุกวันนี้เมื่อเลื่อนปราดผ่านฟีดในสื่อโซเชียลทั้งหลาย เราเห็นภาพถ่ายบุคคลทั้งเซลฟี่บ้าง ไม่เซลฟี่บ้าง จำนวนนับไม่ถ้วน รูปเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ราวกับเป็นแบบปฏิบัติไปแล้วว่า เมื่อมีใครสักคนยกกล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมถ่ายภาพ ผู้ถูกถ่ายก็จะแย้มยิ้มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าเขาหรือเธอจะอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหนก็ตาม

ก่อนค่านิยม Say Chesse จะมาถึง เมื่อกลับไปสำรวจภาพถ่ายโบราณทั้งของไทยและเทศ เรากลับไม่ค่อยพบรอยยิ้มพิมพ์ใจเหล่านั้น บรรพบุรุษของเราในภาพขาวดำมักแสดงสีหน้าเรียบเฉย ใช่ว่าท่านเหล่านั้นจะไร้สุขทุกข์ตรมกว่าพวกเราเสียเมื่อไร ภายใต้ภาวะไร้รอยยิ้มและการค่อยๆ ปรากฏขึ้นของรอยยิ้มในภาพถ่ายจะพาเราไปสำรวจค่านิยมทางวัฒนธรรมที่กำกับการแสดงออกของสีหน้าท่าทางยามถ่ายรูป ตั้งแต่ยุคกำเนิดกล้องถ่ายภาพ จนกระทั่งยุคสมัยที่เราทั้งผลิตและเสพภาพเซลฟี่จำนวนมหาศาลในทุกวันนี้

กล้องถ่ายภาพที่ทำสำเนาสิ่งที่สายตามนุษย์แลเห็นออกมาเป็นภาพบนระนาบสองมิติได้เกิดขึ้นราว ค.ศ. 1820 (เทียบเป็น พ.ศ. คือราว พ.ศ. 2360) ในทศวรรษเดียวกันนั้นเองนวัตกรรมนี้ก็เข้ามายังสยาม ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศส

ในเบื้องแรกการถ่ายรูปไม่เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ชาวไทย ด้วยความเชื่อเชิงมนตราอาถรรพ์ว่า การจำลองภาพของตนเองออกมาอาจเป็นการแยกวิญญาณออกมาจากร่าง (อาจจะคล้ายๆ กับการสร้าง Horcrux ของ Lord Voldemort ในวรรณกรรม Harry Potter) ทำให้อายุสั้นลง หรือรูปดังกล่าวจะเป็นสื่อแทนตนให้ผู้อื่นนำไปทำคุณไสยได้ 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เมื่อการถ่ายรูปเริ่มเข้ามาในสยามนั้น “คนแก่ๆ ก็ยังมีความรังเกียจกันมาก” (จากพระราชนิพนธ์ พระราชพิธี 12 เดือน) เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในพระหัตถเลขา (สาส์นสมเด็จ) “เมื่อแรกมีช่างถ่ายรูปฉายาลักษณ์เข้ามา มิใคร่มีใครยอมให้ถ่าย ด้วยเกรงว่าจะเอารูปไปใช้ทำร้ายด้วยกฤตยาคม… มีใครอีกคนหนึ่ง หม่อมฉันลืมชื่อไปเสียแล้ว ไปถ่ายรูปที่ร้านนายจิตร นายจิตรถ่ายเป็นรูปครึ่งตัว เจ้าของเห็นเข้าก็ตกใจตีโพยตีพายว่าจะตัดตัวให้เป็นอันตราย ทูลหม่อมไม่ทรงถือ ทั้งถ่ายรูปและปั้นรูปก่อนคนอื่น”

‘ทูลหม่อม’ ในพระหัตถเลขาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชดำริก้าวหน้า พระองค์ทรงสนใจนวัตกรรมจากตะวันตกรวมไปถึงการถ่ายภาพ ในรัชกาลของพระองค์ได้โปรดให้ช่างภาพชาวตะวันตกเข้ามาฉายพระรูปหลายครั้ง 

และพระองค์ยังทรงใช้ภาพถ่ายในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของพระองค์เอง โดยส่งภาพถ่ายในระบบดาแกร์โรไทป์ (Daguerreotype-เทคนิคการถ่ายภาพในสมัยแรกเริ่ม เป็นการฉายภาพลงบนแผ่นโลหะ ไม่สามารถทำสำเนาอีก)  ไปมอบให้ผู้นำประเทศมหาอำนาจในยุคนั้น อย่างสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ และประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นการเผยโฉมหน้าที่แท้เที่ยงของผู้นำสยามเป็นครั้งแรก ซึ่งในยุคนั้นเปรียบได้กับโฉมหน้าของรัฐ การส่งภาพถ่ายไปเป็นของขวัญแสดงถึงความภาคภูมิในอารยธรรมของและอัตลักษณ์ตนเอง ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงความสามารถในการเปิดรับและสรรหาประดิษฐกรรมใหม่เข้ามาใช้ในการนิยามความก้าวหน้าของประเทศอีกทางหนึ่ง

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ส่งไปถึงสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย
ภาพ : Royal Collection Trust
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ส่งไปถึงประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียร์ซ
Collection ของ National Museum of American History
ภาพ : สถาบัน Smithsonian

เอนก นาวิกมูล ให้ข้อมูลเรื่องการถ่ายรูประบบดาแกร์โรไทป์ไว้ในหนังสือ ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย ไว้ว่า “ความไวแสงยังด้อย เวลาจะถ่าย ต้องให้คนนิ่งๆ ทีละครึ่งชั่วโมง ในต่างประเทศมีแกนเหล็กให้พิงคอเอาไว้แก้เมื่อยและกันไม่ให้เคลื่อนไหว” หลายปีก่อนสำนักพิมพ์ River Books จัดนิทรรศการ “สยามผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน (John Thomson)” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ในครั้งนั้นได้ขยายภาพจากฟิล์มกระจกต้นฉบับที่เก็บไว้ ณ Wellcome Collection ประเทศอังกฤษ ออกมาเป็นภาพขนาดใหญ่ เป็นที่น่าสังเกตว่าในภาพถ่ายบุคคลหลายๆ รูปจะเห็นแกนเหล็กสำหรับพิงคอตั้งอยู่ด้านหลังผู้เป็นแบบด้วย ทำให้เรารู้ว่าสิ่งประดิษฐ์นี้ได้นำเข้ามาใช้ในสยามเช่นกัน แม้ว่าจอห์น ทอมสัน จะไม่ได้ถ่ายภาพด้วยระบบดาแกร์โรไทป์แล้ว วิธีการถ่ายภาพฟิล์มกระจก ด้วยเทคนิค Wet Collodion Process On Glass ก็ยังต้องให้ผู้เป็นแบบนิ่งไว้เป็นเวลาหลายนาที เมื่อต้องค้างอากัปกริยาไว้ในท่าทางหนึ่งเป็นเวลานาน นี่เองอาจเป็นเหตุผลแรกที่ไม่เอื้อให้เกิดรอยยิ้มในภาพถ่ายยุคแรก

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
United States Library of Congress แสดงภาพช่างภาพกำลังถ่ายภาพตนเอง ในรูปนี้นอกจากเราจะเห็นอารมณ์ขันและเทคนิคการตกแต่งภาพยุคแรกแล้ว ยังแลเห็นแกนเหล็กสำหรับพิงคอที่ใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบในการถ่ายภาพยุคแรกอีกด้วย
ภาพ : loc.gov
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายโดยจอห์น ทอมสัน ในภาพจะเห็นฐานของแกนเหล็กสำหรับพิงพระศออยู่ด้านหลังพระเก้าอี้
ภาพ :  Wellcome Collection
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระเยาว์ ฉายโดยจอห์น ทอมสัน ในภาพจะเห็นฐานของแกนเหล็กสำหรับพิงพระศออยู่ด้านหลังพระบาท
ภาพ : Wellcome Collection

อีกหนึ่งเหตุผลที่มักจะหยิบยกมาพูดกันคือเรื่องสุขภาวะทันตกรรมที่ยังล้าหลัง ในสมัยนั้นผู้คนทุกชนชั้นมีปัญหาเรื่องฟัน จึงมีผู้สันนิษฐานว่าเมื่อต้องถ่ายภาพก็ไม่อยากจะแย้มยิ้มเผยให้เห็นฟันที่ขี้ริ้วขี้เหร่ (หรือความจริงที่ว่าไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลย) แต่นักประวัติศาสตร์จำนวนมากไม่เห็นด้วยกับเหตุผลข้อนี้ 

จริงอยู่ว่าเทคโนโลยีทันตกรรมที่พัฒนาขึ้นทำให้เกิดรอยยิ้มมากขึ้นทั้งในภาพถ่ายและในชีวิตประจำวัน แต่สุขภาวะทันตกรรมที่ไม่ก้าวหน้าก็มิได้เป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำรอยยิ้มในภาพถ่ายไม่เกิดขึ้น สิ่งประประดิษฐ์ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างฟันปลอมก็มีใช้มาอย่างยาวนาน 

ชาวอีทรัสกัน (Etruscans) ประดิษฐ์ฟันปลอมขึ้นตั้งแต่ 2,700 ปีที่แล้ว บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกาอย่างประธานธิบดีจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) มีฟันปลอมอย่างน้อย 4 ชุด เขาเริ่มใช้ฟันปลอมตั้งแต่ ค.ศ. 1781 (เทียบได้กับ พ.ศ. 2324 ก่อนกำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์ 1 ปี) โดยฟันปลอมเหล่านั้นทำมาจากเขี้ยวฮิปโป งาช้าง หรือแม้กระทั่งฟันจริงๆ ของทาส

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ฟันปลอมของประธานธิบดีจอร์จ วอชิงตัน
ภาพ : Library of Congress

ข้ามมาที่ฝั่งไทย แหม่มแอนนา (Anna Leonowens) ผู้โด่งดังเขียนถึงความลับประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่า “พระองค์สูญพระทนต์ทั้งปากตั้งแต่เด็ก และสวมใส่พระทนต์ปลอมทำจากไม้ฝาง อันเป็นความลับที่พระองค์เก็บไว้อย่างหวงแหนที่สุดตราบจนวันสวรรคต” (จากหนังสือ English governess at the Siamese court)  เอนก นาวิกมูล ยังกล่าวในหนังสือ เรื่องประหลาดเมืองไทย ว่ารัชกาลที่ 4 ทรงมีพระทนต์ปลอมไม่ต่ำกว่า 3 ชุด

ก่อนจะมีรูปถ่าย มนุษย์พยายามถ่ายทอดภาพลักษณ์ของตัวเองออกมาด้วยการวาดภาพมานับร้อยนับพันปี เมื่อการถ่ายภาพมาถึง แบบแผนธรรมเนียมของการวาดภาพเหมือนก็ถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพด้วย และนี่เองคือคำอธิบายที่มีน้ำหนักที่สุดของคำถามที่ว่า ทำไมเราจึงไม่เห็นรอยยิ้มในภาพถ่ายยุคแรก

ในอดีตผู้มีอำนาจ (และมีทรัพย์) ว่าจ้างจิตรกรฝีมือดีมาวาดภาพเหมือนเพื่อประกาศอำนาจทางเศรษกิจ (งานศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือยมีราคาค่างวดมาก ยิ่งถ้าได้ศิลปินดังค่าตัวสู่งลิ่วมาวาดให้ยิ่งการันตีอำนาจด้านนี้) วัฒนธรรม (ความรุ่มรวย มีอารยะ มีรสนิยม มีหน้ามีตา) และการเมือง (ภาพเหมือนสามารถตั้งไว้หรือส่งไปที่ต่างๆ เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อคุณสมบัติอันพึงประสงค์ของผู้เป็นแบบ)

Portrait หรือภาพเหมือนจึงต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ที่เป็นทางการของผู้ว่าจ้าง การวาดภาพเหมือนจึงเหมือนกับการบันทึกชีวิตทั้งชีวิตและเกียรติประวัติทั้งหมดทั้งมวลของผู้เป็นแบบให้อยู่ในภาพเดียว และภาพนั้นจะเป็นภาพแทนที่ผู้คนจะจดจำตลอดไป ผู้เป็นแบบจึงต้องอยู่ในท่าทางที่เป็นทางการที่สุด ผ่านการคิดและจัดแต่งอย่างพิถีพิถัน จิตรกรพร้อมปรับปรุงตกแต่งองค์ประกอบที่บกพร่องด้วยฝีแปรง ไม่ต่างอะไรกับการรีทัชใน Photoshop ในทุกวันนี้ 

รอยยิ้มไม่ปรากฏอยู่ในภาพเหมือน เพราะนอกจากถูกตีความว่าเป็นการแสดงออกที่ไม่เป็นทางการแล้ว
ค่านิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในยุโรปยังเห็นว่าการยิ้ม โดยเฉพาะยิ้มกว้างหรือยิ้มที่เผยให้เห็นฟันเป็นอากัปกริยาที่ต่ำช้า ยิ้มกว้างแสดงถึงความยากจน ความลามก ความยั่วยวน ความบ้า ความเมามาย ความไร้เดียงสา และความตลกไร้สาระ 

Jean-Baptiste de La Salle นักบุญชาวฝรั่งเศสเขียนหนังสือทำนอง ‘สมบัติผู้ดี’ (The rules of christian decorum and civility) ตีพิมพ์เมื่องต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “บางบุคคลนั้นเผยริมฝีปากบนขึ้นสูง… จนเกือบจะทำให้มองเห็นฟันได้ทั้งหมด นี่ช่างตรงข้ามกับสมบัติผู้ดีที่ไม่อนุญาตให้เราเผยฟันของเราออกมา ก็ด้วยเพราะธรรมชาตินั้นประทานริมฝีปากมาให้เราสำหรับปกปิดฟันเหล่านั้นอยู่แล้ว”

ด้วยค่านิยมนี้ ภาพวาดชื่อ Amor Vincit Omnia “Love Conquers All” ของ คาราวัจโจ (Caravaggio) จึงขึ้นชื่อว่าอื้อฉาวเพราะแหวกทั้งขนบการวาดภาพและขนบจริยธรรมอันดีงาม คิวปิดหนุ่มน้อยเปล่าเปลือยล่อนจ้อนกำลังส่งยิ้มจนเห็นฟัน 

ศิลปินจงใจเล่นกับเส้นแบ่งของความไร้เดียงสาและการยั่วยวน นักประวัติศาสตร์ศิลปะตีความว่าภาพนี้เป็นการเฉลิมฉลองให้กับความรัก โดยเฉพาะกับความรักของเพศเดียวกันที่เป็นเรื่องผิดจารีตในสมัยนั้น อีกหนึ่งรอยยิ้มในภาพวาดที่แม้จะมิได้ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน แต่ยิ้มกระหยิ่มน้อยๆ ของ Monalisa ก็สร้างความฉงนฉงายให้ผู้คนตีความกันไปต่างๆ นานามิรู้จบ อาจเป็นเพราะยิ้มน้อยๆ (ที่แหวกขนบ) ของเธอหรือไ่ม่ ที่ทำให้ภาพนี้แตกต่างและเป็นที่จดจำที่สุดในโลกศิลปะ

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
“Amor Vincit Omnia” Michelangelo Merisi da Caravaggio
ภาพ : www.arteworld.it
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
Mona Lisa โดย Leonardo da Vinci สีในภาพนี้ถูกปรับแต่งตามข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ศิลปะให้คล้ายคลึงกับสีของภาพวาดเมื่อแรกวาด
ภาพ : commons.wikimedia.org

เมื่อการถ่ายภาพเข้ามารับช่วงต่อจากการวาดภาพเหมือน แบบแผนความเป็นทางการและความเป็นพิธีการรวมถึงสุนทรียศาสตร์ของการวาดภาพเหมือนก็ถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดองค์ประกอบ ท่าโพส และแน่นอนที่สุด การแสดงออกถึงความรู้สึกทางสีหน้าท่าทาง ด้วยเหตุนี้รอยยิ้มจึงไม่ปรากฏในภาพถ่ายยุคแรก

ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยและความเป็นทางการในท่าทาง ในแง่นี้ภาพถ่ายยุคแรก (หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายในปัจจุบัน) จึงอาจจะไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของผู้ถูกถ่าย เพราะมีขนบหรือค่านิยมมากกมายเข้ามากำกับเราไว้ (แม้กระทั่งค่านิยมการยิ้มเมื่อถูกถ่ายรูปในปัจจุบันด้วยใช่หรือไม่) 

ดังที่โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นักทฤษฎีวรรณคดีและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในประสบการณ์การถ่ายรูปไว้ว่า เมื่อถูกเฝ้ามองโดนเลนส์ (Observed by the lens) เขาก็ได้สถาปนาตัวตนในกระบวนการของ ‘การโพส’ (Constitute myself in the process of ‘posing’) ซึ่งเป็นการสร้างอีกหนึ่งร่างขึ้นมาใหม่ (Make another body for myself) ในภาวะนั้นเขาได้เปลี่ยนแปลงตนเองให้กลายเป็นภาพโดยล่วงหน้าไปแล้ว (I transform myself in advance into an image ข้อเขียนจาก Camera lucida : Reflections on Photography)

เมื่อกลับมาพิจารณาภาพเก่าๆ ในประวัติศาสตร์ไทย จะเห็นว่าภาพถ่ายบุคคลที่ปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ล้วนดำเนินไปตามขนบค่านิยมแบบตะวันตก ผู้คนในภาพถ่ายล้วนมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการแย้มยิ้ม แต่ก็มีภาพถ่ายบุคคลจำนวนหนึ่งที่เราจะเห็นรอยยิ้มอยู่ในนั้น เช่นภาพของคนัง เงาะป่าที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชุบเลี้ยงไว้ในวัง 

รอยยิ้มในภาพถ่ายของคะนังอาจบอกได้ว่าเขาถูกมองอย่างไรในสายตาของราชสำนัก ข้อแรกคือแตกต่างจากไปจากภาพถ่ายเจ้านายทั้งหลายที่อยู่ในอิริยาบถงดงาม พระพักตร์เรียบเฉย อันเป็นแบบแผนปฏิบัติของผู้ดี ในรูปถ่ายของคนังเราจะเห็นว่ามีทั้งยิ้มน้อยๆ จนไปถึงยิ้มกว้างจนเห็นฟัน คนังอาจละเมิดแบบแผนในการถ่ายภาพได้ เพราะเขาไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในความเป็นผู้ดีนั้น อีกข้อหนึ่งคือการรับรู้เรื่องเงาะป่าในราชสำนักสยามผูกติดมากับภาพจำของ ‘เงาะป่าบ้าใบ้’ ในวรรณคดีเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งเงาะป่าในเรื่องถูกมองว่ามีรูปลักษณ์ประหลาดมีกิริยาน่าขัน คนังจึงอาจถูกคาดหวังให้ยิ้มออกมาทั้งในภาพถ่ายและในชีวิตจริง มากกว่าที่จะทำสีหน้าเรียบเฉยด้วยซ้ำ

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือบทละครเรื่องเงาะป่า จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : www.thaiglassnegative.com

ภาพถ่ายพร้อมรอยยิ้มของคนังเป็นที่ชื่นชอบในราชสำนักและเป็นที่ชื่นชอบของคนังเองด้วย ในปลาย พ.ศ. 2448 รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ถ่ายรูปคนังพิมพ์ขายที่ร้านถ่ายรูปหลวงในงานวัดเบญจมบพิตร โดยขายแผ่นละ 3 บาท ซึ่งเป็นราคาที่แพงมากในสมัยนั้น แต่ก็ปรากฏว่าขายดิบขายดี ผู้คนอยากได้กันมาก กระทั่งจบงานรูปคนังขายได้เกือบ 400 รูป รัชกาลที่ 5 ทรงแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งถวายวัด ส่วนหนึ่งเป็นค่ากระดาษน้ำยาพิมพ์รูป และคนังได้รับค่าตัวเกือบ 400 บาทในการเป็นนายแบบในงานนี้

คนังยังนึกถึงถิ่นที่จากมาและประสงค์จะส่งภาพถ่ายตนเองไปให้ญาติพี่น้อง รัชกาลที่ 5 ทรงรับเป็นธุระให้โดยมีพระราชหัตถเลขาไปถึงพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ว่า “ด้วยอ้ายคนังฝากรูปไปให้พี่น้อง ได้ส่งออกมาด้วยแล้ว ถ้ามีช่องทางที่ใครไปตรวจราชการที่นั้น ขอให้นำส่งให้มันด้วย”

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือบทละครเรื่อง เงาะป่า จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย

ท่ามกลางบรรดาภาพถ่ายเจ้านายในสมัยรัชกาลที่4 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่แทบจะไม่ปรากฏรอยยิ้มโดยเฉพาะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเลย หนึ่งรอยยิ้มที่ปรากฏคือรอยแย้มพระสรวลของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ซึ่งปรากฏทั้งภาพแย้มพระสรวลและภาพแลบพระชิวหา ซึ่งอาจจะบอกเล่าบุคลิกอัธยาศัยของพระองค์ได้ 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกถึงเจ้านายพระองค์นี้ไว้ว่า “นิสัยกรมหลวงประจักษ์เปนคนชอบล้อคนอื่น และทำให้เขาถูกเยาะได้เปนพอใจ, ชอบแกล้งคนโดยวิธีต่างๆ อยู่เสมอๆ” ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็บันทึกไว้ว่า “กรมประจักษ์คลั่งล้อคนเรื่องเมียๆ” 

เหตุการณ์ล้อเล่นที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นที่รัชกาล 6 บันทึกไว้ว่า “ในระหว่างเวลาไปยุโรปได้ไปทำสกะปรกต่างๆ มาก, และที่จัญไรที่สุดคือได้ไถ่ปัสสาวะลงในแก้วน้ำเสวย” ทั้งรอยยิ้มในภาพถ่ายและการกระทำของเจ้านายพระองค์ละเมิดแบบแผนความเป็นเจ้านายในสมัยนั้น (รัชกาลที่ 6 ทรงมองว่าสิ่งเหล่านี้คือความชั่ว ถึงกับบันทึกเป็นหัวข้อชื่อ “ความชั่วต่างๆ ของกรมหลวงประจักษ์” ในพระราชนิพนธ์ ประวัติต้นรัชกาลที่ 6) ทำให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงถูกลงโทษมิให้เข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 5 เป็นการส่วนพระองค์อีก 

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย

ในโลกตะวันตก รอยยิ้มเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นในภาพถ่ายตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1920 หลังจากที่กล้องถ่ายภาพถือกำเนิดขึ้นมา 1 ศตวรรษ เมื่อการถ่ายภาพเริ่มแพร่หลายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและถ่ายได้ในทุกสถานการณ์ ความเป็นทางการและบรรยากาศขึงขังของการถ่ายภาพในสตูดิโอเริ่มเสื่อมถอยลง ผู้คนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับการถ่ายถาพมากขึ้น สังคมสยามก็เช่นเดียวกัน ในภาพถ่ายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา เราจะเห็นรอยยิ้มมากขึ้นในภาพถ่าย

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 6 จากนิทรรศการฉัฐรัช : พัสตราภรณ์ – ย้อนมองอาภรณ์สตรีสยาม แลตามแฟชั่นโลก
โดยกรมศิลปากร มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และมูลนิธิเพชรรัตน์-สุวัทนา
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพเจ้าพระยารามราฆพ ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 6
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ


อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้รอยยิ้มแพร่หลายในภาพถ่ายมากขึ้นที่เราอาจคาดไม่ถึงคือการทำการตลาด ใน ค.ศ. 1920 เช่นกันที่บรรดาผลิตภัณฑ์ห้างร้านตีพิมพ์โฆษณาภาพนางแบบนายแบบยิ้มกว้างกับผลิตภัณฑ์เพื่อสื่อถึงความพึงพอใจในสินค้า ผู้คนจึงเห็นแต่ภาพคนยิ้มในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ประกอบกับการทำการตลาดอย่างหนักหน่วงของบริษัทกล้องถ่ายรูปและฟิล์มยักษ์ใหญ่อย่าง Kodak ที่พยายามเชื่อมโยงการถ่ายภาพกับความสุขและรอยยิ้ม เห็นได้จากภาพโฆษณามากมายที่ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงการถ่ายภาพในฐานะกิจกรรมแสนสุข กิจกรรมที่ทำผู้คนได้ร่วมกันเก็บความสุขความทรงจำอันมีค่าไว้ร่วมกัน

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
โฆษณา Kodak ในยุคต่างๆ

ทุกวันนี้ภาพถ่ายส่วนหนึ่งกลายเป็นหลักฐานของการเข้าสังคม ในโซเชียลเน็ตเวิร์กเต็มไปด้วยภาพรอยยิ้ม ที่ทุกคนพยายามจะบอกตัวเองและผู้อื่นให้รู้ว่าฉันมีความสุข เราทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นว่าใต้รอยยิ้มเหล่านั้นซ่อนอะไรอยู่ เช่นเดียวกับที่เราทั้งเห็นและไม่เห็นเหมือนกันว่าใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยในภาพถ่ายโบราณนั้นมีอะไรซ่อนไว้ ภาพถ่ายถ่ายทอดความเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนกัน?


ข้อมูลอ้างอิง

  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ไกลบ้าน. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2561.
  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2556.
  • ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์. สยาม ผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน 2408-9. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์. 2558
    ราม วชิราวุธ (นามแผง). ประวัติต้นรัชกาลที่ 6. กรุงเทพฯ : มติชน. 2555
  • ลีโอโนเวนส์, แอนนา แฮร์เรียต. อ่านสยามตามแอนนา : การบ้านและการเมืองในราชสำนักคิงมงกุฎ. สุ. 
  • ภัตรา ภูมิประภาส และ สุภิดา แก้วสุขสมบัติ แปล. กรุงเทพฯ : มติชน, 2562.
    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก. กรุงเทพฯ : ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป, 2561.
    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2559.ศักดา ศิริพันธุ์. กษัตริย์กับกล้อง วิวัฒนาการภาพถ่ายในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์. 2535.
    เอนก นาวิกมูล. ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2548.
    เอนก นาวิกมูล. เรื่องประหลาดเมืองไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงแดด, 2538.
    Bautze, Joachim K.. “Unseen Siam: Early Photography 1860-1910”.Bangkok:River Books.2016.
    Barthes, Roland. Camera Lucida: Reflections on Photography. Trans. Richard Howard. London: Vintage Classics. 2006.
    publicdomainreview.org/
    sites.uni.edu/fabos/seminar/readings/cheese.pdf
    www.theguardian.com
    time.com/

Writer

Avatar

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load