ในยุคโควิด-19 ที่การค้นหาตัวเองยากพอๆ กับการหางาน เชื่อว่าเด็กจบใหม่หลายคนอาจกำลังสับสนกับหนทางชีวิต

ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เหมาะกับงานแบบไหน ต้องเตรียมตัวสมัครงานอย่างไร แล้วอะไรคือสิ่งที่ตัวเองกำลังตามหากันแน่ 

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา The Cloud และ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park จึงร่วมกันจัด ‘Life Lecture : Lost & Found คลาสแนะแนวออนไลน์ที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอด’ ขึ้นอีกครั้งเป็นปีที่ 3 เพื่อแนะแนวทางให้เด็กจบใหม่ที่กำลังสับสนได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย และวิธีเตรียมความพร้อมในการก้าวเป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน

สำหรับใครที่พลาดชมคลาสสดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หรืออยากเก็บตกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต เราสรุปบทเรียนและข้อคิดดีๆ จาก 7 คลาสแนะแนวชีวิตวัยทำงานมาให้แล้ว 

ใครที่คิดว่าตัวเองยัง Lost อยู่ มาหาวิธี Found ไปด้วยกันที่นี่ 

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
คลาสที่ 1

ตามหา ‘ตัวเอง’ เวอร์ชันผู้ใหญ่

หัวข้อ : How to be a ‘Student of the World’ คน Gen ใหม่ต้องไม่หยุดเรียนรู้

วิทยากร : ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ เจ้าของสถาบัน ANGKRIZ

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

ในยุคที่การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ ขอนิยามตัวเองว่าเป็น ‘Student of the World’ หรือนักเรียนของโลกใบนี้ เพราะครูลูกกอล์ฟเชื่อว่าการเป็นนักเรียน คือโอกาสที่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เหมือนน้ำที่ไม่มีวันเต็มแก้ว

ในคลาสนี้ ครูลูกกอล์ฟชวนคุยเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนรู้ในชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เราทราบว่าชีวิตวัยเด็กของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครูลูกกอล์ฟเป็นเด็กคนหนึ่งที่โตมากับความผิดหวัง แต่เขาไม่เคยยอมแพ้และใช้มันเป็นพลังพาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ครูลูกกอล์ฟเล่าว่าในโลกนี้ยังมีอะไรรอเราอยู่อีกมากมาย ถ้าตรงนี้ยังไม่ใช่ที่ของเรา ก็แค่พาตัวเองไปสถานที่ใหม่ จากเด็กหาดใหญ่ที่เคยร้องไห้ในวันนั้น กลายเป็นครูลูกกอล์ฟที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ อีกมากมายในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้คือการมีภูมิคุ้มกันทางใจ (RQ-Resilience Quotient) แม้ว่าจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ เขาก็สามารถจัดการความรู้สึกและสร้างพลังบวกให้ตัวเองได้เสมอ

“มันอาจจะเป็นเช้าที่แย่ แต่มันจะไม่ใช่วันที่แย่ของเรา” ครูลูกกอล์ฟกล่าว

ครูลูกกอล์ฟทิ้งท้ายว่า ใครที่อยากเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ แต่เรียนไปไม่นานแล้วรู้สึกหมดพลัง ให้ลองหาแรงจูงใจในการเรียนสิ่งนั้นให้เจอ ถามตัวเองว่าสิ่งที่อยากเรียนรู้มีความจำเป็นหรือความสนใจของเราอยู่ในนั้นไหม ถ้าเราหาแรงจูงใจพบ แน่นอนว่าการเรียนรู้จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

คลาสที่ 2

ตามหา ‘งานที่ใช่’ ในโลกยุคใหม่

หัวข้อ : Get ready for next era job market เตรียมตัวให้พร้อมกับตลาดงานในอนาคต

วิทยากร : ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ General Manager จาก True Digital Park

ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดแรงงานและตัวเลขเด็กจบใหม่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสมัครงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คลาสนี้ ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ มาพูดคุยกับเราถึงเคล็ดลับในการเตรียมตัวก่อนสมัครงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอด

 สำหรับใครที่กำลังจะสัมภาษณ์งานแล้วมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก คุณสมบัติที่องค์กรมองหาในตัวผู้สมัครงานที่ ดร.ธาริต นำมาฝากมีอยู่ 5 อย่างด้วยกัน 

1. การเตรียมตัว (Preparation) เราต้องรู้จักและเข้าใจบริษัทที่จะไปสัมภาษณ์ให้ดีก่อน ต้องรู้ว่าเป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นผู้บริหาร และรู้ว่าตำแหน่งที่สมัครไปมีความหมายอย่างไรต่อองค์กร 

2. แพสชัน (Passion) เราต้องแสดงออกถึงความเอาจริงเอาจัง หรือง่ายๆ ให้สังเกตตัวเองว่าตาเราเป็นประกายไหมเวลาสัมภาษณ์งาน 

3. ความกระตือรือร้น (Willingness to Learn) เราต้องแสดงออกถึงความอยากเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และพร้อมจะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา 

4. ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Independence, Resourcefulness) เราต้องแสดงให้เห็นว่าพร้อมเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบไม่ต้องรอให้ใครสอน และรู้ว่าจะเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นได้จากแหล่งไหน 

5. คาแรกเตอร์ที่เหมาะกับองค์กร เราต้องรู้จักองค์กรให้ดีก่อน ถึงจะเข้าใจคาแรกเตอร์ของคนในองค์กรได้ เมื่อรู้แล้วก็อย่าลืมถามตัวเองว่า แล้วเราเป็นแบบเขาได้ไหม

ส่วนใครที่ยังพอมีเวลาเตรียมตัว หรือกำลังจะจบมหาวิทยาลัยในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า 5 สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อม มีดังนี้

อย่างแรกคือ Hard Skills แม้ว่าวันนี้เราจะได้ยินคนพูดถึงความสำคัญของ Soft Skills กันหนาหู แต่ ดร.ธาริต เชื่อว่า Hard Skills ยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น เพราะปริญญาที่เราจบมาหมายถึงการเรียนสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา 4 – 6 ปี เป็น Hard Skills ที่เรามีแต่คนอื่นไม่มี 

อย่างที่ 2 คือ Soft Skills อาจเรียกได้ว่าเป็นทักษะที่ติดตัวมาส่วนหนึ่งและเราพัฒนาได้ส่วนหนึ่ง เช่น ทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ ภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝึกยากกว่า Hard Skills อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องฝึกฝนกันเอง Soft Skills ก็มีความสำคัญไม่แพ้ Hard Skills ใครที่มีทั้งสองอย่าง ดร.ธาริต บอกเลยว่าเป็น 1 – 2 Punch ที่ดีที่สุด 

อย่างที่ 3 คือประสบการณ์ตรง (Direct Experience) เราต้องแสดงให้กรรมการเห็นว่าเคยทำอะไรมาแล้วบ้าง สร้างความแตกต่างอะไรให้สังคม สร้างคุณค่าอะไรให้บริษัทที่ไปฝึกงาน หรือได้ริเริ่มอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรื่องราวของเราโดดเด่นไม่เหมือนใครและน่าสนใจขึ้นทันที 

อย่างที่ 4 คือคอนเนกชัน (Connection) ในปัจจุบัน หลายองค์กรใช้วิธีรับพนักงานจากระบบ Referral Program หรือระบบที่ให้คนในบริษัทแนะนำผู้สมัคร คอนเนกชันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรสร้างไว้ตั้งแต่ตอนเด็ก ยิ่งเร็วยิ่งดี และยิ่งเพิ่มโอกาสในการทำงาน 

และอย่างสุดท้ายคือ การสร้างแบรนด์บุคคล (Personal Branding) เรามีวิธีไหนในการนำเสนอภาพลักษณ์ตัวเองต่อสังคม ในยุคนี้หลายคนอาจทำช่องยูทูบหรือเขียนบทความลงอินเทอร์เน็ต ใครมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ดร.ธาริต มั่นใจว่าเป็นอีกหนึ่งไพ่ตายที่สร้างความต่างให้กับเราได้

คลาสที่ 3

ตามหา ‘อนาคต’ ในอีก 3 ปีข้างหน้า

หัวข้อ : Future Visualize ออกแบบชีวิตด้วย Visual Thinking

วิทยากร : ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร Acting HR Director หน่วยงาน People Growth & Organization Development, Human Resources จาก True Corporation Public Company Limited

ในคลาสที่ 3 นี้ ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร พาเราไปรู้จัก Visual Thinking หรือการคิดแบบเป็นภาพและนำภาพมาใช้ในการสื่อสาร ณัฐวุฒิสาธิตการใช้ผ่านตัวอย่างในหัวข้อการก้าวข้าม Comfort Zone และวาดรูปพร้อมอธิบายความแตกต่างของแต่ละโซน

สาระสำคัญจากการทำ Visual Thinking ในหัวข้อนี้ที่เราอยากฝากเด็กจบใหม่ไว้ มีอย่างนี้ Comfort Zone คือพื้นที่สบายแต่ตายผ่อนส่ง ส่วน Panic Zone คือพื้นที่ตื่นเต้นแต่เติบโต ใครที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาได้ และกล้าออกมาจาก Comfort Zone คือผู้ที่มี Growth Mindset ส่วนใครที่คิดว่าตัวเองเก่งได้เท่านี้ อยากอยู่กับที่มากกว่า ลักษณะแบบนี้คือผู้ที่มี Fixed Mindset 

แม้การอยู่ใน Comfort Zone อาจทำให้รู้สึกสบายใจ แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่าการอยู่กับที่หมายถึงการกำลังโดนคนอื่นแซง 

แน่นอนว่าการอธิบายผ่านตัวอักษรแบบนี้คงไม่สามารถทำให้เราเข้าใจได้ดีเท่ากับการเห็นภาพวาดของณัฐวุฒิ Visual Thinking นอกจากจะทำให้เข้าใจและจดจำบทเรียนได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีประโยชน์อีก 6 อย่างด้วยกัน คือ เกิดความชัดเจน เห็นความเชื่อมโยง คิดต่อยอดได้ เข้าถึงความรู้สึก ดึงดูดให้ติดตาม และสร้างแรงบันดาลใจ

 ใครฟังแล้วอยากสัมผัสการคิดแบบ Visual Thinking สามารถเข้าไปชมคลิปวิดีโอและทำกิจกรรมย้อนหลังกับณัฐวุฒิได้ที่เพจเฟซบุ๊กของ The Cloud 

คลาสที่ 4

ตามหา ‘จุดเด่น’ ของตนบนโลกการทำงาน

หัวข้อ : Top skills after COVID-19 ทำตัวเองให้เป็นคนทำงานที่โลกต้องการ

วิทยากร : อภิชาติ ขันธวิธิ เจ้าของเพจ HR – The Next Gen

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found
ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนของโลกยุคปัจจุบัน หรือที่ อภิชาติ ขันธวิธิ นิยามว่าเป็นโลกยุค VUCA ทักษะที่องค์กรมองหาในตัวพนักงาน คือทักษะที่ช่วยให้องค์กรพร้อมรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้

เขาแนะวิธีเตรียมความพร้อมสู่การทำงาน เริ่มจากคุณสมบัติ 3 เรื่องที่องค์กรใช้พิจารณารับพนักงานใหม่ 

อย่างแรกคือ Mindset หรือทัศนคติในการทำงาน อภิชาติเน้นว่า Growth Mindset เป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรมองหาในตัวพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่องค์กรต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ยุค VUCA ผู้ที่มี Growth Mindset หรือมีความคิดในการเติบโตแบบไม่หยุดนิ่ง และมีความพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ จะเป็นผู้ที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และรับผิดชอบงานที่ท้าทายได้ในอนาคต

อย่างที่ 2 คือ Skillset หรือทักษะในการทำงานแบบเฉพาะทาง ซึ่งอภิชาติได้ยก 5 ทักษะที่กำลังเป็นที่ต้องการในยุค 2021 มาฝากเรา ได้แก่ ทักษะไอทีและการวางโปรแกรม ทักษะการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ ทักษะการสื่อสารและการต่อรอง ทักษะการเป็นผู้ประกอบการและการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะการบริหารโครงการ

และอย่างสุดท้ายคือ Toolset หรือความสามารถในการใช้เครื่องมือต่างๆ ให้เหมาะสมกับที่องค์กรต้องการ อย่างเช่น โปรแกรมไมโครซอฟต์ โฟโต้ชอป ฯลฯ

เมื่อรู้ว่าองค์กรมองหาอะไรแล้ว สิ่งสำคัญที่อภิชาติฝากไว้อีกเรื่องคือการสร้าง Self-awareness และ Self-motivation

Self-awareness คือการรู้จักตัวเอง เข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อน เพื่อชูสิ่งที่โดดเด่นและพัฒนาส่วนที่บกพร่องของตัวเองได้ 

และ Self-motivation คือการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ในทุกสถานการณ์

ในโลกที่พัฒนาไปเร็วแบบนี้ สิ่งที่ควรทำคือพัฒนาตัวเองให้ทันโลก เขาทิ้งท้ายเป็นข้อคิดว่า สิ่งที่เราควรทำ ณ วันนี้ คือพยายามเป็นคนเก่งในปัจจุบันและคนเก่งในอนาคต เพราะถ้าเราเก่งแต่ในอดีตเราจะเป็นได้แค่ตำนาน แต่เป็นอนาคตให้องค์กรไม่ได้

คลาสที่ 5

ตามหา ‘ประสบการณ์ผ่านองค์กรในต่างแดน’

หัวข้อ : Working as a ‘Global Citizen’ เปิดโลกการทำงานกับองค์กรต่างชาติ

วิทยากร : แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล บรรณาธิการคอนเทนต์ ผู้มีประสบการณ์ทำงานในองค์กรต่างชาติ

ถอดบทเรียนชีวิตวัยทำงานที่เด็กจบใหม่รู้แล้วรอดจาก 7 คลาส Life Lecture : Lost & Found

เชื่อว่าหลายคนคงมีความฝันอยากไปทำงานต่างประเทศ ในคลาสที่ 5 นี้ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล มาพูดคุยกับเราเรื่องประสบการณ์การทำงานกับองค์กรต่างชาติอย่าง Netflix ที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมทั้งนำเทคนิคดีๆ ในการสมัครงานมาฝากเด็กจบใหม่ กว่าจะถึงวันนี้ แชมป์ผ่านอะไรมาบ้างและเอาตัวรอดจากอุปสรรคมาได้อย่างไร เราสรุปมาให้แล้ว

หลังจากได้รับการติดต่อจาก Headhunter แชมป์ยอมรับว่าต้องใช้เวลาตัดสินใจอยู่สักพัก แม้ว่าการทำงานในต่างแดนจะเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่เขาก็กังวลว่า ที่ผ่านมาเขาทุ่มเททำงานในเมืองไทยจนถึงจุดที่มีต้นทุนทางสังคมแล้ว การไปทำงานในต่างแดนอาจเป็นการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ 

“ในวัยสามสิบกว่า เราจะทิ้งทุกอย่างไปเริ่มใหม่ได้จริงหรือ” แชมป์ถามสิ่งนี้กับตัวเอง

หลังจากใช้เวลาชั่งใจอยู่ช่วงหนึ่ง แชมป์ตัดสินใจแพ็กกระเป๋าไปสิงคโปร์ด้วยความเชื่อที่ว่า โอกาสในการเริ่มต้นใหม่ของคนโดยที่มีสิ่งประจวบเหมาะกันคงมีไม่กี่ครั้งในชีวิต 

ในช่วง 3 เดือนแรก แชมป์เล่าว่าเป็นช่วงที่ยากมาก เนื่องจากต้องปรับตัวให้เข้ากับหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา ผู้คน วัฒนธรรมองค์กร และการใช้ชีวิต หลังจากทำงานไปสักพัก เขาก็ประสบกับ Imposter Syndrome หรือภาวะที่คิดว่าตัวเองเก่งไม่พอ เมื่อต้องเข้าไปทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่ และไม่มี Support System ที่แข็งแรงเหมือนเพื่อนหรือครอบครัวที่เมืองไทย 

“เราไม่มีใครที่พึ่งพาได้เลยนอกจากตัวเอง” 

สิ่งนี้เลยกลายอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่แชมป์ต้องก้าวผ่านในช่วงแรกของไปทำงานที่ต่างประเทศ

เมื่อถามว่าเขาผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้อย่างไร แชมป์บอกเราว่า ทุกเช้าเขาจะถามตัวเองว่าทำไมเขาถึงมาอยู่จุดนี้ แล้วมีเหตุผลอะไรมารองรับการที่เขามาอยู่จุดนี้บ้าง 

“ต่อให้เรามองตัวเองว่าไม่มีข้อดี ยังไงมันต้องมีบ้างสิที่ทำให้อย่างน้อยที่นี่เขาเลือกเรา” และเรื่องที่แชมป์ให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การปล่อยให้ตัวเองมีความสงสัยใคร่รู้เยอะๆ “คุณถามไปเถอะ จะไม่มีใครบอกว่าคุณโง่ เพราะคุณเริ่มใหม่”

นอกจากนี้ แชมป์เล่าว่าวิธีการทำงานขององค์กรต่างชาติต่างจากการทำงานในองค์กรไทยมาก และอาศัยคุณสมบัติหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกล้าพูดกล้าถาม (Outspoken) การให้บริบท (Lean into Giving Context) การทำงานเพื่อผลลัพธ์ (Work Smart) การสร้างงานที่มีคุณค่า (Create Impact) การมีวุฒิภาวะ (Behave Like an Adult) และการคิดแบบองค์รวม (Holistic Thinking)

และในฐานะผู้มีประสบการณ์การอ่านเรซูเม่มามากกว่า 2000 ฉบับ แชมป์มาแชร์ 3 เกณฑ์ที่เขาใช้คัดกรองเรซูเม่ของผู้สมัครงาน อย่างแรกคือ เรื่องการสื่อสาร เพราะขั้นตอนการทำงานในปัจจุบันคือการการสื่อสารกับคน “เราจะตัดคนที่ไม่เขียนอีเมลแนะนำตัวออกไปก่อนเลย” 

อย่างที่ 2 คือวิธีเล่าเรื่อง แชมป์จะดูว่าผู้สมัครคนนี้มีวิธีเล่าเรื่องตัวเองอย่างไร เขามองตัวเองแบบไหน มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรบ้าง และอย่างสุดท้ายคือประสบการณ์ แชมป์บอกว่าสิ่งที่มองหาคือประสบการณ์ที่เรียกว่า Transferable Skillset หรือทักษะที่ถ่ายโอนจากงานเดิมมาสู่งานใหม่ได้นั่นเอง 

คลาสที่ 6

ตามหา ‘แนวคิด’ จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมแพ้

หัวข้อ : Entrepreneur Journey อายุน้อยร้อยบทเรียน

วิทยากร : สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำเต้าหู้พาสเจอไรซ์โทฟุซัง (TOFUSAN)

ในคลาสที่ 6 สุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งแบรนด์น้ำเต้าหู้พาสเจอไรซ์โทฟุซัง (TOFUSAN) มาแบ่งปันบทเรียนและประสบการณ์การทำงานบนเส้นทางสายธุรกิจของเขา สุรนามเริ่มต้นธุรกิจจากจุดไหน พบเจออุปสรรคอะไร และพาตัวเองมาถึงวันนี้ได้อย่างไร เราจะเล่าให้ฟัง

สุรนามเริ่มชีวิตนักธุรกิจครั้งแรกตอนเรียนชั้น ป.3 ที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ด้วยเหตุผลว่าอยากได้การ์ดที่แถมมาในขนมโดราเอมอนแต่แม่ไม่ให้เงินไปซื้อ เขาเลยรวมเงินกับเพื่อนๆ หลายวันจนได้เป็นเงินก้อน และนำไปซื้อของเหมาที่ตลาดปีนัง 

“จากกล่องละ 5 บาท จะเหลือ 3.50 บาท เราก็เอา 3.50 มาขายเพื่อน 4.50” แต่กำไรที่ได้ทั้งหมดในตอนนั้นสุรนามเล่าว่าก็เอาไปซื้อการ์ดมาเล่นต่ออยู่ดี

หลังเรียนจบปริญญาโทจากออสเตรเลีย สุรนามเริ่มกิจการแรกโดยการทำแบรนด์ธุรกิจขนมไทย จากที่เห็นว่าขนมไทยดีๆ หาทานยาก เขาเลยไปจับมือกับร้านค้าขนมไทยรายย่อยในต่างจังหวัด นำขนมไทยมาทำบรรจุภัณฑ์ใหม่แล้วขายเป็นของฝาก อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสรักสุขภาพ ธุรกิจขนมหวานของสุรนามจึงต้องปิดตัวลง

สุรนามไม่ยอมแพ้ เขาเริ่มธุกิจใหม่เป็นธุรกิจสนามบอล แม้ว่าเขาทำวิจัยมาเป็นอย่างดี หาข้อมูลแล้วว่าที่ผ่านมา 40 ปีไม่เคยมีน้ำท่วม แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้าง สุรนามเล่าว่าเปิดสนามบอลไปได้แค่ครึ่งปีก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ต้องปิดกิจการไปในท้ายที่สุด

 ล้มได้ก็ลุกได้ หลังผ่านบทเรียนธุรกิจขนมไทยและสนามบอล สุรนามกลับมาอีกครั้งกับธุรกิจน้ำเต้าหู้ออร์แกนิกโทฟุซัง น้ำเต้าหู้ที่เรารู้จักดีในวันนี้

ในช่วงสุดท้าย เขาแบ่งปัน 5 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งได้แก่ ไอเดีย ทีมงาน แบบจำลองธุรกิจ เงินทุน และจังหวะเวลาการออกสินค้า แม้สุรนามจะเน้นว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งใน 5 ปัจจัยข้างต้นคือเรื่องจังหวะเวลา แต่เรื่องที่เขาคิดว่าสำคัญกว่า คือความพร้อมในการรับโอกาสที่เข้ามาในจังหวะเวลานั้น 

“ถึงจะมีจังหวะเหมาะสมแค่ไหน มีจังหวะทองเท่าไหร่ ถ้าเราไม่พร้อมไปดึงโอกาสนั้น แล้วมาผันให้เป็นธุรกิจ เราก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

คลาสที่ 7

ตามหา ‘แพสชัน’ ก่อนทำธุรกิจ

หัวข้อ : Start a business by ‘Finding Your Passion’ สำรวจแพสชันก่อนเริ่มทำธุรกิจ 

วิทยากร : เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ ภีศเดช เพชรน้อย ผู้ก่อตั้ง BASE Playhouse

ในคลาสสุดท้ายนี้ เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ ภีศเดช เพชรน้อย ผู้ก่อตั้ง BASE Playhouse พาเราไปตามหาแพสชันในการเริ่มทำธุรกิจ

 วิธีหาแพสชันแล้วเปลี่ยนเป็นธุรกิจทำได้อย่างไร ทั้งคู่ขอตอบข้อสงสัยผ่านตัวอย่างประสบการณ์ของตัวเองด้วยเทคนิค 4 ขั้นตอน 

1. การทำความรู้จักตัวเอง : เราต้องตอบให้ได้ว่าตัวตนของเราคือใคร อะไรคือสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ อะไรคือสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกมีพลังและเติมเต็มเรามากที่สุด 

“ให้เรานึกถึงสิ่งที่ทำแล้วไม่รู้สึกเหนื่อย สิ่งที่ทำแล้วกลับรู้สึกได้พลังกลับมา เมื่อตอบตัวเองได้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร เราจะเลือกเส้นทางเดินต่อไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น”

2. การสำรวจและต่อยอดความสนใจของตัวเอง : เมื่อรู้จักสิ่งที่ชอบแล้ว ให้ถามตัวเองว่าเราทดสอบความสนใจของตัวเองได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนเยอะ และทักษะอะไรบ้างที่ได้กลับมาจากการลงมือทำ 

3. การตรวจสอบแพสชันของตัวเอง : ก่อนจะก้าวไปสู่การทำธุรกิจ ลองเช็กอีกทีว่าแพสชันของเราพัฒนาได้ไหม ให้ถามตัวเองว่าเรารู้จักครบทุกมุมหรือยัง และระหว่างทางที่ทดสอบ เรายังอยากรู้จักสิ่งนั้นเพิ่มขึ้นไหม และถ้าให้อยู่กับมันนานๆ เราอยู่กับมันได้นานแค่ไหน 

“แพสชันอาจไม่ใช่สิ่งที่เราทำแล้วแฮปปี้เสมอไป แต่คือสิ่งที่เราสามารถอยู่กับมันได้นานๆ”

4. การเปลี่ยนแพสชันให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน : เมื่อรู้ชัดแล้วว่าเรารักอะไร ขอให้ถามตัวเองว่าเราใช้สิ่งนี้ไปช่วยแก้ปัญหาอะไร ให้ใครได้บ้าง และสิ่งที่เราทำอยู่ให้คุณค่าอะไรกับคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง 

“ถ้าเราไม่สามารถสร้างคุณค่าหรือแก้ปัญหาให้กับคนข้างนอกได้ เราจะไม่มีทางเก็บเงินจากเขาได้”

เมื่อเข้าใจ 4 ขั้นตอนในการเปลี่ยนแพสชันเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนแล้ว สิ่งสำคัญที่ทั้งสองอยากฝากถึงน้องๆ คือ ให้เริ่มลงมือทำเลย เพราะ ‘ธุรกิจ’ เริ่มจากการ ‘ลงมือทำ’

ก่อนจะจากกันไป พวกเขาขอแบ่งปันคำถามที่เชื่อว่าอยู่ในใจของเด็กจบใหม่หลายๆ คน

ถ้าไม่มีความสนใจอะไรเลย ทำอย่างไรดี

สาเหตุส่วนใหญ่ที่เรายังไม่เจอความสนใจ หรือยังตอบไม่ได้ว่าตัวเองชอบอะไร เป็นเพราะเรายังอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดในการหาสิ่งที่เราชอบ คือการออกไปลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และไปลองสร้างประสบการณ์ที่ไม่เคยมี 

ทดลองความสนใจแล้วอยู่ไม่ได้นานจะทำอย่างไร

ก็เปลี่ยน เพราะหนึ่งคนไม่จำเป็นต้องมีหนึ่งอย่างที่สนใจ และสิ่งที่เราสนใจในตอนแรก อาจเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นในตอนหลังก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเรายังรักมันอยู่ไหม ถ้ารักก็ลงมือทำเลย ถ้าไม่ใช่ก็เปลี่ยน เราต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองอะไรใหม่ๆ ด้วย มันถึงจะไปต่อได้

จบไม่ตรงสายทำอย่างไรดี

ในโลกยุคนี้ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เมธวินมองว่าการ Lost และ Found เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงของชีวิต หากเราเรียนจบแล้วพบว่าเส้นทางที่เลือกไม่ใช่เส้นทางที่ใช่ ก็ลองเปลี่ยนตัวเองไปลองในเส้นทางใหม่ๆ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเจอสิ่งที่ใช่สำหรับเราจริงๆ เชื่อว่าเราหาความรู้และฝึกทักษะจากนอกคณะหรือมหาวิทยาลัยได้อยู่ดี ถ้าเราอินกับมันมากพอ ทักษะต่างๆ เหล่านั้นจะพัฒนาตามมาได้แน่นอน

อ่าน ฟัง ชม และเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ กับห้องสมุดสาธารณะออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย
เข้าใช้บริการฟรี ที่นี่

Writer

ศิรประภา แลนแคสเตอร์

นักเขียนฝึกหัดที่กำลังเรียนรู้โลกผ่านตัวอักษร เรื่องเล่า และการเดินทาง

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load