The Cloud X SC Asset

 

The High Line is always a good idea.

หากเปรียบนิวยอร์กเป็นคน The High Line ก็คงเป็นรอยสักบนแขนขวาที่บอกเล่าเรื่องราวความหลากหลาย ความช่างพัฒนาและการให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ ได้ดีพอๆ กับรอยสักที่เจ้าของภูมิใจที่จะเล่าเรื่องราวของรอยสักแต่ละรอยให้คนอื่นฟัง 

The High Line, นิวยอร์ก

 

01

จากเพื่อนสู่ผู้คนมากมาย

The High Line คือ สวนสาธารณะลอยฟ้า (Elevated) ความยาว 2.33 กิโลเมตร ที่ดัดแปลงมาจากทางรถไฟเก่า (The New York Central Railroad Line) ตั้งอยู่ทาง Lower East Side ของแมนฮัตตัน โดยเริ่มต้นจากถนน Gansevoort (ตรงกับช่วงประมาณถนนที่ 10) ในย่าน Meatpacking ทอดผ่านย่าน Chelsea ไปจนถึง West Side Yard (Hudson Yrad) บนถนนที่ 34

ในอดีต ช่วง ค.ศ. 1930 ทางรถไฟสายนี้คือ West Side Line ใช้เป็นเส้นทางส่งอาหารสดมายังย่าน Meatpacking และ Chelsea ซึ่งเป็นย่านอุตสาหกรรมและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในแมนฮัตตัน ด้วยความที่รางอยู่บนถนนทำให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตจากการถูกรถไฟชนจำนวนมาก จนย่านได้ชื่อเล่นว่าเป็น Death Avenue

ต่อมารัฐบาลเมืองนิวยอร์กจึงมีโครงการปรับปรุงพื้นที่โซนนี้ ชื่อ The West Side Improvement Project รวมถึงยกระดับทางรถไฟขึ้นเหนือพื้นดินเพื่อความปลอดภัยของผู้คนบนท้องถนน ทางรถไฟสายนี้จึงได้ชื่อใหม่ว่า The High Line ตั้งแต่นั้นมา

The High Line, นิวยอร์ก

ค.ศ. 1980 ทางรถไฟสายนี้ได้ยุติการให้บริการและถูกทิ้งร้างไปกว่า 20 จนกระทั่ง ค.ศ. 1999 มีการตั้งกลุ่ม (Community-based Non-Profit Group) ที่ชื่อว่า Friends of The High Line เพื่อปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ โดยพวกเขาทำแผนเสนอให้รัฐเห็นว่า หากพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นพื้นที่สาธารณะ จะสามารถสร้างรายได้และประโยชน์ต่อเมืองได้คุ้มการลงทุน

หลังต่อสู้และดำเนินการอยู่หลายปี ในที่สุดความพยายามของ Friends of The High Line ก็เป็นผลสำเร็จ กรมทางรถไฟและรัฐบาลเมืองนิวยอร์กได้บริจาคพื้นที่ และเปิดให้มีการประกวดแบบเพื่อสร้างโปรเจกต์แปลงโฉมทางรถไฟสายนี้ เนื่องจากมีสถาปนิกส่งแบบเข้าประกวดจากทั่วโลก ทำให้โครงการเริ่มเป็นที่สนใจและพูดถึงในวงกว้าง ทั้งตัวพื้นที่และแนวคิดในการสร้างพื้นที่สีเขียวสำหรับคนเมือง

ผู้ชนะการประกวดแบบมี 3 กลุ่มด้วยกัน โดยแต่ละกลุ่มดูแลงานออกแบบและก่อสร้างใน 3 ส่วนที่แตกต่างกัน คือ James Corner Field Operations ดูแลงานออกแบบด้านภูมิสถาปัตยกรรม, Diller Scofidio + Renfro ดูแลงานออกแบบด้านสถาปัตยกรรม และ Piet Oudolf ดูแลการจัดสวนและพืชพรรณ

The High Line เริ่มก่อสร้างในปี 2006 และเปิดให้คนขึ้นไปใช้งานครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในปี 2009

The High Line, นิวยอร์ก

 

02

พื้นที่ที่เป็นที่รักของทุกคน

ด้วยความที่เป็นอดีตนักเรียนสถาปัตย์ ทำให้เรารู้จัก The High Line ในฐานะโครงการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ประสบความสำเร็จอย่างมากและเป็นไอคอนของวงการ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ตั้งใจว่าจะต้องมาให้ได้เมื่อมาถึงนิวยอร์ก

ความโชคดีคือโรงเรียนของเราอยู่ใกล้กับ The High Line พอดี เราจึงมีโอกาสมาที่สวนสาธารณะลอยฟ้าแห่งนี้เป็นประจำ และประสบการณ์ที่ได้กลับไปในแต่ละครั้งก็ไม่เคยซ้ำกันเลย

มีครั้งหนึ่งระหว่างคิดหัวข้อธีสิส ช่วงนั้นทั้งคลาสเครียดมาก เราเลยหาทางออกด้วยการออกกำลังกาย เย็นวันนั้นเราหยิบรองเท้าตั้งใจจะไปวิ่งบน The High Line สวยๆ ผลคือวิ่งไม่ได้ เพราะคนเยอะมากกกกกกกก แต่ถึงจะไม่ได้วิ่ง เราก็มีความสุขกับการได้เดินดูวิวเมืองสลับกับดอกไม้ต้นไม้ ตึกสวยๆ และได้เห็นวิถีชีวิตของคนนิวยอร์ก

ที่นี่ก็เป็นของทุกคนจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่นักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูป ภาพคู่รักที่มานั่งเล่นหลังเลิกงาน คนแก่ที่มาเดินดูต้นไม้ หนุ่มสาวออฟฟิศที่มาออกกำลังกาย ครอบครัวพาลูกๆ มาเดินเล่น กลุ่มเพื่อน คนจูงหมามาเดินเล่น และคนที่นั่งรถเข็น เห็นแล้วก็แอบนึกอิจฉาคนนิวยอร์กที่มีพื้นที่ให้ได้ออกมาพักผ่อนดีๆ แบบนี้

The High Line, นิวยอร์ก

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ The High Line จะกลายเป็นที่รักของทุกคน แทบทุกคนที่เราเจอจะเเนะนำให้มาที่นี่และมีความประทับใจแตกต่างกันออกไป อย่าง ‘แซค’ เพื่อนของเราเล่าให้ฟังว่า แม้แต่ในเกม สไปเดอร์แมนก็ยังชอบมาสวิงตัวอยู่แถว The High Line ได้อย่างไม่มีเบื่อ (คือมันดังและดีขนาดที่เป็นสถานที่หนึ่งในเกมเลย) นอกจากความลงตัวด้านการออกแบบพื้นที่แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมให้ทำมากมายสำหรับทุกเพศทุกวัย เปลี่ยนไปในทุกฤดู ทุกเทศกาล เช้ายันดึก เรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างให้คนนิวยอร์ก

ตั้งแต่พื้นที่แสดงงานศิลปะ พื้นที่นั่งสมาธิยามเช้า ห้องเรียนไทชิ เบรกฟาสต์คลับ ชมรมบทกวี สวนดอกไม้ ห้องเรียนพฤกษศาสตร์ ทัวร์สถาปัตยกรรม ห้องนั่งเล่นของครอบครัว ที่ที่คุณพ่อแม่พาลูกๆ มาเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ เวทีแสดงดนตรี สนามปิกนิก ลู่วิ่ง ไปจนถึงดูดาว ที่หมายถึงตั้งกล้องโทรทรรศน์ดูกันแบบจริงจังเลยนะ

ทุกปีเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม จะมีกิจกรรม Stargazing โดยกลุ่ม The Amateur Astronomers Association of New York ที่ขนเอากล้องโทรทรรศน์ส่วนตัวมาตั้งและเชิญชวนให้ทุกคนมาดูดาวด้วยกัน ใครจะคิดว่าจะได้เห็นวงแหวนดาวเสาร์กลางเมืองนิวยอร์ก โรแมนติกสุดๆ

ประสบการณ์ที่ได้รับในการมา The High Line จึงไม่เคยซ้ำกันเลยสักวัน และเราก็ไม่เคยเบื่อที่จะมาที่นี่เลย

The High Line, นิวยอร์ก

ตลอดทางเดินยาวความยาวกว่า 2 กิโลเมตรที่นี่จึงเหมือนการได้อ่านเรื่องย่อของเมืองนิวยอร์กผ่านผู้คนและสภาพแวดล้อม เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรม ไล่มาตั้งแต่ตึกสไตล์โรงงานก่ออิฐที่ยังได้รับการรักษาโครงสร้างในอดีตไว้ แต่เปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งาน ไปจนอพาร์ตเมนต์ทรงแปลกตาเหมือนฉากหนังในโลกอนาคต

วิวที่หลากหลาย ทั้งวิวริมแม่น้ำฮัดสันที่มองไปเห็นเมืองนิวเจอร์ซีย์ ที่นั่งชมเมืองและความวุ่นวายบนถนน ไปจนถึงแผงตึกสูงระฟ้าและตึก Empire state ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนการอยู่ร่วมกันของความหลากหลายที่เป็นหัวใจของเมืองนี้ได้อย่างดี 

The High Line, นิวยอร์ก

 

03

ผลิใบไปพร้อมกับการพัฒนาเมือง

The High Line ไม่ได้เป็นเพียงแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและชาวนิวยอร์กให้ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งเท่านั้น แต่ยังดึงดูดนักลงทุนและสถาปนิกตัวท็อปของโลกให้อยากมาทิ้งลายเซ็นไว้บนที่ดินย่านนี้เช่นกัน พื้นที่ในย่านนี้จึงได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีร้านอาหาร ร้านค้า อพาร์ตเมนต์หรู และโครงการสร้างตึกใหม่ๆ เกิดขึ้นกว่า 30 โครงการ

เช่น The Whitney Museum of American Art ที่ได้ Renzo Piano มาเป็นผู้ออกแบบ ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าฝั่งถนน Gansevoort, 220 Eleventh Avenue โปรเจกต์คอนโดที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่ Zaha Hadid มีส่วนร่วมในการออกแบบก่อนที่เธอจะเสียชีวิต และโครงการอื่นๆ อีกมาก เกิดการแข่งขันอย่างสูง ส่งผลให้ราคาที่ดินสูงขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว

The High Line, นิวยอร์ก

ปัจจุบันมีการสำรวจพบว่าคอนโดและอพาร์ตเมนต์ที่อยู่ติดกับ The High Line นั้นมีราคาสูงกว่าอาคารบนถนนถัดไปกว่าเท่าตัว และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ย่าน Chelsea และ Meatpacking ก็มีการเติบโตที่น่าสนใจเช่นกัน หลังจากโรงงานต่างๆ ย้ายออกจากพื้นที่พร้อมยุติการให้บริการของทางรถไฟ เมื่อ ค.ศ. 1980 ศิลปินสมัยก่อนนิยมมาอยู่แถวนี้เยอะเพราะค่าเช่าถูก หลายสิบปีต่อมา เมื่อ The High Line กลับมาบูมอีกครั้ง จึงมีโครงการปรับปรุงอาคาร Bell Laboratories ให้กลายเป็น Westbeth Artist Community อพาร์ตเมนต์กึ่งสตูดิโอกึ่งที่พักอาศัยสำหรับศิลปินที่ยังมีรายได้ไม่มากนัก ออกแบบโดย Richard Mier อีกหนึ่งสถาปนิกแนวหน้าของโลก

The High Line, นิวยอร์ก

เริ่มมีแกลเลอรี่มากมาย ทำให้ที่นี่กลายเป็นย่านที่อาร์ตที่สุดของเมือง ปัจจุบัน Chelsea ยังคงเป็นย่านศิลปะที่ดังที่สุด เก๋สุดของเมือง มีแกลเลอรี่มากมาย จนเรียกกันว่า เชลซีแกลเลอรี่ เป็นที่ตั้งของสำนักงานกูเกิล ร้านอาหารหรู แหล่งช้อปปิ้ง เชลซีมาร์เก็ต แต่ต่างจากเมื่อก่อนตรงที่ย่านโรงงานมอมแมมถูกแปลงโฉมกลายเป็นย่านที่แพงที่สุดไปแล้ว 

The High Line จึงกลายเป็นพื้นที่ผสานศิลปะ พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ และวิถีชีวิตของคนเมือง เอาไว้ได้อย่างลงตัว แม้ในยุคปัจจุบันที่คนนิยมไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ และการเที่ยวแบบเช็กอิน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของ The High Line ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 แถมดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความช่างคิดและไม่หยุดพัฒนากิจกรรม นำเสนอความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ออกมาเรื่อยๆ

 

04

เรื่องราวใน 10 ปี ให้หลัง

ล่าสุดที่นี่มีการแสดง The Mile Long Opera ที่เปลี่ยนสวนแห่งนี้เป็นเวทีโอเปร่า พานักร้องประสานเสียงกว่าพันชีวิตออกมาร้องเพลงที่แต่งจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบๆ The High Line และสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของเมืองนิวยอร์ก เป็นอีกกิจกรรมที่ผู้จัด (ทีมสถาปนิกที่ออกแบบและคอมโพสเซอร์) ต้องการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ของการใช้พื้นที่สาธารณะในมุมมองใหม่ๆ การเติบโตและการรับบทบาทใหม่ๆ ของ The High Line

The High Line, นิวยอร์ก

The High Line, นิวยอร์ก

โชว์ได้รับการตอบรับอย่างดีสูงโดยบัตรถูกจองล่วงหน้าหมดอย่างรวดเร็ว มีคนยอมต่อแถวสแตนด์บายมากกว่า 2 ชั่วโมงเพื่อเข้าชม และแม้จะพยายามเปิดให้คนเข้าได้มากที่สุดแล้วก็ยังไม่สามารถรองรับความต้องการ นับเป็นความสำเร็จและการเติบโตก้าวสำคัญของ The High Line ในปีนี้

ก็เพราะอย่างนี้ไง The High Line จึงเป็นที่ที่ควรมาเยือน มากกว่าหนึ่งครั้งในชีวิต เพราะคุณจะได้อะไรกลับไปไม่เหมือนกันเลยสักครั้ง

แต่รู้หรือเปล่าว่ากว่าจะมาเป็น The High Line ที่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ Friend of The High Line มีการจัดกระบวนการมีส่วนร่วม Community Input Forum ร่วมกับ 24 ชุมชนโดยรอบ ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจอย่างเป็นสาธารณะ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติ ในการอนุรักษ์ฟื้นฟู รวมถึงมีการจัดทำการประกวดแบบออนไลน์เพื่อหาทีมออกแบบในการมาทำงานร่วมกับชุมชนผ่าน Open Workshop กว่า 1,000 ครั้ง

ในประเทศไทยเอง มีภาคเอกชนผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ริเริ่มนำแนวคิด Participatory Design หรือกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม มาใช้ในการวิจัยและออกแบบโครงการแล้วเช่นกัน อย่าง

‘Neighbourhood Bangkadi’ (เนเบอร์ฮูด บางกะดี) โครงการที่มีจุดมุ่งหมายให้เกิดเป็นโมเดลที่อยู่อาศัยที่ตอบรับการเติบโตของชุมชนเมืองในอนาคต ซึ่งมีแผนเริ่มก่อสร้างภายในปี 2562

โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่าง SC Asset และภาควิชาการอย่าง Redek หรือ ศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีในการทำวิจัยเพื่อศึกษาพื้นที่ พฤติกรรม กิจกรรม ความต้องการของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ศึกษา ทั้งในเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และแนวโน้มการเติบโตของย่าน และมีการลงพื้นที่ สัมภาษณ์ สังเกตพฤติกรรม รวมไปถึงการทำ Workshop กับกลุ่มผู้อยู่อาศัยและคนในย่านบางกะดีกว่า 500 คน เพื่อหาความต้องการในมิติต่างๆ ในด้านที่อยู่อาศัยและการดำเนินชีวิต

แล้วนำไปพัฒนาให้เกิดพื้นที่สาธารณะหรืองานออกแบบอันเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ทั้งผู้อยู่อาศัยในโครงการและชุมชนในย่าน รวมถึงการระดมความคิดเพื่อหา Solutions เกี่ยวกับการอยู่อาศัยจาก Co-creators ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้อยู่อาศัยในโครงการ รวมถึงชุมชนในย่าน

เราเรียกการกระบวนการและผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ว่า Human-centric หรือโมเดลที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มีความต้องการของผู้อยู่อาศัยเป็นหัวใจ

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการ Neighbourhood Bangkadi เพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

25 พฤษภาคม 2565
2.44 K

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load