“นี่ห้องรับแขก นี่ห้องทำงาน นั่นห้องครัว ส่วนที่เรากำลังนั่งอยู่คือ Pantry เดินตรงไปเลี้ยวซ้ายเป็นห้องซีร็อกซ์” มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ พาเราเดินทัวร์ออฟฟิศ Tender Film. ขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ที่รวมทุกฟังก์ชันไว้ด้วยกันในแต่ละมุมโดยไม่มีการแบ่งห้อง

มอร์เติบโตในครอบครัวคนจีนที่เวลาทานข้าวจะไม่มีน้ำอยู่บนโต๊ะ เขาไม่ทานข้าวไปดื่มน้ำไป และนิสัยนี้ติดตัวมาถึงวันนี้

เขาชอบทำความรู้จักคนผ่านการพูดคุย เพราะมองว่าคนมีหลายมิติ 

เขาคือนักร้องนำของ Ten To Twelve วงดนตรีป๊อปร็อกของกลุ่มเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมปลายจากโรงเรียนชายล้วน

8 ปีที่แล้ว มอร์เข้าสู่วงการโฆษณาในฐานะผู้กำกับโฆษณาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีผลงานที่โดดเด่นมีมากมายอย่างดาดฟ้า ที่ได้รับหลายรางวัล รวมถึงได้เป็น Shortlist ของเทศกาล Cannes Lions 2019 ด้วย

มอร์เป็นผู้กำกับที่มักเป็นโฆษกให้โฆษณาของตัวเอง และพกไมโครโฟนเล็กๆ สำหรับอัดเสียงติดตัวอยู่เสมอ

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาปล่อย Melbourne เพลงแรกจากโปรเจกต์เดี่ยว ​Morvasu ที่ Feat. กับ TangBadVoice เล่าความทรงจำในการขับรถเลียบ Great Ocean Road เมื่อ 2 ปีก่อน ผ่านเสียงดนตรีแนว Bedroom Pop ที่ไม่เคยทำมาก่อน

และเขาจะปล่อยเพลงที่ 2 ที่มีชื่อว่า เทาๆ ในอีก 1 เดือนข้างหน้า 

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ออฟฟิศขนาด Compact ของมอร์บ่งบอกวิธีคิดในการใช้ชีวิตของเขาช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี เขาพยายามทำทุกอย่างให้เบาที่สุด แบกภาระให้น้อยที่สุด เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะได้มีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นๆ อย่างการทำเพลงในปีที่ผ่านมา

บทสนทนาเริ่มจากการที่มอร์สัมภาษณ์เรา ก่อนเราจะเริ่มถามคำถามแรกถึงความคิดของเขา ณ ช่วงชีวิตนี้ที่เขาบอกว่า รู้สึกเติมเต็มมากที่สุด

คุณอยากคุยเรื่องอะไรวันนี้

อยากคุยเรื่องกาแฟอาราบิก้าคั่วอ่อน แล้วมันให้ความรู้สึก… ล้อเล่นนะครับ แต่เอาอย่างนี้เลยหรอ เลือกได้เลยว่าอยากคุยเรื่องอะไร 

เลือกได้สิ มีเรื่องอะไรที่อยากคุยแต่ยังไม่เคยคุยกับใครไหม

ตอนแรกคิดจะปรึกษาเหมือนกันว่าช่วงนี้มีสัมภาษณ์บ่อยมาก กะว่าจะรออีกสักเดือนแล้วค่อยคุยกันดีไหม เดี๋ยวคำตอบจะคล้ายๆ กัน พอถามว่าอยากคุยเรื่องอะไรก็ดีเหมือนกันนะ งั้นคุยเรื่องกาแฟอาราบิก้าคั่วอ่อน หรือแทร์ฮัวร์ของไวน์แดงใน ค.ศ. 1970 ล้อเล่นนะล้อเล่น อาราบิก้ามันอาจจะไม่ใช่คั่วอ่อนด้วยมั้ง ผมมั่ว (หัวเราะ) 

คุณดื่มกาแฟมานานแค่ไหนแล้ว

ดื่มมาหลายปีแล้ว ช่วงหนึ่งดริปกาแฟกินบ่อยจนเป็นโรคกระเพาะ ตื่นมาแล้วกินเลย ตามความเข้าใจของเราคือ พวกกาแฟที่คั่วอ่อนมากๆ กรดจะเยอะ พอกรดเยอะ ตื่นมาแล้วกินเลยมันก็ทำลายกระเพาะ ช่วงนั้นก็เลิกกินกาแฟไป แล้วก็เพิ่งกลับมากิน 

มีรสชาติที่ชอบเป็นพิเศษไหม Fruity หรือแนว Chocolate

กินได้หมดนะ อเมริกาโน่ร้อน ลาเต้ซอยมิลค์เย็น นี่จะเอาอันนี้ไปลงจริงๆ ใช่ไหม (หัวเราะ) เราเข้าเรื่องงานเลยก็ได้ คุยเรื่องเพลงสักนิดหน่อย เรื่องความเป็นศิลปินนิดหนึ่ง บางทีเวลาผมให้สัมภาษณ์ ด้วยชั่วโมงการทำงานเป็นผู้กำกับมากกว่าเป็นศิลปิน ผมเลยจะพูดเรื่องการเป็นผู้กำกับได้ง่ายกว่า สุดท้ายจะโดนลากไปเรื่องนั้น พอเปิดสวิตช์เป็นผู้กำกับจะไหลมาก

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve
ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

แปลว่าคุณรู้สึกคุ้นเคยกับการเป็นผู้กำกับมากกว่าศิลปินเหรอ

ถ้าถามเรื่องความคุ้นเคยอาจจะตอบว่าใช่ครับ แต่ช่วงชีวิตที่รู้สึกว่า ‘เฮ้ย ช่วงชีวิตนี้ดีจังเลย’ มันจะเป็นช่วงที่ทำสองอย่างพร้อมกัน ยกตัวอย่างช่วงนี้ที่ชีวิตมันเติมเต็มจังเลย เพราะเราได้ทำเพลงไปด้วย กราฟความสุขในชีวิตมันโอเค ไม่รู้ว่ามันตอบโจทย์คนละด้านของชีวิตหรือเปล่าด้วยนะ แค่รู้ว่ามันเติมเต็มตัวเองแค่นั้น

ก่อนที่เราจะเริ่มคุยกันจริงจัง คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบคุยกับคน

เราชอบชวนคนคุย สนุกดี แต่ไม่ได้ชอบนั่งสัมภาษณ์จริงจังนะ เป็นแนวคุยเล่น อย่างเวลาทำโฆษณา บางงานเราก็จะทำสคริปต์ที่เอเจนซี่ให้มาใหม่ เพราะอันนั้นเขาคิดแบบลอยๆ เขาคิดอิงโปรดักต์ แต่เราอยากคิดอิงจากคน ซึ่งจริงๆ มันใช้แค่ประโยคสองประโยคเอง แต่สำหรับเรามันจริงกว่า

เราเคยทำโฆษณาเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งจริงๆ ไม่มีอะไรเลย แต่เราไปหา Subject แล้วสัมภาษณ์เป็นชั่วโมงๆ มีสามคน สุดท้ายใช้คนละสองประโยค (หัวเราะ) แต่สองประโยคนั้นมันควรเป็นแก่นของเขาที่เข้ากับโปรดักต์ด้วย แม่งยากนึกออกไหม

ทั้งๆ ที่จริงๆ คุณก็คิดให้เขาเลยก็ได้นี่

ใช่ๆ แต่แบบนี้สนุกกว่า แล้วเราสนใจคนด้วย ทำไมคนนี้เป็นอย่างนี้ ทำไมคนนี้เป็นอย่างนั้น ในโฆษณาที่บอกมีคนหนึ่งเป็นนักมวย ไปคุยกับเขารู้เลยว่าบางประโยคไม่ได้ใช้แน่ๆ แต่เชี่ย มันเจ๋งมากเลย เขาบอกว่า ‘ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไง ให้ไปอยู่บนสังเวียนดู’ แล้วคุณจะรู้เลยว่าตัวเองเป็นคนยังไง คุณจะเห็นหมด ความกลัวของคุณ ความกล้าของคุณ ความโกรธ ได้เห็นรายละเอียดบางอย่างของชีวิต เราได้ยินแล้วแบบ เชี่ย เจ๋งว่ะ กูคงไม่ได้ไปอยู่บนนั้นหรอก แต่ก็ดีใจที่ได้รู้ (หัวเราะ)

วิธีการทำงานของคุณเลยไม่ได้เลือกทางที่ปลอดภัยหรือง่าย

เลือกวิธีที่สนุก (นิ่งคิด) เราแค่รู้สึกว่าบางทีทางที่เซฟมากๆ นานไปมันน่าเบื่อ แล้วมันไม่คุยกับคน เราทำโฆษณามาแปดปี ถ้ายังทำเหมือนเดิมอยู่คงโคตรเบื่อเลย ผมก็พยายามหาวิธีใหม่ๆ เอาล่ะ เราต้องขายของให้เขา แต่ในขณะเดียวกันเราอยากทำให้โฆษณามีหัวใจ ให้คนดูแล้วรู้สึกว่ามันดีจังเลย มันจะมีความเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อ มันจะดีทั้งกับโปรดักต์ คนดู แล้วก็คนทำ ไม่ใช่ดูจบก็จบไป แข็งๆ การทำเพลงก็เช่นกันครับ อยากทำเพลงให้มีหัวใจด้วยครับ (หัวเราะ)

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ที่บอกว่าชอบคุยกับคนคือชอบขั้นไหน 

สมัยก่อนเป็นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เลิกไปเพราะถูกเข้าใจผิด เคยขึ้นรถเมล์แล้วชวนคนข้างๆ คุยว่า ‘พี่ทำงานอะไรเหรอ’ ไปๆ มาๆ เขาก็ขอเบอร์เราไป เราก็ไม่ได้คิดอะไร ผ่านไปประมาณอาทิตย์หนึ่งโทรมา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอีกแบบเลย สำเนียงมา ‘อ้าว เนี่ย ยังไง’ (เสียงเซ็กซี่) 

ช่วงนั้นเราชอบคุยกับคนแปลกหน้ามากๆ ยังจำได้อยู่เลยไปทักเขาว่า ‘พี่เป็นไงบ้าง’ ไม่ได้คิดอะไร เราแค่อยากรู้ว่าคนนี้ทำอาชีพอะไร แล้วยังจำคำตอบเขาได้ด้วยนะ ‘อ๋อทำเกี่ยวกับบัตรเครดิต ทำให้คนเป็นหนี้เยอะๆ’ เขาก็หัวเราะๆ หลังจากนั้นก็คุยน้อยลงมากๆ ประเทศไทยมันเข้าใจผิดกันง่าย แต่เราไม่ได้คิดอะไรเลย แค่อยากรู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร เหมือนเดาเล่นๆ กับตัวเองไว้ในหัว แบบนี้แปลกไหม

ก็แปลกนะ แต่เขาก็อาจจะมองคุณแปลกเหมือนกัน

เออจริง เราก็แปลกแหละไปชวนเขาคุย (หัวเราะ)

ทำไมถึงชอบคุยกับคน

คนมันมีมิติเยอะดี อย่างเช่น น้องวิ พีอาร์ค่ายที่เรารู้จักเขาในแบบที่เขาเป็นตอนนี้ คนที่แสดงโชว์แบบเล่นน้อยไม่ได้ เคยเรียนโรงเรียนอะไร การที่วิเป็นวิทุกวันนี้ เขาโตมาแบบไหน มีอะไรหล่อหลอมเขามาบ้าง ผมแค่สนใจว่าอะไรประกอบกันให้เขาเป็นคนแบบนี้ พอมาทำงาน นิสัยนี้ก็ทำให้คุยกับคนได้ง่ายขึ้น เป็นการ Break the ice เหมือนที่เราคุยกันตอนแรก เริ่มด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้

เรื่องอะไรก็ไม่รู้นี่ชมเปล่านะ

ไม่ใช่ ไม่ได้ว่า (เสียงดัง) คุยเรื่องกาแฟก็ทำให้บทสนทนามันง่ายขึ้น แต่เราเป็นคนสนใจใน ‘คน’ พื้นฐานอยู่แล้ว พอเราได้เจอใคร เราก็อยากรู้เกี่ยวกับตัวเขามากขึ้น 

คุณทำอะไรมาหลายอย่างมาก เป็นผู้กำกับ มีวงดนตรี ทำเพลง เคยแสดงหนัง และเหมือนจะเคยเล่นละครด้วย

ละครไม่เคยครับ 

ซึ่งในอินเทอร์เน็ตบอกว่าเคย

ผมยังงงสัสๆ เลย (หัวเราะ) เคยกดเสิร์ชชื่อตัวเองเล่นๆ พบว่า เอ๊ะ กูไปทำสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้แต่อายุยังไม่จริงเลย ในเน็ตบอกเกิด พ.ศ. 2526 แต่จริงๆ เราเกิด พ.ศ. 2530 และปีนี้เราอายุ 33 ก็ตลกดีเหมือนกัน

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

มอร์ วสุพล ที่ทำหลายอย่างมากในตอนนี้ ตอนเด็กเป็นเด็กแบบไหน

เป็นคนกลางๆ นะ จริงๆ ค่อนไปทางเรียนโอเค แต่ไม่ท็อปห้อง สำหรับผม ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กกลางห้อง เราไม่ใช่เด็กหน้าห้อง แต่ก็ไม่ใช่เด็กหลังห้อง จะว่าว่าเป็นเด็กเรียนก็ไม่ใช่ เด็กเกเรก็ไม่ใช่ คล้ายๆ กับ Wallflower ประมาณหนึ่ง

เราเรียนโรงเรียนชายล้วน เรียนอัสสัมชัญบางรัก มันจะมีวัฒนธรรมบางอย่างที่เราก็ตามๆ เขา ต้องใส่กางเกงสั้นๆ มหาลัยฯ ถ้าไม่เข้าจุฬาฯ ก็เข้า ABAC โตไปต้องทำธุรกิจนะ เรารู้สึกว่าโลกมันคงต้องประมาณนี้แหละ จนกระทั่งได้ไปแลกเปลี่ยน AFS ที่อเมริกาแล้วแบบ ไอ้เหี้ย (กระแทกเสียง) โลกแม่งกว้างมาก คนเราจะเป็นอะไรก็ได้นี่หว่า มันมีอะไรมากมายให้เราเลือกได้ ช่วงนั้นก็เริ่มดูเอ็มวีทั้งวันทั้งคืน ได้เล่นดนตรี เริ่มหัดแต่งเพลงเอง กลับมาก็เลยเอนท์ฯ เข้าคณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

นอกจากเรื่องอาชีพที่ได้จากการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มีอะไรที่เก็บกลับมาแล้วยังใช้ในชีวิตจนถึงวันนี้ไหม

มันเป็นชีวิตที่เราได้ใช้อย่างอิสระจริงๆ เป็นครั้งแรก ตอนนั้นอายุสิบหกเอง เหงาด้วยเพราะไม่เคยอยู่ไกลพ่อแม่หรือเพื่อนนานขนาดนั้น ในขณะเดียวกัน เราก็ได้รู้จักตัวเองขึ้นมากๆ ได้คุยกับตัวเอง นี่คือความเหงานะ นี่คือความเศร้า นี่คือความแปลกแยก พอรู้จักตัวเองมากขึ้นเลยทำให้รู้ว่าอยากทำอะไรมากขึ้น ต้องขอบคุณที่แม่ส่งให้ไปตอนนั้น

ถ้าไม่ได้ไปอเมริกา คิดว่าตัวเองจะกำลังทำอะไรอยู่

ไม่ทำธุรกิจค้าขายก็คงทำงานในตลาดหุ้นการเงิน จริงๆ ผมเกือบซิ่วเพราะปีแรกไม่ค่อยชอบสังคมที่คณะ ตอนแรกยังไม่ได้เจอกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันถึงตอนนี้ ก็เกือบซิ่วไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นอย่างนั้นชีวิตก็คงไม่เหมือนเดิมจริงๆ

ทำไมต้องเศรษฐศาสตร์

จริงๆ แล้วหัวด้านเลขผมโอเคนะ ยังอวดทุกคนอยู่เลยว่าผมได้เลขอันดับพันของประเทศ ผมเป็นเอนท์ฯ รุ่นสุดท้าย แล้วมันจะมีเลข 1 กับเลข 2 ซึ่งเลข 1 คือเลขยาก ผมได้คะแนนหกสิบ ซึ่งเป็นอันดับพันกว่าของประเทศ คือมีแค่พันกว่าคนที่ได้คะแนนมากกว่า ทุกวันนี้ก็ยังโม้อยู่ว่าเก่งเลข จริงไม่จริงไม่รู้ คงกามั่วถูกด้วย (หัวเราะ)

ผมได้เลขอันดับหนึ่งของคณะ แต่ภาษาไทยอันดับโหล่ของคณะ บ้าไปแล้ว สุดท้ายเราเขียนก็อปปี้โฆษณาของตัวเองเยอะมาก แต่ภาษาเรามันคือภาษาแบบที่คนใช้กัน ไม่ใช่ทฤษฎี บางทีคำมันไม่ได้ถูกไวยากรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันรู้สึก เราก็เอา

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

การที่คุณชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง และในแต่ละอย่างคุณก็พยายามเปลี่ยนวิธีการทำไปเรื่อยๆ จะบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบความท้าทายได้ไหม

แฟนบอกว่าเราเป็นคนซน (นิ่งคิด) ผมเคยถามเขาว่า นิสัยเด่นๆ ของผมคืออะไร เขาบอกว่า ‘เธอเป็นคนซนและเซนซิทีฟ’ เชี่ย จริงด้วยว่ะ กูไม่เคยรู้เลยว่ากูเป็นคนเซนซิทีฟ

พอเขาพูดแบบนั้น เราเลยลองย้อนดูงานของตัวเอง จริงว่ะ มันจะเป็นการจับคู่สองสิ่งนี้ สลับไป สลับมา เซนซิทีฟคือรู้สึกอะไรเยอะ รู้สึกอะไรง่าย สมมติมีคนโกรธอยู่ข้างๆ ตรงนี้ ผมแม่งอยู่ไม่ได้เลยนะ ผมจะรู้สึกถึงความโกรธของเขา เรารู้สึกกับปฏิกิริยาคนได้เร็วและเยอะ อาจจะเป็นเพราะอาชีพด้วยแหละมั้ง

แล้วเวลาดูหนังหรือฟังเพลงร้องไห้ไหม

ไม่ถึงกับร้องนะ แล้วแต่เรื่อง เราจะแพ้พวก Build แต่ไม่ Build จังหวะที่มันควรจะโหมแต่แม่งอยู่เฉยๆ ผมคือตายไปเลย เช่น หนังของ ฮิโระคาซุ โคริเอะดะ (Hirokazu Kore-eda) อย่าง Nobody Knows งี้ ไม่ น้องสาวมึงตาย มึงอย่าทำตัวปกติสิ (ทำเสียงร้องไห้)

คุณเข้าสู่วงการโฆษณาด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของพี่ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย

บทสัมภาษณ์ที่พี่ก้อง (ทรงกลด บางยี่ขัน) สัมภาษณ์พี่ต่อ ผมเป็นคนพิมพ์แก้ไขให้แกเอง แก้กันถึงห้าทุ่ม

การได้ทำงานกับคนเก่งที่คนในวงการยอมรับ สำหรับคุณแล้วสำคัญยังไง

พี่ต่อสอนรากฐานในการคิดงานให้ผม ซึ่งยังทรงอิทธิพลถึงทุกวันนี้ มันคือรากฐานว่าไอเดียคืออะไร ไอเดียแข็งแรงไหม แล้วเราจะต่อยอดไอเดียนั้นยังไง ขอบคุณเฮียมากๆ ที่ให้สิ่งนี้กับผม ถึงแม้ว่างานเราจะไม่เหมือนงานพี่ต่อเลยก็ตาม แต่รากฐานของเราก็คือสิ่งที่เขาสอนมา

สมมติเวลาเราทำงานขึ้นมา เราควรจะต้องกลับไปเช็กเสมอว่ามันเข้ากับไอเดียไหม ไม่ว่ามุกที่คุณคิดว่าจะตลก หรือช็อตที่คิดมาจะเท่แค่ไหน ถ้าไม่วนกลับไปที่ไอเดียมันก็เท่านั้น หนังมันจะดีกว่าถ้าตัดออก เขาสอนเสมอว่าให้กลับไปที่คนดู คนดูจะรู้สึกอะไร 

คุณวัดความสำเร็จของงานยังไง

ความสำเร็จของหนังโฆษณาคืออะไรเหรอ (นิ่งคิด) ถ้าเป็นศัพท์ทางโฆษณาเลยจะเรียกว่า Effective (มีประสิทธิภาพ) ไม่เขาขายของดีขึ้น คนก็ต้องรู้สึกดีกับแบรนด์ รักแบรนด์มากขึ้น แม้ว่างานนั้นจะถูกแก้หลายดราฟต์มากๆ ก็ยังถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ว่าเราอาจจะปวดใจ (ยิ้ม) เราอาจจะไม่ได้ชอบมัน แต่ต้องอย่าลืมว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน หลังๆ โชคดีที่ลูกค้าจะมาหาเราเพราะอยากให้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เขาซื้อสไตล์เราอยู่แล้ว ไว้ใจ อยากให้มอร์ทำ มันเลยไม่ค่อยมีปัญหา

เขารู้อยู่แล้วว่าต้องมาเจอกับอะไร

มันคงไม่ดีไปกว่านี้หรอก! (หัวเราะ) 

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

การเป็นผู้กำกับที่ทำงานด้านอื่นๆ ทั้งการแสดง ทำเพลง ทำเสียง ทำให้คุณเข้าใจคนอื่นๆ ในงานที่ทำมากขึ้นไหม

เข้าใจมากขึ้นนะ แต่คำว่าเข้าใจมันแปลได้สองอย่าง หนึ่ง เข้าใจว่าอันนี้แม่งยากจริง บางทีเราไปบล็อกแทนนักแสดงด้วย เข้าไปอยู่ในเฟรมแทน บางทีลองเล่นก่อนเขาจะมาถึง อย่างวันก่อนเลย ไปออกกองก็ไปบล็อกแทนเขา ไอ้เหี้ย คิวแม่งเยอะว่ะ เราตัดคิวอันนี้ออกได้ไหมวะ กูยังคิดไม่ทันเลย นี่คือขาที่เข้าใจว่ามันยากจริง อีกขาหนึ่งคือ กูว่าแม่งง่าย อย่ามาบอกว่าลำบาก มันไม่ได้ยากขนาดนั้น มันแค่นี้เอง (หัวเราะ) 

เราว่าการมีทักษะการแสดงในการเป็นผู้กำกับมันดีมากๆ เพราะเราจะไกด์เขาได้ มันเหมือนเรามีอาวุธเยอะกว่า ไม่ต้องไปนั่งอธิบายอินเนอร์อย่างเดียว เราคุยกันในมุมมองของนักแสดงได้ 

เป้าหมายของคุณในวันนี้คืออะไร

ผมน่าจะมีความสามารถในการหาอะไรซนๆ ทำไปได้เรื่อยๆ มั้ง (หัวเราะ) ช่วงปีสองปีก่อนหน้านี้เราทำงานกำกับหนักสุดๆ คิดอย่างอื่นไม่ออกเลย ปีที่แล้วก็เลยเป็นเหมือน Gap Year รับงานน้อยๆ ทำเพลง พยายามศึกษาอะไรใหม่ๆ ปีนี้ก็เลยอยากทำเพลงที่ต่างไปจากเดิม เพราะเราชอบฟังเพลงยุคใหม่ เราชอบศิลปินยุคใหม่หลายๆ คน เลยอยากรู้ว่าตัวเองจะทำเพลงแบบนี้ได้หรือเปล่า Genre เพลง 2010 กับ 2020 มันจะไม่เหมือนกัน

Ten To Twelve เป็นวงยุค 2010 มันจะมีรากแบบหนึ่ง เอากีตาร์มาเล่นคอร์ดประมาณนี้ ขึ้นเพลงแบบนี้ ส่วนยุค 2020 มันจะขึ้นเพลงอีกแบบหนึ่งเลย เราอยากรู้ว่าเราจะทำเพลงแบบที่เด็กวัยรุ่นยุคนี้ทำได้ไหม

แล้วผลเป็นยังไงบ้าง

สนุกดีนะ ปีที่แล้วประกาศกับตัวเองเลยว่า ‘เดือนนี้จะไม่รับงาน จะทำเพลง!’ ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์พบว่า เชี่ย กูเครียดกว่าตอนทำงานอีก เพราะเราไม่เข้าใจเลย มันเป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่งเลย เพลงสมัยก่อนจะขึ้นแบบ… Oasis ตึงๆๆๆ เสียงกีตาร์ขึ้นก่อน Today is gonna be the day แต่อันนี้คือการหาลูปที่เราชอบก่อน แล้วค่อยเอาลูปนั้นมาทำต่อ อันนี้เป็นวิธีส่วนตัวของเรานะ ซึ่งมันก็มีหลายแบบหลายวิธี

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ก่อนหน้านี้ที่บอกทำงานหนักๆ คือกี่งานต่อปี

ก็เดือนละประมาณสองสามตัว ถ้าเป็นปีก็ยี่สิบถึงสามสิบชิ้น ปีนี้น้อยลงจนคนรอบๆ ตัวเขาคิดว่าผมไม่รับงาน ผมพยายามบอกทุกๆ คนว่าผมรับงานครับ ยิ่งช่วงปล่อยเพลง Melbourne ใหม่ๆ มีแต่คนบอกว่า ไม่กล้าส่งงานให้มอร์เลย ส่งมาเถอะ ยังรับงานอยู่ (หัวเราะ)

พอได้หยุดพักจากงานโฆษณาบ้างและมาทำเพลงคนเดียว รู้จักตัวเองมากขึ้นไหม

พอมาทำอะไรคนเดียวมันได้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นในทุกๆ ด้านแหละ เราต้องเป็นทั้งครีเอทีฟและเมเนเจอร์ในคนเดียวกัน เพลงแบบนี้เราชอบไหมและทำยังไงให้มันเสร็จตรงเวลา ช่วงแรกตอนทำเพลงคนเดียวก็เหวอหน่อยๆ อยากเติมกีตาร์ ไม่มีใครเติมให้ อันนี้ดีไหมวะ ก็ไม่รู้ แต่สักพักก็โอเค ได้คุยกับตัวเอง ทะเลาะกับตัวเองจนเข้าที่

แต่แปลกมากเลย เรารู้สึกว่าเราเบาขึ้นในการทำเพลง ก่อนหน้านี้ตอนทำ Ten To Twelve มันจะมีแรงกดดันบางอย่างว่ามันควรจะสำเร็จได้แล้ว เราควรจะให้ดนตรีเลี้ยงชีพได้แล้ว เราโชคดีที่ทำงานโฆษณาด้วย ขณะที่สมาชิกวงบางคนเขาเล่นดนตรีอย่างเดียว เราเลยอยากทำให้มันสำเร็จ ซึ่งไม่เคยทำได้เลย มันยาก พอมาทำคนเดียวเลยไม่มีความคาดหวังตรงนั้น เพลงมันไม่มาก็ไม่เป็นไร เราก็ทำของเราไป มันเลยเบาขึ้น

ความเบาที่ว่ามันคืออะไร

การทำ Commercial Art ไม่ว่าจะด้านเพลงหรือด้านภาพ ต้องมีความเบาแบบนั้นถึงจะดี งานโฆษณาก็ด้วย หรือการทำธุรกิจก็เหมือนกัน ออฟฟิศที่นี่ก็เลยมีแค่นี้ เพราะคุยกับพาร์ตเนอร์แล้วว่าไม่อยากแบกอะไร ไม่อยากมีภาระอะไร พอมันเบาแบบนี้ถ้าตอนนี้เราอยากทำเพลงก็ทำ คิดอะไรไม่ออกขอไปเที่ยวเดือนหนึ่งก็ง่าย

เราไม่อยากเป็นผู้กำกับที่ต้องรับงานเดือนละสามสี่ตัวเพื่อไปใช้จ่ายในออฟฟิศหรือผ่อนรถสปอร์ต เราแค่ไม่อยากให้ภาระในการใช้เงินมีอิทธิพลต่องานของตัวเอง ไม่อยากรับงานเยอะเพราะมีบิลที่ต้องจ่าย เราอยากเลือกจังหวะชีวิตของตัวเองได้ ซึ่งคนอย่างนี้มันจะไม่ค่อยรวย (หัวเราะ) เราก็มีรู้จักคนที่รับงานเยอะๆ แต่เขาก็ทำงานหนัก สุดท้ายมันคือเรื่องของ Priority ที่แต่ละคนไม่เหมือนกัน 

ออฟฟิศของคุณก็เลยใหญ่โต…

ใหญ่มากครับ ระวังหลงนะ (ยิ้ม)

นอกจากเรื่องเพลงและงานกำกับโฆษณา คุณสนใจอะไรใหม่ๆ เป็นพิเศษหรือเปล่า

มันไม่มีอะไรใหม่ๆ แต่ตอนนี้เริ่มสนใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น พออายุสามสิบกว่าร่างกายเริ่มเสื่อม เราปวดหลังล่างต้องไปหาหมอกายภาพ เดี๋ยวเสร็จจากนี่ก็มีนัดหมอกายภาพต่อ แค่รู้สึกว่าอยากเป็นคนแก่ที่แข็งแรงก็เลยดูแลตัวเอง อยากเป็นคนแก่ที่วิ่งสิบกิโลฯ ได้ ไม่ต้องวิ่งเร็วก็ได้นะ แต่เขาดูแข็งแรง ดูมีชีวิตชีวา เราไม่อยากเป็นคนแก่แบบเศร้าๆ

แล้วจังหวะชีวิตของตัวเองที่เลือกตอนนี้อยู่ตรงไหน

อยู่ตรงแถวๆ สมุทรปราการ ปากน้ำ ล้อเล่นนะ… ช่วงชีวิตตอนนี้ก็สนุกดี พอได้ทำเพลงก็เติมเต็มขึ้น ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (คิดนาน) 

นั่นสิ ไม่รู้ทำไม

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load