ในยุคโควิด-19 ที่การค้นหาตัวเองยากพอๆ กับการหางาน เชื่อว่าเด็กจบใหม่หลายคนอาจกำลังสับสนกับหนทางชีวิต

ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เหมาะกับงานแบบไหน ต้องเตรียมตัวสมัครงานอย่างไร แล้วอะไรคือสิ่งที่ตัวเองกำลังตามหากันแน่ 

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา The Cloud และ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park จึงร่วมกันจัด ‘Life Lecture : Lost & Found คลาสแนะแนวออนไลน์ที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอด’ ขึ้นอีกครั้งเป็นปีที่ 3 เพื่อแนะแนวทางให้เด็กจบใหม่ที่กำลังสับสนได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย และวิธีเตรียมความพร้อมในการก้าวเป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน

สำหรับใครที่พลาดชมคลาสสดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หรืออยากเก็บตกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต เราสรุปบทเรียนและข้อคิดดีๆ จาก 7 คลาสแนะแนวชีวิตวัยทำงานมาให้แล้ว 

ใครที่คิดว่าตัวเองยัง Lost อยู่ มาหาวิธี Found ไปด้วยกันที่นี่ 

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
คลาสที่ 1

ตามหา ‘ตัวเอง’ เวอร์ชันผู้ใหญ่

หัวข้อ : How to be a ‘Student of the World’ คน Gen ใหม่ต้องไม่หยุดเรียนรู้

วิทยากร : ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ เจ้าของสถาบัน ANGKRIZ

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

ในยุคที่การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ ขอนิยามตัวเองว่าเป็น ‘Student of the World’ หรือนักเรียนของโลกใบนี้ เพราะครูลูกกอล์ฟเชื่อว่าการเป็นนักเรียน คือโอกาสที่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เหมือนน้ำที่ไม่มีวันเต็มแก้ว

ในคลาสนี้ ครูลูกกอล์ฟชวนคุยเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนรู้ในชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เราทราบว่าชีวิตวัยเด็กของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครูลูกกอล์ฟเป็นเด็กคนหนึ่งที่โตมากับความผิดหวัง แต่เขาไม่เคยยอมแพ้และใช้มันเป็นพลังพาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ครูลูกกอล์ฟเล่าว่าในโลกนี้ยังมีอะไรรอเราอยู่อีกมากมาย ถ้าตรงนี้ยังไม่ใช่ที่ของเรา ก็แค่พาตัวเองไปสถานที่ใหม่ จากเด็กหาดใหญ่ที่เคยร้องไห้ในวันนั้น กลายเป็นครูลูกกอล์ฟที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ อีกมากมายในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้คือการมีภูมิคุ้มกันทางใจ (RQ-Resilience Quotient) แม้ว่าจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ เขาก็สามารถจัดการความรู้สึกและสร้างพลังบวกให้ตัวเองได้เสมอ

“มันอาจจะเป็นเช้าที่แย่ แต่มันจะไม่ใช่วันที่แย่ของเรา” ครูลูกกอล์ฟกล่าว

ครูลูกกอล์ฟทิ้งท้ายว่า ใครที่อยากเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ แต่เรียนไปไม่นานแล้วรู้สึกหมดพลัง ให้ลองหาแรงจูงใจในการเรียนสิ่งนั้นให้เจอ ถามตัวเองว่าสิ่งที่อยากเรียนรู้มีความจำเป็นหรือความสนใจของเราอยู่ในนั้นไหม ถ้าเราหาแรงจูงใจพบ แน่นอนว่าการเรียนรู้จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

คลาสที่ 2

ตามหา ‘งานที่ใช่’ ในโลกยุคใหม่

หัวข้อ : Get ready for next era job market เตรียมตัวให้พร้อมกับตลาดงานในอนาคต

วิทยากร : ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ General Manager จาก True Digital Park

ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดแรงงานและตัวเลขเด็กจบใหม่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสมัครงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คลาสนี้ ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ มาพูดคุยกับเราถึงเคล็ดลับในการเตรียมตัวก่อนสมัครงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอด

 สำหรับใครที่กำลังจะสัมภาษณ์งานแล้วมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก คุณสมบัติที่องค์กรมองหาในตัวผู้สมัครงานที่ ดร.ธาริต นำมาฝากมีอยู่ 5 อย่างด้วยกัน 

1. การเตรียมตัว (Preparation) เราต้องรู้จักและเข้าใจบริษัทที่จะไปสัมภาษณ์ให้ดีก่อน ต้องรู้ว่าเป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นผู้บริหาร และรู้ว่าตำแหน่งที่สมัครไปมีความหมายอย่างไรต่อองค์กร 

2. แพสชัน (Passion) เราต้องแสดงออกถึงความเอาจริงเอาจัง หรือง่ายๆ ให้สังเกตตัวเองว่าตาเราเป็นประกายไหมเวลาสัมภาษณ์งาน 

3. ความกระตือรือร้น (Willingness to Learn) เราต้องแสดงออกถึงความอยากเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และพร้อมจะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา 

4. ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Independence, Resourcefulness) เราต้องแสดงให้เห็นว่าพร้อมเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบไม่ต้องรอให้ใครสอน และรู้ว่าจะเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นได้จากแหล่งไหน 

5. คาแรกเตอร์ที่เหมาะกับองค์กร เราต้องรู้จักองค์กรให้ดีก่อน ถึงจะเข้าใจคาแรกเตอร์ของคนในองค์กรได้ เมื่อรู้แล้วก็อย่าลืมถามตัวเองว่า แล้วเราเป็นแบบเขาได้ไหม

ส่วนใครที่ยังพอมีเวลาเตรียมตัว หรือกำลังจะจบมหาวิทยาลัยในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า 5 สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อม มีดังนี้

อย่างแรกคือ Hard Skills แม้ว่าวันนี้เราจะได้ยินคนพูดถึงความสำคัญของ Soft Skills กันหนาหู แต่ ดร.ธาริต เชื่อว่า Hard Skills ยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น เพราะปริญญาที่เราจบมาหมายถึงการเรียนสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา 4 – 6 ปี เป็น Hard Skills ที่เรามีแต่คนอื่นไม่มี 

อย่างที่ 2 คือ Soft Skills อาจเรียกได้ว่าเป็นทักษะที่ติดตัวมาส่วนหนึ่งและเราพัฒนาได้ส่วนหนึ่ง เช่น ทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ ภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝึกยากกว่า Hard Skills อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องฝึกฝนกันเอง Soft Skills ก็มีความสำคัญไม่แพ้ Hard Skills ใครที่มีทั้งสองอย่าง ดร.ธาริต บอกเลยว่าเป็น 1 – 2 Punch ที่ดีที่สุด 

อย่างที่ 3 คือประสบการณ์ตรง (Direct Experience) เราต้องแสดงให้กรรมการเห็นว่าเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง สร้างความแตกต่างอะไรให้สังคม สร้างคุณค่าอะไรให้บริษัทที่ไปฝึกงาน หรือได้ริเริ่มอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรื่องราวของเราโดดเด่นไม่เหมือนใครและน่าสนใจขึ้นทันที 

อย่างที่ 4 คือคอนเนกชัน (Connection) ในปัจจุบัน หลายองค์กรใช้วิธีรับพนักงานจากระบบ Referral Program หรือระบบที่ให้คนในบริษัทแนะนำผู้สมัคร คอนเนกชันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรสร้างไว้ตั้งแต่ตอนเด็ก ยิ่งเร็วยิ่งดี และยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำงาน 

และอย่างสุดท้ายคือ การสร้างแบรนด์บุคคล (Personal Branding) เรามีวิธีไหนในการนำเสนอภาพลักษณ์ตัวเองต่อสังคม ในยุคนี้หลายคนอาจทำช่องยูทูบหรือเขียนบทความลงอินเทอร์เน็ต ใครมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ดร.ธาริต มั่นใจว่าเป็นอีกหนึ่งไพ่ตายที่สร้างความต่างให้กับเราได้

คลาสที่ 3

ตามหา ‘อนาคต’ ในอีก 3 ปีข้างหน้า

หัวข้อ : Future Visualize ออกแบบชีวิตด้วย Visual Thinking

วิทยากร : ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร Acting HR Director หน่วยงาน People Growth & Organization Development, Human Resources จาก True Corporation Public Company Limited

ในคลาสที่ 3 นี้ ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร พาเราไปรู้จัก Visual Thinking หรือการคิดแบบเป็นภาพและนำภาพมาใช้ในการสื่อสาร ณัฐวุฒิสาธิตการใช้ผ่านตัวอย่างในหัวข้อการก้าวข้าม Comfort Zone และวาดรูปพร้อมอธิบายความแตกต่างของแต่ละโซน

สาระสำคัญจากการทำ Visual Thinking ในหัวข้อนี้ที่เราอยากฝากเด็กจบใหม่ไว้ มีอย่างนี้ Comfort Zone คือพื้นที่สบายแต่ตายผ่อนส่ง ส่วน Panic Zone คือพื้นที่ตื่นเต้นแต่เติบโต ใครที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาได้ และกล้าออกมาจาก Comfort Zone คือผู้ที่มี Growth Mindset ส่วนใครที่คิดว่าตัวเองเก่งได้เท่านี้ อยากอยู่กับที่มากกว่า ลักษณะแบบนี้คือผู้ที่มี Fixed Mindset 

แม้การอยู่ใน Comfort Zone อาจทำให้รู้สึกสบายใจ แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่าการอยู่กับที่หมายถึงการกำลังโดนคนอื่นแซง 

แน่นอนว่าการอธิบายผ่านตัวอักษรแบบนี้คงไม่สามารถทำให้เราเข้าใจได้ดีเท่ากับการเห็นภาพวาดของณัฐวุฒิ Visual Thinking นอกจากจะทำให้เข้าใจและจดจำบทเรียนได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์อีก 6 อย่างด้วยกัน คือ เกิดความชัดเจน เห็นความเชื่อมโยง คิดต่อยอดได้ เข้าถึงความรู้สึก ดึงดูดให้ติดตาม และสร้างแรงบันดาลใจ

 ใครฟังแล้วอยากสัมผัสการคิดแบบ Visual Thinking สามารถเข้าไปชมคลิปวิดีโอและทำกิจกรรมย้อนหลังกับณัฐวุฒิได้ที่เพจเฟซบุ๊กของ The Cloud 

คลาสที่ 4

ตามหา ‘จุดเด่น’ ของตนบนโลกการทำงาน

หัวข้อ : Top skills after COVID-19 ทำตัวเองให้เป็นคนทำงานที่โลกต้องการ

วิทยากร : อภิชาติ ขันธวิธิ เจ้าของเพจ HR – The Next Gen

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนของโลกยุคปัจจุบัน หรือที่ อภิชาติ ขันธวิธิ นิยามว่าเป็นโลกยุค VUCA ทักษะที่องค์กรมองหาในตัวพนักงาน คือทักษะที่ช่วยให้องค์กรพร้อมรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้

เขาแนะวิธีเตรียมความพร้อมสู่การทำงาน เริ่มจากคุณสมบัติ 3 เรื่องที่องค์กรใช้พิจารณารับพนักงานใหม่ 

อย่างแรกคือ Mindset หรือทัศนคติในการทำงาน อภิชาติเน้นว่า Growth Mindset เป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรมองหาในตัวพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่องค์กรต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ยุค VUCA ผู้ที่มี Growth Mindset หรือมีความคิดในการเติบโตแบบไม่หยุดนิ่ง และมีความพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ จะเป็นผู้ที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และรับผิดชอบงานที่ท้าทายได้ในอนาคต

อย่างที่ 2 คือ Skillset หรือทักษะในการทำงานแบบเฉพาะทาง ซึ่งอภิชาติได้ยก 5 ทักษะที่กำลังเป็นที่ต้องการในยุค 2021 มาฝากเรา ได้แก่ ทักษะไอทีและการวางโปรแกรม ทักษะการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ ทักษะการสื่อสารและการต่อรอง ทักษะการเป็นผู้ประกอบการและการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะการบริหารโครงการ

และอย่างสุดท้ายคือ Toolset หรือความสามารถในการใช้เครื่องมือต่างๆ ให้เหมาะสมกับที่องค์กรต้องการ อย่างเช่น โปรแกรมไมโครซอฟต์ โฟโต้ชอป ฯลฯ

เมื่อรู้ว่าองค์กรมองหาอะไรแล้ว สิ่งสำคัญที่อภิชาติฝากไว้อีกเรื่องคือการสร้าง Self-awareness และ Self-motivation

Self-awareness คือการรู้จักตัวเอง เข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อน เพื่อชูสิ่งที่โดดเด่นและพัฒนาส่วนที่บกพร่องของตัวเองได้ 

และ Self-motivation คือการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในทุกสถานการณ์

ในโลกที่พัฒนาไปเร็วแบบนี้ สิ่งที่ควรทำคือพัฒนาตัวเองให้ทันโลก เขาทิ้งท้ายเป็นข้อคิดว่า สิ่งที่เราควรทำ ณ วันนี้ คือพยายามเป็นคนเก่งในปัจจุบันและคนเก่งในอนาคต เพราะถ้าเราเก่งแต่ในอดีตเราจะเป็นได้แค่ตำนาน แต่เป็นอนาคตให้องค์กรไม่ได้

คลาสที่ 5

ตามหา ‘ประสบการณ์ผ่านองค์กรในต่างแดน’

หัวข้อ : Working as a ‘Global Citizen’ เปิดโลกการทำงานกับองค์กรต่างชาติ

วิทยากร : แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล บรรณาธิการคอนเทนต์ ผู้มีประสบการณ์ทำงานในองค์กรต่างชาติ

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

เชื่อว่าหลายคนคงมีความฝันอยากไปทำงานต่างประเทศ ในคลาสที่ 5 นี้ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล มาพูดคุยกับเราเรื่องประสบการณ์การทำงานกับองค์กรต่างชาติอย่าง Netflix ที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมทั้งนำเทคนิคดีๆ ในการสมัครงานมาฝากเด็กจบใหม่ กว่าจะถึงวันนี้ แชมป์ผ่านอะไรมาบ้างและเอาตัวรอดจากอุปสรรคมาได้อย่างไร เราสรุปมาให้แล้ว

หลังจากได้รับการติดต่อจาก Headhunter แชมป์ยอมรับว่าต้องใช้เวลาตัดสินใจอยู่สักพัก แม้ว่าการทำงานในต่างแดนจะเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่เขาก็กังวลว่า ที่ผ่านมาเขาทุ่มเททำงานในเมืองไทยจนถึงจุดที่มีต้นทุนทางสังคมแล้ว การไปทำงานในต่างแดนอาจเป็นการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ 

“ในวัยสามสิบกว่า เราจะทิ้งทุกอย่างไปเริ่มใหม่ได้จริงหรือ” แชมป์ถามสิ่งนี้กับตัวเอง

หลังจากใช้เวลาชั่งใจอยู่ช่วงหนึ่ง แชมป์ตัดสินใจแพ็กกระเป๋าไปสิงคโปร์ด้วยความเชื่อที่ว่า โอกาสในการเริ่มต้นใหม่ของคนโดยที่มีสิ่งประจวบเหมาะกันคงมีไม่กี่ครั้งในชีวิต 

ในช่วง 3 เดือนแรก แชมป์เล่าว่าเป็นช่วงที่ยากมาก เนื่องจากต้องปรับตัวให้เข้ากับหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา ผู้คน วัฒนธรรมองค์กร และการใช้ชีวิต หลังจากทำงานไปสักพัก เขาก็ประสบกับ Imposter Syndrome หรือภาวะที่คิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ เมื่อต้องเข้าไปทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่ และไม่มี Support System ที่แข็งแรงเหมือนเพื่อนหรือครอบครัวที่เมืองไทย 

“เราไม่มีใครที่พึ่งพาได้เลยนอกจากตัวเอง” 

สิ่งนี้เลยกลายอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่แชมป์ต้องก้าวผ่านในช่วงแรกของไปทำงานที่ต่างประเทศ

เมื่อถามว่าเขาผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้อย่างไร แชมป์บอกเราว่า ทุกเช้าเขาจะถามตัวเองว่าทำไมเขาถึงมาอยู่จุดนี้ แล้วมีเหตุผลอะไรมารองรับการที่เขามาอยู่จุดนี้บ้าง 

“ต่อให้เรามองตัวเองว่าไม่มีข้อดี ยังไงมันต้องมีบ้างสิที่ทำให้อย่างน้อยที่นี่เขาเลือกเรา” และเรื่องที่แชมป์ให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การปล่อยให้ตัวเองมีความสงสัยใคร่รู้เยอะๆ “คุณถามไปเถอะ จะไม่มีใครบอกว่าคุณโง่ เพราะคุณเริ่มใหม่”

นอกจากนี้ แชมป์เล่าว่าวิธีการทำงานขององค์กรต่างชาติต่างจากการทำงานในองค์กรไทยมาก และอาศัยคุณสมบัติหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกล้าพูดกล้าถาม (Outspoken) การให้บริบท (Lean into Giving Context) การทำงานเพื่อผลลัพธ์ (Work Smart) การสร้างงานที่มีคุณค่า (Create Impact) การมีวุฒิภาวะ (Behave Like an Adult) และการคิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking)

และในฐานะผู้มีประสบการณ์การอ่านเรซูเม่มามากกว่า 2000 ฉบับ แชมป์มาแชร์ 3 เกณฑ์ที่เขาใช้คัดกรองเรซูเม่ของผู้สมัครงาน อย่างแรกคือ เรื่องการสื่อสาร เพราะขั้นตอนการทำงานในปัจจุบันคือการการสื่อสารกับคน “เราจะตัดคนที่ไม่เขียนอีเมลแนะนำตัวออกไปก่อนเลย” 

อย่างที่ 2 คือวิธีเล่าเรื่อง แชมป์จะดูว่าผู้สมัครคนนี้มีวิธีเล่าเรื่องตัวเองอย่างไร เขามองตัวเองแบบไหน มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรบ้าง และอย่างสุดท้ายคือประสบการณ์ แชมป์บอกว่าสิ่งที่มองหาคือประสบการณ์ที่เรียกว่า Transferable Skillset หรือทักษะที่ถ่ายโอนจากงานเดิมมาสู่งานใหม่ได้นั่นเอง 

คลาสที่ 6

ตามหา ‘แนวคิด’ จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมแพ้

หัวข้อ : Entrepreneur Journey อายุน้อยร้อยบทเรียน

วิทยากร : สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำเต้าหู้พาสเจอไรซ์โทฟุซัง (TOFUSAN)

ในคลาสที่ 6 สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำเต้าหู้พาสเจอไรซ์โทฟุซัง (TOFUSAN) มาแบ่งปันบทเรียนและประสบการณ์การทำงานบนเส้นทางสายธุรกิจของเขา สุรนามเริ่มต้นธุรกิจจากจุดไหน พบเจออุปสรรคอะไร และพาตัวเองมาถึงวันนี้ได้อย่างไร เราจะเล่าให้ฟัง

สุรนามเริ่มชีวิตนักธุรกิจครั้งแรกตอนเรียนชั้น ป.3 ที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ด้วยเหตุผลว่าอยากได้การ์ดที่แถมมาในขนมโดราเอมอนแต่แม่ไม่ให้เงินไปซื้อ เขาเลยรวมเงินกับเพื่อนๆ หลายวันจนได้เป็นเงินก้อน และนำไปซื้อของเหมาที่ตลาดปีนัง 

“จากกล่องละ 5 บาท จะเหลือ 3.50 บาท เราก็เอา 3.50 มาขายเพื่อน 4.50” แต่กำไรที่ได้ทั้งหมดในตอนนั้นสุรนามเล่าว่าก็เอาไปซื้อการ์ดมาเล่นต่ออยู่ดี

หลังเรียนจบปริญญาโทจากออสเตรเลีย สุรนามเริ่มกิจการแรกโดยการทำแบรนด์ธุรกิจขนมไทย จากที่เห็นว่าขนมไทยดีๆ หาทานยาก เขาเลยไปจับมือกับร้านค้าขนมไทยรายย่อยในต่างจังหวัด นำขนมไทยมาทำบรรจุภัณฑ์ใหม่แล้วขายเป็นของฝาก อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสรักสุขภาพ ธุรกิจขนมหวานของสุรนามจึงต้องปิดตัวลง

สุรนามไม่ยอมแพ้ เขาเริ่มธุกิจใหม่เป็นธุรกิจสนามบอล แม้ว่าเขาทำวิจัยมาเป็นอย่างดี หาข้อมูลแล้วว่าที่ผ่านมา 40 ปีไม่เคยมีน้ำท่วม แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้าง สุรนามเล่าว่าเปิดสนามบอลไปได้แค่ครึ่งปีก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ต้องปิดกิจการไปในท้ายที่สุด

 ล้มได้ก็ลุกได้ หลังผ่านบทเรียนธุรกิจขนมไทยและสนามบอล สุรนามกลับมาอีกครั้งกับธุรกิจน้ำเต้าหู้ออร์แกนิกโทฟุซัง น้ำเต้าหู้ที่เรารู้จักดีในวันนี้

ในช่วงสุดท้าย เขาแบ่งปัน 5 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งได้แก่ ไอเดีย ทีมงาน แบบจำลองธุรกิจ เงินทุน และจังหวะเวลาการออกสินค้า แม้สุรนามจะเน้นว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งใน 5 ปัจจัยข้างต้นคือเรื่องจังหวะเวลา แต่เรื่องที่เขาคิดว่าสำคัญกว่า คือความพร้อมในการรับโอกาสที่เข้ามาในจังหวะเวลานั้น 

“ถึงจะมีจังหวะเหมาะสมแค่ไหน มีจังหวะทองเท่าไหร่ ถ้าเราไม่พร้อมไปดึงโอกาสนั้น แล้วมาผันให้เป็นธุรกิจ เราก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

คลาสที่ 7

ตามหา ‘แพสชัน’ ก่อนทำธุรกิจ

หัวข้อ : Start a business by ‘Finding Your Passion’ สำรวจแพสชันก่อนเริ่มทำธุรกิจ 

วิทยากร : เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ ภีศเดช เพชรน้อย ผู้ก่อตั้ง BASE Playhouse

ในคลาสสุดท้ายนี้ เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ ภีศเดช เพชรน้อย ผู้ก่อตั้ง BASE Playhouse พาเราไปตามหาแพสชันในการเริ่มทำธุรกิจ

 วิธีหาแพสชันแล้วเปลี่ยนเป็นธุรกิจทำได้อย่างไร ทั้งคู่ขอตอบข้อสงสัยผ่านตัวอย่างประสบการณ์ของตัวเองด้วยเทคนิค 4 ขั้นตอน 

1. การทำความรู้จักตัวเอง : เราต้องตอบให้ได้ว่าตัวตนของเราคือใคร อะไรคือสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ อะไรคือสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกมีพลังและเติมเต็มเรามากที่สุด 

“ให้เรานึกถึงสิ่งที่ทำแล้วไม่รู้สึกเหนื่อย สิ่งที่ทำแล้วกลับรู้สึกได้พลังกลับมา เมื่อตอบตัวเองได้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร เราจะเลือกเส้นทางเดินต่อไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น”

2. การสำรวจและต่อยอดความสนใจของตัวเอง : เมื่อรู้จักสิ่งที่ชอบแล้ว ให้ถามตัวเองว่าเราทดสอบความสนใจของตัวเองได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนเยอะ และทักษะอะไรบ้างที่ได้กลับมาจากการลงมือทำ 

3. การตรวจสอบแพสชันของตัวเอง : ก่อนจะก้าวไปสู่การทำธุรกิจ ลองเช็กอีกทีว่าแพสชันของเราพัฒนาได้ไหม ให้ถามตัวเองว่าเรารู้จักครบทุกมุมหรือยัง และระหว่างทางที่ทดสอบ เรายังอยากรู้จักสิ่งนั้นเพิ่มขึ้นไหม และถ้าให้อยู่กับมันนานๆ เราอยู่กับมันได้นานแค่ไหน 

“แพสชันอาจไม่ใช่สิ่งที่เราทำแล้วแฮปปี้เสมอไป แต่คือสิ่งที่เราสามารถอยู่กับมันได้นานๆ”

4. การเปลี่ยนแพสชันให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน : เมื่อรู้ชัดแล้วว่าเรารักอะไร ขอให้ถามตัวเองว่าเราใช้สิ่งนี้ไปช่วยแก้ปัญหาอะไร ให้ใครได้บ้าง และสิ่งที่เราทำอยู่ให้คุณค่าอะไรกับคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง 

“ถ้าเราไม่สามารถสร้างคุณค่าหรือแก้ปัญหาให้กับคนข้างนอกได้ เราจะไม่มีทางเก็บเงินจากเขาได้”

เมื่อเข้าใจ 4 ขั้นตอนในการเปลี่ยนแพสชันเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนแล้ว สิ่งสำคัญที่ทั้งสองอยากฝากถึงน้องๆ คือ ให้เริ่มลงมือทำเลย เพราะ ‘ธุรกิจ’ เริ่มจากการ ‘ลงมือทำ’

ก่อนจะจากกันไป พวกเขาขอแบ่งปันคำถามที่เชื่อว่าอยู่ในใจของเด็กจบใหม่หลายๆ คน

ถ้าไม่มีความสนใจอะไรเลย ทำอย่างไรดี

สาเหตุส่วนใหญ่ที่เรายังไม่เจอความสนใจ หรือยังตอบไม่ได้ว่าตัวเองชอบอะไร เป็นเพราะเรายังอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดในการหาสิ่งที่เราชอบ คือการออกไปลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และไปลองสร้างประสบการณ์ที่ไม่เคยมี 

ทดลองความสนใจแล้วอยู่ไม่ได้นานจะทำอย่างไร

ก็เปลี่ยน เพราะหนึ่งคนไม่จำเป็นต้องมีหนึ่งอย่างที่สนใจ และสิ่งที่เราสนใจในตอนแรก อาจเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นในตอนหลังก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเรายังรักมันอยู่ไหม ถ้ารักก็ลงมือทำเลย ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยน เราต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองอะไรใหม่ๆ ด้วย มันถึงจะไปต่อได้

จบไม่ตรงสายทำอย่างไรดี

ในโลกยุคนี้ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เมธวินมองว่าการ Lost และ Found เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงของชีวิต หากเราเรียนจบแล้วพบว่าเส้นทางที่เลือกไม่ใช่เส้นทางที่ใช่ ก็ลองเปลี่ยนตัวเองไปลองในเส้นทางใหม่ๆ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเจอสิ่งที่ใช่สำหรับเราจริงๆ เชื่อว่าเราหาความรู้และฝึกทักษะจากนอกคณะหรือมหาวิทยาลัยได้อยู่ดี ถ้าเราอินกับมันมากพอ ทักษะต่างๆ เหล่านั้นจะพัฒนาตามมาได้แน่นอน

อ่าน ฟัง ชม และเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ กับห้องสมุดสาธารณะออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย
เข้าใช้บริการฟรี ที่นี่

Writer

ศิรประภา แลนแคสเตอร์

นักเขียนฝึกหัดที่กำลังเรียนรู้โลกผ่านตัวอักษร เรื่องเล่า และการเดินทาง

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

พลาสติกคือขยะ ต้องลดการใช้ให้สิ้น

พลาสติกคือองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยต่อชีวิตผู้คน

2 ประโยคนี้อาจฟังดูขัดแย้งกัน แต่เป็นคำนิยามคู่พลาสติกช่วงปีที่ผ่านมาในสังคม

ในฟากหนึ่ง การผลิต ใช้งาน และกำจัดพลาสติกที่ย่อยสลายเองไม่ได้แบบผิดๆ ย่อมส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม และกระทบสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงในระดับที่มนุษย์ไม่ควรรีรอนิ่งเฉยอีกต่อไป

อีกด้านหนึ่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าพลาสติกกลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้มนุษย์ในชีวิตประจำวันและการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงโควิด 19 ที่การใช้งานพลาสติกพุ่งสูงขึ้น จากความจำเป็นในการสั่งเดลิเวอรี่ การใช้งานอุปกรณ์ทางการแพทย์และความปลอดภัย

เมื่อยังมีการใช้งานอยู่ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ การหาวิธีผลิตและบริหารจัดการพลาสติกเหล่านั้นอย่างรับผิดชอบร่วมกันของผู้คนในสังคมและองค์กรต่างๆ เพื่อให้เกิดคุณค่าในการใช้งานสูงสุด

หนึ่งในบริษัทที่ตื่นตัวเรื่องนี้เป็นอย่างดี พยายามปรับเปลี่ยนกระบวนการมาอย่างต่อเนื่องคือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้ดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต รวมทั้งอยู่ร่วมกับสรรพสิ่งรอบข้างได้อย่างลงตัว

ช่วงปีที่ผ่านมา GC ผลักดันนวัตกรรมพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคม หนึ่งในโครงการที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้คือ ‘Greater Care Charity by GC & Customers’ ที่ร่วมมือกับบริษัท จีซี มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ GCM ผู้ดำเนินกิจกรรมทางการตลาดและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ และ 84 องค์กรพันธมิตร ผลิตและส่งมอบนวัตกรรมจากพลาสติกให้แก่โรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอย มุ่งเน้นการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด 19 เสริมกำลังให้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ในวันที่ต้องเผชิญความเสี่ยงสูง โดยคำนึงถึงวิธีการจัดการพลาสติกให้เกิดคุณค่าสูงสุดอย่างปลอดภัย

Greater Care Charity โครงการพลิกพลาสติกเป็นนวัตกรรมรับมือโควิด-19 ของ GC และ 84 พันธมิตร

เมื่อพลาสติกสามารถสร้างประโยชน์ในสถานการณ์วิกฤต The Cloud นัดหมายคุยกับ คุณปฏิภาณ สุคนธมาน ผู้จัดการใหญ่ของ GC เพื่อสอบถามถึงการทำงานเบื้องหลังของโครงการนี้ และแนวทางการพัฒนาธุรกิจไปพร้อมกับการสนับสนุนสังคม ผ่านความเชี่ยวชาญขององค์กรชั้นนำระดับประเทศ

เพราะไม่มีใครอยู่รอดได้ด้วยตัวเองเพียงตัวคนเดียวอีกต่อไป วินาทีนี้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อรักษาชีวิตผู้คนและโลกใบนี้ให้คงอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย

Greater Care Charity โครงการพลิกพลาสติกเป็นนวัตกรรมรับมือโควิด-19 ของ GC และ 84 พันธมิตร

พลาสติกเพื่อการแพทย์

“GC ให้ความสนใจและพัฒนาเรื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์มานาน” คุณปฏิภาณกล่าว จากทิศทางของบริษัทที่ไม่ต้องการเป็นเพียงผู้ผลิตเม็ดพลาสติกเกรดทั่วไปเท่านั้น แต่สร้างโซลูชันที่มีความคงทนและคุณค่ามากขึ้น ยกระดับการผลิตพลาสติก เพื่อช่วยตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม โดยอุปกรณ์การแพทย์ถือเป็นแวดวงหนึ่งที่พลาสติกมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง 

เพราะพลาสติกมีคุณสมบัติเรื่องความยืดหยุ่น เบา ทนทาน ขึ้นรูปง่าย ผลิตปริมาณมากได้ในเวลาอันสั้น ป้องกันสารคัดหลั่งซึมผ่าน นำไปฆ่าเชื้อทำความสะอาดต่อได้ จึงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์ เช่น ชุดกาวน์ หน้ากากอนามัย ชุด PPE ฯลฯ

แม้จะดูไม่ซับซ้อน แต่การผลิตให้ใช้งานได้ในทางการแพทย์ ต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่และความใส่ใจในรายละเอียดขั้นสูง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อชีวิตของมนุษย์ ซึ่ง GC เคยผ่านการร่วมมือและร่วมผลิตอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ช่วยรักษาผู้ป่วย รวมถึงอำนวยความสะดวกให้บุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศมาแล้ว

เมื่อวิกฤตจากโควิด 19 ยืดเยื้อนานขึ้น GC เห็นช่องว่างที่มีอยู่ในสังคม และร่วมเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ เพิ่มเติมจากหลายโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่การแพร่ระบาดในระลอกแรก

Greater Care Charity โครงการพลิกพลาสติกเป็นนวัตกรรมรับมือโควิด-19 ของ GC และ 84 พันธมิตร

“GC เห็นว่าอัตราการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาที่ศูนย์พักคอยและโรงพยาบาลสนาม แต่อุปกรณ์ภายในอาจยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เช่น อายุการใช้งานค่อนข้างสั้น ไม่ทนทานต่อสารคัดหลั่ง ทำความสะอาดยาก ซึ่งจริงๆ การช่วยเหลือตรงนี้เป็นเรื่องดีและทำได้เร็ว สิ่งที่มองเห็นว่าทำได้เพิ่ม คือการเข้าไปเสริมสิ่งที่ยังขาดอยู่”

“ปกติเราจัดกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับลูกค้าทุกปี เช่น การจัดงานสัมมนา แต่ปีนี้ไม่เหมาะจะจัดอยู่แล้ว เราจึงคุยกันว่า เอางบประมาณตรงส่วนนี้มาร่วมทำประโยชน์ให้กับสังคมดีกว่า”

เนื่องจาก GC ร่วมงานกับกลุ่มลูกค้าผู้ผลิตพลาสติกที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน ทำงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal หรือ SDGs) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การผนึกกำลังจาก 84 องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหลากหลายจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

“พันธมิตรเราต่างมีปรัชญาการทำธุรกิจแบบเดียวกัน คือเข้าใจเรื่องความยั่งยืน ให้ความสำคัญกับสมดุลของ 2E1S คือ Economic, Environment และ Social พอเกิดวิกฤตแบบนี้ขึ้น ทุกคนพูดภาษาเดียวกันและเข้าใจทันที” คุณปฏิภาณกล่าว

ผลลัพธ์จากโครงการนี้คือ ผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบให้โรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอย 4 แห่งใน 3 จังหวัด คือ สมุทรสาคร สมุทรปราการ และระยอง โดยมีตั้งแต่เตียงสนาม 1,000 เตียง ผลิตจากพลาสติก HDPE (High Density Polyethylene) แบรนด์ InnoPlus ที่ถอดประกอบง่าย ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที รับน้ำหนักได้มากถึง 200 กิโลกรัม ฆ่าเชื้อได้ง่ายด้วยน้ำยาและความร้อน ใช้ซ้ำเพื่อรองรับผู้ป่วยใหม่และนำกลับมารีไซเคิลได้ ดูแลการผลิตโดยบริษัท AEROKLAS

Greater Care Charity โครงการพลิกพลาสติกเป็นนวัตกรรมรับมือโควิด-19 ของ GC และ 84 พันธมิตร
Greater Care Charity โครงการพลิกพลาสติกเป็นนวัตกรรมรับมือโควิด-19 ของ GC และ 84 พันธมิตร

ชุดกาวน์กันน้ำ 10,500 ชุด จากเม็ดพลาสติก PE ผลิตโดย Thai Hospital Products และชุดคลุมปฏิบัติการ 3,600 ชุดสำหรับพื้นที่ที่ความเสี่ยงไม่สูง ผลิตจากเส้นใย PET สามารถนำไปทำความสะอาดและกลับมาใช้ซ้ำได้ร่วม 20 ครั้ง

ล็อกเกอร์เก็บของขนาดกะทัดรัดจากเม็ดพลาสติก LLDPE ที่แข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา 

ถังและถุงขยะป้องกันการติดเชื้อที่มีสีแดงเด่นชัดเจน เพื่อให้คนระมัดระวัง รวมถึงมอบข้าวของเครื่องใช้และขนมที่ผลิตจากข้าวในชุมชนจังหวัดระยองที่ GC ให้การสนับสนุน เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ทั้งหมดนี้ ผ่านการคิดอย่างครอบคลุมโดยคำนึงถึงอนาคตระยะยาวไว้ด้วย

Greater Care Charity โครงการพลิกพลาสติกเป็นนวัตกรรมรับมือโควิด-19 ของ GC และ 84 พันธมิตร

“เรานึกถึงการใช้งานในภายหลัง เช่น เตียงที่ผลิตออกมาเป็นพันเตียง ถ้าเกิดโควิด 19 หายไป เราเอาไปทำความสะอาดฆ่าเชื้อได้ง่าย ต่อเป็นโต๊ะไว้ทำอย่างอื่นหรือเอาไปรีไซเคิลอีกทีก็ได้ เพราะเป็นพลาสติกประเภทเดียวกันทั้งหมด เก็บรวบรวมไปรีไซเคิลได้โดยตรงเลย”
เมื่อนับรวมการบริจาคทั้งหมด GC และพันธมิตรได้ส่งมอบชุดกาวน์ PE กว่า 4 ล้านชุด เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ช่วยปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ให้ปลอดภัยอีกมากมาย เข้าถึงมากกว่า 6,181 สถานพยาบาลและหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ และยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสังคมในสิ่งที่ทำได้ ร่วมกับพันธมิตรที่เห็นพ้องต้องกัน

“GC ยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่เรื่อยๆ โดยดูความต้องการที่เร่งด่วนและสิ่งที่เรามีในปัจจุบัน หากบริษัทใดอยากช่วยเหลือร่วมกัน เราพร้อมเป็นผู้ประสานงานและสนับสนุน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนให้ได้เร็วที่สุด”

Greater Care Charity โครงการพลิกพลาสติกเป็นนวัตกรรมรับมือโควิด-19 ของ GC และ 84 พันธมิตร

Chemistry for Better Living

โครงการนี้เป็นเพียงหนึ่งในการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม GC ยังมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการและวางแผนเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวไว้อย่างครอบคลุม

เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์ม YOUเทิร์น เปิดรับพลาสติกประเภท HDPE และ PET ที่ใช้แล้วให้กลับเข้าสู่กระบวนการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ แก้ปัญหาต้นทางเรื่องการทิ้งขยะอย่างกระจัดกระจาย ซึ่งในช่วงโควิด 19 YOUเทิร์น ได้ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อระดมขวดพลาสติกมาผลิตชุด PPE ในโครงการ ‘แยกขวดช่วยหมอ’ อีกด้วย

อีกทั้งอยู่ในช่วงศึกษาเทคโนโลยีสำหรับ Chemical Recycling เพื่อแปรรูปขยะปนเปื้อนที่ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแบบปกติ โดยการทำให้พลาสติกกลับไปเป็นเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบตั้งต้นของเคมีภัณฑ์และนำไปผลิตต่อเป็นอย่างอื่นได้ ตามแนวคิด Circular Economy ที่ทำให้ทรัพยากรมีการหมุนเวียนและสร้างคุณค่าสูงสุด

รวมถึงการสร้างโรงงานพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) แบบครบวงจร ใช้วัตถุดิบเป็นน้ำตาลจากอ้อยจากเกษตรกรไทย เพื่อผลิตพลาสติกที่ย่อยสลายได้อย่างปลอดภัย ไม่เกิดการแตกตัวเป็นไมโครพลาสติก แม้จะต้องใช้ต้นทุนสูงในตอนแรกและมีกระบวนการที่ยาวนานกว่า ไม่อาจทดแทนพลาสติกดั้งเดิมได้ทั้งหมด แต่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีบทบาทสำคัญในอนาคต ควบคู่ไปกับการผลิตพลาสติกที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นหนทางช่วยลดการปลดปล่อยมลภาวะและก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ เตรียมพร้อมเพื่อรับมือในวันที่สถานการณ์โควิด 19 กลับมาเป็นปกติ และการใช้งานพลาสติกอาจมีปริมาณมากขึ้น

แต่เท่านี้ คงไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อโลกใบนี้

“ทุกคนมีส่วนสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ตั้งแต่การคัดแยกขยะต้นทางเพื่อให้รีไซเคิลได้ง่าย ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ปลายทางที่ผลิตขึ้นมาใหม่ราคาไม่สูงสำหรับผู้ใช้งาน และควรมีหน่วยงานที่กำกับดูแล ออกนโยบายกระตุ้นให้ภาคส่วนต่างๆ เห็นข้อดีของการปรับเปลี่ยนเชิงธุรกิจ และดำเนินการให้ถูกต้องได้ง่ายขึ้น”

เพื่อให้พลาสติกกลายเป็นที่สิ่งมีคุณค่าต่อมนุษย์ โดยไม่ทำร้ายชีวิตและสิ่งแวดล้อม และเราผ่านพ้นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นไปได้ด้วยกัน

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load