“นี่ห้องรับแขก นี่ห้องทำงาน นั่นห้องครัว ส่วนที่เรากำลังนั่งอยู่คือ Pantry เดินตรงไปเลี้ยวซ้ายเป็นห้องซีร็อกซ์” มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ พาเราเดินทัวร์ออฟฟิศ Tender Film. ขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ที่รวมทุกฟังก์ชันไว้ด้วยกันในแต่ละมุมโดยไม่มีการแบ่งห้อง

มอร์เติบโตในครอบครัวคนจีนที่เวลาทานข้าวจะไม่มีน้ำอยู่บนโต๊ะ เขาไม่ทานข้าวไปดื่มน้ำไป และนิสัยนี้ติดตัวมาถึงวันนี้

เขาชอบทำความรู้จักคนผ่านการพูดคุย เพราะมองว่าคนมีหลายมิติ 

เขาคือนักร้องนำของ Ten To Twelve วงดนตรีป๊อปร็อกของกลุ่มเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมปลายจากโรงเรียนชายล้วน

8 ปีที่แล้ว มอร์เข้าสู่วงการโฆษณาในฐานะผู้กำกับโฆษณาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีผลงานที่โดดเด่นมีมากมายอย่างดาดฟ้า ที่ได้รับหลายรางวัล รวมถึงได้เป็น Shortlist ของเทศกาล Cannes Lions 2019 ด้วย

มอร์เป็นผู้กำกับที่มักเป็นโฆษกให้โฆษณาของตัวเอง และพกไมโครโฟนเล็กๆ สำหรับอัดเสียงติดตัวอยู่เสมอ

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาปล่อย Melbourne เพลงแรกจากโปรเจกต์เดี่ยว ​Morvasu ที่ Feat. กับ TangBadVoice เล่าความทรงจำในการขับรถเลียบ Great Ocean Road เมื่อ 2 ปีก่อน ผ่านเสียงดนตรีแนว Bedroom Pop ที่ไม่เคยทำมาก่อน

และเขาจะปล่อยเพลงที่ 2 ที่มีชื่อว่า เทาๆ ในอีก 1 เดือนข้างหน้า 

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ออฟฟิศขนาด Compact ของมอร์บ่งบอกวิธีคิดในการใช้ชีวิตของเขาช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี เขาพยายามทำทุกอย่างให้เบาที่สุด แบกภาระให้น้อยที่สุด เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะได้มีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นๆ อย่างการทำเพลงในปีที่ผ่านมา

บทสนทนาเริ่มจากการที่มอร์สัมภาษณ์เรา ก่อนเราจะเริ่มถามคำถามแรกถึงความคิดของเขา ณ ช่วงชีวิตนี้ที่เขาบอกว่า รู้สึกเติมเต็มมากที่สุด

คุณอยากคุยเรื่องอะไรวันนี้

อยากคุยเรื่องกาแฟอาราบิก้าคั่วอ่อน แล้วมันให้ความรู้สึก… ล้อเล่นนะครับ แต่เอาอย่างนี้เลยหรอ เลือกได้เลยว่าอยากคุยเรื่องอะไร 

เลือกได้สิ มีเรื่องอะไรที่อยากคุยแต่ยังไม่เคยคุยกับใครไหม

ตอนแรกคิดจะปรึกษาเหมือนกันว่าช่วงนี้มีสัมภาษณ์บ่อยมาก กะว่าจะรออีกสักเดือนแล้วค่อยคุยกันดีไหม เดี๋ยวคำตอบจะคล้ายๆ กัน พอถามว่าอยากคุยเรื่องอะไรก็ดีเหมือนกันนะ งั้นคุยเรื่องกาแฟอาราบิก้าคั่วอ่อน หรือแทร์ฮัวร์ของไวน์แดงใน ค.ศ. 1970 ล้อเล่นนะล้อเล่น อาราบิก้ามันอาจจะไม่ใช่คั่วอ่อนด้วยมั้ง ผมมั่ว (หัวเราะ) 

คุณดื่มกาแฟมานานแค่ไหนแล้ว

ดื่มมาหลายปีแล้ว ช่วงหนึ่งดริปกาแฟกินบ่อยจนเป็นโรคกระเพาะ ตื่นมาแล้วกินเลย ตามความเข้าใจของเราคือ พวกกาแฟที่คั่วอ่อนมากๆ กรดจะเยอะ พอกรดเยอะ ตื่นมาแล้วกินเลยมันก็ทำลายกระเพาะ ช่วงนั้นก็เลิกกินกาแฟไป แล้วก็เพิ่งกลับมากิน 

มีรสชาติที่ชอบเป็นพิเศษไหม Fruity หรือแนว Chocolate

กินได้หมดนะ อเมริกาโน่ร้อน ลาเต้ซอยมิลค์เย็น นี่จะเอาอันนี้ไปลงจริงๆ ใช่ไหม (หัวเราะ) เราเข้าเรื่องงานเลยก็ได้ คุยเรื่องเพลงสักนิดหน่อย เรื่องความเป็นศิลปินนิดหนึ่ง บางทีเวลาผมให้สัมภาษณ์ ด้วยชั่วโมงการทำงานเป็นผู้กำกับมากกว่าเป็นศิลปิน ผมเลยจะพูดเรื่องการเป็นผู้กำกับได้ง่ายกว่า สุดท้ายจะโดนลากไปเรื่องนั้น พอเปิดสวิตช์เป็นผู้กำกับจะไหลมาก

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve
ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

แปลว่าคุณรู้สึกคุ้นเคยกับการเป็นผู้กำกับมากกว่าศิลปินเหรอ

ถ้าถามเรื่องความคุ้นเคยอาจจะตอบว่าใช่ครับ แต่ช่วงชีวิตที่รู้สึกว่า ‘เฮ้ย ช่วงชีวิตนี้ดีจังเลย’ มันจะเป็นช่วงที่ทำสองอย่างพร้อมกัน ยกตัวอย่างช่วงนี้ที่ชีวิตมันเติมเต็มจังเลย เพราะเราได้ทำเพลงไปด้วย กราฟความสุขในชีวิตมันโอเค ไม่รู้ว่ามันตอบโจทย์คนละด้านของชีวิตหรือเปล่าด้วยนะ แค่รู้ว่ามันเติมเต็มตัวเองแค่นั้น

ก่อนที่เราจะเริ่มคุยกันจริงจัง คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบคุยกับคน

เราชอบชวนคนคุย สนุกดี แต่ไม่ได้ชอบนั่งสัมภาษณ์จริงจังนะ เป็นแนวคุยเล่น อย่างเวลาทำโฆษณา บางงานเราก็จะทำสคริปต์ที่เอเจนซี่ให้มาใหม่ เพราะอันนั้นเขาคิดแบบลอยๆ เขาคิดอิงโปรดักต์ แต่เราอยากคิดอิงจากคน ซึ่งจริงๆ มันใช้แค่ประโยคสองประโยคเอง แต่สำหรับเรามันจริงกว่า

เราเคยทำโฆษณาเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งจริงๆ ไม่มีอะไรเลย แต่เราไปหา Subject แล้วสัมภาษณ์เป็นชั่วโมงๆ มีสามคน สุดท้ายใช้คนละสองประโยค (หัวเราะ) แต่สองประโยคนั้นมันควรเป็นแก่นของเขาที่เข้ากับโปรดักต์ด้วย แม่งยากนึกออกไหม

ทั้งๆ ที่จริงๆ คุณก็คิดให้เขาเลยก็ได้นี่

ใช่ๆ แต่แบบนี้สนุกกว่า แล้วเราสนใจคนด้วย ทำไมคนนี้เป็นอย่างนี้ ทำไมคนนี้เป็นอย่างนั้น ในโฆษณาที่บอกมีคนหนึ่งเป็นนักมวย ไปคุยกับเขารู้เลยว่าบางประโยคไม่ได้ใช้แน่ๆ แต่เชี่ย มันเจ๋งมากเลย เขาบอกว่า ‘ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไง ให้ไปอยู่บนสังเวียนดู’ แล้วคุณจะรู้เลยว่าตัวเองเป็นคนยังไง คุณจะเห็นหมด ความกลัวของคุณ ความกล้าของคุณ ความโกรธ ได้เห็นรายละเอียดบางอย่างของชีวิต เราได้ยินแล้วแบบ เชี่ย เจ๋งว่ะ กูคงไม่ได้ไปอยู่บนนั้นหรอก แต่ก็ดีใจที่ได้รู้ (หัวเราะ)

วิธีการทำงานของคุณเลยไม่ได้เลือกทางที่ปลอดภัยหรือง่าย

เลือกวิธีที่สนุก (นิ่งคิด) เราแค่รู้สึกว่าบางทีทางที่เซฟมากๆ นานไปมันน่าเบื่อ แล้วมันไม่คุยกับคน เราทำโฆษณามาแปดปี ถ้ายังทำเหมือนเดิมอยู่คงโคตรเบื่อเลย ผมก็พยายามหาวิธีใหม่ๆ เอาล่ะ เราต้องขายของให้เขา แต่ในขณะเดียวกันเราอยากทำให้โฆษณามีหัวใจ ให้คนดูแล้วรู้สึกว่ามันดีจังเลย มันจะมีความเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อ มันจะดีทั้งกับโปรดักต์ คนดู แล้วก็คนทำ ไม่ใช่ดูจบก็จบไป แข็งๆ การทำเพลงก็เช่นกันครับ อยากทำเพลงให้มีหัวใจด้วยครับ (หัวเราะ)

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ที่บอกว่าชอบคุยกับคนคือชอบขั้นไหน 

สมัยก่อนเป็นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เลิกไปเพราะถูกเข้าใจผิด เคยขึ้นรถเมล์แล้วชวนคนข้างๆ คุยว่า ‘พี่ทำงานอะไรเหรอ’ ไปๆ มาๆ เขาก็ขอเบอร์เราไป เราก็ไม่ได้คิดอะไร ผ่านไปประมาณอาทิตย์หนึ่งโทรมา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอีกแบบเลย สำเนียงมา ‘อ้าว เนี่ย ยังไง’ (เสียงเซ็กซี่) 

ช่วงนั้นเราชอบคุยกับคนแปลกหน้ามากๆ ยังจำได้อยู่เลยไปทักเขาว่า ‘พี่เป็นไงบ้าง’ ไม่ได้คิดอะไร เราแค่อยากรู้ว่าคนนี้ทำอาชีพอะไร แล้วยังจำคำตอบเขาได้ด้วยนะ ‘อ๋อทำเกี่ยวกับบัตรเครดิต ทำให้คนเป็นหนี้เยอะๆ’ เขาก็หัวเราะๆ หลังจากนั้นก็คุยน้อยลงมากๆ ประเทศไทยมันเข้าใจผิดกันง่าย แต่เราไม่ได้คิดอะไรเลย แค่อยากรู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร เหมือนเดาเล่นๆ กับตัวเองไว้ในหัว แบบนี้แปลกไหม

ก็แปลกนะ แต่เขาก็อาจจะมองคุณแปลกเหมือนกัน

เออจริง เราก็แปลกแหละไปชวนเขาคุย (หัวเราะ)

ทำไมถึงชอบคุยกับคน

คนมันมีมิติเยอะดี อย่างเช่น น้องวิ พีอาร์ค่ายที่เรารู้จักเขาในแบบที่เขาเป็นตอนนี้ คนที่แสดงโชว์แบบเล่นน้อยไม่ได้ เคยเรียนโรงเรียนอะไร การที่วิเป็นวิทุกวันนี้ เขาโตมาแบบไหน มีอะไรหล่อหลอมเขามาบ้าง ผมแค่สนใจว่าอะไรประกอบกันให้เขาเป็นคนแบบนี้ พอมาทำงาน นิสัยนี้ก็ทำให้คุยกับคนได้ง่ายขึ้น เป็นการ Break the ice เหมือนที่เราคุยกันตอนแรก เริ่มด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้

เรื่องอะไรก็ไม่รู้นี่ชมเปล่านะ

ไม่ใช่ ไม่ได้ว่า (เสียงดัง) คุยเรื่องกาแฟก็ทำให้บทสนทนามันง่ายขึ้น แต่เราเป็นคนสนใจใน ‘คน’ พื้นฐานอยู่แล้ว พอเราได้เจอใคร เราก็อยากรู้เกี่ยวกับตัวเขามากขึ้น 

คุณทำอะไรมาหลายอย่างมาก เป็นผู้กำกับ มีวงดนตรี ทำเพลง เคยแสดงหนัง และเหมือนจะเคยเล่นละครด้วย

ละครไม่เคยครับ 

ซึ่งในอินเทอร์เน็ตบอกว่าเคย

ผมยังงงสัสๆ เลย (หัวเราะ) เคยกดเสิร์ชชื่อตัวเองเล่นๆ พบว่า เอ๊ะ กูไปทำสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้แต่อายุยังไม่จริงเลย ในเน็ตบอกเกิด พ.ศ. 2526 แต่จริงๆ เราเกิด พ.ศ. 2530 และปีนี้เราอายุ 33 ก็ตลกดีเหมือนกัน

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

มอร์ วสุพล ที่ทำหลายอย่างมากในตอนนี้ ตอนเด็กเป็นเด็กแบบไหน

เป็นคนกลางๆ นะ จริงๆ ค่อนไปทางเรียนโอเค แต่ไม่ท็อปห้อง สำหรับผม ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กกลางห้อง เราไม่ใช่เด็กหน้าห้อง แต่ก็ไม่ใช่เด็กหลังห้อง จะว่าว่าเป็นเด็กเรียนก็ไม่ใช่ เด็กเกเรก็ไม่ใช่ คล้ายๆ กับ Wallflower ประมาณหนึ่ง

เราเรียนโรงเรียนชายล้วน เรียนอัสสัมชัญบางรัก มันจะมีวัฒนธรรมบางอย่างที่เราก็ตามๆ เขา ต้องใส่กางเกงสั้นๆ มหาลัยฯ ถ้าไม่เข้าจุฬาฯ ก็เข้า ABAC โตไปต้องทำธุรกิจนะ เรารู้สึกว่าโลกมันคงต้องประมาณนี้แหละ จนกระทั่งได้ไปแลกเปลี่ยน AFS ที่อเมริกาแล้วแบบ ไอ้เหี้ย (กระแทกเสียง) โลกแม่งกว้างมาก คนเราจะเป็นอะไรก็ได้นี่หว่า มันมีอะไรมากมายให้เราเลือกได้ ช่วงนั้นก็เริ่มดูเอ็มวีทั้งวันทั้งคืน ได้เล่นดนตรี เริ่มหัดแต่งเพลงเอง กลับมาก็เลยเอนท์ฯ เข้าคณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

นอกจากเรื่องอาชีพที่ได้จากการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มีอะไรที่เก็บกลับมาแล้วยังใช้ในชีวิตจนถึงวันนี้ไหม

มันเป็นชีวิตที่เราได้ใช้อย่างอิสระจริงๆ เป็นครั้งแรก ตอนนั้นอายุสิบหกเอง เหงาด้วยเพราะไม่เคยอยู่ไกลพ่อแม่หรือเพื่อนนานขนาดนั้น ในขณะเดียวกัน เราก็ได้รู้จักตัวเองขึ้นมากๆ ได้คุยกับตัวเอง นี่คือความเหงานะ นี่คือความเศร้า นี่คือความแปลกแยก พอรู้จักตัวเองมากขึ้นเลยทำให้รู้ว่าอยากทำอะไรมากขึ้น ต้องขอบคุณที่แม่ส่งให้ไปตอนนั้น

ถ้าไม่ได้ไปอเมริกา คิดว่าตัวเองจะกำลังทำอะไรอยู่

ไม่ทำธุรกิจค้าขายก็คงทำงานในตลาดหุ้นการเงิน จริงๆ ผมเกือบซิ่วเพราะปีแรกไม่ค่อยชอบสังคมที่คณะ ตอนแรกยังไม่ได้เจอกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันถึงตอนนี้ ก็เกือบซิ่วไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นอย่างนั้นชีวิตก็คงไม่เหมือนเดิมจริงๆ

ทำไมต้องเศรษฐศาสตร์

จริงๆ แล้วหัวด้านเลขผมโอเคนะ ยังอวดทุกคนอยู่เลยว่าผมได้เลขอันดับพันของประเทศ ผมเป็นเอนท์ฯ รุ่นสุดท้าย แล้วมันจะมีเลข 1 กับเลข 2 ซึ่งเลข 1 คือเลขยาก ผมได้คะแนนหกสิบ ซึ่งเป็นอันดับพันกว่าของประเทศ คือมีแค่พันกว่าคนที่ได้คะแนนมากกว่า ทุกวันนี้ก็ยังโม้อยู่ว่าเก่งเลข จริงไม่จริงไม่รู้ คงกามั่วถูกด้วย (หัวเราะ)

ผมได้เลขอันดับหนึ่งของคณะ แต่ภาษาไทยอันดับโหล่ของคณะ บ้าไปแล้ว สุดท้ายเราเขียนก็อปปี้โฆษณาของตัวเองเยอะมาก แต่ภาษาเรามันคือภาษาแบบที่คนใช้กัน ไม่ใช่ทฤษฎี บางทีคำมันไม่ได้ถูกไวยากรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันรู้สึก เราก็เอา

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

การที่คุณชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง และในแต่ละอย่างคุณก็พยายามเปลี่ยนวิธีการทำไปเรื่อยๆ จะบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบความท้าทายได้ไหม

แฟนบอกว่าเราเป็นคนซน (นิ่งคิด) ผมเคยถามเขาว่า นิสัยเด่นๆ ของผมคืออะไร เขาบอกว่า ‘เธอเป็นคนซนและเซนซิทีฟ’ เชี่ย จริงด้วยว่ะ กูไม่เคยรู้เลยว่ากูเป็นคนเซนซิทีฟ

พอเขาพูดแบบนั้น เราเลยลองย้อนดูงานของตัวเอง จริงว่ะ มันจะเป็นการจับคู่สองสิ่งนี้ สลับไป สลับมา เซนซิทีฟคือรู้สึกอะไรเยอะ รู้สึกอะไรง่าย สมมติมีคนโกรธอยู่ข้างๆ ตรงนี้ ผมแม่งอยู่ไม่ได้เลยนะ ผมจะรู้สึกถึงความโกรธของเขา เรารู้สึกกับปฏิกิริยาคนได้เร็วและเยอะ อาจจะเป็นเพราะอาชีพด้วยแหละมั้ง

แล้วเวลาดูหนังหรือฟังเพลงร้องไห้ไหม

ไม่ถึงกับร้องนะ แล้วแต่เรื่อง เราจะแพ้พวก Build แต่ไม่ Build จังหวะที่มันควรจะโหมแต่แม่งอยู่เฉยๆ ผมคือตายไปเลย เช่น หนังของ ฮิโระคาซุ โคริเอะดะ (Hirokazu Kore-eda) อย่าง Nobody Knows งี้ ไม่ น้องสาวมึงตาย มึงอย่าทำตัวปกติสิ (ทำเสียงร้องไห้)

คุณเข้าสู่วงการโฆษณาด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของพี่ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย

บทสัมภาษณ์ที่พี่ก้อง (ทรงกลด บางยี่ขัน) สัมภาษณ์พี่ต่อ ผมเป็นคนพิมพ์แก้ไขให้แกเอง แก้กันถึงห้าทุ่ม

การได้ทำงานกับคนเก่งที่คนในวงการยอมรับ สำหรับคุณแล้วสำคัญยังไง

พี่ต่อสอนรากฐานในการคิดงานให้ผม ซึ่งยังทรงอิทธิพลถึงทุกวันนี้ มันคือรากฐานว่าไอเดียคืออะไร ไอเดียแข็งแรงไหม แล้วเราจะต่อยอดไอเดียนั้นยังไง ขอบคุณเฮียมากๆ ที่ให้สิ่งนี้กับผม ถึงแม้ว่างานเราจะไม่เหมือนงานพี่ต่อเลยก็ตาม แต่รากฐานของเราก็คือสิ่งที่เขาสอนมา

สมมติเวลาเราทำงานขึ้นมา เราควรจะต้องกลับไปเช็กเสมอว่ามันเข้ากับไอเดียไหม ไม่ว่ามุกที่คุณคิดว่าจะตลก หรือช็อตที่คิดมาจะเท่แค่ไหน ถ้าไม่วนกลับไปที่ไอเดียมันก็เท่านั้น หนังมันจะดีกว่าถ้าตัดออก เขาสอนเสมอว่าให้กลับไปที่คนดู คนดูจะรู้สึกอะไร 

คุณวัดความสำเร็จของงานยังไง

ความสำเร็จของหนังโฆษณาคืออะไรเหรอ (นิ่งคิด) ถ้าเป็นศัพท์ทางโฆษณาเลยจะเรียกว่า Effective (มีประสิทธิภาพ) ไม่เขาขายของดีขึ้น คนก็ต้องรู้สึกดีกับแบรนด์ รักแบรนด์มากขึ้น แม้ว่างานนั้นจะถูกแก้หลายดราฟต์มากๆ ก็ยังถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ว่าเราอาจจะปวดใจ (ยิ้ม) เราอาจจะไม่ได้ชอบมัน แต่ต้องอย่าลืมว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน หลังๆ โชคดีที่ลูกค้าจะมาหาเราเพราะอยากให้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เขาซื้อสไตล์เราอยู่แล้ว ไว้ใจ อยากให้มอร์ทำ มันเลยไม่ค่อยมีปัญหา

เขารู้อยู่แล้วว่าต้องมาเจอกับอะไร

มันคงไม่ดีไปกว่านี้หรอก! (หัวเราะ) 

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

การเป็นผู้กำกับที่ทำงานด้านอื่นๆ ทั้งการแสดง ทำเพลง ทำเสียง ทำให้คุณเข้าใจคนอื่นๆ ในงานที่ทำมากขึ้นไหม

เข้าใจมากขึ้นนะ แต่คำว่าเข้าใจมันแปลได้สองอย่าง หนึ่ง เข้าใจว่าอันนี้แม่งยากจริง บางทีเราไปบล็อกแทนนักแสดงด้วย เข้าไปอยู่ในเฟรมแทน บางทีลองเล่นก่อนเขาจะมาถึง อย่างวันก่อนเลย ไปออกกองก็ไปบล็อกแทนเขา ไอ้เหี้ย คิวแม่งเยอะว่ะ เราตัดคิวอันนี้ออกได้ไหมวะ กูยังคิดไม่ทันเลย นี่คือขาที่เข้าใจว่ามันยากจริง อีกขาหนึ่งคือ กูว่าแม่งง่าย อย่ามาบอกว่าลำบาก มันไม่ได้ยากขนาดนั้น มันแค่นี้เอง (หัวเราะ) 

เราว่าการมีทักษะการแสดงในการเป็นผู้กำกับมันดีมากๆ เพราะเราจะไกด์เขาได้ มันเหมือนเรามีอาวุธเยอะกว่า ไม่ต้องไปนั่งอธิบายอินเนอร์อย่างเดียว เราคุยกันในมุมมองของนักแสดงได้ 

เป้าหมายของคุณในวันนี้คืออะไร

ผมน่าจะมีความสามารถในการหาอะไรซนๆ ทำไปได้เรื่อยๆ มั้ง (หัวเราะ) ช่วงปีสองปีก่อนหน้านี้เราทำงานกำกับหนักสุดๆ คิดอย่างอื่นไม่ออกเลย ปีที่แล้วก็เลยเป็นเหมือน Gap Year รับงานน้อยๆ ทำเพลง พยายามศึกษาอะไรใหม่ๆ ปีนี้ก็เลยอยากทำเพลงที่ต่างไปจากเดิม เพราะเราชอบฟังเพลงยุคใหม่ เราชอบศิลปินยุคใหม่หลายๆ คน เลยอยากรู้ว่าตัวเองจะทำเพลงแบบนี้ได้หรือเปล่า Genre เพลง 2010 กับ 2020 มันจะไม่เหมือนกัน

Ten To Twelve เป็นวงยุค 2010 มันจะมีรากแบบหนึ่ง เอากีตาร์มาเล่นคอร์ดประมาณนี้ ขึ้นเพลงแบบนี้ ส่วนยุค 2020 มันจะขึ้นเพลงอีกแบบหนึ่งเลย เราอยากรู้ว่าเราจะทำเพลงแบบที่เด็กวัยรุ่นยุคนี้ทำได้ไหม

แล้วผลเป็นยังไงบ้าง

สนุกดีนะ ปีที่แล้วประกาศกับตัวเองเลยว่า ‘เดือนนี้จะไม่รับงาน จะทำเพลง!’ ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์พบว่า เชี่ย กูเครียดกว่าตอนทำงานอีก เพราะเราไม่เข้าใจเลย มันเป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่งเลย เพลงสมัยก่อนจะขึ้นแบบ… Oasis ตึงๆๆๆ เสียงกีตาร์ขึ้นก่อน Today is gonna be the day แต่อันนี้คือการหาลูปที่เราชอบก่อน แล้วค่อยเอาลูปนั้นมาทำต่อ อันนี้เป็นวิธีส่วนตัวของเรานะ ซึ่งมันก็มีหลายแบบหลายวิธี

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ก่อนหน้านี้ที่บอกทำงานหนักๆ คือกี่งานต่อปี

ก็เดือนละประมาณสองสามตัว ถ้าเป็นปีก็ยี่สิบถึงสามสิบชิ้น ปีนี้น้อยลงจนคนรอบๆ ตัวเขาคิดว่าผมไม่รับงาน ผมพยายามบอกทุกๆ คนว่าผมรับงานครับ ยิ่งช่วงปล่อยเพลง Melbourne ใหม่ๆ มีแต่คนบอกว่า ไม่กล้าส่งงานให้มอร์เลย ส่งมาเถอะ ยังรับงานอยู่ (หัวเราะ)

พอได้หยุดพักจากงานโฆษณาบ้างและมาทำเพลงคนเดียว รู้จักตัวเองมากขึ้นไหม

พอมาทำอะไรคนเดียวมันได้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นในทุกๆ ด้านแหละ เราต้องเป็นทั้งครีเอทีฟและเมเนเจอร์ในคนเดียวกัน เพลงแบบนี้เราชอบไหมและทำยังไงให้มันเสร็จตรงเวลา ช่วงแรกตอนทำเพลงคนเดียวก็เหวอหน่อยๆ อยากเติมกีตาร์ ไม่มีใครเติมให้ อันนี้ดีไหมวะ ก็ไม่รู้ แต่สักพักก็โอเค ได้คุยกับตัวเอง ทะเลาะกับตัวเองจนเข้าที่

แต่แปลกมากเลย เรารู้สึกว่าเราเบาขึ้นในการทำเพลง ก่อนหน้านี้ตอนทำ Ten To Twelve มันจะมีแรงกดดันบางอย่างว่ามันควรจะสำเร็จได้แล้ว เราควรจะให้ดนตรีเลี้ยงชีพได้แล้ว เราโชคดีที่ทำงานโฆษณาด้วย ขณะที่สมาชิกวงบางคนเขาเล่นดนตรีอย่างเดียว เราเลยอยากทำให้มันสำเร็จ ซึ่งไม่เคยทำได้เลย มันยาก พอมาทำคนเดียวเลยไม่มีความคาดหวังตรงนั้น เพลงมันไม่มาก็ไม่เป็นไร เราก็ทำของเราไป มันเลยเบาขึ้น

ความเบาที่ว่ามันคืออะไร

การทำ Commercial Art ไม่ว่าจะด้านเพลงหรือด้านภาพ ต้องมีความเบาแบบนั้นถึงจะดี งานโฆษณาก็ด้วย หรือการทำธุรกิจก็เหมือนกัน ออฟฟิศที่นี่ก็เลยมีแค่นี้ เพราะคุยกับพาร์ตเนอร์แล้วว่าไม่อยากแบกอะไร ไม่อยากมีภาระอะไร พอมันเบาแบบนี้ถ้าตอนนี้เราอยากทำเพลงก็ทำ คิดอะไรไม่ออกขอไปเที่ยวเดือนหนึ่งก็ง่าย

เราไม่อยากเป็นผู้กำกับที่ต้องรับงานเดือนละสามสี่ตัวเพื่อไปใช้จ่ายในออฟฟิศหรือผ่อนรถสปอร์ต เราแค่ไม่อยากให้ภาระในการใช้เงินมีอิทธิพลต่องานของตัวเอง ไม่อยากรับงานเยอะเพราะมีบิลที่ต้องจ่าย เราอยากเลือกจังหวะชีวิตของตัวเองได้ ซึ่งคนอย่างนี้มันจะไม่ค่อยรวย (หัวเราะ) เราก็มีรู้จักคนที่รับงานเยอะๆ แต่เขาก็ทำงานหนัก สุดท้ายมันคือเรื่องของ Priority ที่แต่ละคนไม่เหมือนกัน 

ออฟฟิศของคุณก็เลยใหญ่โต…

ใหญ่มากครับ ระวังหลงนะ (ยิ้ม)

นอกจากเรื่องเพลงและงานกำกับโฆษณา คุณสนใจอะไรใหม่ๆ เป็นพิเศษหรือเปล่า

มันไม่มีอะไรใหม่ๆ แต่ตอนนี้เริ่มสนใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น พออายุสามสิบกว่าร่างกายเริ่มเสื่อม เราปวดหลังล่างต้องไปหาหมอกายภาพ เดี๋ยวเสร็จจากนี่ก็มีนัดหมอกายภาพต่อ แค่รู้สึกว่าอยากเป็นคนแก่ที่แข็งแรงก็เลยดูแลตัวเอง อยากเป็นคนแก่ที่วิ่งสิบกิโลฯ ได้ ไม่ต้องวิ่งเร็วก็ได้นะ แต่เขาดูแข็งแรง ดูมีชีวิตชีวา เราไม่อยากเป็นคนแก่แบบเศร้าๆ

แล้วจังหวะชีวิตของตัวเองที่เลือกตอนนี้อยู่ตรงไหน

อยู่ตรงแถวๆ สมุทรปราการ ปากน้ำ ล้อเล่นนะ… ช่วงชีวิตตอนนี้ก็สนุกดี พอได้ทำเพลงก็เติมเต็มขึ้น ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (คิดนาน) 

นั่นสิ ไม่รู้ทำไม

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load