18 กุมภาพันธ์ 2564
5 PAGES
4 K

‘ไมเคิล หายไปไหน’ คือสิ่งที่เหล่าผู้คนค้นหา

ไมเคิล-ศิรชัช เจียรถาวร ปรากฏตัวตรงหน้าเพื่อบอกว่าเขาไม่ได้หายไปไหน 

เขากลายเป็นชายหนุ่มในวัย 28 ปี คนที่ใครๆ จำภาพเขาในนาม ‘ไมเคิล เด็กหอ’ ภาพยนตร์แจ้งเกิดในวงการบันเทิงที่ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ตั้งแต่อายุเพียง 12 ขวบ

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

แต่ภาพนั้นแคบเกินกว่าจะจำกัดความเขาได้หมด จึงเป็นที่มาให้เราชวนเขามาพูดคุยกันในวันนี้

เปิดประโยคทักทายด้วยการถามไถ่ว่าเขามาที่นี่อย่างไร คำตอบของเขาทำเอาประหลาดใจแรกพบ

“ผมขี่มอเตอร์ไซค์มาครับ” ไมเคิลเสริมต่อว่าเขาชอบเจ้าสองล้อรถเครื่องนี้ก่อนจะย้ายมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ

ไม่นานเขาหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ พลางออกตัวว่าชอบดื่มกาแฟ และกำลังตระเวนชิมกาแฟจากหลายแหล่ง

ไมเคิลก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่ดังพลุแตก ชนิดที่ไปเดินห้าง เขาไม่ได้ทำอะไรนอกจากยืนถ่ายรูปกับแฟนคลับทั้งวัน จนถึงวันหนึ่งที่ความโด่งดังนั้นจางลง

น้อยคนนักจะรู้ว่าเขาคือบัณฑิตจากวิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน เป็นทั้งโปรดิวเซอร์ควบคู่งานพิธีกร ดีเจรอบดึกที่ Cat Radio นักดนตรีพาร์ตไทม์ นักชอบวาด นักเขียน นักเลี้ยงแมว และช่างภาพเบื้องหลัง

เหนือสิ่งอื่นใด ความเป็นตากล้องของเขาแรงกล้า ด้วยอิทธิพลที่ได้รับมาจากคุณพ่อและคนรอบข้างมาตั้งแต่เด็ก แม้รู้ว่าบทสนทนาในวันนี้เขาอาจจะไม่ได้ถ่ายอะไรกลับไป แต่ไมเคิลสารภาพว่าพกกล้องติดตัวมาด้วยอย่างเสียไม่ได้ 

“ไม่มีกล้องเหมือนไม่ได้ใส่กางเกงในออกจากบ้านครับ ก่อนมีกล้องถ่ายรูป ผมชอบเอากระดาษมาม้วนส่องดู เห็นแสงที่ไม่เท่ากันแล้วรู้สึกว่าสวยจังเลย” 

โตขึ้นมา เขาเริ่มเข้าใจชีวิตคนผ่านเลนส์มากกว่าความงามของภาพ

ชีวิตจริงของไมเคิลอาจไม่ต่างอะไรจากกล้องที่เขาถือและเลนส์ที่เขาใช้ ยังมีอีกหลายมุมมองให้ได้ค้นเจอ ถ้าพร้อมแล้ว จงถือกล้องให้มั่น ปรับโหมดแมนนวล แล้วส่องชีวิตเขาจากเลนส์ไปพร้อมกัน

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Fix Lens โฟกัสเดียว

นักแสดงที่สนุกตั้งแต่เด็ก

จุดเริ่มต้นของไมเคิลมาจากการเป็นนักแสดงเด็กจิ๋วหน้ากล้อง เหตุเกิดเพราะโมเดลลิ่งไปเจอเขาในห้างฟอร์จูนทาวน์ เลยได้แคสติ้งโฆษณาแบบงงๆ จากความร่วมมือของพ่อและพี่ชาย

“ตอนนั้นผมไปเรียนดนตรีกับพี่ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีแมวมองมาถามว่าพ่อแม่อยู่ที่ไหน แต่เพราะที่บ้านผมสอนไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า ผมก็เลยให้พี่ชายคุย ส่วนพ่อก็ถ่ายรูปให้จนแคสติ้งผ่าน เลยได้เล่นโฆษณาจนมาได้เล่นละคร

“มามีบทบาทชัดจริงๆ ก็ตอนอายุสิบสองปีครับ ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง เด็กหอ เป็นเรื่องแรกเลย วิธีการเล่นก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง กล้องที่ถ่ายทำมีแค่ตัวเดียว บรรยากาศต่างกับละครมาก พอบทใหญ่ขึ้น ผลลัพธ์มันก็ชัดครับ” ไมเคิลเล่าอย่างตั้งใจ

การเป็นนักแสดงในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเองยอมรับว่าต้องต่อสู้กับอาการงอแง เพราะหลายครั้งต้องอดไปทัศนศึกษากับเพื่อนที่โรงเรียน

“บางทีผมก็มีบ่น มีงอแง ไม่อยากไปถ่าย แต่พออยู่ในกองก็มีเพื่อนเยอะเหมือนกัน สนุกจนผมลืมไปเลยว่ามาทำงาน แล้วถ้าผมทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ คนอื่นก็จะไม่ได้กลับบ้านไปพักผ่อน ซึ่งคุณแม่ก็มีวิธีรับมือครับ 

“เขาทำให้ผมเข้าใจว่าการไปทำงานคือการหารายได้ ความเหนื่อยนั้นมีผลตอบแทน เคยได้รถของเล่นคันเล็กๆ เป็นการหลอกล่อ จนมาอายุเจ็ดแปดขวบ จำได้ว่าพ่อเอาเงินมาปึกหนึ่งแล้วบอกว่านี่คือสิ่งที่ผมทำได้ ผมเลยรู้สึกว่ามันน่าภูมิใจครับ” 

เขาเลยเลิกงอแงตั้งแต่นั้น

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Macro Lens ตัวตนที่โดนขยาย

อาจกลายเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนลืม

เป็นธรรมดาที่นักแสดงต้องโดนแสงสปอตไลต์จับจ้อง มีทั้งสิ่งที่ได้มาและเสียไป สิ่งที่ได้มาแน่นอนว่าคือชื่อเสียงความโด่งดัง 

“ผมเคยมีผลงานทำให้มีชื่อเสียงขนาดเดินห้างหรือไปไหนไม่ได้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไปงานวิทยาศาสตร์ แต่รู้ไหมครับ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ผมไม่ได้เดินไปไหนเลย ต้องยืนถ่ายรูปอย่างเดียว” 

นอกจากชีวิตส่วนตัวที่ต้องแลกมา กลายเป็นว่าเขาจำเพื่อนคนไหนไม่ได้เลย

“ตอนเด็กๆ ตั้งแต่อนุบาลหนึ่งถึงปอสี่ ผมไม่ได้รู้สึกสนิทกับใครเลย เวลากินข้าวเสร็จก็ไม่รู้จะไปอยู่กับใคร เพราะตอนพักกลางวัน ผมต้องกลับไปตามการบ้านที่ทำไม่ทันเพราะขาดเรียนเพื่อไปถ่ายงาน” 

และต้องต่อสู้กับจิตใจอย่างหนักหน่วงในช่วงลงดิ่ง

“เรื่องของชีวิตเป็นอะไรที่ต้องต่อสู้กับตัวเองเยอะมาก เหมือนเป็นเวฟขึ้นลง จากช่วงที่ผมไปไหนไม่ได้เพราะมีคนมาคอย กลายเป็นว่าอีกช่วงหนึ่งผมไปไหนก็ได้เพราะไม่มีใครรู้จัก เรื่องชื่อเสียงทำให้ผมรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่อยู่กับผมตลอดเวลา มีเข้ามาก็มีออกไป

“ช่วงแรกยอมรับเลยว่ามีน้อยใจที่คนเคยตามผมแล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาก็หายไป แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันคือกลไกของธรรมชาติ ผมบังคับให้ใครมาชื่นชอบผมไม่ได้ เหมือนผมชอบกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้แล้วมันปิด อีกสักพักผมก็จะลืมมันไป”

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์
ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Zoom Lens เปลี่ยนโฟกัส

ผมมีบัตรมัคคุเทศก์

จากผลงานการแสดงที่ผ่านมา บทบาทหนึ่งที่เขาได้รับคือหมอก จากซีรีส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น เด็กชายมัธยมปลายที่ชอบถ่ายภาพ ซึ่งคลับคล้ายคลับคลากับตัวตนของไมเคิล

แต่มีอยู่หนึ่งอย่างที่ต่างกัน หมอกเข้าเรียนนิเทศศาสตร์ ในขณะที่เขาคนนี้เลือกเรียนเอกการจัดการภาคบริการและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

“ผมชอบท่องเที่ยวนะ ผมมองว่างานในสายนี้มีช่องทางที่กว้างขวางและมั่นคง” จากนั้นก็อวดว่าเขามีบัตรมัคคุเทศก์ นำเที่ยวได้ 

แม้ตอนแรกจะไม่ได้มีความอินเป็นตัวตั้งถึงคลั่งใคล้ แต่เมื่อเรียนไปก็พบว่าชอบเรียนท่องเที่ยวมากกว่าที่คิด

“เมื่อก่อนผมก็คิดแค่ท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญ แต่พอผมได้เรียนจริงๆ ก็รู้เรื่องการคำนึงถึงชุมชน การคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ซึ่งสิ่งนี้เปลี่ยนทัศนคติในการท่องเที่ยวของผมไปมาก” 

เขาเปลี่ยนสิ่งที่เรียนมา วิเคราะห์เล่าสู่กันฟัง ผูกโยงการท่องเที่ยวและระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งฝากให้เราไปคิดต่อ

“การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สร้างเศรษฐกิจได้ แต่คนในชุมชนและเจ้าของสถานที่ รวมถึงนักท่องเที่ยว ต้องเกิดความรู้ ความเข้าใจ เราถึงจะเที่ยวได้อย่างไม่สร้างความความเสียหายให้กับธรรมชาติครับ” 

แม้การท่องเที่ยวแบบที่เขาเรียนมาต้องอาศัยการวางแผน แต่นิสัยชอบเที่ยวแบบไร้ทิศทางก็ยังเป็นสิ่งที่เขาชอบมากกว่า โดยให้เหตุผลว่าเวลาวางแผนแล้วไม่เป็นไปตามนั้นจะรู้สึกเครียด

“เวลาผมไปเที่ยวจริงๆ ผมคิดว่าเราควรสนุกกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า เลยคิดว่าไม่ต้องวางแผนดีกว่า ไปถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เพราะผมอาจได้เจอสิ่งที่ถ้าผมวางแผนแล้วจะไม่ได้เจอ ซึ่งมันสนุกกว่า”

นอกจากความสนุก เขายังได้บทเรียนชีวิตที่ทำให้เขาเติบโตไปอีกขั้น

“เวลาไปออกทริปสมัยมหาวิทยาลัย ผมเห็นสัตว์ธรรมชาติตัวเป็นๆ เลยรู้สึกว่าผมไม่ได้ตัวใหญ่มากนะ ผมก็แค่คนคนหนึ่ง 

“บางทีไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ ไม่มีไฟ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทำได้แค่ถ่ายรูป ผมมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าชัดมากเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง เลยได้เรียนรู้ว่า บางทีสิ่งที่มองไม่เห็น จริงๆ มันมีอยู่”

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Behind the Lens ภาพจริง

ชีวิตคนกอง ถ่ายหลังกล้อง

เมื่อเรียนจบและใช้ชีวิตนักแสดงอย่างเต็มที่ วันนี้เขาเลือกผันตัวเองมาทำงานเบื้องหลังมากขึ้น ซึ่งฝีไม้ลายมือการถ่ายภาพที่ผ่านมา เป็นอันได้แก่ ซีรีส์ I Hate You, I Love You มิวสิกวิดีโอเพลง ขอพร และ ยินดีที่ได้พบ ของ กันต์ ชุณหวัตร เพลง คนไม่ใช่ต้องพยายาม ของ บีน นภสร และภาพถ่าย Cat Radio TV ปี 2020

“พอได้มาถ่ายภาพนิ่งเบื้องหลังแล้วรู้สึกแฮปปี้กับชีวิตมาก อย่างตอนนี้ผมกำลังถ่ายภาพซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ พาร์ตสองอยู่ครับ ปวดหลังสุดๆ” สาเหตุที่ปวดหลังเป็นเพราะท่ายากเขาเยอะ

“ผมเองชอบรู้สึกว่า 

‘มันต้องดีกว่านี้ ถ่ายเผื่อไว้ก่อนแล้วกัน’ 

‘เห้ย ถ้าขยับไปอีกมุมหนึ่ง ได้อีกรูปหนึ่งนะ เผื่อได้เอาไปใช้’ 

“แทนที่ถ่ายสักยี่สิบรูปแล้วพอ กลายเป็นว่าผมยืนถือกล้องทั้งวัน มันก็เลยปวด”

การเป็นนักแสดงที่รู้มุมกล้องมาก่อนทำให้เขาจับหลักทำงานนี้ได้ไม่ยากนัก เขาเล่าอย่างออกรสกว่าจะได้มาสักภาพ 

“ผมใช้กล้อง Mirrorless ที่ปิดเสียงชัตเตอร์ได้ แต่ว่าถ้าผมมือไม่นิ่ง ภาพมันจะล้มเลยครับ เลยเป็นอีกเหตุผลที่ยิ่งทำให้ปวดแขนมาก เพราะเวลาถ่ายต้องกลั้นหายใจ” เขาดูตื่นเต้นไม่น้อย ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทำท่ายื่นมือถือกล้องข้างเดียวเหยียดเกร็งไปด้านข้างสุดตัว สาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง

“แต่ละท่ามันปวดหลัง ปวดไหล่ไปหมดเลย แต่ว่ามันสนุกดีครับ (จริงๆ ก็เหนื่อยฉิบหาย)” เขาหัวเราะพร้อมกระซิบเบาๆ ในวงเล็บ 

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Fisheye Lens มุมแปลกตา

อารมณ์ศิลปิน

นอกจากบทบาทตากล้อง เขายังมีอีกหลายด้านให้ส่องสำรวจ และหมวดหมู่ที่อธิบายความเป็นเขาไว้ได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นหมวดอาร์ต พาร์ตความเป็นศิลปิน

ศิลปินอย่างที่หนึ่งคือการรวบรวมสองสิ่งที่รักอย่างการเดินทางและการถ่ายภาพเอาไว้ด้วยกัน ผ่านการเป็นนักเล่าเรื่องฝึกหัดในหนังสือ Tokyo Unscripted ที่ทำร่วมกับ กันต์ ชุณหวัตร 

15 วันที่เดินทางอย่างไร้กระบวนท่า เน้นความหลงเป็นทุน และมุ่งมั่นแค่เที่ยวฟรีไม่ได้คิดจะมีหนังสือ 

“จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ดูเท่อะไร คือผมกับกันต์ชอบไปเที่ยว ชอบถ่ายรูปกันอยู่แล้ว ซึ่งผมมีโอกาสไปถ่ายรายการ Frozen Hormone ที่ญี่ปุ่น แต่เพราะถ่ายรายการ เลยรู้สึกว่ามันไม่ค่อยอิสระเท่าไหร่” 

เขาเลยตัดสินใจกลับไปเที่ยวอีกครั้งตามคำชวนของกันต์ว่าอาจจะได้อะไรกลับคืนมา

“แล้วก็ได้จริงๆ ผมได้ประสบการณ์ทำหนังสือซึ่งเป็นเล่มแรกที่เขียนเองอย่างจริงจัง” 

ศิลปินอย่างที่ 2 คือการเป็นนักดนตรี ถึงขนาดเคยฝันว่าอยากเป็นนักเปียโน

“เป็นความฝันเมื่อนานมากแล้วครับ เพราะรอบข้างผมรายล้อมไปด้วยคนที่เล่นดนตรีเก่งมาก แต่ผมไม่อยากเป็นภาระคนอื่น เลยเลือกเล่นขำๆ คนเดียว”

เมื่อถามว่าเขาเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้อีกบ้าง คำตอบของเขาทำเอาทึ่ง เพราะแค่เขาคนเดียวก็เล่นได้ครบทั้งวง เลยกลายเป็นคนเนื้อหอมที่เพื่อนๆ สมัยมัธยมต้องการ

“ผมเล่นทั้งกลอง กีตาร์ เบส เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่วงขาดอะไร ผมก็จะไปเล่นให้ เล่นพอสนุกครับ”

อีกมุมศิลปินที่ยังไม่ได้กล่าวถึง นั่นคือการวาดภาพ เป็นอีกสิ่งที่เขาเสียดายมากและอยากกลับไปทำ

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่เลิกวาดรูป เพราะตอนเด็กๆ ผมชอบวาดรูปมาก แต่ตอนนี้มือผมขยับไม่ได้เหมือนเดิม วาดได้แค่ลายเส้นง่ายๆ” พูดจบ เขาก็หยิบไอแพดขึ้นมาโชว์ภาพวาดให้เราดู

ผลงานลายเส้นภาพการ์ตูนแนวคาร์แรกเตอร์ที่เขาลงมือ เคยอวดโฉมอยู่บนลายเสื้อผ้าและกระเป๋าที่ขายในงาน CAT T-SHIRT มาแล้ว

“ผมชื่นชมคนที่วาดภาพได้ เพราะเขาต้องมีความรัก ความพยายาม กับสิ่งนั้นจริงๆ” 

แต่เท่าที่เขาเล่ามา ความเป็นศิลปินทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาน่าชื่นชมน้อยลง

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Telephoto Lens หนทางระยะไกล 

ความสุขจากการไม่กินจนจุก

มุมมองภาพระยะไกลในอนาคตอีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า เขาว่าโฟกัสที่ได้อาจยังไม่ชัดนัก 

“มีภาพลางๆ ว่าอยากทำร้านกาแฟ เพราะตัวเองเป็นคนที่ชอบกินกาแฟมาก และในร้านนั้นก็จะมีร้านล้างรูป เพราะชอบถ่ายรูปมาก อีกนิดหนึ่งอาจจะทำห้องอัดกับห้องซ้อมดนตรี เพราะชอบเล่นดนตรีด้วย 

“บางคนมองว่าทำไมเราไม่วางแผนในอนาคตให้ชัดไปเลย แต่สำหรับผม ตอนนี้มีความสุขในชีวิตมากนะ อย่างถ่ายภาพเบื้องหลัง ไม่เคยวางแผนมาก่อนว่าจะทำก็ได้ทำ” 

แม้วันนี้เขาจะมีไม่เทียบเท่าคนอื่น หรือโด่งดังเท่าตัวเองในวันวาน แต่เขามีความสุขแล้วจากการทำสิ่งที่รักที่เขาค้นพบ

“ผมว่ามันเหมือนตอนเราสั่งอาหาร ถ้าผมกินมากไป มันก็จะอิ่มจนจุก”

ช่วงชีวิตทุกตอนที่ผ่านมาสร้างมุมมองอันมีค่าให้แก่เขา

“ตอนแรกผมเอาความสุขตัวเองไปผูกไว้กับการยอมรับจากคนอื่น ทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่พอผมผ่านจุดที่ขึ้นสุดลงสุดในชีวิต มันทำให้เข้าใจว่าความสุขมาจากอะไรง่ายๆ รอบตัว 

“แค่ผมนั่งเล่นเกมอยู่แล้วหมอก (แมวฝรั่งหางฟู) มาไถ ก็มีความสุขแล้ว ตื่นเช้ามาได้กินกาแฟอร่อยๆ ก็มีความสุข เดินไปเจอต้นไม้แล้วแสงสวยดี ก็มีความสุข ขึ้นอยู่กับว่าตัวผมพอใจกับสิ่งนั้นหรือเปล่า อย่างไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละสี่สิบบาท แต่แม่งอร่อยฉิบหาย ก็มีความสุขครับ”

ก่อนวางเลนส์ เก็บกล้อง และจบบทสนทนา ไมเคิลก็บ่นพึมพำขึ้นว่า เขาเปรียบเทียบชีวิตกับของกินในบทสนทนานี้อยู่หลายครั้งทีเดียว

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล