ท่ามกลางสีเขียวของต้นไม้ใหญ่ใจกลางสวนลุมพินี ในงาน Thailand Tree Climbing Championship 2018 ซึ่งจัดโดย BIG Trees เรามีโอกาสได้พบกับ คุณริค โทมัส (Rick Thomas) รุกขกรชาวออสเตรเลีย ผู้อำนวยการใหญ่แห่ง ArborCulture Pte Ltd ประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์

ด้วยประสบการณ์การทำงานที่สิงคโปร์นับ 16 ปี วันนี้คุณริคจะเล่าให้เราฟังถึงเส้นทางการเป็นเมืองสีเขียวของเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยเป็นเมืองคอนกรีตสีเทาไม่ต่างจากเรา

ต่อจากนี้ คือเบื้องหลังที่ทำให้ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด กลายมาเป็นประเทศที่มีพื้นที่สีเขียวต่อประชากรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นคือ 66 ตารางเมตรต่อคน (เทียบกับกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่แค่ 5.46 ตารางเมตรต่อคน)

1

ความเชื่อที่ว่า ‘พื้นที่สีเขียว’ มีความหมายเดียวกับ ‘การพัฒนา’

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดเริ่มต้นมาจากแนวคิด

สำหรับสิงคโปร์ แนวคิดการเปลี่ยนเมืองให้เป็นสีเขียวเริ่มต้นเมื่อปี 1965 เมื่อครั้งที่ ลีกวนยู ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ด้วยวิสัยทัศน์การพัฒนาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือความใหญ่โตของสิ่งปลูกสร้าง หากยังรวมไปถึงคุณภาพชีวิตของคน ซึ่งเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อม

แนวคิด ‘เมืองในสวน’ หรือ A City in a Garden คือสิ่งที่ลีกวนยูตั้งเป็นเป้าหมาย เขาระดมผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย ตั้งแต่สถาปนิก วิศวกร รุกขกร มาช่วยกันออกแบบเมือง วางแผนอย่างเป็นระบบว่าจะปลูกต้นอะไร ตรงไหน เพื่อใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลังจากนั้นการปลูกต้นไม้ครั้งใหญ่ก็กลายเป็นวาระแห่งชาติ

ผมมีความเชื่อว่าเมืองที่มีภูมิทัศน์เสื่อมโทรมและป่าคอนกรีตทำลายจิตวิญญาณของมนุษย์ พวกเราต้องการพื้นที่สีเขียวของธรรมชาติเพื่อยกระดับจิตวิญญาณของเรา” คือคำพูดของลีกวนยูที่กล่าวไว้ในปี 1995

มาถึงวันนี้คงไม่มีใครกังขาแล้วว่าสิงคโปร์คือเมืองที่ทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วว่า การพัฒนากับการรักษาต้นไม้ใหญ่ คือสิ่งที่ดำเนินไปด้วยกันได้

สิงคโปร์
สิงคโปร์
2

ไม่สามารถโค่นต้นไม้ใหญ่ได้ตามอำเภอใจ

การปลูกต้นไม้อย่างเดียวคงไม่มีประโยชน์หากไม่สามารถดูแลต้นไม้เหล่านั้นให้คงอยู่ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ตามมาคือ การออกนโยบายเพื่อรักษาต้นไม้ และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด

หนึ่งในนโยบายที่เป็นหัวใจของการรักษาต้นไม้ใหญ่ในสิงคโปร์ คือการไม่อนุญาตให้ใครก็ตามโค่นต้นไม้ตามอำเภอใจ ต้นไม้ทุกต้นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 30 เซนติเมตรขึ้นไปถือเป็นต้นไม้อนุรักษ์ ไม่สามารถตัดได้ แม้จะเป็นต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวก็ตาม หากจำเป็นต้องตัด ต้องทำเรื่องขออนุญาตและผ่านการประเมินจากรุกขกรก่อน หากไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ตัดไม่ได้

3

หากจำเป็นต้องตัดต้นไม้ ต้องปลูกทดแทนเสมอ

ในการพัฒนาเมือง หลายครั้งสิ่งปลูกสร้างก็ไปเบียดบังพื้นที่สีเขียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ที่สิงคโปร์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา พวกเขาเลือกทั้งสองสิ่ง โดยมีกฎว่าหากจำเป็นต้องตัดต้นไม้ ผู้ตัดต้องรับผิดชอบด้วยการปลูกทดแทนเสมอ และหลายครั้งก็ไม่ใช่การปลูกทดแทนด้วยอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ต้องปลูกในอัตราส่วนที่มากกว่า จะมากแค่ไหนก็ขึ้นกับการประเมินเป็นกรณีไป ตรงนี้ถือเป็นขั้นตอนที่เข้มงวดมาก หากเจ้าของโครงการไม่สามารถหาพื้นที่ปลูกทดแทนได้ แผนการพัฒนานั้นก็ต้องพับเก็บ

คุณริคบอกเหตุผลเบื้องหลังแนวคิดนี้ว่า “มันไม่แฟร์ที่คนแค่ไม่กี่คนมีสิทธิ์ทำลายพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะเพื่อสร้างกำไร นโยบายนี้ถือเป็นการกดดันผู้ประกอบการทางหนึ่ง ทำให้การตัดต้นไม้ไม่ใช่เรื่องง่ายจนเกินไป”

สิงคโปร์
สิงคโปร์
4

ทุกสิ่งปลูกสร้างต้องมีพื้นที่สีเขียวขั้นต่ำ

หากคุณเป็นสถาปนิกที่สิงคโปร์ ทุกครั้งที่ออกแบบอาคาร คุณต้องหาพื้นที่สำหรับพื้นที่สีเขียวเสมอ เพราะสิ่งปลูกสร้างทุกแห่งมีข้อกำหนดเรื่องพื้นที่สีเขียวขั้นต่ำที่ต้องมี หรือที่เรียกว่า Green Buffer สิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภทก็จะมีข้อกำหนดแตกต่างกันไป เช่น ถนนต้องมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นต้นไม้ใหญ่สองข้างรวมกันไม่ต่ำกว่า 2 เมตร

5

แก้ปัญหาข้อจำกัดของพื้นที่ด้วยการออกแบบ

สิงคโปร์ก็ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ คือมีพื้นที่จำกัด หลายครั้งนักออกแบบต้องเผชิญปัญหาว่า อยากปลูกต้นไม้ แต่ไม่รู้จะไปหาที่ปลูกตรงไหน ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการวางแผนและการออกแบบที่ดี สถาปนิกและรุกขกรจะทำงานร่วมกันตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบอาคาร เช่น หากในพื้นที่มีต้นไม้อยู่แล้ว จะออกแบบอาคารให้หลบหลีกต้นไม้ หรือการสร้างสวนบนดาดฟ้า (Roof Garden) พื้นที่สีเขียวแนวตั้ง (Vertical Greenery) ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวในอาคาร (Indoor Greenery) ซึ่งเห็นได้ทั่วไปในสิงคโปร์

สิงคโปร์
สิงคโปร์
6

สายไฟทั้งหมดอยู่ใต้ดิน

ในขณะที่ต้นไม้ริมถนนบ้านเรามักถูกบั่นยอดเพราะไปชนสายไฟ แต่ที่สิงคโปร์ไม่ต้องกังวลกับปัญหานี้ เพราะสายไฟหรือสายเคเบิลทุกชนิดถูกนำลงใต้ดินทั้งหมด คุณริคบอกว่า นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาต้นไม้ในเมืองกับสายไฟ จริงอยู่ที่การนำสายไฟลงดินใช้งบประมาณสูง แต่การเก็บสายไฟไว้บนดินก็ใช้งบประมาณดูแลสูงไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซ่อมแซมหรือการดูแลตัดแต่งต้นไม้ ยังไม่นับรวมปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยกว่า

อย่างไรก็ตาม การนำสายไฟลงดินต้องมีการวางแผนและออกแบบที่ดี เพราะหากไม่ระวังก็อาจทำให้รากต้นไม้ริมถนนฉีกขาด วิธีแก้ของสิงคโปร์คือ สายไฟทั้งหมดจะถูกฝังอยู่กลางถนนในส่วนรถวิ่ง เพื่อกันพื้นที่บริเวณสองฝั่งถนนให้รากต้นไม้

7

เด็ดใบไม้หนึ่งใบสะเทือนถึงเงินในกระเป๋า

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินเล่นอยู่ในสิงคโปร์ การเผลอเด็ดใบไม้หรือดอกไม้แม้เพียงหนึ่งใบก็อาจถูกปรับเป็นเงินสูงถึง 2,000 ดอลลาร์ฯ หากต้นไม้นั้นเป็นต้นไม้สาธารณะหรือแม้แต่ผลไม้หรือดอกไม้ที่หล่นอยู่ตามพื้นก็ห้ามเก็บ หากอนุญาตให้คนหนึ่งเด็ดดอกไม้ใบไม้ได้ตามใจ คนอื่นๆ ก็อาจทำบ้าง แล้วสภาพของต้นไม้ต้นนั้นก็จะเปลี่ยนไป เช่น ดอกไม้อาจถูกเด็ดจนหมด ไม่เหลือดอกไม้สำหรับแมลงหรือนกที่จะมากินน้ำหวาน

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นของการชื่นชมความงาม ที่ทุกคนควรมีสิทธิ์ได้เห็นความงดงามของต้นไม้นั้นโดยเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ใครคนหนึ่งมีสิทธิ์ไปทำให้ความงามนั้นเปลี่ยนไป

สิงคโปร์
สิงคโปร์
8

จำลองป่ามาไว้ข้างถนน

การปลูกต้นไม้ที่สิงคโปร์เป็นมากกว่าแค่การขุดหลุมแล้วเอากล้าไม้ลงดิน กระบวนการทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ก่อนลงมือปลูก มีรายละเอียดให้คำนึงถึงมากมาย ตั้งแต่การเลือกชนิดต้นไม้ โดยดูความเหมาะสมของต้นไม้แต่ละชนิดกับพื้นที่ เช่น การชอนไชของราก ความเหมาะสมของดิน สภาพอากาศ ไปจนถึงความยากง่ายในการดูแลรักษา

นอกจากนั้น ความหลากหลายทางสายพันธุ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่พวกเขาให้คุณค่า หากไปดูต้นไม้ริมถนนของสิงคโปร์ เราจะไม่ค่อยเห็นต้นไม้สายพันธุ์เดียวตลอดถนนทั้งเส้น แต่เราจะเห็นการออกแบบที่เลียนแบบพืชพรรณในป่า คือเต็มไปด้วยต้นไม้หลายสายพันธุ์ หลากรูปทรง ตั้งแต่ไม้พุ่ม ไม้ดอก ไม้ยืนต้น ไปจนถึงพืชเกาะตามกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ เช่น เฟิร์น กล้วยไม้ มองตามพื้นดินก็อาจเจอเห็ด มองที่ลำต้นก็อาจเจอไลเคน

คุณริคเล่าว่า หากเราปลูกพืชชนิดเดียว เวลาที่มีโรคหรือแมลงระบาดก็เสี่ยงต่อการสูญเสียทั้งหมด ในทางตรงข้าม หากเราปลูกพืชพรรณที่หลากหลาย นอกจากจะยั่งยืนกว่าแล้ว ยังเป็นที่อยู่อาศัยให้สัตว์ต่างๆ มากมายหลายชนิดได้พึ่งพามากกว่า

“การดูแลต้นไม้ของเรา สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่เพียงต้นไม้ แต่ยังรวมไปถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่พึ่งพาต้นไม้นั้นด้วย ยิ่งพื้นที่สีเขียวของเรามีความหลากหลายเท่าไหร่ สายพันธุ์สัตว์ต่างๆ เช่น นก แมลง ที่พื้นที่นั้นค้ำจุนก็ยิ่งมากเท่านั้น ซึ่งก็จะเชื่อมมาถึงความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งมีความหลากหลายมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะเวลาคนได้เห็นนก เห็นสัตว์ต่างๆ พวกเขาก็จะมีความสุข”

จากสิบกว่าปีที่แล้วที่ตัวเลขสายพันธุ์พืชริมถนนของสิงคโปร์อยู่ที่ไม่เกิน 100 ชนิด มาวันนี้ความหลากหลายมีมากถึง 750 ชนิด นับเฉพาะแค่ต้นไม้ใบหญ้าริมถนนเท่านั้น และนี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราจะพบสัตว์ป่าหายากในเมืองสิงคโปร์ เช่น เหยี่ยวผึ้งบนต้นไม้ริมถนนสายช้อปปิ้ง นกแก้วบนต้นไม้ใกล้สถานีรถไฟอันพลุกพล่าน หรือแม้แต่ชะนีที่มีการพบไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก จนถึงขั้นว่ามีนักวิจัยมาตั้งกล้อง Camera Trap เพื่อดักถ่ายสัตว์ป่าในพื้นที่เมือง!

สิงคโปร์
สิงคโปร์
9

มีฐานข้อมูลต้นไม้ทุกต้น

ภารกิจการสร้างเมืองสีเขียวไม่ได้จบแค่การปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้ก็เหมือนกับคน คือเจ็บป่วยได้ ทำให้หลังจากปลูกต้องมีการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพิเศษของสิงคโปร์คือ ต้นไม้ในเมืองทุกต้นมีประวัติบันทึกในฐานข้อมูลทั้งหมด ไม่ต่างจากแฟ้มข้อมูลคนไข้ในโรงพยาบาล เช่น ต้นนี้คือต้นอะไร อยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่ มีประวัติการดูแลและรักษาอย่างไร ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรู้ได้ว่าต้นไม้ต้นใดต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และทุกต้นจะได้รับการตรวจเช็กสุขภาพสม่ำเสมอ ต้นไหนที่มีความเสี่ยงมากหน่อย ก็อาจต้องต้องมีทีมไปตรวจเช็กอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี

การตรวจเช็กก็ต้องทำอย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่ใต้ดิน ซึ่งต้องดูว่าสภาพดินเหมาะสมหรือไม่ การระบายน้ำของดินดีเพียงใด ดินมีแร่ธาตุเพียงพอไหม ส่วนเหนือผิวดิน รุกขกรก็จะประเมินเรื่องโรคและแมลงโดยดูจากสภาพลำต้น รวมทั้งมีการประยุกต์ใช้เครื่องมือไฮเทคมากมาย เช่น เครื่องสแกนเพื่อดูความหนาแน่นของเนื้อไม้ ซึ่งจะบอกถึงสุขภาพของต้นไม้ต้นนั้น เป็นต้น และสุดท้ายคือการตัดแต่งกิ่งอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหากิ่งหัก

เมื่อต้นไม้ได้รับการดูแลอย่างดี ต้นไม้ก็จะมีความปลอดภัย ปัญหาระหว่างคนกับต้นไม้ก็จะไม่เกิดขึ้น

สิงคโปร์
สิงคโปร์
10

สร้างกองทัพรุกขกร

ย้อนกลับไปในวันที่สิงคโปร์เริ่มวางแผน City in a Garden ใหม่ๆ นอกจากระดมปลูกต้นไม้ครั้งใหญ่แล้ว พวกเขายังเริ่มต้นโปรแกรมฝึกอบรมเพื่อสร้างรุกขกรอย่างจริงจังด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะมีต้นไม้ที่ต้องการการดูแลมาก ก็ไม่ใช่ว่าใครจะไปตัดแต่งต้นไม้ตามใจก็ได้ เพราะคนที่จะทำหน้าที่นี้จำเป็นต้องมีใบรับรอง ซึ่งจะได้จากการผ่านหลักสูตรอบรมตามที่กำหนดไว้ ทำให้มั่นใจได้ว่าต้นไม้ทุกต้นในประเทศสิงคโปร์จะได้รับการตัดแต่งอย่างถูกหลักการเสมอ

11

ทำให้คนภูมิใจกับเมือง

เมื่อการออกแบบเมือง เกิดขึ้นโดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก ผลที่เกิดขึ้นก็คือผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความภาคภูมิใจกับเมือง

“คนสิงคโปร์ภูมิใจกับเรื่องนี้มาก เขารู้ว่าต้นไม้ให้ประโยชน์ต่อเขายังไง แม้แต่คนขับแท็กซี่ก็เข้าใจ เพราะเขาจะเจอนักท่องเที่ยวที่บอกว่า เขาชอบเมืองสิงคโปร์เพราะต้นไม้ เขากลับมาที่นี่อีกเพราะต้นไม้ พื้นที่สีเขียวไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสังคมหรือความเป็นอยู่เท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องเศรษฐกิจด้วย พวกเขารู้ว่าถ้าไม่มีต้นไม้ สิงคโปร์ก็จะไม่ใช่สิงคโปร์อย่างทุกวันนี้”

เมื่อความรักต้นไม้เกิดขึ้น พวกเขาก็จะช่วยกันดูแล รวมทั้งเป็นหูเป็นตาเวลาที่เห็นต้นไม้มีปัญหา ก็จะช่วยกันแจ้งไปยังหน่วยงานที่ดูแล และเมื่อต้นไม้ในเมืองมีสุขภาพที่ดี ผู้คนก็มีสุขภาพที่ดีเช่นกัน

“ไม่ต้องมีข้อสงสัยเลยว่าพื้นที่สีเขียวทำให้คนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการมองพื้นที่สีเขียวทำให้คนมีความสุข เคยมีการศึกษาว่าหากหน้าต่างห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลมองไปเห็นพื้นที่สีเขียวได้ ผู้ป่วยก็จะฟื้นตัวเร็วกว่า”

สิงคโปร์
สิงคโปร์
ภาพ : Living in a Garden – the Greening of Singapore (published by the National Parks Board 2013

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด การขยับตัวสร้างสรรค์ของย่านท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นสัญญาณของการปรับตัวและความหวังใหม่ ในปี 2021 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีเทศกาลย่านสร้างสรรค์มากมายหลายงาน นำร่องโดยหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ที่จัดงาน Design Week ต่อเนื่องทุกปี ภาคใต้มีความเคลื่อนไหวสนุก ๆ อย่างงาน Made in Songkla และ Creative Nakhon ที่นครศรีธรรมราช ฟากอีสานก็มีงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) ที่ขอนแก่น และ สกลจังซั่น เทศกาลงานสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร 

การเติบโตของเมืองแห่งธรรมะ โคขุน และผ้าครามน่าสนใจมาก ๆ จากเมืองอีสานที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี แรงผลักดันจากท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวสกลนครรุ่นใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เมืองมีมิติร่วมสมัย ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมดั้งเดิม 

เบื้องหลังสีสันความสนุกของสกลจังซั่นคือความตั้งใจขับเคลื่อนเมืองอย่างแรงกล้า หลังเฟสติวัลจบ เราจึงชวนผู้จัดงานหลายฝ่ายมาถอดบทเรียนให้ฟังว่างานสร้างสรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สกลนครในฝันของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ควรเติบโตไปทางไหน และตั้งใจจะปั้นอะไรให้เมืองงอกงามต่อจากนี้บ้าง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

สกลเฮ็ด สกลทำ

เมื่อ พ.ศ.​ 2560 กลุ่มคนทำงานคราฟต์รวมตัวกันจัดเฟสติวัลรับลมหนาวปลายปีชื่อ สกลเฮ็ด จากงานเล็ก ๆ ที่มีผู้จัดงานเพียง 10 กว่าร้าน คลื่นเล็ก ๆ นั้นพัดพาไปสู่การจัดงานใหญ่ในปีนี้ ‘สกลจังซั่น’ คือเฟสติวัลความยาว 4 วันที่กินอาณาเขตไปทั้งเมืองเก่า โดยกลุ่มภาคีเครือข่ายในเมืองสกลอย่างหอการค้า และภาคีเครือข่ายจากภายนอก ทั้งภาครัฐอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งคัดเลือกให้สกลนครเป็นหนึ่งใน TCDN ( Thailand Creative District Network) และกำลังมองหาพื้นที่ทดลองจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาย่านเศรษฐกิจ ไปจนถึงภาคเอกชนและประชาสังคม ช่วยกันเนรมิตขึ้นมาให้สนุกครบเครื่องทุกมิติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสินทรัพย์ท้องถิ่น ยกระดับศักยภาพเมืองและเศรษฐกิจไปอีกขั้น

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : บ้านเสงี่ยม-มณี
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

‘สกลจังซั่น’ เป็นชื่อที่ ติ๊ดตี่-ธรรศ วัฒนาเมธี สถาปนิกผู้ดูแลที่พัก ‘บ้านเสงี่ยม-มณี’ สมาชิกกลุ่มสกลเฮ็ด และหนึ่งในผู้จัดงานสกลจังซั่นตั้งขึ้น และได้รับโหวตให้เป็นชื่องาน โดยสกลจังซั่น (จังซี่) หมายถึง สกลนครก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นสกลนครแหละ พ้องกับคำว่า ‘Junction’ ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ทางแยก จุดตัด จุดเชื่อมต่อ ชุมทาง สื่อถึงลักษณะงานที่เป็นจุดนัดพบของหลาย ๆ ภาคส่วนมาจัดกิจกรรมร่วมกัน และชื่อจังหวัดสกลนคร ที่แปลว่านครแห่งเมืองทั้งมวล หรือหมายถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางนั่นเอง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

หนึ่งในพื้นที่จัดงานหลักคือเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล ตึกเก่า 5 ชั้นที่ปลดระวางจากการเป็นโรงแรมประจำเมืองมาเนิ่นนาน แปลงโฉมเป็นศูนย์ Showcase งานดีไซน์และศิลปะของชาวสกลนคร ทั้งนักออกแบบ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ยามค่ำคืน ตึกฝั่งตรงข้ามจะจัดไฟสวยงาม พร้อมให้คณะหมอลำมาเต้นตามระเบียงห้องให้สนุกแบบ Social Distancing กันไปยาว ๆ ส่วนดาดฟ้าสกลโฮเต็ลเองก็จัดดินเนอร์พิเศษวันละครั้ง เป็น Fine Dining ชื่อ สะออน (Sound On) โดย House Number 1712 เล่าวัฒนธรรมการกินอาหารท้องถิ่นของคนสกลนครในหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่าผ่านมื้ออาหาร แต่ละคำผ่านการตีความหมายใหม่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงไปด้วยเอกลักษณ์และรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม เสริมความน่าสนใจด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ Esan Gastronomy โดยมีเสียงดนตรีหมอลำคลอไปตลอดมื้อ

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

“ผลตอบรับของสกลจังซั่นดูดีกว่าที่คิดเลยนะ งานเปิดวันแรก มีคนต่อคิวยาวมากเพื่อจะขึ้นมาตึกนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าต่อคิวเพื่อขึ้นมาดูหมอลำฝั่งตรงข้ามรึเปล่า” แมน-ปราชญ์ นิยมค้า ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mann Craft และสวนแมนเอ่ยแกมหัวเราะ ขณะพาชมนิทรรศการสีครามเล็ก ๆ ของเขาในตึกโรงแรมเก่า “มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่คนอยากจะออกมาดู นอกจากห้างสรรพสินค้าที่สำเร็จรูป เป็นพื้นที่อื่นที่เด็ก ๆ วัยรุ่นอยากจะรู้ว่าตึกนี้มันมีอะไร ทำไมฉันไม่เคยเข้าไป เขาก็อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างได้ดี ปลุกให้คนในพื้นที่รู้ว่ามีสินทรัพย์อะไรดี ๆ บ้าง แล้วถ้าเกิดโชคดีได้ทำต่อเนื่อง มันจะทำให้คนมีส่วนร่วม นอกจากดูแล้วอาจจะเป็นคนมาลงมือทำด้วยกันได้”

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ในสายตานักออกแบบและนักธุรกิจงานคราฟต์ การเกิดขึ้นของสกลจังซั่น ซึ่งรวมตัวคนรักสกลนครหลากหลายกลุ่ม ยกระดับงานท้องถิ่นที่ทำกันเองให้ไปสู่สเกลภูมิภาค ไม่ใช่แค่งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่หรือนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่งานที่มีกิจกรรมหลากหลายตลอด 4 วัน พาความคึกคักไปสู่หลายพื้นที่ทั่วสกลนคร ตัวเขาเองก็จัดงาน Craft Market ฤดูหนาวที่สวนแมนไปพร้อม ๆ กันใต้ร่มเทศกาลสกลจังซั่น กิจกรรมรวมตัวคนรักงานคราฟต์ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อไว้ที่เดียว เป็นอีกแหล่งสีเขียวใกล้ชิดธรรมชาติที่ถูกใจผู้คนทั้งในและนอกจังหวัด 

“เราอยากสร้างศูนย์รวมพลังงานดี ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ผมชอบองค์ความรู้และการสร้างเครือข่าย คิดว่ามันเป็นการกระตุ้นความคิดทั้งคนทำงานเองแล้วก็ผู้บริโภคด้วย”

ฟื้นย่านเมืองเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ แห่ง Gypsy Coffee Drip ชวนเพื่อนฝูงมาจัดงาน ‘จังซั่น ละเบ๋อ ซาวคุ้ม’ ปิดคุ้มกลางธงชัย ย่านเก่ากลางเมืองให้ครึกครื้น ในตรอกเล็ก ๆ ความยาวราว 200 เมตร พวกเขาต่อยอดกราฟฟิตี้สตรีทอาร์ตที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น แล้วรวมกิจกรรมสารพัดมาไว้ด้วยกัน ทั้งตลาดศิลปะ สินค้าทำมือ ร้านตัดผมริมทาง กาแฟ Slow Bar จาก 4 ร้านกาแฟดังในสกล โดยคนรุ่นใหม่จาก 4 ชนเผ่า แถมร้านต่าง ๆ ก็เปิดหน้าบ้านเอาของมาวางขาย เป็นพื้นที่รื่นรมย์ให้คนมาล้อมวงนั่งฟังดนตรี แวะซื้อข้าวจี่ต้มเส้น ปากหม้อ กุนเชียง ขนมจุบจิบ หรือเข้าบ้านไปทำขันหมากเบ็งหรือบายศรีกับคุณยาย แล้วออกมาเล่นสบาย ๆ 

“ย่านนี้เป็นชุมชนดั้งเดิมของสกลนคร อยู่ใกล้วัด มีแต่บ้านไม้เก่าสวย ๆ มีคุ้มเก่าของตระกูลวงกาฬสินธุ์ ที่เป็นตระกูลแรกของสกลนคร บ้านบางหลังไม่มีรั้ว ทะลุกันไปหมด บางบ้านยังมีเตาเก่า เล้าข้าว ปลูกผักปลูกกล้วย คนส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่ยังคงวิถีเดิมของสกล แต่ตอนนี้มีเมืองล้อมรอบ ตรงนี้ก็ดูรก ๆ ซบเซา คนสกลบางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีซอยนี้ บางคนก็ไม่รู้จัก” ยิปซีอธิบายเบื้องหลังการปลุกย่านเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“เราอยากแทรกซึมอยู่ในชุมชน ให้เขาเห็นคุณค่าบ้านเก่าตัวเอง ให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักมีชีวิต คนรุ่นใหม่ก็ได้ทำงานกับคนแก่ ไม่ให้เขาเหงา วันเตรียมงานก็สนุกแล้วนะ ยาย ๆ เขาก็ตื่นเต้น มาให้กำลังใจกัน มาบอกว่าอยากให้มาเพนต์บ้านยายบ้าง มีคนมาถ่ายรูป บอกว่าแถวบ้านเขาสวย เขาก็ได้ออกมาเดินดูแล้วก็สดใสขึ้น ส่วนพวกเพื่อน ๆ ก็อยากสนุก ปิดร้านมาขายของ สิงตามบ้านตรงนั้นตรงนี้ เป็นพลังที่น่ารักมาก มากกว่าความร่วมมือคือความรู้สึกว่าของธรรมดานั้นพิเศษ” แกนนำสกลเฮ็ดอธิบายด้วยรอยยิ้ม 

กล่าวตามตรง ด้วยสเกลเล็กจิ๋ว พื้นที่ตรงนี้อาจยังห่างไกลจากการเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่คือคนในท้องที่มากกว่า แต่ในสายตาคนใน พื้นที่นี้คือหนึ่งในหมุดไฮไลต์สำคัญของงาน

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“มีคนทำงานหลายกลุ่มมาลงพื้นที่ทำเรื่องสตรีทอาร์ตแล้วนะคะ คืบหน้าดีขึ้นเรื่อย ๆ มีชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาจจะยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนเท่าครั้งนี้ เหมือนคนก็ยังมองภาพไม่ออกว่างานวาดกำแพงมันเป็นยังไง อาจจะติดภาพงานเขียนพ่นสเปรย์เลอะ ๆ แรก ๆ เขาก็ยังไม่เปิดใจ พอมาเห็นงานสวย ๆ ก็อนุญาตให้เพนต์กำแพงบ้าน” เตย-ไอรัตน์ดา มหาชัย ครูศิลปะ เจ้าของร้านกาแฟกึ่งแกลเลอรี่ Blue Bica Coffee x Local Art Space เล่าบ้าง ผู้ออกแบบคาแรกเตอร์ ‘น้องก่ำ’ มาสคอตของงาน มองว่ากิจกรรมป๊อปอัปแบบนี้กระตุ้นชีพจรของเมือง ให้คนหลากหลายกลุ่มหลายช่วงวัยได้พบปะม่วนซื่น แลกเปลี่ยนวิถีที่แตกต่างแต่สนุกร่วมกัน

ก้าวสู่สังเวียนสร้างสรรค์

เทศกาลนี้ดึงผู้คนจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากเป้าหมายในตอนแรกจะจัดกิจกรรมในเดือนมิถุนายน และฝันกันว่าจะเข้าไปจัดในพื้นที่เรือนจำเก่า ขยายผลเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายทั่วเมืองสกลนคร ไม่ว่านิทรรศการเล่าเรื่องเมืองสกล แผนที่ย่านเมือง นิทรรศการงานออกแบบ ศิลปะ อาหาร ดนตรี งานเสวนา ตลาด ต่างรวมพลังงานดี ๆ ไว้มากมาย

“งานเพียง 4 วันอาจดูสั้นไปเมื่อเทียบกับงานในจังหวัดอื่น แต่ก็ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ หลายอย่างต่อเมืองสกล กระตุ้นให้คนสกลนครเองให้ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ที่จะพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เห็นศักยภาพของคนที่ซ่อนอยู่ และเกิดการรวมตัวกันเพื่อทดลองทำสิ่งที่อยากสิ่งคิดให้เป็นจริง ในช่วงเวลาเตรียมงานจนงานจบลงนี้ ทำให้ผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ ได้รู้จักคนเก่า ๆ มากยิ่งขึ้น และได้ทำในสิ่งที่เคยคาดหวังว่าจะทำ ผมหวังว่าเหล่าองค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งน้อยใหญ่จะกลับมาสร้างงานนี้ให้สำเร็จลงด้วยดีอีกครั้ง ต้องขอบคุณผู้คนมากมายที่ให้โอกาสได้ร่วมงานกันครับ” ติ๊ดตี่ออกความเห็น โดยหวังอย่างยิ่งว่างานนี้จะได้จัดขึ้นอีกครั้งในปีนี้

“งานนี้เกินคาดไปเยอะมาก ๆ คนตอบรับดี มันสร้างประสบการณ์รับรู้ใหม่ให้คนในพื้นที่มองเมืองเปลี่ยนไป เห็นว่าย่านเมืองเก่าทำอะไรได้มากกว่าจะปล่อยให้ร้างไป และภาคศิลปะก็ตื่นตัว นักดนตรี ศิลปินก็มีกำลังใจสร้างงาน เพราะรู้ว่างานเขามีที่รองรับ มีกลุ่มคนดู และในแง่การท่องเที่ยว คนนอกอยากมาเข้าร่วมเยอะ คนในเมืองก็อยากขอเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน อยากมาช่วย” เสือ-ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ทายาทเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล หนึ่งในผู้จัดงานหลักเอ่ยอย่างกระตือรือร้น

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“ต้องยอมรับว่าตัวเมืองสกลนครยังดึงคนให้อยู่เที่ยวยาว ๆ ทั้งวันจนนอนค้างไม่ได้ ขณะที่เมืองข้าง ๆ อย่างนครพนมมีวิวแม่น้ำโขง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรรยากาศมันชวนพักผ่อนมาก สิ่งที่ทำให้สกลนครแตกต่างคือวัฒนธรรมและงานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เหนียวแน่น แต่ยังอาจเข้าถึงยาก คือต้องตั้งใจมามาก ๆ เฟสติวัลนี้เลยช่วยได้มาก ครั้งถัดไปก็อยากจัดให้ใกล้ช่วงเทศกาลแห่ดาวที่ท่าแร่ คนจะได้อยู่สกลนครได้ทั้งอาทิตย์ และปรับปรุงหลายอย่างให้ดีขึ้น ทั้งการประชาสัมพันธ์ การเตรียมสถานที่ การจัดการ หรือการสื่อสารเรื่องการชมงานศิลปะโดยไม่จับชิ้นงานให้เสียหาย สกลจังซั่นครั้งถัดไปน่าจะมีคนมาร่วมหลากหลายขึ้น เยอะขึ้น พอมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ก็อยากชวนศิลปินจังหวัดอื่น ๆ ใกล้ ๆ มาคอลแล็บกัน เพื่อเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น”

ด้วยสถานการณ์การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบยาว ๆ จากโควิด-19 ผนวกกับความขลุกขลักของการจัดงานครั้งแรก นักท่องเที่ยวอย่างเรามองเห็นช่องว่างหลายจุดที่สกลจังซั่นน่าจะปรับปรุงหรือขยายผลให้ดียิ่งขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เทศกาลสร้างสรรค์ร่วมสมัยนี้เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมาก ๆ ของเมืองอีสาน 

“เราอยากให้เมืองเป็นยังไงก็ต้องลงมือทำที่บ้านเรา ก่อนจะไปหวังความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานไหน พูดตรง ๆ ว่าเราต้องดิ้นรนกันเองก่อน จังหวัดข้าง ๆ อย่างมุกดาหารก็ขยับตัวจัดงานเหมือนกันนะครับ เขามาดูงานเราแล้วก็เริ่มโครงการเลย เดือนกุมภาพันธ์กำลังจะมีงานสตรีทอาร์ตและภาพถ่าย คนในมุกดาหารร่วมมือกันทำงานในย่านที่สนใจ เงินจัดงานก็มาจากคนในเมืองช่วยกันบริจาค เราก็ดีใจที่งานนี้มีผลไปถึงคนข้างนอกด้วย” เสือเล่าอย่างภาคภูมิใจ

“ผมคิดว่าวัฒนธรรมอีสานแข็งแรงน่าสนใจมาก ดึงดูดทั้งสายอาร์ต สายคราฟต์ สายมู สายดนตรี สีสันความเป็นอีสานซิ่ง ๆ สด ๆ ทำให้น่าสนใจ คนกลับบ้านก็เยอะ ตอนนี้โจทย์ถัดไปคือต้องค่อย ๆ หาทางปัดฝุ่น หาอะไรมาลงพื้นที่ตลอดทั้งปี พอเทศกาลมันไม่ถาวร จบงานแล้วเมืองก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม ผมสนใจงานออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ Made in Songkhla อยากหาทุนต่อยอดร้านเก่าแก่ ต่อให้มีโควิด ก็มีกิจกรรมขายของและท่องเที่ยวได้ทั้งปี ร้านค้าก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน ชอบอะไรแบบนี้ เริ่มจากสิ่งที่เรามีในเมืองก่อน แล้วขยายผลไปพื้นที่ใกล้เคียง” 

นักธุรกิจรุ่นใหม่เล่าถึงโปรเจกต์ต่อยอดที่เขากำลังดูแล คือ Sakon Gastronomy ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาหาร เข้าป่าไปหาวัตถุดิบมาทำอาหาร แล้วมาเที่ยวในเมืองต่อ เพื่อดึงให้คนอยู่ในจังหวัดให้นานที่สุด รวมถึงการจัดการระบบที่ทันสมัยและการตลาด เพื่อกระจายรายได้ให้เกษตรกรท้องถิ่นมากขึ้น

สกลจังซั่นจะกลับมาเป็นนิทรรศการฉบับย่อส่วนที่เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) จังหวัดขอนแก่น ส่วนปลายปีนี้ เราจะได้เห็นสกลจังซั่นเติบโตจนกลายเป็นเทศกาลท้องถิ่นร่วมสมัยประจำปีหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป 

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load