งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในเมืองต่อผู้คน ตั้งแต่ทำให้มีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาวขึ้นได้ จากการมีพื้นที่ไว้ขยับขยายยืดเส้นร่างกาย หมู่มวลต้นไม้ในเมืองช่วยพยุงสุขภาพจิตของผู้คน ไปจนถึงความจริงปวดใจที่ว่า คนรุ่นใหม่โสดมากขึ้น เพราะพวกเขาไม่มีพื้นที่ส่วนกลางเอาไว้พบปะหรือสร้างสัมพันธ์กับใคร ซึ่งนักวิจัยก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า สวนสาธารณะอาจช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยเช่นกัน

การได้มารับฟังแนวคิดการออกแบบพัฒนาสวนลุมพินีในวาระครบรอบ 100 ปี ใน ค.ศ. 2025 จึงเป็นโอกาสที่มีความหมายเหลือเกินสำหรับฉัน ไม่ใช่แค่เพราะฉันโสดหรอก… (ดักคอไว้ก่อน) แต่เป็นเพราะฉันตระหนักแล้วว่า สวนสาธารณะมีความสำคัญมากแค่ไหนต่อชีวิตของคนกรุงเทพฯ 

สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025
สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025

ว่าแล้วก็ขอเชิญทุกท่านนั่งลงรอบเก้าอี้ม้าหิน ไม่ไกลจากประตูทางเข้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ในเวลาใกล้พระอาทิตย์ตกเกือบ 6 โมงเย็น แล้วเงี่ยหูฟังจาก คุณเอิร์ธ-พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร และ อาจารย์กช-กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกที่รับผิดชอบการออกแบบสวนลุมฯ ใหม่ให้กรุงเทพมหานครในคราวนี้ เจ้าของผลงานภูมิสถาปัตย์ อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ สวนกลางเมืองซึ่งทำหน้าที่เก็บน้ำฝนป้องกันน้ำท่วม อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนสาธารณะของประชาชนทุกคน และ เจ้าพระยาสกายปาร์ค การเปลี่ยนสะพานด้วนให้กลายเป็นสวนสาธารณะบนสะพาน

สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025

ณ ทางเข้าสวน

กรุงเทพมหานครมีโครงการ Green Bangkok 2030 ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ตามมาตรฐานสากล สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร จึงเดินหน้าปรับปรุงสวนสาธารณะ 11 แห่งรอบกรุงเทพฯ ตั้งแต่ต้น ค.ศ. 2020 คุณเอิร์ธบอกว่า โครงการพัฒนาสวนลุมฯ คือการต่อยอดวิสัยทัศน์นั้น ซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทายในหลายมิติ

“เวลาเราไปนิวยอร์ก เรานึกถึง Central Park ไปลอนดอน ก็นึกถึง Hyde Park ถ้าพูดถึงกรุงเทพฯ ก็ต้องนึกถึงสวนลุมฯ” คุณเอิร์ธเปิดฉากเล่า “การปรับปรุงสวนลุมฯ ในวาระครบรอบร้อยปี ไม่ใช่แค่การซ่อมบำรุง เพราะบางปัญหาแค่ซ่อมคงไม่พอ เราต้องมองให้ยาวออกไป โดยยึดเอาพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 6 ที่ทรงมีพระราชดำริไว้เมื่อครั้งกำเนิดสวนสาธารณะแห่งนี้ใหม่ๆ คือ 

‘เพื่อพระราชทานความศุขสำราญแก่ประชาชน แลเปนเครื่องประดับพระมหานคร’ (สจช. ร.7 ม.16/1) 

“นี่คือโจทย์หลักของกรุงเทพมหานคร นำโดยสำนักสิ่งแวดล้อมและผู้ออกแบบของเรา ว่าจะทำอย่างไรให้สวนลุมฯ ทำหน้าที่นั้นได้ดีกว่าเดิม ด้วยมุมมองของคนในยุคศตวรรษที่ 21 พร้อมกับมองไปอีกร้อยปีข้างหน้าด้วย”

โอกาสแบบนี้ร้อยปีมีครั้ง ผู้ว่าฯ จึงอยากทำให้ดีที่สุด โดยมีกระบวนการที่ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ ทุกภาคส่วนมาร่วมมือกัน สมกับที่สวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะประจำเมือง

สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025

กรุงเทพมหานครและสำนักสิ่งแวดล้อม เจ้าของโครงการ จึงเชิญทีมนักออกแบบที่มีความสามารถหลากหลายทีมมาประกวดแบบ ผู้ชนะคือบริษัท Landprocess ของอาจารย์กช ซึ่งอัดแน่นไปด้วยทีมที่ปรึกษามากประสบการณ์จากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น รศ.นิลุบล คล่องเวสสะ และ รศ.ดร.รุจิโรจน์ อนามบุตร สองปรมาจารย์ด้านสวนสาธารณะ ศ.กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ผู้บุกเบิกวงการภูมิสถาปัตย์ไทยที่เคยออกแบบปรับปรุงสวนลุมพินีเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว อ.รณฤทธิ์ ธนโกเศศ และ อ.ดร.วิภากร ธรรมวิมล ที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์-ภูมิทัศน์วัฒนธรรม คุณหัทยา สิริพัฒนากุล เลขาธิการ Icomos Thai ผศ.ภาวิณี อินชมภู และ ครูต้อ-ธราดล ทันด่วน รุกขกรรุ่นแรกของเมืองไทย ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา อ.ดร.ดนัย ทายตะคุ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศภูมิทัศน์ ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ วิศวกรด้านน้ำ ทีม G49 ซึ่งเชี่ยวชาญด้านป้ายสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ (Signage) ร่วมด้วยเครือข่ายนักนิเวศแนวหน้าของประเทศอีกมากมาย สมกับเป็นพื้นที่สาธารณะของทุกคน

ความท้าทายของสวนประจำเมือง

“สวนลุมฯ มีชีวิตอยู่แล้ว มีคนใช้งานทุกวัน แต่ก็มีปัญหาเรื้อรังเยอะมาก ความท้าทายของงานนี้คือ ทำยังไงให้วาระนี้เป็นการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของเมือง ไม่ใช่แค่การจัดสวนสวย” อาจารย์กชเริ่มเล่าวิธีตีโจทย์

“พอดูแผนที่อุณหภูมิย้อนหลังหลายๆ ปี พบว่าพื้นที่ที่ว่าเขียวนั้นร้อนขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ดูเหมือนอุดมสมบูรณ์ แต่ทรุดโทรมไปเยอะ ชนิดพันธุ์ไม่หลากหลาย แล้วมีปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่วนกรุงเทพฯ ก็ยังมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม PM 2.5 น้ำแล้ง เราเป็นภูมิสถาปนิกที่มีแนวทางชัดเจนในการแก้ปัญหาพวกนี้ อยากพัฒนาสุขภาพเมืองผ่านการพัฒนาสุขภาพของสวนลุมฯ”

สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025
ร่างแรกของสวนลุมพินีโฉมใหม่

“การพัฒนาสวนลุมฯ ไม่ง่ายเหมือนสร้างสวนใหม่จากศูนย์ เพราะต้นไม้ที่มีอยู่มีปัญหา มีสิ่งที่ต้องแก้อยู่แล้ว แล้วก็เป็นสวนสาธารณะที่มีความทรงจำ มีประวัติยาวนาน ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ที่นี่เป็นผืนดินที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้ประชาชน จึงเป็นศักดิ์เป็นศรีและมีเรื่องราวอยู่ในความทรงจำของผู้คนมากมาย เราจะเก็บสิ่งเหล่านี้ให้ยังคงอยู่อย่างไร และสัดส่วนของสิ่งใหม่ที่จะเพิ่มเข้าไปคืออะไร ต้องไม่ใช่แค่งานออกแบบสวยๆ แต่เราจะเก็บความทรงจำเก่าและใส่ความใหม่ให้อยู่คู่กับคนไปอีกร้อยปีได้อย่างไร” ภูมิสถาปนิกสาวอธิบาย

แม้ว่าจะไม่มีใครรู้คำตอบที่ถูกต้อง แต่ทีมนักออกแบบก็พยายามคิดถึงกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสวนแห่งนี้ให้ครอบคลุมที่สุด

5 แนวคิดใหม่ของสวนลุมพินี

แนวความคิดที่อาจารย์กชเสนอกับกรุงเทพมหานคร ไม่ได้เป็นไอเดียใหญ่ไอเดียเดียว แต่เป็น 5 แนวคิดที่จะกลายเป็นหัวใจของสวนลุมพินี

สวนลุมพินีโฉมใหม่ แนวคิดใหม่ ที่เราจะเห็นในวาระฉลองครบ 100 ปี ในปี 2025
ภาพฝันของการเปิดพื้นที่รองรับกิจกรรมหลากหลายในอนาคต

หนึ่ง ประวัติศาสตร์

อาจารย์กชเลือกใช้แนวแกนเดิมแล้วสร้างเรื่องราวเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มชื่อถนนสวนลุม 100 ปี

สอง พื้นที่ผสานความหลากหลายทางวัฒนธรรม

“สวนสาธารณะในต่างประเทศมีอะไรสนุกๆ หรือเป็นแหล่งเรียนรู้ สวนลุมฯ ก็เป็นแบบนั้นได้ เราเรียนรู้เรื่องอะไรก็ได้จากในสวน ถ้าเราเป็นเด็ก เราคงอยากรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ตอนนี้แทบไม่มีอยู่แล้วในเมือง สวนอาจกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องต้นไม้ นก นิเวศวิทยาเมือง แล้วก็มีมิติเรื่องศิลปวัฒนธรรมด้วย เราจะทำเรื่องนี้ในโซนตึกที่ไม่ได้ใช้งาน เช่น ห้องสมุด ซึ่งตอนนี้เหมือนไม่ได้มาอ่านหนังสือในสวน เราต้องทลายกำแพงของสถาปัตยกรรมกับพื้นที่โดยรอบให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน”

สาม Modern Recreation

คนอาจจะคุ้นเคยกับการมาสวนลุมฯ เพื่อรำไทเก๊กหรือวิ่งออกกำลังกาย แต่คนรุ่นใหม่มีรูปแบบการออกกำลังกายหลากหลายกว่านั้นมาก สวนจึงต้องปรับตัวตาม

ภารกิจรีดีไซน์ 'สวนลุมพินี' สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยครบรอบ 100 ปี กับการปรับปรุงปอดสีเขียว 360 ไร่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน
ภาพไอเดียลานกิจกรรมที่สอดรับกับคนทุกวัย

อาจารย์พรพรรณ ฟูตระกูล เป็นอาจารย์ด้านภูมิสถาปัตยกรรมรุ่นใหญ่ ชี้ประเด็นว่า สวนลุมฯ มีทั้งพื้นที่ที่ถูกใช้งานมากเกินไปจนเบียดเสียด เช่น รำไทเก๊กหรือวิ่ง และพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่อีกมาก น่าจะเพิ่มพื้นที่สำหรับกิจกรรมใหม่ๆ สนุกๆ ได้อีก แต่ก็ต้องดูแลอากงอาม่าที่ใช้งานอยู่ด้วย” อาจารย์กชเล่าความคิดอันบรรเจิดต่อว่า

“เราอยากเพิ่มพื้นที่ของ Paddle Board คายัค และเซิร์ฟสเก็ต ส่วนปัญหาเรื่องจักรยานกับคนวิ่งที่ต้องสลับเวลากันใช้ก็ต้องออกแบบเส้นทางใหม่ คนจะได้มาออกกำลังกายกันมากๆ จะได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น”

ภารกิจรีดีไซน์ 'สวนลุมพินี' สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยครบรอบ 100 ปี กับการปรับปรุงปอดสีเขียว 360 ไร่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน
อนาคตที่สวนลุมพินีเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม

สี่ การออกแบบสำหรับผู้ใช้ทุกคน 

“การออกแบบของเราจำคำนึงถึงคนแก่ คนพิการ รวมถึงคนไร้บ้านด้วย ซึ่งมีจำนวนสามร้อยถึงสี่ร้อยคน ยุคหนึ่งเราถูกสอนให้ออกแบบเพื่อให้คนกลุ่มนี้ใช้งานไม่สะดวก อย่างเช่น ม้านั่งที่เป็นคอนกรีตและมีแกนกลางกั้น ป้องกันไม่ให้เขาเข้ามานอน

“ถึงวันนี้ กระบวนทัศน์ของโลกเปลี่ยนไปแล้ว พื้นที่สาธารณะควรรองรับการใช้งานของทุกคน เมื่อการออกแบบไม่เอื้อ เขาก็ไปใช้ห้องน้ำคนพิการเพื่อต่อคิวกันอาบน้ำ หรือกลุ่ม LGBTQ ที่อาจจะไม่สะดวกเข้าห้องน้ำผู้ชายหรือห้องน้ำผู้หญิง” อาจารย์กชสรุปว่านี่คือสิ่งที่ทีมของเธอต้องแก้ปัญหา

และยังย้ำอีกว่า นี่คือแนวคิดเบื้องต้นที่เสนอเพื่อประกวดแบบเท่านั้น งานออกแบบจริงต้องผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อน ถึงจะได้แบบที่นำไปสร้างจริง

กระบะทรายเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

ห้า Climate Action Park

อาจารย์กชเก็บไฮไลต์ในการออกแบบไว้เล่าเป็นเรื่องสุดท้าย “เราอยากทำให้สวนลุมฯ แสดงถึง ความพยายามของกรุงเทพฯ ในการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องน้ำ ฝุ่น PM 2.5 และพื้นที่สีเขียวในเมืองที่ไม่เพียงพอ” 

ภารกิจรีดีไซน์ 'สวนลุมพินี' สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยครบรอบ 100 ปี กับการปรับปรุงปอดสีเขียว 360 ไร่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน
มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน

“สวนลุมฯ มีพื้นที่สามร้อยหกสิบกว่าไร่ ซึ่งใหญ่มาก เป็นที่ใจกลางเมืองแปลงสุดท้ายผืนใหญ่และมีต้นไม้เยอะขนาดนี้ ที่นี่จึงมีบทบาทในการช่วยเมืองลดฝุ่น ช่วยรับน้ำฝน หรือแม้แต่ทำความสะอาดแหล่งน้ำที่อยู่ในสวนไม่ให้เน่า โดยใช้แนวคิดของธรรมชาติมาช่วย ปัญหาของเมืองคือ ธรรมชาติกลับมาฟื้นคืนชีพไม่ได้เร็วพอ เราจึงอยากสร้างสภาวะที่อำนวยให้ธรรมชาติกลับมาฟื้นตัวด้วยตัวเองได้ (Regenerative City) สวนลุมฯ ก็จะอุดมสมบูรณ์มากกว่านี้ 

“หลายเมืองในต่างประเทศ มีสวนสาธารณะที่แก้ปัญหาของเมืองนั้นๆ ถ้าเราจะสร้างที่นี่ให้เป็นผู้นำเรื่องการแก้ปัญหาเมือง ก็ต้องตอบโจทย์ความท้าทาย ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นกับเมืองในอนาคตให้ได้ เช่น ในสภาวะแห้งแล้งสุดๆ จะใช้น้ำจากที่ไหนในการรดน้ำต้นไม้สามร้อยกว่าไร่ เรามีการคิดเรื่องระบบเก็บน้ำฝนที่พอเพียงหรือเปล่า เป็นต้น”

หากเข้าใจไม่ผิด นี่คือการเปิดโอกาสให้ธรรมชาติในสวนได้แสดงศักยภาพออกมามากกว่าที่เคย และอาจช่วยย้ำเตือนให้มนุษย์เห็นความสำคัญของธรรมชาติได้อีกครั้ง 

“เรามองเรื่องอาหารด้วยนะ ไม่ใช่แค่อาหารของคนอย่างเดียว แต่หมายถึงอาหารของแมลงอย่างผึ้งด้วย” อาจารย์กชเสริมอีกเมื่อเห็นว่าฉันสนใจประเด็นความท้าทายแห่งอนาคตเป็นพิเศษ “มีพื้นที่ให้คนมาเช่าที่ทำแปลงปลูกของตัวเอง ลองคิดดูว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำไปเท่าไหร่กับการรดน้ำหญ้า และไม่เกิดประโยชน์อะไรนอกจากแค่มอง ถ้าเปลี่ยนมาใช้น้ำเหล่านั้นรดพืชผักหรือไม้ยืนต้นกินได้ ไม่ใช่แค่ไม้ดอก แต่เป็นไม้ดอกที่มีน้ำหวาน เป็นอาหารของผึ้ง ผีเสื้อ แมลงผสมเกสรที่ช่วยขยายพันธุ์ต่อชีวิตต้นไม้ ดอกไม้ ซึ่งเราตั้งใจเลือกให้เป็นพรรณไม้พื้นถิ่น ฟันเฟืองธรรมชาตินี้จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสวนมากขนาดไหน

“เราพยายามเสนอเรื่อง Urban Farming มาตลอด ในทุกโอกาสที่ทำได้ เพราะคิดว่ามันดีกับผู้คนในปัจจุบันที่ต่างโหยหาอาหารที่ดี ขาดการพึ่งพาตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่วิกฤตโรคระบาดสร้างข้อจำกัดให้การขนส่งพืชผักผลไม้ คนกรุงเทพฯ กำลังเผชิญหน้ากับการขาดความมั่นคงทางอาหาร มิติเหล่านี้เราใส่ไว้ใน Proposal แต่จะเกิดจริงหรือเปล่า ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าซื้อไอเดียนี้ไหม”

ฉันได้แต่ตอบติดตลกกับคู่สนทนาไปว่า ‘รับชำระด้วย QR Code ไหมคะ’ เพราะมนุษย์กรุงเทพฯ อย่างฉันซื้อไอเดียนี้ตั้งแต่ยังไม่ขายแล้ว!

สวนลุมพินี ที่มีคำกริยาเพิ่มมากขึ้น

สุดท้ายแล้วสวนลุมพินีในวันที่อายุครบ 100 ปีจะมีหน้าตาเปลี่ยนไปมากมายขนาดไหน แค่คิดตามก็อดตื่นเต้นไม่ได้ 

“สวนลุมพินีจะครบร้อยปี ใน ค.ศ. 2025 แต่ว่าเราต้องเริ่มทำแล้ว ต้องขอบคุณท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ที่เป็นผู้ริเริ่มและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ผลักดันให้โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา มันไม่ใช่ง่ายๆ เลย” นักออกแบบสวนอธิบายถึงกระบวนการปรับปรุงครั้งใหญ่ต่อ

“เราจะไม่ปิดสวน แต่จะทำงานไปทีละโซน เป็นงานประณีตที่เราค่อยๆ ทำไปทีละจุด ทำให้เห็นด้านต่างๆ ของสวนชัดเจนขึ้น ซึ่งต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะนี่คือสวนของทุกคนค่ะ”

ภารกิจรีดีไซน์ 'สวนลุมพินี' สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยครบรอบ 100 ปี กับการปรับปรุงปอดสีเขียว 360 ไร่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน

“เดี๋ยวเราจะมีแคมเปญต่างๆ ที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งแชร์ความทรงจำ ประสบการณ์ แนวคิดการพัฒนาสวนลุมฯ เปิดประเด็นให้ทุกคนช่วยกันแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ว่าสวนนี้จะเป็นอะไรได้อีก หรือแม้แต่ปัญหาที่ต้องแก้ 

“โครงการนี้เราเป็นผู้ออกแบบ แต่เราอยากทำตัวเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการออกแบบ (Design Facilitator) ถ้าเล่นบทเป็นผู้ออกแบบอย่างเดียวคงแก้ปัญหาได้ไม่รอบ เราต้องเรียนรู้ใหม่เกือบทั้งหมด เรียนจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ใช้งานจริง ผ่านกระบวนการพูดคุยหลายสิบเวที ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ อะไรที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบสวนสาธารณะที่ดีบ้าง มากไปกว่ากายภาพของแบบ เราอยากให้กระบวนการออกแบบสวนลุมพินี เป็นโมเดลให้การออกแบบพื้นที่สาธารณะอีกนับร้อยทั่วกรุงเทพฯ” ตัวแทนกลุ่มนักออกแบบกล่าวอย่างจริงจัง

“เมื่อปรับปรุงเสร็จแล้ว ที่นี่จะเป็นมากกว่าแค่สวนสาธารณะ” สถาปนิกสาวให้คำมั่น “เราอยากให้มีคำกริยาในสวนลุมฯ เยอะกว่านี้ ไม่ใช่แค่มาวิ่ง แต่มารดน้ำผัก พาหมามาวิ่งในบางพื้นที่ที่เป็น Dog Park ได้ไหม อาจารย์พานักศึกษามาเรียนในสวน มีสนามเด็กเล่นที่ใช้ธรรมชาติออกแบบ เพื่อให้เด็กได้มีพื้นที่ของเขา สัญญาว่าจะไม่สเปกแบบที่เอาของสำเร็จรูปมาใช้ แต่จะเป็นหินจริง น้ำจริง เราอยากก้าวไปอีกขั้นให้คนได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่มองอย่างหรือวิ่งผ่าน แต่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับป่าในเมือง หรืออย่างน้อยที่สุด แค่มีมุมร้านกาแฟดีๆ จะดีแค่ไหน” อาจารย์กชเล่าด้วยตาเป็นประกาย

ภารกิจรีดีไซน์ 'สวนลุมพินี' สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยครบรอบ 100 ปี กับการปรับปรุงปอดสีเขียว 360 ไร่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน

อาจารย์ไก่ (รณฤทธิ์ ธนโกเศศ) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ในทีมของเรา เคยพูดสิ่งนี้แล้วทำให้เราใจฟู น้ำตารื้น มีแรงฮึดลูกใหญ่ เขาบอกว่า 

“ผมหวังว่าในอีกสามปีข้างหน้า หลังความหม่นหมอง ซบเซาของโรคระบาด เราจะได้มีความชื่นมื่น เฉกเช่นงานใหญ่ที่เคยถูกยกเลิกไปเมื่อร้อยปีที่แล้ว (สยามรัฐพิพิธภัณฑ์) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดสวนลุมพินีของเราในวันนี้ จะได้มีโอกาสกลับมาสร้างชีวิตชีวาให้สวนลุมฯ ในรูปแบบใหม่ และทำให้ประชาชนมีความสุขสำราญอีกครั้ง” 

ก่อนพระอาทิตย์จะลับ คุณเอิร์ธทิ้งท้ายว่า “โครงการนี้ เราอยากฟังเสียงของทุกคนในฐานะคนกรุงเทพฯ มาช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสวนลุมฯ ไปด้วยกัน ทุกคนติดตามความเคลื่อนไหวและสาระดีๆ เกี่ยวกับการปรับปรุงครั้งนี้ได้ที่ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก สวนลุม 100 ปี ทีมงานสัญญาว่าจะนำทุกความคิดเห็นไปทบทวน เพื่อพัฒนาสวนสาธารณะที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆ คนต่อไปครับ”

แทบไม่ต้องเดาว่างานนี้เป็นงานที่ทีมงานต้องแบกความกดดันอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมหาศาล แต่อาจารย์กชก็บอกว่าเธอไม่ได้กำลังสู้กับสิ่งนี้อยู่คนเดียว แต่มีแรงสนับสนุนจากหลายฝ่าย และพร้อมจะให้สาธารณชนเป็นคนช่วยหาคำตอบที่ถูกต้องให้กับเธอว่า สวนลุมพินีควรมีหน้าตาเช่นไรในท้ายที่สุด

ในฐานะมนุษย์กรุงเทพฯ คนหนึ่งก็ขอเอาใจช่วย 

และลุ้นไปด้วยว่าเราจะได้เห็นโฉมหน้าใหม่ที่เอื้อเฟื้อต่อผู้ใช้งานอย่างเรามากขึ้นขนาดไหน ในวันที่สวนลุมฯ อายุครบ 100 ปี

ภาพ : Landprocess

ข้อมูลอ้างอิง

www.jrf.org.uk

www.newscientist.com

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

29 พฤศจิกายน 2565

‘สวนแก้วคำเอ้ย’ เป็นสวนสาธารณะชุมชนแห่งใหม่ที่ผุดขึ้นกลางดงหมู่บ้านจัดสรรของชานเมืองเชียงใหม่ หากฟังจากชื่อหรืออ่านจากป้ายทางเข้า ชื่อนี้ก็อาจจะให้ความรู้สึกวินเทจแบบคนเมืองล้านนา แต่เรื่องราวของการเกิดสวนสาธารณะแห่งนี้ สร้างขึ้นจากความคิดฝันของคุณป้าเพียงหนึ่งคน 

ต้องบอกเลยว่าเป็นสวนสาธารณะที่ลงทุนโดยเอกชนเพื่อชุมชนที่ไม่ธรรมดาเลย คอลัมน์นี้เราจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวของสวนแก้วคำเอ้ย และความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นในการสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อว่าเราจะมีสวนแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ ๆ ในโลกที่อนาคตและคุณภาพชีวิตของพวกเราที่อยู่อาศัยในเมือง ขึ้นอยู่กับการมีพื้นที่สีเขียวที่มีทั้งคุณภาพ ปริมาณ และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อการสร้างสวนสาธารณะ = การทำบุญ

หลายเมืองสำคัญของโลกออกแบบมาตรการและกลไกในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะสีเขียวให้กับเมือง ภายใต้แนวคิด Privately Owned Public Space (POPS) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน แทนการเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐแต่ฝ่ายเดียว โดยรัฐจะออกมาตรการสร้างแรงจูงใจต่างๆ เช่น การให้สิทธิ์เอกชนในการพัฒนาเพิ่มขึ้น รวมทั้งการลดหย่อนภาษี เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากกัน 

สมมติฐานของแรงจูงใจของการพัฒนาเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ ในโลกที่กรอบคิดของการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักของเศรษฐศาสตร์และการลงทุน แต่ถ้ามองกลับเข้ามาในบริบทของเมืองไทย หลายครั้งการเริ่มต้นการพัฒนาไม่ได้มาจากหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นหลักคิดที่มาจากความเชื่อ ความศรัทธา หรือระบบคุณค่าที่อยู่ภายในล่ะ เราจะนับหลักการแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสาธารณะ สำหรับอนาคตชุมชนเมืองของเราได้รึเปล่า 

นี่จึงเป็นคำถามนี้น่าคิดและสืบค้น เพื่อขยายโมเดลนี้ในบริบทแบบไทย ๆ ที่มีต้นทุนอยู่แล้วในวัฒนธรรมของเรา 

“บางครั้งการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องทำกับวัดเสมอไปก็ได้นะ” ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น หรือ น้าปุ๊ก บอกกับเราว่าทำไมถึงเอาที่ดินมรดกกว่า 12 ไร่ในทำเลทอง บนถนนวงแหวนย่านเศรษฐกิจและหมู่บ้านจัดสรร มาทำเป็นสวนสาธารณะให้คนมาใช้ฟรี 

“น้าไม่ได้ต่อต้านการเข้าวัดนะ น้าก็ยังไปทำบุญที่วัดที่เคารพและศรัทธาอยู่ แต่การสร้างสวนให้คนในชุมชนรอบ ๆ ได้มาใช้เวลาด้วยกัน คนแก่มากับหลาน ๆ พ่อแม่จูงตายายมาเดินเล่น น้าว่าอันนี้ก็เป็นการทำบุญนะ และสวนแบบนี้เป็นภาพที่น้าอยากเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ น้าเลยทำเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษของน้า” 

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ สวนแก้วคำเอ้ย ซึ่งทำเพื่ออุทิศให้คุณทวดผู้ชายนามว่า ‘แก้ว’ และคุณทวดผู้หญิง นามว่า ‘คำเอ้ย’

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ความจริงวันนี้ จากความฝันเมื่อวันวาน

หากฟังเรื่องราวชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนมาถึงปัจจุบันของน้าปุ๊ก เธอเป็นเด็กสตรีวิทย์ที่อยากเรียนศิลปากรคณะออกแบบ แต่เข้าเรียนพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ก่อนเข้ารับราชการเป็นนักวิจัยการแพทย์ทหาร ต้องอยู่ในป่ารักษาทหารพรานที่ติดเชื้อมาลาเรีย จากนั้นเธอผันตัวเองมาเป็นนักข่าวและทำงานด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศให้กับกองทัพ ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองแผน ก่อนตำแหน่งสุดท้ายจะกลายมาเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ รับหน้าที่ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองและแม่ป่วยที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ พร้อมลงมือทำธุรกิจโรงแรมของตัวเองเพื่อดูแลที่ดินมรดก 

นี่คือชีวิตโลดโผนของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย จนท้ายที่สุดก็พบว่า อะไรคือคุณค่าสำหรับตัวเองแล้วยังไม่ได้ลงมือทำ และเป็นสิ่งที่อยากทำไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป 

“มีคนมาขอซื้อและขอเช่าเป็นโกดังเก็บของบ้าง ทำสนามฟุตบอลบ้าง คอนโดบ้าง หลายปีก่อนก็มีโครงการจะทำโลมาโชว์” น้าปุ๊กร่ายยาวถึงโครงการต่าง ๆ ที่มีนักพัฒนาและนักลงทุนมาติดต่อ 

“แต่น้าเสียดายถ้าที่ดินของบรรพบุรุษจะต้องกลายเป็นพื้นที่พาณิชย์ไปทั้งหมด เพราะใจจริงน้าอยากให้พื้นที่นี้เป็นคล้าย ๆ Senior Living Campus แต่ก็ต้องลงทุนสูงมาก ๆ เลยมาลงตัวที่การเริ่มทำสวนขึ้นมาก่อน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

“ซึ่งในอนาคตอยากให้คนมาร่วมทำตลาดอินทรีย์ชุมชนวันเสาร์-อาทิตย์ มีร้านเครื่องดื่มสุขภาพ มีศาลาไม้สำหรับกิจกรรมศิลปะหรือวัฒนธรรมล้านนาให้กับเด็ก ๆ เช่น ทำตุง ทำของเล่น หรือย้อมผ้า ให้เด็กซ่อมผ้าได้เอง มีพ่อครูแม่ครูจากชุมชนต่าง ๆ หรือคนสูงอายุที่ว่างอยู่บ้านเฉย ๆ มาสอน มีพื้นที่เกษตรสอนให้เด็ก ๆ ได้ปลูกต้นไม้ ตอนกิ่งเป็น ในสวนมีเลนวิ่ง เลนจักรยานขาไถให้เด็ก หรือช่วงซัมเมอร์ก็จัดแคมป์ให้เด็ก ๆ เล่นในพื้นที่ธรรมชาติได้ เด็กจะได้ไม่ติดอยู่กับบ้านและจอมือถือ”

ช่วงปีโควิด ซึ่งเป็นปีที่คนต้องอยู่แต่ในบ้าน ไปไหนไม่ได้ และไม่มีที่ผ่อนคลายจิตใจ น้าปุ๊กเลยติดต่อสถาปนิก ใจบ้านสตูดิโอ JaiBaan Studio ให้ลองมาดูพื้นที่ และเสนอดูว่าจะวางผังและปรับปรุงที่ดินอย่างไร เพราะที่ดินถูกทิ้งร้างมานาน มีเพียงต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้น สระน้ำเดิมกลางที่ดิน และเศษปูนจากการก่อสร้างทางลอดของถนนวงแหวน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อจุดสีเขียวเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายสวนในเมือง 

หากใครผ่านไปบนถนนวงแหวนรอบสอง ย่านแม่โจ้-สันทราย จะเห็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ตั้งอยู่ ซึ่งปัจจุบันสวนแก้วคำเอ้ยเปิดให้คนมาใช้แล้ว กลายเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวอีกแห่งของเมืองเชียงใหม่ที่คนอยู่อาศัยในย่านเทศบาลตำบลสันทรายหลวงได้มาใช้ 

หากเราลากรัศมีวงกลมโดยมีสวนแก้วคำเอ้ยอยู่ตรงกลางออกไปเป็นระยะทาง 800 ม. ซึ่งเป็นระยะการเดินทางด้วยเท้าแบบสบาย ๆ ประมาณ 15 นาที หรือถ้าปั่นจักรยานก็ราว 5 นาทีไม่เกินนั้น จะเห็นว่าสวนแห่งนี้มีศักยภาพให้บริการผู้คนที่ในหมู่บ้านจัดสรรรอบ ๆ ถึง 11 หมู่บ้าน รวมทั้งบ้านเรือนในละแวกรวม 1,000 กว่าหลังคาเรือน 

สวนนี้จึงเป็น ‘สวน 15 นาที’ หรือ ‘15-Minute Garden’ โมเดลของการทำให้สวนเพื่อให้คนเข้าถึงได้ด้วยการเดินไม่เกิน 15 นาที ซึ่งไม่ได้มีอยู่แต่ในต่างประเทศ แต่เกิดขึ้นจริงที่นี่ด้วยความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และชุมชนที่ร่วมมือกันอย่างแข็งขันที่เทศบาลตำบลสันทรายหลวง

เราได้มีโอกาสฟังแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวของเทศบาลตำบลสันทรายหลวง จากท่านนายกเทศมนตรี นที ดำรงค์ ที่เล่าถึงการอนาคตของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของตำบลสันทรายหลวง ย่านที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ด้านทิศเหนือชานเมืองเชียงใหม่ ท่านนายกเทศมนตรีได้ริเริ่มพัฒนาคลองน้ำโจ้ ซึ่งเป็นลำน้ำที่สำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำเสีย และน้ำแล้ง และที่สำคัญคือลำน้ำเส้นนี้ ไหลผ่านกลางเขตพื้นที่เทศบาลถึง 8.4 กม. หากทำให้ลำน้ำเส้นนี้กลายเป็นพื้นที่ริมน้ำสาธารณะชั้นดีได้แล้ว พื้นที่ริมน้ำนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเชื่อมโยงสวนสาธารณะของรัฐและเอกชนเข้าไว้ด้วยกันเป็นโครงข่าย เพื่อให้คนในย่านนี้เข้าถึงสวนของรัฐและเอกชนได้ด้วยการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานอย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือร่มรื่นและรื่นรมย์ จากนโยบายและการลงมือทำจริง 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ปัจจุบันนี้จึงมีสวนทั้งของรัฐและเอกชนเกาะไปกับแม่น้ำโจ้ถึง 8 แห่ง กลายเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาเมืองที่สำคัญและเกิดขึ้นจริง เพื่อให้ทำให้เมืองสันทรายหลวงที่มีขนาด 36 ตร.กม. ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยกว่า 15,000 ครอบครัว เป็นเมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี ด้วยการเดินเข้าถึงพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพ

หากเราลองหลับตาแล้วจินตนาการว่า ทุกเมืองมีนายกเทศมนตรีที่มีวิสัยทัศน์พร้อมให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะดี ๆ ให้เกิดขึ้น แล้วมีคนอย่างน้าปุ๊กและภาคเอกชนรายอื่น ๆ ที่พร้อมเปลี่ยนและแบ่งปันที่ดินของตนเองให้กลายเป็นสวนสาธารณะ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเมือง หรือเป็นพื้นที่ค้าขายร่วมสมัย ที่ให้คนในย่านได้เข้าไปใช้ประโยชน์สาธารณะฟรี สภาพนิเวศทางธรรมชาติของเมือง และความสัมพันธ์ของผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองร่วมกันจะเปลี่ยนไปแบบไหนกันนะ เราคงจะรักเมืองที่เราอยู่มากกว่านี้เป็นแน่ คนที่มาเที่ยวเมืองของเรา ก็คงตกหลุมรักเมืองของเราจากความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ คลองที่สะอาดใส และเสียงของนกนานา

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่
สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

นิเวศของความสัมพันธ์ที่พึ่งเริ่มต้น

ตอนนี้สวนแก้วคำเอ้ยผ่านมา 1 ฤดูฝนแล้ว

 ต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้นเดิมได้รับการฟื้นฟู จนแผ่กิ่งก้านใหญ่ให้คนได้มานอนปูเสื่อกลางลานหญ้าเขียว ทางเดินในสวนเริ่มคึกคักทั้งช่วงเช้าตรู่และตอนค่ำ ลูกหลานจูงพ่อแม่และปู่ย่ามาเดินเล่นเหมือนในภาพที่น้าปุ๊กตั้งใจไว้ มีที่ให้เด็ก ๆ และน้องหมาได้ปล่อยพลัง 

สระน้ำใหญ่ในสวนแวดล้อมด้วยบัวหลวงไทย บัวสาย และพืชชายน้ำพื้นถิ่นที่เด็ก ๆ รุ่นนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักแล้ว อย่างกระจูด บอน กระจับ และกกต่าง ๆ ขึ้นผสมผสานกันเหมือนกับบึงในธรรมชาติ มีนกนางแอ่นหางลวด นกที่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของน้ำและเมืองบินโฉบน้ำให้เห็น โซนทุ่งดอกไม้เริ่มค่อย ๆ เซ็ตตัวเองให้รู้จักสภาพของดินที่นี่ 

ในโซนสนามเด็กเล่น แม้จะยังไม่มีเครื่องเล่นไม้ แต่เนินหญ้ากลางลานทรายและบึงน้ำบึงเล็กที่ผู้ออกแบบตั้งใจไว้ให้เด็กได้คุ้นเคยกับการเล่นกับธรรมชาติ ก็กลายเป็นสวรรค์ของเด็กเล็ก ๆ ที่ให้เขาได้ลองเอาเท้าคู่เล็ก ๆ จุ่มโคลน เล่นในสระตื้น ๆ อย่างปลอดภัย เพื่อจะได้เรียนรู้เองว่าธรรมชาติอาจไม่ใช่สิ่งสกปรก ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคเสียทุกอย่าง เงาของดอยสุเทพและตึกสูงสะท้อนในบึงอยู่เคียงกัน ปลายหนาวนี้คงมีเด็ก ๆ เอาว่าวมาเล่นลมเหมือนปีก่อน

หลายคนที่มาวิ่งออกกำลังกายที่นี่บ่อย ๆ ก็กลายเป็นคนคุ้นหน้ากัน ทักและไถ่ถามสารทุกข์กัน คนในย่านก็สัมผัสสัมพันธ์กันผ่านการมาใช้สวน คงเหมือนกับความสัมพันธ์ของธรรมชาติที่ค่อย ๆ ถูกฟื้นคืนที่นี่

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

อีกไม่กี่ฤดูฝนข้างหน้า กล้าไม้พื้นถิ่นในโซนป่าปลูกจะกลายเป็นไม้ใหญ่ คนแถบนี้จะได้เห็นต้นไม้ที่เคยขึ้นอยู่ในนิเวศแถบนี้แต่หายไปนาน อย่างตะเคียนหนู ไคร้นุ่น โมกมัน หรือคำมอกหลวง ผลไม้ต่าง ๆ ที่ลงไว้เมื่อปีที่แล้วก็คงจะโต ให้ผลที่หอมหวาน และเปลี่ยนโลกทัศน์ที่เคยมีว่าสวนสาธารณะไม่ควรมีผลไม้ ให้กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าในอดีต

“น้ารอดแล้ว แต่คนอื่น ๆ ต้องรอดด้วย” 

น้าปุ๊กตอบคำถามด้วยประโยคสั้น ๆ ที่เราวกกลับมาถามซ้ำอีกที ว่าทำไมน้าถึงเอาที่ดินที่มีมูลค่ามหาศาลมาทำสวนให้คนอื่นใช้ ปลูกต้นไม้และผลไม้ให้คนอื่น ๆ ได้ชื่นชม ได้ชิม เราจึงหมดคำถามด้วยคำตอบของน้าและความรู้สึกที่ว่า เมื่อชีวิตคนคนหนึ่งไปสู่จุดที่พบความร่มเย็นในชีวิตแล้ว เขาคงไม่ปรารถนาจะอยู่ในร่มเงานั้นเพียงคนเดียว ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังทุกข์ร้อน ต้นไม้ที่เขาปลูกและดูแล จึงเผื่อแผ่ให้กับทุกคนที่ปรารถนาความร่มเย็นนั้น 

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

ปัจจุบันทางโครงการกำลังมองหาผู้ประกอบการและผู้จัดการพื้นที่เพื่อร่วมกันต่อยอดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัวและคนทั่วไปในพื้นที่ ทำให้สวนแก้วคำเอ้ยมีรายได้หมุนเวียนในการดูแลสวนในระยะยาว

สวนแก้วคำเอ้ย

ที่ตั้ง : ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00 – 20.00 น.

Facebook : สวนแก้วคำเอ้ย สวนสุขภาพ ลู่วิ่ง ลู่จักรยาน สนามเด็กเล่น เชียงใหม่

เจ้าของโครงการ : ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น (ติดต่อ 08 1906 2226 หรือ [email protected])

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load