18 กุมภาพันธ์ 2564
7.65 K

‘ไมเคิล หายไปไหน’ คือสิ่งที่เหล่าผู้คนค้นหา

ไมเคิล-ศิรชัช เจียรถาวร ปรากฏตัวตรงหน้าเพื่อบอกว่าเขาไม่ได้หายไปไหน 

เขากลายเป็นชายหนุ่มในวัย 28 ปี คนที่ใครๆ จำภาพเขาในนาม ‘ไมเคิล เด็กหอ’ ภาพยนตร์แจ้งเกิดในวงการบันเทิงที่ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ตั้งแต่อายุเพียง 12 ขวบ

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

แต่ภาพนั้นแคบเกินกว่าจะจำกัดความเขาได้หมด จึงเป็นที่มาให้เราชวนเขามาพูดคุยกันในวันนี้

เปิดประโยคทักทายด้วยการถามไถ่ว่าเขามาที่นี่อย่างไร คำตอบของเขาทำเอาประหลาดใจแรกพบ

“ผมขี่มอเตอร์ไซค์มาครับ” ไมเคิลเสริมต่อว่าเขาชอบเจ้าสองล้อรถเครื่องนี้ก่อนจะย้ายมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ

ไม่นานเขาหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ พลางออกตัวว่าชอบดื่มกาแฟ และกำลังตระเวนชิมกาแฟจากหลายแหล่ง

ไมเคิลก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่ดังพลุแตก ชนิดที่ไปเดินห้าง เขาไม่ได้ทำอะไรนอกจากยืนถ่ายรูปกับแฟนคลับทั้งวัน จนถึงวันหนึ่งที่ความโด่งดังนั้นจางลง

น้อยคนนักจะรู้ว่าเขาคือบัณฑิตจากวิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน เป็นทั้งโปรดิวเซอร์ควบคู่งานพิธีกร ดีเจรอบดึกที่ Cat Radio นักดนตรีพาร์ตไทม์ นักชอบวาด นักเขียน นักเลี้ยงแมว และช่างภาพเบื้องหลัง

เหนือสิ่งอื่นใด ความเป็นตากล้องของเขาแรงกล้า ด้วยอิทธิพลที่ได้รับมาจากคุณพ่อและคนรอบข้างมาตั้งแต่เด็ก แม้รู้ว่าบทสนทนาในวันนี้เขาอาจจะไม่ได้ถ่ายอะไรกลับไป แต่ไมเคิลสารภาพว่าพกกล้องติดตัวมาด้วยอย่างเสียไม่ได้ 

“ไม่มีกล้องเหมือนไม่ได้ใส่กางเกงในออกจากบ้านครับ ก่อนมีกล้องถ่ายรูป ผมชอบเอากระดาษมาม้วนส่องดู เห็นแสงที่ไม่เท่ากันแล้วรู้สึกว่าสวยจังเลย” 

โตขึ้นมา เขาเริ่มเข้าใจชีวิตคนผ่านเลนส์มากกว่าความงามของภาพ

ชีวิตจริงของไมเคิลอาจไม่ต่างอะไรจากกล้องที่เขาถือและเลนส์ที่เขาใช้ ยังมีอีกหลายมุมมองให้ได้ค้นเจอ ถ้าพร้อมแล้ว จงถือกล้องให้มั่น ปรับโหมดแมนนวล แล้วส่องชีวิตเขาจากเลนส์ไปพร้อมกัน

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Fix Lens โฟกัสเดียว

นักแสดงที่สนุกตั้งแต่เด็ก

จุดเริ่มต้นของไมเคิลมาจากการเป็นนักแสดงเด็กจิ๋วหน้ากล้อง เหตุเกิดเพราะโมเดลลิ่งไปเจอเขาในห้างฟอร์จูนทาวน์ เลยได้แคสติ้งโฆษณาแบบงงๆ จากความร่วมมือของพ่อและพี่ชาย

“ตอนนั้นผมไปเรียนดนตรีกับพี่ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีแมวมองมาถามว่าพ่อแม่อยู่ที่ไหน แต่เพราะที่บ้านผมสอนไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า ผมก็เลยให้พี่ชายคุย ส่วนพ่อก็ถ่ายรูปให้จนแคสติ้งผ่าน เลยได้เล่นโฆษณาจนมาได้เล่นละคร

“มามีบทบาทชัดจริงๆ ก็ตอนอายุสิบสองปีครับ ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง เด็กหอ เป็นเรื่องแรกเลย วิธีการเล่นก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง กล้องที่ถ่ายทำมีแค่ตัวเดียว บรรยากาศต่างกับละครมาก พอบทใหญ่ขึ้น ผลลัพธ์มันก็ชัดครับ” ไมเคิลเล่าอย่างตั้งใจ

การเป็นนักแสดงในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเองยอมรับว่าต้องต่อสู้กับอาการงอแง เพราะหลายครั้งต้องอดไปทัศนศึกษากับเพื่อนที่โรงเรียน

“บางทีผมก็มีบ่น มีงอแง ไม่อยากไปถ่าย แต่พออยู่ในกองก็มีเพื่อนเยอะเหมือนกัน สนุกจนผมลืมไปเลยว่ามาทำงาน แล้วถ้าผมทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ คนอื่นก็จะไม่ได้กลับบ้านไปพักผ่อน ซึ่งคุณแม่ก็มีวิธีรับมือครับ 

“เขาทำให้ผมเข้าใจว่าการไปทำงานคือการหารายได้ ความเหนื่อยนั้นมีผลตอบแทน เคยได้รถของเล่นคันเล็กๆ เป็นการหลอกล่อ จนมาอายุเจ็ดแปดขวบ จำได้ว่าพ่อเอาเงินมาปึกหนึ่งแล้วบอกว่านี่คือสิ่งที่ผมทำได้ ผมเลยรู้สึกว่ามันน่าภูมิใจครับ” 

เขาเลยเลิกงอแงตั้งแต่นั้น

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Macro Lens ตัวตนที่โดนขยาย

อาจกลายเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนลืม

เป็นธรรมดาที่นักแสดงต้องโดนแสงสปอตไลต์จับจ้อง มีทั้งสิ่งที่ได้มาและเสียไป สิ่งที่ได้มาแน่นอนว่าคือชื่อเสียงความโด่งดัง 

“ผมเคยมีผลงานทำให้มีชื่อเสียงขนาดเดินห้างหรือไปไหนไม่ได้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไปงานวิทยาศาสตร์ แต่รู้ไหมครับ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ผมไม่ได้เดินไปไหนเลย ต้องยืนถ่ายรูปอย่างเดียว” 

นอกจากชีวิตส่วนตัวที่ต้องแลกมา กลายเป็นว่าเขาจำเพื่อนคนไหนไม่ได้เลย

“ตอนเด็กๆ ตั้งแต่อนุบาลหนึ่งถึงปอสี่ ผมไม่ได้รู้สึกสนิทกับใครเลย เวลากินข้าวเสร็จก็ไม่รู้จะไปอยู่กับใคร เพราะตอนพักกลางวัน ผมต้องกลับไปตามการบ้านที่ทำไม่ทันเพราะขาดเรียนเพื่อไปถ่ายงาน” 

และต้องต่อสู้กับจิตใจอย่างหนักหน่วงในช่วงลงดิ่ง

“เรื่องของชีวิตเป็นอะไรที่ต้องต่อสู้กับตัวเองเยอะมาก เหมือนเป็นเวฟขึ้นลง จากช่วงที่ผมไปไหนไม่ได้เพราะมีคนมาคอย กลายเป็นว่าอีกช่วงหนึ่งผมไปไหนก็ได้เพราะไม่มีใครรู้จัก เรื่องชื่อเสียงทำให้ผมรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่อยู่กับผมตลอดเวลา มีเข้ามาก็มีออกไป

“ช่วงแรกยอมรับเลยว่ามีน้อยใจที่คนเคยตามผมแล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาก็หายไป แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันคือกลไกของธรรมชาติ ผมบังคับให้ใครมาชื่นชอบผมไม่ได้ เหมือนผมชอบกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้แล้วมันปิด อีกสักพักผมก็จะลืมมันไป”

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์
ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Zoom Lens เปลี่ยนโฟกัส

ผมมีบัตรมัคคุเทศก์

จากผลงานการแสดงที่ผ่านมา บทบาทหนึ่งที่เขาได้รับคือหมอก จากซีรีส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น เด็กชายมัธยมปลายที่ชอบถ่ายภาพ ซึ่งคลับคล้ายคลับคลากับตัวตนของไมเคิล

แต่มีอยู่หนึ่งอย่างที่ต่างกัน หมอกเข้าเรียนนิเทศศาสตร์ ในขณะที่เขาคนนี้เลือกเรียนเอกการจัดการภาคบริการและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

“ผมชอบท่องเที่ยวนะ ผมมองว่างานในสายนี้มีช่องทางที่กว้างขวางและมั่นคง” จากนั้นก็อวดว่าเขามีบัตรมัคคุเทศก์ นำเที่ยวได้ 

แม้ตอนแรกจะไม่ได้มีความอินเป็นตัวตั้งถึงคลั่งใคล้ แต่เมื่อเรียนไปก็พบว่าชอบเรียนท่องเที่ยวมากกว่าที่คิด

“เมื่อก่อนผมก็คิดแค่ท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญ แต่พอผมได้เรียนจริงๆ ก็รู้เรื่องการคำนึงถึงชุมชน การคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ซึ่งสิ่งนี้เปลี่ยนทัศนคติในการท่องเที่ยวของผมไปมาก” 

เขาเปลี่ยนสิ่งที่เรียนมา วิเคราะห์เล่าสู่กันฟัง ผูกโยงการท่องเที่ยวและระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งฝากให้เราไปคิดต่อ

“การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สร้างเศรษฐกิจได้ แต่คนในชุมชนและเจ้าของสถานที่ รวมถึงนักท่องเที่ยว ต้องเกิดความรู้ ความเข้าใจ เราถึงจะเที่ยวได้อย่างไม่สร้างความความเสียหายให้กับธรรมชาติครับ” 

แม้การท่องเที่ยวแบบที่เขาเรียนมาต้องอาศัยการวางแผน แต่นิสัยชอบเที่ยวแบบไร้ทิศทางก็ยังเป็นสิ่งที่เขาชอบมากกว่า โดยให้เหตุผลว่าเวลาวางแผนแล้วไม่เป็นไปตามนั้นจะรู้สึกเครียด

“เวลาผมไปเที่ยวจริงๆ ผมคิดว่าเราควรสนุกกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า เลยคิดว่าไม่ต้องวางแผนดีกว่า ไปถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เพราะผมอาจได้เจอสิ่งที่ถ้าผมวางแผนแล้วจะไม่ได้เจอ ซึ่งมันสนุกกว่า”

นอกจากความสนุก เขายังได้บทเรียนชีวิตที่ทำให้เขาเติบโตไปอีกขั้น

“เวลาไปออกทริปสมัยมหาวิทยาลัย ผมเห็นสัตว์ธรรมชาติตัวเป็นๆ เลยรู้สึกว่าผมไม่ได้ตัวใหญ่มากนะ ผมก็แค่คนคนหนึ่ง 

“บางทีไปสัมผัสธรรมชาติจริงๆ ไม่มีไฟ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทำได้แค่ถ่ายรูป ผมมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าชัดมากเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง เลยได้เรียนรู้ว่า บางทีสิ่งที่มองไม่เห็น จริงๆ มันมีอยู่”

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Behind the Lens ภาพจริง

ชีวิตคนกอง ถ่ายหลังกล้อง

เมื่อเรียนจบและใช้ชีวิตนักแสดงอย่างเต็มที่ วันนี้เขาเลือกผันตัวเองมาทำงานเบื้องหลังมากขึ้น ซึ่งฝีไม้ลายมือการถ่ายภาพที่ผ่านมา เป็นอันได้แก่ ซีรีส์ I Hate You, I Love You มิวสิกวิดีโอเพลง ขอพร และ ยินดีที่ได้พบ ของ กันต์ ชุณหวัตร เพลง คนไม่ใช่ต้องพยายาม ของ บีน นภสร และภาพถ่าย Cat Radio TV ปี 2020

“พอได้มาถ่ายภาพนิ่งเบื้องหลังแล้วรู้สึกแฮปปี้กับชีวิตมาก อย่างตอนนี้ผมกำลังถ่ายภาพซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ พาร์ตสองอยู่ครับ ปวดหลังสุดๆ” สาเหตุที่ปวดหลังเป็นเพราะท่ายากเขาเยอะ

“ผมเองชอบรู้สึกว่า 

‘มันต้องดีกว่านี้ ถ่ายเผื่อไว้ก่อนแล้วกัน’ 

‘เห้ย ถ้าขยับไปอีกมุมหนึ่ง ได้อีกรูปหนึ่งนะ เผื่อได้เอาไปใช้’ 

“แทนที่ถ่ายสักยี่สิบรูปแล้วพอ กลายเป็นว่าผมยืนถือกล้องทั้งวัน มันก็เลยปวด”

การเป็นนักแสดงที่รู้มุมกล้องมาก่อนทำให้เขาจับหลักทำงานนี้ได้ไม่ยากนัก เขาเล่าอย่างออกรสกว่าจะได้มาสักภาพ 

“ผมใช้กล้อง Mirrorless ที่ปิดเสียงชัตเตอร์ได้ แต่ว่าถ้าผมมือไม่นิ่ง ภาพมันจะล้มเลยครับ เลยเป็นอีกเหตุผลที่ยิ่งทำให้ปวดแขนมาก เพราะเวลาถ่ายต้องกลั้นหายใจ” เขาดูตื่นเต้นไม่น้อย ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทำท่ายื่นมือถือกล้องข้างเดียวเหยียดเกร็งไปด้านข้างสุดตัว สาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง

“แต่ละท่ามันปวดหลัง ปวดไหล่ไปหมดเลย แต่ว่ามันสนุกดีครับ (จริงๆ ก็เหนื่อยฉิบหาย)” เขาหัวเราะพร้อมกระซิบเบาๆ ในวงเล็บ 

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Fisheye Lens มุมแปลกตา

อารมณ์ศิลปิน

นอกจากบทบาทตากล้อง เขายังมีอีกหลายด้านให้ส่องสำรวจ และหมวดหมู่ที่อธิบายความเป็นเขาไว้ได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นหมวดอาร์ต พาร์ตความเป็นศิลปิน

ศิลปินอย่างที่หนึ่งคือการรวบรวมสองสิ่งที่รักอย่างการเดินทางและการถ่ายภาพเอาไว้ด้วยกัน ผ่านการเป็นนักเล่าเรื่องฝึกหัดในหนังสือ Tokyo Unscripted ที่ทำร่วมกับ กันต์ ชุณหวัตร 

15 วันที่เดินทางอย่างไร้กระบวนท่า เน้นความหลงเป็นทุน และมุ่งมั่นแค่เที่ยวฟรีไม่ได้คิดจะมีหนังสือ 

“จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ดูเท่อะไร คือผมกับกันต์ชอบไปเที่ยว ชอบถ่ายรูปกันอยู่แล้ว ซึ่งผมมีโอกาสไปถ่ายรายการ Frozen Hormone ที่ญี่ปุ่น แต่เพราะถ่ายรายการ เลยรู้สึกว่ามันไม่ค่อยอิสระเท่าไหร่” 

เขาเลยตัดสินใจกลับไปเที่ยวอีกครั้งตามคำชวนของกันต์ว่าอาจจะได้อะไรกลับคืนมา

“แล้วก็ได้จริงๆ ผมได้ประสบการณ์ทำหนังสือซึ่งเป็นเล่มแรกที่เขียนเองอย่างจริงจัง” 

ศิลปินอย่างที่ 2 คือการเป็นนักดนตรี ถึงขนาดเคยฝันว่าอยากเป็นนักเปียโน

“เป็นความฝันเมื่อนานมากแล้วครับ เพราะรอบข้างผมรายล้อมไปด้วยคนที่เล่นดนตรีเก่งมาก แต่ผมไม่อยากเป็นภาระคนอื่น เลยเลือกเล่นขำๆ คนเดียว”

เมื่อถามว่าเขาเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้อีกบ้าง คำตอบของเขาทำเอาทึ่ง เพราะแค่เขาคนเดียวก็เล่นได้ครบทั้งวง เลยกลายเป็นคนเนื้อหอมที่เพื่อนๆ สมัยมัธยมต้องการ

“ผมเล่นทั้งกลอง กีตาร์ เบส เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่วงขาดอะไร ผมก็จะไปเล่นให้ เล่นพอสนุกครับ”

อีกมุมศิลปินที่ยังไม่ได้กล่าวถึง นั่นคือการวาดภาพ เป็นอีกสิ่งที่เขาเสียดายมากและอยากกลับไปทำ

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่เลิกวาดรูป เพราะตอนเด็กๆ ผมชอบวาดรูปมาก แต่ตอนนี้มือผมขยับไม่ได้เหมือนเดิม วาดได้แค่ลายเส้นง่ายๆ” พูดจบ เขาก็หยิบไอแพดขึ้นมาโชว์ภาพวาดให้เราดู

ผลงานลายเส้นภาพการ์ตูนแนวคาร์แรกเตอร์ที่เขาลงมือ เคยอวดโฉมอยู่บนลายเสื้อผ้าและกระเป๋าที่ขายในงาน CAT T-SHIRT มาแล้ว

“ผมชื่นชมคนที่วาดภาพได้ เพราะเขาต้องมีความรัก ความพยายาม กับสิ่งนั้นจริงๆ” 

แต่เท่าที่เขาเล่ามา ความเป็นศิลปินทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาน่าชื่นชมน้อยลง

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Telephoto Lens หนทางระยะไกล 

ความสุขจากการไม่กินจนจุก

มุมมองภาพระยะไกลในอนาคตอีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า เขาว่าโฟกัสที่ได้อาจยังไม่ชัดนัก 

“มีภาพลางๆ ว่าอยากทำร้านกาแฟ เพราะตัวเองเป็นคนที่ชอบกินกาแฟมาก และในร้านนั้นก็จะมีร้านล้างรูป เพราะชอบถ่ายรูปมาก อีกนิดหนึ่งอาจจะทำห้องอัดกับห้องซ้อมดนตรี เพราะชอบเล่นดนตรีด้วย 

“บางคนมองว่าทำไมเราไม่วางแผนในอนาคตให้ชัดไปเลย แต่สำหรับผม ตอนนี้มีความสุขในชีวิตมากนะ อย่างถ่ายภาพเบื้องหลัง ไม่เคยวางแผนมาก่อนว่าจะทำก็ได้ทำ” 

แม้วันนี้เขาจะมีไม่เทียบเท่าคนอื่น หรือโด่งดังเท่าตัวเองในวันวาน แต่เขามีความสุขแล้วจากการทำสิ่งที่รักที่เขาค้นพบ

“ผมว่ามันเหมือนตอนเราสั่งอาหาร ถ้าผมกินมากไป มันก็จะอิ่มจนจุก”

ช่วงชีวิตทุกตอนที่ผ่านมาสร้างมุมมองอันมีค่าให้แก่เขา

“ตอนแรกผมเอาความสุขตัวเองไปผูกไว้กับการยอมรับจากคนอื่น ทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่พอผมผ่านจุดที่ขึ้นสุดลงสุดในชีวิต มันทำให้เข้าใจว่าความสุขมาจากอะไรง่ายๆ รอบตัว 

“แค่ผมนั่งเล่นเกมอยู่แล้วหมอก (แมวฝรั่งหางฟู) มาไถ ก็มีความสุขแล้ว ตื่นเช้ามาได้กินกาแฟอร่อยๆ ก็มีความสุข เดินไปเจอต้นไม้แล้วแสงสวยดี ก็มีความสุข ขึ้นอยู่กับว่าตัวผมพอใจกับสิ่งนั้นหรือเปล่า อย่างไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละสี่สิบบาท แต่แม่งอร่อยฉิบหาย ก็มีความสุขครับ”

ก่อนวางเลนส์ เก็บกล้อง และจบบทสนทนา ไมเคิลก็บ่นพึมพำขึ้นว่า เขาเปรียบเทียบชีวิตกับของกินในบทสนทนานี้อยู่หลายครั้งทีเดียว

ส่องหลังเลนส์ ไมเคิล ศิรชัช จากนักแสดง ดีเจ สู่ช่างภาพเบื้องหลังซีรีส์

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

นอนไม่หลับ ปวดหัว จิตใจไม่สงบ ขอเพียงได้ยินเสียงอันกังวานของขันอันคุ้นเคยในช่อง TikTok ของ ‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก – Loong Ngork Gig Gog’ ทั้งผู้ฟังที่ตั้งใจเข้ามาและบังเอิญกดเข้ามาเจอ ต่างก็ติดใจในความสงบไปตาม ๆ กัน เพราะนี่คือศาสตร์การบำบัดร่างกายและจิตใจด้วยพลังงานบริสุทธิ์ของชายที่ชื่อว่า ไกรสร พรหมพิทักษ์

‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก’ เป็นลูกชาวนาผู้หลงรักเครื่องยนต์ จนนำตัวเองเข้าสู่วงการนิตยสาร ตามด้วยวงการวิทยุ และล่าสุดคือวงการ TikTok ที่มีแฟนคลับหลากหลายช่วงวัยมาติดตามกว่า 8 แสนคน

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

ใครหลายคนคงเคยได้ยินเสียงของลุงหงอกอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับพลังงานบริสุทธิ์ รวมถึงจิตศาสตร์ พุทธศาสตร์ ฟิสิกส์ และธรรมะอยู่แล้ว แต่น้อยคนนักที่รู้จักตัวตนและเรื่องราวเบื้องหลังดาวโซเชียลคนนี้อย่างแท้จริง คอลัมน์ Talk of The Cloud เลยพาทุกท่านไปรู้จักกับชีวิตลุงหงอก ชนิดที่เก็บตกทุกช่วงเวลาของการเติบโต โดยมีลุงหงอกเป็นผู้เขียนเล่าอัตชีวประวัติของตนเอง! พิเศษสุด ๆ เฉพาะสัปดาห์ The Cloud Golden Week เท่านั้น

ก่อนหัวจะหงอกและยังไม่มีคำนำหน้าว่าลุง

ไกรสร พรหมพิทักษ์ คือลูกชาวนาเต็มขั้นผู้มีกำปั้นเป็นหัวใจ เกิดไหนไม่เกิดดันเกิดกลางทุ่งนา ขณะที่ นางคำมี กำลังดำนา จู่ ๆ ก็หลุดพรวดโดยไม่มีเสียงโอดโอย นอกจากลูกชาวนาแล้ว ไกรสรยังอุปโลกน์โดยไม่มีเปเปอร์และใบเซอร์ฯ ติดข้างฝามารองรับและรับรอง ว่าเป็นศิษย์พระตถาคตผู้อยู่หางแถว รู้แล้วจึงมาเล่าและเขียนให้อ่าน มีติดตัวแล้วจึงนำมาทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชนิดจับต้องได้ เช่น ใช้ 2 มือเปล่า 1 ความเข้าใจ กับความบริสุทธิ์ผ่านเสียง เพื่อรักษามนุษย์ โดยไม่ต้องกิน ทา ฉีด หรืออาบด้วยเคมีกับรังสีนานาชนิด

ไกรสรทำงานผ่านโลกโซเชียลหลายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะ TikTok ในนาม ลุงหงอกกิ๊กก๊อก – Loong Ngork Gig Gog ชื่อนี้มีแต่นางสาวรจนาตาถึงเท่านั้น ที่จะรู้ว่าภายในตัวไอ้เงาะป่ามีดีเรื่องอะไร

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

แต่ก่อนจะหงอก ช่วงอายุ 7 ปี โดยประมาณ มีรถยนต์โดยสารหน้าตัดเชฟโรเลต หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจอดรับส่งผู้โดยสารทุกวันศุกร์ จากตำบลดอนจิก ถึงอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เห็นผู้ใหญ่เขาทำให้เครื่องยนต์ติดโดยการหมุน เราก็อยากทำบ้าง สมัยนั้นเขาเรียกว่า ‘เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง’ ส่วนสมัยนี้เขาเรียกว่า ‘ซน ไฮเปอร์ สมาธิสั้นสุด ๆ’ ผลที่ได้คือ ถูกเครื่องมือที่ใช้หมุนตีกลับ เจาะเข้าระหว่างคิ้ว เลือดสาดมีแผลเป็นจนถึงทุกวันนี้

ไม่ต้องถามว่าเสียเลือดกี่ลิตร เย็บไปกี่เข็ม ทั้งหมดจบลงด้วยสองมือเปล่ากับลมปากเป่าของ นายจูม (ผู้ทำให้เกิด) มาปิดปากแผลให้โดยไม่รู้จักเชื้อโรค เชื้อรา หรือบาดทะยัก ที่แน่ ๆ แพสชันด้านเครื่องยนต์มีต้นทุนมาจากหัวคิ้ว นึกในใจไม่มีใครรู้ ถ้าไม่บอกกล่าวเล่าขาน ต่อมาก็หายใจเข้า หายใจออก กิน นอนเป็นเครื่องยนต์

จากจับประแจซ่อม สู่จับปากกาเขียน

  ต่อมาทำงานบุกตะลุยอู่ซ่อมสารพัดช่าง ทะลุถึงแคมป์ทหารอเมริกัน ถูกคัดเลือกจาก 1 ใน 11 คน เป็นโอเปอเรเตอร์ควบคุมทั้งเครื่องยนต์และไฟฟ้า ถลำลึกจากบุกอุบลฯ ถึงกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟ ไปเป็นคนสอนวิชาเครื่องยนต์ใน โรงเรียนนางเลิ้งยานยนต์ หน้าสนามม้านางเลิ้ง ปัจจุบันเหลือแต่อาคาร ป้ายชื่อโรงเรียนหายไปไหนไม่ทราบ!

รู้และจำแต่เพียงว่า ณ วันนั้นเกิดวิวาทะเรื่องค่าเหนื่อยระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่ลงตัว นึกได้แต่เพียงว่า

“ฉันทำงานให้กับเธอ คือความสามารถของฉัน ถ้าฉันทำงานให้กับฉันล่ะ คือความสามารถของใคร”

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

คำตอบสุดท้ายก็ออกมาด้วยวาจา ความว่า “ความสามารถของการกระทำสิ่งใด ๆ = ความรู้ + ความเข้าใจ และการเข้าถึงของสิ่งนั้น ๆ + การกระทำ” ประจำกายใจถึงทุกวันนี้แล พร้อม ๆ กับเป็นที่มาของภาษากระแทกกลุ่มอนุรักษ์นิยมว่า การกระทำและการปฏิบัติเกิดก่อนทฤษฎีเป็นจริงฉันใด บุคคลที่ได้รับปริญญาทุก ๆ ใบในปัจจุบัน จะมาจากบุคคลที่ไม่เคยมีใบปริญญามาก่อนเป็นจริงฉันนั้น

ต่อมาก็เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองทั้งภายในและภายนอกเรื่องยานยนต์ นึกเสียดายประสบการณ์ตรง ครั้นจะเปลี่ยนเส้นทางไปศึกษาถึงขั้นนั่งบัลลังก์สั่งเป็นสั่งตายแก่มนุษย์ ใจก็ไม่โดนเป้า เพราะไม่ชอบคำว่า ‘ถูกกับผิด’ ที่มนุษย์รุ่นก่อน ๆ สั่งสมกันมาเป็นตำราร่ำเรียน ว่าแล้วก็สูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็มพร้อม กลั้นจนกว่านิวเคลียร์ของออกซิเจนจะแตก กลายเป็นพลังงานแผ่ซ่านไปทั้งตัว นำเอาประสบการณ์ทั้งทำ ทั้งสอน มาร้อยเรียงเป็นภาษาพ่อขุนฯ ซึ่งเป็นภาษาของพระอรหันต์ เสนอต่อเจ้าของนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์ กรังด์ปรีซ์ หวังจะให้ระเบิดเถิดเทิง

ปรากฏว่าต่ำกว่ามาตรฐานหลายลี้ จึงถูกขยี้ทิ้งตะกร้าถึง 2 ครั้ง 2 ครา

ผลการพิจารณาได้ 1 ใน 10 ฐานะลูกเขยกำนันยอมไม่ได้ เสนอครั้งที่ 3 ถามตรง ๆ ตั้งชื่อเรื่องมาเลย แม้ไม่เคยก็อยากลองครับ เป็นผู้นำความคิดและการกระทำไม่ได้ ก็ขอเป็นผู้ตาม อย่างน้อยก็กันหมากัด

วลีจากเจ้าของนิตยสาร คุณปราจิน เอี่ยมลำเนา เปรยทีเล่นทีจริง อยากจะได้เรื่องราวชาวยูสเซอร์ซื้อรถมือสองป้องกันผู้ขายย้อมแมวท่าจะดี เพราะอย่างน้อยถือเป็นการทำบุญ เท่านั้นแหละ เลือดบอร์นทูบีฉีดกลางแสกหน้าระหว่างคิ้วได้ชื่อเรื่องทันที เคล็ดลับ 16 ข้อของการเลือกซื้อรถเก่า เปิดตัวหน้าปกนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์นาม ‘กรังด์ปรีซ์’ พ.ศ. 2517 เป็นนิตยสารด้านยานยนต์และไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังมีนิตยสารในเครือ ได้แก่ นิตยสาร มอเตอร์ไซค์ นิตยสาร ออฟโรด นิตยสาร เอ็กซ์โอออโต้สปอร์ต นิตยสาร การาจไลฟ์ และหนังสือพิมพ์ ยวดยาน

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์
ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

จากนั้นก็ถูกตีพิมพ์ติดลมบนมาจนลืมลมล่าง กลายเป็นคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ ประจำในนิตยสาร กรังด์ปรีซ์ FC ก็เริ่มก่อตัว เป้าหมายคือขยายยอดจำหน่ายครองใจผู้อ่าน บริการผู้สนับสนุน ทั้งการจัดแข่งรถ ช่างเทคนิค การตลาดโฆษณา งานมอเตอร์โชว์ ฯลฯ จากบันไดขั้นแรกถึงบันไดขั้นสุดท้ายใน พ.ศ. 2528

ก่อนเกิดเป็นมอเตอร์โชว์ระดับอินเตอร์

ปลดสร้อยทองคล้องคอหนัก 5 บาท ขึ้นเครื่องเจแปนแอร์ไลน์มุ่งสู่กรุงโตเกียว มอเตอร์โชว์ครั้งแรกของชีวิต ไปปล่อยไก่สัตว์สองเท้าบนเครื่อง ขณะเครื่องกำลังรักษาระดับการบินคงที่ ทุกคนปลดเข็มขัดรัดเอว เราก็ทำบ้าง สักพักแอร์โฮสเตสเดินมากระซิบผู้โดยสาร พอมาถึงเรา เขาก็กล่าวสั้น ๆ ว่า “ดู ยู วอน ไวฟ์?” เราก็สวนทันทีว่า “เยส” ตามด้วย “อิส ชี บิวตี้ฟูล?” แอร์โฮสเตสกลับมาอีกทีพร้อมกับส่งแก้วไวน์ตามสไตล์สาวกิโมโน ปัดโธ่เอ้ย! นึกในใจว่าจะได้สละโสดรับลูกสาวแม่ยาย สายเลือดลูกพระอาทิตย์มาฝากแม่ตัวเองที่กรุงเทพฯ เสียแล้ว จ๋อยไปเลยเพ่!

2 วันเต็ม เดินวนขาลากดูงานมอเตอร์โชว์ให้เต็มตา เก็บตกให้หมดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำมาขยายผลในนิตยสาร กรังด์ปรีซ์ กลับมาจับปากการ่ายยาวขึ้นปกหน้าเรียกแขก ‘บักเสี่ยวเที่ยวงานมอเตอร์โชว์ที่โตเกียว’ ฮากันตลอดปี แถมเพิ่ม FC ขึ้นเรื่อย ๆ จนได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งบรรณาธิการเทคนิค และบรรณาธิการขั้นท็อปบางกอกมอเตอร์โชว์ระดับอินเตอร์ จากนั้นก็ติดลมบนมาจนถึงทุก ๆ วันนี้แล

เรื่องยิบย่อยระหว่างทาง

วันหนึ่งมีวิวาททางวาทะกับบรรณาธิการชื่อ อุดร เขามาตัดช่วงหนึ่งของบทความทางเทคนิคของเครื่องยนต์จนขาดใจความสำคัญ เพราะเขาไม่รู้ว่าเราคิดและเขียนตั้งแต่เป็นเศษเหล็ก ไปจนถึงดัดแปลงแก้ไขเพิ่มแรงม้าให้เป็นรถแข่ง

ถึงขั้นตบโต๊ะใส่กัน แต่สุดท้ายเขาก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ

ยังมีเรื่องเล่าชาวหลังพวงมาลัยอีกเรื่อง ครั้งแรก วันหนึ่งเวลานั้นมีการทดสอบสมรรถนะรถยนต์ใหม่เอี่ยมก่อนออกสู่ตลาด มีนักเขียนหัวนอกเข้ามาทำงานในกองบรรณาธิการ พูดจาคุยโตโอ้อวดยกตนข่มเขา ซึ่งเราไม่ชอบ

‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก’ จากช่างยนต์ นักเขียน สู่ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

“มา ๆ ขอพี่ขับเองร้องเพลงไปด้วย ช่วยรัดเข็มขัดให้เรียบร้อยนะ” บนถนนลูกรังกว้างประมาณ 10 เมตรเศษ ริมคลองประปา ด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทรีอินวันบวกความรู้สึกตัวที่ยอดเยี่ยม แตะเบรก ดึงเบรกมือ และกระชากพวงมาลัยทันทีครึ่งรอบ รถหมุนกลับพร้อมฝุ่นตลบจบลงทันที (ทำได้ครั้งเดียว) นี่แหละคือวิชาปราบองคุลีมาล

นึกในใจทีหลังอย่าซ่า รู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ ไอ้น้อง!

ครั้งที่ 2 ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์เท้าเบาที่สุดในรอบปี ครั้งนั้นจัดแข่งขับรถประหยัดน้ำมันยี่ห้อฟอร์ดเลเซอร์ จากกรุงเทพฯ ถึงสวนสามพราน บริษัทเขาเชิญบรรดานิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกฉบับในตลาดสดและตลาดแห้ง นับรวมแล้วได้ 10 คัน 10 คนขับ เราเป็นหนึ่งในนาม กรังด์ปรีซ์ และในฐานะบรรณาธิการเทคนิคต้องใช้ทักษะขั้นเทพ ปรากฏได้ระยะทาง 22.3 กิโลเมตรต่อลิตร พิชิตเดอะวินเนอร์ ตีพิมพ์ขึ้นปกเรียกแขกเพิ่ม FC ช่างวันหยุดอีก ทำให้เขาขายแบบเทกระจาดหมดสต็อกด่วน สุดท้ายได้พิมพ์ ‘หนังสือคู่มือซ่อมเครื่องยนต์ช่างวันหยุด’ วางตลาดขายใช้หนี้ที่อยู่อาศัย ปลดปล่อยทาสทางใจได้อย่างสิ้นเชิง สมใจนึกบางลำพู

นักการช่างยนต์ช่วยราชการ

เดินเล่นเพลิน ๆ ก็ถูกเชิญไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม โดยมีหน้าที่ทำมาตรฐานขั้น 1 2 3 ให้แจ๋วเหมือนแก้วเจียระไน ออกข้อทดสอบ และจัดการแข่งขัน ฯลฯ

ทุกอย่างเริ่มต้นจาก ก เอ๋ย ก ไก่ กว่าจะรวบรวมเป็นคณะอนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญช่างเทคนิค จากตัวแทนบริษัทขายรถจักรยานยนต์ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ซูซูกิ คาวาซากิ ฮอนด้า และยามาฮ่า ได้สำเร็จก็หมดเหงื่อหลายซีซี และกว่าจะมองตาถึงขั้นรู้ใจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกฝ่ายต่างรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตน คนกลางนั่งหัวโต๊ะรักพี่เสียดายน้อง ต้องละเมียดที่สุดแบบไร้รอยต่อ จึงจะเกิดรอยยิ้มทุกครั้งที่มีการประชุม

เสียอย่างเดียวในฐานะประธาน เสนองานให้กรมฯ ออก พ.ร.บ. กำหนดอัตราค่าจ้างฝีมือแรงงานที่สอบผ่านมาตรฐาน 1 2 3 ป้องกันนายจ้างผู้ประกอบการเอาเปรียบลูกจ้างยังไม่สำเร็จ ก็จำต้องจบข่าวครับเจ้านาย

ยัง ๆ ยังถูกเชิญไปช่วยกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดการแข่งขันช่างยนต์ประจำปีติดต่อกันหลายปี จนกระทั่งอธิบดีกรมอาชีวศึกษามอบเสื้อสามารถ (Victory Jacket) สีเลือดหมู อ.ช.ท. (องค์การช่างเทคนิคในอนาคตแห่งประเทศไทย) ให้เป็นรางวัล

เดินถนนสายวิทยุกระจายเสียง

หอบประสบการณ์ การเมืองยังไม่ยุ่ง กางมุ้งยังไม่เกี่ยว จะเด็ดเดี่ยวเผยไต๋เฉพาะสิ่งที่มีอยู่ในตัวตน แอบฟังรายการ ‘หมอรถหมอเรือ’ อยู่นาน ผลงานตอบปัญหาเครื่องยนต์ออกทะเลแดงทะเลดำไปหมด (คิดในใจ ถ้าเป็นเรานะ)

วันนั้นก็มาถึง พ.ศ. 2525 ได้เวลาชื่อรายการ ‘พิทักษ์ยานยนต์’ ออกอากาศทาง FM 90.0 เมกะเฮิรตซ์ สถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เวลา 30 นาที หลังข่าวเที่ยงวัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตอบปัญหาเครื่องยนต์จนน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งยอดโต ติดลมบนตามสไตล์ไกรสร พรหมพิทักษ์

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

พ.ศ. 2528 สถานีปรับผังรายการ ขอเสนอเพิ่มเวลาและเพิ่มรายการ ดันไปผิดนโยบายสถานี เพราะความโลภ จึงถูกตัดออกจากผัง แต่ไม่เป็นไรเพราะความสามารถอยู่ที่เรา ไปโผล่อีกทีที่สถานีวิทยุ ขส.ทบ. (กรมการขนส่งทหารบก) ระบบ AM ในปีเดียวกัน ได้ 2 ช่วงเวลาในการออกอากาศ รายการพิทักษ์ยานยนต์สไตล์เดิม กับรายการ ‘เที่ยงคืนกับสิบล้อบ้านเรา’

เพลงไตเติ้ล เย้ยฟ้าท้าดิน วิพากษ์ วิจารณ์ วิจวกทุกระดับยกเว้นยอดพีระมิด เพราะกลัวเจ็บและกลัวตายก่อนวัยอันควร เป็นขวัญใจคนหลังพวงมาลัย มีฉายา ‘ลูกสาวแม่ยายด่ากลางดึก’ เพราะกินนอนที่สถานีประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 11 ปี

งานใหญ่ของสังคม ‘กลุ่มแท็กซี่บ้านเรา’

วันหนึ่งมีคนขับแท็กซี่มืออาชีพ นายจำนงค์ มนัส เก็บปืนพร้อมทะเบียนที่ผู้โดยสารทำหล่นไว้ในรถ เขานำมาให้เจ้าของรายการ เที่ยงคืนกับสิบล้อบ้านเรา ประกาศหาเจ้าของ 7 วันผ่านไป เจ้าของเป็นทนายใจดีมารับพร้อมกล่าวขอบคุณ

จากนั้นต่อมความคิดระเบิดเกิดสำนึก ถ้าคนดีออกมาปรากฏตัว คนชั่วก็จะหายไปจากแผ่นดิน จึงประกาศจัดตั้ง ‘กลุ่มแท็กซี่บ้านเรา’ มีสมาชิก 1,458 ชีวิต ทุกคนมีป้ายโลโก้ ชื่อ-นามสกุล หมายเลขสมาชิก ติดหน้าอกเสื้อสีฟ้า ชายเสื้อสวมในกางเกง รองเท้าหุ้มส้น สวมถุงเท้าพร้อมซักทุกวัน ทุกคนมีเป้าหมายคือ ทำประโยชน์ให้กับสังคม จัดสวัสดิการช่วยเหลือกันและกัน เช่น สมาชิกเกิดอุบัติเหตุขณะอยู่หลังพวงมาลัย บาดเจ็บ แขนขาหัก ตลอดจนเสียชีวิต รับสวัสดิการ 5 หมื่น 3 หมื่น ลดหลั่นกันไป แถมลงขันช่วยกันอีกต่างหาก ตลอดจนคนในครอบครัวด้วย

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ทั้งหมดพร้อมใจกันเป็นหูเป็นตา เป็นสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม ช่วยตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล สมัย พล.ต.ท.มนัส ครุฑไชยันต์ เป็นผู้บัญชาการ ทั้งนี้เพื่อลดอคติกับตำรวจจราจรสองข้างทางด้วย

ประกาศคืนทรัพย์สินของผู้โดยสารที่หลงลืมในรถ ซึ่งมีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท

ลงขันในวันที่จะเปิดสะพานพระราม 9 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ให้แก่โรงพยาบาลศิริราช 45,000 บาท กลางดึกตั้งแถวเรียง 4 ยาวประมาณ 5 กิโลเมตร โดยมีหางแถวอยู่ที่สถานีวิทยุ ขส.ทบ. ท่าน้ำเกียกกาย ไม่มีสะกิดกันแม้แต่น้อย ปัจจุบันเป็นอาคารรัฐสภาแล้ว

พบปะสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์

1 มกราคม พ.ศ. 2537 เวลาบ่าย 3 โมง ตั้งใจขับรถคนเดียวเดินทางไปเคารพ คารวะ สักการะพระนเรศวรมหาราชที่ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ขับขี่อย่างละเมียดทั้งไปและกลับ 3 ชั่วโมง ล้มตัวลงนอนแบบรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่เกิน 20 นาที โลกใบนี้หมุนรอบตัวเองอย่างเร็ว ประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที รู้สึกตัวเองหลุดออกนอกโลก แล้วหวนกลับมาที่เดิมอย่างช้า ๆ เซ็ตอัปเป็นหนึ่งเดียวจึงรู้ว่า ‘เราคือโลก โลกคือเรา’ และมั่นใจว่าเป็นสมาธิขั้นสูงสุดจนสุดที่สูง มองเห็นสภาวะด้านที่ 3 ของเหรียญ หรือขั้วที่ 3 ของแม่เหล็ก จึงถามหาตัวเองอยู่ 3 ปี จึงพออนุมานได้ว่า นี่คืออภิมหาปรัชญาเกิดขึ้นในตัวเองแล้วซิ

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

พลังงานบริสุทธิ์ คือ พลังงานที่มีค่าคงที่ ไม่เพิ่มขึ้น ไม่ลดลง ทำลายไม่ได้ และมีมากมายมหาศาลเต็มทั่วทั้งกาแล็กซี่ แม้แต่แสงซึ่งเป็นค่าไม่คงที่ ก็ต้องอาศัยเป็นยานพาหนะในการเคลื่อนที่เร็วแบบไร้ขีดจำกัด ต่อให้นำระเบิดนิวเคลียร์ในโลก มาทำให้ระเบิดพร้อมกันก็ทำลายไม่ได้ สิ่งนี้แหละที่เรียกว่า รู้ได้เป็นการเฉพาะตัวเท่านั้น (ปัจจัตตัง) 7 – 8 พันล้านคนน่าจะรู้ไม่เกิน 5 คน (ขอให้ท่านที่กำลังอ่านเป็นหนึ่งในนั้น)

แต่ศูนย์วิจัยพลังงานบริสุทธิ์รักษามนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยนายไกรสร พรหมพิทักษ์ เป็นผู้ค้นพบ ซึ่งอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนทุกท่าน ลุงหงอกเรียกว่าเป็นองค์ความรู้ใหม่ในศตวรรษที่ 21 เพราะฉะนั้นจึงมีพลานุภาพ ทำให้มนุษย์หลับยาก หลับง่ายได้อย่างง่ายดาย อนึ่ง คำว่าพลังงานบริสุทธิ์ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตุรกีฉบับ ISSN: 2651 – 4451 JUNE 2021

เปิดประเดิมรายการปรัชญาชีวิต

“รายการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา พัฒนาสุขภาพกายและจิตเพื่อพิชิตอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ให้หายไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติร่วมกัน ๆ ๆ ๆ ๆ (เอคโค่)”

ณ สถานีวิทยุยานเกราะ AM 540 เวลาตี 1 – 2 ไตเติ้ลตามองตา สายตาก็จ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่านอันเดอร์แอร์! ได้ปล่อยของอยู่ 4 ศาสตร์ คือ หนึ่ง จิตศาสตร์ สอง พุทธศาสตร์ สาม ฟิสิกส์ศาสตร์ (6 พลังงาน) และ สี่ ธรรมะศาสตร์ (ไม่ใช่ท่าพระจันทร์และรังสิต) หากแต่เป็นศาสตร์ของธรรมชาตินะจ๊ะ

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

21 ปีเต็ม สดตลอดเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นขวัญใจของคนนอนดึกหรือหลับไม่ลงของกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายสายฮา ว่าด้วยการจำกัดอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเล็บ ด้วยลมปากจากโทรศัพท์สายตรง ตกกลางวันบริการด้วยสองมือเปล่ากับ 1 ความเข้าใจถึงบ้าน ที่ทำงาน ชุมชน และวัดวาอาราม ไม่กิน ทา หรือฉีดเคมี ใช้องค์ความรู้ 4 ศาสตร์เป็นสำคัญ โดยมีตู้ขอทาน ค่าน้ำ ค่าไฟ และปากท้องของผู้กำจัดอาการทั้งหมด ผ่านความรู้สึกล้วน ๆ ปฏิเสธโรคต่าง ๆ ที่เขาว่าทุกกรณี

เข้าสู่โลกโซเชียลเต็มรูปแบบ

มีคนสงสัย ทำไมคนวัยเกิน 77 ปี จึงมาโดดเด่นในโลกโซเชียลแทบทุกแฟลตฟอร์ม โดยเฉพาะ ‘TikTok’

สำหรับลุงหงอก เชื่อว่ามีของดีและมีสาระล้นแก้ว ในการใช้มือถือเป็นพาหนะนำพลังงานบริสุทธิ์ส่งถึงผู้บริโภคทั้งหญิงและชาย ทั้งต่างวัยและต่างเพศ ให้หลับสนิทและสลายอาการเจ็บปวดทุกชนิดได้อย่างดีมีประสิทธิผล จนเป็นที่ประจักษ์ในเวลาน้อยที่สุด ประหยัด คุ้มค่า และปลอดภัย โดยไม่ต้องกิน ทา หรือฉีดยาเคมี ดีไหมล่ะ เช่น เมา ๆ หรือลูกหลานเล่นเกมจนมึนโก่งโก้ง เดินเซตาลาย เห็นช้างตัวเท่าหนู เห็นหมูตัวเท่ามด เห็นบิดามารดาเป็นคนรับใช้ เพียงเก๊งเดียวหายวับไปกับลมหายใจ ฟังดี ๆ มีทักษะระดับเสียงต่ำกว่า 5 เดซิเบลแล้วกัน ใช้เวลา 1 ปี มีผู้ติดตามเกินล้านจ้า

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

เราคือโลก โลกคือเรา เราเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนย่อยของโลก สมองคือส่วนย่อยของตัวเราเอง และสมองเป็นส่วนย่อยของจักรวาล นี่แหละคือทฤษฎีความเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่ต้องใช้สูตรสมการผ่านตัวเลขที่ซับซ้อนจนปวดเฮด!

หากคนอื่นสงสัยว่าเรียนรู้ได้อย่างไรในอายุปูนนี้ ขอบอกว่ามนุษย์เราตราบใดที่อายตนะทั้ง 5 (หู ตา จมูก ลิ้น และกายสัมผัส) ยังตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกได้ดีมีประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าอายุเท่าใดย่อมปรับตัวเข้ากับยุคสมัย และเรียนรู้จากอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีได้เสมอ

สำหรับคุณสมบัติของลุงหงอก สิ่งที่ต้องรู้จริงถึงขั้นคิดได้ พูดได้ เขียนได้ และทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ โดยเฉพาะทำงานผ่านสื่อตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ผ่านนิตยสาร หนังสือพิมพ์รายวัน วิทยุ และรายการโทรทัศน์ เป็นวันแมนโชว์มาทั้งหมด โลกโซเชียลจะต้องเข้าใจอัลกอริทึมและเอไอ แต่ปัญญาประดิษฐ์จะมาสู้ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ สติ สมาธิ ปัญญา หรือปัญญาบริสุทธิ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้แก่ประชาชนชาวโลกได้อย่างไร สิ่งนั้นลุงจะเรียกว่าพระธรรมและค่าคงที่เป็นสิ่งเดียวกัน อยู่ที่ว่าเข้าถึงหรือไม่ และเข้าถึงในระดับใด

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ในการทำงานโซเชียลมีเดีย ลุงทำงานร่วมกับคณะที่เรียกกันว่าแอดมิน ทีมแอดมินต้องตีทัศนะของมนุษย์ให้แตก สำคัญที่สุดทีมต้องวินิจฉัยมนุษย์ทั้งแผ่นดินออกมาเป็น 4 กลุ่มให้ได้ เช่น 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มปัญญาหรือยอดพีระมิด กลุ่มนี้จะส่งเสริมกันและกันเพื่อความเจริญก้าวหน้า แลกเปลี่ยนความรู้ ส่งเสริมความสามารถ มีลักษณะเสนอแนะ และเป็นผู้นำ อีก 90 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 30 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มที่ 1 จะเห็นด้วยในเรื่องที่เรานำเสนอผ่านจอ กลุ่มที่ 2 จะไม่เห็นด้วย เขาจะแสดงกิริยาผ่านภาษาพิมพ์ที่แย่ เราต้องเมิน ห้ามโต้ตอบทุกกรณี กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มเฉย ๆ พร้อมจะรับรู้ในสิ่งที่เรานำเสนอ เราต้องช้อนกลุ่มเฉย ๆ ขึ้นมาหากลุ่มเห็นด้วยให้ได้ สำหรับกลุ่มไม่เห็นด้วย 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ปล่อยไป

สิ่งที่พวกเราต่อสู้ทั้งที่รู้ว่าสู้เขาไม่ได้คือคณิตศาสตร์และอัลกอริทึม เพราะเรามองเห็นว่า เขาไม่ได้ส่งเสริมความสามารถพิเศษของมนุษย์จริง ๆ เช่น การปิดตาของผู้ติดตามเรา (ถ้าเขาประกาศรับที่ปรึกษาก็อยากเสนอตัวเข้าไปพัฒนาอัลกอริทึมกับเอไอ เพื่อส่งเสริมให้มนุษย์เก่งและดีมายืนอย่างสง่างามระดับท็อปของประเทศ)

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ร่ายยาวเรื่องชีวิตตั้งแต่บนผืนนาเข้าสู่เมืองกรุงมาตั้งนาน ถือเป็นการสรุปเรื่องราว 77 ปีได้อย่างครบถ้วน

หลังจากนี้ หากใครยังอยากรู้จักลุงหงอกมากขึ้น หรืออยากฟังเสียงขันก่อนนอน ที่จะพาทุกท่านไปพบกับความสงบก็ไปติดตามกันได้ที่ TikTok ช่อง LoongNgork GigGog TikTok Family

ตอนนี้ลุงหงอกขอลาไปก่อน

“สาธุ อามีน อาเมน โอม อามิตาพุทธ แทงคิว เวรี่บิ้ก!” ปิดท้ายตามสไตล์ลุงหงอกจ้า

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ไกรสร พรหมพิทักษ์

ลูกชาวนาเต็มขั้น ผู้มีแต่กำปั้นกับหัวใจ เกิดที่ไหนไม่เกิด เกิดกลางทุ่งนาในขณะแม่ดำนา ศิษย์พระตถาคต ผู้อยู่หางแถว รู้แล้วมาบอก มีแล้วจึงนำมาให้

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load