“นี่ห้องรับแขก นี่ห้องทำงาน นั่นห้องครัว ส่วนที่เรากำลังนั่งอยู่คือ Pantry เดินตรงไปเลี้ยวซ้ายเป็นห้องซีร็อกซ์” มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ พาเราเดินทัวร์ออฟฟิศ Tender Film. ขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ที่รวมทุกฟังก์ชันไว้ด้วยกันในแต่ละมุมโดยไม่มีการแบ่งห้อง

มอร์เติบโตในครอบครัวคนจีนที่เวลาทานข้าวจะไม่มีน้ำอยู่บนโต๊ะ เขาไม่ทานข้าวไปดื่มน้ำไป และนิสัยนี้ติดตัวมาถึงวันนี้

เขาชอบทำความรู้จักคนผ่านการพูดคุย เพราะมองว่าคนมีหลายมิติ 

เขาคือนักร้องนำของ Ten To Twelve วงดนตรีป๊อปร็อกของกลุ่มเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมปลายจากโรงเรียนชายล้วน

8 ปีที่แล้ว มอร์เข้าสู่วงการโฆษณาในฐานะผู้กำกับโฆษณาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีผลงานที่โดดเด่นมีมากมายอย่างดาดฟ้า ที่ได้รับหลายรางวัล รวมถึงได้เป็น Shortlist ของเทศกาล Cannes Lions 2019 ด้วย

มอร์เป็นผู้กำกับที่มักเป็นโฆษกให้โฆษณาของตัวเอง และพกไมโครโฟนเล็กๆ สำหรับอัดเสียงติดตัวอยู่เสมอ

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาปล่อย Melbourne เพลงแรกจากโปรเจกต์เดี่ยว ​Morvasu ที่ Feat. กับ TangBadVoice เล่าความทรงจำในการขับรถเลียบ Great Ocean Road เมื่อ 2 ปีก่อน ผ่านเสียงดนตรีแนว Bedroom Pop ที่ไม่เคยทำมาก่อน

และเขาจะปล่อยเพลงที่ 2 ที่มีชื่อว่า เทาๆ ในอีก 1 เดือนข้างหน้า 

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ออฟฟิศขนาด Compact ของมอร์บ่งบอกวิธีคิดในการใช้ชีวิตของเขาช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี เขาพยายามทำทุกอย่างให้เบาที่สุด แบกภาระให้น้อยที่สุด เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะได้มีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นๆ อย่างการทำเพลงในปีที่ผ่านมา

บทสนทนาเริ่มจากการที่มอร์สัมภาษณ์เรา ก่อนเราจะเริ่มถามคำถามแรกถึงความคิดของเขา ณ ช่วงชีวิตนี้ที่เขาบอกว่า รู้สึกเติมเต็มมากที่สุด

คุณอยากคุยเรื่องอะไรวันนี้

อยากคุยเรื่องกาแฟอาราบิก้าคั่วอ่อน แล้วมันให้ความรู้สึก… ล้อเล่นนะครับ แต่เอาอย่างนี้เลยหรอ เลือกได้เลยว่าอยากคุยเรื่องอะไร 

เลือกได้สิ มีเรื่องอะไรที่อยากคุยแต่ยังไม่เคยคุยกับใครไหม

ตอนแรกคิดจะปรึกษาเหมือนกันว่าช่วงนี้มีสัมภาษณ์บ่อยมาก กะว่าจะรออีกสักเดือนแล้วค่อยคุยกันดีไหม เดี๋ยวคำตอบจะคล้ายๆ กัน พอถามว่าอยากคุยเรื่องอะไรก็ดีเหมือนกันนะ งั้นคุยเรื่องกาแฟอาราบิก้าคั่วอ่อน หรือแทร์ฮัวร์ของไวน์แดงใน ค.ศ. 1970 ล้อเล่นนะล้อเล่น อาราบิก้ามันอาจจะไม่ใช่คั่วอ่อนด้วยมั้ง ผมมั่ว (หัวเราะ) 

คุณดื่มกาแฟมานานแค่ไหนแล้ว

ดื่มมาหลายปีแล้ว ช่วงหนึ่งดริปกาแฟกินบ่อยจนเป็นโรคกระเพาะ ตื่นมาแล้วกินเลย ตามความเข้าใจของเราคือ พวกกาแฟที่คั่วอ่อนมากๆ กรดจะเยอะ พอกรดเยอะ ตื่นมาแล้วกินเลยมันก็ทำลายกระเพาะ ช่วงนั้นก็เลิกกินกาแฟไป แล้วก็เพิ่งกลับมากิน 

มีรสชาติที่ชอบเป็นพิเศษไหม Fruity หรือแนว Chocolate

กินได้หมดนะ อเมริกาโน่ร้อน ลาเต้ซอยมิลค์เย็น นี่จะเอาอันนี้ไปลงจริงๆ ใช่ไหม (หัวเราะ) เราเข้าเรื่องงานเลยก็ได้ คุยเรื่องเพลงสักนิดหน่อย เรื่องความเป็นศิลปินนิดหนึ่ง บางทีเวลาผมให้สัมภาษณ์ ด้วยชั่วโมงการทำงานเป็นผู้กำกับมากกว่าเป็นศิลปิน ผมเลยจะพูดเรื่องการเป็นผู้กำกับได้ง่ายกว่า สุดท้ายจะโดนลากไปเรื่องนั้น พอเปิดสวิตช์เป็นผู้กำกับจะไหลมาก

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve
ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

แปลว่าคุณรู้สึกคุ้นเคยกับการเป็นผู้กำกับมากกว่าศิลปินเหรอ

ถ้าถามเรื่องความคุ้นเคยอาจจะตอบว่าใช่ครับ แต่ช่วงชีวิตที่รู้สึกว่า ‘เฮ้ย ช่วงชีวิตนี้ดีจังเลย’ มันจะเป็นช่วงที่ทำสองอย่างพร้อมกัน ยกตัวอย่างช่วงนี้ที่ชีวิตมันเติมเต็มจังเลย เพราะเราได้ทำเพลงไปด้วย กราฟความสุขในชีวิตมันโอเค ไม่รู้ว่ามันตอบโจทย์คนละด้านของชีวิตหรือเปล่าด้วยนะ แค่รู้ว่ามันเติมเต็มตัวเองแค่นั้น

ก่อนที่เราจะเริ่มคุยกันจริงจัง คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบคุยกับคน

เราชอบชวนคนคุย สนุกดี แต่ไม่ได้ชอบนั่งสัมภาษณ์จริงจังนะ เป็นแนวคุยเล่น อย่างเวลาทำโฆษณา บางงานเราก็จะทำสคริปต์ที่เอเจนซี่ให้มาใหม่ เพราะอันนั้นเขาคิดแบบลอยๆ เขาคิดอิงโปรดักต์ แต่เราอยากคิดอิงจากคน ซึ่งจริงๆ มันใช้แค่ประโยคสองประโยคเอง แต่สำหรับเรามันจริงกว่า

เราเคยทำโฆษณาเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งจริงๆ ไม่มีอะไรเลย แต่เราไปหา Subject แล้วสัมภาษณ์เป็นชั่วโมงๆ มีสามคน สุดท้ายใช้คนละสองประโยค (หัวเราะ) แต่สองประโยคนั้นมันควรเป็นแก่นของเขาที่เข้ากับโปรดักต์ด้วย แม่งยากนึกออกไหม

ทั้งๆ ที่จริงๆ คุณก็คิดให้เขาเลยก็ได้นี่

ใช่ๆ แต่แบบนี้สนุกกว่า แล้วเราสนใจคนด้วย ทำไมคนนี้เป็นอย่างนี้ ทำไมคนนี้เป็นอย่างนั้น ในโฆษณาที่บอกมีคนหนึ่งเป็นนักมวย ไปคุยกับเขารู้เลยว่าบางประโยคไม่ได้ใช้แน่ๆ แต่เชี่ย มันเจ๋งมากเลย เขาบอกว่า ‘ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไง ให้ไปอยู่บนสังเวียนดู’ แล้วคุณจะรู้เลยว่าตัวเองเป็นคนยังไง คุณจะเห็นหมด ความกลัวของคุณ ความกล้าของคุณ ความโกรธ ได้เห็นรายละเอียดบางอย่างของชีวิต เราได้ยินแล้วแบบ เชี่ย เจ๋งว่ะ กูคงไม่ได้ไปอยู่บนนั้นหรอก แต่ก็ดีใจที่ได้รู้ (หัวเราะ)

วิธีการทำงานของคุณเลยไม่ได้เลือกทางที่ปลอดภัยหรือง่าย

เลือกวิธีที่สนุก (นิ่งคิด) เราแค่รู้สึกว่าบางทีทางที่เซฟมากๆ นานไปมันน่าเบื่อ แล้วมันไม่คุยกับคน เราทำโฆษณามาแปดปี ถ้ายังทำเหมือนเดิมอยู่คงโคตรเบื่อเลย ผมก็พยายามหาวิธีใหม่ๆ เอาล่ะ เราต้องขายของให้เขา แต่ในขณะเดียวกันเราอยากทำให้โฆษณามีหัวใจ ให้คนดูแล้วรู้สึกว่ามันดีจังเลย มันจะมีความเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อ มันจะดีทั้งกับโปรดักต์ คนดู แล้วก็คนทำ ไม่ใช่ดูจบก็จบไป แข็งๆ การทำเพลงก็เช่นกันครับ อยากทำเพลงให้มีหัวใจด้วยครับ (หัวเราะ)

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ที่บอกว่าชอบคุยกับคนคือชอบขั้นไหน 

สมัยก่อนเป็นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เลิกไปเพราะถูกเข้าใจผิด เคยขึ้นรถเมล์แล้วชวนคนข้างๆ คุยว่า ‘พี่ทำงานอะไรเหรอ’ ไปๆ มาๆ เขาก็ขอเบอร์เราไป เราก็ไม่ได้คิดอะไร ผ่านไปประมาณอาทิตย์หนึ่งโทรมา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอีกแบบเลย สำเนียงมา ‘อ้าว เนี่ย ยังไง’ (เสียงเซ็กซี่) 

ช่วงนั้นเราชอบคุยกับคนแปลกหน้ามากๆ ยังจำได้อยู่เลยไปทักเขาว่า ‘พี่เป็นไงบ้าง’ ไม่ได้คิดอะไร เราแค่อยากรู้ว่าคนนี้ทำอาชีพอะไร แล้วยังจำคำตอบเขาได้ด้วยนะ ‘อ๋อทำเกี่ยวกับบัตรเครดิต ทำให้คนเป็นหนี้เยอะๆ’ เขาก็หัวเราะๆ หลังจากนั้นก็คุยน้อยลงมากๆ ประเทศไทยมันเข้าใจผิดกันง่าย แต่เราไม่ได้คิดอะไรเลย แค่อยากรู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร เหมือนเดาเล่นๆ กับตัวเองไว้ในหัว แบบนี้แปลกไหม

ก็แปลกนะ แต่เขาก็อาจจะมองคุณแปลกเหมือนกัน

เออจริง เราก็แปลกแหละไปชวนเขาคุย (หัวเราะ)

ทำไมถึงชอบคุยกับคน

คนมันมีมิติเยอะดี อย่างเช่น น้องวิ พีอาร์ค่ายที่เรารู้จักเขาในแบบที่เขาเป็นตอนนี้ คนที่แสดงโชว์แบบเล่นน้อยไม่ได้ เคยเรียนโรงเรียนอะไร การที่วิเป็นวิทุกวันนี้ เขาโตมาแบบไหน มีอะไรหล่อหลอมเขามาบ้าง ผมแค่สนใจว่าอะไรประกอบกันให้เขาเป็นคนแบบนี้ พอมาทำงาน นิสัยนี้ก็ทำให้คุยกับคนได้ง่ายขึ้น เป็นการ Break the ice เหมือนที่เราคุยกันตอนแรก เริ่มด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้

เรื่องอะไรก็ไม่รู้นี่ชมเปล่านะ

ไม่ใช่ ไม่ได้ว่า (เสียงดัง) คุยเรื่องกาแฟก็ทำให้บทสนทนามันง่ายขึ้น แต่เราเป็นคนสนใจใน ‘คน’ พื้นฐานอยู่แล้ว พอเราได้เจอใคร เราก็อยากรู้เกี่ยวกับตัวเขามากขึ้น 

คุณทำอะไรมาหลายอย่างมาก เป็นผู้กำกับ มีวงดนตรี ทำเพลง เคยแสดงหนัง และเหมือนจะเคยเล่นละครด้วย

ละครไม่เคยครับ 

ซึ่งในอินเทอร์เน็ตบอกว่าเคย

ผมยังงงสัสๆ เลย (หัวเราะ) เคยกดเสิร์ชชื่อตัวเองเล่นๆ พบว่า เอ๊ะ กูไปทำสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้แต่อายุยังไม่จริงเลย ในเน็ตบอกเกิด พ.ศ. 2526 แต่จริงๆ เราเกิด พ.ศ. 2530 และปีนี้เราอายุ 33 ก็ตลกดีเหมือนกัน

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

มอร์ วสุพล ที่ทำหลายอย่างมากในตอนนี้ ตอนเด็กเป็นเด็กแบบไหน

เป็นคนกลางๆ นะ จริงๆ ค่อนไปทางเรียนโอเค แต่ไม่ท็อปห้อง สำหรับผม ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กกลางห้อง เราไม่ใช่เด็กหน้าห้อง แต่ก็ไม่ใช่เด็กหลังห้อง จะว่าว่าเป็นเด็กเรียนก็ไม่ใช่ เด็กเกเรก็ไม่ใช่ คล้ายๆ กับ Wallflower ประมาณหนึ่ง

เราเรียนโรงเรียนชายล้วน เรียนอัสสัมชัญบางรัก มันจะมีวัฒนธรรมบางอย่างที่เราก็ตามๆ เขา ต้องใส่กางเกงสั้นๆ มหาลัยฯ ถ้าไม่เข้าจุฬาฯ ก็เข้า ABAC โตไปต้องทำธุรกิจนะ เรารู้สึกว่าโลกมันคงต้องประมาณนี้แหละ จนกระทั่งได้ไปแลกเปลี่ยน AFS ที่อเมริกาแล้วแบบ ไอ้เหี้ย (กระแทกเสียง) โลกแม่งกว้างมาก คนเราจะเป็นอะไรก็ได้นี่หว่า มันมีอะไรมากมายให้เราเลือกได้ ช่วงนั้นก็เริ่มดูเอ็มวีทั้งวันทั้งคืน ได้เล่นดนตรี เริ่มหัดแต่งเพลงเอง กลับมาก็เลยเอนท์ฯ เข้าคณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

นอกจากเรื่องอาชีพที่ได้จากการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มีอะไรที่เก็บกลับมาแล้วยังใช้ในชีวิตจนถึงวันนี้ไหม

มันเป็นชีวิตที่เราได้ใช้อย่างอิสระจริงๆ เป็นครั้งแรก ตอนนั้นอายุสิบหกเอง เหงาด้วยเพราะไม่เคยอยู่ไกลพ่อแม่หรือเพื่อนนานขนาดนั้น ในขณะเดียวกัน เราก็ได้รู้จักตัวเองขึ้นมากๆ ได้คุยกับตัวเอง นี่คือความเหงานะ นี่คือความเศร้า นี่คือความแปลกแยก พอรู้จักตัวเองมากขึ้นเลยทำให้รู้ว่าอยากทำอะไรมากขึ้น ต้องขอบคุณที่แม่ส่งให้ไปตอนนั้น

ถ้าไม่ได้ไปอเมริกา คิดว่าตัวเองจะกำลังทำอะไรอยู่

ไม่ทำธุรกิจค้าขายก็คงทำงานในตลาดหุ้นการเงิน จริงๆ ผมเกือบซิ่วเพราะปีแรกไม่ค่อยชอบสังคมที่คณะ ตอนแรกยังไม่ได้เจอกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันถึงตอนนี้ ก็เกือบซิ่วไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นอย่างนั้นชีวิตก็คงไม่เหมือนเดิมจริงๆ

ทำไมต้องเศรษฐศาสตร์

จริงๆ แล้วหัวด้านเลขผมโอเคนะ ยังอวดทุกคนอยู่เลยว่าผมได้เลขอันดับพันของประเทศ ผมเป็นเอนท์ฯ รุ่นสุดท้าย แล้วมันจะมีเลข 1 กับเลข 2 ซึ่งเลข 1 คือเลขยาก ผมได้คะแนนหกสิบ ซึ่งเป็นอันดับพันกว่าของประเทศ คือมีแค่พันกว่าคนที่ได้คะแนนมากกว่า ทุกวันนี้ก็ยังโม้อยู่ว่าเก่งเลข จริงไม่จริงไม่รู้ คงกามั่วถูกด้วย (หัวเราะ)

ผมได้เลขอันดับหนึ่งของคณะ แต่ภาษาไทยอันดับโหล่ของคณะ บ้าไปแล้ว สุดท้ายเราเขียนก็อปปี้โฆษณาของตัวเองเยอะมาก แต่ภาษาเรามันคือภาษาแบบที่คนใช้กัน ไม่ใช่ทฤษฎี บางทีคำมันไม่ได้ถูกไวยากรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันรู้สึก เราก็เอา

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

การที่คุณชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง และในแต่ละอย่างคุณก็พยายามเปลี่ยนวิธีการทำไปเรื่อยๆ จะบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบความท้าทายได้ไหม

แฟนบอกว่าเราเป็นคนซน (นิ่งคิด) ผมเคยถามเขาว่า นิสัยเด่นๆ ของผมคืออะไร เขาบอกว่า ‘เธอเป็นคนซนและเซนซิทีฟ’ เชี่ย จริงด้วยว่ะ กูไม่เคยรู้เลยว่ากูเป็นคนเซนซิทีฟ

พอเขาพูดแบบนั้น เราเลยลองย้อนดูงานของตัวเอง จริงว่ะ มันจะเป็นการจับคู่สองสิ่งนี้ สลับไป สลับมา เซนซิทีฟคือรู้สึกอะไรเยอะ รู้สึกอะไรง่าย สมมติมีคนโกรธอยู่ข้างๆ ตรงนี้ ผมแม่งอยู่ไม่ได้เลยนะ ผมจะรู้สึกถึงความโกรธของเขา เรารู้สึกกับปฏิกิริยาคนได้เร็วและเยอะ อาจจะเป็นเพราะอาชีพด้วยแหละมั้ง

แล้วเวลาดูหนังหรือฟังเพลงร้องไห้ไหม

ไม่ถึงกับร้องนะ แล้วแต่เรื่อง เราจะแพ้พวก Build แต่ไม่ Build จังหวะที่มันควรจะโหมแต่แม่งอยู่เฉยๆ ผมคือตายไปเลย เช่น หนังของ ฮิโระคาซุ โคริเอะดะ (Hirokazu Kore-eda) อย่าง Nobody Knows งี้ ไม่ น้องสาวมึงตาย มึงอย่าทำตัวปกติสิ (ทำเสียงร้องไห้)

คุณเข้าสู่วงการโฆษณาด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของพี่ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย

บทสัมภาษณ์ที่พี่ก้อง (ทรงกลด บางยี่ขัน) สัมภาษณ์พี่ต่อ ผมเป็นคนพิมพ์แก้ไขให้แกเอง แก้กันถึงห้าทุ่ม

การได้ทำงานกับคนเก่งที่คนในวงการยอมรับ สำหรับคุณแล้วสำคัญยังไง

พี่ต่อสอนรากฐานในการคิดงานให้ผม ซึ่งยังทรงอิทธิพลถึงทุกวันนี้ มันคือรากฐานว่าไอเดียคืออะไร ไอเดียแข็งแรงไหม แล้วเราจะต่อยอดไอเดียนั้นยังไง ขอบคุณเฮียมากๆ ที่ให้สิ่งนี้กับผม ถึงแม้ว่างานเราจะไม่เหมือนงานพี่ต่อเลยก็ตาม แต่รากฐานของเราก็คือสิ่งที่เขาสอนมา

สมมติเวลาเราทำงานขึ้นมา เราควรจะต้องกลับไปเช็กเสมอว่ามันเข้ากับไอเดียไหม ไม่ว่ามุกที่คุณคิดว่าจะตลก หรือช็อตที่คิดมาจะเท่แค่ไหน ถ้าไม่วนกลับไปที่ไอเดียมันก็เท่านั้น หนังมันจะดีกว่าถ้าตัดออก เขาสอนเสมอว่าให้กลับไปที่คนดู คนดูจะรู้สึกอะไร 

คุณวัดความสำเร็จของงานยังไง

ความสำเร็จของหนังโฆษณาคืออะไรเหรอ (นิ่งคิด) ถ้าเป็นศัพท์ทางโฆษณาเลยจะเรียกว่า Effective (มีประสิทธิภาพ) ไม่เขาขายของดีขึ้น คนก็ต้องรู้สึกดีกับแบรนด์ รักแบรนด์มากขึ้น แม้ว่างานนั้นจะถูกแก้หลายดราฟต์มากๆ ก็ยังถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ว่าเราอาจจะปวดใจ (ยิ้ม) เราอาจจะไม่ได้ชอบมัน แต่ต้องอย่าลืมว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน หลังๆ โชคดีที่ลูกค้าจะมาหาเราเพราะอยากให้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เขาซื้อสไตล์เราอยู่แล้ว ไว้ใจ อยากให้มอร์ทำ มันเลยไม่ค่อยมีปัญหา

เขารู้อยู่แล้วว่าต้องมาเจอกับอะไร

มันคงไม่ดีไปกว่านี้หรอก! (หัวเราะ) 

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

การเป็นผู้กำกับที่ทำงานด้านอื่นๆ ทั้งการแสดง ทำเพลง ทำเสียง ทำให้คุณเข้าใจคนอื่นๆ ในงานที่ทำมากขึ้นไหม

เข้าใจมากขึ้นนะ แต่คำว่าเข้าใจมันแปลได้สองอย่าง หนึ่ง เข้าใจว่าอันนี้แม่งยากจริง บางทีเราไปบล็อกแทนนักแสดงด้วย เข้าไปอยู่ในเฟรมแทน บางทีลองเล่นก่อนเขาจะมาถึง อย่างวันก่อนเลย ไปออกกองก็ไปบล็อกแทนเขา ไอ้เหี้ย คิวแม่งเยอะว่ะ เราตัดคิวอันนี้ออกได้ไหมวะ กูยังคิดไม่ทันเลย นี่คือขาที่เข้าใจว่ามันยากจริง อีกขาหนึ่งคือ กูว่าแม่งง่าย อย่ามาบอกว่าลำบาก มันไม่ได้ยากขนาดนั้น มันแค่นี้เอง (หัวเราะ) 

เราว่าการมีทักษะการแสดงในการเป็นผู้กำกับมันดีมากๆ เพราะเราจะไกด์เขาได้ มันเหมือนเรามีอาวุธเยอะกว่า ไม่ต้องไปนั่งอธิบายอินเนอร์อย่างเดียว เราคุยกันในมุมมองของนักแสดงได้ 

เป้าหมายของคุณในวันนี้คืออะไร

ผมน่าจะมีความสามารถในการหาอะไรซนๆ ทำไปได้เรื่อยๆ มั้ง (หัวเราะ) ช่วงปีสองปีก่อนหน้านี้เราทำงานกำกับหนักสุดๆ คิดอย่างอื่นไม่ออกเลย ปีที่แล้วก็เลยเป็นเหมือน Gap Year รับงานน้อยๆ ทำเพลง พยายามศึกษาอะไรใหม่ๆ ปีนี้ก็เลยอยากทำเพลงที่ต่างไปจากเดิม เพราะเราชอบฟังเพลงยุคใหม่ เราชอบศิลปินยุคใหม่หลายๆ คน เลยอยากรู้ว่าตัวเองจะทำเพลงแบบนี้ได้หรือเปล่า Genre เพลง 2010 กับ 2020 มันจะไม่เหมือนกัน

Ten To Twelve เป็นวงยุค 2010 มันจะมีรากแบบหนึ่ง เอากีตาร์มาเล่นคอร์ดประมาณนี้ ขึ้นเพลงแบบนี้ ส่วนยุค 2020 มันจะขึ้นเพลงอีกแบบหนึ่งเลย เราอยากรู้ว่าเราจะทำเพลงแบบที่เด็กวัยรุ่นยุคนี้ทำได้ไหม

แล้วผลเป็นยังไงบ้าง

สนุกดีนะ ปีที่แล้วประกาศกับตัวเองเลยว่า ‘เดือนนี้จะไม่รับงาน จะทำเพลง!’ ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์พบว่า เชี่ย กูเครียดกว่าตอนทำงานอีก เพราะเราไม่เข้าใจเลย มันเป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่งเลย เพลงสมัยก่อนจะขึ้นแบบ… Oasis ตึงๆๆๆ เสียงกีตาร์ขึ้นก่อน Today is gonna be the day แต่อันนี้คือการหาลูปที่เราชอบก่อน แล้วค่อยเอาลูปนั้นมาทำต่อ อันนี้เป็นวิธีส่วนตัวของเรานะ ซึ่งมันก็มีหลายแบบหลายวิธี

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ก่อนหน้านี้ที่บอกทำงานหนักๆ คือกี่งานต่อปี

ก็เดือนละประมาณสองสามตัว ถ้าเป็นปีก็ยี่สิบถึงสามสิบชิ้น ปีนี้น้อยลงจนคนรอบๆ ตัวเขาคิดว่าผมไม่รับงาน ผมพยายามบอกทุกๆ คนว่าผมรับงานครับ ยิ่งช่วงปล่อยเพลง Melbourne ใหม่ๆ มีแต่คนบอกว่า ไม่กล้าส่งงานให้มอร์เลย ส่งมาเถอะ ยังรับงานอยู่ (หัวเราะ)

พอได้หยุดพักจากงานโฆษณาบ้างและมาทำเพลงคนเดียว รู้จักตัวเองมากขึ้นไหม

พอมาทำอะไรคนเดียวมันได้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นในทุกๆ ด้านแหละ เราต้องเป็นทั้งครีเอทีฟและเมเนเจอร์ในคนเดียวกัน เพลงแบบนี้เราชอบไหมและทำยังไงให้มันเสร็จตรงเวลา ช่วงแรกตอนทำเพลงคนเดียวก็เหวอหน่อยๆ อยากเติมกีตาร์ ไม่มีใครเติมให้ อันนี้ดีไหมวะ ก็ไม่รู้ แต่สักพักก็โอเค ได้คุยกับตัวเอง ทะเลาะกับตัวเองจนเข้าที่

แต่แปลกมากเลย เรารู้สึกว่าเราเบาขึ้นในการทำเพลง ก่อนหน้านี้ตอนทำ Ten To Twelve มันจะมีแรงกดดันบางอย่างว่ามันควรจะสำเร็จได้แล้ว เราควรจะให้ดนตรีเลี้ยงชีพได้แล้ว เราโชคดีที่ทำงานโฆษณาด้วย ขณะที่สมาชิกวงบางคนเขาเล่นดนตรีอย่างเดียว เราเลยอยากทำให้มันสำเร็จ ซึ่งไม่เคยทำได้เลย มันยาก พอมาทำคนเดียวเลยไม่มีความคาดหวังตรงนั้น เพลงมันไม่มาก็ไม่เป็นไร เราก็ทำของเราไป มันเลยเบาขึ้น

ความเบาที่ว่ามันคืออะไร

การทำ Commercial Art ไม่ว่าจะด้านเพลงหรือด้านภาพ ต้องมีความเบาแบบนั้นถึงจะดี งานโฆษณาก็ด้วย หรือการทำธุรกิจก็เหมือนกัน ออฟฟิศที่นี่ก็เลยมีแค่นี้ เพราะคุยกับพาร์ตเนอร์แล้วว่าไม่อยากแบกอะไร ไม่อยากมีภาระอะไร พอมันเบาแบบนี้ถ้าตอนนี้เราอยากทำเพลงก็ทำ คิดอะไรไม่ออกขอไปเที่ยวเดือนหนึ่งก็ง่าย

เราไม่อยากเป็นผู้กำกับที่ต้องรับงานเดือนละสามสี่ตัวเพื่อไปใช้จ่ายในออฟฟิศหรือผ่อนรถสปอร์ต เราแค่ไม่อยากให้ภาระในการใช้เงินมีอิทธิพลต่องานของตัวเอง ไม่อยากรับงานเยอะเพราะมีบิลที่ต้องจ่าย เราอยากเลือกจังหวะชีวิตของตัวเองได้ ซึ่งคนอย่างนี้มันจะไม่ค่อยรวย (หัวเราะ) เราก็มีรู้จักคนที่รับงานเยอะๆ แต่เขาก็ทำงานหนัก สุดท้ายมันคือเรื่องของ Priority ที่แต่ละคนไม่เหมือนกัน 

ออฟฟิศของคุณก็เลยใหญ่โต…

ใหญ่มากครับ ระวังหลงนะ (ยิ้ม)

นอกจากเรื่องเพลงและงานกำกับโฆษณา คุณสนใจอะไรใหม่ๆ เป็นพิเศษหรือเปล่า

มันไม่มีอะไรใหม่ๆ แต่ตอนนี้เริ่มสนใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น พออายุสามสิบกว่าร่างกายเริ่มเสื่อม เราปวดหลังล่างต้องไปหาหมอกายภาพ เดี๋ยวเสร็จจากนี่ก็มีนัดหมอกายภาพต่อ แค่รู้สึกว่าอยากเป็นคนแก่ที่แข็งแรงก็เลยดูแลตัวเอง อยากเป็นคนแก่ที่วิ่งสิบกิโลฯ ได้ ไม่ต้องวิ่งเร็วก็ได้นะ แต่เขาดูแข็งแรง ดูมีชีวิตชีวา เราไม่อยากเป็นคนแก่แบบเศร้าๆ

แล้วจังหวะชีวิตของตัวเองที่เลือกตอนนี้อยู่ตรงไหน

อยู่ตรงแถวๆ สมุทรปราการ ปากน้ำ ล้อเล่นนะ… ช่วงชีวิตตอนนี้ก็สนุกดี พอได้ทำเพลงก็เติมเต็มขึ้น ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (คิดนาน) 

นั่นสิ ไม่รู้ทำไม

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load