“สมัครเป็นสิบๆ ที่ก็ยังไม่ได้งานสักที”

“ลาออกดีไหม อยู่ไม่ไหวแล้ว”

“เบื่อวันจันทร์ ไม่อยากตื่น ลาป่วยดีไหม ลากิจเยอะไปผิดหรือเปล่า”

ปัญหาวัยทำงานสารพัดที่ต่อให้ถามหมอดูอีกกี่สิบเจ้าก็แก้ไม่ตกแบบนี้ เห็นทีต้องทำอะไรสักอย่าง 

ก็ถ้าถามหมอดูเรื่องการทำงานไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่ไปถาม Human Resource ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันจนติดปากว่าฝ่ายบุคคลเสียเลยเล่า จึงเป็นที่มาให้รีบยกหูโทรหา บี-อภิชาติ ขันธวิธิ HR ตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังเพจ HR – The Next Gen มาช่วยชี้ทางสว่างตอบคำถามรวมฮิตของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ 

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

หลังจากวางสาย นัดหมายกันเสร็จสรรพ เราก็นึกสนุก ขอตั้งตนเป็น HR สลับบทบาทสัมภาษณ์เจ้าของเพจเสียเอง มาดูกันว่าหลังจากรู้จักตัวตนของเขา เราจะรับเพจนี้เข้ามาไว้ในอ้อมอก ยกให้เป็นที่หนึ่งในดวงใจของมนุษย์เงินเดือนหรือเปล่า 

ขอเริ่มการสัมภาษณ์ ณ บัดนี้ เชิญนั่งลงได้

01

Resume

ลองอธิบายเกี่ยวกับตัวคุณให้เราฟังหน่อย 

ผมเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ แต่อยากท้าทายตัวเอง เลยเลือกงานที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาอย่างงานฝ่ายบุคคล ทำมาสิบกว่าปี จนรู้ว่างาน HR ไม่ใช่แค่การหาคนมาทำงานหรือจัดการเอกสารอย่างเดิมซ้ำๆ แต่คืองานที่ต้องอาศัยการวางกลยุทธ์ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้บริหารกับพนักงานเงินเดือน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต

ปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัทที่ให้บริการด้านงานบริหารทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร และเจ้าของเพจ HR – The Next Gen

ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร

ผมชอบดูซีรีส์ Hormone The Next Gen เลยตั้งชื่อเพจล้อกันเป็น HR – The Next Gen ลงตัวพอดี 

ทำไมคุณถึงคิดว่าเหมาะกับการทำเพจนี้

ช่วงแรกผมเริ่มเห็นความเป็น Routine ซ้ำๆ ของงาน HR เริ่มไม่มีอะไรท้าทายตัวเองให้ตื่นเต้น ผมมีวัตถุดิบเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ซึ่งได้จากทำงานต่างประเทศ พอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วอ่านหนังสือด้านการวางกลยุทธ์หลายเล่มเข้า ก็รู้สึกว่าไหนๆ อ่านมาแล้ว เลยอยากแชร์สักหน่อย

จุดตั้งต้นของเพจคือเอาความรู้นั้นมาแปลงเป็นภาษาเข้าใจง่าย เขียนเป็นทฤษฎีจ๋าๆ บ้าง จนพลิกมาเขียนเรื่อง Work Life Balance กลายเป็นว่าเรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้มียอด Reach ขึ้นไปถึงห้าล้าน ยอดติดตามเป็นแสนในเวลาแค่ยี่สิบห้าวัน

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

ทำไมเรื่อง Work Life Balance ถึงทำให้เพจคุณประสบความสำเร็จ

จริงๆ เรื่อง Work Life Balance มีความเฉพาะบุคคลมาก แต่คนมักรู้สึกเหมือนกันว่าทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา เพราะมันหนักกว่าที่เขาคาดหวังเอาไว้ ผมเลยกระตุกให้คนกลับมาคิดว่า ต้องกลับมาบริหารเวลาชีวิตของตัวเองแล้วนะ

จุดแข็งของเพจคุณคืออะไร

ความเรียล เพราะผมคือ HR จริงๆ คุยแบบตรงไปตรงมาเหมือนเพื่อนคุยกันในวงเหล้า 

ทำไมเราควรอ่านเพจคุณ

เพจ HR – The Next Gen เป็นเหมือน HR ของคนทั้งประเทศ ทุกคนอ่านได้ไม่ใช่แค่ HR หรือผู้บริหาร เป็นเหมือนครูแนะแนวสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคน

เราชี้ให้เห็นว่าปัญหาคืออะไร อยากให้เห็นว่ามันเป็นปัญหาทั่วไป อยู่องค์กรไหนก็ได้เจอเหมือนกัน แล้วจะไกด์วิธีการแก้ไขปัญหาตามบริบทขององค์กร เพราะในความเป็นจริง ไม่มีทฤษฎีไหนเป็น One size fits all.

เช่น 

เรื่องเงินเดือนครับ องค์กรต่างชาติจะเปิดเผยข้อมูลเงินเดือนของทุกคนเพื่อให้ตรวจสอบได้ ซึ่งหลักการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การเปิดเผยเงินเดือนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพนักงาน ฉะนั้น ก็แนะนำว่าบอกแค่ช่วงเงินเดือนแต่ละตำแหน่งให้พอรู้ไหม แบบนั้นก็โปร่งใสเพียงพอนะ

02

Job Qualification

ถ้าคุณเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังหาตัวเองไม่เจอ จะทำอย่างไร

ปัญหาของเรื่องนี้คือการไม่รู้จักตัวเองมากพอ หรือไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้มันเป็น Gap Year เพื่อไปลองทำอะไรใหม่ๆ ดู แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมเรื่องรายได้ด้วยนะ หรือถ้าจะทำงาน ก็ต้องลองหาสิ่งที่ตัวเองอิน

อินข้อแรก คือ อินในตัวองค์กร เลือกว่าอยากอยู่ในองค์กรแบบไหน ขนาดใหญ่หรือเล็ก หรือมี Mission แบบไหน 

ข้อที่สอง ลองดูเนื้องานที่น่าจะชอบ ลองทำความเข้าใจว่าตำแหน่งนี้เขาทำอะไร วิธีที่ง่ายที่สุดคือโทรไปถามให้ชัด วัดผลความเก่งหรือไม่เก่งยังไง

อีกข้อหนึ่ง คือ ผู้บริหาร เราอยากทำงานกับไอดอลคนไหน เพราะอะไร 

ถ้าตอบได้ครบทั้งสามข้อ เราจะเห็นตัวเองชัดขึ้น แล้วช่วยลดความเคว้งคว้างได้ 

จะทำยังไงให้ถูกเลือกไปสัมภาษณ์

สิ่งที่สำคัญคืออย่าหว่านส่ง Resume เดียว เพราะมันคือใบเบิกทาง ต้องอ่านโจทย์ว่าเขาอยากได้คนแบบไหน ควรเขียนให้ตรงโจทย์นั้นในบรรทัดแรกๆ ว่าผมมีประสบการณ์อะไรตลอดสี่ปีที่เรียน หรือที่เหมาะกับสิ่งที่เขาคาดหวัง 

แล้วสัมภาษณ์ให้ผ่านล่ะ

เป็นตัวของตัวเอง ถ้าจะท่อง ท่องให้ดีและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด อะไรที่หลุดจากสิ่งที่ท่องไปแล้ว พยายามหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ตอบ ควรเรียนรู้ไปก่อนว่าองค์กรอยากได้คนแบบไหน แสดงมันออกมา ถ้ายังไม่มีสิ่งนั้น ก็พยายามอย่าแสดงในสิ่งที่มันตรงข้าม พยายามมีสติทุกครั้ง

คุณมีอะไรจะถามไหม

จริงๆ คำถามนี้ที่ HR ชอบถาม มันเป็นแค่มารยาทว่าจะปิดบทสนทนาแล้วนะ ไม่ได้มีประเด็นอะไร เพราะเขาตัดสินได้ตั้งแต่สัมภาษณ์คุณตอนแรกแล้ว 

แต่ที่ไม่อยากให้ถามกลับไปคือ “หนูจะได้งานไหมคะ” เพราะเขาต้องไปพิจารณาก่อน ถ้าถามคำถามนี้มาเขาจะเลิ่กลั่ก แนะนำให้ถามเรื่องวัฒนธรรมองค์กร กับเรื่องที่อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท น่าจะดีที่สุด

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน
HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

ถ้า HR เห็นว่าเปลี่ยนงานบ่อย จะเก็บไว้หรือปัดตก

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนส่วนใหญ่ปัดทิ้งเลยนะ ไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนงานบ่อย แต่เพราะทุกครั้งที่มีการรับสมัครคนเข้ามา มันคือต้นทุนของบริษัท 

แต่ไม่ใช่ว่า HR จะปัดตกทุกคนนะ ถ้าเกิดว่าคนนั้นมีประสบการณ์ที่เข้ากับองค์กรพอดี ผมจะมองข้ามเรื่องนั้นไป แต่ขอคุยก่อนว่าเหตุและผลของการลาออกของคุณมันคืออะไร 

ฝากถึง HR ถ้าอ่านอยู่ ใช้วิธีนี้เหมือนกันเถอะ อย่ารีบร้อนปัดตกไปก่อนเลย เพราะคุณอาจจะเสียเพชรในมือไปเลยก็ได้ ลองคุยกับเขาก่อน

แล้ว HR ส่วนใหญ่เลือกคนจากอะไร

คนที่เก่งที่สุดไม่ใช่คนที่ได้งาน แต่คนที่ใช่ที่สุดต่างหาก ซึ่งมาจากการเก่งระดับมาตรฐานที่เขายอมรับได้ บวกกับทัศนคติว่าจะอยู่กับองค์กรของเขาได้ไหม

03

Job Description

พอได้งานแล้ว ทำยังไงไม่ให้กลัวการทำงาน

อย่างแรกคือต้องตั้งเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวในแต่ละช่วง เพราะเป้าหมายจะทำให้มองข้ามเรื่องเล็กๆ ที่เจอ แล้วไปแฮปปี้กับเป้าหมายใหญ่ เช่น ฉันเข้ามาทำงานในบริษัทนี้ เป้าหมายคือเก็บเงินให้ได้หนึ่งล้านบาทภายในหนึ่งปีเพื่อไปเที่ยวรอบโลก ทำ Small Wins ว่าทุกๆ ครึ่งปีจะฉลองให้ตัวเองแบบเต็มแม็กซ์ไปเลย มันจะสุขทั้งระหว่างทางไปจนถึงเป้าหมายที่วางไว้ 

ผมพูดเสมอว่า “ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน ไม่มีจริง” พยายามพาตัวเองไปอยู่ในองค์กรที่สบายใจ พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เราเลือกได้ เลือกองค์กรที่มีความสนุกตรงกับจริตของเรา หรือบางคนเข้าไปอยู่ในองค์กรที่ไม่ใช่ตัวเองเลยเพื่อ Challenge ก็ได้นะ 

อย่างมีแฟนมากกว่าหนึ่งคนก็เป็นทางเลือกครับ ลองดู (หัวเราะ)

คุณแบไต๋ให้มนุษย์เงินเดือนขนาดนี้ เคยมี HR ด้วยกันมาบอกไหมว่าเรื่องนี้อย่าพูดเลย

มีครับ HR บางคนพยายามปิดทุกอย่างเลย แต่ในความเชื่อของผม ถ้าคิดว่าอะไรที่บอกได้ ควรบอกให้หมด เช่น เรื่องเกณฑ์การปรับระดับ แนวทางการเติบโต การขึ้นค่าจ้าง การจ่ายเงินเดือนโบนัส เพราะถ้าผมเริ่มต้นด้วยการปกปิดกันไว้ทั้งหมด เขาจะไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง จะยิ่งทำให้ผมกับพนักงานไปด้วยกันไม่ได้สักที

ถ้าวันใดวันหนึ่ง HR มาบอกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ควรบอก ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงบอกไม่ได้ ถ้าไม่บอกเพราะก่อนหน้านี้เขาไม่บอกกัน แสดงว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจงาน HR ที่แท้จริง

แล้วถ้าคุณต้องบอกน้องใหม่ที่มีเป้าหมายเป็นผู้จัดการ จะบอกยังไง

 สิ่งที่ต้องทำคือสังเกตคนที่เป็นผู้จัดการสิว่าตอนนี้เขาทำอะไรบ้าง เขาเก่งในเรื่องอะไร ลองเทียบกันเลยว่าน้องต้องเพิ่มตรงไหนให้เหมือนพี่คนนั้น

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

04

Job Expectations

ทำเพจมา 6 ปี มองอนาคตของทั้งเพจและตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้ยังไงบ้าง

สำหรับเพจคงทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแรง เพราะโลกของการทำงานมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรื่องเดิมที่เคยเขียนไว้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว อาจไม่สามารถใช้กับปัจจุบัน อยากให้ HR – The Next Gen เป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งทำให้คนได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าจะทุกข์กับการทำงาน ให้ทุกข์กับสิ่งที่มันเป็นจริง ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เราคิดไปเอง 

ส่วนตัวผมเองก็คงอยู่ในโลกของการทำงานนี้ไปเรื่อยๆ นอกจากการเป็น HR ก็สนุกกับการเป็นผู้บริหารด้วย คิดว่ายังมีเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับโลกการทำงานให้เจออยู่ตลอด

แสดงว่าวันนี้ยังไม่หมดมุก

(หัวเราะ) คิดว่ายังนะ

คำถามสุดท้าย คุณมีอะไรอยากบอกไหม

ทุกองค์กรมีปัญหาอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ลองหาโอกาสในการแก้ปัญหาดูก่อน แต่ถ้าหลังชนฝาจริงๆ ก็ปล่อยวางแล้วอยู่กับมันให้ได้ และต้องคอยรีวิวตัวเองเป็นระยะนะว่าตอนนี้เจอกับอะไร อย่ารอปัญหาเข้ามาใกล้ตัว แล้วค่อยคว้ามีดออกมาไปสู้ ถึงตอนนั้นมันอาจจะขึ้นสนิมแล้ว ฉะนั้น คอยลับมีดให้คมอยู่เสมอ

HR - The Next Gen เพจของ HR ที่อยากเป็นไกด์บุ๊กช่วยเหล่ามนุษย์เงินเดือน

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

บ่าย 3 วันเสาร์ เป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยกับ นอท-สัณหณัฐ ทิราชีพ เจ้าของเพจ ‘บ้านกูเอง’ ที่มีคนติดตามหลักล้าน 

หลายคนมีวิธีการสานสัมพันธ์ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้ายังไงไม่รู้ ส่วนตัวเราใช้เยลลี่แฮมเบอร์เกอร์และเยลลี่รูปรถ ติดไม้ติดมือไปเผื่อนอท 

ไม่แน่ใจว่านอทชอบไหม แต่เยลลี่หมดลงภายในไม่กี่นาที อร่อยพอที่จะทำให้นอทพูดคุยกับเราได้อย่างเปิดอก แบบที่สื่ออื่นไม่เคยทราบ และคุณไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

บ้านกูเอง‘ เป็นเพจขายตลกแต่ดันจริงจัง เพราะภายในเพจไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของความตลกขบขัน แต่ยังขบคิดเรื่องสังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ ในสไตล์บ้านกูเอง คือเพื่อนพูดกับเพื่อน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แฝงไปด้วยความรู้ที่มากกว่าในห้องเรียน 

วันนี้ เราสนใจอยากทำความรู้จักและพูดคุยกับนอท บุคคลธรรมดาผู้สร้างเพจบ้านกูเอง แม้เขาจะบอกว่าเริ่มจากการทำเพื่อตัวเอง แต่กลับส่งประโยชน์วงกว้างต่อในสังคมอย่างไม่รู้ตัว

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

เอาเยลลี่ไม่ใส่น้ำตาล

“ทุกอย่างคือทำเพื่อตัวเองหมด แต่อยู่ที่ว่าคนเราจะตีความหมายของการทำเพื่อตัวเองว่าแบบไหน”

หนึ่งในความลับของบทสนทนาที่พูดออกมาด้วยอิทธิพลของการกินเยลลี่

ทุกวันนี้ทุกคนเสพคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียได้ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการจะค้นหาหรือดูอะไร และเราก็เห็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์แทบทุกหนแห่งบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ 

หรือนั่นเป็นเพราะคอนเทนต์ครีเอเตอร์คือสิ่งที่ใครก็เป็นได้ แต่ต้องทำอย่างไรให้มีผู้ติดตามถึงหลักล้านคน 

ตลอดการสนทนา นอทบอกความลับกับเรามาหลายอย่าง จนทำให้เราเซอร์ไพรส์เป็นช่วง ๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการทำเพจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นอทไม่ได้คาดหวังหรือตั้งใจเอาไว้เลย ทุกอย่างเกิดจากความ ‘บังเอิญ’ เพียงเท่านั้น 

เขาเรียนจบจากคณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ จึงคุ้นชินและมีโอกาสได้คลุกคลีกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสื่อมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ การสร้างสตอรี่ การจัดฉาก หรือเทคนิคต่าง ๆ ทั้งภาพ แสง สี เสียง บวกกับความชอบส่วนตัว ทำให้เขาเห็นแววว่า การเดินทางสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์อาจเข้ากับตัวเอง

“เราแค่โพสต์รูปลงไปด้วยองค์ประกอบศิลป์ที่เรียนมาสนุก ๆ แต่มันดันไปสื่อสารและตอบโจทย์กับคนดู จึงกลายเป็นไวรัล 

“ที่จริงวงการดีไซน์กับวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์มีความใกล้เคียงกันมาก เพราะคอนเทนต์ครีเอเตอร์คือการดีไซน์เป็นภาพเพื่อนำไปเสนอคนดู สิ่งที่เราเรียนมาจากคณะ ก็เป็นการดีไซน์ที่ทำเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องและสอดรับกับสังคมด้วยศิลปะ เพราะฉะนั้นมันแทบไม่ต่างกันเลย”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

เปิดหนังสือแต่ไม่อ่าน

เมื่อความสนุกและความชอบกลายเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ จากการลงรูปโดยไม่ได้คิดอะไร กลับกลายเป็นต้องลงรูปและคลิปติดต่อกันมาเป็นเวลา 4 ปี 

เราจึงถามหาที่มา แรงบันดาลใจ และการหันมาทำคอนเทนต์อย่างจริงจังกับเขา 

ใครจะรู้ว่าเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่อ่านหนังสืออะไรเลยนอกจากการ์ตูน จะนำความชอบในวัยเยาว์มาประกอบอาชีพ

“ทุกแรงบันดาลใจของเราไม่เคยเกิดขึ้นจากการออกไปตามล่าหรือออกไปตามหา แต่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาหาตัวเราเองมากกว่า เราคิดว่าผลพวงของโฟโต้อัลบั้มในเพจ มาจากเราชอบอ่านการ์ตูน เราได้มุมภาพแบบการ์ตูนมา ก็เลยเล่าเรื่องแบบนั้นได้

“หรือเรื่องสังคม เพศ ศิลปะ ก็คือสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา โดยที่อาจจะไม่ได้เรียกว่าแรงบันดาลใจ แต่เรียกว่าการเลือกใช้อุปกรณ์ เลือกใช้อาวุธที่เรามี และทุกคนก็มีตรงนี้เหมือนกัน เพราะทุกคนมีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นจนเราเป็นตัวจริงด้านนั้น ไม่ว่าจะแมส จะอินดี้ หรือจะอะไร มันมีสิ่งให้เอาไปใช้ได้ทุกคน 

“และที่สำคัญ เราหันมาทำคอนเทนต์อย่างจริงจัง เพราะรายได้มันดี! (หัวเราะ)”

แปลว่าที่ผ่านมา การนำสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมาทำเป็นคอนเทนต์นั้นไม่ยาก – เราถาม

“เราคงพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายเนาะ” เขาหัวเราะ

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

“ถ้าถามว่ายากไหม มันยากมาก อะไรที่เราคิดว่าดีชัวร์ ๆ กลายเป็นว่าเละเลย หรือบางอย่างเราทำเล่น ๆ ลงรูปเล่น ๆ ไม่รู้จะเอาอะไรลงดี งั้นกูทำอันนี้แล้วกัน ดันเวิร์กเฉย แล้วต่อให้จะรีเสิร์ชให้ตายยังไงมันก็ไม่ใช่ 1 + 1 = 2 มันไม่ใช่คณิตศาสตร์

“การที่เรามีไอเดียที่ดีหรือไม่ดี มันไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะมีคนดูหรือไม่ดูนะ อันนั้นเป็นอีกเรื่องที่ต่อให้เราดีก็ไม่ได้แปลว่าจะมีคนดู หรือต่อให้เราห่วยก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีคนดู มันต้องพึ่งดวงเหมือนกัน บางคนทำสิ่งเดิมตลอดไปคนก็ยังชอบ บางคนทำสิ่งเดิมแต่คนกลับลืม”

ทำภาพนิ่งได้วิดีโอ

เมื่อเข้าสู่สนามจริง มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์หน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน การได้รับตำแหน่งดาวรุ่งหรือดาวร่วงก็ยิ่งคับขันมากขึ้นทุกที 

ฉะนั้น จะทำคอนเทนต์ลงในแพลตฟอร์มเดียวคงไม่เพียงพอในสนามแข่งนี้ จึงทำให้คนทำเพจใส่รูปนิ่งปกติ ก้าวเข้าสู่การทำวิดีโอภาพเคลื่อนไหวบนโลกยูทูบ

“ก็ดิ้นไปตามยุคสมัยนั่นแหละ ใครที่หยุดก็คือคนที่ตาย เราเรียกว่าเป็นต่อยอดมากกว่า 

“พอเป็นยูทูบ มันกลายเป็นอีกวงการหนึ่งที่เราต้องเริ่มเข้าใจผู้ใช้งานว่า คนทั่วไปตอนนี้เขากำลังอินกับอะไร และอะไรคืออินไซต์ที่ทุกคนมีเหมือนกัน เราก็เลยเปลี่ยนวิธีการทำงาน ตั้งจุดหมายใหม่ว่าทำอย่างไรให้คนอยากดู กลายเป็นคอนเทนต์ที่สอดรับสังคมมากขึ้น อาจจะเป็นพูดถึงเรื่องการศึกษา เพศ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ อุปนิสัยคน ที่เรามีมุมมองต่อมันแล้วหาจุดเชื่อมของผู้คนให้ได้”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้

ซีเรียสให้ตลก

เราพบว่า บ้านกูเอง เป็นเพจตลกแต่ดันจริงจัง ไม่ต่างจากเจ้าของที่เป็นคนจริงจังแต่ดันทำตัวให้ตลก 

นอท คือเด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์หลังย่อม พื้นฐานเดิมเป็นคนจริงจัง แต่มักถูกมองว่าเป็นคนตลกอยู่ตลอด เพราะชอบปรับตัวตามกลุ่มผู้คนที่อยู่ด้วย เช่นเดียวกับเรื่องราวที่เขานำเสนอตลอดเวลาการทำเพจมา 4 ปี ก็มีการเปลี่ยนผัน แปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามบริบทของสังคม แบ่งออกเป็น 4 ยุค ดังนี้

หนึ่ง

“แรก ๆ ทำรายการประมาณว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน แต่ความบ้าคือขนเสื้อผ้าออกไปข้างนอก แล้วก็ถอดเสื้อเปลี่ยนตามที่คนอื่นเลือกให้ตรงนั้นเลย เหมือนพยายามจะคราฟต์ให้มันบ้า ให้มันสนุก เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนดู แต่ความจริงคือไม่ใช่ คนดูเราเพราะอยากรู้ว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน ไม่ใช่มาดูเราที่บ้ากล้าเดินออกไปข้างนอก”

สอง

“ยุคต่อมาเริ่มกลายมาดูที่ไอเดีย เราไม่จำเป็นต้องคราฟต์ให้มันยาก แต่ทำให้เก็ตดีกว่า เช่น แค่ขึงผ้าธรรมดา มีเสื้อ และยืนเฉย ๆ ให้ผู้หญิงมาเลือกชุดให้ มันก็แค่นั้นเอง จะทำให้ยากด้วยการออกไปข้างนอกทำไม แล้วเมื่อไหร่คนจะได้รู้ว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแต่งตัวแบบไหน เพราะความจริงเขาอยากรู้แค่นั้น

สาม

“เริ่มเป็นเรื่องบริบทสังคมมากขึ้น เลยคิดว่าปกติคนเราทำอะไรกัน ก็เนี่ย กิน ขี้ ปี้ นอน 

“เมื่อ 2 – 3 ปีก่อน ยังไม่ค่อยมีคนทำรายการเกี่ยวกับเพศ ส่วนใหญ่จะเป็นแนว Sexual Harassment มากกว่า แต่เราไม่โอเคที่จะทำอะไรแบบนั้น ก็เลยทำเป็นแนวการศึกษา กลายเป็นรายการ เรื่องบนเตียง(ระเบียงก็นับ) เอาแขกรับเชิญมาพูดเรื่องเซ็กส์แนวให้ความรู้ 

“แล้วก็เริ่มแยกรายการออกไปเรื่อย ๆ เช่น รายการ นั่งเล่า พูดเกี่ยวกับการศึกษา การโซตัส การโนบรา แล้วแต่ที่บริบทสังคมเขาคุยกันอยู่ก็เอามาพูดในรายการนี้ได้ หรือ รายการ โรงเรียนไทย VS โรงเรียนนอก คือเอาเด็กที่เรียนโรงเรียนนอกมานั่งพูดคุยกับเด็กโรงเรียนไทยถึงความแตกต่างที่ได้เจอ เป็นวาไรตี้ที่ยังพอสอดแทรกสาระเข้าไปได้ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราอยากสอนสังคม เราก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง

“แล้วทำไมต้องทำเรื่องพวกนี้” เราถามก่อนจะเข้าสู่ยุคที่สี่

“เพราะมันเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องเจอ เราคลุกคลีอยู่ทุกวัน และเก็ตว่ามันคืออะไร แต่ถ้าเราเอาความชอบ จะเอาเรื่องการ์ตูนมาก็ได้ แต่ว่ากลุ่มมันก็จะเล็กกว่า หรือว่าเราเนิร์ดขนาดรู้ลึกรู้จริงไหม ก็ไม่ได้ขนาดนั้น 

“พอมันเป็นเรื่องสังคม มันอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ Fact สุดโต่ง แต่อาจจะใช้ความรู้สึก ค่านิยม หรือทัศนคติที่ไม่บิดเบี้ยวก็พอแล้ว”

จาก Page Maker สู่ YouTuber คุยกับนอท 'บ้านกูเอง' เพจที่ทำเพื่อตัวเองแต่ดันตลกและขายได้
เบื้องหลังคอนเทนต์สังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาสไตล์ใหม่ของ 'บ้านกูเอง เพจที่เริ่มจากทำเพื่อตัวเองไม่ใช่คนอื่น

ในปัจจุบันยังคงมีกลุ่มคนที่ไม่ชอบ ไม่เปิดรับ และปิดกั้น ไม่อยากให้มีรายการเรื่องเพศออกมา อดสงสัยไม่ได้ว่านอทมีความคิดเห็นยังไง และเขากลัวดราม่าบ้างไหม 

“ถ้าแค่ตัวเราไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร แต่อย่ามาห้ามไม่ให้คนอื่นพูด” นอทตอบชัดเจน “ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่ทุกเรื่องที่มันกำลังเบียดเบียนหรือบังคับกดขี่ผู้อื่นอยู่ด้วย

“เราว่าทุกคนกลัวดราม่านะ ทุกคนไม่อยากโดนแขวน ถามว่ากลัวไหม ก็กลัว แต่อันที่เราเลือกทำก็คิดว่ามันไม่เป็นอะไร อันที่เรากลัวก็คืออันที่เราไม่ได้ทำ ซึ่งก็มีอีกเยอะ (หัวเราะ)

สี่

“และก็ปัจจุบัน พยายามจะแตะอะไรที่เฉพาะกลุ่มแต่เราพอรู้ ไม่ใช่แค่ทำอะไรตามความชอบตัวเอง เลยเป็นยุคที่เอาศิลปะที่เรารู้ เข้ามาสอดแทรกเป็นรายการวาดนู้ด ซึ่งเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติในวงการศิลปะ อยู่ที่ว่าจะสื่อสารอย่างไรไม่ให้คนดูมา Sexual Harassment แขกรับเชิญ ไม่มาพูดทะลึ่งตึงตังกับคนในคลิป

“เราก็เริ่มจากตัวเองก่อน สื่อสารให้มันดูจริงจัง ให้คนดูรู้ว่าวันนี้เรามาวาดรูปนะ ไม่ได้มาตลกโปกฮากับเรือนร่าง แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเริ่มแตกออกมาเป็นรายการวาดรูปอันล่าสุด คือรายการวาดดูไม่รู้หน้า 

“แต่พอมันเป็นงานศิลปะที่ใช้เวลาสั้น ๆ ในการคราฟต์ออกมา ผลงานมันก็จะไม่ได้ดีมาก แค่ให้พอออกเป็นคลิปได้ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราทำไปสักพักหนึ่งเราจะกลายเป็นตัวไม่จริง 

“เพราะยิ่งอยู่ในจุดที่สูงขึ้นในแวดวงนั้น ๆ มันจะยิ่งโดนครหา ถ้าอีกสักพักหนึ่งเราเริ่มดังในแง่การวาดรูป เรากลัวว่ามันจะกลายเป็นคอนเทนต์ที่คนทั่วไปดูแล้วเจ๋งดี แต่คนที่ทำศิลปะจริง ๆ มาดูแล้วอาจจะอะไรของมึง (หัวเราะ) เลยคิดว่าอาจจะไม่ได้ทำเยอะมาก แต่จะทำให้มีคุณภาพมากขึ้น”

งานกลุ่มทำคนเดียว

“แล้วผลตอบรับดีไหม” เราโยนคำถาม

“ดีเป็นช่วง ๆ อย่างที่บอก ยุคหนึ่งอะเละเลย กว่าจะขึ้นมาได้ก็เป็นปีอยู่” นอทว่างั้น

“แต่เพจเนี่ยเราลงไปไม่กี่รูปก็ไวรัล ทำไปไม่กี่เดือนลูกค้าเจ้าแรกมาแล้ว ส่วนคลิปวิดีโอ ถ้าไม่นับว่ามันเป็นงานที่ได้มาจากเพจ ก็โห กว่าจะมีงานของตัวเองจริง ๆ มันนานมาก และกว่าจะมีคนดูใช้เวลาเป็นปีเหมือนกัน จำได้ว่าทำเป็นปีคนยังตามแค่หลักหมื่นเองมั้ง”

ถึงแม้ว่าผลตอบรับของยอดคนดูจะดีเป็นช่วง ๆ มีทั้งช่วงพีกสุด ต่ำสุด แต่นอทก็ยังคงทำคอนเทนต์เชื่อมโยงกับสังคม สอดรับกับผู้คนแบบนี้ต่อไป อาจเป็นในแง่ของความรู้หรือความบันเทิง ต้องรอติดตาม 

ต่อให้จะถามเขาเป็นคำถามสุดท้ายว่า อยากให้อะไรกับดู แล้วนอทยังย้ำเจตนาเดิมว่า “ไม่มี” ก็ตาม

“เราอยากให้ตัวเองไม่ว่าเราจะทำอะไรทั้งนั้น เราอยากได้เงิน อยากได้คำชื่นชม ถ้าสังคมจะดีขึ้นได้จากการดูคลิปเราก็เป็นเรื่องดี เพราะเราอยากได้สังคมที่ดีขึ้นก็เพื่อให้ชีวิตเรามันดีกว่านี้”

ช่วยไม่ได้ เพจนี้ขึ้นอยู่กับอารมณ์เจ้าของเพจเป็นหลัก เขาจะทำอะไรก็ได้ เพราะที่นี่คือ ‘บ้านกูเอง’

เบื้องหลังคอนเทนต์สังคม เพศ ศิลปะ และการศึกษาสไตล์ใหม่ของ 'บ้านกูเอง เพจที่เริ่มจากทำเพื่อตัวเองไม่ใช่คนอื่น

บ้านกูเอง

Facebook : https://www.facebook.com/profile.php?id=100044524865743

YouTube : https://www.youtube.com/channel/UCQzQKfKPww0YvzfvzB3tMrQ/videos

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load