The founder of ANGKRIZ. 

English teacher and student of the world. 

Sometimes he walks, sometimes he runs. Always, he learns.

นี่คือข้อความที่ ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ เขียนนิยามความเป็นตัวเองไว้ในอินสตาแกรม

ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

นอกจากการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่รักของเด็กๆ พิธีกรและดีเจที่รักของผู้ฟัง ในอีกมุมหนึ่ง ครูลูกกอล์ฟคือหนึ่งคนที่ออกมาแสดงมุมมองความคิดเห็น แชร์ประสบการณ์ และเสนอทางแก้ปัญหาในประเด็นสังคมต่างๆ อยู่เสมอ 

เริ่มจากเรื่องความหลากหลายทางเพศ ที่ได้ยืนหยัดพิสูจน์ความสามารถของตัวเองจนเป็นที่ยอมรับจากครอบครัวและสังคมโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ ต่อมาได้ประกาศตัวในการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จนเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Little Big Green และในช่วงเวลานี้ ก็เป็นคนหนึ่งที่ออกมาพูดถึงเรื่องสื่อ ประชาธิปไตย และการอยู่ร่วมกันในสังคม

ในมิติต่างๆ ที่เขาออกมาขับเคลื่อนนั้น สิ่งสำคัญที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ครอบครัว

สำหรับครูลูกกอล์ฟแล้ว ดูเหมือนว่าทุกอย่างเริ่มได้จากครอบครัว ทั้งการรับฟัง ทำความเข้าใจ และยอมรับความแตกต่างให้ได้ ครอบครัวล้วนสร้างพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม

ถึงคนจะคิดว่าการทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนได้เปรียบในการขับเคลื่อนสังคมได้ แต่เขากลับยอมรับว่า ในความเป็นจริงแล้วความเป็นครูไม่ได้ทำให้ตัวเองดีหรือเก่งกว่าคนทั่วไป 

เขาบอกว่า ตัวเองคือนักเรียนคนหนึ่งของโลกใบนี้ ที่มีผิดพลาด ไม่รู้ และต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

“What we know is a drop, what we don’t know is an ocean.” 

คือข้อความที่ทำให้ตัวเขาเองได้กลับมาครุ่นคิดจนตกตะกอน และอยากฝากให้ผู้อ่านทุกคนได้นำไปขบคิดหลังจากอ่านบทสนทนานี้จบลงเช่นกัน

ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

01 

ครูผู้สอน

เราเห็นคุณออกมาแชร์ความคิดเห็นในประเด็นสังคมตั้งแต่ความเท่าเทียมทางเพศ Hate Speech การลดขยะพลาสติก ไปจนถึงการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเห็นที่แตกต่าง จุดเริ่มต้นมาจากตรงไหน

ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ อยากให้ลองแยกแบบนี้ดีกว่า ถ้าในฐานะที่ลูกกอล์ฟเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มาที่ไปของเรามักจะอยู่ตรงกลางที่คอยประนีประนอมมาโดยตลอด 

อย่างในบ้าน ในครอบครัว เราต้องเป็นคนที่พยายามหาทางคุยกับคุณพ่อ พยายามหาทางออกให้คุณแม่ เราเป็นพี่คนโตที่คอยดูแลน้อง ว่าน้องคนนี้มีปัญหาอะไร เวลาไปโรงเรียน เราเป็นหัวหน้าห้อง ผู้นำเชียร์ เป็นกรรมการนักเรียน ตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็เป็นพี่ประธานเชียร์ที่อยู่ระหว่างรุ่นน้องที่เพิ่งเข้ามากับรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน 

ถ้ามองแบ็กกราวด์ที่เล่ามานี้คือ เรามักจะเป็นจิ๊กซอว์ที่เป็นตัวเชื่อมปัญหาหลายๆ อย่าง หรือพูดสั้นๆ คือ การที่เป็นแบบนี้ เป็นเพศนี้ มันเป็นเบ้าหลอมที่หล่อหลอมให้เราทางหาออกให้ได้เสมอ เพื่อเอาตัวรอดให้ได้ เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้อง Negotiate ตลอดเลย บางครั้งเราชนะ บางครั้งแพ้ เลยเป็นนิสัยที่ติดตัวมา

พอมาเป็นครู ทักษะที่ว่านี้เข้มข้นขึ้นไหม

ลูกกอล์ฟเรียกตัวเองว่าเป็นผู้สอน เป็น Instructor หรือ Tutor อะไรก็ตาม ก็เป็นตำแหน่งที่สังเกตดีๆ ว่า เราต้องพยายามเชื่อมโยงกับเด็ก ที่อยู่ด้วยกันเองแล้วตีกัน และเชื่อมโยงเด็กกับพ่อแม่ที่อยู่คนเจเนอเรชันด้วย ซึ่งเราอาจมีคุณสมบัติของผู้ฟังที่ดี คือถ้าเป็นผู้พูดเราอาจไม่ได้เก่งในทุกแง่ แต่ถ้าเป็นผู้ฟังเราค่อนข้างฟังละเอียด เราจึงมักเป็นตัวเชื่อมเสมอ เช่นแม่มีปัญหามา ก็คุณครูคะ คุยให้หน่อย หรือนักเรียนก็มาขอว่า พี่คุยกับแม่ให้หน่อย เป็นอย่างนี้มาตลอด

แล้วถ้ามองในแง่วงการบันเทิง ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ก็เห็นได้ชัดว่าเราก็ยังเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนที่โทรเข้ามา พยายามหาทางว่า เขาต้องทำยังไงจึงจะแก้ปัญหาได้ สุดท้ายทั้งหมดที่เล่ามา มันจึงหล่อหลอมให้เราคิดว่า บางครั้งถ้าเสียงของเรามีประโยชน์ แล้วเราเชื่อมอะไรบางอย่างแล้วหาทางออกได้ เราก็ทำก็ได้

ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

การออกมาพูดประเด็นสังคมใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครพูดกัน ย่อมมีเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทำไมคุณถึงยอมแลก

ตอนนี้ออก ไม่ออก โดนหมด เราก็เลือกที่จะซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเองดีกว่า อย่างที่เราออกมาแชร์เรื่องข้อมูลคนละชุดของผู้ปกครองและนักเรียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเป็นเด็กนิเทศ รู้ดีว่าสื่อทำงานอย่างไร มี Agenda หรือขอลิงก์ไปถึงการเลือกตั้งของอเมริกาที่มีสื่อทั้งซ้ายจัด ขวาจัด แน่นอนว่าประเทศประชาธิปไตยย่อมทำได้ แต่ถ้าไม่มีใครอยู่ตรงกลางเสนอความเป็นจริงว่าเป็นยังไง มันตายนะ อยู่กันไม่ได้หรอก

เวลาเราดูข่าว ลูกกอล์ฟขีดเส้นใต้เลยว่า ชอบดูข่าวที่เป็นแบบรายงานข่าวมากกว่าการเล่าข่าวแบบใส่ความคิดเห็น เพราะทัศนคติไม่ใช่ความจริง แต่กลายเป็นว่าตอนนี้คนชอบข่าวแบบเล่าข่าว เพราะการรายงานข่าวมันน่าเบื่อ เพราะมีแค่ความจริงแบบนี้ แล้วคุณไปเลือกเอง และในประเทศไทยการเล่าข่าวถูกทำให้เป็นเรื่องปกติแล้ว คนก็ไม่กลับไปดูอะไรที่น่าเบื่อ แต่เรายังเป็นคนคนนั้นอยู่ ยังชอบดูการรายงานข่าวมากกว่าการเล่าข่าว 

สิ่งที่คุณเป็นห่วงมากที่สุดในตอนนี้คืออะไร

ถ้ามองให้แคบลง วันนี้ลูกกอล์ฟเป็นห่วงอย่างเดียวคือสถาบันครอบครัว เมื่อเราทำอาชีพนี้ เราเห็นว่ามันเปราะบางแค่ไหน เราเห็นความแตกต่างของสองชุดข้อมูลระหว่างพ่อแม่กับเด็ก เพราะเรายืนอยู่ตรงกลางจริงๆ เราอยู่กับเด็กที่เล่นทวิตเตอร์ และพ่อแม่ที่เล่นแต่เฟซบุ๊กแล้วก็รับข่าวอีกช่องทาง 

มันเหมือนบางทีสิ่งที่ต้องคุยกันตรงๆ เพื่อหาทางออกดีๆ และต้องคุยกันดีๆ กลับคุยไม่ได้ แต่ละฝ่ายที่เอียงอยู่แล้วก็จะหาความจริงซึ่งไม่รู้เป็นความจริงหรือเปล่า บางทีก็เป็นทัศนคติของตัวเอง บางหลักฐานของฝ่ายตัวเอง บางครั้งก็เป็น Fake News ของทั้งสองฝ่ายอีก ไม่มีสื่อที่กลางหรือน่าเชื่อถือพอที่จะทำ Fact Check ให้ทั้งสองฝ่าย เราเห็นปัญหาไหม และถ้าได้ทำความเข้าใจระบบอัลกอริทึม ซึ่งอยากให้ทุกคนไปดูสารคดีเรื่อง Social Dilemma ของ Netflix ก็ได้ ซึ่งสารคดีใช้คำว่า ‘เป็นภัยต่อประชาธิปไตย’ เลยนะ เพราะทำให้เราจะเห็นแค่ข้อมูลฝั่งตัวเองเสมอ และถูกรายล้อมด้วยชุดข้อมูลเดียวหมด

เวลานี้เราจึงแค่อยากยกประเด็นให้กับสังคมว่า ตอนนี้ประชาธิปไตยเริ่มตั้งแต่ในบ้านนี่แหละ ถ้ามองภาพใหญ่คงมีอีกหลายสิ่งที่ต้องคุยกัน แต่วันนี้ลูกกอล์ฟอยากให้โฟกัสที่สถาบันครอบครัวก่อน เมื่อเราออกมาพูดในมุมของเราวันนี้ มีพ่อแม่หลายคนทักมาว่า ขอบคุณมาก ใจเย็นขึ้นเยอะเลย 

ตอนนี้ เสียงหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องการห่วงสถาบันครอบครัว เพราะการเรียกร้องหลายอย่างในโลกนี้ต้องใช้เวลา แต่คนที่อยู่กับเราไปตลอด ไม่ว่าการเรียกร้องข้างนอกจะเป็นอย่างไรก็คือครอบครัวของเรา

คุณเน้นเรื่องครอบครัวเป็นพิเศษ เพราะประสบการณ์ส่วนตัวด้วยหรือเปล่า

เราเคยเป็นเด็กที่อยู่ในบ้านที่ไม่อบอุ่น เรารู้เลยว่ามันจะเป็นที่บ่มเพาะมนุษย์ที่อันตรายมาก การอยู่ในบ้านที่ร้อนเป็นนรกของเราทุกคน ถ้าเรามองสถานการณ์โลกปัจจุบัน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง มันร้อนพอแล้ว มันต้องมีสักที่บนโลกนี้ที่เย็นให้เราบ้าง ดังนั้น ลูกกอล์ฟคิดว่าสิ่งนี้สำคัญมาก 

เราไม่ได้บอกให้เด็กฟังพ่อแม่อย่างเดียวนะ เราพยายามบอกพ่อแม่ว่า โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ข้อมูลมันคนละชุด อย่างน้อยถ้าเป็นไปได้ ไม่มีวิธีรับมือก็ช่วยรับฟัง และอย่าไล่เขาออกจากบ้าน อย่างน้อยให้เขากินอิ่มนอนหลับ

จริงๆ แล้วมันเป็นการเริ่มฝึกประชาธิปไตยที่บ้านให้ทั้งกับผู้ปกครองและเด็ก และได้ฝึกอะไรหลายๆ อย่าง ถ้ามันเริ่มที่ครอบครัว จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนใจคนบางครั้งต้องใช้เวลานาน ทั้งการสร้างค่านิยมใหม่ การเปลี่ยนความเชื่อบางอย่างที่คนเชื่อมาทั้งชีวิต ต้องระวังสารที่จะสื่อ และวิธีที่จะสื่อสารหรือเปล่า หรือมันต้องปรับทั้งคู่หรือเปล่า

แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องยอมรับความจริงคือ โลกมันเปลี่ยนแปลง มันไม่มีอะไรที่หนีสัจธรรมข้อนี้ได้ เราต้องเตือนสติให้ทุกคนอยู่กับการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้
ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

คิดว่าการเป็นครูได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการผลักดันประเด็นด้านสังคมต่างๆ อย่างไรบ้าง

เอาเป็นว่า ถ้าวันนี้ไม่สอนหนังสือ ถ้าเราไม่มีอิทธิพลต่อเด็กขนาดนี้ เราจะแสดงความเห็นได้มากกว่านี้ บางทีก็เป็นความกระอักกระอ่วนว่าฉันอยากแสดงอะไรบางอย่างในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่ในความเป็นมนุษย์ฉันดันมาพร้อมสิ่งนี้ ที่เป็นความน่าเชื่อถือหรืออิทธิพลบางอย่างที่อาจส่งผลต่อเด็ก 

กลายเป็นว่าความเป็นครูทำให้พูดบางเรื่องได้ยากกว่า

เราว่าการเป็นครูยากนะ เพราะว่าโรงเรียนควรเป็นสถานที่ที่ปล่อยให้เด็กทุกคนมีความคิดทุกแบบ เป็นทุกเพศได้ และมีโอกาสแสดงออกถึงความเป็นตัวเองโดยไม่มีใครมาตัดสิน มันควรเป็นสถานที่แบบนั้น ซึ่งเราก็เคยพลาด เคยมีช่วงที่เราเคยใช้ทัศนคติของเราโน้มน้าวให้เด็กอินไปตามเรา โดยที่ไม่ได้เสนอความจริงในรูปแบบอื่น แล้วก็ไม่ได้ให้เขาไปค้นหาความจริงเองในรูปแบบอื่นเช่นกัน

มีนักเรียนคนหนึ่งทักมาเมื่อไม่นานนี้ ในช่วงที่ลูกกอล์ฟต้องออกมาขอโทษว่าตัวเองเคยใช้ Hate Speech เราต้องออกมาขอโทษทันทีเลย เพราะในวันนั้นที่มีการชุมนุมในอดีต เราใช้คำพูดที่โหดร้ายรุนแรง โดยที่ตัวเองก็ได้ข้อมูลมาไม่ครบ เรามีแค่ข้อมูลชุดนั้น ทั้งที่ตอนนั้นก็อายุประมาณยี่สิบห้า ยี่สิบหกแล้ว เราโตแล้ว ควรรู้ดีกว่านั้นได้แล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากออกมารับผิด

คราวนี้นักเรียนที่ทักมา เขาบอกว่า ขอบคุณพี่มากเลยที่ออกมาขอโทษ เพราะตอนนั้นหนูเห็นต่างจากพี่มากๆ ในเรื่องการเมือง นักเรียนใช้คำว่า เขารู้สึก Uncomfortable เวลาอยู่ในห้องเรียน แต่เหตุผลที่ยังเรียนอยู่เพราะชอบ เราฟังแล้วก็ เออ ทำไมเราไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้พูดบ้างว่าเขาคิดยังไง

หรือวันนี้พูดตรงๆ ถึงเรื่องผูกโบขาวหรือชูสามนิ้ว ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับอะไรก็ตาม เราที่เป็นผู้สอน ควรบอกหรือบังคับให้เด็กต้องผูกโบขาวหรือเปล่า หรือเราไม่ควรไปด่าเด็กว่า Ignorant หรือเปล่า ถ้าเป็นวันนี้เราควรเปิดโอกาสให้เขาพูดหรือเปล่า สมมติว่าเขาไม่เห็นด้วยกับอันนี้ เพราะอะไร เห็นด้วยเพราะอะไร ทำยังไงให้อยู่ด้วยกันได้ ตอนนี้เริ่มเห็นความลำบากใจของความเป็นครูผู้สอนไหม

อีกอย่างเราต้องยอมรับว่าในแง่ที่ว่า ประเทศของเรา อาจารย์มากมายใช้ความเป็นอำนาจนิยม ถูกไหม ดังนั้น ลูกกอล์ฟที่ไม่ได้เป็นคนใช้อำนาจนิยม ยิ่งต้องรับฟัง ในโรงเรียนของลูกกอล์ฟ เราบอกเลยว่า นี่คือพื้นที่ของเด็กทุกคน ไม่ว่าข้างนอกจะเป็นยังไง เมื่อเข้ามาในโรงเรียนแล้ว เด็กที่ไม่รู้เรื่องการเมือง เด็กที่ทะเลาะกับพ่อแม่ เด็กที่อาจดูช่องนั้นช่องนี้ หรือเด็กที่ไม่โอเคกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาต้องอยู่ร่วมกันในห้องเรียนของเรา และเราเปิดกว้างมาก

02

นักเรียนของโลกใบนี้

เท่าที่เล่ามา คุณรู้สึกไหมว่าการเป็นครูแบกรับความคาดหวังต่างๆ ไว้มากเหมือนกันนะ

ล่าสุดในทวิตเตอร์เราเปลี่ยนชื่อแอคเคาต์เป็น Student of the World แล้วนะ เพราะรู้สึกว่าฉันไม่เห็นต้องมานั่งแบกอะไรเลย ฉันก็เป็นนักเรียนคนหนึ่งของโลกใบนี้ แล้วก็ปรับความเป็นส่วนตัวในทวิตเตอร์ที่มีคนติดตามอยู่ล้านกว่าคนให้เป็น Private 

ต้องยอมรับว่าประเทศเรามีการตีกรอบคนเยอะมาก สมมติว่าเป็นหมอต้องไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ เป็นครูหรือติวเตอร์ต้องเป็นคนดี แต่หยุด! ฉันเป็นมนุษย์เหมือนกัน ฉันก็เป็นมนุษย์ที่มีโกรธ มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้อยู่ แต่ฉันพยายามและอยากเป็นคนที่ดีขึ้น อย่าตีกรอบกันเลย ต้องยอมรับก่อนว่า ความคิดแบบนี้เราอาจได้มาจากเมืองนอกที่ครูก็มีหลายแบบ สูบบุหรี่ เห้ย ครูก็ดูเปรี้ยว มีรอยสักเต็มตัว ครูก็เป็นมนุษย์นะ

ครูลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

การมองโลกแบบเปิดกว้างที่ได้รับมาจากการเรียนในต่างประเทศ เป็นสาเหตุที่คุณหยิบวัฒนธรรมที่ส่งเสริม Critical Thinking มาใช้ผ่านรายการ ถกถาม ด้วยใช่ไหม

มาก (เน้นเสียง) เพราะรู้สึกว่ามันไม่มีพื้นที่นี้ มันมีน้อยเกินไปกับโลกสมัยนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ลองคิดกันดูว่า เราเคยถกถาม ถกถามนะไม่ใช่ถกเถียง หรือแลกเปลี่ยนความเห็นแบบใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์ พูดข้อมูลของเราและเถียงกันบนหลักของเหตุผล บวกกับการมีความเห็นใจกันและมีความเคารพกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ในประเทศนี้

คิดไม่ออกเลย

ทุกบทเรียนมันดูน้อยไปหมดเลย มันไม่มีแม้แต่ให้เราคุยกันว่า ทำไมเราต้องเรียนภาษาอังกฤษ หนูว่ายังไง หรือทำไมต้องไปโรงเรียน มันมีแต่ข้อมูลๆ แม้กระทั่งที่บ้าน ค่านิยมการคุยกันยังน้อยเลย ใช่หรือเปล่า 

แล้วจากการที่เราได้ไปเมืองนอก ซึ่งยอมรับว่าอาจจะพูดไม่ได้มาก เพราะเราก็เคยไปแค่สองที่ คือเยอรมนีตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน กับที่อังกฤษ แต่เราได้เห็นว่าคนเขากล้าจังเลย พูดไม่หยุด พูดมาก่อน ผิดถูกช่างมัน แล้วก็แชร์กัน ซึ่งมนุษย์เราก็ควรต้องเป็นอย่างนั้นไหม แต่ที่บ้านเราคือไม่มี

บวกกับสื่อบ้านเราไม่ค่อยทำรายการแบบที่เอาคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แล้วก็สร้างค่านิยมให้คนถกเถียงกันด้วยเหตุผล หรือบางทีสื่อที่ทำคนก็ไม่ดูเพราะว่าไม่ Mass แต่พอสื่อที่คนดูเยอะก็ไม่ทำ 

คุณคิดว่าสื่อมีความสำคัญต่อการสร้างวัฒนธรรมการถกถามมากแค่ไหน

ลูกกอล์ฟรู้สึกว่าสื่อมีความสำคัญมากนะ แต่คนที่เป็นสื่อกลับทำให้บ้านเมืองเละเทะมากเลย เพราะมันเป็นเรื่องของเรตติ้งและเงินทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นเราจะผลิตข่าวประสาทแดกมาทำไม ไปคิดเอาเองว่ามีกี่ข่าว แล้วเราได้ประโยชน์อะไรจากมัน จนสร้างความบิดเบี้ยวในสังคมไปหมด

ถ้าวันหนึ่งสังคมไทยมีบรรยากาศของการที่จะถกถามกันได้จะเกิดประโยชน์อะไรบ้าง

ถ้าเคยดูรายการ ถกถาม จะเห็นว่ารายการนี้เปิดโอกาสให้คนบ้ง (ผิดพลาด) ได้ มันชัดเจนมาก บางเรื่องลูกกอล์ฟก็ไม่รู้ บางเรื่องคนที่มาก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่ต้องมีใครเป็นพิธีกร ต่างคนก็แสดงความคิดเห็นกัน

คุณกำลังแสดงให้เห็นว่า ครูหรือใครๆ ก็ไม่รู้ได้เท่ากัน

ใช่ มันชัดมาก ทำไมเราจะพลาดไม่ได้ ขนาดในรายการ ถกถาม ตอน LGBTQ มีคนถามว่า Q ย่อมาจากอะไร เราก็บอกว่า เราเข้าใจว่า Queer แล้วก็มีคนคอมเมนต์เข้ามาว่า ครูลูกกอล์ฟไม่รู้ได้ยังไง มันไม่รู้ได้เว้ย เพราะต่อให้ฉันเป็น LGBTQ มันก็มีบางเรื่องที่ฉันไม่รู้เกี่ยวกับตัวฉันได้ 

มันต้องเปิดโอกาสให้คนพลาดได้ และนี่คือแบบจำลองที่ดี เพราะเวลาที่เราเรียกให้คนมาคุยในรายการ เราไม่ได้ให้เขาทำการบ้านก่อน โจทย์ของรายการคือ ‘ไม่ได้ให้ทุกคนมาอวดฉลาด’

เราอยากให้เหมือนเป็นคนในครอบครัวมาคุยกัน แล้วอยู่ดีๆ ลูกก็ถามอะไรขึ้นมา จึงเป็นที่มาว่าเราไม่มีพิธีกร เราจะมีแค่ Topic แล้วให้คนห้าคนมาพร้อมกับคำถามคนละสามถึงห้าข้อ แล้วก็โยนคำถามไปตรงกลางโดยไม่ต้องเตรียมตัวหาข้อมูลกันมาก่อน เราอยากให้แสดงความคิด ณ ตอนนั้นเลย ทุกคนไม่รู้ได้ บ้งได้ พลาดได้ พอเราคุยกันเราก็ได้เรียนรู้ เพราะฉะนั้น บ้งไปเหอะ (เน้นเสียง)

ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

ตรงกับชื่อ Student of the World ของคุณเลยนะ ที่เราต่างคนก็ต่างเป็นผู้ที่ต้องเรียนรู้บนโลกใบนี้

ใช่ ลูกกอล์ฟเพิ่งดูซีรีส์เยอรมนีที่ชื่อว่า Dark แล้วมีคำกล่าวหนึ่งที่เป็นหลักของเรื่อง ซึ่งมันเหมือนเป็นการตบหน้าทุกคน และนำมาสู่การตกตะกอนของการเปลี่ยนชื่อครั้งใหญ่นี้ นั่นคือ “What we know is a drop, what we don’t know is an ocean.” (สิ่งที่เรารู้เป็นเพียงหยดน้ำ สิ่งที่เราไม่รู้คือมหาสมุทร) และมีคนบอกว่า ‘ว่ากันว่า’ คำกล่าวนี้เป็นของไอแซก นิวตัน

พอลงท้ายแบบนี้ มันก็เลยกลายเป็นคำกล่าวที่เราอยากไปค้นคว้าเพิ่มว่าตกลงเป็นของใคร เห็นไหม ตอนแรกค้นก็เจอว่า ไอแซก นิวตัน กล่าว แต่เราเกิดไม่ทัน เราก็พิมพ์หาต่อ หลายข้อมูลที่เจอก็บอกว่าไม่มีข้อพิสูจน์นะ แต่คำกล่าวนี้มักจะบอกว่า น่าจะมาจากไอแซก นิวตัน มันเลยเป็นคำที่ตบหน้าเราจริงๆ 

ไม่ผิดเลยที่สิ่งที่รู้วันนี้ ที่เราคิดว่ารู้มาก มันเป็นเพียงแค่หยดน้ำ แล้วสิ่งที่เราไม่รู้ล่ะ คำกล่าวนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องจริงๆ นะ

03

หนึ่งคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

สำหรับในด้านการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่ม Little Big Green ของคุณก่อตั้งมาได้ปีกว่าแล้ว ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้ Little Big Green ได้เปิดตัวเป็นบริษัทแล้ว มีโปรเจกต์มากมายที่อยากให้ไปติดตามกันในเฟซบุ๊ก Little Big Green จะเห็นสิ่งที่เราทำในระหว่างทางปีกว่าๆ เรามีการสร้างภาคีที่เรียกว่า Earth Tone ซึ่งเป็นการรวมตัวขององค์กรสีเขียวมากมายในประเทศ เหมือนเป็นเฉดสีเขียวหลากหลายเฉดมารวมตัวกัน ก็ทำให้การทำงานดีขึ้น

แต่ตอนนี้เป็นช่วง COVID-19 ที่เราเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ แล้วก็แอบรู้สึกลำบากใจเหมือนกันนะว่าเดินทางครั้งเดียวสร้างขยะพลาสติกเยอะมาก เยอะกว่าทั้งชีวิต

ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างนี้ เราควรต้องทำอย่างไร

ยิ่งต้องเห็นความสำคัญของช่วงที่เราลดขยะพลาสติกลงได้ เพราะมันมีบางเวลาที่เราทำไม่ได้ เช่น ตอนนี้ลูกกอล์ฟติดอยู่ในสถานกักตัว เราก็รีเควสอะไรไม่ได้ น้ำดื่มก็ต้องมาเป็นพลาสติก ทุกอย่างที่เป็นอาหารต้องห่อพลาสติก เพื่อป้องกันการสัมผัสและเป็นไปตามมาตรการ

จากวันแรกๆ ที่ทำงานด้านนี้ คุณออกตัวว่าตัวเองยังเป็นเฉดสีเขียวอ่อน วันนี้ดูคุณเป็นเฉดสีที่เข้มขึ้นมากเลยนะ

เราว่าต้นไม้ทุกต้นที่ได้รับการดูแลก็จะดีขึ้นนะ ในแง่ส่วนตัวเราก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะเหมือนกัน ตอนนี้เรามาถึงขั้นที่เริ่มตัดสิ่ง Overconsumption แล้ว เริ่มใส่เสื้อผ้าวนแล้ว เพราะว่าลูปที่ซื้อมาทั้งชีวิตมันใหญ่มากพอแล้ว แต่การทำแบบนี้ก็ส่งผลเยอะนะ การที่เราหยุดซื้อเสื้อผ้า หมายถึงว่าต้องหยุดอุดหนุนเพื่อนหลายคน ซึ่งบางครั้งเราเป็นท่อน้ำเลี้ยงของร้าน แต่เราก็ต้องขอโทษจริงๆ

ถ้าจะมีการซื้อก็ต้องเป็นของมือสอง หรือไม่ก็ตัดเสื้อผ้าใส่เองโดยเลือกผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เป็นผ้าทดใหม่ ต้องเป็นผ้าที่เหลืออยู่ในโลกนี้ เราทำมาได้สักพักแล้ว มันมีความละเอียดอ่อนเยอะขึ้น เราพยายามจะไม่สร้างวัตถุดิบใหม่ เราอยากตัดตรงนี้ออกไปให้เยอะ 

ตอนนี้เราอาจไม่ได้หยุดซื้อไปร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตัดไปแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นค์ก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่ก่อนเสื้อผ้าใส่ซ้ำไม่ได้ ตอนนี้คือใส่ซ้ำไปเถอะ ใครที่อ่านถึงท่อนนี้อยากบอกว่า สำหรับคนที่มีเสื้อผ้าเยอะ อยากให้คิดว่าตอนนี้เราขาดเหลืออะไร เสื้อผ้าที่ซื้อมาตลอดสามสี่ปี หรือห้าปี มันใช้ได้ทั้งชีวิตแล้วนะ

ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

หลายคนอาจมองว่าทำอย่างคุณได้ยากเหมือนกันนะ ในฐานะที่คุณก็เป็นแบบอย่างในการรักษาสิ่งแวดล้อม อยากบอกอะไร

เราเป็นคนหนึ่งที่อยากให้คนทำตามแล้วเดินไปด้วยกันดีกว่า ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า เวลาที่เราจะทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม เราต้องทำให้มันได้จริง อันไหนที่เราทำได้ก็ต้องทำ มันยากมากเลยนะที่เราจะใช้ชีวิตแบบ Zero-waste หรือตัดทุกอย่างออกไป 

ถ้าพูดตามตรง เราก็ยังทำงานอยู่ มีคนที่ต้องดูแล มีคนที่ขายงานให้เรา มีการทำงานกับลูกค้าในบางโปรเจกต์ สุดท้ายเราก็กลายเป็นผู้บริโภคแล้วก็เป็นผู้ผลิตด้วย ตอนนี้ที่โรงเรียนลูกกอล์ฟก็เปลี่ยน เวลาส่งของต้องใช้แพ็กเกจจิ้งที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ คุณได้ร่วมโปรเจกต์กับ SOS EARTH และได้ลงพื้นที่เก็บขยะในคลองลาดพร้าว ได้ไปเห็นสภาพจริงว่ายังมีขยะพลาสติกและขยะต่างๆ ในคลองมากมายมหาศาล คุณรู้สึกอย่างไร

ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเสียงที่ดังขึ้น และการเดินทางมันไม่มีวันสิ้นสุด ความรู้สึกก็มีทั้งสิ้นหวังและมีหวัง สิ้นหวังก็เพราะรู้สึกว่าขยะเยอะจังเลย ไม่มีทางแก้ได้เลย มีหวังคือคนตระหนักจากแต่ก่อน แต่ก็ยังไม่พอ เรารู้สึกว่ามันสำคัญมากจริงๆ ที่เราต้องรีบหาทางออกเรื่องการเมืองได้แล้ว ประเทศอื่นๆ เขาไปประเด็นอื่นกันแล้ว เรายังติดอยู่ที่ว่าเธอรักหรือไม่รักประเทศนี้ แล้วมันไปต่อยาก

ประเด็นสิ่งแวดล้อมควรมาได้แล้ว โลกมันจะอยู่ไม่ได้แล้ว ลองไปใช้วิทยาศาสตร์ ไปดูหลักฐานที่มันเกิดขึ้น ขยะที่มันเกิดขึ้น สุดท้ายคือ มันไม่สามารถทำได้แค่ประชาชนแล้ว มันต้องไปด้วยกันทั้งหมดแล้ว ประชาชน เอกชน รัฐ นี่คือเรื่องจริง

ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้
ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

ความยากของการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือการลดขยะพลาสติกในตอนนี้คืออะไร

ถ้าพูดง่ายๆ คือมันมีผลไปทั้งยวง ใช่ เราควรทำให้คนตระหนักเรื่องนี้ แต่เอาแบบนี้ดีกว่า สมมติว่ามีเวทมนตร์ทำให้หกสิบล้านคนในประเทศตื่นมาแล้วตระหนักว่าไม่ใช้หลอดพลาสติก ใช้ถุงผ้าที่มีอยู่ ทุกคนพกปิ่นโต เราลดขยะได้เยอะมาก แต่ในภาคอื่นล่ะ ภาคเอกชนที่สร้างขยะขึ้นมา คิดดูว่าเรากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซองทำไง เห็นไหม ถ้าภาคเอกชนหรือผู้ผลิตไม่เปลี่ยน ก็ทำไม่ได้

ถามว่าภาคเอกชนจะเปลี่ยนยังไง เขาไม่เปลี่ยนหรอกถ้ารัฐบาลไม่บังคับ ลูกกอล์ฟคุยกับกลุ่ม Earth Tone ว่าต้องผลักดันเป็นกฎหมายให้ได้ว่าคนที่สร้างขยะหรือทุกคนที่ได้ประโยชน์และได้เงินจากสิ่งที่สร้างขึ้นมา ต้องเสียค่าจัดการขยะด้วย บริษัทใหญ่ๆ ทั้งหมด หรือเราทุกคนที่ได้กำไรจากมันก็ต้องรับผิดชอบขยะที่เราสร้างขึ้น

ถ้าพูดให้เห็นภาพด้วยความเป็นจริง ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก ก็แพ็กเกจจิ้งมาเป็นแบบนี้ แล้วทำไมต้องเป็นของผู้รับผิดชอบอย่างเดียวในเมื่อคุณก็ไม่มีทางเลือกให้

ตอนนี้กลายเป็นว่าภาคประชาชนกำลังตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น แล้วภาครัฐทำอะไรมากน้อยแค่ไหน

รัฐบาลมีการเคลื่อนไหวบ้าง แต่ช้า ลูกกอล์ฟคุยกับทีมงานว่ายังมีความเข้าใจผิดอยู่ เช่น กิจกรรมหรืองานที่จัดเพื่อสิ่งแวดล้อมสร้างขยะเยอะมาก คือถ้าเริ่มผิดก็จบแล้ว สมมติคุยเรื่องวันสิ่งแวดล้อมแต่ในงานมีการยิงเม็ดโฟม กลิตเตอร์ สร้างมาสคอตที่ใช้แล้วทิ้ง ทำป้ายไวนิลป้ายผ้าหรืออะไรก็ตามที่ใช้แล้วทิ้งทันที ถามหน่อยว่า ผิดแล้วไหม ลูกกอล์ฟคิดว่าการสร้างอะไรพวกนี้ บางทีมันเป็นแค่ผลงาน

04

ตัวตน

ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

เห็นคุณเขียนสรุปเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตแต่ละช่วงเมื่อวันเกิด คุณเรียนรู้อะไรในช่วงชีวิตวัย 35 นี้บ้าง

รู้สึกว่าชีวิตก็แค่นี้เอง ยิ่งโตยิ่งรู้สึกว่าจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ถ้าเรายอมรับความจริงได้ มนุษย์ตายได้ค่ะทุกคน (หัวเราะ) ทำไมจะตายไม่ได้ล่ะ เพื่อนและคนรู้จักเราก็ตายไปแล้วตั้งหลายคน ยังเด็กทั้งนั้นเลย พอตายแล้วก็จบ ที่ผ่านมาไม่นับ ดังนั้น จึงสำคัญที่ปัจจุบันว่าเราจะทิ้งอะไรไว้ให้คนอื่นบ้าง แค่นี้ดีกว่า

การทำประโยชน์ให้คนอื่นทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้นไหม

มันทำให้เรารู้ว่าเราต้องทำมากกว่านี้ และเราทำเองคนเดียวไม่ได้ มนุษย์เราทุกคนต้องมีคนช่วย เรามหัศจรรย์แค่ไหน เราก็ไปคนเดียวไม่ได้ในหลายๆ เรื่อง ดังนั้น จึงเอามาประยุกต์ใช้ได้ว่า ในวันนี้เราอยากเปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เราต้องมีคนช่วย เราต้องไปด้วยกัน การจะไปด้วยกันควรเริ่มต้นจากการเปิดบทสนทนาดีๆ ยังมีความจำเป็นอยู่

ลูกกอล์ฟ คณาธิป สุนทรรักษ์ ครูผู้นิยามตัวเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ที่มีพลาด มีเรื่องที่ไม่รู้

รู้สึกยังไงที่วันนี้ตัวตนและเสียงของครูลูกกอล์ฟขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ ในสังคมได้

จริงๆ คือเรารู้สึกดีใจที่มีคนมาติดตามนะ เวลาที่เราเดินทางเราไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งปลายทางจะเป็นยังไง เราก็แค่ออกเดินทาง ตอนทำโรงเรียนก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะมาไกลได้ไหม หรือจะไม่ไหวตั้งแต่ปีแรก ตอนทำรายการ English Room ก็ไม่รู้หรอกว่าจะรอดมาถึงสี่ปี หรือทำโครงการ Little Big Green หรือรายการ ถกถาม เราก็ไม่รู้ฟีดแบ็กหรอก

การใช้โซเชียลมีเดียหรือการอยู่ในวงการ เราก็ไม่รู้เช่นกัน วันนี้เราดีใจที่คนมาตาม แต่อย่าลืมว่าหลายคนที่คุณเห็นตรงนี้ก็เป็นมนุษย์เหมือนคุณนี่แหละ ในแง่นี้เราเท่ากัน เราพลาดได้เท่าคุณ กลัวได้เท่าคุณ

สำหรับคุณที่ออกมาผลักดันประเด็นสังคมในมิติต่างๆ เสมอ คิดเห็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 

สำหรับลูกกอล์ฟแล้ว การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้จากที่บ้านคุณเอง วันนี้ถ้ารู้สึกว่าอยากฝึกความอดทนหรืออะไรบางอย่าง อยากให้เห็นว่ามันมีความยากแค่ไหน ให้เปลี่ยนคนในบ้านที่เห็นต่างจากเราให้ได้ ปลายทางคุณอาจจะรู้เลยว่า อาจต้องเปลี่ยนเป็นการอยู่กับเขา เพราะว่าเราเปลี่ยนเขาไม่ได้เลย

การเปลี่ยนใครสักคนให้ได้เป็นเรื่องยากมาก กับคนในบ้านเรายังทำไม่ได้เลย แล้วคนอื่นที่เขาไม่รู้จักคุณ เขาจะมาแคร์คุณเหรอ

ยกตัวอย่างง่ายๆ แค่ให้ป๊ะป๋ารักเราได้ยังใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี เราก็ไม่เคยหยุดเรียกร้องให้พ่อรักเราให้ได้ เราไม่หยุด เราเรียกร้องทุกวัน แต่เราไม่ได้ชนะตั้งแต่วันแรกไง เราก็ไม่สิ้นหวัง เราก็ซื่อสัตย์กับเสียงของเราอยู่เสมอ จบ เท่านี้เอง

ภาพ : LG and Friends

พบครูลูกกอล์ฟและติวเตอร์จากสถาบันกวดวิชาชื่อดังระดับประเทศ ทั้งครูพี่วิน พี่ยู ครูอาร์ม ครูพี่หวาย พี่เอ๋ พี่ภูมิ พี่เฟรนด์ ครูพี่หมอโอ๋ พี่ปั้น พี่โหน่ง พี่เต้ย พี่ฟาร์ม พี่เคน ดร.พี่เบียร์ และ ดร.พี่บิ๊ก ที่จะมาถ่ายทอดเนื้อหา O-NET GAT PAT วิชาสามัญ และวิชาแนะแนวอาชีพ รวมทั้งเทคนิคการทำข้อสอบ TCAS64 อย่างเข้มข้น เพื่อมอบความรู้ให้น้องๆ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการศึกษาต่อได้สำเร็จ 

ในโครงการ ‘สหพัฒน์แอดมิชชั่น’ ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 23 ติวเข้มออนไลน์ ‘Live Streaming Class ติวฟรีแบบใหม่ อยู่ไหนก็ติวได้’ จัดโดย บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์ มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ และริชเชส

น้องๆ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่สนใจติวเข้มออนไลน์รูปแบบใหม่ เก็บทุกเม็ดติดต่อกัน 6 วันเต็ม ลงทะเบียนได้ทาง www.sahapatadmission.com การติวออนไลน์เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2563 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : Sahapat Admission หรือ โทร. 06 4163 3449, 06 4836 3990

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เราไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลาหลายสิบนาที แต่ดาว TikTok ที่เรานัดพบอย่าง ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ก็มาถึงก่อนเราแล้ว เธอนั่งอยู่บนโซฟาอย่างสบาย ๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาท่องโลกออนไลน์ตามสไตล์สาวโซเชียลคนดังและหนึ่งในผู้สนับสนุนความเท่าเทียมในสังคม

จำได้ว่าเราเคยอ่านประวัติชีวิตของซูซี่มาตั้งแต่หลายปีก่อน จากเด็กหญิงลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน ที่ตั้งคำถามกับตัวเองและคุณแม่ว่า ‘ทำไมเธอจึงไม่เกิดมาผิวขาว’ สู่ดาว TikTok ผู้ทลายกรอบความงามแบบเดิม เดินหน้าเพื่อความเปิดกว้าง และลดอคติที่มีต่อสีผิวและเชื้อชาติ

หากใครยังจำได้ ซูซี่เริ่มเป็นที่รู้จักจากการคัฟเวอร์คลิปลิปซิงก์ประโยคเด็ด “ส้มหยุด” ของ สิตางศุ์ บัวทอง นักแสดงและเน็ตไอดอลชื่อดัง หลังจากที่ซูซี่กลายมาเป็นที่สนใจของสังคม เธอรับรู้ได้ว่าประเด็นเชื้อชาติและสีผิวเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยไม่เข้าใจและยังไม่เปิดกว้างพอจะยอมรับ 

ดาว TikTok คนนี้จึงตั้งใจเดินหน้าโดยเริ่มช่วยเหลือและแนะนำคนใกล้ตัวทั้งลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน รวมถึงบุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดตามให้เริ่มรักตัวเองและกล้าจะโอบรับตัวตนมากขึ้น เพราะการมีรูปร่างหน้าตาที่หลากหลายไม่เคยเป็นเรื่องผิด และไม่มีวันเป็นเรื่องผิดโดยเด็ดขาด!

เราชวนซูซี่พูดคุยถึงตัวตนและความเปลี่ยนแปลงของปัญหาที่เธอเผชิญมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน พร้อมแชร์เรื่องราวที่เข้าไปเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนรอบตัว รวมถึงปฏิบัติการ (อย่างไม่เป็นทางการ แต่จะทำเรื่อย ๆ) เพื่อทลายมาตรฐานความงามแบบเก่า สร้างมาตรฐานใหม่ให้ทุกคนดูดีและพร้อม Shine ในแบบของตัวเอง

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

01
ปัจจุบันแซ่บ ๆ แบบฉบับซูซี่

หลังจากที่คุณกลายเป็นดาว TikTok ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ ไปไหนมาไหนคนก็รู้จัก ทำอะไรคนก็เรียกซูซี่นั่น ซูซี่นี่ แฮปปี้ค่ะ นอกจากมาขอถ่ายรูปก็มีบางเคสที่มาขอบคุณ ขอบคุณที่เราเป็นที่รู้จักและทำให้เขามีความมั่นใจได้

คิดว่าแฟนคลับที่เข้ามาทักทายชื่นชอบอะไรในตัวคุณ

คิดว่าเขาน่าจะชอบตัวตนของซูซี่ เราอารมณ์ดี หัวเราะในแบบของตัวเอง มันทำให้คนติดตามมาตลอด บางคนติดตามทุกคลิปไม่พอนะคะ มีทวงคลิปด้วยว่าเมื่อไหร่จะลงอีก (หัวเราะ)

กลายเป็นดาวแล้ว ตัวตนเปลี่ยนไปบ้างไหม

ไม่เลยค่ะ เหมือนเดิมเลย ซูซี่ชอบที่ได้ทำงานที่รักโดยที่เรายังเป็นเรา ไม่ได้คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบแบบนี้

เคยรู้สึกเซอร์ไพรส์กับผลลัพธ์ที่ความเป็นตัวเองนำมาให้คุณไหม

เราคิดว่าการเป็นตัวตนของเรามันเป็นเรื่องปกติ เราเป็นผู้หญิงที่ร่าเริงสดใสมานาน จนได้มาเป็นที่รู้จักเลยทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราเป็นมันอิมแพคคนได้มากขนาดนี้ สิ่งที่เราเป็นมันทำให้คนมีกำลังใจ เราเซอร์ไพรส์ตรงนี้มากกว่าที่การเป็นตัวเราทำให้หลายคนมีความสุข และได้เป็นตัวของเขาเองมากขึ้น

ตอนนี้หลายคนเห็นคุณเป็นสาวมั่น กล้าแสดงออก สมัยเด็กก็มั่นแบบนี้เลยไหม

ตอนเด็ก ๆ มั่นใจ แต่ไม่เท่านี้ เพราะเรายังเป็นเด็ก เราโดนล้อ โดนสังคมรอบข้างกดทับมาตลอดว่าความเป็นเราอยู่ตรงข้ามกับคำว่าสวย สวยของไทยต้องขาว แต่เราดำ! ฟันต้องชิด แต่เราห่าง! ผมต้องตรง แต่เราหยิก! มันตรงข้ามหมดเลย! ถึงเราร่าเริง แต่ข้างในก็แอบไม่มั่นใจอยู่ด้วย พอเราโตขึ้น เปลี่ยนสังคมเพื่อน ความมั่นใจเรากลับเพิ่มขึ้นมาก เราเริ่มเข้าใจว่าเราไม่ได้แปลกค่ะ

พอเป็นแบบนั้น เราเลยไม่คิดจะดัดฟัน ไม่ทำให้ตัวเองขาวขึ้น ไม่ยืดผม เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร ซูซี่พูดเสมอว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนตัวเอง เราต้องเปลี่ยน เพราะไม่ชอบมันจริง ๆ เรามองแล้วไม่แฮปปี้ ทุกคนควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ ถ้าเรามองแล้วไม่มีความสุขก็ค่อยเปลี่ยน แต่ซูซี่มีความสุขเวลาที่หัวเราะและยิ้มในกระจก ก็เลยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

หลายคนมองว่าคนผิวดำ หัวเราะอร่อย มักจะต้องเป็นตัวตลก คุณคิดอย่างไร

ไม่เป็นค่ะ! เราเป็นหญิงสาวอารมณ์ดี! ไม่ใช่ตัวตลกนะคะ 

ซูซี่อยากให้คนไทยเข้าใจนะคะ Mindset สื่อละครที่ทำให้คนผิวแทน ผิวดำ ผมหยิกเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ เราไม่โอเค!

คุณเจอคนบูลลี่เรื่องอะไรเยอะที่สุด แล้วคุณผ่านมันมาได้อย่างไร

เจอเรื่องเหยียดเชื้อชาติเยอะมาก รูปลักษณ์ภายนอก ดำ ฟันห่าง เอาจริง ๆ มันยากนะคะที่จะมีความมั่นใจจนผ่านมาได้ แต่อย่าตัดสินไปก่อนว่า ฉันไม่มีวันทำได้ เราต้องกล้า ต้องหยุดกลัว หยุดฟังคำที่ทำให้เราหยุดพัฒนาตัวเอง 

ถ้าอยากแต่งตัว ยังไม่ต้องฟังเสียงที่บอกว่าไม่สวย อย่าไปกังวลกับเสียงของคนรอบข้างจนลืมความต้องการของตัวเอง ลองดูก่อน แล้วมองในกระจกเองว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก ถึงจะบอกว่าต้องกล้า แต่ไม่ต้องกล้าเว่อร์นะคะ ค่อย ๆ กล้าขึ้นในทุกวัน นี่คือวิธีของซูซี่ที่เวิร์กแน่นอน แต่มันใช้เวลา ความมั่นใจไม่ได้สร้างได้ในเดือนสองเดือนอยู่แล้ว อย่าตีกรอบตัวเองแคบเกินไป เพราะโลกใบนี้มันใหญ่มาก

ได้ยินว่าเพื่อนลูกครึ่งของคุณก็ต้องเผชิญปัญหาเรื่องทัศนคติจนไม่กล้าเป็นตัวเองเหมือนกัน คุณช่วยพวกเขาอย่างไร

จริง ๆ เยอะค่ะ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกครึ่ง เขาเครียดตลอดว่าใส่เสื้อผ้าจะดูหมองไหม เพราะเขาเป็นลูกครึ่งเหมือนกัน ซูซี่ก็จัดเลย เอา Mindset ที่เราได้รับมาบอกเขาไป ผิวอะไรใส่ไปเลย ดำก็ใส่สีแดงสวย ทำไมหรอ!? เพื่อนคนนั้นจากที่คอยยืดผมก็หยุด ยอมรับความเป็นตัวเองมากขึ้น

เรียกว่าคุณเป็นผู้ปกป้องเพื่อน ๆ

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตอนเรียน เราปกป้อง เพราะเพื่อนเป็นเกย์ ถูกบูลลี่ เราไฟต์มาก เพราะไม่ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วเรื่องการบูลลี่ ล้อเลียน มันไม่ควรเกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็ต้องไม่มีซูซี่อยู่ในนั้น ถ้าอยู่ฉันจะปกป้องเพื่อนของฉัน! ซูซี่ยอมรับค่ะว่าเราแรงเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เราเจอ มันทำให้เราซอฟต์ไม่ได้ สังคมมันโหดร้ายจริง ๆ นะ เราก็บอกเพื่อนด้วยว่าอย่าเงียบ ถ้าเธอเงียบเขาจะมาอีก แต่ช่วยเท่าไหร่ก็ไม่หมดค่ะ เด็กแต่ละคนถูกเลี้ยงดูต่างกัน

การเลี้ยงดูเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อหลอมให้เด็กเข้าใจคนอื่น

ถูกค่ะ เด็กบางคนไม่มีนิสัยบูลลี่เลย มันต้องย้อนกลับไปที่สถาบันครอบครัวด้วย ซูซี่พูดตลอด การที่พ่อแม่บูลลี่ให้เด็กดู เด็กก็เข้าใจว่าการไปตัดสินแล้วล้อเลียนเป็นเรื่องสนุก เพราะพ่อแม่ฉันก็ทำ ซูซี่มองว่าสถาบันครอบครัวเปลี่ยนสังคมให้น่าอยู่ขึ้นได้

หลัง ๆ คนชอบโทษโรงเรียน เอาบ้านก่อนเลย เพราะพ่อแม่คือตัวอย่างที่เด็กมักจะเลียนแบบ แต่ทั้งสองสถาบันสำคัญทั้งคู่ค่ะ ไม่งั้นแย่แน่ นิสัยแย่กันไปใหญ่

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

คุณเองก็มีครอบครัวแล้ว คุณบอกเล่าเรื่องเหล่านี้กับลูกบ้างไหม

แต่ก่อนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่ะ แต่พอมีลูกแล้ว เราเข้าใจเลยว่าเราคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ลูกเห็นว่าควรไปทางไหน กับเด็กคุณก็ไม่ต้องไปว่าเขานะ คุณว่าเขา เขาก็จะไม่มั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจช่วยให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าทำกิจกรรม เราไม่ควรเห็นเด็กถูกกดทับด้วยเรื่องหน้าตา สีผิว หรือผม พวกเขาควรเข้าใจในความหลากหลายและความเป็นตัวเอง เขาควรรู้ว่าการที่เขาเป็นแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย ซูซี่สอนเรื่องพวกนี้ให้ลูกเสมอ

แล้วเวลาคุณเจอคนเดินเข้ามาว่า คุณทำอย่างไร

มีคนมาว่าก็สวนเลยค่ะ ปากแซ่บ เพราะว่าเกิดที่ไทย สกิลล์ปากต้องได้ แม่บอกว่าถ้าไม่ปกป้องตัวเองไม่มีใครช่วยนะ ปากเลยแซ่บมาแต่เด็ก (หัวเราะ)

หลายคนมองว่าเป็นคนดังไม่ต้องไปคุยกับคนที่มีอคติกับเราก็ได้ คุณคิดแบบนั้นไหม

ไม่ใช่ค่ะ ใครจะเงียบก็ได้ แต่ซูซี่ไม่เงียบ สวนหมดทุกดอก เพราะเรามองว่าการที่คุณเข้ามาคนหนึ่งคน มันเป็นเรื่องที่ผิดอยู่แล้ว คุณรู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด เราไม่ยอมให้เขามาว่าแล้วหายไปเลยหรอก ซูซี่จัดให้หมดค่ะ เขาไม่มีเหตุผลที่จะเข้ามาว่าเรา หรือว่าเขาชินกับการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ถ้าอย่างนั้นคุณก็มาถูกที่แล้ว จัดให้ เราจะค่อย ๆ กำจัดคนเหล่านี้ที่ชอบว่าคนอื่นออกไป ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือค่ะ 

มีการเหยียดแบบอื่นที่คุณเคยเจออีกไหม

มีคนถามว่า ผิวดำแบบนี้จะมีแฟนหรอ โอ้โห ซูซี่มีลูก มีสามีแล้วค่ะ (หัวเราะ) 

โอ๊ย! ซูซี่มีคำถามตลอดว่า ทำไมยังมีคนที่ถามแบบนี้อยู่อีก เพราะเราเจอคนบูลลี่แบบนี้ตอนเด็ก ไม่คิดเลยว่าอายุเท่านี้ยังจะเจอคนกลุ่มนี้ ตาต่อตาฟันต่อฟันไปเลย 

นั่นคือโลกของความเป็นจริงที่คุณเผชิญมาตลอด

ใช่ค่ะ ซูซี่อยู่กับความจริง โลกของความจริงมันเป็นแบบนี้ บางทีเหตุผลใช้กับคนเหล่านี้ไม่ได้ เขาไม่น่ารักเลยค่ะ

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

02
แซ่บด้วยกันบนรันเวย์ของตัวเอง

ก่อนที่คุณจะเป็นคนมั่นใจและพาคนอื่นมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้อย่างตอนนี้ ความรู้สึกที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

ไม่มีใครรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร เหมือนเราถูกตัดสิน เขาจะคิดว่าเราแปลกประหลาด ทั้ง ๆ ที่เราเป็นแค่สาวลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน เดี๋ยวก่อน! เราไม่ได้เป็น Monster นะคะ (หัวเราะ) อย่างในโรงเรียนมีคนดำคนเดียวคือเรา เราก็คิดว่าตัวเองแปลกไม่เหมือนชาวบ้าน พอโตเปลี่ยนสังคมถึงจะรู้ เราไม่ได้แปลกค่ะ ไม่มีใครแปลก คนที่ไม่รู้และไม่เห็นความหลากหลายจึงปฏิบัติกับเราแบบนี้ จริง ๆ ในโลกอันแสนกว้างใหญ่ ไม่มีใครแปลก เราคือคนปกติค่ะ เป็นอะไรก็คือตัวตนของเรา ยอมรับตัวตนค่ะ

ได้ยินว่าอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของคุณคือการได้พบเจอกับเพื่อนต่างชาติ

เล่าแล้วจะเหมือนสาวนักเที่ยวไหม (หัวเราะ) คือเพื่อนของซูซี่เป็นชาวต่างชาติที่มาเรียนในประเทศไทย เราก็รู้จักกันเลยเอาเรื่องของเราไปแชร์ก็เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เขาเองก็อยากรู้ว่าการเป็นคนดำในประเทศไทยยากไหม เพราะเขาเป็นคนดำเหมือนกัน พอมาถึงประเทศเราก็เจอคนไทยมองแปลก ๆ เราเลยอธิบายให้เขาฟังว่ามันเป็นเพราะทัศนคติของคนในสังคม พอแชร์กันไปมา ซูซี่ก็เรียนรู้ว่าถ้าเราเปลี่ยน Mindset ของเรา ยังไงเราก็อยู่กับตัวตนของเราได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต่อให้เราย้ายไปอยู่ที่ใดในโลก ซูซี่ก็จะเป็นซูซี่แบบนี้

ถ้าเลือกได้จะย้ายไหม

(หัวเราะ) ตอนนั้นเพื่อนตกใจเรื่องบรรทัดฐานความงามของสังคมไทย เขาก็ถามว่าทำไมเราไม่ย้าย แต่เรามองว่า การย้ายไม่ใช่คำตอบสักเท่าไหร่ ซูซี่ขอบคุณตัวเองที่ยังอยู่นะคะ เพราะการที่เราได้อยู่ทำให้เราได้ช่วยเปลี่ยน Mindset ของใครหลายคนให้เขารักตัวเอง กล้ายิ้ม กล้าแต่งตัว และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

คุณก้าวไปข้างหน้า พาคนอื่นมั่นใจในตัวเอง ตอนนี้ขอบข่ายการช่วยเหลือของคุณขยายขึ้นบ้างไหม

เราก้าวไปมากกว่าแต่ก่อนมาก สมัยก่อนเราสร้างความมั่นใจให้ตัวเองและเพื่อนอีกนิดหน่อยในวงเล็กนิดเดียว แต่ทุกวันนี้เราส่งออกไปกว้างมากและมันเวิร์ก บางคนเจอเราข้างนอก เขาบอกว่า หนูไม่เคยอยากแต่งหน้าแต่งตัวเลย จนหนูมารู้จักพี่ ซูซี่รู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นมันช่วยได้เยอะขนาดนี้เลยหรอ ใจหนึ่งเราแอบเศร้าตรงที่ว่า ถ้าเราไม่เป็นที่รู้จัก เขาจะต้องอยู่ในโลกที่จำกัดไปอีกนานเท่าไหร่ ผิวดำทาปากแดงไม่สวย ใครบอก ห้ะ! (ทำตาโต) เราไม่อยากให้คนไทยกดคนไทยด้วยกันให้อยู่ภายใต้ความทรมานแบบนี้เลย

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

ในมุมมองของคุณ เวลาผ่านไป ปัญหายังมีเหมือนเดิม แต่สังคมไทยถือว่าก้าวหน้าขึ้นไหม

ซูซี่ว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะคะ แต่ถามว่าดีขึ้นมากไหม… (ทำท่าคิดแล้วหัวเราะ) มันไม่ได้เปลี่ยนแบบว้าว แต่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแน่ ๆ หลายคนออกมาแสดงความเป็นตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนที่มีแต่สื่อโทรทัศน์ ตอนนี้มีโซเชียลมีเดีย ประเทศไทยเลยถือว่าก้าวหน้าไปในระดับที่เราก็แฮปปี้ แต่ถามว่าพอใจสุดไหม ก็ยัง เพราะยังมีอยู่ค่ะ ซูซี่ก็ยังโดนว่าทำไมไม่ดัดฟัน ทำไมไม่ยืดผม แต่ซูซี่ฟันห่างก็สวยได้ มั่นใจได้ค่ะ เด็กรุ่นใหม่เองก็เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ซูซี่ว่าต้องดีขึ้นแน่ ๆ 

หลายคนไม่อยากทำสวย เพราะคิดว่าสวยไปก็มีคนที่สวยกว่าที่จะได้รับโอกาสในสังคมมากกว่า คุณเห็นด้วยไหม

ทุกคนหน้าตาไม่เหมือนกันนะ หุ่นไม่เหมือนกัน คาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน ทำไมคนที่ดูดีกว่า สวยกว่าในนิยามของสังคมที่เห็น ๆ กันอยู่ถึงมีโอกาสมากกว่า ทั้งที่ทุกคนควรมีโอกาส การเปิดกว้างทำให้ผู้หญิงเก่งที่มีหน้าตา รูปร่างหลากหลายเฉิดฉายได้เหมือนกัน ผู้หญิงมีความสามารถก็ควรเปิดกว้างให้พวกเขาได้ Shine ค่ะ

ไม่อยากให้ใครก็ตามเอาหน้าตาไปเปรียบเทียบกัน แต่อยากให้เทียบที่ความสามารถ

เรื่อง Beauty Privilege ไม่ได้มีแค่ที่ไทย มันมีทั่วโลก เราอย่าไปเทียบกับเขา ถ้าเขาสบายใจจะสวยตรงตาม Beauty Standard นั่นเป็นความพึงพอใจของเขา แต่สำหรับเรา ถ้าเราพยายามแล้วเหนื่อย เรามาอยู่ในโลกของเราได้ค่ะ ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ในโลกใบนี้ไม่ใช่คนสวยอย่างเดียวที่จะประสบความสำเร็จ อย่ายัดตัวเองลงไปในกรอบนั้น

ทุกอย่างมันอยู่ที่ Mindset และการปลูกฝัง แต่การปลูกฝังบ้านเรายังติดอยู่กับความงามแบบเดิม ๆ พอผู้หญิงเสพมาก ๆ เขาก็จะนอยตัวเองว่าไม่สวย ไม่กล้าใช้ชีวิต ไม่มั่นใจ เพราะไม่ตรงตาม Beauty Norm ที่ส่งต่อกันมา คนแบบซูซี่ยังมีไม่เยอะมาก ยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่ถือว่าน้อยนิด หลายคนดูแล้วมั่นใจ แต่หลายคนดูแล้วก็ยังไม่มี ซึ่งตรงนี้บังคับกันไม่ได้ แต่เราจะเดินหน้าด้วยกัน

ถ้ามาตรฐานความงามที่สังคมกำหนดมันเป็นปัญหา งั้นสร้างใหม่เป็นของตัวเองเลยได้ไหม

ได้เลย! ต้องแบบนั้นเลยค่ะ สร้างเอง ใครก็ดูดีได้ ไม่ต้องกลัว ผู้หญิงหลายคนโกนผมก็สวยได้ ไม่เห็นต้องใส่วิก เราไม่ได้หลอกตัวเองนะ ถ้าซูซี่หลอกตัวเองคงไม่ปล่อยให้ฟันห่างจนอายุ 26 หรอก เราคงจะดัดไปแล้ว แต่เราแฮปปี้กับตัวเราจริง ๆ

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์ที่เห็นกันบนโซเชียลอย่างการทำโมเดลเฟส หน้านิ่ง ไม่ยิ้ม 

ถ้าทำเพราะอยากเฟียสก็โอเคค่ะ เอาไว้ถ่ายรูป แต่ต้องไม่ทำเพราะอาย ไม่กล้ายิ้ม อย่านะ อย่าทำ การทำโมเดลเฟส เพราะไม่กล้ายิ้ม ฟันไม่สวย มันไม่ได้ค่ะ รอยยิ้มไม่เคยเป็นปัญหา สำหรับซูซี่ที่ฟันห่าง รอยยิ้มก็ไม่เคยเป็นปัญหา ซูซี่ฟันห่างเหมือนแม่และคุณยาย ซึ่งแม่ซูซี่ยิ้มม่วนมาก (หัวเราะ) แม่ไม่ดัดฟัน แต่ก็ยิ้มกว้าง นั่นคือเสน่ห์ที่คนมองเห็นเขาจดจำ

อีกอย่างคือ ซูซี่ชมตัวเองได้ไม่อายปากเลยว่า ฟันห่างเข้ากับหน้าซูซี่ เรายิ้มแล้วเราสวย เอาเป็นว่า เปลี่ยน Mindset ค่ะ การที่ไม่กล้ายิ้มเพราะมีฟันเหลืองหรือฟันห่าง มันเป็นเพราะคุณมีภาพอยู่ในหัวหรือเปล่าว่าต้องเป็นแบบไหน พอเป็นไม่ได้ คุณเลยไม่กล้ายิ้ม แล้วทำไมคุณต้องเป็นแบบนั้น

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

พอมีชื่อเสียงแล้ว คุณมีแผนการเปลี่ยนทัศนคติของสังคมเรื่องการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ หรือการบูลลี่บ้างไหม

ถ้าเป็นการวางแผนเลยอาจจะไม่มี แต่เราจะเป็นตัวเราแบบนี้ตลอดไป ซูซี่จะทำให้คนเห็นผ่านคลิปแล้วซึมซับไปเรื่อย ๆ ให้เขารู้ว่ามันมีคนที่อาจจะไม่ได้สวยตามมาตรฐาน แต่สวยในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะผิวสีไหน หน้าตาเป็นอย่างไรก็ดูดีได้ อย่างน้อยก็ให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนความคิดในการมองความงามให้ต่างไปจากเดิม สาวพลัสไซส์ก็ออกมาแสดงจุดยืนกันมากขึ้น เราได้ขยายสังคม ได้เชื้อเชิญให้คนที่อยากแสดงความเป็นตัวเอง แต่ไม่ตรงกับมาตรฐานทั่วไป ออกมาแสดงจุดยืน มันเป็นอะไรที่ดีนะ ทำให้ Beauty Privilege ไม่ได้มีอิทธิพลขนาดนั้น เพราะทุกคนจะได้รับโอกาสเท่ากันหมด

อีกอย่างหนึ่งคือ เราเองต้องการกล้าพูดด้วยว่า เราไม่ชอบในบางสิ่งที่คนอื่นพูด กล้าเตือน กล้าบอกความรู้สึก เราไม่ควรจะทำร้ายจิตใจกัน การเคารพกันและกันมันง่ายมากเลยนะ สวยไม่สวยก็เป็นตัวตนที่เราต้องเคารพ บ้านเราไม่ค่อยชมกันสักเท่าไหร่ด้วย เปลี่ยนคำว่ากล่าวเป็นคำชมดีกว่า ถ้าทุกคนมั่นใจด้วยกัน เราจะสร้างมาตรฐานใหม่ของตัวเองได้

ถ้าก้าวข้ามจุดที่ไม่มั่นใจไปได้ จะมีอะไรรออยู่

ความสุขของชีวิต ถ้าไม่มีความมั่นใจ เราจะเครียดคนเดียว ทุกคนมีความมั่นใจได้ อย่าไปเป็นอย่างคนอื่น ซูซี่ไม่เคยเอาตัวเองไปเทียบกับใครถึงได้เป็นตัวเองจนถึงทุกวันนี้

แต่ถ้าสุดท้ายคุณไม่มั่นใจจนอยากเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยน เพราะเราอยากให้เขามีความสุขที่สุด ซูซี่เคยอยู่ในจุดที่ไม่มั่นใจ ซูซี่รู้ว่าต่อให้เขาดูกี่สื่อ กี่แรงผลักดัน เขาก็ไม่มั่นใจ เพื่อความสุขที่มากขึ้นอาจจะออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ได้ที่ดีต่อตัวเองและสร้างความมั่นใจ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ความสุขแรกที่ได้มาหลังจากความเหนื่อย ซูซี่ว่ามันคุ้มนะ

พอจะมีเคล็ดลับความดูดีง่าย ๆ ในแบบของตัวเองแนะนำไหม

ถ้าอย่างซูซี่ เราจะชอบตัวเองเวลาหัวเราะ เวลายิ้ม บางงานที่บรีฟให้ขรึม ๆ เราจะรู้สึกว่าไม่เป็นตัวเราเท่าไหร่ คนรอบข้างเขาก็ฟินเวลาเราเป็นตัวเอง เพราะฉะนั้น ซูซี่ว่ารอยยิ้มนี่แหละเสน่ห์ ใครยิ้มก็ดูดี โลกสดใส มันคือการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา รอยยิ้มของใครก็ของคนนั้น ไม่มีใครเหมือน นี่คือความพิเศษ แล้วรอยยิ้มก็ไม่ต้องซื้อ บางทีทักทายกันก็ไม่ต้องพูด แค่ยิ้มให้กันก็แฮปปี้แล้ว

แต่หลายคนมีปัญหาเรื่องการจัดฟัน บางคนฟันเหลืองเลยไม่มั่นใจที่จะยิ้ม

ซูซี่ฟันห่างนะ (หัวเราะ) แต่มันทำให้เรายิ้มสวยในแบบของเรา มันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เรื่องฟันเหลืองมันมีทางแก้ เปลี่ยนยาสีฟันไหมคะ ใช้ Colgate ก็ได้ (หัวเราะ) ถ้าเรื่องใหญ่คือสุขภาพฟันมากกว่า ไม่ใช่สวยหรือไม่สวย ถ้าสุขภาพฟันไม่ดี แนะนำให้ไปหาหมอ ส่วนเรื่องสวยไม่สวย ไม่ต้องกลัว ยังไงมันก็เป็นเรา

คุณคิดว่าถ้าทุกคนช่วยกันจะรีเซ็ตความสวยแบบเดิม ๆ ได้บ้างไหม

ตอนนี้ซูซี่ร่วมกับ Colgate ในการทำสิ่งนั้น ซูซี่เชื่อว่าทำได้ การที่ Colgate เห็นว่าซูซี่ยิ้มอย่างมั่นใจทัั้งที่ฟันซูซี่ห่างแล้วเขายังเลือกซูซี่มา ก็หมายความว่าเขายอมรับในความงามอันหลากหลายจริง ๆ ขนาดเขาโฆษณายาสีฟัน แสดงว่าเรามีจุดยืนเหมือนกัน คนที่เห็น คนที่ดูควรทราบได้แล้วว่า ถ้าเธออยากจะสวย อยากจะดูดี อยากจะมั่นใจ เธอไม่ต้องมีฟันชิดก็สวยได้ เราทำให้คุณดูแล้ว

อยากให้อนาคตหลังแคมเปญนี้ออกไปเป็นอย่างไร

ทุกคนควร Smile Out Loud โดยไม่ต้องเขินอาย ซูซี่ก็เป็นแบบนั้น มันเป๊ะมากที่คนมีทัศนคติเหมือนกันอย่างเรา คุณแอนชิลี และ Colgate มาร่วมกันทำแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน มันจะช่วยสร้างสังคมอันหลากหลาย โดยที่ไม่ต้องมีใครถูกกดทับกับความสวยแบบเดิม ๆ

อย่างที่ซูซี่พูดไปตั้งแต่ต้น การถูกกดทับด้วยมาตรฐานเดิม ๆ นิยามความงามแบบเดิม ๆ ควรถูกเปลี่ยนได้แล้ว คนรุ่นใหม่นี่แหละค่ะที่ช่วยกันยอมรับความงามในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลกับสายตาหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง เราต้องเปลี่ยนนิยามความสวยที่ใครก็ไม่รู้กำหนดไว้ รีเซ็ตให้เป็นของแต่ละคนไปเลย ทีนี้ ซูซี่เชื่อว่าเราจะโอบกอดความเป็นตัวเองมากขึ้น สนับสนุนให้กันและกันมีความมั่นใจ และใช้ความมั่นใจนั้นสร้างความสุขให้กับชีวิตตัวเองต่อไป

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

Colgate ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ในแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจ และสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเอง ผ่าน #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และพร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

ติดตามอ่านเรื่องราวของ แอชิลี สก๊อต-เคมมิส ได้ในวันพรุ่งนี้

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load