ปลายสายของเราวันนี้คือ มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร

“หนูอาจจะพูดไม่รู้เรื่องบ้างนะคะ อยู่บ้านมานานเป็นเดือนแล้วไม่ได้คุยกับใครเลย” เธอรีบออกตัวไปพลาง ขณะที่เรามัวแต่วุ่นวายจัดแจงอุปกรณ์ไอทีสำหรับวิดีโอคอล

เราไม่ได้เจอมินนี่ตัวเป็นๆ เพราะสถานการณ์โรคระบาดตัวร้ายบังคับให้ต้องห่างกันเพื่อความปลอดภัย แต่โชคดีที่ยังมีเทคโนโลยีคอยอำนวยความสะดวกให้บทสนทนาวันนี้เกิดขึ้นมาได้ แม้ขรุขระอยู่บ้าง แต่ออกรสออกชาติไม่แพ้การนั่งลงล้อมวงคุยอย่างปรกติ

มินนี่ ภัณฑิรา จากกระสือสาว สู่ไอดอลรักเรียนสุดดาร์กในเด็กใหม่ ซีซั่น 2

มินนี่โด่งดังชั่วข้ามคืนจากบทกระสือสาย ใน แสงกระสือ ภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต เมื่อ พ.ศ. 2562 หลังจากตระเวนแคสต์โฆษณาตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปลาย กระทั่งไปประกวด Young Model 2015 อย่างไม่ตั้งใจ จับพลัดจับผลูได้ตำแหน่งรองชนะเลิศและเซ็นสัญญากับช่อง 7HD จึงไม่แปลกใจถ้าใครหลายคนจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอผ่านละครเรื่อง บ้านปั้นดาว (2561) ปิศาจหรรษา (2562) หรือล่าสุด มธุรสโลกันตร์ ซึ่งออกอากาศปีก่อนด้วยเรตติ้งสูงลิ่ว

เธอคือดาราสาวรุ่นใหม่ผู้น่าจับตามอง-ข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้

และคงต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะล่าสุดมินนี่ได้รับบทบาทแสนท้าทายอย่าง ‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเธอตีบทนี้จนแตกกระจุย

เจ้าตัวเผยว่าคาแรกเตอร์ไอดอลด้านการเรียนหัวขบถ ผู้ต้องการละทิ้งชีวิตในกรอบสี่เหลี่ยม หันเหสู่หนทางด้านมืด คือขั้วตรงข้ามกับตัวตนของเธออย่างสุดโต่งนั้นท้าทายความสามารถของเธอ

มินนี่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุจริงอยู่ไม่น้อย มองทุกอย่างเป็นเหตุผลตามโลกความเป็นจริง เข้าใจชีวิตและมนุษย์อย่างถ่องแท้ แต่ในมุมตลกขี้เล่น ก็ยังรักษาความแจ่มใส เสน่ห์แห่งวัยเยาว์เอาไว้ได้อย่างไม่บกพร่อง

บทสนทนาต่อไปนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเธออย่างเป็นทางการผ่าน 5 แง่มุมใหม่ ตั้งแต่การเป็น (อดีต) เด็กหน้าใหม่ หลุมรักครั้งใหม่ การหมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ ซีรีส์เรื่องใหม่ ไปจนถึงการวางอนาคตตัวเองแบบใหม่

ขอเชิญไปทำความรู้จักเด็กใหม่คนนี้ได้เลย

มินนี่ ภัณฑิรา จากกระสือสาว สู่ไอดอลรักเรียนสุดดาร์กในเด็กใหม่ ซีซั่น 2

(อดีต) เด็กใหม่

มินนี่ไม่ใช่นักแสดงเด็กใหม่ เพราะเธอเข้าสู่วงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก

(อดีต) เด็กใหม่ในวัย 21 ปีคนนี้ ไม่เหมือนกับคนวัย 21 ที่เราเคยรู้จักมาก่อน เพราะประสบการณ์ที่เจ้าตัวสั่งสมมามากมาย สอนให้นักแสดงสาวคนนี้เติบโตกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก เรียนรู้ที่จะมองคนด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้

อาชีพในฝันของเด็กหญิงมินนี่คืออะไร

เหมือนเด็กส่วนใหญ่เลยคือ อยากเป็นทันตแพทย์ เพราะเคยค้นข้อมูลมาว่าอาชีพนี้ทำงานเป็นเวลามากกว่าหมอในโรงพยาบาล รายได้สมน้ำสมเนื้อกับความเหนื่อย และมากพอจะเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ 

พอโตมาหน่อยเปลี่ยนเป็นหมอผิวหนัง ถึงเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต แทนที่จะเรียนสายศิลป์ ทั้งๆ ที่เข้าวงการมาตั้งแต่เด็ก

เด็กแค่ไหนกันเชียว

ตั้งแต่ยังเดินไม่ได้เลย (หัวเราะ) คุณแม่เป็นนางเอกเอ็มวีให้ ลุงแจ้ (ดนุพล แก้วกาญจน์) จึงอยากดันให้เราเข้าวงการ พาไปแคสต์บททารกคลานในโฆษณาน้ำยาล้างจานกับ ลุงโน่ (นีโน่-เมทนี บุรณศิริ) ปรากฏว่าแคสต์ผ่าน แต่พอออกกองจริงกลับร้องไห้แยจนทีมงานต้องใช้คนอื่นแทน หนูเลยอดออกทีวีเลย น่าเสียดาย

เราเดินสายแคสต์โฆษณามาตลอด เรียกได้ว่าสัมผัสชีวิตฟรีแลนซ์ตั้งแต่เด็ก ที่เริ่มแคสต์งานโฆษณาผ่านบ่อยมากขึ้นคือช่วงนี้

แต่ตำแหน่งรองชนะเลิศเวที Young Model 2015 ก็การันตีว่ามินนี่มีของนะ

ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจประกวดเลย ไปช่วยแต่งหน้าให้รุ่นน้องเฉยๆ เขามาคนเดียว เราเลยสมัครเป็นเพื่อน คิดแค่ว่าไม่เสียหายอะไร และในชีวิตไม่น่าจะได้ทำอีกแล้ว พอประกวดเสร็จถึงรู้ว่าตัวเองไม่ชอบการแข่งขันแบบนี้เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยมินก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น มีสังคมกว้างขึ้นนอกจากเพื่อนในโรงเรียน ได้เรียนรู้เรื่องมารยาทการเข้าสังคมและการวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ประสบการณ์การทำงานตั้งแต่เด็กทำให้มินนี่โตกว่าเพื่อนวัยเดียวกันไหม

ประมาณหนึ่งเลยแหละ การได้เจอโลกกว้างแต่เด็กสอนให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น เช่น ธรรมชาติของมนุษย์ เราไม่ตัดสินใครหรือเกลียดใครโดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเขา แต่จะไตร่ตรองดูให้ดีว่าแต่ละคนเป็นแบบนี้เพราะอะไรหล่อหลอมเขาขึ้นมา การเลี้ยงดูจากครอบครัว สังคมเพื่อน หรือสภาพแวดล้อม เพราะเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลส่วนตัวรองรับการกระทำเสมอ

แต่ก็น่าเสียดายวัยเด็กอันแสนสนุกเนอะ

ตอนที่ติดเพื่อนมากๆ ก็แอบคิดบ้างนะว่าทำไมต้องมานั่งทำงานแบบนี้ แต่พอผ่านมาถึงตกตะกอนได้ ว่าสุดท้ายก็เรียนไปเพื่อทำงานอยู่ดี มองเป็นโชคดีมากกว่าที่พาตัวเองมาเจอโอกาสมากมาย เริ่มเร็วกว่ายิ่งได้เปรียบกว่า แถมเจอกลุ่มเพื่อนซึ่งรักและเข้าใจเรา เลยไม่รู้สึกเสียดายเท่าไหร่เพราะไม่มีอะไรตกหล่นไประหว่างทางมากมาย

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

หลุมรักครั้งใหม่

มินนี่ไม่ตกหลุมรักงานใดที่เธอเคยทำก่อนหน้าเลย จนกระทั่งได้เล่นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต คล้ายตอนที่นางเอกปิ๊งพระเอกแล้วได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข ความรักครั้งนี้คอยเติมแรงไฟให้ (อดีต) นักแสดงหน้าใหม่คนนี้ไม่หยุดเรียนรู้ ไม่สิ้นสงสัย และมีพลังเต็มเปี่ยมพร้อมสู้งานเสมอ ราวกับเพิ่งเข้าวงการเมื่อวาน

มินนี่เรียนการแสดงอย่างมวยวัดมาตลอด

ไม่เคยเรียนจริงจังเลย โรงเรียนสอนการแสดงของมินคือการไปแคสต์โฆษณา ประสบการณ์จากแต่ละครั้งให้เทคนิคแตกต่างกัน พอได้มาเล่นละครกับช่อง 7HD ถึงได้สัมผัสการแสดงอีกรูปแบบหนึ่ง

เคล็ดลับของมินคือการทำตัวเป็นฟองน้ำทุกครั้ง พื้นฐานเป็นคนชอบถามอยู่แล้ว เวลาเจอรุ่นใหญ่ก็จะซักจนสะอาด พี่จำบทอย่างไร พี่มีวิธีการตีความบทอย่างไร พยายามเรียนรู้จากคนมีประสบการณ์มากกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าเวิร์กหรือเปล่า แต่ตอนนี้หน้ากล้องกลายเป็นเซฟโซนของมินไปแล้ว กลับกัน ถ้าต้องยืนพรีเซนต์งานหน้าชั้นเรียนจะประหม่าทันที (หัวเราะ)

ไร้กระบวนท่า

วิธีนี้อาจได้เปรียบคนอื่นตรงที่ตีความบทได้อิสระมากกว่า กระโจนลงไปสู่ตัวละครนั้นเต็มตัวโดยไม่มีอะไรมาจำกัด ถ้าเรียนพื้นฐานมา ถึงจะมีตัวเลือกในหัวเยอะแยะไปหมด แต่จะติดอยู่กับกรอบทฤษฎีจนไม่กล้าก้าวออกมาทำอะไรใหม่ๆ

แต่เสียเปรียบตรงถ้าโตขึ้น ได้บทหนักเกินกว่าจินตนาการเองไหวก็ไม่รอด ถึงจุดหนึ่งจึงต้องเรียนเพื่อจัดแจงความรู้และทักษะในหัวให้เป็นระเบียบ ไม่อย่างนั้นจะทำงานลำบาก โชคดีที่มินได้ ครูร่ม (ร่มฉัตร ธนาลาภพิพัฒน์) ครูคนแรกจากการเวิร์กช็อปตอนแสดงเรื่อง แสงกระสือ มาช่วยปรับให้เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น

ตอนนั้น ม.5 เองหรือเปล่า

ใช่ค่ะ ตอนนั้น ม.ปลาย เอง ส่วนใหญ่เป็นนักแสดงสมทบ คราวนี้เราเป็นตัวดำเนินเรื่อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าท้าทายและยากแค่ไหน มินเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่หมดทั้งบทและวิธีการทำงาน เป็นบุญที่ได้มีโอกาสเจอนักแสดงเก่งๆ อย่าง พี่โอบ (โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) เวลาไปเวิร์คช็อป เขาทำการบ้านมาแทบจะหมดทั้งเล่ม ส่วนหนูเตรียมไปน้อยมาก บรรยากาศโดยรวมกดดันให้เราต้องพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว

ก้าวกระโดดเลยหรือเปล่า

ต้องก้าวกระโดดให้ทันคนอื่นเลยแหละค่ะ

แล้วเข้าใจคนเป็นกระสืออย่างไร

ในแง่บทคือต้องเปิดใจและเชื่อจริงๆ ห้ามปิดกั้นหรือคิดตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการแสดงใช้เทคนิคหลากหลายมาก อย่างการเคลื่อนไหวให้เหมือนกระสือถอดหัว ตอนเวิร์คช็อปก็นอนนิ่งๆ ครูมาดึงหัวกับตัวให้ค่อยๆ ห่างออกจากกัน มินต้องพยายามใช้กล้ามเนื้อจำให้ได้ว่าควรเคลื่อนไหวและรู้สึกอย่างไร หรือเทคนิคการจินตนาการถึงความเจ็บปวด ให้คิดถึงความรู้สึกเหมือนมีมีดมาแทงคอ มีเข็มมาปัก จากหนึ่งเล่ม ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พอเวิร์คช็อปหนักๆ วันถ่ายทำจึงชิลล์ไปเลย ยอมรับเลยว่าโคตรสนุก ตื่นเต้น และมีความสุขทุกครั้งที่ออกกอง

เหมือนมินนี่จะตกหลุมรักภาพยนตร์เลยนะ

ยอมรับเลยค่ะ (หัวเราะ) มินรักความสมจริงของภาพยนตร์ ในฐานะนักแสดง มันเหมือนเราสองคนคุยกันตามปกติโดยไม่ต้องกังวลอะไร แล้วตั้งกล้องบันทึกภาพเอาไว้ กลับกัน ถ้าเป็นละคร ต้องแสดงให้รับกับกล้องเสมอ รุ่นใหญ่หน่อยจะรู้ว่าต้องเริ่มแอคติ้งตอนไฟกล้องติดแล้วรับกับเขา ทำให้มีจังหวะไม่เป็นธรรมชาติอยู่

อีกอย่างคือวิธีการเล่าเรื่อง ละครจะเล่าเรื่องอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมา แต่ภาพยนตร์เล่าได้ตั้งแต่ตัวละครเพิ่งเห็น เพิ่งสัมผัส รู้สึกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อจุดประสงค์ของตัวเอง การที่คนดูเห็นภาพรวมทั้งหมดและเมจิกโมเมนต์ที่เกิดขึ้นในกองถ่ายอย่างแรนด้อมคือเสน่ห์มัดใจเลย

กับละครชอบอะไรมากกว่า

ก่อนหน้านี้ที่เคยทำมาก็ชอบทั้งหมดนะคะ แต่การถ่ายทำละคร หนึ่งวันต้องรีบมากเพราะมีหลายซีน ซึ่งตัดโอกาสไม่ให้ตัวละครได้เล่าเรื่องได้เต็มที่ ภาพยนตร์จะมีเวลาต่อหนึ่งซีนเยอะกว่า ทำให้มินละเอียดกับบทและตัวละครในหน้าฉากได้มากกว่า

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

ความรู้ใหม่

รักแรกพบกับศาสตร์ภาพยนตร์คราวนั้นทำให้นักเรียนสายวิทย์-คณิต อย่างมินนี่ เบนเข็มเป็นเด็กฟิล์มอย่างเต็มตัวในระดับมหาวิทยาลัย จวบจนปัจจุบันก็เข้าสามปีเต็มที่มินนี่ได้ทดลองเรียนรู้งานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างสนุกสนาน

มินนี่เรียนฟิล์มเพราะภาพยนตร์เรื่อง แสงกระสือ

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเหตุผลใหญ่ๆ เลย ประสบการณ์จากการทำงานจริง เช่น การขึ้นเครนกลางดึกเพื่อจัดไฟ หรือการทำควายตายปลอมขึ้นมาทั้งตัว แล้วเอาปลาเค็มไปใส่ไว้ข้างในให้แมลงวันตอมจะได้สมจริง การใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ทำให้อยากลองเรียนรู้งานเบื้องหลังดูบ้าง ถึงรู้ดีว่าเหนื่อยโคตรแน่ๆ แต่ก็พร้อมค่ะ

พอตัดสินใจได้ก็ค้นข้อมูลว่ามีที่ไหนเน้นการลงมือทำมากกว่าเรียนเนื้อหาบ้าง มีอุปกรณ์พร้อม เลยเลือกมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะกล้องตัวละเป็นล้านก็กล้าให้นักศึกษาเบิกมาถ่ายงาน โชคดีที่หนูเอาผลงานเรื่อง แสงกระสือมาขอทุนคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ได้ แฮปปี้มากที่ได้เรียนตามฝันในที่ที่พร้อมสนับสนุนทุกอย่าง

สัมผัสทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังมาแล้ว คิดว่าถนัดเบื้องไหนกว่ากัน

ถนัดหน้ากล้องกว่าอยู่แล้ว แต่มินไม่ทิ้งเบื้องหลังนะ เพราะการทำงานเป็นทีมเราต้องประคับประคองให้ออกมาดีที่สุด แต่สุดท้ายเพื่อนก็ไล่ไปเป็นนักแสดงอยู่ดี (หัวเราะ)

มีครั้งหนึ่งเคยรับหน้าที่เป็นคนตีสเลต โอ้โห นี่มันศาสตร์แขนงใหม่ชัดๆ กดดันมาก เพราะถ้าตีไม่ทันก็ต้องมาตีตอนหลังใหม่ ขานใหม่ เสร็จแล้วก็จดว่าซีนไหนเอาเทคไหน ไม่เอาเทคไหนเพราะอะไร ตอนนี้ยังลืมไปแล้วเลยว่าต้องทำอย่างไร

การเรียนฟิล์มสอนอะไรให้มินนี่บ้าง

สอนให้รู้จักงานในกองถ่ายทุกอย่าง ทำให้ทำงานเบื้องหน้าได้ลึกซึ้งและเข้าอกเข้าใจทีมงานมากขึ้น เช่น พอจบซีนต้องรอย้ายไฟ ก็เข้าใจว่าการย้ายไฟยุ่งยากอย่างไร ไม่หงุดหงิดทีมงานเพราะช้า ตอนแสดง บางจังหวะก็รู้ว่าควรค่อยๆ ขยับตัวเพราะกล้องอาจไม่โฟกัสตาม บางซีนอารมณ์หนักๆ ก็พยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้ให้นานกว่าเดิม เพื่อจะได้ต่อกับซีนถัดไปอย่างราบรื่น

แอคติ้งคือวิชาโปรดเลยล่ะสิ

อันดับหนึ่งเลย ถึงแม้เป็นพื้นฐานซึ่งเราเคยเรียนมาแล้ว แต่พอได้อยู่ในคลาสกับอาจารย์คนใหม่ กับเพื่อนชุดใหม่ ก็ได้รับบทเรียนแตกต่างออกไปจากเดิม เพราะประสบการณ์ส่วนตัวที่พวกเขาใช้ในการตีความบทไม่มีทางซ้ำกัน ทุกครั้งที่เรียนจะทำตัวเป็นแก้วเปล่า ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกว่าใครเลย 

เขาว่าเด็กฟิล์มชอบดูหนังโคตรๆ นี่จริงไหม

จริงที่สุดเลยค่ะ ชอบมากแบบ ก ไก่ล้านตัว

งั้นขอหนึ่งเรื่องในดวงใจ

ไม่อ้างอิงกับอะไรเลยนะ ล่าสุดที่ดูแล้วประทับใจมากคือเรื่อง My Octopus Teacher เพิ่งได้รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมปีนี้ มินว้าวมากๆ ในแง่เนื้อหา เพราะเพิ่งรู้ว่าปลาหมึกสายซึ่งมีอายุไขเพียงหนึ่งปีกลับเหมือนคนได้ขนาดนี้ เขาไปหามันทุกวันเพื่อดูการใช้ชีวิต ไปเข้าใจมัน แล้วพอหมึกเห็นผู้ชายคนเดิมบ่อยๆ หมึกก็เริ่มไว้วางใจ เอาหนวดมาจับมือ เกาะขึ้นมาเล่นด้วยเหนือน้ำ 

ส่วนในแง่เทคนิคการถ่ายทำก็เหนือชั้น ใช้ความอดทนสุดๆ และที่สำคัญ (เธอทำเสียงกระซิบ) ทะเลสวยกว่าที่เคยคิดไว้มาก

เรียนฟิล์มแล้วดูหนังสนุกน้อยลงไหม

ไม่เชิงสนุกน้อยลงแต่มุมมองเปลี่ยนไป อย่างดูหนังผีก็คิดว่าเขาจะดีไซน์ให้ออกมาตุ้งแช่ตรงไหน พอผีโผล่ออกมาก็กดหยุด ชะโงกหน้าไปเพ่งดูว่าเขาแต่งเอฟเฟกต์อย่างไรให้ออกมาสมจริง ยิ่งไปดูกับพ่อด้วยนะ จะยิ่งชอบวิเคราะห์กัน เพราะเขาออกกองกับมินทุกครั้ง เสียอรรถรสไปพอสมควร

หลังๆ มาถึงจับมือกันว่าขอเข้าไปดูแบบเอาสนุก (หัวเราะ) เพราะมินชอบดูไปถึงเทคนิคว่าน่าสนใจอย่างไร เผื่อวันหนึ่งเป็นผู้กำกับเราเอาไปใช้บ้าง

แปลว่ามีตำแหน่งเบื้องหลังที่อยากทำ

เมื่อก่อนผู้กำกับเป็นตำแหน่งในฝัน พักหลังมานี้รู้สึกว่าอยากลองเป็นแอคติ้งโค้ช หากในอนาคตคิดว่าตัวเองมีความสามารถมากพอและมีโอกาสเหมาะก็น่าลองดู อยากรู้ว่าถ้าใช้พลังกายพลังใจของเราส่งผ่านคนอื่นไปแทน จะมีความสุขแค่ไหน แล้วถ้าเขาทำได้เราน่าจะต้องตื้นตันมากกว่าตัวเองทำได้อีก ขนาดเวลาครูสอนแล้วเราทำได้ยังโคตรดีใจเลย 

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

ซีรีส์เรื่องใหม่

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) คือผลงานการแสดงชิ้นใหม่ล่าสุดของมินนี่

‘JennyX’ เป็นบทแนวดาร์กครั้งแรกที่ลบภาพจำความหวานเรียบร้อยของเธอไปได้อย่างเด็ดขาด นอกจากแปลกใหม่และท้าทายสุดๆ แล้ว การพยุงความกล้าและก้าวออกมารับบทซึ่งเจ้าตัวบอกว่าตรงข้ามกับตัวเองสุดขั้ว คือบทเรียนชั้นดีที่หาไม่ได้จากห้องเรียนห้องไหน

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

เล่าถึงบท ‘JennyX’ ใน เด็กใหม่ ซีซั่น 2 ให้ฟังหน่อย

คือตอนจบมันเป็นอย่างนี้ค่ะ

เดี๋ยว เอาตอนจบเลยหรอ

(หัวเราะ) เจนนี่เป็นไอดอลด้านการเรียนหนังสือ ไลฟ์สอนทำการบ้าน เป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ถึงซัพพอร์ตมากจนขนาดลาออกจากงานมาเป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัว ดูคิวถ่ายงาน ติดต่อกับสปอนเซอร์ หารายได้กับเจน กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวไปโดยปริยาย จนวันหนึ่งรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ตัวเอง ไม่ชอบตัวเอง อยากเป็นคนใหม่ที่แซ่บขึ้น พอมาเจอแนนโน๊ะ ผู้สนับสนุนความคิดนี้ ก็เลยไลฟ์ฆ่าตัวตาย เรื่องเริ่มต้นที่ตรงนี้ค่ะ

บทค่อนข้างดาร์ก ซึ่งดูไม่ค่อยเป็นตัวหนูเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่มีภาพจำว่ามินนี่ต้องน่ารัก สดใส เพราะชอบได้บทเรียบร้อย มีดราม่าบ้างแต่ก็ไม่ดำมืดขนาดนี้มาก่อน

แล้วแบบไหนเป็นตัวมินนี่มากกว่า

ไม่มีอันไหนใกล้เลยค่ะเพราะทั้งสองอย่างมันสุดทุกทาง บทเจนค่อนข้างความคิดเด็กมาก อย่างการเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการแต่งตัวแซ่บขึ้น เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสีผม เจาะโน่นนี่ ก็ไม่ใช่มิน ส่วนภาพเรียบร้อยก็ไม่ใช่ตัวเราทั้งหมด แม้บางครั้งเจอผู้ใหญ่ก็ต้องมีมารยาทด้วยสถานการณ์

ครั้งหนึ่งเคยหันไปคุยกับ พี่เตี๋ยว (ก๋วยเตี๋ยว-จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์) ว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเจนแค่ไปบอกพ่อแม่ตรงๆ ว่าไม่อยากทำแล้ว (หัวเราะ) แต่ด้วยช้อยส์ที่เจนเลือกจึงเกิดเรื่องขึ้นมา ส่วนชีวิตจริงเราสนิทกับพ่อมาก เจนนี่อยู่ตรงข้ามมินเลยก็ว่าได้

ท้าทายมากเลยสิ

สุดๆ บทมันท้าทายว่าเราจะไปถึงจุดที่ตัวละครเชื่อได้ไหม ซึ่งเป็นซีนเหนือจินตนาการมากๆ ถ้าบอกไปอาจสปอยล์ ใบ้แค่ว่าถ้าเกิดขึ้นจริงคงจะรับอารมณ์ไม่ไหว แถมมีบางซีนที่ต้องถืออารมณ์หนักไว้นานๆ ก็ยิ่งยาก ในฐานะนักแสดงที่ต้องถ่ายทอดให้คนดูเข้าถึงตัวเจนนี่ให้ได้มากที่สุด เลยทั้งกดดันและท้าทาย

แล้วมีวิธีเข้าถึงบทบาทอย่างไร

ท้ายที่สุดก็ต้องเชื่อสิ่งที่ตัวละครคิด ปักใจเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ วิธีของหนูมันอาจจะตลกนิดหนึ่งนะ คือ มินนั่งสมาธิแล้วจินตนาการถึงตัวเจนนี่ตอนเด็กๆ ทั้งตามที่บทให้ข้อมูลมาและเราตีความเพิ่ม คิดถึงครอบครัวที่มีพ่อแม่ปลูกฝังแกมยัดเยียดให้ลูกไลฟ์ทำการบ้าน บังคับให้พูดอวยสินค้า ช่วงไหนของชีวิตที่เจนนี่เริ่มเกลียดตัวเอง พยายามหาที่มาที่ไปของตัวละครเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น จากนั้นจึงไปคุยกับผู้กำกับอีกทีว่าเราเห็นภาพตรงกันไหม

บทนี้สอนอะไรให้มินนี่

ทำให้เข้าใจชีวิตมนุษย์มากขึ้นว่าแต่ละคนมีเบื้องหลังไม่เหมือนกัน ซึ่งนำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาต่างกัน เราตัดสินคนอื่นด้วยตรรกะของเราไม่ได้ ต้องเข้าใจความสมเหตุสมผลส่วนตัวของคนอื่นด้วย 

ส่วนในแง่การแสดง แม้เราจะจัดการกับอารมณ์ได้ง่ายขึ้น แต่การถ่ายทำไม่อนุญาตให้เล่นสนุกหรือหยุดพักเลย ทำการบ้านเยอะมากและต้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)
เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

อนาคตใหม่

แววตาซึ่งส่งประกายออกมาตลอดการสนทนา คลายความสงสัยเราไปเลยว่าเธอมุ่งมั่นและทุ่มเทต่ออาชีพนักแสดงมากแค่ไหน ความรักที่ได้รับตอบแทนกลับมาจากแฟนคลับ คือเครื่องยืนยันว่าในอนาคตเธอจะไม่ยอมผ่อนปรนคุณภาพการแสดงอย่างแน่นอน

อาชีพนักแสดงสำหรับมินนี่คืออะไร

คือตัวกลางในการสื่อสารตัวละครออกไปผ่านการตีความของนักแสดง มินว่าอาชีพนักแสดงนี่มีเวทมนตร์นะ เพราะล่าสุดเห็นข่าว น้าค่อม (อาคม ปรีดากุล) แล้วคิดถึง เลยกลับไปย้อนดูภาพยนตร์ที่แกเคยเล่น พบว่าเราผูกพันกับเขามาก แม้ไม่เคยเจอกันในชีวิตจริง เสียใจต่อการจากไปของเขาเหมือนญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว เลยกลับมาคิดได้ว่าวันหนึ่งอยากไปถึงจุดที่สร้างความรู้สึกพิเศษกับคนดูผ่านผลงานการแสดงให้ได้เหมือนกัน

มินยังไม่มั่นใจเหมือนกันนะว่าตัวเองเป็นนักแสดงที่ดีแล้วหรือยัง แต่การทำการบ้านและรับผิดชอบต่อบทบาทอย่างดีที่สุดคือหนึ่งข้อที่หนูไม่เคยทิ้ง เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางเข้าใจ ท้ายที่สุดก็แสดงออกมาอย่างขอไปที หนูว่านักแสดงมีหน้าที่หาเป้าหมายของตัวละครให้เจอแล้วเชื่ออย่างนั้น

แล้วเป้าหมายสูงสุดของมินนี่ล่ะ

พักหลังมานี้เพิ่งตกตะกอนได้ว่าคือการอยู่อย่างมีความสุข เพราะแท้จริงแล้วชีวิตมันก็แค่นี้เอง เกิดมา ทำงาน หาเงินให้คนที่เรารัก กินของอร่อยๆ ซื้อของที่อยากได้ เจ็บป่วย และตายไปในที่สุด ธรรมชาติโคตรจะตรงไปตรงมา มนุษย์เองที่ไปปรุงแต่งให้ยุ่งยาก เช่น อยากได้ของเกินตัว ของไม่จำเป็น ทั้งที่แค่ได้อยู่บ้านกับพ่อกับน้องก็มีความสุขแล้ว เคยนั่งมองกระเป๋าที่เก็บเงินซื้อนานมาก เพราะคิดอยากขายเอามาซื้อกุ้งเผากินด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

มินนี่หาความสุขได้เก่งจัง 

ความสุขอยู่รอบตัวเลยค่ะ แต่ถ้าพูดในฐานะนักแสดง การมีคนมาชอบหนังที่เราเล่นก็ดีใจมากแล้วนะ แต่ความสุขสุดๆ เลยคือการมีคนรักตัวตนเราจริงๆ ไม่เฉพาะบางบทบาท เหมือนกับที่รักพี่หม่ำ แม้เขาจะไม่ได้ตลกตลอดเวลา บางคนคาดหวังให้เราเรียบร้อย พอมาเจอตัวจริงติ๊งต๊องหน่อยก็เลิกชอบ เลยอยากให้มีความสุขและรักหนูอย่างที่หนูเป็นมากกว่า 

ดูรักแฟนคลับมาก

มินมองว่าแฟนคลับคือครอบครัว คือแรงสนับสนุนหลักที่พาเรามาถึงจุดนี้ ถ้าพวกเขาแฮปปี้ คนที่จะแฮปปี้กว่าก็คือตัวมินเอง ยอมรับว่าลึกๆ เลย กลัวคนไม่เสพผลงานของเรา มินมองว่าอาชีพนักแสดงก็เหมือนบิตคอยน์ เกิดขึ้นจากคนไปให้ค่า นักแสดงก็เหมือนเหรียญบิตคอยน์เหรียญหนึ่งเท่านั้น ถ้าคนเลิกให้ค่าก็กลายเป็นศูนย์กลับสู่สามัญ

ถ้าเกิดเป็นจริงอย่างนั้นในอนาคตล่ะ

ไปเป็นแม่ค้าเลยค่ะ (หัวเราะ) เพิ่งรู้ตัวเองว่าชอบขายของ แต่ก่อนถ้าใครเคยเดินตลาดละลายทรัพย์อาจจะจำหน้าหนูได้ เพราะเคยร้อยลูกปัดคริสตัลแล้วนั่งปูเสื่อตะโกนขาย ตอนนั้นมีความสุขมากๆ ที่ได้ดีไซน์เอง ทำมือเองอย่างตั้งใจ แฮปปี้ที่ลูกค้าได้ของดีไปใช้อย่างคุ้มค่า จริงๆ แล้วถ้าเทียบกันมันก็เหมือนกับที่หนูตั้งใจเล่นทุกเรื่องเพื่อให้คนดูได้รับสิ่งที่คุ้มค่าเขามากที่สุด

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

มีไม่กี่สิ่งบนโลกใบนี้ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงไทม์แมชชีน หนึ่งในนั้นคือบทเพลง

ใครเคยฟังเพลงแล้วภาพเก่าๆ เวียนวน ฉายซ้ำ คงพยักหน้าเห็นด้วย

สุข เศร้า สมหวัง ผิดหวัง รอยยิ้ม คราบน้ำตา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในบทเพลงที่เราฟังในช่วงเวลานั้นๆ และคงไม่ต่างกัน ในฐานะศิลปินคนทำเพลง พวกเขาน่าจะมีความทรงจำมากมายฝากและฝังอยู่ในท่วงทำนองของเพลงที่พวกเขาเขียน ที่พวกเขาเล่น ที่พวกเขาร้อง

โดยเฉพาะกับวงดนตรีวงหนึ่งที่มีอายุครบ 10 ปี

บ่ายวันหนึ่งที่ค่าย What the Duck เรานัดพบกับวง Musketeers อันประกอบด้วย เท็นชาครีย์ ลาภบุญเรือง นักร้องนำ, ด๋อยสรรวิช หวานสนิท มือเบส, พูภาคภูมิ นิ่มละมัย มือกีตาร์ และ บิ๊กรวิน มิตรจิตรานนท์ มือกีตาร์

ไม่ว่าเราจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับวงวงนี้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าเพลงเหล่านี้น่าจะเคยลอยผ่านหูของทุกคนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ของขวัญ, อยากให้เธอลอง, ไกล, ความทรงจำ, แค่บางคำ, แค่คุณ, Dancing, ใจความสำคัญ-คุ้นๆ กันบ้างไหม

จากวงดนตรีที่รู้จักกันในวงแคบๆ สมัยอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ต้องวิ่งโร่หาสปอนเซอร์กันเองเพื่อทำซีดีหลักร้อยแผ่นออกขาย วันนี้พวกเขาเดินทางมาถึงขวบปีที่ 10 กำลังจะออกอัลบั้มที่ 3 ชื่อ Day & Night และเดือนกันยายนพวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert’

ในวาระทั้งหมดที่ว่าเราเลยอยากชวนพวกเขามาย้อนรำลึกความหลังด้วยการให้สมาชิกในวงเลือกเพลงที่ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนจะมีเพลงไหนบ้าง แล้วเพลงนั้นจะเป็นเพลงเดียวกับเพลงที่อยู่ในใจเราไหม

เชิญกดปุ่มเพลย์บทเพลง แล้วอ่านย่อหน้าถัดไป

Track 1  เพลงเพลงหนึ่ง

Album: EP

“เพลงเพลงหนึ่ง เป็นเพลงแรกที่ผมเขียน อยู่ในอัลบั้ม EP ที่ปกเป็นรูปต้นไม้ เป็นเพลงที่ผมแทบไม่ต้องมานั่งจำเนื้อเลย มันฝังอยู่ในดีเอ็นเอ ร้องเมื่อไหร่ก็ร้องได้” เท็น

ชีวิตช่วงที่เขียนเพลงนี้เป็นยังไง

เท็น: โคตรสนุก นึกถึงทีไรกลิ่นของช่วงมหาวิทยาลัยปี 3 มันจะคละคลุ้ง ช่วงนั้นเราเริ่มศึกษาชีวิตร็อกสตาร์ว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง เขาไปเที่ยวที่ไหนกัน กินเหล้าอะไรกัน (หัวเราะ) เวลาไปโรงอาหารก็จะแอ็กนิดนึง พอเริ่มมีเพลง เริ่มคิดว่าตัวเองเริ่มเก๋า

แล้วย้อนมองกลับไปรู้สึกยังไง

เท็น: โห ทุเรศมาก (หัวเราะ) แต่มันคือจุดประกายความฝันที่ทำให้เรามีทุกวันนี้

พวกคุณจำวันแรกที่เจอกันได้มั้ย

บิ๊ก: จำได้ (ตอบทันที)

เท็น: จำได้ ผมจำได้ว่าตอนแรกที่เจอบิ๊ก ตอนนั้นเขาประกวดดาวเดือน เขาเป็นเดือนคณะนะครับ เพราะโดนแกล้ง นั่นเลยทำให้ผมจำเขาได้ โห เดือนคณะนี้เฟี้ยวว่ะ ใช้หลักเกณฑ์อะไรคัดวะ (หัวเราะ) เขาเอาไม้กวาดมาขี่ด้วย นั่นเป็นภาพแรกที่ผมจำเขาได้

ด๋อย: ส่วนผมกับบิ๊กเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในสาขาวิชาเดียวกัน ก็จะเล่นดนตรีด้วยกัน บิ๊กก็ไปซ้อมบ้านผมบ่อยๆ

เท็น: แล้วผมก็เป็นคนเชื่อมทุกคนเข้าหากัน

Musketeers

แล้วจำวันแรกที่เกิดวง Musketeers ได้ไหม

เท็น: ตอนนั้นยังไม่ได้ชื่อวง Musketeers สมาชิกเรายังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ ตอนที่มาเป็นวงอย่างนี้จริงๆ จังๆ น่าจะเป็นตอนงานการกุศลงานนึงชื่อ Hunger Free Music Festival ขององค์กรการกุศลองค์กรหนึ่ง ตอนนั้นมีโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงเอง แล้วเพลงนี้จะถูกนำไปประกอบเว็บไซต์กับประกอบแคมเปญ ตอนแรกเรายังใช้ชื่อ วงคำเหลา กันอยู่

พวกคุณชอบพี่หม่ำกันขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อวงเลยเหรอ

เท็น: ใช่ ชอบมาก ผมกับคุณโจ้ (มือกลองคนเก่า) ชอบดูสามช่าแล้วเอามาคุยกันที่คณะ จนกระทั่งตอนประกวด เขาประกวดกันที่สยาม แล้วมีสื่อค่อนข้างเยอะ เราก็คุยกันว่าถ้าใช้ชื่อ วงคำเหลา สักวันหนึ่งอาจจะโดนพี่หม่ำฟ้อง แล้วตอนนั้น บิ๊ก เขากลับจากอเมริกาพอดี เขาซื้อช็อกโกแลตมาอันนึง ชื่อ Musketeers เขาบอกว่า เฮ้ย ช็อกโกแลตนี้ชื่อเพราะ ความหมายดี เหมาะกับพวกเรานะ ก็เลยใช้ชื่อนั้น

ถ้าบิ๊กซื้อ คิทแคท มาไม่ชื่อวงคิทแคทเลยเหรอ

เท็น: ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น (หัวเราะ)

Musketeers

Track 2  รออยู่ที่เดิม

Album: EP

ตอนนั้นเริ่มมีคนรู้จักเรา เพลง รออยู่ที่เดิม เป็นเพลงแรกๆ ที่หลายคนชอบ แฟนคลับเรารุ่นแรกๆ เขาติดตามเราจากเพลงนี้ จำได้ว่าเราเอาไปลง My Space แล้วก็มีคนใน มช. เข้ามาฟัง เพลงมันหวานซึ้งเหมาะกับเชียงใหม่ ชิลล์ๆ เย็นๆ ช่วงนั้นเชียงใหม่อากาศหนาวมาก ไม่เหมือนสมัยนี้
“อัลบั้ม EP เราอาศัยประสบการณ์ในการทำงานคณะ อย่างการหาสปอนเซอร์ ผมก็ไปคุยกับหลายๆ ร้าน ไปโม้ว่าผมจะทำแผ่น แล้วเขาออกเงินให้เราทำหมด ไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาท ทุกวันนี้ร้านที่เราเคยไปขอสปอนเซอร์เขาภูมิใจในตัวเรามากนะครับ เราก็ยังพูดคุยกัน เป็นพี่น้องกันอยู่” เท็น
“ถ้าจำไม่ผิด พี่บอล Scrubb กับ พี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล) ที่ทำ Believe Records เขาเข้ามาฟังด้วย” บิ๊ก

ตอนนั้นมีคุยกันเล่นๆ มั้ยว่าวงเราจะไปถึงไหน

เท็น: ก็มีคุยกันนะตอนที่พวกเราทำอัลบั้มแรก พออัลบั้มแรกเสร็จเราก็ดีใจว่าเรามีอัลบั้มแล้ว เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นศิลปินอยู่ในค่าย จะมีอัลบั้มออกมา จะมีเพลงเปิดในวิทยุ จะได้ไปทัวร์สื่อต่างๆ เราก็คิดกันว่า เฮ้ย มีอัลบั้มแล้วเว่ย เดี๋ยวอีกหน่อยเราจะต้องมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองนะ จะต้องไปทัวร์ต่างประเทศ มันเป็นความฝันของวัยรุ่นช่วงนั้น เราก็ยังอายุน้อยกันอยู่ มันกึ่งๆ ระหว่างเอาจริงกับเอามัน เหมือนโม้น่ะครับ กินข้าวกันก็โม้กัน

Musketeers

หลังจากเจอพี่บอล พี่ฟั่น พวกคุณก็ได้ออกอัลบั้มแรกกับ Believe Records คุณจำวันแรกที่เห็นซีดีตัวเองเสร็จเป็นแผ่นได้มั้ย

ด๋อย: อยากจะเหมาให้หมด ตอนแรกอยากจะขอค่ายสัก 50 แผ่นแต่ไม่ได้ เพราะเขาต้องเอาไปขาย อยากจะขอให้พ่อให้แม่ให้ญาติ อยากจะเอาไปใส่กรอบ อยากจะเอาไปไว้ในรถ

บิ๊ก: คือเราไม่คิดว่าเราจะมีแผ่นจริงๆ เป็นของเราเอง เราเคยแต่เดินไปซื้อตามแผงเทป เคยตามศิลปินรุ่นพี่หลายๆ คน วันนี้สิ่งที่เราสร้างมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว

เท็น: ผมเหมาเลย เอาไปแจกคนที่มีพระคุณกับผม ผมซื้อประมาณสามสิบสี่สิบแผ่นได้ แล้วผมก็เซ็นทุกแผ่น เอาไปให้พระที่ผมเคารพที่เลี้ยงดูผมมา เอาไปให้พ่อแม่ ไปให้ญาติพี่น้อง ตระเวนแจก เพราะผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่พี่ป้าน้าอาอาจจะไม่เข้าใจว่าผมทำอะไรอยู่ มันคือสิ่งนี้แหละ เพราะผมจบกฎหมายมา คุณตาจะถามเสมอว่าจบมาทำไมไม่ทำราชการ มาเล่นดนตรีอะไร เขาคิดว่าเราเล่นผับกลางคืน พอมันกลายเป็นซีดี เราก็บอกว่าที่เราทำคือไอ้นี่นะ ลองฟังดู

พู: อย่างผม ทางบ้านก็ไม่ค่อยสนับสนุน เติบโตมาในครอบครัวราชการ เขาก็จะมองว่า โหย ทำราชการดีกว่า แต่เราก็เข้าใจนะว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น เราไม่ได้ต่อต้านเขา เราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น แค่เราเลือกทางนี้ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น เขาไม่ได้ต้องการเห็นเราเป็นเศรษฐีอะไรหรอก เขาแค่อยากเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ เลี้ยงตัวเองได้ มีครอบครัวได้ ไม่ลำบาก ซึ่งทุกวันนี้เขาคงเห็นแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราอยู่ได้ก็โอเค

Track 3  ของขวัญ

Album: Left Right and Something

“น่าจะเป็นเพลงแจ้งเกิด เป็นเพลงที่ทำให้เรารู้จักในหมู่กว้าง ถือว่าเปิดโลกของเราก็ว่าได้ จากศิลปินที่ต้องเสียเงินค่ารถไปเล่นตามงานอีเวนต์ทำให้เราเริ่มมีรายได้ เริ่มมีทัวร์ที่เราต้องเล่นต่อหน้าคนที่ซื้อบัตรมาดู ต่อความคาดหวังต่อแฟนเพลงที่อยากมาดูเรา
“พอเพลงของขวัญดังปุ๊บเรามีงานเต็มไปหมด เราทัวร์เยอะมากจนบ้านช่องไม่ได้กลับ ไปจังหวัดไหนก็ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่จังหวัดนั้น กางเกงในอะไรซื้อใหม่หมด” เท็น
“ช่วงเพลง ของขวัญ ดังสายกีตาร์ผมจะใหม่มาก เพราะเป็นช่วงที่ผมเริ่มมีเงินเปลี่ยนสายกีตาร์” บิ๊ก

เพลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงไหม

เท็น: ใช่ครับ จากที่ต้มมาม่ากินเราก็กินบะหมี่แล้ว (หัวเราะ) ช่วงนั้นจำได้ว่าผมนั่งคุยกับคุณแหลม (นักร้องนำวง 25 Hours) นั่งกินมาม่ากันแล้วก็คุยกันว่า “เฮ้ย ชีวิตพี่ตูน บอดี้แสลม ต้องมานั่งต้มมาม่ากินแบบพวกเราเปล่าวะ” ก็นั่งวิเคราะห์กัน “มันก็ต้องมีบ้างแหละน่า” ผมยังจำโมเมนต์ตอนนั้นได้เลย

Musketeers

Track 4  Dancing

Album: Uprising

“เพลงนี้เป็นตัวจุดประกายความสนุกสนานในตัวพวกเรา หลายคนจำ เพลง ของขวัญ จำเพลง ไกล จำ รออยู่ที่เดิม รู้สึกว่าวงนี้มันชิลล์ เพลงรัก เนิบๆ แต่ Dancing มันทำให้คนบอกว่า เฮ้ย แม่งมัน เฟี้ยวฟ้าว มันพิสูจน์ตัวเราเองว่าเราก็เป็นคนสนุกสนานเหมือนกันนะ” เท็น

ช่วงสองอัลบั้มแรกพวกคุณมีช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้างมั้ย

เท็น: มันก็มีช่วงที่ยากลำบากนะ ตอนระหว่างอัลบั้มแรกกับอัลบั้ัมสอง ถ้าใครติดตามจะรู้ว่าตอนนั้นผมไม่สบาย ไปเล่นคอนเสิร์ตที่อุดรธานีเสร็จผมลงจากเวทีแล้วพูดไม่ได้ ไม่มีเสียง พยายามจะสื่อสารกับเพื่อนแต่พูดไม่ออก กลับมาโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ไปส่องกล้อง พบว่าเส้นเสียงบวมมาก มีอาการกรดไหลย้อนด้วย อาการหนัก ความจริงต้องพัก แต่ตอนนั้นเรายังมีงานที่ต้องทัวร์อยู่ ผมก็ฝืนตัวเองอยู่พักนึง จนเหมือนเป็นการทำลาย เลยต้องพักจริงๆ ช่วงนั้นพูดไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ เขาให้อยู่เงียบๆ มันทรมานนะครับ เพื่อนก็ต้องหยุดรับงาน ช่วงนั้นมีปัญหาเยอะ เครียด เราไม่เคยเกิดมาพูดไม่ได้ ทุกอย่างมันเฟล กลายเป็นว่าจากปัญหาสุขภาพกายกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต ไม่อยากร้องเพลงแล้ว ไม่กล้าร้อง กลัวร้องแล้วจะไม่ดี

ตอนนั้นวงมีคุยกันไหมว่าจะเอายังไงกันต่อ

พู: ก็ต้องหยุด กลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนจะมาทำเพลง

เท็น: จริงๆ ผมก็เคยพูดกับเพื่อนนะครับว่าร้องเพลงไม่ได้ว่ะ หานักร้องใหม่กันไปเลย ผมไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ ผมรู้สึกว่าผมเหนื่อย คือเราเคยร้องเพลงได้ดีมาก เคยมีพลังเยอะมากๆ แต่กลายเป็นว่าวันนึงปัญหาสุขภาพมันบั่นทอนสุขภาพร่างกายเรา แล้วจิตใจเราคิดว่ามันเคยขึ้นไปถึงจุดที่เคยร้องได้ว้ากได้มาก่อน แล้วทำไมวันนี้เป็นอย่างนี้ หงุดหงิดตัวเอง เครียด ก็บอกให้เพื่อนหาคนใหม่

แล้วเพื่อนๆ ว่าไง ทำไมไม่หาคนใหม่

เท็น: เราก็คุยกับที่ค่าย ค่ายก็บอกว่า มาขนาดนี้แล้ว ยอมอดทนหน่อย ก็เหมือนกับเราเป็นเอกลักษณ์ของวงด้วย เราทำเพลงอะไรด้วยกัน ไม่งั้นมันก็เหมือนเป็นวงอื่น คุณพ่อคุณแม่ให้กำลังใจ เราก็เลยสู้

Musketeers

Musketeers

Track 5  อยากให้เธอลอง

Album: Uprising

เป็นเพลงที่ให้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโดนด่า มีดราม่า และก็เป็นผลงานที่ทำให้เราดังมาก ติดอันดับ 1 แทบทุกชาร์ต Intensive Watch เขาวัดมาว่าถูกเล่นบ่อยสุดในประเทศ เป็นเพลงที่เป็นทุกอย่าง เหมือนเป็นดาบสองคม เพลงนี้มีอะไรให้เราจำค่อนข้างเยอะ” เท็น

วงอยู่มาจนครบ 10 ปีแล้ว ในความรู้สึก 10 ปี ผ่านไปเร็วหรือช้า

ด๋อย: รู้สึกว่ามันเร็วนะ มันเหมือนกับว่าเราเพิ่งจบมหาวิทยาลัย ผมยังรู้สึกว่าเราเพิ่งงานเฟรชชี่เมื่อไม่นานนี้

พู: มันแล้วแต่คนนะ แต่ว่าด้วยความที่ผมจำเหตุการณ์ได้ค่อนข้างเยอะ แต่ละปีมันจะมีเรื่องราวของมัน ผมเลยรู้สึกว่า 10 ปีมันก็ไม่เร็วไม่ช้า ถือเป็น 10 ปีที่ดี

บิ๊ก: ผมรู้สึกว่าเร็ว เราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นศิลปินเมื่อไหร่เลย ตอนที่เริ่มต้นวงก็ไม่ได้คิดว่าพวกเราจะเป็นศิลปินเต็มตัว อยู่ดีๆ ก็ได้ทำเพลง สักพักก็มีทัวร์ สักพักก็จะมีคอนเสิร์ต 10 ปี ตอนเขาบอกว่าวงเราครบ 10 ปีผมยังไม่เชื่อเลย รู้สึกว่ามันเร็วเหมือนกัน

เท็น: ใช่ เรามารู้ว่า 10 ปีตอนที่ค่ายเขาบอก (หัวเราะ)

เพราะจำนวนปีไม่สำคัญหรือเปล่า ในวงถึงไม่มีใครรู้

เท็น: จริงๆ ผมรู้สึกว่าการทำงานถ้าเราสนุกกับมัน มันก็ทำไปเรื่อยๆ เราไม่ได้มาคิดว่า เฮ้ย 10 ปีแล้วนะ นี่ปีที่ 11 12 13 แล้วเราจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่อย่างนั้น เรารู้สึกว่าเราจะโฟกัสที่อัลบั้ม จนกระทั่งอัลบั้มที่ 3 ถึงมารู้ว่ามันกี่ปีแล้ว มันไวจัง

Musketeers

Track 6  ปล่อยไว้อย่างนั้น

Album: Day & Night

ความจริงอัลบั้มใหม่ที่จะวางแผงวันที่ 9 กันยายนนี้ยังมีอีกหลายเพลงที่น่าสนใจมากๆ แต่เราเลือก ปล่อยไว้อย่างนั้น มาโปรโมตเป็นซิงเกิลแรกเพราะว่าความรู้สึกในการทำเพลงนี้มันเหมือนอัลบั้มแรกของเรา มันมีความเป็น Musketeers ยุคแรกๆ อยู่ ทั้งความคิด ซาวนด์กีตาร์ รวมถึงวิธีคิดเมโลดี้ เนื้อร้อง มันชวนให้คิดถึงอัลบั้มแรก” เท็น

คุณไม่ได้ออกอัลบั้มมา 5 ปี การกลับมาทำอัลบั้มอีกครั้งมีความสำคัญกับพวกคุณเป็นพิเศษไหม

เท็น: มันสำคัญตรงที่ว่าทำให้เรากลับมากระตือรือร้นอีกครั้งหนึ่ง ตอนอัลบั้มแรกกับอัลบั้มที่สองประสบความสำเร็จเราก็ทัวร์เยอะ ทัวร์มาตลอด ไม่ได้คิดว่าเราจะทำงานอัลบั้มเมื่อไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะทำเพลงใหม่ๆ เลย อัลบั้มนี้เหมือนกับเราต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พิสูจน์ว่าเราไปต่อได้ ว่าเราคือศิลปินที่ทำเพลงได้ดี ไม่ใช่ฟลุก อัลบั้มนี้เป็นตัวจุดประกาย ถึงแม้อัลบั้ม 3 อาจจะไม่สำเร็จ เราก็ทำอัลบั้มที่ 4 ที่ 5 สิ ยังมีสมอง เรายังทำได้นี่

และเรากำลังจะมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกของพวกเราด้วย ซึ่งความคาดหวังมันไม่เหมือนกับเราเล่นตามผับหรือเล่นตามงานเฟสติวัล เพราะคนที่มาเขาตั้งใจมาดูเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะให้กับคนดูก็สำคัญ นี่เป็นคอนเสิร์ตที่เราวางตารางซ้อมกันนานมาก เดือนสิงหาคมแทบทั้งเดือนเป็นตารางซ้อมหมดเลย และไม่ใช่แค่เราแสดงบนเวทีแล้ว แต่เราต้องมานั่งคิดร่วมกับโชว์ไดเรกเตอร์ วางแผนกันว่าจะเล่นยังไง ทั้งกับแขกรับเชิญด้วย รวมถึงแสง สี เสียง

บิ๊ก: คอนเสิร์ตนี้น่าจะสำคัญทั้งกับเราและกับแฟนเพลง มันเหมือนมีตติ้งครบรอบ 10 ปี เพราะว่ามีแฟนเพลงหลายคนที่ตามเรามาตั้งแต่แรกๆ หรือบางคนที่ตามตอนอัลบั้มที่หนึ่งที่สอง เขาก็ย้อนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ ของเรา คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็จะมีหลายเพลงที่เขาไม่เคยได้ฟังสดๆ อย่าง รออยู่ที่เดิม แฟนเพลงไม่เคยฟังเล่นสดแน่นอน

คอนเสิร์ตนี้มันช่วยตอกย้ำความเชื่ออะไรบ้างมั้ย

เท็น: มันตอกย้ำว่าเรายังเป็นวงดนตรีอยู่ ยังเป็น Musketeers อยู่ ยังเล่นเพลงของเราเองอยู่ ยังมีคนที่อยากจะฟังเพลงของเราอยู่ ไม่ใช่เขามาดื่มเหล้าสนุกกันแล้วก็ฟังเพลงแค่เป็นองค์ประกอบเฉยๆ ถ้ามันสำเร็จ มีคนชอบ มีคนอยากมาดูกัน มันก็เป็นอีกหนึ่งประการที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีอัลบั้มต่อๆ ไป ต้องมีวงต่อไป

ถึงวันนี้เคยย้อนมองมั้ยว่าวง Musketeers ให้อะไรกับพวกคุณบ้าง

เท็น: สำหรับผมมันเป็นทุกอย่างนะ อย่างเมื่อก่อนไปไหนเราก็เป็นคนทั่วๆ ไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่เดี๋ยวนี้เวลาไปอยู่กลุ่มไหนก็ตามมันทำให้รู้สึกว่าเรามีตัวตนในสังคม มันให้โอกาสเราได้รู้จักคนที่ตอนเด็กเราไม่คิดว่าจะได้รู้จักกับเขา เรามาไกลมากเกินกว่าที่เราคิดไว้

บิ๊ก: มนุษย์ส่วนใหญ่มีความฝันใช่ไหม ผมว่าผมอยู่กับ Musketeers มันเติมเต็มความฝันทุกอย่างของผม ตั้งแต่เด็กผมเป็นคนชอบฟังเพลง ทุกครั้งที่เห็นคนที่อยู่บนเวทีเขาดูมีความสุข เราอยากไปยืนอยู่จุดนั้น เราอยากเป็นศิลปินตั้งแต่นั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วอยู่ดีๆ เราก็เดินทางมาอยู่จุดนี้ นาทีที่เรามีอัลบั้ม ได้ขึ้นคอนเสิร์ต มันเหมือนกับความฝัน

ด๋อย: ผมว่ามันพาผมไปหลายๆ ที่ แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกจากบ้าน เพื่อนชวนไปผับผมก็ไม่ค่อยไป แต่พอทำอาชีพนี้ทำให้ผมได้เปิดโลกตัวเอง ได้ไปจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แล้วเราก็กลายเป็นคนที่เราอยากท่องเที่ยวไปเลย เปิดโลกทัศน์เรามาก

พู: มันให้ประสบการณ์ คนบางคน เรื่องบางเรื่อง ที่เราไม่คิดว่าจะเจอกับชีวิตตัวเองก็ได้เจอ เมื่อก่อนเราเห็นศิลปินใหญ่ๆ แล้วคิดว่าถ้าเป็นแบบเขามันต้องดีมากๆ แน่ๆ เลย เหมือนกับเวลาจะไปที่ไหนที่หนึ่ง เวลาอยู่ในรูปมันสวยมากเลย แต่พอไปถึงแล้วมันก็สวยนะ แต่การที่เรานั่งฝันมันสวยกว่า เพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนที่มันจะสวยงามได้เราบาดเจ็บมาก่อน แต่การได้มาถึงมันก็ดีนะ”

What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert

วันที่ 9 กันยายน เวลา 18.00 – 22.30 น. ที่ Voice Space

ซื้อบัตรได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0-2262-3838

Facebook: Musketeers

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load