“สมัครเป็นสิบๆ ที่ก็ยังไม่ได้งานสักที”

“ลาออกดีไหม อยู่ไม่ไหวแล้ว”

“เบื่อวันจันทร์ ไม่อยากตื่น ลาป่วยดีไหม ลากิจเยอะไปผิดหรือเปล่า”

ปัญหาวัยทำงานสารพัดที่ต่อให้ถามหมอดูอีกกี่สิบเจ้าก็แก้ไม่ตกแบบนี้ เห็นทีต้องทำอะไรสักอย่าง 

ก็ถ้าถามหมอดูเรื่องการทำงานไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่ไปถาม Human Resource ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันจนติดปากว่าฝ่ายบุคคลเสียเลยเล่า จึงเป็นที่มาให้รีบยกหูโทรหา บี-อภิชาติ ขันธวิธิ HR ตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังเพจ HR – The Next Gen มาช่วยชี้ทางสว่างตอบคำถามรวมฮิตของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ 

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

หลังจากวางสาย นัดหมายกันเสร็จสรรพ เราก็นึกสนุก ขอตั้งตนเป็น HR สลับบทบาทสัมภาษณ์เจ้าของเพจเสียเอง มาดูกันว่าหลังจากรู้จักตัวตนของเขา เราจะรับเพจนี้เข้ามาไว้ในอ้อมอก ยกให้เป็นที่หนึ่งในดวงใจของมนุษย์เงินเดือนหรือเปล่า 

ขอเริ่มการสัมภาษณ์ ณ บัดนี้ เชิญนั่งลงได้

01

Resume

ลองอธิบายเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟังหน่อย 

ผมเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ แต่อยากท้าทายตัวเอง เลยเลือกงานที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาอย่างงานฝ่ายบุคคล ทำมาสิบกว่าปี จนรู้ว่างาน HR ไม่ใช่แค่การหาคนมาทำงานหรือจัดการเอกสารอย่างเดิมซ้ำๆ แต่คืองานที่ต้องอาศัยการวางกลยุทธ์ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้บริหารกับพนักงานเงินเดือน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต

ปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัทที่ให้บริการด้านงานบริหารทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร และเจ้าของเพจ HR – The Next Gen

ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร

ผมชอบดูซีรีส์ Hormone The Next Gen เลยตั้งชื่อเพจล้อกันเป็น HR – The Next Gen ลงตัวพอดี 

ทำไมคุณถึงคิดว่าเหมาะกับการทำเพจนี้

ช่วงแรกผมเริ่มเห็นความเป็น Routine ซ้ำๆ ของงาน HR เริ่มไม่มีอะไรท้าทายตัวเองให้ตื่นเต้น ผมมีวัตถุดิบเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ซึ่งได้จากทำงานต่างประเทศ พอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วอ่านหนังสือด้านการวางกลยุทธ์หลายเล่มเข้า ก็รู้สึกว่าไหนๆ อ่านมาแล้ว เลยอยากแชร์สักหน่อย

จุดตั้งต้นของเพจคือเอาความรู้นั้นมาแปลงเป็นภาษาเข้าใจง่าย เขียนเป็นทฤษฎีจ๋าๆ บ้าง จนพลิกมาเขียนเรื่อง Work Life Balance กลายเป็นว่าเรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้มียอด Reach ขึ้นไปถึงห้าล้าน ยอดติดตามเป็นแสนในเวลาแค่ยี่สิบห้าวัน

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

ทำไมเรื่อง Work Life Balance ถึงทำให้เพจคุณประสบความสำเร็จ

จริงๆ เรื่อง Work Life Balance มีความเฉพาะบุคคลมาก แต่คนมักรู้สึกเหมือนกันว่าทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา เพราะมันหนักกว่าที่เขาคาดหวังเอาไว้ ผมเลยกระตุกให้คนกลับมาคิดว่า ต้องกลับมาบริหารเวลาชีวิตของตัวเองแล้วนะ

จุดแข็งของเพจคุณคืออะไร

ความเรียล เพราะผมคือ HR จริงๆ คุยแบบตรงไปตรงมาเหมือนเพื่อนคุยกันในวงเหล้า 

ทำไมเราควรอ่านเพจคุณ

เพจ HR – The Next Gen เป็นเหมือน HR ของคนทั้งประเทศ ทุกคนอ่านได้ไม่ใช่แค่ HR หรือผู้บริหาร เป็นเหมือนครูแนะแนวสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคน

เราชี้ให้เห็นว่าปัญหาคืออะไร อยากให้เห็นว่ามันเป็นปัญหาทั่วไป อยู่องค์กรไหนก็ได้เจอเหมือนกัน แล้วจะไกด์วิธีการแก้ไขปัญหาตามบริบทขององค์กร เพราะในความเป็นจริง ไม่มีทฤษฎีไหนเป็น One size fits all.

เช่น 

เรื่องเงินเดือนครับ องค์กรต่างชาติจะเปิดเผยข้อมูลเงินเดือนของทุกคนเพื่อให้ตรวจสอบได้ ซึ่งหลักการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การเปิดเผยเงินเดือนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพนักงาน ฉะนั้น ก็แนะนำว่าบอกแค่ช่วงเงินเดือนแต่ละตำแหน่งให้พอรู้ไหม แบบนั้นก็โปร่งใสเพียงพอนะ

02

Job Qualification

ถ้าคุณเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังหาตัวเองไม่เจอ จะทำอย่างไร

ปัญหาของเรื่องนี้คือการไม่รู้จักตัวเองมากพอ หรือไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้มันเป็น Gap Year เพื่อไปลองทำอะไรใหม่ๆ ดู แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมเรื่องรายได้ด้วยนะ หรือถ้าจะทำงาน ก็ต้องลองหาสิ่งที่ตัวเองอิน

อินข้อแรก คือ อินในตัวองค์กร เลือกว่าอยากอยู่ในองค์กรแบบไหน ขนาดใหญ่หรือเล็ก หรือมี Mission แบบไหน 

ข้อที่สอง ลองดูเนื้องานที่น่าจะชอบ ลองทำความเข้าใจว่าตำแหน่งนี้เขาทำอะไร วิธีที่ง่ายที่สุดคือโทรไปถามให้ชัด วัดผลความเก่งหรือไม่เก่งยังไง

อีกข้อหนึ่ง คือ ผู้บริหาร เราอยากทำงานกับไอดอลคนไหน เพราะอะไร 

ถ้าตอบได้ครบทั้งสามข้อ เราจะเห็นตัวเองชัดขึ้น แล้วช่วยลดความเคว้งคว้างได้ 

จะทำยังไงให้ถูกเลือกไปสัมภาษณ์

สิ่งที่สำคัญคืออย่าหว่านส่ง Resume เดียว เพราะมันคือใบเบิกทาง ต้องอ่านโจทย์ว่าเขาอยากได้คนแบบไหน ควรเขียนให้ตรงโจทย์นั้นในบรรทัดแรกๆ ว่าผมมีประสบการณ์อะไรตลอดสี่ปีที่เรียน หรือที่เหมาะกับสิ่งที่เขาคาดหวัง 

แล้วสัมภาษณ์ให้ผ่านล่ะ

เป็นตัวของตัวเอง ถ้าจะท่อง ท่องให้ดีและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด อะไรที่หลุดจากสิ่งที่ท่องไปแล้ว พยายามหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ตอบ ควรเรียนรู้ไปก่อนว่าองค์กรอยากได้คนแบบไหน แสดงมันออกมา ถ้ายังไม่มีสิ่งนั้น ก็พยายามอย่าแสดงในสิ่งที่มันตรงข้าม พยายามมีสติทุกครั้ง

คุณมีอะไรจะถามไหม

จริงๆ คำถามนี้ที่ HR ชอบถาม มันเป็นแค่มารยาทว่าจะปิดบทสนทนาแล้วนะ ไม่ได้มีประเด็นอะไร เพราะเขาตัดสินได้ตั้งแต่สัมภาษณ์คุณตอนแรกแล้ว 

แต่ที่ไม่อยากให้ถามกลับไปคือ “หนูจะได้งานไหมคะ” เพราะเขาต้องไปพิจารณาก่อน ถ้าถามคำถามนี้มาเขาจะเลิ่กลั่ก แนะนำให้ถามเรื่องวัฒนธรรมองค์กร กับเรื่องที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท น่าจะดีที่สุด

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน
HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

ถ้า HR เห็นว่าเปลี่ยนงานบ่อย จะเก็บไว้หรือปัดตก

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนส่วนใหญ่ปัดทิ้งเลยนะ ไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนงานบ่อย แต่เพราะทุกครั้งที่มีการรับสมัครคนเข้ามา มันคือต้นทุนของบริษัท 

แต่ไม่ใช่ว่า HR จะปัดตกทุกคนนะ ถ้าเกิดว่าคนนั้นมีประสบการณ์ที่เข้ากับองค์กรพอดี ผมจะมองข้ามเรื่องนั้นไป แต่ขอคุยก่อนว่าเหตุและผลของการลาออกของคุณมันคืออะไร 

ฝากถึง HR ถ้าอ่านอยู่ ใช้วิธีนี้เหมือนกันเถอะ อย่ารีบร้อนปัดตกไปก่อนเลย เพราะคุณอาจจะเสียเพชรในมือไปเลยก็ได้ ลองคุยกับเขาก่อน

แล้ว HR ส่วนใหญ่เลือกคนจากอะไร

คนที่เก่งที่สุดไม่ใช่คนที่ได้งาน แต่คนที่ใช่ที่สุดต่างหาก ซึ่งมาจากการเก่งระดับมาตรฐานที่เขายอมรับได้ บวกกับทัศนคติว่าจะอยู่กับองค์กรของเขาได้ไหม

03

Job Description

พอได้งานแล้ว ทำยังไงไม่ให้กลัวการทำงาน

อย่างแรกคือต้องตั้งเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวในแต่ละช่วง เพราะเป้าหมายจะทำให้มองข้ามเรื่องเล็กๆ ที่เจอ แล้วไปแฮปปี้กับเป้าหมายใหญ่ เช่น ฉันเข้ามาทำงานในบริษัทนี้ เป้าหมายคือเก็บเงินให้ได้หนึ่งล้านบาทภายในหนึ่งปีเพื่อไปเที่ยวรอบโลก ทำ Small Wins ว่าทุกๆ ครึ่งปีจะฉลองให้ตัวเองแบบเต็มแม็กซ์ไปเลย มันจะสุขทั้งระหว่างทางไปจนถึงเป้าหมายที่วางไว้ 

ผมพูดเสมอว่า “ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน ไม่มีจริง” พยายามพาตัวเองไปอยู่ในองค์กรที่สบายใจ พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เราเลือกได้ เลือกองค์กรที่มีความสนุกตรงกับจริตของเรา หรือบางคนเข้าไปอยู่ในองค์กรที่ไม่ใช่ตัวเองเลยเพื่อ Challenge ก็ได้นะ 

อย่างมีแฟนมากกว่าหนึ่งคนก็เป็นทางเลือกครับ ลองดู (หัวเราะ)

คุณแบไต๋ให้มนุษย์เงินเดือนขนาดนี้ เคยมี HR ด้วยกันมาบอกไหมว่าเรื่องนี้อย่าพูดเลย

มีครับ HR บางคนพยายามปิดทุกอย่างเลย แต่ในความเชื่อของผม ถ้าคิดว่าอะไรที่บอกได้ ควรบอกให้หมด เช่น เรื่องเกณฑ์การปรับระดับ แนวทางการเติบโต การขึ้นค่าจ้าง การจ่ายเงินเดือนโบนัส เพราะถ้าผมเริ่มต้นด้วยการปกปิดกันไว้ทั้งหมด เขาจะไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง จะยิ่งทำให้ผมกับพนักงานไปด้วยกันไม่ได้สักที

ถ้าวันใดวันหนึ่ง HR มาบอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ควรบอก ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงบอกไม่ได้ ถ้าไม่บอกเพราะก่อนหน้านี้เขาไม่บอกกัน แสดงว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจงาน HR ที่แท้จริง

แล้วถ้าคุณต้องบอกน้องใหม่ที่มีเป้าหมายเป็นผู้จัดการ จะบอกยังไง

 สิ่งที่ต้องทำคือสังเกตคนที่เป็นผู้จัดการสิว่าตอนนี้เขาทำอะไรบ้าง เขาเก่งในเรื่องอะไร ลองเทียบกันเลยว่าน้องต้องเพิ่มตรงไหนให้เหมือนพี่คนนั้น

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

04

Job Expectations

ทำเพจมา 6 ปี มองอนาคตของทั้งเพจและตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้ยังไงบ้าง

สำหรับเพจคงทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแรง เพราะโลกของการทำงานมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรื่องเดิมที่เคยเขียนไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว อาจไม่สามารถใช้กับปัจจุบัน อยากให้ HR – The Next Gen เป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งทำให้คนได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าจะทุกข์กับการทำงาน ให้ทุกข์กับสิ่งที่มันเป็นจริง ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เราคิดไปเอง 

ส่วนตัวผมเองก็คงอยู่ในโลกของการทำงานนี้ไปเรื่อยๆ นอกจากการเป็น HR ก็สนุกกับการเป็นผู้บริหารด้วย คิดว่ายังมีเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับโลกการทำงานให้เจออยู่ตลอด

แสดงว่าวันนี้ยังไม่หมดมุก

(หัวเราะ) คิดว่ายังนะ

คำถามสุดท้าย คุณมีอะไรอยากบอกไหม

ทุกองค์กรมีปัญหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ลองหาโอกาสในการแก้ปัญหาดูก่อน แต่ถ้าหลังชนฝาจริงๆ ก็ปล่อยวางแล้วอยู่กับมันให้ได้ และต้องคอยรีวิวตัวเองเป็นระยะนะว่าตอนนี้เจอกับอะไร อย่ารอปัญหาเข้ามาใกล้ตัว แล้วค่อยคว้ามีดออกมาไปสู้ ถึงตอนนั้นมันอาจจะขึ้นสนิมแล้ว ฉะนั้น คอยลับมีดให้คมอยู่เสมอ

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load