สะพานด้วนจะไม่ด้วนอีกต่อไป!

คำว่า ‘สะพานด้วน’ เป็นชื่อเล่นของสะพานที่อยู่ตรงกลางระหว่างสะพานพระปกเกล้า แต่เดิมเป็นโครงการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าลาวาลินตั้งแต่ปี 2524 ด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้โครงการหยุดชะงักและเงียบหายไป กลายเป็นสะพานที่ไม่มีทางขึ้นและทางลง มีแต่ตัวสะพานลอยอยู่เฉยๆ กลางน้ำ

ในช่วง 3 – 4 ปีที่แล้ว สำนักผังเมือง กรุงเทพฯ กรมทางหลวงชนบท และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) จับมือกันร่วมแปลงโฉมสะพานด้วนให้เป็นสะพานเดินเท้าข้ามแม่น้ำ เชื่อมระหว่างเกาะรัตนโกสินทร์ฝั่งพระนครและชุมชนกะดีจีน-คลองสานฝั่งธนบุรี รวมถึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจเหนือแม่น้ำ

หากสะพานนี้เสร็จ จะเปิดให้เกิดโอกาสดีๆ มากมาย ทั้งการสัญจรที่สะดวกขึ้น การเพิ่มพื้นที่สาธารณะสีเขียวให้เมือง การเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ รวมถึงในแง่การเป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองของไทยเองอีกด้วย

ตอนนี้การก่อสร้างสวนลอยฟ้าแห่งนี้ใกล้แล้วเสร็จ เราก็เลยชวน ผศ. ดร.นิรมล เสรีสกุล หัวเรือของ UddC เพื่อชวนคุยถึงเบื้องหลังโครงการ โดยมี ปิยา ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ผู้เป็นสถาปนิกผังเมืองประจำโครงการกรุงเทพฯ 250 มาช่วยเล่า

และนี่คือเรื่องราวการทอดสะพานที่เราได้ฟังจากพวกเขา

 
01

รีไซเคิลสะพาน

หากมองไปรอบๆ จะพบว่าเมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ มีสิ่งก่อสร้างที่ไม่ได้ใช้งานอยู่เพียบ

อ.นิรมล เรียกสิ่งนี้ว่า Leftover Asset หรือสิ่งก่อสร้างเดิมที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ซึ่งเป็นของปกติในพื้นที่เมืองซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่เมื่อก่อสร้างขึ้นมาแล้ว จะให้ทุบทิ้งเลยก็เสียดาย

อย่างสะพานด้วนของโครงการลาวาลิน ที่เดิมตั้งใจให้รองรับรถไฟฟ้า ทำให้มีความแข็งแรงสูง และตั้งตระหง่านทานทนมากว่าเกือบ 40 ปี หากนำมาต่อหัวท้ายให้เป็นบันไดเดินขึ้นลงที่ไม่ต้องการระยะพื้นดินมากเท่าสะพานรถ แล้วสร้างทางเดินสาธารณะทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง ก็น่าจะพอมีความเป็นไปได้

ถ้างานนี้สำเร็จ ลองนึกถึงสิ่งก่อสร้างเหลือใช้อีกมากมายทั่วกรุงเทพฯ สิ

จะสร้างใหม่ทำไม ในเมื่อรีไซเคิลได้

02

ฟังเสียงจากชุมชน

ที่จริง แนวคิดว่าจะใช้สะพานนี้มาจากในชุมชน

เมื่อมีโจทย์ว่าจะพัฒนาพื้นที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำตามโครงการกรุงเทพฯ 250 ทีมจาก UddC ก็ลงไปพูดคุยและทำเวิร์กช็อปกับชุมชนบริเวณกะดีจีน-คลองสานอยู่หลายครั้ง จนวันหนึ่ง ลุงประดิษฐ์ ห้วยหงส์ทอง ประธานชุมชนบุปผาราม ก็ถามขึ้นมาว่า “สะพานนี้มันด้วนอยู่ ทำไมเราไม่ใช้งานมัน?”

นั่นคือเสียงที่ทำให้เกิดโครงการในวันนี้

หลังจากวันนั้น ทีมก็หยิบแนวคิดของลุงประดิษฐ์มาคิดต่อ และให้ชุมชนช่วยกันเสนอว่าหากจะปรับปรุงสะพานแห่งนี้จะทำอะไรได้บ้าง ผู้ที่มาร่วมกันคิดมีทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กๆ ในโรงเรียนแถวนั้นที่ออกไอเดียกันอย่างสนุกสนาน

ไอเดียที่ได้มามีหลากหลาย ทั้งการเป็นทางเดินสัญจรข้ามแม่น้ำ ทางจักรยาน และจุดชมวิว ในขณะเดียวกันก็มีไอเดียที่ต้องตัดทิ้ง เช่น ลานสเก็ต หรือลานกีฬา ที่จะนำไปใส่ในสวนบริเวณตีนสะพานแทน

สวนลอยฟ้าของชุมชนจึงก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ

UddC, พระปกเกล้าฯ สกายปาร์ค, สะพานด้วน
03

ทางเดินตรงที่ไม่ตรง

เมื่อได้โจทย์คร่าวๆ แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการออกแบบ

ปิยาเริ่มจากการเล่าเรื่อง Viaduc des Arts ที่ปารีสให้ฟัง พื้นที่สาธารณะแห่งนี้เกิดก่อนใครเพื่อน เพราะสร้างตั้งแต่ปี 1988 โดยนำทางรถไฟเก่ามาทำทางเดินยาว 3 กิโลเมตร เชื่อมต่อจัตุรัสกลางเมืองกับวงแหวนรอบนอกทางทิศตะวันออก และใต้ทางเดินก็เป็นพื้นที่ให้ศิลปินเช่าอยู่ ทำให้ย่านนั้นไม่เหงาหงอย เป็นการช่วยฟื้นฟูเมืองไปด้วยในตัว

แม้ว่าโครงการสะพานด้วนที่ยาวแค่ 280 เมตรจะสั้นกว่ามาก แต่ก็ใช้แนวคิดการเชื่อมต่อเมืองได้เหมือนกัน เพราะสะพานนี้จะช่วยเชื่อมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำที่สั้นนิดเดียว แต่ข้ามยากเหลือเกิน แถมทั้งสองฝั่งแม่น้ำยังมีโรงเรียนอยู่เยอะมาก และมีเด็กที่ต้องข้ามฝั่งน้ำไปเรียนทุกวัน หากไม่ต้องรอเรือข้ามฟากอีกต่อไป ก็จะมีโอกาสเกิดเส้นท่องเที่ยวและเส้นคมนาคมใหม่ๆ อีกมากมาย

ในทางกลับกัน ความกว้างของสะพานที่ปารีสกับที่กรุงเทพฯ ใกล้กันมาก คือประมาณ 9 – 12 เมตร ทำให้เผชิญปัญหาคล้ายคลึงกันว่าจะทำยังไงให้การเดินไม่น่าเบื่อ Viaduc Des Arts รับน้ำหนักได้มาก จึงใช้วิธีตกแต่งด้วยต้นไม้ให้เกิดความหลากหลาย แต่สะพานด้วนเป็นสะพานลอยเหนือน้ำ ใช้ต้นไม้ได้จำกัด จึงต้องหาทางอื่นแทน

จักรดาว นาวาเจริญ สถาปนิกจาก N7A ใช้วิธีทำทางเดินคนและทางเดินจักรยานให้เป็นตัวเอสไขว้กันไปมา โดยมีหลักการว่า เมื่อทางเดินมี Blind Spot ไม่ได้เห็นไกลสุดทาง จะดูเหมือนกว้างขึ้นมาถนัดตา

นี่จะเป็นทางเดินตัดตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ชวนให้คนเดินข้ามอย่างไม่ตรงไปตรงมา

04

ปลูกต้นไม้เหนือน้ำ

แม้ปลูกต้นไม้ยาก แต่ก็ต้องหาทางปลูกให้ได้

ในส่วนนี้ ทีมศึกษาตัวอย่างจาก The High Line โครงการสุดโด่งดังกลางนิวยอร์ก เมื่อกลุ่มพลเมืองคิดว่าทางรถไฟเก่ามีคุณค่าเกินกว่าจะทุบทิ้ง และผลักดันให้ปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะลอยฟ้า พื้นที่แห่งนี้โดดเด่นด้านการเลือกใช้พืชพรรณให้เหมาะกับสภาพอากาศและสถานที่ และทำให้แทบไม่มีปัญหาด้านการดูแลรักษาเลย

สำหรับโครงการสะพานด้วน กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกจาก LANDPROCESS พบว่าบนสะพานมีทั้งปัญหาลมแรง และปัญหาการรดน้ำ เนื่องจากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเค็มเกินกว่าที่จะนำมาใช้ได้ ทีมจึงต้องสรรหาต้นไม้ที่มีความทนแดดทนฝนทนแล้ง และจัดการกับระบบรดน้ำโดยปรับเอาระบบเดิมที่ทำไว้คู่กับสะพานมาใช้งาน

ทีนี้ก็ได้ภาพของสะพานและต้นไม้บนสะพานแล้ว

06

คิดให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม

คิดถึงโครงสร้างเดิมกับการปลูกต้นไม้แล้วยังไม่พอ ต้องคิดถึงทัศนียภาพรอบด้านด้วย

เป้าหมายของการทำสะพานนี้ นอกจากให้ข้ามแล้ว ยังอยากให้คนได้ใช้เวลาอยู่บนแม่น้ำนานๆ เพื่อดื่มด่ำกับสุนทรียะแห่งเมือง แต่อย่างที่ทุกคนรู้ดี กรุงเทพฯ ช่างร้อนเสียเหลือเกิน ให้ยืนกลางแดดนานๆ ก็คงไม่ไหว ทางสถาปนิกเลยออกแบบผนังกึ่งหลังคาที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง คือมีลักษณะโค้งๆ ทั้งใช้กันแดดกันฝน เป็นที่นั่งพักผ่อน แล้วก็เดินขึ้นไปชมวิวได้ด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ตัวสะพานเองก็ต้องสวยงามเข้ากับบริบทของกรุงเทพฯ ด้วย ทีมจึงทำโครงสร้างให้เป็น 3 เนิน ล้อกับโครงเหล็กของสะพานพระพุทธยอดฟ้าที่อยู่ข้างกัน เวลามองจากที่ไกลๆ ก็จะเห็นเป็นคลื่นที่สอดประสานกันพอดี

การเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจก็ทำให้ต้องคำนึงถึงเรื่องรถที่วิ่งขนาบข้างสองฝั่งด้วย ไม่แปลกหากกรมทางหลวงชนบทจะกังวล ในเมื่ออาจเกิดกรณีคนขับรถอยู่แล้วหันไปมองคนเดิน หรือมีคนโยนของลงไปบนถนน ทีมจึงออกแบบให้ทางเดินคนหลบเข้าไปห่างจากทางเดินรถ พร้อมมีรั้วกันคนโยนของและคอยบล็อกสายตาคนขับรถเป็นช่วงๆ รวมถึงมีป้ายกำกับตลอดทาง

สะพานด้วนในฝันของทุกคนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว

07

ทำให้กลายเป็นจริง

เมื่อได้แบบที่ภูมิใจออกมา ก็ถึงขั้นตอนที่ยากที่สุด คือการเจรจาอนุมัติ

ในโครงการแบบนี้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายส่วนมาก ทั้งกรมทางหลวงชนบท หน่วยงานผู้ดูแลสะพานพระปกเกล้า การทางพิเศษ ผู้ลงทุนในโครงสร้างสะพานด้วนเดิม สำนักผังเมือง กทม. ผู้ดูแลการพัฒนาเมือง เขตทั้งสองเขตที่ตีนสะพานตั้งอยู่ และกรมเจ้าท่าผู้ดูแลผืนน้ำเจ้าพระยา แต่ละฝ่ายมีสิ่งที่คาดหวังและความกังวลของตัวเองแตกต่างกันไปตามหน้าที่

อ.นิรมล อธิบายว่าขั้นตอนนี้ละเอียดอ่อนเสมอในทุกโครงการพัฒนาเมือง ขนาดที่ว่าในสาขาวิชาผังเมืองมักจะสอนวิชาการต่อรอง (Negotiation) โดยหัวใจของวิชาคือ ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าประโยชน์มากกว่าข้อเสียยังไง

“สิ่งหนึ่งที่ได้จากกระบวนการร่วมวางแผน นอกจากข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมแล้ว คือความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และความเข้าใจกัน พอมานั่งคุยโต๊ะเดียวกัน ก็เหมือนกันนี่ มีข้อจำกัดเหมือนกัน อยากได้อะไรคล้ายๆ กัน และจะทำให้เกิดความรู้สึกของการร่วมกันเป็นเจ้าของ” อ.นิรมล บอก

งานใหญ่ขนาดนี้ หากไม่ได้รับการร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มกำลัง ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้

ขอขอบคุณ : UddC

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load