3 พฤศจิกายน 2564
1 K

เพราะเรื่องราวความเขียวของเมืองสิงคโปร์ เพื่อการเป็น City in The Park ภายใน ค.ศ. 2030 ยังไม่หมดแค่สวนสัตว์อย่างโครงการ Mandai เราเลยชวนลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้อีกประมาณ 20 กิโลเมตร เพื่อเดินสำรวจพื้นที่สาธารณะสีเขียวสุดไฮเทคอีกแห่งอย่าง ‘Jurong Lake Gardens’ สวนสาธารณะแห่งชาติที่แรกใจกลางเมืองสิงคโปร์ในเขตจูร่ง

จูร่งเคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 60 และเป็นเขตที่มีความหนาแน่นสูง ด้วยเหตุนั้น หลักการโครงข่ายสีเขียวจึงเกิดขึ้นเพื่อเพิ่มภูมิทัศน์และความยั่งยืนให้เมืองนี้ ทั้งการสร้างทางน้ำขึ้นมาใหม่ วางระบบขนส่งเพื่อให้เกิดการโดยสารด้วยรถยนต์น้อยลง ทั้งยานยนต์ไร้คนขับ แถมยังกระซิบว่า ในอนาคตจะมีทางรถไฟความเร็วสูงสายกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์ พาดผ่าน ผสานความยั่งยืนและมรดกทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน จนได้รับการยกให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของประเทศ หรือเขตเศรษฐกิจน้องใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่าง Jurong Lake District ในอนาคต

หลังประตูบานนี้ พื้นที่สีเขียวที่ว่าจะเป็นแบบไหน ชวนเยื้องย่างไปดูเบื้องหลังแนวคิดและความล้ำของเขตจูร่งพร้อมกัน

01 ติดแอ่งน้ำก็เขียวได้

ชื่อ Jurong นี้ เชื่อว่ามีที่มาจากหลายแหล่ง แต่ที่คาดว่าเป็นไปได้มากสุด คือมาจากคำว่า Penjuru ในภาษามาเลเซีย ซึ่งแปลว่ามุม เปรียบเสมือนคาบสมุทร เพราะจูร่งเป็นดินแดนติดน้ำ ทำให้ต่อมาถูกเรียกขานว่า Jurong Lake District หรือเขตทะเลสาบจูร่ง และถ้ามองดีๆ พื้นที่ตรงนี้มีความท้าทายพอสมควร เป็นคำถามว่า แล้วจะปรับปรุงย่านที่อยู่ติดกับทะเลสาบอย่างไร

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

ถ้าอย่างนั้น ก็ใช้ประโยชน์จากการเป็นเมืองติดทะเลสาบนี่แหละ! -เมืองตอบ

นั่นเป็นที่มาของพื้นที่สาธารณะริมน้ำจนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเมืองอันเขียวขจี แถมยังมีการพัฒนาต่อ เชื่อมบรรดาสวนสาธารณะและย่านที่อยู่เข้าด้วยกันให้ เกิดเป็น Green Loop ให้เดินไปไม่กี่ก้าวก็เจอ Green Space ได้ง่ายๆ พร้อมยึดการออกแบบที่ยั่งยืนและใช้เทคโนโลยีมามีส่วนช่วยในทุกส่วน เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของพื้นที่สีเขียวทั่วทั้งเมือง

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

โดยหนึ่งในพื้นที่สีเขียวรวมๆ กันเกือบ 100 เฮกเตอร์หรือกว่า 600 ไร่ ขนาบทะเลสาบกว่า 17 กิโลเมตร ยังคว้ารางวัล Urban Land Institute Asia Pacific Award for Excellence มาสดๆ ร้อนๆ ในปีนี้โดยตั้งใจให้ Public Space แห่งนี้เป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

02 ทัวร์สวนนานาชาติ

สวนแห่งนี้มีอายุ 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่ ค.ศ. 2019 โดยทุกส่วนสร้างขึ้นมาเพื่อการรวมตัวกันของครอบครัวและชุมชน ซึ่งในเขตสวนสาธารณะจูร่งมีพื้นที่หลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร

ทั้งสวนที่กำลังดำเนินการให้เกิดขึ้น อย่าง Lakeside Garden สวนธีมธรรมชาติ วิวสนามเป็นสโลปลู่ลงมายังทะเลสาบ ประกอบด้วยทางเดินริมทะเลและสวนลอยน้ำ รวมถึงพื้นที่สำหรับเยาวชนกลาง Wetland อย่างลานสเก็ตหรือที่ปีนเขา ได้รับการออกแบบร่วมกันกับชุมชน ให้เป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้ต่อไป

Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน

เดินลอดซุ้มไม้ไผ่สูดไม้หอม ก่อนเข้า Chinese and Japanese Gardens ที่ยังคงอนุรักษ์สภาพภูมิประเทศเดิม แต่เพิ่มเติมความงามแบบงานศิลป์ ลงไปสร้างลานกิจกรรมใหม่ที่จุคนได้ถึง 7,000 คน 

Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน
Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน

ที่น่าตื่นตาคือ ในตอนเย็นมีลานโคมไฟสว่างไสวให้มานั่งมองพระจันทร์สะท้อนเงาน้ำ ถัดมาที่สวนญี่ปุ่น จะมีสวนดอกไม้และพืชเขตร้อน รวมทั้งต้นปรงที่ทรงปลูกเมื่อ ค.ศ. 1970 โดย สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ แห่งญี่ปุ่น ในคราวที่เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์ก่อนขึ้นครองราชสมบัติ 

นอกจากนี้ ยังเดินข้ามสะพานเชื่อมทิศเหนือกับทิศตะวันออกของเกาะได้ด้วย และส่วนที่ห้ามพลาด คือสระบัวซึ่งรวบรวมสายพันธุ์บัวที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ 

Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน

ต่อมายังมี Southern Promenade พื้นที่ 8 เฮกตาร์ทางตอนใต้ของสวน สร้างขึ้นเพื่ออนุรักษ์พืชพันธุ์และสัตว์ป่า ถ้ามองดีๆ เราจะได้เห็นนกพื้นเมืองและต้นบันยันโตเต็มที่ให้พวกมันใช้พักพิง

นอกจากนี้ ที่นี่มีแลนด์มาร์กน่าปักหมุดอยู่อีกมากมาย ทั้งทางเดิน Rasau Walk ชมพันธุ์พืชมากกว่า 500 สปีชีส์ Therapeutic Garden สวนบำบัดที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุผู้เป็นโรคสมองเสื่อม เด็กๆ ที่มีภาวะออทิสติกขั้นไม่รุนแรงหรือสมาธิสั้น ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่อยากมาผ่อนคลาย และสนามเด็กเล่นธรรมชาติให้น้องหนูได้สำรวจสิ่งมีชีวิตอย่างสนุกสนาน 

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์
เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

03 แหล่งรวมความไฮเทคล้ำยุค

มากไปกว่าสวนหลากหลายรูปแบบที่คิดมาเพื่อทุกคนแล้ว Jurong Lake Gardens ยังสร้างสรรค์ความล้ำหน้าทางนวัตกรรมและการออกแบบอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

ขอเริ่มกันที่ Zero Energy Buildings สวนแห่งนี้มีการใช้งานอาคารด้วยระบบพลังงานเป็นศูนย์ ใช้การก่อสร้างแบบใหม่คือ Mass Engineered Timber (MET) หรือไม้ที่ถูกปรับคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์ให้ทั้งสวยงาม คงทน ใช้เนื้อไม้น้อยกว่า และแข็งแรงกว่าการใช้คอนกรีต แถมยังช่วยลดผลกระทบจากการก่อสร้าง เช่น มลพิษทางเสียง การใช้รถขนส่ง และของเสียได้มากขึ้น 

ส่วนของเสียจากพืชในสวนเอง จะนำไปแปลงเป็นพลังงานภายในอาคาร และแปลงเป็นถ่านชีวภาพหรือไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อผลิตพลังงานความร้อนต่อไป รวมทั้งสร้างระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิดเพื่อให้นำน้ำกลับมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง 

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือเทคโนโลยีสุดเท่อย่างรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles : AV) นับเป็นที่แรกๆ ที่มีการทดสอบยานยนต์ดังกล่าวในสวนสาธารณะใจกลางเมือง สำหรับรถคันนี้ นักท่องเที่ยวใช้งานเพื่อเดินทางเข้า-ออกสวนสาธารณะได้ฟรีด้วยนะ

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์
เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์
ภาพ : Ramboll Studio Dreiseitl

ไม่น่าเชื่อว่าสิงคโปร์จะเปลี่ยนพื้นที่ที่ดูเหมือนยากต่อการต่อยอด สู่เครือข่ายสวนเขียวหลายร้อยไร่เข้าไว้ด้วยกัน โดยยังคงทั้งลักษณะเมืองดั้งเดิมและผู้คน แถมยังเตรียมพัฒนาต่อเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ของประเทศได้ด้วย แต่ละโปรเจกต์การสร้างพื้นที่สีเขียวของสิงคโปร์ มีอะไรให้ศึกษาและเก็บเกี่ยวความรู้อยู่เสมอเลย เอาไว้เปิดประเทศและสร้างเสร็จเมื่อไหร่ เจอกันแน่!

ขอบคุณภาพและข้อมูล

www.archdaily.com

www.nparks.gov.sg

www.jld.gov.sg/ 

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load