3 พฤศจิกายน 2564
2 K

เพราะเรื่องราวความเขียวของเมืองสิงคโปร์ เพื่อการเป็น City in The Park ภายใน ค.ศ. 2030 ยังไม่หมดแค่สวนสัตว์อย่างโครงการ Mandai เราเลยชวนลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้อีกประมาณ 20 กิโลเมตร เพื่อเดินสำรวจพื้นที่สาธารณะสีเขียวสุดไฮเทคอีกแห่งอย่าง ‘Jurong Lake Gardens’ สวนสาธารณะแห่งชาติที่แรกใจกลางเมืองสิงคโปร์ในเขตจูร่ง

จูร่งเคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 60 และเป็นเขตที่มีความหนาแน่นสูง ด้วยเหตุนั้น หลักการโครงข่ายสีเขียวจึงเกิดขึ้นเพื่อเพิ่มภูมิทัศน์และความยั่งยืนให้เมืองนี้ ทั้งการสร้างทางน้ำขึ้นมาใหม่ วางระบบขนส่งเพื่อให้เกิดการโดยสารด้วยรถยนต์น้อยลง ทั้งยานยนต์ไร้คนขับ แถมยังกระซิบว่า ในอนาคตจะมีทางรถไฟความเร็วสูงสายกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์ พาดผ่าน ผสานความยั่งยืนและมรดกทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน จนได้รับการยกให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของประเทศ หรือเขตเศรษฐกิจน้องใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่าง Jurong Lake District ในอนาคต

หลังประตูบานนี้ พื้นที่สีเขียวที่ว่าจะเป็นแบบไหน ชวนเยื้องย่างไปดูเบื้องหลังแนวคิดและความล้ำของเขตจูร่งพร้อมกัน

01 ติดแอ่งน้ำก็เขียวได้

ชื่อ Jurong นี้ เชื่อว่ามีที่มาจากหลายแหล่ง แต่ที่คาดว่าเป็นไปได้มากสุด คือมาจากคำว่า Penjuru ในภาษามาเลเซีย ซึ่งแปลว่ามุม เปรียบเสมือนคาบสมุทร เพราะจูร่งเป็นดินแดนติดน้ำ ทำให้ต่อมาถูกเรียกขานว่า Jurong Lake District หรือเขตทะเลสาบจูร่ง และถ้ามองดีๆ พื้นที่ตรงนี้มีความท้าทายพอสมควร เป็นคำถามว่า แล้วจะปรับปรุงย่านที่อยู่ติดกับทะเลสาบอย่างไร

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

ถ้าอย่างนั้น ก็ใช้ประโยชน์จากการเป็นเมืองติดทะเลสาบนี่แหละ! -เมืองตอบ

นั่นเป็นที่มาของพื้นที่สาธารณะริมน้ำจนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเมืองอันเขียวขจี แถมยังมีการพัฒนาต่อ เชื่อมบรรดาสวนสาธารณะและย่านที่อยู่เข้าด้วยกันให้ เกิดเป็น Green Loop ให้เดินไปไม่กี่ก้าวก็เจอ Green Space ได้ง่ายๆ พร้อมยึดการออกแบบที่ยั่งยืนและใช้เทคโนโลยีมามีส่วนช่วยในทุกส่วน เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของพื้นที่สีเขียวทั่วทั้งเมือง

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

โดยหนึ่งในพื้นที่สีเขียวรวมๆ กันเกือบ 100 เฮกเตอร์หรือกว่า 600 ไร่ ขนาบทะเลสาบกว่า 17 กิโลเมตร ยังคว้ารางวัล Urban Land Institute Asia Pacific Award for Excellence มาสดๆ ร้อนๆ ในปีนี้โดยตั้งใจให้ Public Space แห่งนี้เป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

02 ทัวร์สวนนานาชาติ

สวนแห่งนี้มีอายุ 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่ ค.ศ. 2019 โดยทุกส่วนสร้างขึ้นมาเพื่อการรวมตัวกันของครอบครัวและชุมชน ซึ่งในเขตสวนสาธารณะจูร่งมีพื้นที่หลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร

ทั้งสวนที่กำลังดำเนินการให้เกิดขึ้น อย่าง Lakeside Garden สวนธีมธรรมชาติ วิวสนามเป็นสโลปลู่ลงมายังทะเลสาบ ประกอบด้วยทางเดินริมทะเลและสวนลอยน้ำ รวมถึงพื้นที่สำหรับเยาวชนกลาง Wetland อย่างลานสเก็ตหรือที่ปีนเขา ได้รับการออกแบบร่วมกันกับชุมชน ให้เป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้ต่อไป

Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน

เดินลอดซุ้มไม้ไผ่สูดไม้หอม ก่อนเข้า Chinese and Japanese Gardens ที่ยังคงอนุรักษ์สภาพภูมิประเทศเดิม แต่เพิ่มเติมความงามแบบงานศิลป์ ลงไปสร้างลานกิจกรรมใหม่ที่จุคนได้ถึง 7,000 คน 

Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน
Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน

ที่น่าตื่นตาคือ ในตอนเย็นมีลานโคมไฟสว่างไสวให้มานั่งมองพระจันทร์สะท้อนเงาน้ำ ถัดมาที่สวนญี่ปุ่น จะมีสวนดอกไม้และพืชเขตร้อน รวมทั้งต้นปรงที่ทรงปลูกเมื่อ ค.ศ. 1970 โดย สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ แห่งญี่ปุ่น ในคราวที่เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์ก่อนขึ้นครองราชสมบัติ 

นอกจากนี้ ยังเดินข้ามสะพานเชื่อมทิศเหนือกับทิศตะวันออกของเกาะได้ด้วย และส่วนที่ห้ามพลาด คือสระบัวซึ่งรวบรวมสายพันธุ์บัวที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ 

Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน

ต่อมายังมี Southern Promenade พื้นที่ 8 เฮกตาร์ทางตอนใต้ของสวน สร้างขึ้นเพื่ออนุรักษ์พืชพันธุ์และสัตว์ป่า ถ้ามองดีๆ เราจะได้เห็นนกพื้นเมืองและต้นบันยันโตเต็มที่ให้พวกมันใช้พักพิง

นอกจากนี้ ที่นี่มีแลนด์มาร์กน่าปักหมุดอยู่อีกมากมาย ทั้งทางเดิน Rasau Walk ชมพันธุ์พืชมากกว่า 500 สปีชีส์ Therapeutic Garden สวนบำบัดที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุผู้เป็นโรคสมองเสื่อม เด็กๆ ที่มีภาวะออทิสติกขั้นไม่รุนแรงหรือสมาธิสั้น ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่อยากมาผ่อนคลาย และสนามเด็กเล่นธรรมชาติให้น้องหนูได้สำรวจสิ่งมีชีวิตอย่างสนุกสนาน 

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์
เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

03 แหล่งรวมความไฮเทคล้ำยุค

มากไปกว่าสวนหลากหลายรูปแบบที่คิดมาเพื่อทุกคนแล้ว Jurong Lake Gardens ยังสร้างสรรค์ความล้ำหน้าทางนวัตกรรมและการออกแบบอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

ขอเริ่มกันที่ Zero Energy Buildings สวนแห่งนี้มีการใช้งานอาคารด้วยระบบพลังงานเป็นศูนย์ ใช้การก่อสร้างแบบใหม่คือ Mass Engineered Timber (MET) หรือไม้ที่ถูกปรับคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์ให้ทั้งสวยงาม คงทน ใช้เนื้อไม้น้อยกว่า และแข็งแรงกว่าการใช้คอนกรีต แถมยังช่วยลดผลกระทบจากการก่อสร้าง เช่น มลพิษทางเสียง การใช้รถขนส่ง และของเสียได้มากขึ้น 

ส่วนของเสียจากพืชในสวนเอง จะนำไปแปลงเป็นพลังงานภายในอาคาร และแปลงเป็นถ่านชีวภาพหรือไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อผลิตพลังงานความร้อนต่อไป รวมทั้งสร้างระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิดเพื่อให้นำน้ำกลับมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง 

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือเทคโนโลยีสุดเท่อย่างรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles : AV) นับเป็นที่แรกๆ ที่มีการทดสอบยานยนต์ดังกล่าวในสวนสาธารณะใจกลางเมือง สำหรับรถคันนี้ นักท่องเที่ยวใช้งานเพื่อเดินทางเข้า-ออกสวนสาธารณะได้ฟรีด้วยนะ

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์
เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์
ภาพ : Ramboll Studio Dreiseitl

ไม่น่าเชื่อว่าสิงคโปร์จะเปลี่ยนพื้นที่ที่ดูเหมือนยากต่อการต่อยอด สู่เครือข่ายสวนเขียวหลายร้อยไร่เข้าไว้ด้วยกัน โดยยังคงทั้งลักษณะเมืองดั้งเดิมและผู้คน แถมยังเตรียมพัฒนาต่อเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ของประเทศได้ด้วย แต่ละโปรเจกต์การสร้างพื้นที่สีเขียวของสิงคโปร์ มีอะไรให้ศึกษาและเก็บเกี่ยวความรู้อยู่เสมอเลย เอาไว้เปิดประเทศและสร้างเสร็จเมื่อไหร่ เจอกันแน่!

ขอบคุณภาพและข้อมูล

www.archdaily.com

www.nparks.gov.sg

www.jld.gov.sg/ 

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load