ท่ามกลางสีเขียวของต้นไม้ใหญ่ใจกลางสวนลุมพินี ในงาน Thailand Tree Climbing Championship 2018 ซึ่งจัดโดย BIG Trees เรามีโอกาสได้พบกับ คุณริค โทมัส (Rick Thomas) รุกขกรชาวออสเตรเลีย ผู้อำนวยการใหญ่แห่ง ArborCulture Pte Ltd ประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์

ด้วยประสบการณ์การทำงานที่สิงคโปร์นับ 16 ปี วันนี้คุณริคจะเล่าให้เราฟังถึงเส้นทางการเป็นเมืองสีเขียวของเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยเป็นเมืองคอนกรีตสีเทาไม่ต่างจากเรา

ต่อจากนี้ คือเบื้องหลังที่ทำให้ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด กลายมาเป็นประเทศที่มีพื้นที่สีเขียวต่อประชากรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นคือ 66 ตารางเมตรต่อคน (เทียบกับกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่แค่ 5.46 ตารางเมตรต่อคน)

1

ความเชื่อที่ว่า ‘พื้นที่สีเขียว’ มีความหมายเดียวกับ ‘การพัฒนา’

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดเริ่มต้นมาจากแนวคิด

สำหรับสิงคโปร์ แนวคิดการเปลี่ยนเมืองให้เป็นสีเขียวเริ่มต้นเมื่อปี 1965 เมื่อครั้งที่ ลีกวนยู ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ด้วยวิสัยทัศน์การพัฒนาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือความใหญ่โตของสิ่งปลูกสร้าง หากยังรวมไปถึงคุณภาพชีวิตของคน ซึ่งเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อม

แนวคิด ‘เมืองในสวน’ หรือ A City in a Garden คือสิ่งที่ลีกวนยูตั้งเป็นเป้าหมาย เขาระดมผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย ตั้งแต่สถาปนิก วิศวกร รุกขกร มาช่วยกันออกแบบเมือง วางแผนอย่างเป็นระบบว่าจะปลูกต้นอะไร ตรงไหน เพื่อใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลังจากนั้นการปลูกต้นไม้ครั้งใหญ่ก็กลายเป็นวาระแห่งชาติ

ผมมีความเชื่อว่าเมืองที่มีภูมิทัศน์เสื่อมโทรมและป่าคอนกรีตทำลายจิตวิญญาณของมนุษย์ พวกเราต้องการพื้นที่สีเขียวของธรรมชาติเพื่อยกระดับจิตวิญญาณของเรา” คือคำพูดของลีกวนยูที่กล่าวไว้ในปี 1995

มาถึงวันนี้คงไม่มีใครกังขาแล้วว่าสิงคโปร์คือเมืองที่ทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วว่า การพัฒนากับการรักษาต้นไม้ใหญ่ คือสิ่งที่ดำเนินไปด้วยกันได้

สิงคโปร์
สิงคโปร์
2

ไม่สามารถโค่นต้นไม้ใหญ่ได้ตามอำเภอใจ

การปลูกต้นไม้อย่างเดียวคงไม่มีประโยชน์หากไม่สามารถดูแลต้นไม้เหล่านั้นให้คงอยู่ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ตามมาคือ การออกนโยบายเพื่อรักษาต้นไม้ และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด

หนึ่งในนโยบายที่เป็นหัวใจของการรักษาต้นไม้ใหญ่ในสิงคโปร์ คือการไม่อนุญาตให้ใครก็ตามโค่นต้นไม้ตามอำเภอใจ ต้นไม้ทุกต้นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 30 เซนติเมตรขึ้นไปถือเป็นต้นไม้อนุรักษ์ ไม่สามารถตัดได้ แม้จะเป็นต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวก็ตาม หากจำเป็นต้องตัด ต้องทำเรื่องขออนุญาตและผ่านการประเมินจากรุกขกรก่อน หากไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ตัดไม่ได้

3

หากจำเป็นต้องตัดต้นไม้ ต้องปลูกทดแทนเสมอ

ในการพัฒนาเมือง หลายครั้งสิ่งปลูกสร้างก็ไปเบียดบังพื้นที่สีเขียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ที่สิงคโปร์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา พวกเขาเลือกทั้งสองสิ่ง โดยมีกฎว่าหากจำเป็นต้องตัดต้นไม้ ผู้ตัดต้องรับผิดชอบด้วยการปลูกทดแทนเสมอ และหลายครั้งก็ไม่ใช่การปลูกทดแทนด้วยอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ต้องปลูกในอัตราส่วนที่มากกว่า จะมากแค่ไหนก็ขึ้นกับการประเมินเป็นกรณีไป ตรงนี้ถือเป็นขั้นตอนที่เข้มงวดมาก หากเจ้าของโครงการไม่สามารถหาพื้นที่ปลูกทดแทนได้ แผนการพัฒนานั้นก็ต้องพับเก็บ

คุณริคบอกเหตุผลเบื้องหลังแนวคิดนี้ว่า “มันไม่แฟร์ที่คนแค่ไม่กี่คนมีสิทธิ์ทำลายพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะเพื่อสร้างกำไร นโยบายนี้ถือเป็นการกดดันผู้ประกอบการทางหนึ่ง ทำให้การตัดต้นไม้ไม่ใช่เรื่องง่ายจนเกินไป”

สิงคโปร์
สิงคโปร์
4

ทุกสิ่งปลูกสร้างต้องมีพื้นที่สีเขียวขั้นต่ำ

หากคุณเป็นสถาปนิกที่สิงคโปร์ ทุกครั้งที่ออกแบบอาคาร คุณต้องหาพื้นที่สำหรับพื้นที่สีเขียวเสมอ เพราะสิ่งปลูกสร้างทุกแห่งมีข้อกำหนดเรื่องพื้นที่สีเขียวขั้นต่ำที่ต้องมี หรือที่เรียกว่า Green Buffer สิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภทก็จะมีข้อกำหนดแตกต่างกันไป เช่น ถนนต้องมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นต้นไม้ใหญ่สองข้างรวมกันไม่ต่ำกว่า 2 เมตร

5

แก้ปัญหาข้อจำกัดของพื้นที่ด้วยการออกแบบ

สิงคโปร์ก็ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ คือมีพื้นที่จำกัด หลายครั้งนักออกแบบต้องเผชิญปัญหาว่า อยากปลูกต้นไม้ แต่ไม่รู้จะไปหาที่ปลูกตรงไหน ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการวางแผนและการออกแบบที่ดี สถาปนิกและรุกขกรจะทำงานร่วมกันตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบอาคาร เช่น หากในพื้นที่มีต้นไม้อยู่แล้ว จะออกแบบอาคารให้หลบหลีกต้นไม้ หรือการสร้างสวนบนดาดฟ้า (Roof Garden) พื้นที่สีเขียวแนวตั้ง (Vertical Greenery) ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวในอาคาร (Indoor Greenery) ซึ่งเห็นได้ทั่วไปในสิงคโปร์

สิงคโปร์
สิงคโปร์
6

สายไฟทั้งหมดอยู่ใต้ดิน

ในขณะที่ต้นไม้ริมถนนบ้านเรามักถูกบั่นยอดเพราะไปชนสายไฟ แต่ที่สิงคโปร์ไม่ต้องกังวลกับปัญหานี้ เพราะสายไฟหรือสายเคเบิลทุกชนิดถูกนำลงใต้ดินทั้งหมด คุณริคบอกว่า นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาต้นไม้ในเมืองกับสายไฟ จริงอยู่ที่การนำสายไฟลงดินใช้งบประมาณสูง แต่การเก็บสายไฟไว้บนดินก็ใช้งบประมาณดูแลสูงไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซ่อมแซมหรือการดูแลตัดแต่งต้นไม้ ยังไม่นับรวมปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยกว่า

อย่างไรก็ตาม การนำสายไฟลงดินต้องมีการวางแผนและออกแบบที่ดี เพราะหากไม่ระวังก็อาจทำให้รากต้นไม้ริมถนนฉีกขาด วิธีแก้ของสิงคโปร์คือ สายไฟทั้งหมดจะถูกฝังอยู่กลางถนนในส่วนรถวิ่ง เพื่อกันพื้นที่บริเวณสองฝั่งถนนให้รากต้นไม้

7

เด็ดใบไม้หนึ่งใบสะเทือนถึงเงินในกระเป๋า

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินเล่นอยู่ในสิงคโปร์ การเผลอเด็ดใบไม้หรือดอกไม้แม้เพียงหนึ่งใบก็อาจถูกปรับเป็นเงินสูงถึง 2,000 ดอลลาร์ฯ หากต้นไม้นั้นเป็นต้นไม้สาธารณะหรือแม้แต่ผลไม้หรือดอกไม้ที่หล่นอยู่ตามพื้นก็ห้ามเก็บ หากอนุญาตให้คนหนึ่งเด็ดดอกไม้ใบไม้ได้ตามใจ คนอื่นๆ ก็อาจทำบ้าง แล้วสภาพของต้นไม้ต้นนั้นก็จะเปลี่ยนไป เช่น ดอกไม้อาจถูกเด็ดจนหมด ไม่เหลือดอกไม้สำหรับแมลงหรือนกที่จะมากินน้ำหวาน

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นของการชื่นชมความงาม ที่ทุกคนควรมีสิทธิ์ได้เห็นความงดงามของต้นไม้นั้นโดยเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ใครคนหนึ่งมีสิทธิ์ไปทำให้ความงามนั้นเปลี่ยนไป

สิงคโปร์
สิงคโปร์
8

จำลองป่ามาไว้ข้างถนน

การปลูกต้นไม้ที่สิงคโปร์เป็นมากกว่าแค่การขุดหลุมแล้วเอากล้าไม้ลงดิน กระบวนการทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ก่อนลงมือปลูก มีรายละเอียดให้คำนึงถึงมากมาย ตั้งแต่การเลือกชนิดต้นไม้ โดยดูความเหมาะสมของต้นไม้แต่ละชนิดกับพื้นที่ เช่น การชอนไชของราก ความเหมาะสมของดิน สภาพอากาศ ไปจนถึงความยากง่ายในการดูแลรักษา

นอกจากนั้น ความหลากหลายทางสายพันธุ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่พวกเขาให้คุณค่า หากไปดูต้นไม้ริมถนนของสิงคโปร์ เราจะไม่ค่อยเห็นต้นไม้สายพันธุ์เดียวตลอดถนนทั้งเส้น แต่เราจะเห็นการออกแบบที่เลียนแบบพืชพรรณในป่า คือเต็มไปด้วยต้นไม้หลายสายพันธุ์ หลากรูปทรง ตั้งแต่ไม้พุ่ม ไม้ดอก ไม้ยืนต้น ไปจนถึงพืชเกาะตามกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ เช่น เฟิร์น กล้วยไม้ มองตามพื้นดินก็อาจเจอเห็ด มองที่ลำต้นก็อาจเจอไลเคน

คุณริคเล่าว่า หากเราปลูกพืชชนิดเดียว เวลาที่มีโรคหรือแมลงระบาดก็เสี่ยงต่อการสูญเสียทั้งหมด ในทางตรงข้าม หากเราปลูกพืชพรรณที่หลากหลาย นอกจากจะยั่งยืนกว่าแล้ว ยังเป็นที่อยู่อาศัยให้สัตว์ต่างๆ มากมายหลายชนิดได้พึ่งพามากกว่า

“การดูแลต้นไม้ของเรา สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่เพียงต้นไม้ แต่ยังรวมไปถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่พึ่งพาต้นไม้นั้นด้วย ยิ่งพื้นที่สีเขียวของเรามีความหลากหลายเท่าไหร่ สายพันธุ์สัตว์ต่างๆ เช่น นก แมลง ที่พื้นที่นั้นค้ำจุนก็ยิ่งมากเท่านั้น ซึ่งก็จะเชื่อมมาถึงความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งมีความหลากหลายมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะเวลาคนได้เห็นนก เห็นสัตว์ต่างๆ พวกเขาก็จะมีความสุข”

จากสิบกว่าปีที่แล้วที่ตัวเลขสายพันธุ์พืชริมถนนของสิงคโปร์อยู่ที่ไม่เกิน 100 ชนิด มาวันนี้ความหลากหลายมีมากถึง 750 ชนิด นับเฉพาะแค่ต้นไม้ใบหญ้าริมถนนเท่านั้น และนี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราจะพบสัตว์ป่าหายากในเมืองสิงคโปร์ เช่น เหยี่ยวผึ้งบนต้นไม้ริมถนนสายช้อปปิ้ง นกแก้วบนต้นไม้ใกล้สถานีรถไฟอันพลุกพล่าน หรือแม้แต่ชะนีที่มีการพบไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก จนถึงขั้นว่ามีนักวิจัยมาตั้งกล้อง Camera Trap เพื่อดักถ่ายสัตว์ป่าในพื้นที่เมือง!

สิงคโปร์
สิงคโปร์
9

มีฐานข้อมูลต้นไม้ทุกต้น

ภารกิจการสร้างเมืองสีเขียวไม่ได้จบแค่การปลูกต้นไม้ เพราะต้นไม้ก็เหมือนกับคน คือเจ็บป่วยได้ ทำให้หลังจากปลูกต้องมีการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพิเศษของสิงคโปร์คือ ต้นไม้ในเมืองทุกต้นมีประวัติบันทึกในฐานข้อมูลทั้งหมด ไม่ต่างจากแฟ้มข้อมูลคนไข้ในโรงพยาบาล เช่น ต้นนี้คือต้นอะไร อยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่ มีประวัติการดูแลและรักษาอย่างไร ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรู้ได้ว่าต้นไม้ต้นใดต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และทุกต้นจะได้รับการตรวจเช็กสุขภาพสม่ำเสมอ ต้นไหนที่มีความเสี่ยงมากหน่อย ก็อาจต้องต้องมีทีมไปตรวจเช็กอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี

การตรวจเช็กก็ต้องทำอย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่ใต้ดิน ซึ่งต้องดูว่าสภาพดินเหมาะสมหรือไม่ การระบายน้ำของดินดีเพียงใด ดินมีแร่ธาตุเพียงพอไหม ส่วนเหนือผิวดิน รุกขกรก็จะประเมินเรื่องโรคและแมลงโดยดูจากสภาพลำต้น รวมทั้งมีการประยุกต์ใช้เครื่องมือไฮเทคมากมาย เช่น เครื่องสแกนเพื่อดูความหนาแน่นของเนื้อไม้ ซึ่งจะบอกถึงสุขภาพของต้นไม้ต้นนั้น เป็นต้น และสุดท้ายคือการตัดแต่งกิ่งอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหากิ่งหัก

เมื่อต้นไม้ได้รับการดูแลอย่างดี ต้นไม้ก็จะมีความปลอดภัย ปัญหาระหว่างคนกับต้นไม้ก็จะไม่เกิดขึ้น

สิงคโปร์
สิงคโปร์
10

สร้างกองทัพรุกขกร

ย้อนกลับไปในวันที่สิงคโปร์เริ่มวางแผน City in a Garden ใหม่ๆ นอกจากระดมปลูกต้นไม้ครั้งใหญ่แล้ว พวกเขายังเริ่มต้นโปรแกรมฝึกอบรมเพื่อสร้างรุกขกรอย่างจริงจังด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะมีต้นไม้ที่ต้องการการดูแลมาก ก็ไม่ใช่ว่าใครจะไปตัดแต่งต้นไม้ตามใจก็ได้ เพราะคนที่จะทำหน้าที่นี้จำเป็นต้องมีใบรับรอง ซึ่งจะได้จากการผ่านหลักสูตรอบรมตามที่กำหนดไว้ ทำให้มั่นใจได้ว่าต้นไม้ทุกต้นในประเทศสิงคโปร์จะได้รับการตัดแต่งอย่างถูกหลักการเสมอ

11

ทำให้คนภูมิใจกับเมือง

เมื่อการออกแบบเมือง เกิดขึ้นโดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก ผลที่เกิดขึ้นก็คือผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความภาคภูมิใจกับเมือง

“คนสิงคโปร์ภูมิใจกับเรื่องนี้มาก เขารู้ว่าต้นไม้ให้ประโยชน์ต่อเขายังไง แม้แต่คนขับแท็กซี่ก็เข้าใจ เพราะเขาจะเจอนักท่องเที่ยวที่บอกว่า เขาชอบเมืองสิงคโปร์เพราะต้นไม้ เขากลับมาที่นี่อีกเพราะต้นไม้ พื้นที่สีเขียวไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสังคมหรือความเป็นอยู่เท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องเศรษฐกิจด้วย พวกเขารู้ว่าถ้าไม่มีต้นไม้ สิงคโปร์ก็จะไม่ใช่สิงคโปร์อย่างทุกวันนี้”

เมื่อความรักต้นไม้เกิดขึ้น พวกเขาก็จะช่วยกันดูแล รวมทั้งเป็นหูเป็นตาเวลาที่เห็นต้นไม้มีปัญหา ก็จะช่วยกันแจ้งไปยังหน่วยงานที่ดูแล และเมื่อต้นไม้ในเมืองมีสุขภาพที่ดี ผู้คนก็มีสุขภาพที่ดีเช่นกัน

“ไม่ต้องมีข้อสงสัยเลยว่าพื้นที่สีเขียวทำให้คนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการมองพื้นที่สีเขียวทำให้คนมีความสุข เคยมีการศึกษาว่าหากหน้าต่างห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลมองไปเห็นพื้นที่สีเขียวได้ ผู้ป่วยก็จะฟื้นตัวเร็วกว่า”

สิงคโปร์
สิงคโปร์
ภาพ : Living in a Garden – the Greening of Singapore (published by the National Parks Board 2013

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

74 ปี สำหรับมนุษย์อาจเป็นเวลายาวนานกว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรบางประเทศ

แต่สำหรับประเทศที่ก่อตั้งมาได้ 74 ปี คงต้องจัดไว้ในหมวดประเทศเกิดใหม่ ซึ่งทยอยถือกำเนิดขึ้นทุกมุมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร

ตัวเลขดังกล่าวคืออายุปัจจุบันของ ‘รัฐอิสราเอล’ ประเทศเล็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 ตามมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติซึ่งยินยอมให้ชนชาติยิวจัดตั้งรัฐบนแผ่นดินที่เคยเป็นบ้านของพวกเขาเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ก่อนพวกเขาแตกสานซ่านเซ็นไปยังดินแดนข้างเคียง ไม่ว่ายุโรป เอเชีย หรือแอฟริกา

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ที่ตั้งของประเทศใหม่นี้ยังเป็นแผ่นดินในพันธสัญญาที่พระเป็นเจ้าในศาสนายูดาห์ทรงให้คำมั่นว่าจะประทานเป็นที่อยู่อาศัยแก่ยิวทั้งมวล ด้วยสำนึกทางชาติพันธุ์เต็มเปี่ยมในกมล พี่น้องชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในต่างประเทศได้อพยพหลั่งไหลเข้ามาสร้างชีวิตใหม่ในอิสราเอล พร้อมกับวัฒนธรรมที่ติดตัวมาจากดินแดนเดิมของพวกเขา อิสราเอลจึงเป็นชาติเกิดใหม่ที่คลาคล่ำด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมในหลาย ๆ เรื่อง

หนึ่งในนั้นคือเรื่องอาหาร

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

เช้าวันศุกร์ที่ 9 กันยายน ค.ศ. 2022 เรามีนัดพิเศษกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยที่ Helena Greek Restaurant Bangkok ร้านอาหารกรีกน้องใหม่ท้ายซอยสุขุมวิท 51 เพื่อทำความรู้จักกับ ‘อาหารอิสราเอล’ ซึ่งทางสถานทูตภูมิใจนำเสนอ

ในความรับรู้ของชาวไทยทั่วไป อิสราเอลคือประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง แม้ต่างเชื้อชาติศาสนากับปวงประเทศอาหรับที่อยู่รายล้อม ทว่าหน้าตาผิวพรรณของผู้คน ตลอดจนอาหารการกินคงไม่แปลกแยกจากกันนัก กลับกันชาติยุโรปยังน่าจะแตกต่างจากอิสราเอลมากกว่า

มายาคติข้างต้นได้นำความกังขามหาศาลโถมทับใจเรา ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ยินว่าสถานที่จัดงานคือร้านอาหารกรีก ซึ่งดูไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอันใดกับประเทศของชาวยิว และยิ่งงงตึ้บกว่าเก่า เมื่อได้พบเจ้าหน้าที่สถานทูตหลายท่าน ที่ล้วนแต่มีประพิมพ์ประพายค่อนไปทางชาวตะวันตก ไม่ใช่แขกขาวชาวตะวันออกกลางอย่างที่เราวาดภาพไว้ในใจตอนแรก

คงเป็นบทเรียนแรกที่ ออร์นา ซากิฟ (Orna Sagiv) เอกอัครราชทูตอิสราเอล เตรียมไว้สอนแขกชาวไทยเช่นเรา ก่อนที่งาน ‘Israel’s Diversity: Stories Behind the Dishes’ ในวันนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

หลากที่มา

ครั้นผู้เข้าร่วมงานประจำที่บนโต๊ะอาหารกันอย่างพร้อมหน้า ท่านทูตซากิฟจึงลุกขึ้นกล่าวเบื้องหน้าธงชาติพื้นหลังขาวที่กึ่งกลางมีลายดาวดาวิดหกแฉกสีน้ำเงิน

“อิสราเอลเป็นประเทศอายุน้อย ประชาชนชาวอิสราเอลที่เห็นในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อพยพมาจากต่างประเทศได้ไม่นานค่ะ” เธอเข้าสู่ประเด็นทันทีที่เสร็จสิ้นการอารัมภบท

ผู้แทนประเทศอิสราเอลเล่าว่า ก่อนการก่อตั้งชาติของเธอเมื่อ ค.ศ. 1948 ชาวยิวไม่เคยมีประเทศของตัวเองมานานนับพัน ๆ ปี พวกเขาพลัดพรายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่เอเชียตะวันตก ยุโรปใต้ ยุโรปตะวันออก เรื่อยไปถึงแอฟริกาตะวันตกอันไกลลิบอย่างอัลจีเรียและโมร็อกโก เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาจากคนส่วนใหญ่ในสังคมเหล่านั้น แต่ขณะเดียวกัน ชาวยิวก็ได้รับเอาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในชาตินั้น ๆ มาปนเปในวิถีชีวิตตน จนเกิดเป็นความแตกต่างในหมู่ยิวด้วยกันเอง

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ชาวยิวที่ถือสัญชาติอิสราเอลทุกวันนี้ หากไม่ใช่รุ่นที่อพยพเข้ามาด้วยตัวเอง ก็มักจะเป็นคนที่เกิดในอิสราเอลไม่รุ่นที่ 1 ก็รุ่นที่ 2 ทุกครอบครัวจะทราบกันดีว่าปู่ย่าตาทวดของตนย้ายถิ่นมาจากประเทศใด อีกทั้งหลายคนก็ยังพูดภาษาในดินแดนที่พวกเขาจากมาได้ นอกเหนือจากภาษาฮีบรูของชาวยิวด้วย

“ในอิสราเอล ถ้าคุณจะแต่งงาน ครอบครัวคุณจะถามเลยว่าคนรักของคุณเกิดที่ไหน พ่อแม่ของเขาย้ายมาจากประเทศอะไร ถ้าพ่อแม่ของเขาเกิดในอิสราเอลเหมือนกัน ก็จะถามถึงรุ่นปู่ย่าต่อไป” ทูตสาวยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ ก่อนบอกกับเราทุกคนว่าเธอเป็นคนอิสราเอลเชื้อสายโปแลนด์ ที่ครอบครัวได้ย้ายจากโปแลนด์มาอยู่อิสราเอลหลังการสถาปนารัฐอิสราเอลเมื่อ 74 ปีก่อนนั่นเอง

ยามคนอิสราเอลจะดูกันว่าอีกฝ่ายมาจากที่ใด ถ้าไม่ฟังภาษาที่เขาใช้สื่อสารภายในบ้าน ของกินบนโต๊ะอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชี้ชัดได้เหมือนกัน เพราะครอบครัวที่มีพื้นเพมาจากรัสเซียก็มักจะกินอาหารรัสเซีย ครอบครัวที่ย้ายมาจากโมร็อกโกก็จะนิยมอาหารแบบแอฟริกาเหนือ หรือครอบครัวไหนที่เคยอาศัยอยู่ประเทศกรีซ ก็จะช่ำชองด้านการปรุงอาหารกรีกและเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหลายแหล่ ดังเช่นเจ้าของร้าน Helen Restaurant แห่งนี้ที่เป็นชาวอิสราเอลเหมือนกัน

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

หลากวิธีทำ

ปูพื้นความเข้าใจเรื่องประเทศ เชื้อชาติ และอาหารกันพอหอมปากหอมคอแล้ว แต่เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ท่านทูตซากิฟพร้อมด้วยรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต อาเรียล ไซด์มัน เลยนำแขกในงานทุกคนออกไปยังบริเวณเฉลียงที่โต๊ะใหญ่ 3 – 4 ตัววางเป็นแถวเป็นแนว โดยมีพืชผักและเครื่องปรุงนานาชนิด ตั้งรอให้เลือกหยิบไปใช้กับเครื่องครัวที่ไม่เหมือนกันบนโต๊ะแต่ละตัว

ท่ามกลางผู้คนที่สวมผ้ากันเปื้อนยืนหน้าสลอน นักการทูตทั้งสองเชื้อเชิญให้แขกผู้มีเกียรติทุกคนได้ทดลองทำอาหารอิสราเอลด้วยน้ำมือตนเองทั้งหมด 3 เมนู ได้แก่ ชักชูกา (Shakshuka), ฟาลาเฟล (Falafel) และขนมปังคาลา (Challa) โดยมีเชฟประจำร้านคอยสาธิตและช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

เริ่มต้นกันที่ ‘ชักชูกา’ ไข่ลวกกะทะร้อนสไตล์แอฟริกาเหนือซึ่งปรุงด้วยมะเขือเทศ พริก กระเทียม ยี่หร่า น้ำมันมะกอก ให้รสจัดจ้านถูกลิ้นคนไทย

เมนูนี้แพร่เข้ามาในอิสราเอลโดยชาวยิวจากอัลจีเรีย ตูนีเซีย และโมร็อกโก ผู้คนส่วนใหญ่ชอบที่จะรับประทานเป็นอาหารเช้ารับวันใหม่ แต่ด้วยรสชาติอันโอชะ คนอีกไม่น้อยจึงไม่อาจเก็บความอร่อยของชักชูกาไว้ดื่มด่ำเฉพาะมื้อเช้าได้ เราจึงพบชักชูกาได้ทั่วไปในประเทศอิสราเอล ทุกที่ ทุกมื้ออาหาร

ฐานนี้ เชฟใหญ่สอนให้ผู้ร่วมเวิร์กชอปฝานพริกหยวก กระเทียม มะเขือเทศ เป็นชิ้นบาง ส่งเสียงฉับ ๆ ดังกึกก้อง แล้วจึงนำทั้งหมดเทรวมกันลงในกระทะ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว
ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

กริ๊ง! นาฬิกาจับเวลาในมือคุณไซด์มันส่งสัญญาณบอกหมดเวลา ถึงคราวต้องย้ายฐานกันแล้ว

เราละสายตาจากกระทะผัดชักชูกาที่เชฟกำลังเร่งมือผัดส่วนผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างขมีขมัน แล้วหันไปให้ความสนใจกับ ‘ฟาลาเฟล’ ของทอดที่สีสันส่วนผสมดูคล้ายกุยช่ายทอด แต่สัณฐานกลมดิก

ทฤษฎีว่าด้วยที่มาของอาหารชนิดนี้ยังเป็นที่โต้แย้งกันไม่มีวันจบสิ้น บางกระแสว่ามันมีต้นกำเนิดมาจากอียิปต์เมื่อ 1,000 ปีก่อน บ้างว่ามาจากอินเดียนานกว่านั้น และบ้างก็ว่าเพิ่งมีเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ สมัยที่อังกฤษยึดครองตะวันออกกลางเป็นดินแดนอารักขา

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ความจริงจะเป็นเช่นไร คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ทำการสืบค้นต่อไป เนื่องจากขณะนี้เชฟกำลังเร่งรัดเราให้ปั้นก้อนฟาลาเฟลจากถั่วหัวช้าง ถั่ว และเครื่องเทศ ซึ่งตัวเขาได้คลุกทุกอย่างใส่หม้อรอเราไว้แล้ว หน้าที่ของเราในฐานะผู้ทำเวิร์กชอปคือปั้นพวกมันให้แน่นที่สุด เพื่อที่เวลาลงกระทะจะได้ไม่แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย

รอยังไม่ทันจะเบื่อ ก็ได้ฟาลาเฟลกลิ่นหอมฉุย ขนาดเท่าลูกชิ้น มากินแก้หิวกันพลาง ๆ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว
ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

นาฬิกาลั่นเสียงดังกังวานอีกครั้ง เป็นเหตุให้เราต้องขยับจากฐานฟาลาเฟล มายังฐานสุดท้าย คือฐานทำ ‘คาลา’ ซึ่งมีจุดรวมสายตาอยู่ ณ กะละมังสแตนเลสบรรจุก้อนแป้ง

สำหรับประชาชาติยิวที่มีมากกว่า 14 ล้านคนทั่วโลก คาลาเป็นมากกว่าขนมปังที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน แต่เจ้าขนมปังที่มีทรวดทรงเหมือนเปียผม ยังเป็นดั่งพันธะที่ผูกมัดมนุษย์กับพระเจ้า

ทั้งนี้เพราะคัมภีร์โตราห์ของชาวยิวเล่าย้อนไปในสมัยที่บรรพบุรุษของพวกเขาถูกเนรเทศ ต้องใช้ชีวิตระเหเร่ร่อนอยู่ท่ามกลางความแร้นแค้น พระเจ้าจึงมีรับสั่งให้พวกเขาแสดงความศรัทธาต่อพระองค์ ด้วยการแยกขนมปังบางส่วนของพวกเขาเพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะ หลังจากที่พวกเขาเดินทางเข้าสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์โดยสวัสดิภาพ อนุชนชาวยิวจึงถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาว่า ต้องอบและรับประทานขนมปังคาลาทุกวาระสำคัญในศาสนายูดาห์ ยกเว้นเทศกาลปัสคาที่ต้องกินขนมปังไร้เชื้อเท่านั้น

แต่เดิมขนมปังคาลาไม่ได้มีรูปแบบชัดเจนตายตัว ส่วนรูปแบบที่แพร่หลายในอิสราเอลทุกวันนี้ได้รับมาจากชาวยิวในยุโรป บางครั้งจะโรยงาให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

วิธีทำคาลาก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่แป้งที่หมักยีสต์และน้ำตาลมา ตอกไข่และเติมเนยลงไปเล็กน้อยให้ได้เนื้อแป้งที่นิ่มหยุ่น แล้วทิ้งไว้ในที่อุ่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

จากนั้นนำแป้งที่เตรียมไว้มาแยกเป็นชิ้น ๆ นวดทุกชิ้นเป็นเส้นยาว และนำแป้ง 2 เส้นมาผูกร้อยกันในลักษณะเดียวกับถักเปีย นำไปอบในเตาที่ให้ความร้อนสูง 180 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ราว 25 นาที เท่านี้ก็จะได้คาลาสีน้ำตาลนวลตาสมดั่งใจแล้ว

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

หลากความอร่อย

เวิร์กชอปทั้ง 3 ฐานจบลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ร่วมกิจกรรมทั้งหมด แต่คงเป็นเพราะทุกคนขลุกอยู่กับการครัวทั้งที่ท้องยังว่าง ท้องไส้ของแต่ละคนจึงเริ่มส่งเสียงจ๊อก ๆ ท่านทูตซากิฟและคุณไซด์มันเลยอาสานำแขกทุกคนกลับเข้าห้องอาหาร โดยปล่อยให้ขั้นตอนการปรุงที่เหลือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเชฟตัวจริงต่อไป

กลับมารอบนี้ โต๊ะบุฟเฟต์ตัวยาวที่ก่อนหน้ายังคลุมด้วยผ้าทึบกลับเปิดโล่ง เผยความอุดมสมบูรณ์ของ ‘อาหารอิสราเอล’ สารพัดเมนูซึ่งดูคล้ายอาหารชาติอื่นไปเสียทุกจาน นี่กระมังความหลากหลายของอิสราเอลที่ท่านทูตและคณะตั้งใจจะอวดให้เราเห็น

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย
เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

มื้อกลางวันที่ทุกคนตั้งตารอนี้ ทางสถานทูตได้ทยอยเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยและสลัดจานเล็ก ต่อด้วยอาหารจานหลักซึ่งมีเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานเลือกตักในถาดบุฟเฟต์ได้ตามอัธยาศัย ก่อนตบท้ายด้วยของหวาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเมนูใด ก็มักจะมีเรื่องราวการนำเข้ามาโดยชาวยิวจากที่นั่นที่นี่เสมอ

บางเมนูมีชื่อที่ฟ้องชัดว่าไม่ใช่อาหารพื้นถิ่นของอิสราเอลเป็นแน่แท้ ยกตัวอย่างเช่นสลัดกรีก (Greek Salad) ซึ่งหาพบได้แทบทุกภัตตาคารในอิสราเอล หรือปลาโมร็อกโก (Moroccan Fish) ที่ชาวอิสราเอลนิยมกินเป็นมื้อเย็นวันศุกร์คู่กับขนมปังคาลา

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

บางเมนูเป็นวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในตะวันออกกลาง อย่าง ฮุมมุส (Hummus) อาหารเนื้อเหลวละม้ายครีม ทำจากถั่วหัวช้างผสมซอสงาบด เป็นที่นิยมทั้งในอิสราเอล อิหร่าน จอร์แดน เลบานอน ตลอดจนภูมิภาคแอฟริกาเหนือที่เป็นถิ่นทะเลทราย

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

แต่ก็มีอีกหลายเมนูที่ชาวอิสราเอลแสดงความเป็นเจ้าของได้อย่างสมภาคภูมิ อาทิ ขนมปังคาลา และเบเกิลเยรูซาเลม (Jerusalem Bagel)

“อิ่ม” คือคำแรกที่เราบอกกับตัวเองเมื่อแขกเหรื่อทยอยมาอำลาท่านทูต

อิ่มท้อง… ที่ได้กินของอร่อยนานาชาติในมื้อเดียว

อิ่มสมอง… ที่ได้รับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ และสาระน่าสนใจของอาหารแต่ละจานที่กินเข้าไป

อิ่มใจ… ที่ได้รับไมตรีจิตจากเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยทุกคน

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

จบจากมื้อนี้ ถ้ามีใครถามว่าอาหารอิสราเอลมีรสยังไง

“รสหลากหลาย” นี่แหละ ที่จะเป็นคำตอบของเรา

ภาพ : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load