แจ๊ก – ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น (พ.ศ. 2556)

ภูมิ – อนธการ (พ.ศ. 2558)

ไอ่ – I Hate You, I Love You (พ.ศ. 2559)

น้อย – แสงกระสือ (พ.ศ. 2562)

เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานละครทั้งหมด 18 เรื่อง มิวสิกวิดีโอ 6 เพลง ภาพยนตร์สั้น 3 เรื่อง และภาพยนตร์ 2 เรื่อง ของ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ผู้เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 18 จนปัจจุบันอายุ 26 ปี แต่คว้ารางวัลไปแล้วกว่า 5 รางวัล และมีรายชื่อชิงรางวัลกว่า 7 รางวัล 

ออกจะเขินหน่อยๆ ที่ต้องยอมรับว่าเราไม่ค่อยรู้จักวงการบันเทิงไทยมากนัก แต่ถ้าลองได้ยินชื่อภาพยนตร์หรือละครเรื่องต่างๆ ที่ว่ามา ก็พอจะอ๋อขึ้นบ้าง เช่นเดียวกับเมื่อได้รู้ว่าบุคคลที่เรากำลังจะมาเปิดโปงความลับในวันนี้เป็นเจ้าของผลงานการแสดงมากมายที่เราคุ้นหู

นั่นจึงทำให้เราสนใจว่า ขณะที่โอบมีอายุในวงการบันเทิงมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 1 ปี เป็น 3 ปี และเป็น 9 ปีในตอนนี้ อะไรทำให้โอบนิธิ ได้รับการพูดถึงว่าเป็นนักแสดงที่เล่นได้หลายบทบาทและได้รับรางวัลมากมาย 

จากความบังเอิญ โชคชะตา หรือพรหมลิขิตที่ฉุดดึงเขาลงจาก BTS เพื่อไปแคสต์โฆษณาจนได้แสดงมิวสิกวิดีโอเพลง สุดท้ายก็ต้องยอม ของ FiFi BLAKE ในวันนั้น อะไรทำให้เด็กที่หวังเพียงหาเงินไปซื้อเสื้อผ้า หลงรักการแสดงในวันนี้

ความสำเร็จหรือเป้าหมายสูงสุดของใครๆ อาจเป็นการได้รับรางวัลหรือการอยู่ในวงการไปชั่วกาลนาน แต่ความเป็นโอบที่ถือคติว่าตั้งใจทำงาน รักษามาตรฐานให้คงเดิม และพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ ทำให้ความสำเร็จของเขาแตกต่างจากคนอื่นยังไง

“เราไม่เคยมองว่าตัวเองอยู่ในจุดที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าใคร ถ้าเราคิดอะไรที่ใหญ่เกินไปหรือคิดว่าเป็นคนนู้น คนนี้ คนนั้น มันจะทำให้เราไม่ได้เป็นตัวเอง”

นี่คือความลับ 10 ข้อที่เรารับรู้ได้ถึงความเป็นโอบที่แสนธรรมชาติ สนุกสนานกับการพูดคุยถึงงานอดิเรกที่ค่อนข้างจริงจังในวัยเด็ก และตื่นเต้นเมื่อได้พูดถึงสิ่งใหม่ๆ ที่ได้ Explore (หากไม่รวมคำที่เราตัดไป เชื่อว่าโอบพูดคำนี้ไปมากกว่า 50 ครั้ง) จนทำให้เราอดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่าสิ่งที่เขาอยากค้นหาไปเรื่อยๆ คืออะไร 

ป.ล. ความลับทั้ง 10 ข้อด้านล่างนี้จะมีในโลกหรือไม่ก็สุดแล้วแต่คุณจะพิจารณากดแชร์ออกไป

ถ้าพร้อมแล้ว ไปล้วงความลับของเขากัน

ความลับ 10 ข้อและการเติบโตของ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ในวัย 26

ความลับข้อที่ 1 โอบนิธิ อดีตนักเทนนิส 1 ใน 80 ของประเทศ

โอบนิธิ ในวัยเด็กฝันอยากเป็นอะไร

ตอนเด็กเราก็เหมือนเด็กคนอื่นๆ คืออยากเป็นหลายอาชีพมาก อยากเป็นหมอ เป็นตำรวจ เป็นนักบิน แต่ไม่เคยคิดอยากทำงานในวงการบันเทิงเลย ชีวิตเราถ้าไม่เล่นกีฬาก็เป็นเด็กเนิร์ด เพราะแม่ค่อนข้างซีเรียสเรื่องการเรียนมากๆ ส่วนพ่อเป็นสายผ่อนคลาย พาไปเล่นกีฬาจนเราเล่นกีฬาได้ทุกชนิด แต่ถ้าเอาดีจริงๆ คือเทนนิส เพราะเริ่มเล่นตั้งแต่อายุสิบขวบ 

ตอนไปแข่งแมตช์แรก ครอบครัวเราขนไปดูกันทั้งบ้าน ทั้งอากง พ่อ แม่ พี่ น้อง แต่สุดท้ายก็แพ้ ขับรถกลับบ้านกันหน้าจ๋อย แต่ตอนนั้นเรารู้สึกเฉยๆ นะ ไม่ได้เสียใจเพราะเข้าใจว่ามันคือการแข่งกีฬา แล้วยิ่งเป็นสนามแรกของเราที่หลายอย่างไม่เป็นใจ เช่น ตอนวอร์มก่อนแข่งเราวอร์มจนเอ็นไม้ขาด แต่เราดันไม่มีไม้สำรองและเราขึ้นเอ็นไม่ได้ภายใน สามสี่นาที จนต้องวิ่งวุ่นขอยืมไม้จากคนอื่นไปทั่ว ครั้งนั้นทำให้เราได้บทเรียนว่าเราต้องมีไม้สองอัน

แต่เด็กเอ็นขาดในแมตช์แรกก็กลายเป็นนักเทนนิส 1 ใน 80 ระดับประเทศ 

ใช่ เราแข่งเทนนิสมาเรื่อยๆ จนอายุสิบสี่ เราติดหนึ่งในแปดสิบของประเทศไทย แต่ไม่ได้ดีใจมากขนาดนั้น เพราะแรงกิ้งของเทนนิสวัดระดับความเก่งค่อนข้างยาก อาศัยว่าใครลงเล่นบ่อยๆ ก็จะมีแต้มเก็บไปเรื่อยๆ แต่ที่ภูมิใจที่สุดคือ เราเคยแข่งกับน้องคนหนึ่งที่ติดหนึ่งในห้าของรอบนั้น เขาเป็นมือวาง แต่เราเป็นใครก็ไม่รู้ที่จริงๆ ตกรอบไปแล้วแต่ดันจับฉลาก Lucky Draw ได้แข่งกับเขา ตอนนั้นคนมาดูน้องเขาเต็มเลยแต่กลายเป็นว่าเราชนะ จนเข้าไปได้ถึงรอบแปดคนสุดท้าย ตอนนั้นคนฮือฮามากว่า โอบนิธิ เป็นใครวะ มันสุดยอดมาก ทำไมถึงชนะคนนี้ได้จนคนเริ่มรู้จัก โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ 

ความลับข้อที่ 2 เส้นทางนักแสดงคือมีคนดึงลงจาก BTS ให้ไปแคสต์โฆษณา 

ดูไปได้ดีในสายกีฬา คุณไม่คิดเป็นนักกีฬาจริงจังบ้างเหรอ 

คิดนะ เพราะทักษะกีฬาเราสูงมาก จนเราก็คิดว่าหรือเราจะไปเป็นนักกีฬา แต่ตอนเลือกเรียนต่อมันเหมือนเราต้องเลือกสักทาง เรามองไปที่เพื่อนๆ ก็เห็นว่าทุกคนมีทางเป็นของตัวเอง บางคนอยากเป็นวิศวะฯ อยากเป็นนู่นเป็นนี่กัน แต่เรายังหาทางไม่ได้ว่าอยากจะเป็นอะไร 

ด้วยความที่แม่อยากให้ลูกสักคนเป็นหมอ พี่สาวก็ไม่ได้เป็น มันเลยตกมาที่เรา ตอนนั้นก็เรียนได้ทุกวิชา ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เลข แม่เลยบอกว่าไม่ลองเลือกดูล่ะ แต่เรียนไปสักพักก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ สิ่งที่เราเก่งจริงๆ และคิดว่าน่าจะได้ใช้คือเลขกับภาษาอังกฤษ เลยตัดชอยส์ได้และเลือกบัญชี วารสารฯ และเศรษฐศาสตร์ ไป พอมาทำงานจริงๆ ถึงได้รู้ว่าอยากเรียนนิเทศฯ มากๆ เพราะเวลาฟังทีมงานคุยกันก็อยากรู้มากเลยว่าอะไรคือกล้องผิดแกน ต้องปรับแบบนั้นแบบนี้ แต่เราดันขาดไปร้อยคะแนนถึงจะได้วารสารฯ เลยได้เรียนเศรษฐศาสตร์ไป 

ก่อนหน้าเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ เด็กชายโอบมาเป็นนักแสดงได้ยังไง

ตอนนั้นอยู่มอหก เป็นช่วงที่กำลังงงๆ กับชีวิตพอดี แล้วตอนที่เรานั่ง BTS ไปเรียนที่พญาไท ก็มีคนดึงเราที่สถานีสยาม บอกว่าน้อง พี่ชอบคาแรกเตอร์น้องมาก ไปลองแคสต์โฆษณาให้พี่ได้มั้ย ตอนนั้นกลัวมากเพราะตอนนั้นมิจฉาชีพเยอะ เราก็ เฮ้ย ใครก็ไม่รู้มาดึงเราแบบนี้ แต่คุยไปคุยมาเลยชวนพ่อไปแคสต์ด้วย ปรากฏว่าได้ ตอนนั้นรู้สึกว่ายาก เราเล่นแข็งมากๆ ถ้าให้พูดก็คือห่วย กลับไปดูยังรู้สึกอายตัวเองเลย เพราะตอนนั้นอายุสิบแปด ตอนนี้เราอายุยี่สิบหก ก็ประมาณแปดเก้าปีได้แล้ว

ความลับ 10 ข้อและการเติบโตของ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ในวัย 26

ความลับข้อที่ 3 เงินคือสิ่งที่ทำให้เด็กชายโอบอยากเข้าวงการ

ตอนนั้นดีใจมั้ยที่แคสต์ผ่าน 

ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไรเลย คิดเรื่องเงินอย่างเดียว เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยตามใจ เขาจะให้ในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น อย่างค่าเรียนพิเศษ แม่ก็ไม่เคยบ่น แพงเท่าไหร่ก็จ่ายได้ ค่าไม้เทนนิสไม้ละหกเจ็ดพันบาท ต้องซื้อครั้งละสองไม้ เปลี่ยนเอ็นครั้งหนึ่งก็สี่ห้าพันบาท พ่อก็ยอมซื้อให้ แต่พอเราซื้อรองเท้าคู่แรกในชีวิตราคาพันแปดร้อยบาท แม่บ่นยับเลย บอกว่าซื้อรองเท้าอะไรตั้งพันแปด แม่ใส่รองเท้าคู่ละสามร้อยบาทเอง เราเลยตกลงทำงานเพราะอยากได้เงินมาซื้อเสื้อผ้า ซื้อของเอง

พอได้เงินก้อนแรกมาก็เอาไปซื้อของเลย

ไม่ เราเอาเงินก้อนแรกไปให้แม่

อ้าว

อดทนก่อน (หัวเราะ) แล้วค่อยเอาเงินก้อนที่สองไปซื้อของที่อยากได้ 

ความลับข้อที่ 4 อนธการ คือภาพยนตร์เปลี่ยนชีวิต

จากเด็กที่อยากได้เงินมาซื้อของ อะไรทำให้คุณทำงานในวงการบันเทิงมาได้ตั้ง 8 – 9 ปี 

มันเกิดการเปลี่ยนแปลงตอนเราได้เล่นหนังเรื่อง อนธการ บทบาทที่เราเคยเล่นในเรื่องอื่นๆ มันยากหมดนั่นแหละ แต่เรื่องนี้ยากที่สุด เพราะก่อนหน้านั้นเราเล่นเป็นตัวประกอบมาตลอด ไม่ว่าจะใน ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น หรือเรื่องไหน แต่อนธการ เป็นหนังที่ดำเนินไปด้วยคนสองคน ถ้าเราไม่ได้โฟกัสด้านการแสดงจริงๆ หนังเรื่องนี้จะไปไม่รอดเลย 

เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้อยากทำงานนี้เพราะอยากหาเงินเพียงอย่างเดียว แต่เราเริ่มสนุกกับมัน เริ่มเป็นผู้ใหญ่ที่จัดการชีวิตตัวเอง เริ่มรู้สึกว่าการแสดงทำให้ชีวิตเรามีความหลากหลายมากขึ้น เราได้ลองเป็นตัวละครตัวนี้ ตัวนั้น มันก็แปลกดีที่ต้องเปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวเองไปเรื่อยๆ ต้องศึกษา อยู่กับมัน และทำให้ชินจนเป็นกิจวัตรของเราซึ่งท้าทายมากๆ เพราะสิ่งที่เข้ามาในชีวิตไม่เคยซ้ำกันเลย 

อีกอย่างมีโอกาสดีตรงที่สมมติเราได้รับบทพระเอกที่ขี่ม้า เราก็ต้องไปเรียนขี่ม้า เราจะต้องเป็นนักปีนผาก็ต้องไปเรียนปีนผา เป็นนักว่ายน้ำก็ต้องไปเรียนว่ายน้ำจริงๆ ซึ่งเราคงไม่ได้ทำในชีวิตจริงเพราะมันเป็นงานอดิเรกราคาแพง การเป็นนักแสดงจึงทำให้เรามีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นซึ่งเกินกว่าที่เราคาดไว้

ความลับ 10 ข้อและการเติบโตของ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ในวัย 26

ความลับข้อที่ 5 อังใน คลับสะพานฟาย คือบทบาทที่ทำให้ได้ออกจาก Safe Zone

บทบาทไหนที่ทำให้คุณออกจาก Safe Zone 

เราเรียนโรงเรียนชายล้วนมาตลอด เห็นคนที่แสดงออกหลายแบบ เราจึงอยากเล่นเป็นเพศหลากหลาย บทที่เราว่าโคตรเป็นการก้าวออกจากเซฟโซนที่สุด คือบทบาทในเรื่อง คลับสะพานฟาย โดยทั่วไปคนก็น่าจะอยากเลือกแสดงบทที่ทำให้ตัวเองดูดี แต่เราอยาก Explore ด้านการแสดงจริงๆ อยากลองเอาสิ่งที่เราเคยเห็นมาหลายๆ แบบมาถ่ายทอดให้คนได้ดู 

หลังจากบทนี้ก็ยังไม่มีบทไหนที่เราอยากจะเล่นมากๆ แค่อยากเป็นคนคนหนึ่งที่ถ่ายทอดตัวละครนี้ออกมาให้คนเข้าใจเขามากกว่า เช่น ที่พี่ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร เคยเล่นเรื่อง Side by side พี่น้องลูกขนไก่ เขาเคยเล่าว่า ไปจับมือเด็กออทิสติกแล้วบอกว่าจะทำให้คนดูเข้าใจความรู้สึกและความคิดเขาให้ได้ เราว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก

ความลับข้อที่ 6 บิลลี่ใน Blackout คือความยากรูปแบบใหม่

แล้วบทบาทบิลลี่ในเรื่อง Blackout ที่กำลังจะออนแอร์เป็นยังไงบ้าง

เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่เล่าถึงเด็กสี่คนที่ไปเที่ยวจนลืมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง สุดท้ายมาพบว่ามีคนหนึ่งถูกแทงและต้องหาว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ทั้งเรื่องถ่ายในแนวตั้งและเป็นซีรีส์แบบ Long Take โดยตัวละครสี่ตัวจะเจอเหตุการณ์ต่างกันในเวลาเดียวกัน 

ความยากอย่างแรก คือถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ทุกคนต้องเริ่มแสดงใหม่ทั้งหมด ส่วนความยากของเรา คือเราเป็นคนที่ถูกแทง ต้องอยู่เฉยๆ แต่จะแสดงให้เห็นยังไงว่าความเจ็บในแต่ละนาทีที่ผ่านไปมันต่างกัน เจ็บเลเวลนี้กับอีกเลเวลหนึ่งต้องทำยังไง มันสนุกดีนะ แต่เหนื่อยมากๆ 

กว่าจะเป็นโอบนิธิ ที่เล่นได้หลายบทบาทขนาดนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

เราเรียนเพิ่มเยอะมาก ทำการบ้านกับตัวละครจนเข้าไปอยู่ในตัวเราโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เราจะเซนซิทีฟสุดๆ เปิดเพลงเศร้าก็น้ำตาคลอ แต่ก็คิดว่าไหนๆ จะมาก็ให้มันมา เราจะลอง Explore มันดู 

อย่างการเล่นเป็นบิลลี่ในเรื่องนี้ ก่อนแสดงมีแบบฝึกหัดที่ให้เราจินตนาการว่า ถ้าถูกเข็มหนึ่งเล่มแทงเข้าไปมันจะเจ็บประมาณไหน แล้วถ้าเข็มร้อยเล่มแทงเข้าไปในท้องจะเป็นยังไง เราแค่ลองเอานิ้วจิ้มเข้าไปก็เจ็บแล้ว แต่เมื่อต้องกลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริง ก็ต้องกลับมาให้ได้นะ ไม่ใช่ถลำลึกจนเอาตัวเองกลับมาไม่ได้ ดังนั้น เวลาแสดงเรื่องหนึ่งเสร็จ เราจะชอบล้าง อย่างไปเที่ยว ไปดูวิว ไปอยู่กับธรรมชาติ

ความลับ 10 ข้อและการเติบโตของ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ในวัย 26

ความลับข้อที่ 7 ‘Explore’ ไม่ใช่แค่คำพูดติดปาก แต่เป็นแนวคิดในการดำเนินชีวิต

คุณดูเป็นคนชอบ Explore สิ่งใหม่ๆ แสดงว่าเป็นคนที่ชอบความท้าทายอยู่พอตัว

ใช่ เราเป็นคนชอบความท้าทาย แต่ตอนแรกจะกลัวก่อน กลัวว่าจะทำไม่ได้ แต่พอได้ทำได้แล้วจะเริ่มสนุกจนก้าวผ่านคำว่ากลัวไปได้ อย่างตอนเล่นเทนนิสที่ต้องแข่งกับคนเก่งๆ ตอนแรกเรากลัว แต่พอเราผ่อนคลายแล้ว ก็คิดว่าเราก็มีความสามารถไม่แพ้กันนะ สุดท้ายมันขึ้นกับว่าคนคนนั้นจะงัดสิ่งที่เก็บเกี่ยวมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้แค่ไหน 

ถ้าพูดถึงเรื่องการแสดง พอเราเล่นหนังซึ่งสมจริงกว่า รู้สึกแค่ไหน แสดงออกแค่นั้น แล้วพอต้องมาเล่นละครหรือซีรีส์ เราจะรู้สึกว่า โห ยากเหมือนกันว่ะ แต่พอทำไปสักพักก็ทำได้ ได้รู้ว่าเออ เราได้ Explore การแสดงแบบนี้แล้วนะ แต่เรายังทำมันออกมาได้ไม่ดี ไม่เป็นไร ตอนนี้ก็ทำมันให้ดีที่สุดแล้วค่อยกลับมาแก้ตัวใหม่ เราว่ามันเหมือนการทำโจทย์ที่ถ้าเริ่มจากโจทย์ง่ายๆ แล้วได้ไปทำโจทย์ยากๆ แรกเริ่มจะทำไม่ได้หรอก แต่เราต้องทำให้มันชิน ต้องลงไปลองทำดูก่อน

ไม่ใช่คนที่จมกับความรู้สึกว่าฉันทำไม่ได้

จริงๆ ก็มีบ้าง แต่สุดท้ายมันกลายเป็นแรงผลักดันตัวเองให้ทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นมากกว่า เราเป็นคนที่พูดกับตัวเองอยู่ตลอดว่าอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ พยายามต่อสู้กับตัวเอง แข่งกับตัวเอง พยายามรักษามาตรฐานเดิมให้คงอยู่ 

มีคนเคยบอกกับเราว่า มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ น่ะดีแล้ว แต่ต้องอย่าลืมว่าคนเก่งมันมีเยอะ การพัฒนาตัวเองในครั้งนี้จะต้องหาสิ่งที่ชอบและสไตล์ส่วนตัวด้วย มันถึงจะเป็นลายเซ็นของเรา ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่เจอนะ เราก็ยัง Explore อยู่เรื่อยๆ 

กดดันบ้างไหม

(นิ่งคิด) มีบ้างนะ บางครั้งก็อยากเลิกคิดเหมือนกันว่าเราต้องทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะการคิดแบบนี้เหมือนบังคับตัวเอง แต่สุดท้ายแล้ว นี่คือผลงานเรา เราคงไม่อยากให้มันออกมาแย่ เราควรซื่อสัตย์กับงาน ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับคนดู 

สมัยนี้มีคนเข้ามาในวงการเยอะมาก แต่สิ่งที่จะทำให้คนอยู่ในวงการได้ คือมาตรฐานและความตั้งใจ ที่ถ้าเราตั้งใจจริง คนจะเห็นเอง 

ความลับ 10 ข้อและการเติบโตของ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ในวัย 26

ความลับข้อที่ 8 รางวัลการแสดงไม่สำคัญเท่าทำยังไงให้คนอินมากที่สุด

คุณเคยตั้งใจมากๆ แล้วเฟลหรือเปล่า

เคย เราไม่สามารถรู้ได้ว่าหนังหรือซีรีส์ที่เราเล่นมันจะดังหรือเปล่า บางทีเราคิดว่าเรื่องนี้มันต้องมาแน่เลย แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ได้อย่างที่หวังก็รู้สึกแย่ แต่ก็คิดว่าถ้าเราตั้งใจทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะมีคนเห็นสักวัน 

อย่างนั้นคุณวัดความสำเร็จในวงการบันเทิงด้วยวิธีไหน

เรารู้สึกว่าความสำเร็จของการเป็นนักแสดงคือ เราจะทำยังไงให้คนลืมคาแรกเตอร์เก่า แล้วรู้สึกอินกับคาแรกเตอร์ใหม่ๆ ที่เราเล่น นี่คือความสำเร็จที่นักแสดงควรมี 

รางวัลหรือความดังไม่สำคัญ

เราอยากให้ผลงานที่ทำออกมาได้รับความสนใจ แต่ไม่ได้คาดหวังเรื่องรางวัลเลยนะ ไม่เคยคิดว่าจะได้ ไม่เคยตั้งเป้าหมายว่าอยากได้รางวัลนี้ว่ะ 

จริงๆ เหรอ

ถามว่าลึกๆ คิดไหม ก็คิดแหละ เพราะคนทำหนัง คนเล่นหนัง ก็คงอยากได้รางวัลกันอยู่แล้ว แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่การเอาไปอวดชาวบ้านว่าเราได้รางวัลนี้มา มันคือการที่วันหนึ่งเมื่อเรากลับไปมองในตู้แล้วมันคอยมาเตือนใจ คอยเติมไฟเรามากกว่า

ความลับข้อที่ 9 ไม่เสียดายกับสิ่งที่ต้องแลกกับการเป็นนักแสดงเพราะมันคือค่าเสียโอกาส

ชีวิตนักแสดงทำให้คุณได้อะไรมากมาย แล้วเคยคิดไหมว่าสูญเสียอะไรไปบ้าง

เพื่อนเราเคยบอกเหมือนกันว่าอาชีพมึงเป็นอาชีพขี้โกง ทำงานแป๊บเดียวได้เงินเยอะกว่าพวกกูหลายสิบเท่า ออกอีเวนต์ครั้งหนึ่งได้เงินเดือนกูสองสามเดือนแล้ว แต่เราก็บอกว่า สิ่งที่เราต้องแลกมามันมีหลายอย่าง เวลาทำงานเราไม่ตรงกับคนอื่น บางทีออกเช้าแล้วกลับช้ากว่าเพื่อน คุณรับได้ไหม คุณต้องเสียความเป็นส่วนตัวไป คุณรับได้ไหม เวลาที่คุณจะมีให้ครอบครัวหรือคนที่คุณรักมันจะน้อยลงไป คุณรับได้ไหม ถ้าวันหนึ่งคุณทำอะไรไม่ดีไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ รับรองว่าจะมีอีกหลายคนที่โจมตี โดนคนทั้งประเทศรุมด่าแน่ๆ คุณรับได้ไหม

การเป็นนักแสดงทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยอันควร มีความรับผิดชอบ มีการจัดการที่ดีกว่า แต่บางครั้งเราอาจจะขาดช่วงชีวิตในวัยนั้นไป ขณะที่เพื่อนออกไปปาร์ตี้กัน เราก็ต้องมานั่งฟังเลกเชอร์ที่เพื่อนอัดมาให้ แต่ถามว่าเราเสียดายสิ่งเหล่านี้ไหม ก็ไม่ได้เสียดายขนาดนั้นนะ เพราะถ้าพูดตามหลักเศรษฐศาสตร์แบบที่เรียนมา มันคือค่าเสียโอกาสที่เราไม่มีสิทธิ์จะได้สองอย่างพร้อมกัน ถ้าเราได้อย่างหนึ่ง เราจะต้องเสียอีกอย่างหนึ่งไป 

ความลับ 10 ข้อและการเติบโตของ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ในวัย 26

ความลับข้อที่ 10 เป้าหมายเดียวในชีวิตคือการสร้างบ้านให้พ่อแม่ และแสดงจนกว่าคนจะเลิกจ้าง

ถ้าลองให้คะแนนความพอใจในชีวิต คุณจะให้เท่าไหร่ 

ประมาณหก

น้อยจัง

เป้าหมายอย่างเดียวในชีวิตตอนนี้คืออยากสร้างบ้านให้พ่อกับแม่อยู่ ถามว่าถ้าไม่ได้สร้างบ้านให้พ่อแม่อยู่เราจะมีบ้านอยู่ไหม ก็มี ถามว่าลำบากไหม ก็ไม่ลำบากอะไรเลยนะ แต่การสร้างบ้านให้พ่อแม่เหมือนความภาคภูมิใจที่เราได้สร้างบางอย่างขึ้นด้วยน้ำมือของตัวเอง มันเลยเป็นความกดดันอีกว่าเมื่อไรเราจะสร้างบ้านให้เขาได้ จนบางครั้งเราไม่มีความสุขกับตัวเอง ถ้าตัดสิ่งนั้นออกไปได้ เราจะมีความสุขกว่านี้เยอะ แต่นี่ก็คือความสุขที่เราอยากทำให้เขาเหมือนกันนะ

แล้วคะแนนการแสดงตัวเอง ณ ตอนนี้ล่ะ

ไม่ได้มองว่าจะดีขนาดนั้น แต่ขอสักประมาณเจ็ดแล้วกัน จากเด็กที่อยากได้แค่เงินอย่างเดียวจนตอนนี้เรายึดเป็นอาชีพหลักไปแล้ว ก็รู้สึกเหมือนเรามีความสัมพันธ์กับคนคนหนึ่งจนรักเขา และอยากอยู่กับเขาไปเรื่อยๆ 

เรื่อยๆ นี่นานแค่ไหน 5 ปี 10 ปี หรือมากกว่านั้น 

ถ้าเขายังจ้างอยู่เราก็ยังเล่น แค่นั้นเลย ไม่ได้คิดว่าจะต้องอยู่ไปถึงเมื่อไหร่ 

แสดงว่าลองคิดลู่ทางเผื่อไว้แล้วใช่ไหม 

มีคิดๆ บ้างนะ มีคนเคยสอนว่า เราอาจสนุกกับการแสดงก็จริง แต่ถ้ามีลู่ทางใหม่ๆ ที่ทำให้มีเงินมากขึ้นกว่าเดิม เราจะไปไหม จุดนี้เป็นตัวชี้วัดว่าเราชอบการแสดงจริงหรือเปล่า หรือแค่สนใจเป็นช่วงๆ ตอนนี้เรายังสนุกกับการแสดงอยู่แต่เราก็คิดว่าไม่มีอะไรแน่นอน ก็มีธุรกิจขายเสื้อกับเพื่อนบ้าง 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 อยู่ดีๆ ก็นอนคิดขึ้นมาว่า อยากเปิดร้านหมูกระทะว่ะ มีแนวร่วมแล้วด้วยนะ จะทำจริงๆ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไงดี 

ชื่อร้านว่าอะไร เผื่อตามไปกิน

ปกติร้านหมูกระทะจะใช้ชื่อเจ้าของร้าน เช่น คุณเปิ้ล หมูกระทะ ถ้ามีร้านชื่อ หมูกระทะโอบนิธิ ก็น่าจะฮาดีนะ แต่คงไม่ได้ใช้ชื่อนั้นหรอก (หัวเราะ)

ความลับ 10 ข้อและการเติบโตของ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ ในวัย 26

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ The Cloud ต้องสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

แต่อาจเป็นครั้งแรกที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ต้องเดินทางกว่า 20 กิโลเมตร เข้ามาหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตในตัวเมืองเพื่อให้การพูดคุยเกิดขึ้น

“แอบตื่นเต้นนิดๆ นะคะ” 

เธอส่งข้อความโดยมีอิโมจิหน้ายิ้มลงท้าย เป็นเครื่องหมายว่าได้เวลาสนทนา เราจึงกดโทรหาสาวอาข่าที่อยู่ในร้านกาแฟที่เชียงรายทันที

ปลายสาย คือ มิวสิค-สุธาทิพย์ ทรัพย์เรือนชัย สาวอาข่าวัย 22 ผู้บอกเล่าวิถีชีวิตชาวดอยผ่าน TikTok ในชื่อ @abusulu17 และ YouTube อาบูซูลู สาวอาข่า จนกลายเป็นกระแสแพร่หลายในโลกโซเชียล และมียอดผู้ชมคลิปทะลุล้าน

พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์หลายคนเลือกย้ายถิ่นฐานมาทำงานในเมือง ตรงข้ามกับมิวสิคที่ตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด อย่างหมู่บ้านขุนสรวย ตำบลวาวี จังหวัดเชียงราย ทันทีที่เรียนจบ

แฟนคลับทุกคนต่างหลงรักตัวตนของเธอจากภาพการทำเกษตรอินทรีย์กับพ่อแม่ ความน่ารักในชุดท้องถิ่นอาข่า ทักษะการเย็บผ้า รวมถึงภาษาพื้นเมืองอันมีเอกลักษณ์

2 ปีที่ผ่านมา เธอเพิ่งมีแบรนด์กาแฟ Abusulu Coffee ซึ่งได้รับความนิยมพอสมควร

ก่อนคำถามแรกจะส่งตรงถึงเชียงราย เราขอให้มิวสิคอธิบายที่มาของคำว่า ‘อาบูซูลู’ ที่ต่อท้ายชื่อของเธอ

“อาบูซูลูเป็นชื่อภาษาอาข่าของมิวสิคค่ะ ‘อาบู’ แปลว่าเด็กผู้หญิง ‘ซูลู’ แปลว่าคนที่กระฉับกระเฉง ไม่อยู่กับที่ ตื่นเต้นตลอดเวลา”

ต่อจากนี้คือบทสนทนาระหว่าง The Cloud และสาวเหนือ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าจะทำให้ผู้อ่านทุกคนตื่นเต้น กระฉับกระเฉงสมชื่ออาข่าผู้น่ารักคนนี้

จบมหาลัยแล้วตัดสินใจกลับดอย

คุณเรียนจบปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์ น่าจะสมัครงาน ใช้ชีวิตในเมืองได้สบาย ทำไมถึงเลือกกลับไปทำไร่บนดอย 

อันดับแรกเลย เราอยากอยู่ใกล้คุณพ่อคุณแม่ อยากอยู่กับครอบครัวและคนในชุมชน ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่สนิทกัน คนนี้เป็นน้องชายคุณพ่อ คนนั้นเป็นน้องฝั่งแม่ ทุกคนเป็นญาติกันหมด 

สองคือเราอยากกลับมาพัฒนาหมู่บ้าน ขุนสรวยเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยรู้จัก การเดินทางของที่นี่ลำบากมาก ถนนยังเป็นลูกรังอยู่เลย มิวเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้เรียนจบแล้ว ถนนก็ยังเหมือนเดิม ถ้าอนาคตถนนยังเป็นแบบนี้ ถ้าหมู่บ้านและชุมชนยังไม่ดีขึ้น ลูกหลานก็คงลำบาก

การพัฒนาหมู่บ้านดูเป็นสิ่งที่ยากมาก ทำไมคุณจึงคิดว่าตัวเองทำได้

ในยุคนี้จะหวังพึ่งแค่รัฐบาล รอแต่งบประมาณคงไม่ได้ มิวสิคเชื่อว่าถ้าคนในชุมชนร่วมด้วยช่วยกันก็น่าจะพอพัฒนาหมู่บ้านได้ในระดับหนึ่ง ที่นี่ไม่ค่อยมีคนรุ่นใหม่แบบมิวสิค เราถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่ยังเข้าถึงชุมชนได้ และในเมื่อเราอยากกลับมาอยู่บ้านอยู่แล้ว ก็คงเป็นโอกาสที่ดี 

เราได้ไปพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน ปรึกษาเขาว่าหมู่บ้านของเรามีจุดไหนที่ควรปรับปรุง หลายอย่างพวกเราช่วยกันได้ดีมากเลยนะคะ แต่บางอย่างก็คงต้องให้รัฐช่วยด้วยเหมือนกัน

หลายครอบครัวอยากให้ลูกหลานได้เรียนสูงๆ ทำงานในเมือง แต่คุณกลับทำตรงข้าม ครอบครัวคุณคิดยังไง

อืม มิวว่าแต่ละครอบครัวก็คงมีความคิดที่ต่างกัน คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้บังคับเราเรื่องเรียนหรือทำงานเลย เรารักแบบไหน เขาก็สนับสนุน แต่จริงๆ คุณพ่อก็แอบอยากให้กลับมาอยู่ที่บ้านนะคะ เรียนจบอยากให้กลับมาพัฒนาสวนเกษตรอินทรีย์และชุมชน คุณพ่อคุณแม่มีลูกสาวคนเดียวก็เลยเป็นห่วง ไม่อยากให้ไปไกล และมิวก็เป็นคนรักธรรมชาติอยู่แล้ว เลยเลือกจะกลับมาอยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ และชุมชมดีกว่า มีความสุขมากกว่า

สมัยเรียนคุณก็เป็นสาววัยรุ่นที่เข้ายิมออกกำลังกาย ไปเที่ยวตามคาเฟ่ อยู่ที่นี่ไม่คิดถึงเพื่อน คิดถึงชีวิตในเมืองเหรอ

คิดถึงนะคะ คิดถึงเชียงใหม่เพราะเราเรียนมหาลัยที่นั่น คิดถึงเพื่อนที่เรียนด้วยกันด้วย ปกติคิดถึงก็จะแวะไปเยี่ยมเพื่อนบ้าง ตอนนี้มีโควิด-19 เลยไม่ค่อยได้ไป แต่ก็ยังแชทคุยกัน ติดตามกันอยู่ตลอด

แต่เอาจริงๆ พอมาอยู่บนดอยก็เริ่มไม่อยากกลับลงไปอยู่ในเมืองแล้ว เรารักที่นี่ มีความสุขกับการอยู่กับธรรมชาติแบบนี้ทุกวัน คงชินกับที่นี่ไปแล้วมั้ง

ไม่เบื่อเหรอ หลายคนมองว่าอยู่บนดอยไม่มีอะไรให้ทำ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่มี

ใช่เลย (หัวเราะ) คนถามคำถามนี้บ่อยมาก อยู่บนดอยได้ไง ไม่เหงาเหรอ บนนั้นไม่มีอะไรเลย โลตัส บิ๊กซี เซเว่น ไม่มีสักอย่าง คงโชคดีที่เราเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวายอยู่แล้ว ก็เลยไม่เบื่อ และเอาจริงๆ ธรรมชาติก็มีอะไรที่สะดวกตั้งหลายอย่าง บางคนอาจจะไม่เคยอยู่กับธรรมชาติเลยคิดว่าคงอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าลองขึ้นมาสัมผัสอาจจะรู้สึกสะดวกก็ได้ ทุกอย่างเราปลูกเอง เก็บเอง กินเอง ปลอดภัยและสะดวกมากๆ อยากกินอะไรก็แค่ปลูก แต่ถ้าอยู่ในเมือง ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมดเลย ต้องซื้อทุกอย่าง แถมไม่รู้ด้วยว่าพืชผักปลอดภัยจริงหรือเปล่า 

ขับรถ 20 กิโลไปอัปโหลดคลิป

เห็นคุณในสื่อโซเชียลแล้วรู้สึกว่า สาวนิเทศคนนี้ทำเนื้อหาได้ดีพอสมควร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า คุณตั้งใจจะเล่าเรื่องอะไร

ไม่ว่าจะใน TikTok หรือ YouTube มิวสิคจะเล่าเรื่องราวที่เป็นตัวตนของเราเอง เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตบนดอย และในเมื่อเป็นชนเผ่าอาข่า เราก็อยากถ่ายทอดความเป็นอาข่าของเราให้คนดูได้เห็น ตั้งแต่วิถีชีวิต เอกลักษณ์ต่างๆ ลายปักผ้า ภาษา รวมถึงการทำเกษตร ซึ่งเป็นเกษตรอินทรีย์ ที่สำคัญ อยากให้ทุกคนรักษาสุขภาพ มิวอยากถ่ายทอดเรื่องสุขภาพด้วย

วิถีชีวิตบนดอยเกี่ยวกับสุขภาพยังไง

แต่ก่อนครอบครัวมิวสิคป่วยบ่อยค่ะ คุณแม่ก็ป่วย มิวสิคเองก็เข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก หลังๆ มานี้จึงมองหาสาเหตุว่าทำไมถึงป่วย เริ่มรู้ว่ามันเกิดจากสารเคมีที่เราใช้นี่แหละ แต่ก่อนที่บ้านใช้เยอะมาก ต้องพ่นยาก่อนปลูกผลผลิตทุกชนิด คนปลูกมักจะตายก่อนคนบริโภคอีกนะ

พอรู้เหตุผลของการป่วย มิวก็ให้คุณพ่อคุณแม่เลิกใช้สารเคมีเลย เราหันมาดูแลสุขภาพ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานผักผลไม้ที่ปลูกเอง เราไม่มีทางรู้ว่าที่อื่นเขาปลูกแบบไหน แต่เรารู้ว่าบ้านเราปลูกแบบอินทรีย์ เราก็ถ่ายทอดสิ่งนี้ลงในคลิปที่ทำ อยากบอกทุกคนว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะ ดูแลดีๆ นะ 

คุณทำยังไงให้เรื่องแสนธรรมดาเหล่านี้น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป 

โห ยากจังเลยค่ะ

(เงียบไป 10 วินาที)

จะตอบยังไงดีข้อนี้ (หัวเราะ) คือมิวว่าการถ่ายทอดธรรมชาติภาคเหนือและตัวตนของเราอาจจะดูธรรมดา แต่มันคือความจริง เป็นตัวตนของเราจริงๆ คนน่าจะชอบสิ่งที่เป็นความจริงมั้งคะ 

สิ่งที่คนดูสนใจคงเป็นเสื้อผ้าด้วย ลายปักของชนเผ่าไม่ได้ใช้เครื่องเย็บ เราเย็บมือทั้งหมด สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของเราที่อาจจะไม่ธรรมดาในสายตาคนดู การพูดและภาษาก็เหมือนกัน คนดูอาจจะรู้สึกว่าวัฒนธรรมเหล่านี้มีเสน่ห์

ช่วยเล่าเบื้องหลังการทำคลิปทั้งหลายให้ฟังหน่อย

ส่วนมากก่อนทำคลิปก็จะปรึกษากับคุณแม่ เพราะเขาเป็นตากล้องให้มิวสิคทุกคลิปเลย มิวจะถามก่อนว่าพรุ่งนี้เราไปทำคอนเทนต์แบบไหนดี อย่างช่วงที่มีเห็ด เราก็อยากทำคลิปให้คนที่ไม่เคยเห็นการเก็บเห็ดได้เห็น อยู่บนนี้มีอะไรให้ถ่ายเยอะมาก 

พอคุยกับคุณแม่เสร็จปุ๊บ วันรุ่งขึ้นก็ไปถ่าย อยากบอกว่าเบื้องหลังการถ่ายคลิปของมิวสิคไม่เคยมีสคริปต์เลย เห็นปุ๊บก็ถ่ายเลย ธรรมชาติมาก ไม่มีการบอกแม่ว่าต้องพูดแบบนี้นะ คือพูดกันปกติเหมือนตอนไม่มีกล้องถ่ายอยู่ ในชีวิตจริงมิวคุยกับคุณแม่แบบนี้อยู่แล้ว 

ตัดต่อเราก็ทำเองหมดเลย ทำในโทรศัพท์นี่แหละ 

แต่การอัปโหลดคลิปนี่ค่อนข้างลำบาก ที่หมู่บ้านไม่มีสัญญาณ เราต้องขับรถไปลงคลิปในเมือง ที่บ้านยังเป็นถนนลูกรัง ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนก็ต้องใช้รถยนต์อย่างเดียว หน้าร้อนพอจะขี่มอเตอร์ไซค์ได้ จากบ้านถึงถนนคอนกรีตประมาณสิบกิโลเมตร หลังจากนั้นก็จะสบายหน่อย ขับเข้าเมืองต่ออีกประมาณสิบกิโลเมตร และเราขายของด้วย ดังนั้น เลยจะนัดลูกค้าให้มารับสินค้าในวันที่ต้องลงคลิปพอดี ลำบากหน่อยแต่ก็ยอมค่ะ (หัวเราะ) 

พูดถึงถนนลูกรัง เห็นคุณกับแม่ถ่ายคลิปจนรถล้มด้วย

คนที่ดูคลิปของมิวสิคน่าจะรู้นะคะว่าถนนแถวนี้ไม่ดีจริงๆ วันที่ทำคลิปก็ไม่ได้ตั้งใจ คิดว่าทางที่ไปโอเคแล้วเลยให้แม่ซ้อนไปด้วย ตอนนั้นมิวกำลังจะจอดให้แม่ลง แต่กลายเป็นลื่นแล้วเบรกไม่อยู่ คุณแม่ยังไม่ปิดกล้องพอดี เลยได้เห็นสภาพตอนล้มแบบในคลิป (หัวเราะ) ถนนไม่ดีจริงๆ นะคะ ยิ่งหน้าฝนยิ่งลำบากเลย

ใส่ชุดชนเผ่าไม่อายเหรอ

เคยได้รับฟีดแบ็กอะไรจากผู้ติดตามบ้าง 

เท่าที่อ่านคอมเมนต์ก็ได้ผลตอบรับที่ดีนะคะ ทุกคนชอบ แถมหลายคนให้คำแนะนำดีมากๆ บางทีเราพูดเร็วเกินไป เขาก็จะคอยบอกให้พูดช้าลงหน่อย หรือหลายอย่างที่เราไม่รู้เรื่องการเกษตร คนดูก็ช่วยบอกเพิ่ม มิวสิคเพิ่งกลับมาอยู่บ้าน หลายอย่างก็ยังลองผิดลองถูกอยู่ ก็ดูจากยูทูบ ศึกษาจากแหล่งต่างๆ ดีมากเลยที่คนดูและแฟนคลับช่วยเสริมเรา มันช่วยให้เราแก้ไขงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

ถ้าเป็นไปได้ยังอยากให้คนดูได้ขึ้นมาสัมผัสกับธรรมชาติแบบนี้บ้าง หลายคนบอกในคอมเมนต์ว่าอยากมาเที่ยว มิวยินดีต้อนรับเลยนะ มาพักฟรีได้เลย แต่ขอเป็นหลังโควิด-19 แล้วกันค่ะ

พอได้เห็นคุณทำคลิป คนในหมู่บ้านว่ายังไงบ้าง

เขาก็ชอบ บอกว่าดีที่ยังรักและอนุรักษ์วัฒนธรรมของตัวเองอยู่ ช่วงแรกเขาสงสัยนะว่าทำไมกล้าใส่ชุดชนเผ่า ไม่อายเหรอ มิวสิคไม่อายนะคะ เรากล้าใส่ออกมาข้างนอกแบบปกติเลย เพราะในใจลึกๆ คือเรารัก อยากรักษาให้วัฒนธรรมอาข่าอยู่สวยงามแบบนี้ไปตลอด มันน่าเสียดายถ้าไม่มีใครอนุรักษ์แล้วลูกหลานไม่ได้เห็น 

ตอนนี้คุณมีชื่อเสียงพอสมควร มีหนุ่มๆ ทักมาจีบบ้างรึเปล่า 

(หัวเราะเขินๆ) ก็มีบ้างนะคะ แต่มิวสิคยังไม่พร้อมเลย ช่วงนี้อยากเรียนรู้การเกษตรและการทำธุรกิจมากกว่า ยังไม่สนใจเรื่องความรักสักเท่าไหร่ 

รู้สึกยังไงในวันที่คลิปคุณมีคนดูเกินล้านวิว

โห ตอนแรกตกใจเหมือนกันนะคะ ไม่เคยคิดเลย คลิปนั้นคือลงเล่นๆ พอลงแล้วก็ยังไม่รู้ว่ามีคนดูเยอะ เปิดดูไม่ได้ เพราะที่บ้านไม่มีสัญญาณ ต้องรอลงจากดอยถึงจะได้ดู บนนี้คือดูและตอบคอมเมนต์ไม่ได้เลย 

วันรุ่งขึ้นเรามาส่งของด้านล่าง ตกใจมาก ทำไมคนดูคลิปเราเยอะขนาดนี้ ดีใจ ฮึ้ย เขาชอบในความเป็นเรา คลิปนั้นใส่ชุดชนเผ่าด้วย จากที่รักมากๆ อยู่แล้ว เราก็ยิ่งรักความเป็นอาข่ามากขึ้นไปอีก วัฒนธรรมของเราสวยงามจริงๆ คนดูก็อาจจะชอบวัฒนธรรมของเราด้วยเหมือนกัน

นอน 5 ทุ่ม ตื่นตี 5

เล่าชีวิตประจำวันของคุณให้ฟังหน่อย

อยู่บนดอยแทบจะไม่มีวันหยุด มีอะไรให้ทำทุกวันเลย เริ่มจากตื่นนอนประมาณตีห้าครึ่งมาออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง เราขอคุณแม่ออกวันเว้นวัน เล่นเวท สควอช ไม่ก็วิ่ง สลับกันไป ระหว่างนั้นคุณพ่อจะไปให้อาหารหมู รอกินข้าวเช้า

หลังออกกำลังกาย มิวกับคุณแม่ก็จะให้อาหารปลา ก่อนจะทำอาหาร แล้วก็ทานข้าวกัน

ตอนกลางวันจะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง ช่วงที่ปลูกข้าวนา เราก็ต้องรีบไปไถนา หว่านกล้าข้าว ปลูกข้าวดอย ปลูกพืชผลไม้ ยิ่งหน้าฝนแบบนี้ก็ต้องเตรียมปลูกอะโวคาโด ปลูกกาแฟและชาทดแทนต้นที่ตายแล้ว มีอะไรให้ทำทุกวันจริงๆ นะ (หัวเราะ) แต่จะให้วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนหนึ่งวัน เพราะครอบครัวมิวสิคนับถือศาสนาคริสต์ 

แล้วก็อันนี้อยากเล่าเป็นพิเศษ คือบางวันมิวจะแบ่งเวลาไปสอนเด็กรุ่นใหม่เย็บผ้าด้วย เป็นกิจกรรมเล็กๆ ให้เขาฝึกเย็บผ้าแล้วเอาไปขาย เงินที่ได้ก็เอาไปซื้อขนมกิน เด็กๆ ก็มีความสุข

เด็กยุคนี้ส่วนมากจะติดโซเชียล เล่นแต่โทรศัพท์ เราอยากแก้ปัญหาตรงนี้ คือเล่นได้นะ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเอง ต้องแบ่งเวลามาทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกันบ้าง แต่เด็กๆ ที่บ้านก็ดีอย่างหนึ่งคือเขาฟังเรา เราเตือนแล้วเขาเชื่อ 

ตื่นเช้า แถมยังทำงานเยอะขนาดนี้ คุณมีเวลาพักบ้างมั้ยเนี่ย

(หัวเราะ) ในหนึ่งวัน มิวสิคทำอะไรเยอะจริงๆ ค่ะ เป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เพื่อนชอบถามว่ามิวสิคเคยพักผ่อนบ้างมั้ย ได้นอนบ้างรึเปล่า ก็พักผ่อนนะคะ อยู่ที่นี่เราเข้านอนก่อนห้าทุ่ม พักผ่อนเตรียมทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น ถ้าวันไหนต้องตัดคลิป ก็อาจจะนอนช้ากว่านั้นนิดหน่อย แต่ไม่ได้หักโหมนะ เหนื่อยก็พัก

แสดงว่าช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ คุณก็จะไม่ได้ช่วยงานที่บ้าน

ใช่ค่ะ แต่มิวจะกลับหมู่บ้านทุกวันศุกร์ นั่งรถจากเชียงใหม่มาช่วยคุณพ่อคุณแม่ ไม่รู้ว่าทำไม แต่มิวสิคไม่ชอบอยู่ในเมือง เสาร์อาทิตย์ก็อยากกลับมาหาธรรมชาติแล้ว

เล่าเรื่องกาแฟแบรนด์อาบูซูลูของคุณให้ฟังหน่อย

คุณพ่อคุณแม่ปลูกกาแฟมานานแล้ว แต่เราไม่เคยคิดจะทำแบรนด์เลย ไม่มีแผนจะขายด้วย เพราะเรากินกาแฟไม่เป็น แต่ประมาณสองปีที่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งมิวไปร้านกาแฟ แล้วรู้สึกชอบกลิ่นกาแฟมาก จากที่วันนั้นรู้สึกเศร้าๆ ซึมๆ พอได้กลิ่นกาแฟเท่านั้นแหละ เฮ้ย ทำไมรู้สึกดีจัง 

หลังจากวันนั้นเราก็ลองหัดกินกาแฟ ครั้งแรกก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ อ้วกแตก ทั้งขม ทั้งใจสั่น แต่พอเริ่มจิบ เริ่มชิมมาเรื่อยๆ กลายเป็นหลงรักกาแฟตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แล้วจู่ๆ ก็คิดถึงกาแฟที่คุณพ่อคุณแม่ปลูกไว้ เฮ้ย กาแฟบ้านเราก็มีหนิ ทำไมไม่ลองทำเป็นแบรนด์ของตัวเองล่ะ ก็เลยเอาคำว่า ‘อาบูซูลู’ ที่เป็นชื่ออาข่าของเรามาเป็นชื่อแบรนด์ กลายเป็น Abusulu Coffee อย่างทุกวันนี้

ยิ่งเห็นสิ่งที่ปลูกเติบโต ยิ่งมีความสุข

ความสุขและความทุกข์ของการเป็นชาวไร่บนดอยคืออะไร 

ความสุขคือการได้ผลผลิตที่ดี ออกมาสวยอย่างที่เราตั้งใจปลูก แค่นี้ก็มีความสุขมากๆ แล้ว ความทุกข์นี่ ส่วนน้อย สำหรับชาวไร่บนดอย มิวคิดว่าความทุกข์คือการขายผลผลิตไม่ได้ ไม่รู้จักตลาด ไม่รู้จะไปขายที่ไหน 

แต่ถ้าเป็นความทุกข์ที่มาจากการทำงาน มิวถามคุณพ่อคุณแม่ทุกวันเลยว่าเหนื่อยมั้ยกับการทำเกษตร เขาบอกไม่เหนื่อย ทั้งสองคนไม่ได้เรียนหนังสือ ทำแต่เกษตรมาตั้งแต่เด็ก คงเพราะความเคยชินด้วยมั้ง เหนื่อยแบบเหนื่อยมากๆ ทั้งสองคนก็เลยไม่มี อาจจะเหนื่อยตอนทำงานบ้างนิดหน่อย แต่พักแล้วก็หาย คุณพ่อชอบพูดว่า ‘ยิ่งเห็นสิ่งที่เราปลูกเติบโต ยิ่งมีความสุข’ 

ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณคืออะไร

  ณ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมิวก็คงเป็นครอบครัว ตั้งแต่เรียนจบกลับมา มิวได้อยู่ร่วมกับครอบครัวและคนในหมู่บ้าน จากที่ผูกพันกันอยู่แล้วก็ยิ่งผูกพันขึ้นไปอีก ทุกเช้าตื่นมาก็เห็นหน้าคุณพ่อคุณแม่แล้ว การได้เห็นทั้งคู่และญาติพี่น้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงคือสิ่งสำคัญที่สุด และทำให้มิวมีความสุขที่สุด

สถานการณ์โควิด-19 ที่หมู่บ้านเป็นยังไงบ้าง

เท่าที่มิวอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ตำบลวาวีค่อนข้างเคร่งเรื่องมาตรการโควิด-19 อยู่แล้ว คนข้างนอกเข้าไม่ได้เลย คนในจะออกก็ต้องแจ้งก่อน ทุกคนให้ความร่วมมือมากๆ เราก็เลยยังทำสวนทำไร่กันได้ปกติ ยอดขายลดลงบ้าง แต่ลูกค้าไม่ถึงกับหายไปเลย ยังขายได้อยู่ 

โดยรวมคนบนดอยยังใช้ชีวิตปกตินะ 

กือรังฮือมา

กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์รุ่นใหม่หลายคนอายกับการเป็นตัวเอง อยากใช้ชีวิตแบบคนในเมืองมากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้นเลย

ตอนเด็กก็เคยมีเพื่อนล้อว่าพูดไม่ชัดนะ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้อายอะไร มันคือตัวเรา พูดไม่ชัดก็ยังดีกว่าพูดไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ที่สำคัญ คนเราฝึกและเรียนรู้ได้นะคะ เมื่อก่อนมิวพูดไม่ชัด แต่ด้วยความที่เราชอบร้องเพลง เลยฝึกพูดจากการร้องเพลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็พูดภาษาไทยชัดขึ้นในระดับหนึ่ง บางคำอาจจะยังไม่ชัดอยู่ แต่ไม่อายนะคะ เพราะว่าเราเป็นอาข่า เราเป็นเรา

แต่มิวเข้าใจนะ ทุกคนมีมุมมองที่ต่างกัน แต่สำหรับเรา เรารักความเป็นอาข่ามากจริงๆ 

คุณคิดยังไงเวลาสื่อต่างๆ สร้างภาพให้กลุ่มชาติพันธุ์ดูเป็นตัวตลก บ้างก็ล้อเลียนอัตลักษณ์ชนเผ่า 

คนทำคงไม่เคยมาสัมผัสกับชนเผ่าอย่างลึกซึ้ง ไม่เคยพูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์แบบใกล้ชิดมากพอ เขาคงไปรับข้อมูลจากไหนไม่รู้ก็เลยทำสื่อแบบนั้นออกมา จริงๆ แล้วคนที่จะทำหนังหรือสื่อเรื่องนี้ ควรจะมาสัมผัสพูดคุยกับคนชาติพันธุ์โดยตรง เขาจะได้รู้ว่า อ๋อ อาข่า วัฒนธรรมหรือการแต่งกายเป็นแบบนี้นะ ภาษาเป็นแบบนี้นะ ที่ผ่านมาเหมือนเขาสื่อสารออกไปโดยที่ยังไม่ทำความเข้าใจมากพอ

ชาวอาข่าต่างจากพี่น้องชาติพันธุ์อื่นๆ ยังไง 

จริงๆ ทุกชนเผ่าก็มีที่โดดเด่นแตกต่างกันนะคะ วัฒนธรรมของอาข่าที่ไม่เหมือนชาติพันธุ์อื่นน่าจะเป็นการแต่งกายเนี่ยแหละ เราพิเศษด้านการเย็บปักถักร้อย ลายปักของเรามีแบบที่เรียกว่า อาแย อาล่อ หรือ อาขื่อแซพู้ ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ภาษาและการพูดก็ต่าง แล้วเราจะทักทายกันโดยการจับมือค่ะ ตอนเจอกัน อาข่าจะเชกแฮนด์คล้ายๆ ฝรั่งเลย 

อะไรคือความเป็นอาข่าที่คุณรักที่สุด

รัก… โอ้โห รักทุกอย่างเลย ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี ลายปักผ้า รักทุกอย่างที่เป็นอาข่าเลยค่ะ 

คุณอยากสอนภาษาอาข่าคำไหนให้คนอ่าน

คงเป็นคำว่า ‘อูดูทามา’ เป็นคำทักทายเหมือนๆ คำว่า ‘สวัสดี’ คือคนเราเจอกันครั้งแรกก็ต้องทักทายก่อน มิวก็เลยอยากสอนคำทักทายภาษาอาข่า ก็พูดว่า ‘อูดูทามา’ พร้อมจับมือทักทายนั่นแหละค่ะ

อีกคำที่อยากสอนคือ ‘กือรังฮือมา’ ที่แปลว่า ขอบคุณ

คำถามสุดท้าย คุณมีชื่ออาบูซูลูที่แม่ตั้งให้อยู่แล้ว แล้วชื่อมิวสิคมาจากไหนเหรอ

อ๋อ จริงๆ ชื่อเล่นภาษาไทยแต่ก่อนชื่อทิพย์ค่ะ ชื่อจริงคือสุธาทิพย์ คนก็เลยเรียกเราสั้นๆ ว่า น้องทิพย์ๆ แต่ตอนเรียน ม.ปลาย มิวเป็นนักร้องประจำโรงเรียน เพื่อนก็เลยตั้งให้ใหม่ว่ามิวสิค เหมือนมาพร้อมเสียงเพลง เขาบอกว่าดูเข้ากันดี

แบบนี้พอเพื่อนตั้งชื่อให้ ก็ต้องบอกเพื่อนว่า ‘กือรังฮือมา’ ถูกมั้ย

ใช่ แต่จริงๆ เพื่อน ม.ปลาย ไม่ใช่ชาวอาข่า พูดว่า ‘ขอบคุณ’ เฉยๆ ก็พอแล้วค่ะ (หัวเราะ)

ภาพ : มิวสิค อาบูซูลู

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load