หลังจากสิงคโปร์ล้ำหน้าเรื่องนโยบายสีเขียวไปไกลแสนไกล ตั้งแต่เปิดตัวแลนด์มาร์กน่าสนใจอย่างป่าซูเปอร์ทรีและเรือนกระจกใจกลางเมือง Gardens by the Bay หรือโรงแรมเชิงนิเวศยกป่ามาไว้ใน Garden-in-a-Hotel ตามเป้าหมายใหญ่ที่เมืองเล็กๆ อยากทำได้ตั้งแต่ ค.ศ. 2014 คือการเป็น City in The Park ภายใน ค.ศ. 2030 และล่าสุด แผนนั้นใกล้ความจริงมาอีกก้าว เมื่อจะมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีกแห่ง ซึ่งคราวนี้มาถึงตาของสวนสัตว์กันบ้าง

โครงการ ‘Mandai Project : A Rejuvenated Mandai’ เกิดจากการต่อยอดพื้นที่มันได ซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์สิงคโปร์ ไนท์ ซาฟารี และริเวอร์ ซาฟารี ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศถึง 6 แห่งเข้าด้วยกัน เพิ่มเติมสวนนก สวนสัตว์ป่าฝน และรีสอร์ตอีโค่เข้าไป ซึ่งออกแบบโดยคิดถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมองค์รวมได้อย่างน่าสนใจ และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ทุกส่วนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อให้ชาวสิงคโปร์ดื่มด่ำกับธรรมชาติได้เต็มปอด และช่วยปกป้องความหลากหลายทางธรรมชาติร่วมกัน 

เอาล่ะ ถ้าไม่อยากตกขบวน คอลัมน์ Public Space รอบนี้ พาไปสำรวจสวนสัตว์แบบเฉพาะกิจกันก่อนใคร

พาทัวร์มันได

เล่าสักนิดว่า มันได (Mandai) คือพื้นที่ในแผนการพัฒนาทางภาคเหนือของสิงคโปร์ อุดมสมบูรณ์ขนาดยกให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าได้เลย เพราะมีทั้งป่าชายเลน พืชพรรณ และสัตว์ อาศัยอยู่มากมาย เลยกลายเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์สิงคโปร์เมื่อ 48 ปีก่อน ขยายเป็นธีมสวนสัตว์กลางคืนและจัดแสดงสัตว์น้ำอย่างไนท์ ซาฟารี และริเวอร์ ซาฟารี ต่อมา 

หากยังไม่เห็นภาพ เราขอพาทัวร์สั้นๆ 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

มาเริ่มกันที่สวนสัตว์เปิดสิงคโปร์ (Singapore Zoo) มีพื้นที่ 69 เอเคอร์หรือประมาณ 174 ไร่ แสดงสัตว์ตามธีมถึง 315 สปีชีส์ มากกว่า 3,000 ตัว โดยอิงจากแหล่งที่อยู่และให้สัตว์อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแทนที่จะให้อยู่ในกรง

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว
Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว
ภาพ : archdaily

ต่อด้วยริเวอร์ ซาฟารี (River Safari) อุทยานสัตว์ป่าธีมแม่น้ำแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย จัดแสดงแพนด้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกแบบมาให้คนเดินสำรวจสัตว์เสมือนอยู่ในแม่น้ำต่างๆ และสิ่งที่เจ๋งมากคือโซนพลาซ่า ซึ่งใช้วัสดุท้องถิ่นสร้างเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ 2 ชั้นรูปร่างเหมือนต้นไม้ เป็นทั้งร้านขายของกระจุกกระจิก ร้านอาหาร ไปจนถึงสำนักงาน 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ส่วนไนท์ ซาฟารี (Night Safari) เป็นสวนสัตว์เวลากลางคืนแห่งแรกของโลกที่กวาดรางวัลการออกแบบนับไม่ถ้วน เปิดให้สำรวจสัตว์เกือบ 900 ตัวจากประมาณ 100 สายพันธุ์ รวมถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ด้วยการนั่งรถราง โดยผู้เข้าชมจะถูกพาไปยังพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ 6 แห่ง ตั้งแต่เชิงเขาหิมาลัยถึงป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แค่ 30 นาทีเท่านั้น

ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะใน ค.ศ. 2016 บริษัทแม่ขององค์กรสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ในชื่อ Mandai Park Holdings (MPH) จัดตั้งโครงการฟื้นฟู Mandai ขึ้นมาเพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ทางธรรมชาติและสัตว์ป่าที่ไม่เหมือนใครให้เกิดขึ้นในสิงคโปร์ ตอบรับโจทย์เมืองในสวนให้ทันท่วงที

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

มันได-มันได้ใจ

แน่นอนว่าในช่วงแรกของการพัฒนามีหลายข้อกังวลใจ ทั้งเรื่องที่ตั้งของพื้นที่ซึ่งค่อนข้างห่างไกล รวมถึงกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติต่างกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อสัตว์พื้นเมืองดั้งเดิม ซึ่งอาศัยอยู่ช่วงรอยต่อของมันได ไปจนถึงบริเวณอ่างเก็บน้ำ Central Catchment Nature Reserve

ทางทีมพัฒนาจึงพยายามลดความกังวลดังกล่าว ด้วยการสร้างบริการรับ-ส่งระหว่างสถานีรถไฟ Springleaf MRT ที่กำลังจะเกิดขึ้นจาก Thomson-East Coast ไปยังมันได เพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ภายใต้การแนะนำของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่จะได้รับการพัฒนาอย่างไม่ทำร้ายทุกชีวิตในเขตอนุรักษ์

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

รวมทั้งดูแลติดแท็กต้นไม้ในบริเวณตามสายพันธุ์ สุขภาพ ขนาด และสถานะการอนุรักษ์ ซึ่งการออกแบบทุกอย่างจะต้องคงต้นไม้เอาไว้ หรือใช้การปลูกถ่ายกล้าไม้ หากสร้างที่อยู่อาศัย ก็ต้องเป็นมิตรพอต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ มีจุดควบคุมความเร็วตามถนนโครงการจนถึงที่จอดรถ แถมยังมีทีมงานคอยดูเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และที่น่ารักมากๆ คือ เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องเข้าอบรมพิเศษ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงต้องทำความคุ้นเคยกับสัตว์ป่าในพื้นที่ด้วย 

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

หลังจากผ่านกระบวนการออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบต่อพืชและสัตว์ในพื้นที่แล้ว ก็ถึงเวลาออกทัวร์สถานที่ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกันต่อ

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ในอนาคต ที่นี่จะมีทั้งสวนสัตว์ป่าฝน (Rainforest Park) ขนาด 12.5 เฮกตาร์ โดยมีกิมมิกอยู่ที่ทางเดินลอยฟ้า ทำให้ผู้เข้าชมเห็นผืนป่าทอดยาวไปจนถึงยอดไม้ทรง Tree-top Canopies พร้อมยกให้เป็นแหล่งความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนบกที่สำคัญที่สุดของโลกอีกแห่งหนึ่ง

Mandai Project พาเที่ยวเมืองสวนสัตว์โฉมใหม่ ที่เสกสิงคโปร์ให้กลายเป็นดินแดนสีเขียว

ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากคือ สวนนก (Bird Park) ซึ่งใช้องค์ความรู้จากสวนนกจูร่งมาสร้างที่นี่ เพื่อจัดแสดงกรงนกขนาดใหญ่ 9 แห่ง จำลองที่อยู่ตามธรรมชาติของนกทั่วทุกมุมโลก อาทิ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าไผ่ และป่าฝน กลายเป็นแหล่งรวบรวมนกมากกว่า 600 ตัว จาก 50 สายพันธุ์ ซึ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกเช่นกัน รวมถึงจัดตั้งเป็นศูนย์เพาะพันธุ์และวิจัยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ด้วย

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

เดินเชื่อมต่อมาอีกสักนิด จะเห็น Mandai Eco-Link จุดหมายปลายทางของสัตว์ป่าขนาดกว้าง 44 เมตรคร่อมถนนเอาไว้เหมือนเป็นสะพานลอย เชื่อมที่อยู่ของสัตว์ป่าทางด้านเหนือและใต้ของเขตอนุรักษ์ แยกเป็นชั้นๆ ตั้งแต่พื้นดินให้สัตว์ท้องถิ่น อย่างอีเห็น กระจง กระรอก กิ้งก่าตัวน้อย ไปจนถึงยอดไม้ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้มีทางเดินและเส้นทางสัญจรที่ปลอดภัย นอกจากหลีกเลี่ยงอันตรายจากการจราจรด้านล่าง อีกฟังก์ชันของสะพานแห่งนี้จะช่วยรักษาพืชพรรณท้องถิ่นสิงคโปร์เอาไว้

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

ไม่ใช่แค่สวนสัตว์นานาพันธุ์ ที่นี่ยังขอพิสูจน์การอยู่ร่วมกันของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ด้วยที่พักเชิงนิเวศกลางป่า ในชื่อ บันยันทรี อีโค่ รีสอร์ต (Banyantree Eco-Restort) ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกท้องถิ่นอย่าง WOW Architects และ Banyan Tree Hotels & Resorts 

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

รีสอร์ตบนพื้นที่ขนาด 4.6 เฮกตาร์ มีห้องพักทั้งหมด 338 ห้อง มาพร้อมแนวคิด ‘การอยู่อย่างมีสติ’ คือใช้พลังงานต่ำที่สุด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และออกแบบบ้านทรงต้นไม้ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบที่สุดด้วย ที่สำคัญคือ รักษาแนวต้นไม้เอาไว้ได้เกินครึ่ง และปลูกพันธุ์พื้นเมืองเพิ่มอีก 2 เท่า

เอาเป็นว่าถ้านกหรือกระรอกกระโดดมาเกาะบ้านเราก็อย่าตกใจไป

ทริปจบ สวนสัตว์ยังไม่จบ

A Rejuvenated Mandai โครงข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศรวม 5 สวนสัตว์ และ 1 ที่พัก เพื่อเป้าหมายเมืองในสวนของสิงคโปร์

นอกจากความอลังการของ 6 สถานที่ที่เราพาไปทัวร์ทิพย์ ยังมีสถานที่ยิบย่อยอีกมากมายที่โครงการนี้กำลังจะเนรมิตให้เป็นจริง ทั้งเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ทางเดินริมทะเล ที่นั่งกลางแจ้ง ไปจนถึงสนามเด็กเล่น เพื่อให้มาทั้งกิน เที่ยว พัก ดูวิวหลากหลายได้ครบจบในที่เดียว 

คาดว่าเมื่อสร้างเสร็จ โครงการ Mandai Project : A Rejuvenated Mandai จะฟื้นฟูพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขนาดใหญ่ที่รองรับคนได้มากกว่าปีละ 10 ล้านคน สร้างงานจำนวนมากให้กับคนพื้นที่ ทั้งการท่องเที่ยวและบริการ ขยายไปถึงด้านการวิจัยเชิงอนุรักษ์

นี่เป็นตัวอย่างของการออกแบบเพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองในสวนอย่างรอบด้านและยั่งยืน ตลอดจนเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างพื้นที่สีเขียวและระบบนิเวศเช่นเดียวป่าให้เกิดขึ้นจริงในเมือง

ถ้า ค.ศ. 2023 ทุกคนยังไม่มีนัดที่ไหน เราชวนจองตั๋วล่วงหน้าไปเยือนอาณาจักรสีเขียวในมันไดกันสักหน และหวังว่าจะมีใครสักคนได้ไอเดียมาพัฒนาพื้นที่สาธารณะและสถานที่ท่องที่ยวเชิงนิเวศในบ้านเราบ้าง

ขอบคุณภาพและข้อมูลอ้างอิง

www.mandai.com 

www.archdaily.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load