19 พฤศจิกายน 2563
5 K

The founder of ANGKRIZ. 

English teacher and student of the world. 

Sometimes he walks, sometimes he runs. Always, he learns.

นี่คือข้อความที่ ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ เขียนนิยามความเป็นตัวเองไว้ในอินสตาแกรม

ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

นอกจากการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่รักของเด็กๆ พิธีกรและดีเจที่รักของผู้ฟัง ในอีกมุมหนึ่ง ครูลูกกอล์ฟคือหนึ่งคนที่ออกมาแสดงมุมมองความคิดเห็น แชร์ประสบการณ์ และเสนอทางแก้ปัญหาในประเด็นสังคมต่างๆ อยู่เสมอ 

เริ่มจากเรื่องความหลากหลายทางเพศ ที่ได้ยืนหยัดพิสูจน์ความสามารถของตัวเองจนเป็นที่ยอมรับจากครอบครัวและสังคมโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ ต่อมาได้ประกาศตัวในการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จนเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Little Big Green และในช่วงเวลานี้ ก็เป็นคนหนึ่งที่ออกมาพูดถึงเรื่องสื่อ ประชาธิปไตย และการอยู่ร่วมกันในสังคม

ในมิติต่างๆ ที่เขาออกมาขับเคลื่อนนั้น สิ่งสำคัญที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ครอบครัว

สำหรับครูลูกกอล์ฟแล้ว ดูเหมือนว่าทุกอย่างเริ่มได้จากครอบครัว ทั้งการรับฟัง ทำความเข้าใจ และยอมรับความแตกต่างให้ได้ ครอบครัวล้วนสร้างพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม

ถึงคนจะคิดว่าการทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนได้เปรียบในการขับเคลื่อนสังคมได้ แต่เขากลับยอมรับว่า ในความเป็นจริงแล้วความเป็นครูไม่ได้ทำให้ตัวเองดีหรือเก่งกว่าคนทั่วไป 

เขาบอกว่า ตัวเองคือนักเรียนคนหนึ่งของโลกใบนี้ ที่มีผิดพลาด ไม่รู้ และต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

“What we know is a drop, what we don’t know is an ocean.” 

คือข้อความที่ทำให้ตัวเขาเองได้กลับมาครุ่นคิดจนตกตะกอน และอยากฝากให้ผู้อ่านทุกคนได้นำไปขบคิดหลังจากอ่านบทสนทนานี้จบลงเช่นกัน

ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

01 

ครูผู้สอน

เราเห็นคุณออกมาแชร์ความคิดเห็นในประเด็นสังคมตั้งแต่ความเท่าเทียมทางเพศ Hate Speech การลดขยะพลาสติก ไปจนถึงการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเห็นที่แตกต่าง จุดเริ่มต้นมาจากตรงไหน

ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ อยากให้ลองแยกแบบนี้ดีกว่า ถ้าในฐานะที่ลูกกอล์ฟเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มาที่ไปของเรามักจะอยู่ตรงกลางที่คอยประนีประนอมมาโดยตลอด 

อย่างในบ้าน ในครอบครัว เราต้องเป็นคนที่พยายามหาทางคุยกับคุณพ่อ พยายามหาทางออกให้คุณแม่ เราเป็นพี่คนโตที่คอยดูแลน้อง ว่าน้องคนนี้มีปัญหาอะไร เวลาไปโรงเรียน เราเป็นหัวหน้าห้อง ผู้นำเชียร์ เป็นกรรมการนักเรียน ตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็เป็นพี่ประธานเชียร์ที่อยู่ระหว่างรุ่นน้องที่เพิ่งเข้ามากับรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน 

ถ้ามองแบ็กกราวด์ที่เล่ามานี้คือ เรามักจะเป็นจิ๊กซอว์ที่เป็นตัวเชื่อมปัญหาหลายๆ อย่าง หรือพูดสั้นๆ คือ การที่เป็นแบบนี้ เป็นเพศนี้ มันเป็นเบ้าหลอมที่หล่อหลอมให้เราทางหาออกให้ได้เสมอ เพื่อเอาตัวรอดให้ได้ เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้อง Negotiate ตลอดเลย บางครั้งเราชนะ บางครั้งแพ้ เลยเป็นนิสัยที่ติดตัวมา

พอมาเป็นครู ทักษะที่ว่านี้เข้มข้นขึ้นไหม

ลูกกอล์ฟเรียกตัวเองว่าเป็นผู้สอน เป็น Instructor หรือ Tutor อะไรก็ตาม ก็เป็นตำแหน่งที่สังเกตดีๆ ว่า เราต้องพยายามเชื่อมโยงกับเด็ก ที่อยู่ด้วยกันเองแล้วตีกัน และเชื่อมโยงเด็กกับพ่อแม่ที่อยู่คนเจเนอเรชันด้วย ซึ่งเราอาจมีคุณสมบัติของผู้ฟังที่ดี คือถ้าเป็นผู้พูดเราอาจไม่ได้เก่งในทุกแง่ แต่ถ้าเป็นผู้ฟังเราค่อนข้างฟังละเอียด เราจึงมักเป็นตัวเชื่อมเสมอ เช่นแม่มีปัญหามา ก็คุณครูคะ คุยให้หน่อย หรือนักเรียนก็มาขอว่า พี่คุยกับแม่ให้หน่อย เป็นอย่างนี้มาตลอด

แล้วถ้ามองในแง่วงการบันเทิง ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ก็เห็นได้ชัดว่าเราก็ยังเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนที่โทรเข้ามา พยายามหาทางว่า เขาต้องทำยังไงจึงจะแก้ปัญหาได้ สุดท้ายทั้งหมดที่เล่ามา มันจึงหล่อหลอมให้เราคิดว่า บางครั้งถ้าเสียงของเรามีประโยชน์ แล้วเราเชื่อมอะไรบางอย่างแล้วหาทางออกได้ เราก็ทำก็ได้

ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

การออกมาพูดประเด็นสังคมใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครพูดกัน ย่อมมีเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทำไมคุณถึงยอมแลก

ตอนนี้ออก ไม่ออก โดนหมด เราก็เลือกที่จะซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเองดีกว่า อย่างที่เราออกมาแชร์เรื่องข้อมูลคนละชุดของผู้ปกครองและนักเรียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเป็นเด็กนิเทศ รู้ดีว่าสื่อทำงานอย่างไร มี Agenda หรือขอลิงก์ไปถึงการเลือกตั้งของอเมริกาที่มีสื่อทั้งซ้ายจัด ขวาจัด แน่นอนว่าประเทศประชาธิปไตยย่อมทำได้ แต่ถ้าไม่มีใครอยู่ตรงกลางเสนอความเป็นจริงว่าเป็นยังไง มันตายนะ อยู่กันไม่ได้หรอก

เวลาเราดูข่าว ลูกกอล์ฟขีดเส้นใต้เลยว่า ชอบดูข่าวที่เป็นแบบรายงานข่าวมากกว่าการเล่าข่าวแบบใส่ความคิดเห็น เพราะทัศนคติไม่ใช่ความจริง แต่กลายเป็นว่าตอนนี้คนชอบข่าวแบบเล่าข่าว เพราะการรายงานข่าวมันน่าเบื่อ เพราะมีแค่ความจริงแบบนี้ แล้วคุณไปเลือกเอง และในประเทศไทยการเล่าข่าวถูกทำให้เป็นเรื่องปกติแล้ว คนก็ไม่กลับไปดูอะไรที่น่าเบื่อ แต่เรายังเป็นคนคนนั้นอยู่ ยังชอบดูการรายงานข่าวมากกว่าการเล่าข่าว 

สิ่งที่คุณเป็นห่วงมากที่สุดในตอนนี้คืออะไร

ถ้ามองให้แคบลง วันนี้ลูกกอล์ฟเป็นห่วงอย่างเดียวคือสถาบันครอบครัว เมื่อเราทำอาชีพนี้ เราเห็นว่ามันเปราะบางแค่ไหน เราเห็นความแตกต่างของสองชุดข้อมูลระหว่างพ่อแม่กับเด็ก เพราะเรายืนอยู่ตรงกลางจริงๆ เราอยู่กับเด็กที่เล่นทวิตเตอร์ และพ่อแม่ที่เล่นแต่เฟซบุ๊กแล้วก็รับข่าวอีกช่องทาง 

มันเหมือนบางทีสิ่งที่ต้องคุยกันตรงๆ เพื่อหาทางออกดีๆ และต้องคุยกันดีๆ กลับคุยไม่ได้ แต่ละฝ่ายที่เอียงอยู่แล้วก็จะหาความจริงซึ่งไม่รู้เป็นความจริงหรือเปล่า บางทีก็เป็นทัศนคติของตัวเอง บางหลักฐานของฝ่ายตัวเอง บางครั้งก็เป็น Fake News ของทั้งสองฝ่ายอีก ไม่มีสื่อที่กลางหรือน่าเชื่อถือพอที่จะทำ Fact Check ให้ทั้งสองฝ่าย เราเห็นปัญหาไหม และถ้าได้ทำความเข้าใจระบบอัลกอริทึม ซึ่งอยากให้ทุกคนไปดูสารคดีเรื่อง Social Dilemma ของ Netflix ก็ได้ ซึ่งสารคดีใช้คำว่า ‘เป็นภัยต่อประชาธิปไตย’ เลยนะ เพราะทำให้เราจะเห็นแค่ข้อมูลฝั่งตัวเองเสมอ และถูกรายล้อมด้วยชุดข้อมูลเดียวหมด

เวลานี้เราจึงแค่อยากยกประเด็นให้กับสังคมว่า ตอนนี้ประชาธิปไตยเริ่มตั้งแต่ในบ้านนี่แหละ ถ้ามองภาพใหญ่คงมีอีกหลายสิ่งที่ต้องคุยกัน แต่วันนี้ลูกกอล์ฟอยากให้โฟกัสที่สถาบันครอบครัวก่อน เมื่อเราออกมาพูดในมุมของเราวันนี้ มีพ่อแม่หลายคนทักมาว่า ขอบคุณมาก ใจเย็นขึ้นเยอะเลย 

ตอนนี้ เสียงหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องการห่วงสถาบันครอบครัว เพราะการเรียกร้องหลายอย่างในโลกนี้ต้องใช้เวลา แต่คนที่อยู่กับเราไปตลอด ไม่ว่าการเรียกร้องข้างนอกจะเป็นอย่างไรก็คือครอบครัวของเรา

คุณเน้นเรื่องครอบครัวเป็นพิเศษ เพราะประสบการณ์ส่วนตัวด้วยหรือเปล่า

เราเคยเป็นเด็กที่อยู่ในบ้านที่ไม่อบอุ่น เรารู้เลยว่ามันจะเป็นที่บ่มเพาะมนุษย์ที่อันตรายมาก การอยู่ในบ้านที่ร้อนเป็นนรกของเราทุกคน ถ้าเรามองสถานการณ์โลกปัจจุบัน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง มันร้อนพอแล้ว มันต้องมีสักที่บนโลกนี้ที่เย็นให้เราบ้าง ดังนั้น ลูกกอล์ฟคิดว่าสิ่งนี้สำคัญมาก 

เราไม่ได้บอกให้เด็กฟังพ่อแม่อย่างเดียวนะ เราพยายามบอกพ่อแม่ว่า โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ข้อมูลมันคนละชุด อย่างน้อยถ้าเป็นไปได้ ไม่มีวิธีรับมือก็ช่วยรับฟัง และอย่าไล่เขาออกจากบ้าน อย่างน้อยให้เขากินอิ่มนอนหลับ

จริงๆ แล้วมันเป็นการเริ่มฝึกประชาธิปไตยที่บ้านให้ทั้งกับผู้ปกครองและเด็ก และได้ฝึกอะไรหลายๆ อย่าง ถ้ามันเริ่มที่ครอบครัว จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนใจคนบางครั้งต้องใช้เวลานาน ทั้งการสร้างค่านิยมใหม่ การเปลี่ยนความเชื่อบางอย่างที่คนเชื่อมาทั้งชีวิต ต้องระวังสารที่จะสื่อ และวิธีที่จะสื่อสารหรือเปล่า หรือมันต้องปรับทั้งคู่หรือเปล่า

แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องยอมรับความจริงคือ โลกมันเปลี่ยนแปลง มันไม่มีอะไรที่หนีสัจธรรมข้อนี้ได้ เราต้องเตือนสติให้ทุกคนอยู่กับการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้
ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

คิดว่าการเป็นครูได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการผลักดันประเด็นด้านสังคมต่างๆ อย่างไรบ้าง

เอาเป็นว่า ถ้าวันนี้ไม่สอนหนังสือ ถ้าเราไม่มีอิทธิพลต่อเด็กขนาดนี้ เราจะแสดงความเห็นได้มากกว่านี้ บางทีก็เป็นความกระอักกระอ่วนว่าฉันอยากแสดงอะไรบางอย่างในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่ในความเป็นมนุษย์ฉันดันมาพร้อมสิ่งนี้ ที่เป็นความน่าเชื่อถือหรืออิทธิพลบางอย่างที่อาจส่งผลต่อเด็ก 

กลายเป็นว่าความเป็นครูทำให้พูดบางเรื่องได้ยากกว่า

เราว่าการเป็นครูยากนะ เพราะว่าโรงเรียนควรเป็นสถานที่ที่ปล่อยให้เด็กทุกคนมีความคิดทุกแบบ เป็นทุกเพศได้ และมีโอกาสแสดงออกถึงความเป็นตัวเองโดยไม่มีใครมาตัดสิน มันควรเป็นสถานที่แบบนั้น ซึ่งเราก็เคยพลาด เคยมีช่วงที่เราเคยใช้ทัศนคติของเราโน้มน้าวให้เด็กอินไปตามเรา โดยที่ไม่ได้เสนอความจริงในรูปแบบอื่น แล้วก็ไม่ได้ให้เขาไปค้นหาความจริงเองในรูปแบบอื่นเช่นกัน

มีนักเรียนคนหนึ่งทักมาเมื่อไม่นานนี้ ในช่วงที่ลูกกอล์ฟต้องออกมาขอโทษว่าตัวเองเคยใช้ Hate Speech เราต้องออกมาขอโทษทันทีเลย เพราะในวันนั้นที่มีการชุมนุมในอดีต เราใช้คำพูดที่โหดร้ายรุนแรง โดยที่ตัวเองก็ได้ข้อมูลมาไม่ครบ เรามีแค่ข้อมูลชุดนั้น ทั้งที่ตอนนั้นก็อายุประมาณยี่สิบห้า ยี่สิบหกแล้ว เราโตแล้ว ควรรู้ดีกว่านั้นได้แล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากออกมารับผิด

คราวนี้นักเรียนที่ทักมา เขาบอกว่า ขอบคุณพี่มากเลยที่ออกมาขอโทษ เพราะตอนนั้นหนูเห็นต่างจากพี่มากๆ ในเรื่องการเมือง นักเรียนใช้คำว่า เขารู้สึก Uncomfortable เวลาอยู่ในห้องเรียน แต่เหตุผลที่ยังเรียนอยู่เพราะชอบ เราฟังแล้วก็ เออ ทำไมเราไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้พูดบ้างว่าเขาคิดยังไง

หรือวันนี้พูดตรงๆ ถึงเรื่องผูกโบขาวหรือชูสามนิ้ว ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับอะไรก็ตาม เราที่เป็นผู้สอน ควรบอกหรือบังคับให้เด็กต้องผูกโบขาวหรือเปล่า หรือเราไม่ควรไปด่าเด็กว่า Ignorant หรือเปล่า ถ้าเป็นวันนี้เราควรเปิดโอกาสให้เขาพูดหรือเปล่า สมมติว่าเขาไม่เห็นด้วยกับอันนี้ เพราะอะไร เห็นด้วยเพราะอะไร ทำยังไงให้อยู่ด้วยกันได้ ตอนนี้เริ่มเห็นความลำบากใจของความเป็นครูผู้สอนไหม

อีกอย่างเราต้องยอมรับว่าในแง่ที่ว่า ประเทศของเรา อาจารย์มากมายใช้ความเป็นอำนาจนิยม ถูกไหม ดังนั้น ลูกกอล์ฟที่ไม่ได้เป็นคนใช้อำนาจนิยม ยิ่งต้องรับฟัง ในโรงเรียนของลูกกอล์ฟ เราบอกเลยว่า นี่คือพื้นที่ของเด็กทุกคน ไม่ว่าข้างนอกจะเป็นยังไง เมื่อเข้ามาในโรงเรียนแล้ว เด็กที่ไม่รู้เรื่องการเมือง เด็กที่ทะเลาะกับพ่อแม่ เด็กที่อาจดูช่องนั้นช่องนี้ หรือเด็กที่ไม่โอเคกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาต้องอยู่ร่วมกันในห้องเรียนของเรา และเราเปิดกว้างมาก

02

นักเรียนของโลกใบนี้

เท่าที่เล่ามา คุณรู้สึกไหมว่าการเป็นครูแบกรับความคาดหวังต่างๆ ไว้มากเหมือนกันนะ

ล่าสุดในทวิตเตอร์เราเปลี่ยนชื่อแอคเคาต์เป็น Student of the World แล้วนะ เพราะรู้สึกว่าฉันไม่เห็นต้องมานั่งแบกอะไรเลย ฉันก็เป็นนักเรียนคนหนึ่งของโลกใบนี้ แล้วก็ปรับความเป็นส่วนตัวในทวิตเตอร์ที่มีคนติดตามอยู่ล้านกว่าคนให้เป็น Private 

ต้องยอมรับว่าประเทศเรามีการตีกรอบคนเยอะมาก สมมติว่าเป็นหมอต้องไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ เป็นครูหรือติวเตอร์ต้องเป็นคนดี แต่หยุด! ฉันเป็นมนุษย์เหมือนกัน ฉันก็เป็นมนุษย์ที่มีโกรธ มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้อยู่ แต่ฉันพยายามและอยากเป็นคนที่ดีขึ้น อย่าตีกรอบกันเลย ต้องยอมรับก่อนว่า ความคิดแบบนี้เราอาจได้มาจากเมืองนอกที่ครูก็มีหลายแบบ สูบบุหรี่ เห้ย ครูก็ดูเปรี้ยว มีรอยสักเต็มตัว ครูก็เป็นมนุษย์นะ

ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

การมองโลกแบบเปิดกว้างที่ได้รับมาจากการเรียนในต่างประเทศ เป็นสาเหตุที่คุณหยิบวัฒนธรรมที่ส่งเสริม Critical Thinking มาใช้ผ่านรายการ ถกถาม ด้วยใช่ไหม

มาก (เน้นเสียง) เพราะรู้สึกว่ามันไม่มีพื้นที่นี้ มันมีน้อยเกินไปกับโลกสมัยนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ลองคิดกันดูว่า เราเคยถกถาม ถกถามนะไม่ใช่ถกเถียง หรือแลกเปลี่ยนความเห็นแบบใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์ พูดข้อมูลของเราและเถียงกันบนหลักของเหตุผล บวกกับการมีความเห็นใจกันและมีความเคารพกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ในประเทศนี้

คิดไม่ออกเลย

ทุกบทเรียนมันดูน้อยไปหมดเลย มันไม่มีแม้แต่ให้เราคุยกันว่า ทำไมเราต้องเรียนภาษาอังกฤษ หนูว่ายังไง หรือทำไมต้องไปโรงเรียน มันมีแต่ข้อมูลๆ แม้กระทั่งที่บ้าน ค่านิยมการคุยกันยังน้อยเลย ใช่หรือเปล่า 

แล้วจากการที่เราได้ไปเมืองนอก ซึ่งยอมรับว่าอาจจะพูดไม่ได้มาก เพราะเราก็เคยไปแค่สองที่ คือเยอรมนีตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน กับที่อังกฤษ แต่เราได้เห็นว่าคนเขากล้าจังเลย พูดไม่หยุด พูดมาก่อน ผิดถูกช่างมัน แล้วก็แชร์กัน ซึ่งมนุษย์เราก็ควรต้องเป็นอย่างนั้นไหม แต่ที่บ้านเราคือไม่มี

บวกกับสื่อบ้านเราไม่ค่อยทำรายการแบบที่เอาคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แล้วก็สร้างค่านิยมให้คนถกเถียงกันด้วยเหตุผล หรือบางทีสื่อที่ทำคนก็ไม่ดูเพราะว่าไม่ Mass แต่พอสื่อที่คนดูเยอะก็ไม่ทำ 

คุณคิดว่าสื่อมีความสำคัญต่อการสร้างวัฒนธรรมการถกถามมากแค่ไหน

ลูกกอล์ฟรู้สึกว่าสื่อมีความสำคัญมากนะ แต่คนที่เป็นสื่อกลับทำให้บ้านเมืองเละเทะมากเลย เพราะมันเป็นเรื่องของเรตติ้งและเงินทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นเราจะผลิตข่าวประสาทแดกมาทำไม ไปคิดเอาเองว่ามีกี่ข่าว แล้วเราได้ประโยชน์อะไรจากมัน จนสร้างความบิดเบี้ยวในสังคมไปหมด

ถ้าวันหนึ่งสังคมไทยมีบรรยากาศของการที่จะถกถามกันได้จะเกิดประโยชน์อะไรบ้าง

ถ้าเคยดูรายการ ถกถาม จะเห็นว่ารายการนี้เปิดโอกาสให้คนบ้ง (ผิดพลาด) ได้ มันชัดเจนมาก บางเรื่องลูกกอล์ฟก็ไม่รู้ บางเรื่องคนที่มาก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่ต้องมีใครเป็นพิธีกร ต่างคนก็แสดงความคิดเห็นกัน

คุณกำลังแสดงให้เห็นว่า ครูหรือใครๆ ก็ไม่รู้ได้เท่ากัน

ใช่ มันชัดมาก ทำไมเราจะพลาดไม่ได้ ขนาดในรายการ ถกถาม ตอน LGBTQ มีคนถามว่า Q ย่อมาจากอะไร เราก็บอกว่า เราเข้าใจว่า Queer แล้วก็มีคนคอมเมนต์เข้ามาว่า ครูลูกกอล์ฟไม่รู้ได้ยังไง มันไม่รู้ได้เว้ย เพราะต่อให้ฉันเป็น LGBTQ มันก็มีบางเรื่องที่ฉันไม่รู้เกี่ยวกับตัวฉันได้ 

มันต้องเปิดโอกาสให้คนพลาดได้ และนี่คือแบบจำลองที่ดี เพราะเวลาที่เราเรียกให้คนมาคุยในรายการ เราไม่ได้ให้เขาทำการบ้านก่อน โจทย์ของรายการคือ ‘ไม่ได้ให้ทุกคนมาอวดฉลาด’

เราอยากให้เหมือนเป็นคนในครอบครัวมาคุยกัน แล้วอยู่ดีๆ ลูกก็ถามอะไรขึ้นมา จึงเป็นที่มาว่าเราไม่มีพิธีกร เราจะมีแค่ Topic แล้วให้คนห้าคนมาพร้อมกับคำถามคนละสามถึงห้าข้อ แล้วก็โยนคำถามไปตรงกลางโดยไม่ต้องเตรียมตัวหาข้อมูลกันมาก่อน เราอยากให้แสดงความคิด ณ ตอนนั้นเลย ทุกคนไม่รู้ได้ บ้งได้ พลาดได้ พอเราคุยกันเราก็ได้เรียนรู้ เพราะฉะนั้น บ้งไปเหอะ (เน้นเสียง)

ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

ตรงกับชื่อ Student of the World ของคุณเลยนะ ที่เราต่างคนก็ต่างเป็นผู้ที่ต้องเรียนรู้บนโลกใบนี้

ใช่ ลูกกอล์ฟเพิ่งดูซีรีส์เยอรมนีที่ชื่อว่า Dark แล้วมีคำกล่าวหนึ่งที่เป็นหลักของเรื่อง ซึ่งมันเหมือนเป็นการตบหน้าทุกคน และนำมาสู่การตกตะกอนของการเปลี่ยนชื่อครั้งใหญ่นี้ นั่นคือ “What we know is a drop, what we don’t know is an ocean.” (สิ่งที่เรารู้เป็นเพียงหยดน้ำ สิ่งที่เราไม่รู้คือมหาสมุทร) และมีคนบอกว่า ‘ว่ากันว่า’ คำกล่าวนี้เป็นของไอแซก นิวตัน

พอลงท้ายแบบนี้ มันก็เลยกลายเป็นคำกล่าวที่เราอยากไปค้นคว้าเพิ่มว่าตกลงเป็นของใคร เห็นไหม ตอนแรกค้นก็เจอว่า ไอแซก นิวตัน กล่าว แต่เราเกิดไม่ทัน เราก็พิมพ์หาต่อ หลายข้อมูลที่เจอก็บอกว่าไม่มีข้อพิสูจน์นะ แต่คำกล่าวนี้มักจะบอกว่า น่าจะมาจากไอแซก นิวตัน มันเลยเป็นคำที่ตบหน้าเราจริงๆ 

ไม่ผิดเลยที่สิ่งที่รู้วันนี้ ที่เราคิดว่ารู้มาก มันเป็นเพียงแค่หยดน้ำ แล้วสิ่งที่เราไม่รู้ล่ะ คำกล่าวนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องจริงๆ นะ

03

หนึ่งคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

สำหรับในด้านการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่ม Little Big Green ของคุณก่อตั้งมาได้ปีกว่าแล้ว ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้ Little Big Green ได้เปิดตัวเป็นบริษัทแล้ว มีโปรเจกต์มากมายที่อยากให้ไปติดตามกันในเฟซบุ๊ก Little Big Green จะเห็นสิ่งที่เราทำในระหว่างทางปีกว่าๆ เรามีการสร้างภาคีที่เรียกว่า Earth Tone ซึ่งเป็นการรวมตัวขององค์กรสีเขียวมากมายในประเทศ เหมือนเป็นเฉดสีเขียวหลากหลายเฉดมารวมตัวกัน ก็ทำให้การทำงานดีขึ้น

แต่ตอนนี้เป็นช่วง COVID-19 ที่เราเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ แล้วก็แอบรู้สึกลำบากใจเหมือนกันนะว่าเดินทางครั้งเดียวสร้างขยะพลาสติกเยอะมาก เยอะกว่าทั้งชีวิต

ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างนี้ เราควรต้องทำอย่างไร

ยิ่งต้องเห็นความสำคัญของช่วงที่เราลดขยะพลาสติกลงได้ เพราะมันมีบางเวลาที่เราทำไม่ได้ เช่น ตอนนี้ลูกกอล์ฟติดอยู่ในสถานกักตัว เราก็รีเควสอะไรไม่ได้ น้ำดื่มก็ต้องมาเป็นพลาสติก ทุกอย่างที่เป็นอาหารต้องห่อพลาสติก เพื่อป้องกันการสัมผัสและเป็นไปตามมาตรการ

จากวันแรกๆ ที่ทำงานด้านนี้ คุณออกตัวว่าตัวเองยังเป็นเฉดสีเขียวอ่อน วันนี้ดูคุณเป็นเฉดสีที่เข้มขึ้นมากเลยนะ

เราว่าต้นไม้ทุกต้นที่ได้รับการดูแลก็จะดีขึ้นนะ ในแง่ส่วนตัวเราก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะเหมือนกัน ตอนนี้เรามาถึงขั้นที่เริ่มตัดสิ่ง Overconsumption แล้ว เริ่มใส่เสื้อผ้าวนแล้ว เพราะว่าลูปที่ซื้อมาทั้งชีวิตมันใหญ่มากพอแล้ว แต่การทำแบบนี้ก็ส่งผลเยอะนะ การที่เราหยุดซื้อเสื้อผ้า หมายถึงว่าต้องหยุดอุดหนุนเพื่อนหลายคน ซึ่งบางครั้งเราเป็นท่อน้ำเลี้ยงของร้าน แต่เราก็ต้องขอโทษจริงๆ

ถ้าจะมีการซื้อก็ต้องเป็นของมือสอง หรือไม่ก็ตัดเสื้อผ้าใส่เองโดยเลือกผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เป็นผ้าทดใหม่ ต้องเป็นผ้าที่เหลืออยู่ในโลกนี้ เราทำมาได้สักพักแล้ว มันมีความละเอียดอ่อนเยอะขึ้น เราพยายามจะไม่สร้างวัตถุดิบใหม่ เราอยากตัดตรงนี้ออกไปให้เยอะ 

ตอนนี้เราอาจไม่ได้หยุดซื้อไปร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตัดไปแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นค์ก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่ก่อนเสื้อผ้าใส่ซ้ำไม่ได้ ตอนนี้คือใส่ซ้ำไปเถอะ ใครที่อ่านถึงท่อนนี้อยากบอกว่า สำหรับคนที่มีเสื้อผ้าเยอะ อยากให้คิดว่าตอนนี้เราขาดเหลืออะไร เสื้อผ้าที่ซื้อมาตลอดสามสี่ปี หรือห้าปี มันใช้ได้ทั้งชีวิตแล้วนะ

ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

หลายคนอาจมองว่าทำอย่างคุณได้ยากเหมือนกันนะ ในฐานะที่คุณก็เป็นแบบอย่างในการรักษาสิ่งแวดล้อม อยากบอกอะไร

เราเป็นคนหนึ่งที่อยากให้คนทำตามแล้วเดินไปด้วยกันดีกว่า ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า เวลาที่เราจะทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม เราต้องทำให้มันได้จริง อันไหนที่เราทำได้ก็ต้องทำ มันยากมากเลยนะที่เราจะใช้ชีวิตแบบ Zero-waste หรือตัดทุกอย่างออกไป 

ถ้าพูดตามตรง เราก็ยังทำงานอยู่ มีคนที่ต้องดูแล มีคนที่ขายงานให้เรา มีการทำงานกับลูกค้าในบางโปรเจกต์ สุดท้ายเราก็กลายเป็นผู้บริโภคแล้วก็เป็นผู้ผลิตด้วย ตอนนี้ที่โรงเรียนลูกกอล์ฟก็เปลี่ยน เวลาส่งของต้องใช้แพ็กเกจจิ้งที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ คุณได้ร่วมโปรเจกต์กับ SOS EARTH และได้ลงพื้นที่เก็บขยะในคลองลาดพร้าว ได้ไปเห็นสภาพจริงว่ายังมีขยะพลาสติกและขยะต่างๆ ในคลองมากมายมหาศาล คุณรู้สึกอย่างไร

ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเสียงที่ดังขึ้น และการเดินทางมันไม่มีวันสิ้นสุด ความรู้สึกก็มีทั้งสิ้นหวังและมีหวัง สิ้นหวังก็เพราะรู้สึกว่าขยะเยอะจังเลย ไม่มีทางแก้ได้เลย มีหวังคือคนตระหนักจากแต่ก่อน แต่ก็ยังไม่พอ เรารู้สึกว่ามันสำคัญมากจริงๆ ที่เราต้องรีบหาทางออกเรื่องการเมืองได้แล้ว ประเทศอื่นๆ เขาไปประเด็นอื่นกันแล้ว เรายังติดอยู่ที่ว่าเธอรักหรือไม่รักประเทศนี้ แล้วมันไปต่อยาก

ประเด็นสิ่งแวดล้อมควรมาได้แล้ว โลกมันจะอยู่ไม่ได้แล้ว ลองไปใช้วิทยาศาสตร์ ไปดูหลักฐานที่มันเกิดขึ้น ขยะที่มันเกิดขึ้น สุดท้ายคือ มันไม่สามารถทำได้แค่ประชาชนแล้ว มันต้องไปด้วยกันทั้งหมดแล้ว ประชาชน เอกชน รัฐ นี่คือเรื่องจริง

ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้
ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

ความยากของการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือการลดขยะพลาสติกในตอนนี้คืออะไร

ถ้าพูดง่ายๆ คือมันมีผลไปทั้งยวง ใช่ เราควรทำให้คนตระหนักเรื่องนี้ แต่เอาแบบนี้ดีกว่า สมมติว่ามีเวทมนตร์ทำให้หกสิบล้านคนในประเทศตื่นมาแล้วตระหนักว่าไม่ใช้หลอดพลาสติก ใช้ถุงผ้าที่มีอยู่ ทุกคนพกปิ่นโต เราลดขยะได้เยอะมาก แต่ในภาคอื่นล่ะ ภาคเอกชนที่สร้างขยะขึ้นมา คิดดูว่าเรากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซองทำไง เห็นไหม ถ้าภาคเอกชนหรือผู้ผลิตไม่เปลี่ยน ก็ทำไม่ได้

ถามว่าภาคเอกชนจะเปลี่ยนยังไง เขาไม่เปลี่ยนหรอกถ้ารัฐบาลไม่บังคับ ลูกกอล์ฟคุยกับกลุ่ม Earth Tone ว่าต้องผลักดันเป็นกฎหมายให้ได้ว่าคนที่สร้างขยะหรือทุกคนที่ได้ประโยชน์และได้เงินจากสิ่งที่สร้างขึ้นมา ต้องเสียค่าจัดการขยะด้วย บริษัทใหญ่ๆ ทั้งหมด หรือเราทุกคนที่ได้กำไรจากมันก็ต้องรับผิดชอบขยะที่เราสร้างขึ้น

ถ้าพูดให้เห็นภาพด้วยความเป็นจริง ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก ก็แพ็กเกจจิ้งมาเป็นแบบนี้ แล้วทำไมต้องเป็นของผู้รับผิดชอบอย่างเดียวในเมื่อคุณก็ไม่มีทางเลือกให้

ตอนนี้กลายเป็นว่าภาคประชาชนกำลังตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น แล้วภาครัฐทำอะไรมากน้อยแค่ไหน

รัฐบาลมีการเคลื่อนไหวบ้าง แต่ช้า ลูกกอล์ฟคุยกับทีมงานว่ายังมีความเข้าใจผิดอยู่ เช่น กิจกรรมหรืองานที่จัดเพื่อสิ่งแวดล้อมสร้างขยะเยอะมาก คือถ้าเริ่มผิดก็จบแล้ว สมมติคุยเรื่องวันสิ่งแวดล้อมแต่ในงานมีการยิงเม็ดโฟม กลิตเตอร์ สร้างมาสคอตที่ใช้แล้วทิ้ง ทำป้ายไวนิลป้ายผ้าหรืออะไรก็ตามที่ใช้แล้วทิ้งทันที ถามหน่อยว่า ผิดแล้วไหม ลูกกอล์ฟคิดว่าการสร้างอะไรพวกนี้ บางทีมันเป็นแค่ผลงาน

04

ตัวตน

ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

เห็นคุณเขียนสรุปเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตแต่ละช่วงเมื่อวันเกิด คุณเรียนรู้อะไรในช่วงชีวิตวัย 35 นี้บ้าง

รู้สึกว่าชีวิตก็แค่นี้เอง ยิ่งโตยิ่งรู้สึกว่าจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ถ้าเรายอมรับความจริงได้ มนุษย์ตายได้ค่ะทุกคน (หัวเราะ) ทำไมจะตายไม่ได้ล่ะ เพื่อนและคนรู้จักเราก็ตายไปแล้วตั้งหลายคน ยังเด็กทั้งนั้นเลย พอตายแล้วก็จบ ที่ผ่านมาไม่นับ ดังนั้น จึงสำคัญที่ปัจจุบันว่าเราจะทิ้งอะไรไว้ให้คนอื่นบ้าง แค่นี้ดีกว่า

การทำประโยชน์ให้คนอื่นทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้นไหม

มันทำให้เรารู้ว่าเราต้องทำมากกว่านี้ และเราทำเองคนเดียวไม่ได้ มนุษย์เราทุกคนต้องมีคนช่วย เรามหัศจรรย์แค่ไหน เราก็ไปคนเดียวไม่ได้ในหลายๆ เรื่อง ดังนั้น จึงเอามาประยุกต์ใช้ได้ว่า ในวันนี้เราอยากเปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เราต้องมีคนช่วย เราต้องไปด้วยกัน การจะไปด้วยกันควรเริ่มต้นจากการเปิดบทสนทนาดีๆ ยังมีความจำเป็นอยู่

ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

รู้สึกยังไงที่วันนี้ตัวตนและเสียงของครูลูกกอล์ฟขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ ในสังคมได้

จริงๆ คือเรารู้สึกดีใจที่มีคนมาติดตามนะ เวลาที่เราเดินทางเราไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งปลายทางจะเป็นยังไง เราก็แค่ออกเดินทาง ตอนทำโรงเรียนก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะมาไกลได้ไหม หรือจะไม่ไหวตั้งแต่ปีแรก ตอนทำรายการ English Room ก็ไม่รู้หรอกว่าจะรอดมาถึงสี่ปี หรือทำโครงการ Little Big Green หรือรายการ ถกถาม เราก็ไม่รู้ฟีดแบ็กหรอก

การใช้โซเชียลมีเดียหรือการอยู่ในวงการ เราก็ไม่รู้เช่นกัน วันนี้เราดีใจที่คนมาตาม แต่อย่าลืมว่าหลายคนที่คุณเห็นตรงนี้ก็เป็นมนุษย์เหมือนคุณนี่แหละ ในแง่นี้เราเท่ากัน เราพลาดได้เท่าคุณ กลัวได้เท่าคุณ

สำหรับคุณที่ออกมาผลักดันประเด็นสังคมในมิติต่างๆ เสมอ คิดเห็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 

สำหรับลูกกอล์ฟแล้ว การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้จากที่บ้านคุณเอง วันนี้ถ้ารู้สึกว่าอยากฝึกความอดทนหรืออะไรบางอย่าง อยากให้เห็นว่ามันมีความยากแค่ไหน ให้เปลี่ยนคนในบ้านที่เห็นต่างจากเราให้ได้ ปลายทางคุณอาจจะรู้เลยว่า อาจต้องเปลี่ยนเป็นการอยู่กับเขา เพราะว่าเราเปลี่ยนเขาไม่ได้เลย

การเปลี่ยนใครสักคนให้ได้เป็นเรื่องยากมาก กับคนในบ้านเรายังทำไม่ได้เลย แล้วคนอื่นที่เขาไม่รู้จักคุณ เขาจะมาแคร์คุณเหรอ

ยกตัวอย่างง่ายๆ แค่ให้ป๊ะป๋ารักเราได้ยังใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี เราก็ไม่เคยหยุดเรียกร้องให้พ่อรักเราให้ได้ เราไม่หยุด เราเรียกร้องทุกวัน แต่เราไม่ได้ชนะตั้งแต่วันแรกไง เราก็ไม่สิ้นหวัง เราก็ซื่อสัตย์กับเสียงของเราอยู่เสมอ จบ เท่านี้เอง

ภาพ : LG and Friends

พบครูลูกกอล์ฟและติวเตอร์จากสถาบันกวดวิชาชื่อดังระดับประเทศ ทั้งครูพี่วิน พี่ยู ครูอาร์ม ครูพี่หวาย พี่เอ๋ พี่ภูมิ พี่เฟรนด์ ครูพี่หมอโอ๋ พี่ปั้น พี่โหน่ง พี่เต้ย พี่ฟาร์ม พี่เคน ดร.พี่เบียร์ และ ดร.พี่บิ๊ก ที่จะมาถ่ายทอดเนื้อหา O-NET GAT PAT วิชาสามัญ และวิชาแนะแนวอาชีพ รวมทั้งเทคนิคการทำข้อสอบ TCAS64 อย่างเข้มข้น เพื่อมอบความรู้ให้น้องๆ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการศึกษาต่อได้สำเร็จ 

ในโครงการ ‘สหพัฒน์แอดมิชชั่น’ ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 23 ติวเข้มออนไลน์ ‘Live Streaming Class ติวฟรีแบบใหม่ อยู่ไหนก็ติวได้’ จัดโดย บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์ มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ และริชเชส

น้องๆ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่สนใจติวเข้มออนไลน์รูปแบบใหม่ เก็บทุกเม็ดติดต่อกัน 6 วันเต็ม ลงทะเบียนได้ทาง www.sahapatadmission.com การติวออนไลน์เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : Sahapat Admission หรือ โทร. 06 4163 3449, 06 4836 3990

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load