3 พฤศจิกายน 2564
1 K

เพราะเรื่องราวความเขียวของเมืองสิงคโปร์ เพื่อการเป็น City in The Park ภายใน ค.ศ. 2030 ยังไม่หมดแค่สวนสัตว์อย่างโครงการ Mandai เราเลยชวนลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้อีกประมาณ 20 กิโลเมตร เพื่อเดินสำรวจพื้นที่สาธารณะสีเขียวสุดไฮเทคอีกแห่งอย่าง ‘Jurong Lake Gardens’ สวนสาธารณะแห่งชาติที่แรกใจกลางเมืองสิงคโปร์ในเขตจูร่ง

จูร่งเคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 60 และเป็นเขตที่มีความหนาแน่นสูง ด้วยเหตุนั้น หลักการโครงข่ายสีเขียวจึงเกิดขึ้นเพื่อเพิ่มภูมิทัศน์และความยั่งยืนให้เมืองนี้ ทั้งการสร้างทางน้ำขึ้นมาใหม่ วางระบบขนส่งเพื่อให้เกิดการโดยสารด้วยรถยนต์น้อยลง ทั้งยานยนต์ไร้คนขับ แถมยังกระซิบว่า ในอนาคตจะมีทางรถไฟความเร็วสูงสายกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์ พาดผ่าน ผสานความยั่งยืนและมรดกทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน จนได้รับการยกให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของประเทศ หรือเขตเศรษฐกิจน้องใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่าง Jurong Lake District ในอนาคต

หลังประตูบานนี้ พื้นที่สีเขียวที่ว่าจะเป็นแบบไหน ชวนเยื้องย่างไปดูเบื้องหลังแนวคิดและความล้ำของเขตจูร่งพร้อมกัน

01 ติดแอ่งน้ำก็เขียวได้

ชื่อ Jurong นี้ เชื่อว่ามีที่มาจากหลายแหล่ง แต่ที่คาดว่าเป็นไปได้มากสุด คือมาจากคำว่า Penjuru ในภาษามาเลเซีย ซึ่งแปลว่ามุม เปรียบเสมือนคาบสมุทร เพราะจูร่งเป็นดินแดนติดน้ำ ทำให้ต่อมาถูกเรียกขานว่า Jurong Lake District หรือเขตทะเลสาบจูร่ง และถ้ามองดีๆ พื้นที่ตรงนี้มีความท้าทายพอสมควร เป็นคำถามว่า แล้วจะปรับปรุงย่านที่อยู่ติดกับทะเลสาบอย่างไร

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

ถ้าอย่างนั้น ก็ใช้ประโยชน์จากการเป็นเมืองติดทะเลสาบนี่แหละ! -เมืองตอบ

นั่นเป็นที่มาของพื้นที่สาธารณะริมน้ำจนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเมืองอันเขียวขจี แถมยังมีการพัฒนาต่อ เชื่อมบรรดาสวนสาธารณะและย่านที่อยู่เข้าด้วยกันให้ เกิดเป็น Green Loop ให้เดินไปไม่กี่ก้าวก็เจอ Green Space ได้ง่ายๆ พร้อมยึดการออกแบบที่ยั่งยืนและใช้เทคโนโลยีมามีส่วนช่วยในทุกส่วน เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของพื้นที่สีเขียวทั่วทั้งเมือง

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

โดยหนึ่งในพื้นที่สีเขียวรวมๆ กันเกือบ 100 เฮกเตอร์หรือกว่า 600 ไร่ ขนาบทะเลสาบกว่า 17 กิโลเมตร ยังคว้ารางวัล Urban Land Institute Asia Pacific Award for Excellence มาสดๆ ร้อนๆ ในปีนี้โดยตั้งใจให้ Public Space แห่งนี้เป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

02 ทัวร์สวนนานาชาติ

สวนแห่งนี้มีอายุ 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่ ค.ศ. 2019 โดยทุกส่วนสร้างขึ้นมาเพื่อการรวมตัวกันของครอบครัวและชุมชน ซึ่งในเขตสวนสาธารณะจูร่งมีพื้นที่หลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร

ทั้งสวนที่กำลังดำเนินการให้เกิดขึ้น อย่าง Lakeside Garden สวนธีมธรรมชาติ วิวสนามเป็นสโลปลู่ลงมายังทะเลสาบ ประกอบด้วยทางเดินริมทะเลและสวนลอยน้ำ รวมถึงพื้นที่สำหรับเยาวชนกลาง Wetland อย่างลานสเก็ตหรือที่ปีนเขา ได้รับการออกแบบร่วมกันกับชุมชน ให้เป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้ต่อไป

Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน

เดินลอดซุ้มไม้ไผ่สูดไม้หอม ก่อนเข้า Chinese and Japanese Gardens ที่ยังคงอนุรักษ์สภาพภูมิประเทศเดิม แต่เพิ่มเติมความงามแบบงานศิลป์ ลงไปสร้างลานกิจกรรมใหม่ที่จุคนได้ถึง 7,000 คน 

Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน
Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน

ที่น่าตื่นตาคือ ในตอนเย็นมีลานโคมไฟสว่างไสวให้มานั่งมองพระจันทร์สะท้อนเงาน้ำ ถัดมาที่สวนญี่ปุ่น จะมีสวนดอกไม้และพืชเขตร้อน รวมทั้งต้นปรงที่ทรงปลูกเมื่อ ค.ศ. 1970 โดย สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และ สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ แห่งญี่ปุ่น ในคราวที่เสด็จฯ เยือนสิงคโปร์ก่อนขึ้นครองราชสมบัติ 

นอกจากนี้ ยังเดินข้ามสะพานเชื่อมทิศเหนือกับทิศตะวันออกของเกาะได้ด้วย และส่วนที่ห้ามพลาด คือสระบัวซึ่งรวบรวมสายพันธุ์บัวที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ 

Jurong Lake Gardens อุทยานต้นแบบพื้นที่สีเขียวแห่งอนาคตในสิงคโปร์ ดีไซน์สำหรับทุกคน

ต่อมายังมี Southern Promenade พื้นที่ 8 เฮกตาร์ทางตอนใต้ของสวน สร้างขึ้นเพื่ออนุรักษ์พืชพันธุ์และสัตว์ป่า ถ้ามองดีๆ เราจะได้เห็นนกพื้นเมืองและต้นบันยันโตเต็มที่ให้พวกมันใช้พักพิง

นอกจากนี้ ที่นี่มีแลนด์มาร์กน่าปักหมุดอยู่อีกมากมาย ทั้งทางเดิน Rasau Walk ชมพันธุ์พืชมากกว่า 500 สปีชีส์ Therapeutic Garden สวนบำบัดที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุผู้เป็นโรคสมองเสื่อม เด็กๆ ที่มีภาวะออทิสติกขั้นไม่รุนแรงหรือสมาธิสั้น ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่อยากมาผ่อนคลาย และสนามเด็กเล่นธรรมชาติให้น้องหนูได้สำรวจสิ่งมีชีวิตอย่างสนุกสนาน 

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์
เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

03 แหล่งรวมความไฮเทคล้ำยุค

มากไปกว่าสวนหลากหลายรูปแบบที่คิดมาเพื่อทุกคนแล้ว Jurong Lake Gardens ยังสร้างสรรค์ความล้ำหน้าทางนวัตกรรมและการออกแบบอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

ขอเริ่มกันที่ Zero Energy Buildings สวนแห่งนี้มีการใช้งานอาคารด้วยระบบพลังงานเป็นศูนย์ ใช้การก่อสร้างแบบใหม่คือ Mass Engineered Timber (MET) หรือไม้ที่ถูกปรับคุณสมบัติทางวิทยาศาสตร์ให้ทั้งสวยงาม คงทน ใช้เนื้อไม้น้อยกว่า และแข็งแรงกว่าการใช้คอนกรีต แถมยังช่วยลดผลกระทบจากการก่อสร้าง เช่น มลพิษทางเสียง การใช้รถขนส่ง และของเสียได้มากขึ้น 

ส่วนของเสียจากพืชในสวนเอง จะนำไปแปลงเป็นพลังงานภายในอาคาร และแปลงเป็นถ่านชีวภาพหรือไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อผลิตพลังงานความร้อนต่อไป รวมทั้งสร้างระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิดเพื่อให้นำน้ำกลับมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง 

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือเทคโนโลยีสุดเท่อย่างรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles : AV) นับเป็นที่แรกๆ ที่มีการทดสอบยานยนต์ดังกล่าวในสวนสาธารณะใจกลางเมือง สำหรับรถคันนี้ นักท่องเที่ยวใช้งานเพื่อเดินทางเข้า-ออกสวนสาธารณะได้ฟรีด้วยนะ

เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์
เดินเที่ยวสวนสาธารณะที่เปลี่ยนเขตติดทะเลให้เขียวชอุ่ม และอุดมไปด้วยความเจ๋งล้ำแบบชาวเมืองสิงคโปร์
ภาพ : Ramboll Studio Dreiseitl

ไม่น่าเชื่อว่าสิงคโปร์จะเปลี่ยนพื้นที่ที่ดูเหมือนยากต่อการต่อยอด สู่เครือข่ายสวนเขียวหลายร้อยไร่เข้าไว้ด้วยกัน โดยยังคงทั้งลักษณะเมืองดั้งเดิมและผู้คน แถมยังเตรียมพัฒนาต่อเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ของประเทศได้ด้วย แต่ละโปรเจกต์การสร้างพื้นที่สีเขียวของสิงคโปร์ มีอะไรให้ศึกษาและเก็บเกี่ยวความรู้อยู่เสมอเลย เอาไว้เปิดประเทศและสร้างเสร็จเมื่อไหร่ เจอกันแน่!

ขอบคุณภาพและข้อมูล

www.archdaily.com

www.nparks.gov.sg

www.jld.gov.sg/ 

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load