สีคราม

ครามได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งสีย้อม

ที่ได้ฉายาเช่นนั้นเพราะนอกจากสีน้ำเงินเข้มเฉดออกม่วงๆ ที่มีมิติเป็นเอกลักษณ์แล้ว สีจากครามก็ยังให้ประโยชน์อีกหลายอย่าง ครามเป็นพืชใบ ชอบขึ้นแทรกตามต้นไม้ใหญ่ มีแหล่งกำเนิดมาจากอินเดีย

สีของครามได้มาจากการเอาใบสดมาหมักแล้วก็คั้นน้ำ ถ้าจะเก็บไว้นานก็สามารถเอาใบมาทับให้แห้งแล้วบดเป็นผงไว้ก็ได้เช่นกัน สีครามเมื่อเอาไปย้อมเสื้อผ้าแล้วใส่สบายตัว ไม่ระคายผิว ป้องกันแมลง ระบายอากาศได้ดี แถมยังป้องกันแสงยูวีได้อีกด้วย การย้อมครามจะเป็นการย้อมแบบเย็น ใช้ได้ดีกับเส้นใยจากธรรมชาติ ถ้าใครเคยใส่เสื้อย้อมครามแล้วละก็ รับรองว่าติดใจทุกคน

การเอาครามมาย้อมผมเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมมาจากชาวอินเดีย พวกเขาและเธอเอาน้ำที่คั้นจากการหมักใบครามมาย้อมเส้นผม ซึ่งก็เป็นเส้นใยธรรมชาติอย่างหนึ่ง ด้วยคุณสมบัติของครามที่เล่าไป มันเลยทำให้ผมชาวอินเดียดูดกดำ แข็งแรง แล้วก็เงางามเป็นธรรมชาติกันทั้งหญิงชาย

แต่จะให้คนยุค 2018 อย่างเราไปคั้นน้ำจากใบครามและนั่งหมักผมไป 6 – 8 ชั่วโมงก็น่าจะเป็นไปได้ยาก Indian Indigo ร้านทำสีผมที่เห็นคุณค่าของความงามจากธรรมชาติจึงได้คิดค้นวิธีนำความดีงามนี้มาสู่โลกยุค 4.0

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ย้อมผมด้วยคราม

“ไม่ซีเรียสเรื่องสีใช่ไหมคะ” แจมถามเราในวันที่ไปย้อมผมครั้งแรก ในนาทีที่เรานั่งลงหน้ากระจก

เป็นคำถามที่ออกจะแปลกสักหน่อยที่จะเอามาถามคนที่มาทำสีผม เราเลยขอให้แจมอธิบายเพิ่ม แจมบอกว่า “การย้อมด้วยสีจากพืช สีผมที่ได้จะขึ้นกับพื้นฐานผมของลูกค้าที่ทำปฏิกิริยากับพืช ลูกค้าแต่ละคนที่มาทำก็จะได้สีออกไปไม่เหมือนกัน” แน่นอนว่าเราไม่มีปัญหาเลย

สีครามเป็นสีเข้ม มันจึงดีมากสำหรับการปิดผมขาว และข้อดีมากๆ ในเรื่องนี้ก็คือ แจมบอกว่าคนที่ผมขาวยิ่งเยอะจะยิ่งได้ผมสีครามสวยมากกว่าคนที่ผมสีเข้มอยู่แล้ว

เหมือนกับร้านย้อมผมอื่นๆ แจมเริ่มจากการสระผม เป่าผมให้หมาด และใส่เซรั่มบำรุงหนังศีรษะให้เรา แต่ความพิเศษมันอยู่ตรงที่ทุกอย่างมาจากธรรมชาติล้วนๆ และมันไม่ทำให้ฉุนจมูกหรือแสบหนังศีรษะ สีย้อมผมของ Indian Indigo มีส่วนประกอบหลักเป็นครามอินเดีย แต่แจมก็ยังผสมพืชอีกหลากชนิดเข้าไปเพื่อให้การทำสีผมด้วยครามนี้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้น เช่นมะขามป้อม สะเดา เอามาช่วยทำให้ผมนุ่มและสีติดได้ง่ายขึ้น ทำให้การย้อมใช้เวลาเพียง 1 – 2 ชั่วโมง แทนที่จะเป็น 6 – 8 ชั่วโมง ส่วนสมอพิเภกกับเฮนน่า ก็ถูกเลือกมาช่วยให้สีของครามมีประกายแดงเข้ากับยุคสมัย แล้วก็เป็นทรีตเมนต์ดูแลผมและหนังศีรษะไปด้วยในตัว การย้อมเป็นไปอย่างเนิบช้าและใจเย็น บรรยากาศสบายๆ ในร้านไม่มีเสียงรีบร้อนของไดร์เป่าผมหรือผู้คนพลุกพล่าน เป็นความตั้งใจของแจมที่อยากจะให้ร้านเสริมสวยนี้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ครามไม่ธรรมดา

Indian Indigo ยังมีความพิเศษอีกเรื่องตรงที่ผลิตภัณฑ์ในร้านไม่เหมือนกับผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในตลาดทั่วไป

ใบของครามและพืชต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นระดับพรีเมียมระดับยอดอ่อนสามใบ ไม่ต่างจากการเลือกชาดีๆ แถมพืชต่างๆ ที่สั่งเข้ามาจากอินเดียยังเก็บได้ไม่นานเพราะว่าเป็นของสดและไม่ได้มีตลอด จนบางครั้งทางร้านต้องประกาศหยุดขายชั่วคราวเพราะไม่มีของ เหตุผลทางธรรมชาติเหล่านี้เลยทำให้ Indian Indigo มีต้นทุนแพงกว่าการใช้เคมีมาก แต่การที่ร้านเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติทั้งหมดมันก็มีเหตุผลที่เป็นมิตรในระดับพรีเมียมด้วยเหมือนกัน

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

“เราอยู่ในวงการร้านทำผมมาหลายปี ก็เห็นว่าคนที่อยู่ในร้านทำผมนานๆ จะมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ ทั้งแสบจมูกง่ายแล้วก็เป็นภูมิแพ้ อาจารย์ที่เป็นช่างเก่งๆ หลายท่านก็ยังเลี่ยงที่จะใช้สารเคมีกับตัวเองเลย เราเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเรามาทำร้านทำผมแบบที่ไม่ใช้สารเคมีเลยดีกว่า”

นอกจากจะไม่ใช่สารเคมีแล้ว ขั้นตอนการดูแลเส้นผมที่ Indian Indigo ก็ยังเป็นมิตรต่อเส้นผมแบบองค์รวมด้วย อย่างการใช้ปลายนิ้วแทนที่จะใช้เล็บเกาศีรษะให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ายังได้ความรู้สึกสะอาดแต่ไม่ระคายหนังศีรษะ หรือการใช้ไดร์เป่าผมความร้อนพอดีๆ ที่เมื่อรวมกับพืชที่ใช้ย้อมผมแล้ว ผมลูกค้าก็จะสวยเงาออกจากร้านได้ไม่ต่างจากร้านทำผมทั่วไป แถมไม่ร้อนหูด้วย เรื่องแบบนี้ทางร้านต้องใช้ช่างที่มากประสบการณ์และเต็มไปด้วยความเชี่ยวชาญ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างน่าประทับใจที่สุด

ช่างประจำร้านท่านหนึ่งบอกเราอย่างน่าประทับใจว่า “เวลาที่ลูกค้ามาที่ร้าน เราก็จะแนะนำเรื่องการดูแลผมไปด้วย เรื่องที่แนะนำมันก็ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์อะไร เป็นเรื่องที่คนทั่วไปจริงๆ รู้อยู่แล้วแต่อาจจะลืมนึกถึง พอเราแนะนำไปให้เขาค่อยๆ ปรับพฤติกรรม สุขภาพผมของเขาก็จะดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการแก้ปัญหาอะไรเลย”

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

เคล็ดลับครามงามอย่างเป็นธรรมชาติ

มีงานวิจัยบอกว่า ผู้หญิงจะแต่งหน้าเฉลี่ยแล้ว 16 ขั้นตอนเพื่อให้หน้าออกมาดูเหมือนไม่ได้แต่ง พอเรามีเทคโนโลยีเครื่องสำอางที่สามารถกลบทุกอย่างบนผิวแล้ว เราจะแต่งแต้มอะไรขึ้นมาใหม่ก็ได้ รวมทั้งจะทำให้ดูเป็นธรรมชาติก็ทำได้

แล้วความสวยแบบธรรมชาติสรุปแล้วเป็นยังไง

ถ้าถามช่างผู้เชี่ยวชาญที่ Indian Indigo เราก็จะได้คำตอบว่า “คนสมัยนี้ชินกับความวุ่นวาย การจะได้มาซึ่งอะไรที่มันง่ายๆ ก็กลายเป็นไปทำให้มันยุ่งยาก” ผลิตภัณฑ์และการดูแลเส้นผมที่ Indian Indigo ใช้จึงเป็นการทำทุกอย่างให้กลับสู่สภาพดั้งเดิมและคงความเป็นธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งเป็นการดูแลที่ยั่งยืนที่สุด แต่การใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน เช่นการสระผม การใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผม มันทำให้สภาพดั้งเดิมของเส้นผมและหนังศีรษะแทบจะไม่หลงเหลือ ในระยะแรกๆเราจึงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้สภาพเส้นผมและหนังศีรษะกลับไปอยู่อย่างธรรมชาติของมันเหมือนเดิม

เพื่อความงามอย่างเป็นธรรมชาติ เราเลยขอให้ทางร้านแนะนำเราและผู้อ่านของเราให้เอาไปลองทำกันดู ข้อแนะนำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ท้าทายมีดังนี้

ข้อแรก จริงๆ คนเราควรจะสระผมเพียงสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งเท่านั้น คำแนะนำนี้ คนที่ไม่ค่อยชอบสระผมน่าจะถูกใจ แต่คนทั่วไปอาจจะรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย

“ชั้นบนสุดของหนังศีรษะคนเราเป็นขี้ผึ้งที่ช่วยกักเก็บน้ำมัน ทุกครั้งที่สระผมน้ำมันก็จะหายไป หนังศีรษะเราก็จะแห้งตึง ทำให้ผมร่วง แล้วหนังศีรษะก็จะสร้างน้ำมันขึ้นมาใหม่ให้มันมากขึ้นไปอีก เราก็ยิ่งสระผมบ่อยขึ้นไปอีก ปัญหามันก็จะวนๆ อยู่อย่างนี้ การปรับตัวให้สระผมน้อยลงช่วงแรกๆ เราจะแนะนำให้ลูกค้าที่มาย้อมผมด้วยครามกับเราไปแล้ว ให้ใช้น้ำเกลือแบบเดียวกับที่ล้างแผลนั่นล่ะค่ะ เช็ดผมวันที่ไม่ได้สระไปสักระยะ ห้ามใช้น้ำอุ่นสระผม แล้วก็ลดการใช้สารเคมี ในระยะยาวพอหนังศีรษะฟื้นฟูได้ ผมก็จะร่วงน้อยลง และผมขาวก็จะน้อยลงด้วย”

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ข้อเสนอแนะนี้ จริงๆ แล้วมุ่งเป้าไปพูดกับคุณผู้ชายทั้งหลายเป็นหลัก เพราะการสระผมสำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องยุ่งยาก กว่าจะสระและรอให้แห้ง ฉะนั้น เชื่อเถิดว่าผู้หญิงร้อยทั้งร้อยจะสระผมเท่าที่จำเป็นอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ชายผมสั้นๆ แห้งง่ายๆ การอาบน้ำแบบราดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นเรื่องที่ทำกันจนเป็นนิสัย และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งแห่งความผมบาง ที่ทำให้หนุ่มๆ เป็นโรคขี้ใจน้อยกันเป็นแถว

“ผู้ชายหลายคนจำเป็นต้องสระผมเพราะว่าใช้แว็กซ์จัดทรงผม อันนี้เราสามารถใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแว็กซ์ออกก็ได้ค่ะ จะได้สบายศีรษะแบบไม่ต้องสระผม” ทางร้านแนะนำทางออกเอาไว้ให้ด้วยเผื่อน้อยใจ

ข้อสอง นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก็สามารถช่วยลดวังวนของการสระผมบ่อยๆ นี้ได้เช่นกัน ทางร้านแนะนำให้ใช้แชมพูจากสมุนไพร เพราะว่ามีสารตกค้างน้อย เวลาเหงื่อออกหรือโดนความสกปรก มันก็จะไม่เกาะแน่นอยู่บนศรีษะ ซึ่งก็จะทำให้เราไม่ต้องสระผมบ่อยๆ ครีมนวดผมก็แนะนำให้ใช้แค่บริเวณปลายผมและปล่อยให้แรงโน้มถ่วงช่วยให้ผมเราไม่ชี้ฟู เท่านั้นก็พอแล้ว

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมต้องไม่สกปรกนะคะ” ช่างทำผมผู้รักผมเป็นชีวิตจิตใจกล่าวย้ำแล้วย้ำอีก

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

ครามสวยเลือกได้

เราได้ผมสีเข้มออกมาจากร้าน เป็นสีที่ต้องมองดีๆ แบบดีมากๆ ถึงจะเห็นว่ามันมีความน้ำเงินเข้มอยู่ในนั้น แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ ผมขาวหายไป และผมเรานุ่มมากแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน  

นี่เป็นการเอาธรรมชาติมาต่อกรกับธรรมชาติ เพราะถึงแม้ธรรมชาติจะคือความจริง ผมขาวก็เป็นความจริงที่เรายังรับไม่ได้ในเวลานี้

Indian Indigo อยากให้การย้อมผมด้วยครามนี้เป็นทางเลือกให้กับทุกคน ไม่อยากให้ลูกค้ารอให้มีปัญหาแล้วถึงมาใช้ธรรมชาติในการแก้ไข

“ทุกวันนี้กลายเป็นว่าลูกค้าบางคนไม่คุ้นกับผมสีเข้มและคิดไปว่ามันทำให้หน้าดูดุ แต่ดูอย่างใบไม้สิคะ ใบที่แห้งกรอบสีอ่อนกับใบที่สีเขียวเข้ม อันไหนดูอ่อนโยนกว่ากัน” Indian Indigo ฝากเอาไว้ให้คิด

สัมผัสการทำผมด้วยครามงามจากธรรมชาติที่ทั้งดีต่อผมและดีต่อใจ ณ Indian Indigo

The Rules

1 การออกแบบบริการอย่างองค์รวม

Indian Indigo ไม่ได้แค่สนใจการปิดผมขาว แต่ยังใส่ใจในทุกขั้นตอนของการให้บริการ ทั้งบรรยากาศ ขั้นตอนการให้บริการและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าได้ให้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่สุดให้กับลูกค้า

 

2 ยึดมั่นความจริงใจ

Indian Indigo ไม่ฟันธงว่าใช้ผลิตภัณฑ์ของเราแล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างสำเร็จรูป หากแต่จริงใจในการแนะนำที่มาที่ไปของปัญหาให้กับลูกค้ารวมทั้งแนะนำทางออกอย่างระมัดระวังไม่ใช้ลูกค้าคาดหวังมากจนเกินไป

 

3 มีความเป็นผู้เชี่ยวชาญและไม่หยุดเรียนรู้

ลูกค้าที่ใช้บริการของ Indian Indigo ไม่ได้เพียงผมสีสวยกลับไป แต่ยังจะได้ความรู้ในการดูแลเส้นผมไปเป็นของแถมด้วย ในทางกลับกัน Indian Indigo ก็ได้เอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากปัญหาต่างๆของลูกค้ามาพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ด้วยเหมือนกัน

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Ericeira เมืองเซิร์ฟของประเทศโปรตุเกส-เขาหลัก ใน 20 ปี?’

นี่คือชื่อบทความออนไลน์ที่เราอ่านระหว่างทำความรู้จัก ‘Better Surf Thailand’ โรงเรียนสอนเล่นเซิร์ฟที่เกิดจากการรวมตัวของเซิร์ฟเฟอร์ในเขาหลัก ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์พวกเขา

บทความฉายภาพให้เห็นถึงเมืองประมงเล็ก ๆ เงียบ ๆ แห่งหนึ่งในโปรตุเกส ที่เติบโตจนพลิกฟื้นให้เมืองกลับมาคึกคักด้วยการโต้คลื่น และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมากมายจากทั่วโลก

พวกเขามองว่าเขาหลักเองก็ไม่ต่างกัน และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำแบบนั้นให้ได้

Better Surf วางพิมพ์เขียวของความฝันของตัวเองไว้อย่างไร ไปดูกัน 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

First Sight

ที่นี่เริ่มมาจากคำชวนง่าย ๆ ของ ต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช เจ้าของเพจ Surfer’s Holiday ที่ชวน แมน-ชาติชาย สมพร นักกีฬาโต้คลื่นทีมชาติที่ประจำอยู่ภูเก็ต ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาโต้คลื่นที่เขาหลักบ้านเขา 

แมนไม่รอช้า คว้าบอร์ดขึ้นมอเตอร์ไซค์มาสองคนกับเพื่อน เขาบอกว่ามาถึงตกดึกยังไม่ทันเห็นอะไร รุ่งเช้าวันถัดไปเขาถึงได้รู้จักคลื่นที่เขาหลักเป็นครั้งแรก โดยไม่ทันเอะใจว่าที่นี่จะกลายมาเป็นบ้านหลังที่ 2 ในที่สุด

การโต้คลื่นครั้งนั้นก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ Better Surf เสียทีเดียว ทั้งคู่เคยทำโปรเจกต์ Monkey Dive Hostel ด้วยกันมาก่อน โดยนำสปาเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พักนักเดินทาง ค่อย ๆ เริ่มไปทีละขั้นทีละตอน ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ทำให้ได้เจอกับ Co-founder คนที่ 3 เรมี-อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Better Surf, Better City

2 ปีแรกที่ Monkey Dive Hotel พวกเขาใช้เวลาช่วงหน้ามรสุมปิดโฮสเทลไปทำอย่างอื่น เพราะเป็นช่วงที่เกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาปิดชั่วคราว ธุรกิจอื่นก็ซบเซาเสียจนเมืองเงียบเหงา 

พวกเขาเริ่มเห็นลู่ทางใหม่ แม้คลื่นลมในหน้ามรสุมทำให้การท่องเที่ยวบนเกาะเป็น Low Season แต่ก็เป็นคลื่นลมนี้เช่นกันที่ทำให้การโต้คลื่นสนุกขึ้น ช่วงพฤษภาคมจนถึงตุลาคมที่เคยเงียบเหงา จึงกลายมาเป็น High Season สำหรับการเล่นเซิร์ฟ ความคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนโต้คลื่นเพื่อทำให้มาเที่ยวพังงาได้ทั้งปีจึงเกิดขึ้น

ย้อนไปวันแรก แมนบอกว่ากังวลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ได้มีพื้นฐานทำธุรกิจมาก่อน แต่โชคดีที่ Co-founder ทั้งสามคนมีความรู้ในด้านที่ต่างกันลงตัวพอดิบพอดี เขาใช้ประสบการณ์ที่มีสอนทฤษฎีและการโต้คลื่น ขณะที่ต๊ะกับเรมีช่วยดูเรื่องแผนการตลาด และยังได้แรงสนับสนุนจาก คุณฉิ่ง-มนตรี ณ ตะกั่วทุ่ง เจ้าของสถานที่ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันกีฬาโต้คลื่นในพังงาให้เติบโตอย่างทุกวันนี้

กิจการเริ่มขึ้นในปี 2018 กับการสอนนักเรียน 150 คนแรก พวกเขาทำเองเกือบทุกขั้นตอน ทั้งตอบอินบ็อกซ์ รับจองคลาสเรียน รวมถึงลงน้ำสอนโต้คลื่นด้วยตัวเอง จนมั่นใจว่าโรงเรียนจะไปต่อได้เลยเริ่มตั้งชื่อ 

พวกเขาอยากให้เป็นชื่อที่ดี เลยคิดจะใช้ Surf Thailand ทว่าคิดอีกที Better Surf Thailand น่าจะดีกว่า

เพราะสิ่งที่คิดจะทำ ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนโต้คลื่นในไทย แต่ต้องเป็นโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่ให้ประการณ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อทำให้เขาหลักเป็นมากกว่า Surf Town และผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองให้เป็น Tourist Spot ให้ได้ ทั้งทีมเลยตั้งใจพัฒนา 2 ส่วนสำคัญ คือ โรงเรียน และ คอมมูนิตี้

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา
Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Surf School’s System

“ผมมองว่าการสอนเซิร์ฟ มันมากกว่าลงไปเล่นแล้วยืนได้” แมนเล่าแบบนั้น “แต่เขาต้องแฮปปี้และปลอดภัย นั่นเป็นเป้าหมายที่เราหวังไว้”

เหตุผลที่เขาเลือกเป็นคนสอนพื้นฐานและทฤษฎีบนบกเอง เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติ เอาตัวรอดในน้ำได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นถึงจะส่งไม้ต่อให้ครูท่านอื่นสอนนักเรียนกับคลื่นจริงตัวต่อตัว

จากการซาวเสียงคนรอบตัว ส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสโต้คลื่นครั้งแรก มักได้คำตอบรับกลับมาว่าสนุก ประทับใจ เพราะเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส ทำให้อยากกลับไปเรียนอีก 

แต่พอเราถามถึงการเล่นครั้งที่ 2 3 หรือ 4 ก็มีบางเสียงบอกว่ายากเกินไป เพราะหลาย ๆ โรงเรียนเน้นสอนแต่คอร์ส Try Surf และไม่มีบันไดขั้นอื่นให้เดินต่อ แต่ไม่ใช่กับ Better Surf

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

ระบบของที่นี่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้จากเนื้อหาของ ISA (International Surfing Association) มาย่อยเป็นทักษะต่าง ๆ ที่นักโต้คลื่นแต่ละระดับควรมี เขียนออกมาเป็นเอกสารสำหรับทั้งครูและนักเรียน ตั้งแต่ระดับ Beginner, Intermediate ไปจนถึง Advance ซึ่งเราไม่เคยได้เห็นจากโรงเรียนอื่น 

“เรามีเอกสารให้กรอกเลยว่า ใน 1 ชั่วโมงที่เรียน นักเรียนคาดหวังอยากเรียนรู้อะไร พอจบ 1 ชั่วโมงปุ๊บ ครูผู้สอนมีหน้าที่อธิบายและแนะนำว่า อะไรคือส่วนที่ทำได้ดีแล้ว และจะปรับปรุงส่วนไหนเพื่อให้ครั้งหน้าเล่นได้ดีขึ้น นักเรียนจะได้รู้ว่า แต่ละขั้นควรเรียนรู้อะไรเพื่อก้าวไปสู่ขั้นถัดไป และทำให้รู้ว่าที่มาเรียนนี่ผมไม่ได้เลี้ยงไข้คุณนะ” เขาหัวเราะ

แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วง High Season ที่คิวสอนของครูแต่ละคนยาวต่อเนื่องชั่วโมงต่อชั่วโมง ก็เกิดการฟีดแบ็กไม่ทันเช่นกัน เขาไม่นิ่งนอนใจและแก้ปัญหานี้ด้วยการทำกล่องคอมเมนต์ไว้ที่โต๊ะลงทะเบียนของโรงเรียน ซึ่งหย่อนได้ทั้งนักเรียนและคุณครู 

“ไม่มีคอมเมนต์ไหนที่ไม่ดีนะ เพราะการที่เขามาคอมเมนต์ แปลว่าเขาเห็นจุดอ่อน เห็นอะไรที่คิดว่ามันพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Soft Skill

ในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วง High Season ความต้องการเล่นเซิร์ฟตื่นตัวมากเป็นประวัติการณ์ ที่นี่จึงจำเป็นต้องรับสมัครครูสอนเซิร์ฟเพิ่มเป็นครั้งแรก สิ่งที่น่าสนใจในการมองหาผู้ร่วมทีมคนใหม่ คือ Better Surf ไม่ได้มองหาผู้สมัครที่เล่นได้เก่งที่สุด แต่เลือกคนที่มีไฟในการพัฒนาตัวเองและการสอน 

Soft Skills คือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นทักษะสำคัญที่ครูแต่ละคนควรมี ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นสิ่งที่ต้องใช้เยอะมากในการสอน เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างประสบการณ์การเรียนที่ดีให้กับนักเรียน เพราะครูผู้สอนเหมือนเป็นประตูด่านแรกในการเล่นกีฬาโต้คลื่น ถ้าได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็อาจปิดประตูกีฬาชนิดนี้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกีฬาที่สนุก เปิดโอกาสให้ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับผู้คน โดยไม่ต้องพะวงกับมือถือหรือโลกภายนอก 

“ผมบอกครูทุกคนว่า บทบาทของคุณสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรนะ เพราะถ้าไม่มีคุณ Better Surf ก็ไปต่อไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีทีมเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้คุณพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพราะในอนาคต คุณมีฐานนักเรียนที่เขาแฮปปี้กับคุณ มันต่อยอดได้อีกเยอะ ไปที่อื่นก็มีคนตามคุณอยู่ เพราะเขารู้ว่าคุณเป็นครูแบบไหน”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Empower People

นอกจากความสนุกในการเล่น เราพบว่าอีกส่วนที่กีฬาโต้คลื่นทำได้ดีคือการสร้างเสริมความมั่นใจ แมนบอกเราว่า จริง ๆ แล้ว 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนเป็นผู้หญิง เพราะสื่อโซเชียลที่ทันสมัยทำให้ทุกคนมีโอกาสได้เห็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำจากเซิร์ฟที่ดูเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมของผู้ชาย ให้กลายเป็นกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้

“พี่เรมีน่าจะเป็นอีกคนที่ Empower ให้ผู้หญิงไทยมาเล่นเซิร์ฟ”

แมนเล่าถึง Co-founder คนที่ 3 ที่ใช้เวลา 2 ปี เปลี่ยนการโต้คลื่นจากงานอดิเรกให้เป็นเรื่องจริงจังขนาดติดทีมชาติ และคว้าเหรียญทองแดงกลับมาจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 

Better Surf เองก็เคยทำแพ็กเกจ Solo Traveller ส่งสารถึงผู้หญิงทุกคนว่า การมาโต้คลื่นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรืออกหักอยากพักใจ ก็จองคลาสเรียนมาได้เลย เพราะถึงแม้จะเดินทางมาคนเดียว ก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคนร่วมเดินทางด้วยกัน กลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่ขึ้น

การเล่นเซิร์ฟทำหน้าที่เป็นเพื่อนใหม่ให้กับใครหลาย ๆ คน อย่างใน Barcadi Camp แคมป์เซิร์ฟแรกที่โรงเรียนจัด มีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนแชร์ประสบการณ์เรื่องภาวะซึมเศร้ากับการโต้คลื่น ว่าการได้มาลองโต้คลื่นในแคมป์เป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อน เจอคลื่น พบกีฬาที่ชอบ และได้รับพลังกลับไป 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Ride the Right Wave

ช่วงปี 2019 เป็นปีสำคัญของโรงเรียน Better Surf เพราะเป็นปีที่มีทั้งจังหวะเติบโตและจังหวะหยุดอยู่กับที่ โควิด-19 ระลอกแรกทำให้ธุรกิจแทบทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยหยุดชะงัก ในจังหวะนั้น ต๊ะเสนอทางรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับนโยบายป้องกันโรคระบาดที่ผันผวนไปมา โดยวางแผนร่วมกับธุรกิจภาคโรงแรม เตรียมความพร้อมไว้รอวันที่การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เมืองเปิด คนจะกลับมา 

และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

หลังคลายล็อกดาวน์ จำนวนนักเรียนจากเดิมที่สอนแค่วันละ 5 – 7 คน ทะลุไปสู่หลักร้อย โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของซีซั่นปลายเดือนตุลาคม พอคำนวณรวบยอดทั้งซีซั่น พวกเขาสอนนักเรียนร่วมหนึ่งหมื่นคน นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อธุรกิจ แต่เมื่อทบทวนดี ๆ กลับพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

“เราไม่ต้องการให้คนมาเรียนวันละ 100 คน เพราะไม่ได้มองว่าธุรกิจที่เราทำต้องได้ผลกำไรสูงสุด แต่อยากให้มันยั่งยืนมากกว่า เพราะถ้าเราโตเร็ว ก็อาจจะไปเร็วเหมือนกัน”

พวกเขาเลยกลับมาที่ Core Value คือการค่อย ๆ ขยายธุรกิจไปแบบไม่เร่งร้อน รับครูและพนักงานเพิ่มปีละ 1 – 2 คน ตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้เซิร์ฟให้เติบโตไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ซึ่งเขาวางแผนเอาไว้ว่า มีสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งหมด 5 อย่าง 

หนึ่ง การพัฒนาบุคลากร อบรมและสร้างมาตรฐานการสอนให้ครู เพื่อทำให้การมาเรียนโต้คลื่นสนุก ปลอดภัย นักเรียนอยากกลับมาอีก พร้อมกับสร้างความเข้าใจกับคนท้องที่เรื่องการเป็นเจ้าบ้านว่า Service Mind เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเราเป็นเจ้าบ้านที่ดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ เศรษฐกิจท้องถิ่นยิ่งโตไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวติดใจจนอยากกลับมาซ้ำ คนท้องถิ่นเองก็จะมีรายได้มั่นคงขึ้น ไม่ต้องไปย้ายถิ่นฐานไปไกลบ้าน

สอง จำกัดจำนวนผู้เรียนให้น้อยลงและไม่รับนักเรียน Walk-in เพื่อที่โรงเรียนจะได้จัดการบุคลากรอย่างพอดี ให้ครูแต่ละคนมีเวลาเตรียมตัว ทำความรู้จักพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะมาถึง เพื่อสร้างความประทับใจแรกให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่ง Better Surf Thailand ต้องการทำหน้าที่การตลาดและเลือกที่จะกระจายนักเรียนไปยังโรงเรียนโต้คลื่นอื่น ๆ ที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน อย่างเช่น Pakarang Surf School และ Seapiens Camp Khaolak ที่คอยทำงานและพัฒนาไปด้วยกัน

สาม สร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดสรรทั้งทุนและอุปกรณ์ ผ่านชมรมกระดานโต้คลื่นของจังหวัดพังงาที่มีต๊ะเป็นประธาน เพราะปัจจุบันมีนักกีฬารุ่นใหม่ทักษะดีที่รอการเจียระไนอยู่อีกมาก และพวกเขามองว่าจะประสบความสำเร็จในเวทีใหญ่ได้ไม่ยาก ถ้าหากได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ

สี่ สนับสนุนให้นักเรียนลองขยับขยายไปเล่นที่อื่นอีกหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทะเลตะวันออก อย่างเขาแหลมหญ้าที่ระยอง หาดเจ้าหลาวที่จันทบุรี หรือฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่หัวหิน ปราณบุรี ถึงสงขลา ที่หน้า High Season ไม่ตรงกับฝั่งอันดามัน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเล่นเซิร์ฟทั้งปี ไม่ใช่แค่ที่เขาหลัก เป็นการผลักดันให้ทุกที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เติบโตเป็นเครือข่ายกีฬาโต้คลื่นที่แข็งแรงด้วยกันทั้งประเทศ

ห้า รณรงค์เก็บขยะ ไม่ใช่แค่ที่ Memories Beach ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน แต่กระจายออกไปให้ทั่วทุกหาด ทุกพื้นที่ เพื่อทำให้ธรรมชาติสวยสะอาด ดึงดูดใจให้คนมาท่องเที่ยว 

เราเชื่อว่า 5 อย่างที่ทาง Better Surf กำลังตั้งใจทำอยู่ในตอนนี้ ประกอบกับธรรมชาติที่ดีของเขาหลัก จะพาให้พวกเขาไปถึงฝัน ในการใช้กีฬาโต้คลื่นพลิกฟื้นเมืองและธุรกิจท้องถิ่นให้กลับมาคึกคัก เป็น Tourist Destination แบบ Ericeira ได้ไม่ยาก และอาจจะไม่ต้องใช้เวลามากถึง 20 ปี 

“แมนคิดว่า 5 ปีก็น่าจะเริ่มเห็นผลแล้วนะ” คุณครูทิ้งท้ายไว้พร้อมรอยยิ้ม 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Lessons Learned

  • การเลือกคนให้เหมาะกับงาน ต้องอ่านเนื้องานให้ขาด ถึงจะได้คนที่มีคุณสมบัติที่ถูกเหมาะสมแบบที่ Better Surf เลือกให้คุณสมบัติของครูผู้สอนมีไฟ เข้าใจ Soft Skills มาเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียน
  • การจับจังหวะเป็นอีกทักษะสำคัญของการทำธุรกิจ ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออกว่าจังหวะไหนต้องหยุดรอ จังหวะไหนทำต่อได้ เพราะการฝืนทำในจังหวะที่ยังไม่ใช่ อาจจะทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปต่อ
  • การจับคู่กับพาร์ตเนอร์ซึ่งทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน จะช่วยยกระดับให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต พัฒนาไปได้ไกลกว่าการทำเพียงเจ้าเดียวโดด ๆ
  • พัฒนาธุรกิจไปพร้อม ๆ กับพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของทุกฝ่าย

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load