18 กุมภาพันธ์ 2564
9 K

‘ไมเคิล หายไปไหน’ คือสิ่งที่เหล่าผู้คนค้นหา

ไมเคิล-ศิรชัช เจียรถาวร ปรากฏตัวตรงหน้าเพื่อบอกว่าเขาไม่ได้หายไปไหน 

เขากลายเป็นชายหนุ่มในวัย 28 ปี คนที่ใครๆ จำภาพเขาในนาม ‘ไมเคิล เด็กหอ’ ภาพยนตร์แจ้งเกิดในวงการบันเทิงที่ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ตั้งแต่อายุเพียง 12 ขวบ

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

แต่ภาพนั้นแคบเกินกว่าจะจำกัดความเขาได้หมด จึงเป็นที่มาให้เราชวนเขามาพูดคุยกันในวันนี้

เปิดประโยคทักทายด้วยการถามไถ่ว่าเขามาที่นี่อย่างไร คำตอบของเขาทำเอาประหลาดใจแรกพบ

“ผมขี่มอเตอร์ไซค์มาครับ” ไมเคิลเสริมต่อว่าเขาชอบเจ้าสองล้อรถเครื่องนี้ก่อนจะย้ายมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ

ไม่นานเขาหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ พลางออกตัวว่าชอบดื่มกาแฟ และกำลังตระเวนชิมกาแฟจากหลายแหล่ง

ไมเคิลก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่ดังพลุแตก ชนิดที่ไปเดินห้าง เขาไม่ได้ทำอะไรนอกจากยืนถ่ายรูปกับแฟนคลับทั้งวัน จนถึงวันหนึ่งที่ความโด่งดังนั้นจางลง

น้อยคนนักจะรู้ว่าเขาคือบัณฑิตจากวิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน เป็นทั้งโปรดิวเซอร์ควบคู่งานพิธีกร ดีเจรอบดึกที่ Cat Radio นักดนตรีพาร์ตไทม์ นักชอบวาด นักเขียน นักเลี้ยงแมว และช่างภาพเบื้องหลัง

เหนือสิ่งอื่นใด ความเป็นตากล้องของเขาแรงกล้า ด้วยอิทธิพลที่ได้รับมาจากคุณพ่อและคนรอบข้างมาตั้งแต่เด็ก แม้รู้ว่าบทสนทนาในวันนี้เขาอาจจะไม่ได้ถ่ายอะไรกลับไป แต่ไมเคิลสารภาพว่าพกกล้องติดตัวมาด้วยอย่างเสียไม่ได้ 

“ไม่มีกล้องเหมือนไม่ได้ใส่กางเกงในออกจากบ้านครับ ก่อนมีกล้องถ่ายรูป ผมชอบเอากระดาษมาม้วนส่องดู เห็นแสงที่ไม่เท่ากันแล้วรู้สึกว่าสวยจังเลย” 

โตขึ้นมา เขาเริ่มเข้าใจชีวิตคนผ่านเลนส์มากกว่าความงามของภาพ

ชีวิตจริงของไมเคิลอาจไม่ต่างอะไรจากกล้องที่เขาถือและเลนส์ที่เขาใช้ ยังมีอีกหลายมุมมองให้ได้ค้นเจอ ถ้าพร้อมแล้ว จงถือกล้องให้มั่น ปรับโหมดแมนนวล แล้วส่องชีวิตเขาจากเลนส์ไปพร้อมกัน

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Fix Lens โฟกัสเดียว

นักแสดงที่สนุกตั้งแต่เด็ก

จุดเริ่มต้นของไมเคิลมาจากการเป็นนักแสดงเด็กจิ๋วหน้ากล้อง เหตุเกิดเพราะโมเดลลิ่งไปเจอเขาในห้างฟอร์จูนทาวน์ เลยได้แคสติ้งโฆษณาแบบงงๆ จากความร่วมมือของพ่อและพี่ชาย

“ตอนนั้นผมไปเรียนดนตรีกับพี่ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีแมวมองมาถามว่าพ่อแม่อยู่ที่ไหน แต่เพราะที่บ้านผมสอนไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า ผมก็เลยให้พี่ชายคุย ส่วนพ่อก็ถ่ายรูปให้จนแคสติ้งผ่าน เลยได้เล่นโฆษณาจนมาได้เล่นละคร

“มามีบทบาทชัดจริงๆ ก็ตอนอายุสิบสองปีครับ ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง เด็กหอ เป็นเรื่องแรกเลย วิธีการเล่นก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง กล้องที่ถ่ายทำมีแค่ตัวเดียว บรรยากาศต่างกับละครมาก พอบทใหญ่ขึ้น ผลลัพธ์มันก็ชัดครับ” ไมเคิลเล่าอย่างตั้งใจ

การเป็นนักแสดงในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเองยอมรับว่าต้องต่อสู้กับอาการงอแง เพราะหลายครั้งต้องอดไปทัศนศึกษากับเพื่อนที่โรงเรียน

“บางทีผมก็มีบ่น มีงอแง ไม่อยากไปถ่าย แต่พออยู่ในกองก็มีเพื่อนเยอะเหมือนกัน สนุกจนผมลืมไปเลยว่ามาทำงาน แล้วถ้าผมทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ คนอื่นก็จะไม่ได้กลับบ้านไปพักผ่อน ซึ่งคุณแม่ก็มีวิธีรับมือครับ 

“เขาทำให้ผมเข้าใจว่าการไปทำงานคือการหารายได้ ความเหนื่อยนั้นมีผลตอบแทน เคยได้รถของเล่นคันเล็กๆ เป็นการหลอกล่อ จนมาอายุเจ็ดแปดขวบ จำได้ว่าพ่อเอาเงินมาปึกหนึ่งแล้วบอกว่านี่คือสิ่งที่ผมทำได้ ผมเลยรู้สึกว่ามันน่าภูมิใจครับ” 

เขาเลยเลิกงอแงตั้งแต่นั้น

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Macro Lens ตัวตนที่โดนขยาย

อาจกลายเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนลืม

เป็นธรรมดาที่นักแสดงต้องโดนแสงสปอตไลต์จับจ้อง มีทั้งสิ่งที่ได้มาและเสียไป สิ่งที่ได้มาแน่นอนว่าคือชื่อเสียงความโด่งดัง 

“ผมเคยมีผลงานทำให้มีชื่อเสียงขนาดเดินห้างหรือไปไหนไม่ได้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไปงานวิทยาศาสตร์ แต่รู้ไหมครับ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ผมไม่ได้เดินไปไหนเลย ต้องยืนถ่ายรูปอย่างเดียว” 

นอกจากชีวิตส่วนตัวที่ต้องแลกมา กลายเป็นว่าเขาจำเพื่อนคนไหนไม่ได้เลย

“ตอนเด็กๆ ตั้งแต่อนุบาลหนึ่งถึงปอสี่ ผมไม่ได้รู้สึกสนิทกับใครเลย เวลากินข้าวเสร็จก็ไม่รู้จะไปอยู่กับใคร เพราะตอนพักกลางวัน ผมต้องกลับไปตามการบ้านที่ทำไม่ทันเพราะขาดเรียนเพื่อไปถ่ายงาน” 

และต้องต่อสู้กับจิตใจอย่างหนักหน่วงในช่วงลงดิ่ง

“เรื่องของชีวิตเป็นอะไรที่ต้องต่อสู้กับตัวเองเยอะมาก เหมือนเป็นเวฟขึ้นลง จากช่วงที่ผมไปไหนไม่ได้เพราะมีคนมาคอย กลายเป็นว่าอีกช่วงหนึ่งผมไปไหนก็ได้เพราะไม่มีใครรู้จัก เรื่องชื่อเสียงทำให้ผมรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่อยู่กับผมตลอดเวลา มีเข้ามาก็มีออกไป

“ช่วงแรกยอมรับเลยว่ามีน้อยใจที่คนเคยตามผมแล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาก็หายไป แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันคือกลไกของธรรมชาติ ผมบังคับให้ใครมาชื่นชอบผมไม่ได้ เหมือนผมชอบกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้แล้วมันปิด อีกสักพักผมก็จะลืมมันไป”

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์
ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Zoom Lens เปลี่ยนโฟกัส

ผมมีบัตรมัคคุเทศก์

จากผลงานการแสดงที่ผ่านมา บทบาทหนึ่งที่เขาได้รับคือหมอก จากซีรีส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น เด็กชายมัธยมปลายที่ชอบถ่ายภาพ ซึ่งคลับคล้ายคลับคลากับตัวตนของไมเคิล

แต่มีอยู่หนึ่งอย่างที่ต่างกัน หมอกเข้าเรียนนิเทศศาสตร์ ในขณะที่เขาคนนี้เลือกเรียนเอกการจัดการภาคบริการและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

“ผมชอบท่องเที่ยวนะ ผมมองว่างานในสายนี้มีช่องทางที่กว้างขวางและมั่นคง” จากนั้นก็อวดว่าเขามีบัตรมัคคุเทศก์ นำเที่ยวได้ 

แม้ตอนแรกจะไม่ได้มีความอินเป็นตัวตั้งถึงคลั่งใคล้ แต่เมื่อเรียนไปก็พบว่าชอบเรียนท่องเที่ยวมากกว่าที่คิด

“เมื่อก่อนผมก็คิดแค่ท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญ แต่พอผมได้เรียนจริงๆ ก็รู้เรื่องการคำนึงถึงชุมชน การคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ซึ่งสิ่งนี้เปลี่ยนทัศนคติในการท่องเที่ยวของผมไปมาก” 

เขาเปลี่ยนสิ่งที่เรียนมา วิเคราะห์เล่าสู่กันฟัง ผูกโยงการท่องเที่ยวและระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งฝากให้เราไปคิดต่อ

“การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สร้างเศรษฐกิจได้ แต่คนในชุมชนและเจ้าของสถานที่ รวมถึงนักท่องเที่ยว ต้องเกิดความรู้ ความเข้าใจ เราถึงจะเที่ยวได้อย่างไม่สร้างความความเสียหายให้กับธรรมชาติครับ” 

แม้การท่องเที่ยวแบบที่เขาเรียนมาต้องอาศัยการวางแผน แต่นิสัยชอบเที่ยวแบบไร้ทิศทางก็ยังเป็นสิ่งที่เขาชอบมากกว่า โดยให้เหตุผลว่าเวลาวางแผนแล้วไม่เป็นไปตามนั้นจะรู้สึกเครียด

“เวลาผมไปเที่ยวจริงๆ ผมคิดว่าเราควรสนุกกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า เลยคิดว่าไม่ต้องวางแผนดีกว่า ไปถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เพราะผมอาจได้เจอสิ่งที่ถ้าผมวางแผนแล้วจะไม่ได้เจอ ซึ่งมันสนุกกว่า”

นอกจากความสนุก เขายังได้บทเรียนชีวิตที่ทำให้เขาเติบโตไปอีกขั้น

“เวลาไปออกทริปสมัยมหาวิทยาลัย ผมเห็นสัตว์ธรรมชาติตัวเป็นๆ เลยรู้สึกว่าผมไม่ได้ตัวใหญ่มากนะ ผมก็แค่คนคนหนึ่ง 

“บางทีไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ ไม่มีไฟ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทำได้แค่ถ่ายรูป ผมมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าชัดมากเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง เลยได้เรียนรู้ว่า บางทีสิ่งที่มองไม่เห็น จริงๆ มันมีอยู่”

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Behind the Lens ภาพจริง

ชีวิตคนกอง ถ่ายหลังกล้อง

เมื่อเรียนจบและใช้ชีวิตนักแสดงอย่างเต็มที่ วันนี้เขาเลือกผันตัวเองมาทำงานเบื้องหลังมากขึ้น ซึ่งฝีไม้ลายมือการถ่ายภาพที่ผ่านมา เป็นอันได้แก่ ซีรีส์ I Hate You, I Love You มิวสิกวิดีโอเพลง ขอพร และ ยินดีที่ได้พบ ของ กันต์ ชุณหวัตร เพลง คนไม่ใช่ต้องพยายาม ของ บีน นภสร และภาพถ่าย Cat Radio TV ปี 2020

“พอได้มาถ่ายภาพนิ่งเบื้องหลังแล้วรู้สึกแฮปปี้กับชีวิตมาก อย่างตอนนี้ผมกำลังถ่ายภาพซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ พาร์ตสองอยู่ครับ ปวดหลังสุดๆ” สาเหตุที่ปวดหลังเป็นเพราะท่ายากเขาเยอะ

“ผมเองชอบรู้สึกว่า 

‘มันต้องดีกว่านี้ ถ่ายเผื่อไว้ก่อนแล้วกัน’ 

‘เห้ย ถ้าขยับไปอีกมุมหนึ่ง ได้อีกรูปหนึ่งนะ เผื่อได้เอาไปใช้’ 

“แทนที่ถ่ายสักยี่สิบรูปแล้วพอ กลายเป็นว่าผมยืนถือกล้องทั้งวัน มันก็เลยปวด”

การเป็นนักแสดงที่รู้มุมกล้องมาก่อนทำให้เขาจับหลักทำงานนี้ได้ไม่ยากนัก เขาเล่าอย่างออกรสกว่าจะได้มาสักภาพ 

“ผมใช้กล้อง Mirrorless ที่ปิดเสียงชัตเตอร์ได้ แต่ว่าถ้าผมมือไม่นิ่ง ภาพมันจะล้มเลยครับ เลยเป็นอีกเหตุผลที่ยิ่งทำให้ปวดแขนมาก เพราะเวลาถ่ายต้องกลั้นหายใจ” เขาดูตื่นเต้นไม่น้อย ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทำท่ายื่นมือถือกล้องข้างเดียวเหยียดเกร็งไปด้านข้างสุดตัว สาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง

“แต่ละท่ามันปวดหลัง ปวดไหล่ไปหมดเลย แต่ว่ามันสนุกดีครับ (จริงๆ ก็เหนื่อยฉิบหาย)” เขาหัวเราะพร้อมกระซิบเบาๆ ในวงเล็บ 

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Fisheye Lens มุมแปลกตา

อารมณ์ศิลปิน

นอกจากบทบาทตากล้อง เขายังมีอีกหลายด้านให้ส่องสำรวจ และหมวดหมู่ที่อธิบายความเป็นเขาไว้ได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นหมวดอาร์ต พาร์ตความเป็นศิลปิน

ศิลปินอย่างที่หนึ่งคือการรวบรวมสองสิ่งที่รักอย่างการเดินทางและการถ่ายภาพเอาไว้ด้วยกัน ผ่านการเป็นนักเล่าเรื่องฝึกหัดในหนังสือ Tokyo Unscripted ที่ทำร่วมกับ กันต์ ชุณหวัตร 

15 วันที่เดินทางอย่างไร้กระบวนท่า เน้นความหลงเป็นทุน และมุ่งมั่นแค่เที่ยวฟรีไม่ได้คิดจะมีหนังสือ 

“จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ดูเท่อะไร คือผมกับกันต์ชอบไปเที่ยว ชอบถ่ายรูปกันอยู่แล้ว ซึ่งผมมีโอกาสไปถ่ายรายการ Frozen Hormone ที่ญี่ปุ่น แต่เพราะถ่ายรายการ เลยรู้สึกว่ามันไม่ค่อยอิสระเท่าไหร่” 

เขาเลยตัดสินใจกลับไปเที่ยวอีกครั้งตามคำชวนของกันต์ว่าอาจจะได้อะไรกลับคืนมา

“แล้วก็ได้จริงๆ ผมได้ประสบการณ์ทำหนังสือซึ่งเป็นเล่มแรกที่เขียนเองอย่างจริงจัง” 

ศิลปินอย่างที่ 2 คือการเป็นนักดนตรี ถึงขนาดเคยฝันว่าอยากเป็นนักเปียโน

“เป็นความฝันเมื่อนานมากแล้วครับ เพราะรอบข้างผมรายล้อมไปด้วยคนที่เล่นดนตรีเก่งมาก แต่ผมไม่อยากเป็นภาระคนอื่น เลยเลือกเล่นขำๆ คนเดียว”

เมื่อถามว่าเขาเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้อีกบ้าง คำตอบของเขาทำเอาทึ่ง เพราะแค่เขาคนเดียวก็เล่นได้ครบทั้งวง เลยกลายเป็นคนเนื้อหอมที่เพื่อนๆ สมัยมัธยมต้องการ

“ผมเล่นทั้งกลอง กีตาร์ เบส เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่วงขาดอะไร ผมก็จะไปเล่นให้ เล่นพอสนุกครับ”

อีกมุมศิลปินที่ยังไม่ได้กล่าวถึง นั่นคือการวาดภาพ เป็นอีกสิ่งที่เขาเสียดายมากและอยากกลับไปทำ

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่เลิกวาดรูป เพราะตอนเด็กๆ ผมชอบวาดรูปมาก แต่ตอนนี้มือผมขยับไม่ได้เหมือนเดิม วาดได้แค่ลายเส้นง่ายๆ” พูดจบ เขาก็หยิบไอแพดขึ้นมาโชว์ภาพวาดให้เราดู

ผลงานลายเส้นภาพการ์ตูนแนวคาร์แรกเตอร์ที่เขาลงมือ เคยอวดโฉมอยู่บนลายเสื้อผ้าและกระเป๋าที่ขายในงาน CAT T-SHIRT มาแล้ว

“ผมชื่นชมคนที่วาดภาพได้ เพราะเขาต้องมีความรัก ความพยายาม กับสิ่งนั้นจริงๆ” 

แต่เท่าที่เขาเล่ามา ความเป็นศิลปินทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาน่าชื่นชมน้อยลง

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Telephoto Lens หนทางระยะไกล 

ความสุขจากการไม่กินจนจุก

มุมมองภาพระยะไกลในอนาคตอีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า เขาว่าโฟกัสที่ได้อาจยังไม่ชัดนัก 

“มีภาพลางๆ ว่าอยากทำร้านกาแฟ เพราะตัวเองเป็นคนที่ชอบกินกาแฟมาก และในร้านนั้นก็จะมีร้านล้างรูป เพราะชอบถ่ายรูปมาก อีกนิดหนึ่งอาจจะทำห้องอัดกับห้องซ้อมดนตรี เพราะชอบเล่นดนตรีด้วย 

“บางคนมองว่าทำไมเราไม่วางแผนในอนาคตให้ชัดไปเลย แต่สำหรับผม ตอนนี้มีความสุขในชีวิตมากนะ อย่างถ่ายภาพเบื้องหลัง ไม่เคยวางแผนมาก่อนว่าจะทำก็ได้ทำ” 

แม้วันนี้เขาจะมีไม่เทียบเท่าคนอื่น หรือโด่งดังเท่าตัวเองในวันวาน แต่เขามีความสุขแล้วจากการทำสิ่งที่รักที่เขาค้นพบ

“ผมว่ามันเหมือนตอนเราสั่งอาหาร ถ้าผมกินมากไป มันก็จะอิ่มจนจุก”

ช่วงชีวิตทุกตอนที่ผ่านมาสร้างมุมมองอันมีค่าให้แก่เขา

“ตอนแรกผมเอาความสุขตัวเองไปผูกไว้กับการยอมรับจากคนอื่น ทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่พอผมผ่านจุดที่ขึ้นสุดลงสุดในชีวิต มันทำให้เข้าใจว่าความสุขมาจากอะไรง่ายๆ รอบตัว 

“แค่ผมนั่งเล่นเกมอยู่แล้วหมอก (แมวฝรั่งหางฟู) มาไถ ก็มีความสุขแล้ว ตื่นเช้ามาได้กินกาแฟอร่อยๆ ก็มีความสุข เดินไปเจอต้นไม้แล้วแสงสวยดี ก็มีความสุข ขึ้นอยู่กับว่าตัวผมพอใจกับสิ่งนั้นหรือเปล่า อย่างไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละสี่สิบบาท แต่แม่งอร่อยฉิบหาย ก็มีความสุขครับ”

ก่อนวางเลนส์ เก็บกล้อง และจบบทสนทนา ไมเคิลก็บ่นพึมพำขึ้นว่า เขาเปรียบเทียบชีวิตกับของกินในบทสนทนานี้อยู่หลายครั้งทีเดียว

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ไม่ต้องพึ่งหมอดูที่ไหนเราก็รู้ว่าช่วงนี้ชีวิต อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

บนเวที JOOX Thailand Music Awards 2017 ซึ่งจัดโดยมิวสิกสตรีมมิ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดรายหนึ่งในไทยขณะนี้ อะตอมกวาดไปถึง 5 รางวัล ทั้งเพลงป๊อปแห่งปี ท่อนเพลงฮิตแห่งปี เพลงฮิตติดผับแห่งปี ศิลปินแจ้งเกิดแห่งปี และเพลงยอดนิยมแห่งปี

โดยไม่เกี่ยวกับดวง-อะตอมพาตัวเองจากนักร้องที่เฝ้ารอโอกาสมายาวนานมาสู่จุดนี้ด้วยผลงานล้วนๆ หากใครติดตามผลงานของเขามาตั้งแต่ซิงเกิลอย่าง Please, แผลเป็น, ทางของฝุ่น หรือเพลงที่กลายเป็นปรากฏการณ์หนึ่งเมื่อปีที่แล้วอย่าง อ้าว ย่อมรู้ว่าเขาคือศิลปินที่ฝีไม้ลายมือครบเครื่องและน่าจับตาที่สุดคนหนึ่งในวงการเพลงไทยนาทีนี้

เขียนเพลงเองได้ทั้งคำร้องและทำนอง ร้องเล่นเองได้อย่างเข้าถึงอารมณ์เพลงที่เขาบอกว่า เขียนขึ้นมาจากชีวิต-เรายังต้องการอะไรมากกว่านี้อีกหรือ

เมื่อคืนวานนักร้องหนุ่มเพิ่งปล่อยซิงเกิลล่าสุดชื่อ ช่วงนี้ และเพียงข้ามวันยอดวิวก็เกินหลักแสนอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เราสนใจไม่ใช่ตัวเลขนั้นหรอก เราสนใจที่มาที่ไปและชีวิตช่วงนี้ของเขามากกว่า

ไม่ต้องพึ่งหมอดูที่ไหน เพราะใครจะรู้ดีกว่าเขา ผมนัดอะตอมมาตรวจดวงชะตาชีวิตช่วงนี้ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ทั้งการงาน ความรัก และสุขภาพ ซึ่งเขาตอบได้แม่นทีเดียว (ก็แหงล่ะ ชีวิตเขานี่)

ถ้าอยากรู้ว่าช่วงนี้ชีวิตอะตอม เป็นอย่างไร ไม่ต้องรอพักชมสิ่งที่น่าสนใจให้เสียเวลา

อะตอม ชนกันต์

1

การงานช่วงนี้

ช่วงนี้คุณมีเกณฑ์ออกซิงเกิลใหม่ และจะมีอัลบั้มเต็มอีกไม่นาน
แต่งานตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตอาจลดลง เนื่องจากคุณต้องทำงานในห้องอัดเป็นส่วนใหญ่

เพลง ช่วงนี้ ซิงเกิลล่าสุดของคุณ พูดเรื่องอะไร

เพลง ช่วงนี้ พูดเรื่องที่คนเราบางทีก็ไม่ค่อยระวังตัวเวลาใช้ชีวิต เรามองแต่ตัวเอง ทุกคนมีความเห็นแก่ตัว พยายามไปถึงจุดที่ตัวเองต้องการ หรือพยายามจะได้รับความรักจากใครก็ตาม ซึ่งบางทีเราใช้วิธีการต่างๆ โดยลืมไปว่าเราทำร้ายคนไปเยอะขนาดไหน เราใช้ชีวิตเพลิดเพลินจนบางทีเผลอลืมไปว่าเราสร้างโจทย์ไว้กี่คน หรือไปทำอะไรให้คนอื่นเจ็บใจไว้กี่คน แล้วเรื่องพวกนี้มันจะตามมาถึงตัวคุณในไม่ช้า

เพลงนี้ก็จะพูดว่าให้เราระวังตัวหน่อย เอาความเชื่อเรื่องเวรกรรมเข้ามาพูด เพราะเราเชื่อว่าในเรื่องความรักน่าจะมีคนใจร้ายอยู่ประเภทนึงที่ทำร้ายคนไว้เยอะ สร้างแผลให้คนไว้มาก แล้วอาจจะยังไม่หยุดตอนนี้ เพลงนี้ก็เหมือนเตือนสติว่า ทำอะไรก็คิดถึงคนอื่นด้วย หยุดคิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำบ้าง

ไปเจออะไรมาถึงเลือกเล่าเรื่องบาปกรรม

เพลงนี้มีวงเล็บว่า Karma ก็คือเวรกรรมนั่นแหละ ท่อนฮุคของมันจะร้องว่า “ช่วงนี้ระวังหน่อย” มาจากคุณแม่ของผม คือมีอยู่ช่วงนึงที่งานเราเยอะมาก ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะปีที่แล้วทัวร์ทั้งปี เดินทางทั้งปี แม่ก็ค่อนข้างเป็นห่วง ด้วยความเชื่อคนไทยเรื่องเบญจเพส เราอายุ 25 พอดี แม่เขาก็เลยเตือนว่าระวังหน่อย เราก็ฟังมาแต่ไม่ได้คิดอะไร แล้ววันหนึ่ง ตอนนั้นสี่ห้าทุ่ม ผมขับรถกลับดึกๆ คนเดียว มาถึงทางใต้ทางด่วนก่อนที่จะเข้าคอนโดฯ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีท่อเดินสายไฟมันหล่นมาทั้งแผง จังหวะผมขับเข้าไปพอดีมันก็ฟาดรถ โชคดีว่าโดนแค่กระโปรงหน้า ถ้ารถไหลเข้าไปอีกนิดก็คือเป็นกระจกหน้าหรือซันรูฟแล้ว

ตอนนั้นหน้าแม่ผุดขึ้นมาเลย ผมเริ่มหลอนแล้ว เราไปทำอะไรใครไว้หรือเปล่า เริ่มกลัว เริ่มนึกถึงอะไรที่แม่พูด แล้วก็เริ่มคิดว่าระหว่างที่เรามัวแต่ทำงานเราทำอะไรไปบ้าง ไปทำให้ใครต้องเจ็บปวดหรือเปล่า ก็คิดถึงเรื่องบาปกรรม หรือว่ามันตามเราทันแล้ววะ (หัวเราะ) เราก็เลยเอามาผูกกับเรื่องความรัก

ด้วยตัวคอนเทนต์บวกกับตัวดนตรีทำให้เพลงนี้ค่อนข้างซ่า น่าจะแสบที่สุดในอัลบั้มที่จะปล่อยออกมา เพลงใหม่ 5 เพลงในอัลบั้มที่กำลังทำค่อนข้างจะจัดขึ้น เข้มข้นขึ้นจากสี่ห้าเพลงแรกที่ปล่อยออกไป เราใส่ความชอบในดนตรีโซล บลูส์ หรืออะไรที่เป็นความชอบของเราทางด้านดนตรีจริงๆ เข้าไปมากขึ้น เราก็เลยเลือกเพลงนี้มาเป็นเพลงเปิดอัลบั้ม ให้คนเห็นความแตกต่างไปเลยว่าอีกมุมนึงของอะตอมเป็นยังไง สี่ห้าเพลงที่ผ่านมาคนอาจจะรู้สึกว่าเธอน่าสงสารมากเลย จริงๆ ก็อยากให้คนได้เห็นมุมแสบมากขึ้นยิ่งกว่าเพลง อ้าว เพลงนี้วิธีการพูดของเราค่อนข้างจะเป็นไปในทางตลกร้าย คือบอกกันแบบมีความกวนตีน

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์

เหมือนคุณพยายามเอาอารมณ์ขันมาช่วยเล่าเรื่องที่ในชีวิตจริงอาจจะตลกไม่ออก

จริงๆ แกนของเพลงผมส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเศร้าแหละ เราถนัดจะเขียนเพลงเกี่ยวกับความผิดหวัง ความเหงา หรือการที่ต้องถูกทอดทิ้ง เรามองว่าแต่ละเรื่องมีหลายมุม จะมองให้ตลกมันก็ตลกได้ อย่างเพลง อ้าว สุดท้ายก็เจ็บอยู่ดี ต่อให้บางคนใช้เพลงนี้ไล่เขาไปในใจก็เจ็บจึกเหมือนกันแหละ แต่ผมคิดว่าเพลงนี้จะช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยถ้าเจอเรื่องแบบนี้แล้วมีเพลงนี้ มันจะได้มีอะไรที่ทำให้เขาแข็งแรงขึ้น แล้วก็กล้าปฏิเสธเสียที เพราะว่าสุดท้ายไอ้คนที่ไปๆ กลับๆ มันไม่ได้เรื่องหรอกครับ ถ้าคนจะอยู่เขาอยู่ตั้งนานแล้ว

ที่บอกว่า สี่ห้าเพลงที่ผ่านมาคนอาจจะรู้สึกว่าอะตอมน่าสงสาร อยากให้คนได้เห็นมุมแสบมากขึ้น แล้วเอาเข้าจริงในความสัมพันธ์คุณเป็นคนแบบไหน

เรามองว่ามันเป็นอะไรที่เป็นควบคู่กันไปได้ สำหรับเรา เราเคยเป็นคนที่ค่อนข้างซื่อในเรื่องความรักตอนที่อายุน้อยกว่านี้ แล้วพอโดนเรื่องอะไรที่ทำร้ายเราหนักเข้า มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนเราให้เจนจัดมากขึ้น แล้วมุมมองเกี่ยวกับความรักเราก็เปลี่ยนไป เข้าใจโลกมากขึ้น กล้าที่จะพูดอะไรเกี่ยวกับมันลงไปในเพลงเยอะขึ้นตามช่วงอายุที่โตขึ้น

อะตอม ชนกันต์ อะตอม ชนกันต์

2

ความรักช่วงนี้

ช่วงนี้ความรักอาจห่างหาย แต่อาการเจ็บปวดของคุณเริ่มทุเลาลงแล้ว
ส่วนรักครั้งใหม่อาจต้องรอเวลาอีกสักพักเพราะช่วงนี้ชีวิตของคุณอยู่กับงานเป็นส่วนใหญ่

มุมมองต่อความรักที่ว่าเปลี่ยน มันเปลี่ยนจากอะไรเป็นอะไร

ตอนเด็กๆ จะคิดว่า โห ความรักเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เป็นเรื่องที่เซนสิทีฟ แตะต้องไม่ได้ ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาชีวิตที่เหลือจะแย่ไปเลย จนสุดท้ายโตมาเราก็รู้ว่ามันไม่ใช่ มันเป็นเพียงส่วนนึง บางคนอยู่รอดจากตรงนั้นมาได้จนถึงแต่งงาน คุณโชคดีที่สุดแล้ว แต่บางคนก็ยาก เพราะด้วยความที่มันเป็นช่วงชีวิตที่เราค่อยๆ โตขึ้น ความคิดเราค่อยๆ เปลี่ยน ถ้ามันเปลี่ยนไปทางเดียวกันก็โอเค แต่บางคนมันเปลี่ยนออกจากกัน ก็อยู่ด้วยกันยาก

อาจจะไม่ใช่แค่ผม ถ้าคนที่มีความรักตอนเด็กๆ ก็อาจจะเคยคิดว่าคนนี้ต้องอยู่กับเราไปตลอด เขาไม่มีทางเปลี่ยนหรอก เรารักเขามาก เราอยากจะอยู่กับเขา แต่สุดท้ายโตมาก็ได้รู้ว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปได้ คนเราเปลี่ยนกันได้ แล้วการไปยึดติดหรือยึดว่าชีวิตเราจะอยู่กับคนคนเดียว หรือเอาความสำคัญของเราไปผูกอยู่กับตัวความสัมพันธ์มันทำให้เราล้มได้ง่ายๆ

คุณพูดเหมือนว่าเคยล้ม

โอ๊ย ล้มมาเยอะแล้วครับ

แผลเต็มตัว

แผลเต็มตัว (หัวเราะ) ก็เคยโดนแหละ บังเอิญว่าเราเป็นคนที่เวลาอยู่ในความสัมพันธ์จะเป็นคนที่ยอมมากกว่า แล้วด้วยความที่เราเสมอต้นเสมอปลายและค่อนข้างจะจริงจัง มันอาจจะทำให้เราเป็นคนน่าเบื่อในช่วงของการคบกันแบบวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นต้องการความตื่นเต้น ต้องการความท้าทาย ไอ้คนรักจริงแบบเราตั้งแต่เด็กอาจจะกลายเป็นคนน่าเบื่อ แล้วก็ทำให้เราโดนเทมาบ่อยใช้ได้เหมือนกันช่วงเด็กๆ

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์ ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์

มองในแง่ดี ความผิดหวังมันทำให้เรามีวัตถุดิบในการเขียนเพลงมั้ย

มากๆ เลย อย่างน้อยมันก็ทิ้งอะไรไว้ให้เราเยอะ ทำให้มุมมองหรือว่าทัศนคติของเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ชัดเจนมากขึ้น เป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงผลักดันส่วนหนึ่งมากๆ ในการสร้างงาน

เหมือนศิลปินหลายคนที่ใช้ความทุกข์ความผิดหวังเป็นแรงผลักดันในการสร้างงาน

จริงนะ นักเขียนเพลงหลายท่านก็บอกแบบนี้ อย่างพี่ตุลย์ อพาร์ตเมนต์คุณป้า เคยบอกว่าช่วงชีวิตที่มีความสุขมันเขียนอะไรไม่ค่อยออก นึกอะไรไม่ค่อยออก ชีวิตมันสบาย ไม่มีแรงกดดัน ไม่มีความเศร้าอะไร ผมก็เห็นด้วยว่าเราต้องผ่านอะไรมา คือคนสร้างงานศิลปะหรือว่ากวี หรืออะไรก็ตาม มันต้องมีปม ต้องมีเรื่องที่มีแรงผลักดัน ซึ่งมันก็จริงสำหรับผม

แล้วชีวิตช่วงนี้คุณขับเคลื่อนด้วยความสุขหรือความทุกข์

ช่วงนี้และช่วงปีที่แล้วส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนด้วยเรื่องงาน งานเอาเวลาจากเราไปเยอะเหมือนกันทั้งจากครอบครัวและเรื่องความรัก อย่างตอนนี้ที่เราได้มานั่งคุยกันเพราะผมหยุดเพื่อที่จะทำอัลบั้ม เป็นการหยุดทัวร์ชั่วคราว 2 – 3 เดือน ซึ่งทำให้เรามีเวลาทำอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น ถ้าเป็นช่วงปกติอย่างปีที่แล้ว เดือนนึงผมมี 20 งานได้ ยิ่งช่วงที่เพลง อ้าว อยู่ในกระแสผมทัวร์กระจายเลย เราเคยย้ายจังหวัดจนบางวันตื่นมาในโรงแรมแล้วจำไม่ได้ว่าตัวเองอยู่จังหวัดอะไร ตื่นมาแล้วจะมีช่วงช็อกว่า เราอยู่ที่ไหน วันนี้วันที่เท่าไหร่

สุดท้ายแล้วการทำงานสำหรับผมเป็นการเติมความสัมพันธ์กับคนในด้านอื่น กับเพื่อนร่วมงาน กับแฟนเพลง เราได้รับความรักจากตรงนั้นค่อนข้างเยอะ การได้อยู่กับวงกับทีมทำเพลงที่ชอบอะไรเหมือนกัน เข้าใจกัน การได้ไปเจอแฟนเพลงที่เขาพร้อมจะให้ความรักกับเราโดยที่เราไม่ต้องขอ เขาเข้ามาหาเรา เขาอยากถ่ายรูปกับเรา อยากมาดูเราโชว์ มันเป็นความรักอีกรูปแบหนึ่งซึ่งทำให้เราไม่เหงาในช่วงเวลาที่เราควรจะเหงาหรือควรจะแย่

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์ อะตอม ชนกันต์

3.

สุขภาพช่วงนี้

ช่วงนี้แม้การงานอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่คุณต้องระวังเรื่องสุขภาพ
เนื่องจากงานที่ถาโถมเข้ามาอาจทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน

ช่วงนี้ชีวิตโหยหาอะไรบ้างไหม

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอหมาที่บ้าน (หัวเราะ) แต่ก่อนใช้เวลากับหมาเยอะ ช่วงนี้ก็โหยหาเรื่องเวลา เวลากับครอบครัว เวลากับเพื่อน ซึ่ง 2 – 3 เดือนนี้ได้กลับไปใช้เวลาบ้าง ได้กลับบ้านบ้าง แต่อย่างว่า เรามีงานต้องทำ มันไม่เหมือนแต่ก่อนที่เราได้กลับบ้านไปเจอพ่อแม่ทุกวัน ได้พูดคุยกับแต่ละคนในบ้านว่าแต่ละวันเป็นยังไง วันนี้ไปทำอะไรมา ได้เลี้ยงหมา ให้ข้าวให้น้ำมัน หรืออารมณ์แบบได้เจอเพื่อน ได้มีคนรักในช่วงเวลาที่เราไม่ได้ทำงานแบบนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้จะได้กลับไปมีช่วงเวลาแบบนั้นอีกหรือเปล่า เพราะว่าชีวิตเราเดินมาทางนี้แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็เป็นอะไรที่โหยหา

การทำงานโดยไม่ได้ให้เวลากับคนที่บ้านหรือคนรอบข้างไม่ได้หมายความว่าเราเห็นแก่ตัวใช่ไหม

คงไม่ใช่อย่างนั้น และผมคิดว่าถ้าคนรักกัน อย่างครอบครัวผม เขาไม่มีทางพูดแบบนั้นกับผม เพราะเขารู้ว่าแต่ละคนมีความฝันของตัวเอง ทุกคนมีชีวิตของตัวเองที่ต้องใช้ เพราะว่าทุกคนในวัยหนุ่มสาวควรได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากใช้อยู่แล้ว

แล้วช่วงนี้สิ่งสำคัญในชีวิตคืออะไร เปลี่ยนไปไหมจากแต่ก่อน

ตอนนี้เราเริ่มรู้แล้วว่าสุขภาพร่างกายที่ดี ในการที่เราจะมีชีวิตยืนยาวอยู่กับคนที่เรารักนั้นสำคัญมากจริงๆ คนที่เราคิดว่าเขาจะอยู่กับเราไปตลอด อย่างผู้ใหญ่ที่บ้านผม คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายก็เริ่มแก่ลงทุกวัน เขาเริ่มป่วยกันแล้ว แล้วผมได้ใช้เวลากับเขาน้อย เราก็คิดว่าจะได้อยู่เจอกันไปอีกนานเท่าไหร่

คือพอเราออกมาโลดแล่นข้างนอกบ้าน ทำให้เรารู้ว่าพวกเขาสำคัญขนาดไหน เพราะว่าเราคิดถึงและเราเป็นห่วง นั่นคือเรื่องที่ผมมองว่ามันต้องแลก เวลาที่อยู่กับเขาอาจจะน้อยลง แต่จะให้ทิ้งตรงนี้ไปมันก็ลำบากสำหรับเรา สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือบาลานซ์ชีวิตสองฝั่งให้มันเข้าหากันมากขึ้น

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์

นอกจากเรื่องเพลง ช่วงนี้ชีวิตกำลังอินกับอะไร

แหม่ เรามาเจอกันในช่วงที่ชีวิตมันวนอยู่กับการทำเพลง พูดไปมันก็จะไปเข้าเรื่องเพลงอีก ปริมาณงานหรือปริมาณสิ่งที่เราต้องทำเรื่องนี้มันเยอะมากจนเราลืมเรื่องอื่นๆ ไปเยอะเหมือนกัน แต่เท่าที่จำได้ ถ้าจะมีอะไรที่ทำให้ผมมีความสุขแล้วก็อยู่กับมันได้นาน สิ่งนั้นก็คือดนตรี ทุกอย่างที่เราทำมาตลอดชีวิตตั้งแต่เด็ก สุดท้ายก็มีดนตรีเป็นส่วนประกอบอยู่เสมอ แล้วมันก็ค่อยๆ ขยายจนเป็นส่วนที่ใหญ่ขึ้นมาในชีวิต

ถ้าถามว่าตอนนี้อินอะไรก็คงเป็นการเขียนเพลงใหม่ๆ  เพราะเราไม่มีเวลานั่งเฉยๆ เขียนเพลงมานานแล้ว เพราะฉะนั้นช่วงนี้ที่อินมากๆ ก็คือการได้อยู่กับตัวเองแล้วคิดอะไรใหม่ๆ ออกมา ได้ฟังเพลงใหม่ๆ ซึ่งเพลงใหม่ในที่นี้อาจจะไม่ใช่เพลงที่เพิ่งออก แต่อาจจะเป็นเพลงเก่ามากๆ ที่เราเพิ่งเคยฟัง สร้างความรู้สึกใหม่ๆ ให้เรา สร้างรสนิยมที่ดีในการฟังเพลงให้กับตัวเองมากขึ้น

ช่วงนี้มีเพลงไหนที่คุณฟังแล้วรู้สึกคุณตื่นเต้นเป็นพิเศษบ้างมั้ย

ผมฟังเพลงจับฉ่ายมากเลย ล่าสุดผมชอบเพลง Still Feel Like Your Man ของ John Mayer ตื่นเต้นว่า จอห์น เมเยอร์ เป็นแบบนี้แล้ว เพลงนี้ผมค่อนข้างชอบเพราะเพลงมันเป็นกรู๊ฟทีสนุกแต่เนื้อหามันเศร้า สำหรับผม ถึงเขาอาจจะไม่ได้เป็นต้นแบบให้ผมขนาดนั้น แต่งานเขาก็ส่งผลกับเราไม่มากก็น้อย เพราะเราก็ฟัง

แต่คนที่เรายกให้เป็นไอดอลหรือเป็นยานแม่ของผมคือ Amy Winehouse ผมชอบเขามากๆ แต่คนเก่งก็ตายกันเร็วเหลือเกิน เสียดาย แล้วผมก็พบว่าตัวเองมีส่วนคล้ายเขาในเรื่องของการที่เพลงมันส่วนตัวมากๆ ผมไปดูหนังสารคดีของเอมี่ แล้วก็รู้ว่าแต่ละเพลงคือเรื่องจริง เพลงคือชีวิตเขา คำที่เขาใช้หรือว่าวิธีการเล่าเรื่องมันจริงไปหมด ซึ่งเราก็มีความเป็นอย่างนั้นอยู่ แล้วก็เป็นห่วงตัวเองเหมือนกันว่าถ้ายังขับเคลื่อนด้วยความเศร้าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันอาจจะไม่ดีนักในอนาคต

แล้วทุกวันนี้เวลาร้องเพลงที่บันทึกความเจ็บปวด คุณยังเจ็บปวดไหม

ทุกครั้งที่ร้องมันก็กลับมาแหละ แต่มันก็จบอยู่บนเวที ถึงเวลามันก็ค่อยๆ จางไป ที่เรารู้สึกว่ามันเข้มข้นหนาแน่นในช่วงแรกๆ สุดท้ายมันก็รู้สึกน้อยลง คือเราจำได้นะ และคงไม่มีใครลืมเรื่องพวกนี้ แต่ว่าความรู้สึกมันไม่ได้รุนแรงเท่าช่วงแรก มันกลายเป็นอารมณ์ใหม่ๆ เวลาเราร้องกับคนฟังเยอะๆ เพลงมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้ว มันเป็นเรื่องส่วนของเรากับส่วนของคนฟัง ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีเรื่องที่ตรงกับเพลงผม ตอนที่ทุกคนร้องเพลงด้วยกันมันเป็นโมเมนต์ที่เราได้แชร์ เรื่องของเราที่ส่งไปหาคนฟังมันสะท้อนเรื่องของเขากลับมา

ตรวจดวงชะตาช่วงนี้ของ อะตอม ชนกันต์

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load