“สมัครเป็นสิบๆ ที่ก็ยังไม่ได้งานสักที”

“ลาออกดีไหม อยู่ไม่ไหวแล้ว”

“เบื่อวันจันทร์ ไม่อยากตื่น ลาป่วยดีไหม ลากิจเยอะไปผิดหรือเปล่า”

ปัญหาวัยทำงานสารพัดที่ต่อให้ถามหมอดูอีกกี่สิบเจ้าก็แก้ไม่ตกแบบนี้ เห็นทีต้องทำอะไรสักอย่าง 

ก็ถ้าถามหมอดูเรื่องการทำงานไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่ไปถาม Human Resource ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันจนติดปากว่าฝ่ายบุคคลเสียเลยเล่า จึงเป็นที่มาให้รีบยกหูโทรหา บี-อภิชาติ ขันธวิธิ HR ตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังเพจ HR – The Next Gen มาช่วยชี้ทางสว่างตอบคำถามรวมฮิตของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ 

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

หลังจากวางสาย นัดหมายกันเสร็จสรรพ เราก็นึกสนุก ขอตั้งตนเป็น HR สลับบทบาทสัมภาษณ์เจ้าของเพจเสียเอง มาดูกันว่าหลังจากรู้จักตัวตนของเขา เราจะรับเพจนี้เข้ามาไว้ในอ้อมอก ยกให้เป็นที่หนึ่งในดวงใจของมนุษย์เงินเดือนหรือเปล่า 

ขอเริ่มการสัมภาษณ์ ณ บัดนี้ เชิญนั่งลงได้

01

Resume

ลองอธิบายเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟังหน่อย 

ผมเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ แต่อยากท้าทายตัวเอง เลยเลือกงานที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาอย่างงานฝ่ายบุคคล ทำมาสิบกว่าปี จนรู้ว่างาน HR ไม่ใช่แค่การหาคนมาทำงานหรือจัดการเอกสารอย่างเดิมซ้ำๆ แต่คืองานที่ต้องอาศัยการวางกลยุทธ์ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้บริหารกับพนักงานเงินเดือน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต

ปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัทที่ให้บริการด้านงานบริหารทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร และเจ้าของเพจ HR – The Next Gen

ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร

ผมชอบดูซีรีส์ Hormone The Next Gen เลยตั้งชื่อเพจล้อกันเป็น HR – The Next Gen ลงตัวพอดี 

ทำไมคุณถึงคิดว่าเหมาะกับการทำเพจนี้

ช่วงแรกผมเริ่มเห็นความเป็น Routine ซ้ำๆ ของงาน HR เริ่มไม่มีอะไรท้าทายตัวเองให้ตื่นเต้น ผมมีวัตถุดิบเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ซึ่งได้จากทำงานต่างประเทศ พอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วอ่านหนังสือด้านการวางกลยุทธ์หลายเล่มเข้า ก็รู้สึกว่าไหนๆ อ่านมาแล้ว เลยอยากแชร์สักหน่อย

จุดตั้งต้นของเพจคือเอาความรู้นั้นมาแปลงเป็นภาษาเข้าใจง่าย เขียนเป็นทฤษฎีจ๋าๆ บ้าง จนพลิกมาเขียนเรื่อง Work Life Balance กลายเป็นว่าเรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้มียอด Reach ขึ้นไปถึงห้าล้าน ยอดติดตามเป็นแสนในเวลาแค่ยี่สิบห้าวัน

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

ทำไมเรื่อง Work Life Balance ถึงทำให้เพจคุณประสบความสำเร็จ

จริงๆ เรื่อง Work Life Balance มีความเฉพาะบุคคลมาก แต่คนมักรู้สึกเหมือนกันว่าทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา เพราะมันหนักกว่าที่เขาคาดหวังเอาไว้ ผมเลยกระตุกให้คนกลับมาคิดว่า ต้องกลับมาบริหารเวลาชีวิตของตัวเองแล้วนะ

จุดแข็งของเพจคุณคืออะไร

ความเรียล เพราะผมคือ HR จริงๆ คุยแบบตรงไปตรงมาเหมือนเพื่อนคุยกันในวงเหล้า 

ทำไมเราควรอ่านเพจคุณ

เพจ HR – The Next Gen เป็นเหมือน HR ของคนทั้งประเทศ ทุกคนอ่านได้ไม่ใช่แค่ HR หรือผู้บริหาร เป็นเหมือนครูแนะแนวสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคน

เราชี้ให้เห็นว่าปัญหาคืออะไร อยากให้เห็นว่ามันเป็นปัญหาทั่วไป อยู่องค์กรไหนก็ได้เจอเหมือนกัน แล้วจะไกด์วิธีการแก้ไขปัญหาตามบริบทขององค์กร เพราะในความเป็นจริง ไม่มีทฤษฎีไหนเป็น One size fits all.

เช่น 

เรื่องเงินเดือนครับ องค์กรต่างชาติจะเปิดเผยข้อมูลเงินเดือนของทุกคนเพื่อให้ตรวจสอบได้ ซึ่งหลักการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การเปิดเผยเงินเดือนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพนักงาน ฉะนั้น ก็แนะนำว่าบอกแค่ช่วงเงินเดือนแต่ละตำแหน่งให้พอรู้ไหม แบบนั้นก็โปร่งใสเพียงพอนะ

02

Job Qualification

ถ้าคุณเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังหาตัวเองไม่เจอ จะทำอย่างไร

ปัญหาของเรื่องนี้คือการไม่รู้จักตัวเองมากพอ หรือไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้มันเป็น Gap Year เพื่อไปลองทำอะไรใหม่ๆ ดู แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมเรื่องรายได้ด้วยนะ หรือถ้าจะทำงาน ก็ต้องลองหาสิ่งที่ตัวเองอิน

อินข้อแรก คือ อินในตัวองค์กร เลือกว่าอยากอยู่ในองค์กรแบบไหน ขนาดใหญ่หรือเล็ก หรือมี Mission แบบไหน 

ข้อที่สอง ลองดูเนื้องานที่น่าจะชอบ ลองทำความเข้าใจว่าตำแหน่งนี้เขาทำอะไร วิธีที่ง่ายที่สุดคือโทรไปถามให้ชัด วัดผลความเก่งหรือไม่เก่งยังไง

อีกข้อหนึ่ง คือ ผู้บริหาร เราอยากทำงานกับไอดอลคนไหน เพราะอะไร 

ถ้าตอบได้ครบทั้งสามข้อ เราจะเห็นตัวเองชัดขึ้น แล้วช่วยลดความเคว้งคว้างได้ 

จะทำยังไงให้ถูกเลือกไปสัมภาษณ์

สิ่งที่สำคัญคืออย่าหว่านส่ง Resume เดียว เพราะมันคือใบเบิกทาง ต้องอ่านโจทย์ว่าเขาอยากได้คนแบบไหน ควรเขียนให้ตรงโจทย์นั้นในบรรทัดแรกๆ ว่าผมมีประสบการณ์อะไรตลอดสี่ปีที่เรียน หรือที่เหมาะกับสิ่งที่เขาคาดหวัง 

แล้วสัมภาษณ์ให้ผ่านล่ะ

เป็นตัวของตัวเอง ถ้าจะท่อง ท่องให้ดีและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด อะไรที่หลุดจากสิ่งที่ท่องไปแล้ว พยายามหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ตอบ ควรเรียนรู้ไปก่อนว่าองค์กรอยากได้คนแบบไหน แสดงมันออกมา ถ้ายังไม่มีสิ่งนั้น ก็พยายามอย่าแสดงในสิ่งที่มันตรงข้าม พยายามมีสติทุกครั้ง

คุณมีอะไรจะถามไหม

จริงๆ คำถามนี้ที่ HR ชอบถาม มันเป็นแค่มารยาทว่าจะปิดบทสนทนาแล้วนะ ไม่ได้มีประเด็นอะไร เพราะเขาตัดสินได้ตั้งแต่สัมภาษณ์คุณตอนแรกแล้ว 

แต่ที่ไม่อยากให้ถามกลับไปคือ “หนูจะได้งานไหมคะ” เพราะเขาต้องไปพิจารณาก่อน ถ้าถามคำถามนี้มาเขาจะเลิ่กลั่ก แนะนำให้ถามเรื่องวัฒนธรรมองค์กร กับเรื่องที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท น่าจะดีที่สุด

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน
HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

ถ้า HR เห็นว่าเปลี่ยนงานบ่อย จะเก็บไว้หรือปัดตก

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนส่วนใหญ่ปัดทิ้งเลยนะ ไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนงานบ่อย แต่เพราะทุกครั้งที่มีการรับสมัครคนเข้ามา มันคือต้นทุนของบริษัท 

แต่ไม่ใช่ว่า HR จะปัดตกทุกคนนะ ถ้าเกิดว่าคนนั้นมีประสบการณ์ที่เข้ากับองค์กรพอดี ผมจะมองข้ามเรื่องนั้นไป แต่ขอคุยก่อนว่าเหตุและผลของการลาออกของคุณมันคืออะไร 

ฝากถึง HR ถ้าอ่านอยู่ ใช้วิธีนี้เหมือนกันเถอะ อย่ารีบร้อนปัดตกไปก่อนเลย เพราะคุณอาจจะเสียเพชรในมือไปเลยก็ได้ ลองคุยกับเขาก่อน

แล้ว HR ส่วนใหญ่เลือกคนจากอะไร

คนที่เก่งที่สุดไม่ใช่คนที่ได้งาน แต่คนที่ใช่ที่สุดต่างหาก ซึ่งมาจากการเก่งระดับมาตรฐานที่เขายอมรับได้ บวกกับทัศนคติว่าจะอยู่กับองค์กรของเขาได้ไหม

03

Job Description

พอได้งานแล้ว ทำยังไงไม่ให้กลัวการทำงาน

อย่างแรกคือต้องตั้งเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวในแต่ละช่วง เพราะเป้าหมายจะทำให้มองข้ามเรื่องเล็กๆ ที่เจอ แล้วไปแฮปปี้กับเป้าหมายใหญ่ เช่น ฉันเข้ามาทำงานในบริษัทนี้ เป้าหมายคือเก็บเงินให้ได้หนึ่งล้านบาทภายในหนึ่งปีเพื่อไปเที่ยวรอบโลก ทำ Small Wins ว่าทุกๆ ครึ่งปีจะฉลองให้ตัวเองแบบเต็มแม็กซ์ไปเลย มันจะสุขทั้งระหว่างทางไปจนถึงเป้าหมายที่วางไว้ 

ผมพูดเสมอว่า “ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน ไม่มีจริง” พยายามพาตัวเองไปอยู่ในองค์กรที่สบายใจ พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เราเลือกได้ เลือกองค์กรที่มีความสนุกตรงกับจริตของเรา หรือบางคนเข้าไปอยู่ในองค์กรที่ไม่ใช่ตัวเองเลยเพื่อ Challenge ก็ได้นะ 

อย่างมีแฟนมากกว่าหนึ่งคนก็เป็นทางเลือกครับ ลองดู (หัวเราะ)

คุณแบไต๋ให้มนุษย์เงินเดือนขนาดนี้ เคยมี HR ด้วยกันมาบอกไหมว่าเรื่องนี้อย่าพูดเลย

มีครับ HR บางคนพยายามปิดทุกอย่างเลย แต่ในความเชื่อของผม ถ้าคิดว่าอะไรที่บอกได้ ควรบอกให้หมด เช่น เรื่องเกณฑ์การปรับระดับ แนวทางการเติบโต การขึ้นค่าจ้าง การจ่ายเงินเดือนโบนัส เพราะถ้าผมเริ่มต้นด้วยการปกปิดกันไว้ทั้งหมด เขาจะไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง จะยิ่งทำให้ผมกับพนักงานไปด้วยกันไม่ได้สักที

ถ้าวันใดวันหนึ่ง HR มาบอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ควรบอก ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงบอกไม่ได้ ถ้าไม่บอกเพราะก่อนหน้านี้เขาไม่บอกกัน แสดงว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจงาน HR ที่แท้จริง

แล้วถ้าคุณต้องบอกน้องใหม่ที่มีเป้าหมายเป็นผู้จัดการ จะบอกยังไง

 สิ่งที่ต้องทำคือสังเกตคนที่เป็นผู้จัดการสิว่าตอนนี้เขาทำอะไรบ้าง เขาเก่งในเรื่องอะไร ลองเทียบกันเลยว่าน้องต้องเพิ่มตรงไหนให้เหมือนพี่คนนั้น

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

04

Job Expectations

ทำเพจมา 6 ปี มองอนาคตของทั้งเพจและตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้ยังไงบ้าง

สำหรับเพจคงทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแรง เพราะโลกของการทำงานมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรื่องเดิมที่เคยเขียนไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว อาจไม่สามารถใช้กับปัจจุบัน อยากให้ HR – The Next Gen เป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งทำให้คนได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าจะทุกข์กับการทำงาน ให้ทุกข์กับสิ่งที่มันเป็นจริง ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เราคิดไปเอง 

ส่วนตัวผมเองก็คงอยู่ในโลกของการทำงานนี้ไปเรื่อยๆ นอกจากการเป็น HR ก็สนุกกับการเป็นผู้บริหารด้วย คิดว่ายังมีเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับโลกการทำงานให้เจออยู่ตลอด

แสดงว่าวันนี้ยังไม่หมดมุก

(หัวเราะ) คิดว่ายังนะ

คำถามสุดท้าย คุณมีอะไรอยากบอกไหม

ทุกองค์กรมีปัญหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ลองหาโอกาสในการแก้ปัญหาดูก่อน แต่ถ้าหลังชนฝาจริงๆ ก็ปล่อยวางแล้วอยู่กับมันให้ได้ และต้องคอยรีวิวตัวเองเป็นระยะนะว่าตอนนี้เจอกับอะไร อย่ารอปัญหาเข้ามาใกล้ตัว แล้วค่อยคว้ามีดออกมาไปสู้ ถึงตอนนั้นมันอาจจะขึ้นสนิมแล้ว ฉะนั้น คอยลับมีดให้คมอยู่เสมอ

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load