เมื่อก่อน จิตร์ ตัณฑเสถียร เป็นนักกลยุทธ์โฆษณาแห่งยุค

เขาเป็นเจ้าของบริษัททำวิจัยผู้มีตำแหน่งบนนามบัตรว่า Human Expert เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญโฆษณาที่โดนใจทั้งเจ้าของสินค้า ผู้บริโภค และกรรมการในงานประกวดมากมาย ถ้าอยากจะร่วมงานกับเขา บางทีคุณอาจต้องรอเป็นเดือนๆ

พระจิตร์ จิตฺตสํวโร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต

วันนี้ จิตร์ จิตฺตสํวโร เป็นพระ ท่านอยู่ที่วัดป่าธรรมอุทยานในจังหวัดขอนแก่น มีหน้าที่รับผิดชอบเป็นพี่เลี้ยงสามเณร เขียนหนังสือ ไปบรรยายและเป็นจิตอาสาบ้างตามแต่จะมีใครมานิมนต์

คนคุ้นเคยเรียกท่านว่า หลวงพี่โก๋

หลายคนเข้าใจว่าการทำโฆษณาต่างกันลิบลับกับการเผยแผ่ธรรมะ แต่นักกลยุทธ์ที่เก่งจะบอกว่า การทำโฆษณาให้มีประสิทธิภาพ คุณต้องเข้าใจสิ่งที่คุณจะสื่อสารเป็นอย่างดี ทำเรื่องนั้นให้เข้าใจง่ายๆ และบอกผู้รับสารได้อย่างตรงประเด็นว่าสินค้าหรือบริการนี้จะแก้ปัญหาให้เขาได้อย่างไร การเผยแผ่ธรรมะก็เช่นกัน

หลวงพี่โก๋เก่งเรื่องนี้ ทั้งในวันที่เป็นฆราวาสและวันที่ท่านมาเป็นพระ อาจจะกลับกันแค่ ในงานโฆษณา หลวงพี่เน้นตรงการสื่อสาร แต่ในงานธรรมะ หลวงพี่เน้นที่การทำความเข้าใจ

เรื่องราวการละทิ้งทุกสิ่งของคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จและมีพร้อมทุกอย่างเพื่อไปออกบวชอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่เรารู้ว่าคนคนนี้เคยได้ครอบครองความรู้สึกที่น่าหลงใหล และเคยเผชิญความท้าทายต่างๆ มาไม่ต่างจากเรา ทำให้การที่เขาทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มี และสละสิทธิ์ทุกความเป็นไปได้ในทางโลก เพื่อไปหาคำตอบให้ตัวเอง เป็นเรื่องที่สร้างทั้งคำถามและแรงบันดาลใจให้แก่คนมากมาย ทั้งที่เคยและไม่เคยรู้จักหลวงพี่มาก่อน

เรานัดหมายเพื่อสนทนากับหลวงพี่ เป็นการสนทนาธรรมกับพระที่ห่างไกลจากที่เราคิดเอาไว้มาก เริ่มจากการนัดหมายผ่านกล่องข้อความในเฟซบุ๊ก การพบกันที่บ้านกลางเมืองใหญ่ การนั่งสัมภาษณ์บนโต๊ะ รวมถึงการพูดคุยเพิ่มเติมทางโทรศัพท์

หลวงพี่บอกว่า “ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ อะไรที่จะเป็นประโยชน์ หลวงพี่ยินดี”

พระจิตร์ จิตฺตสํวโร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต

สิ่งที่ยากที่สุดตอนตัดสินใจบวชเมื่ออายุ 45 ปี คืออะไรคะ

ไม่ยากเลยนะ หลวงพี่ตั้งใจจะบวชแค่สองปี และเป็นการบวชครั้งที่ห้า มันไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ แต่ผ่านการไตร่ตรองและวางแผนมาแล้ว หลวงพี่มองการบวชเป็นการพักร้อน คนทั่วไปอาจพักร้อนด้วยการไปเที่ยว แต่การพักร้อนของหลวงพี่ คือการได้อยู่กับตัวเอง

หลวงพี่จัดการเรื่องงาน เรื่องบริษัท หมดแล้วตั้งแต่การบวชรอบที่สาม ตอนนั้นเตรียมตัวก่อนบวชประมาณแปดเดือน เราอยากให้สิทธิ์ตัวเองที่จะไม่กลับมาก็ได้ ก็เลยไม่มีอะไรยาก ไม่มีอะไรต้องห่วง

ชีวิตทางโลกของหลวงพี่ร้อนเรื่องอะไรคะ ถึงต้องไปพักร้อน

ความรับผิดชอบ ทั้งต่อลูกค้า ต่องาน ต่อทีม เรามีความรับผิดชอบที่ต้องรักษามาตรฐานที่เราตั้งและตกลงกับคนอื่นไว้ การพยายามทั้งสร้างงานและสร้างคนตลอดเวลามันหนักและเหนื่อยมาก หลวงพี่เกษียณตอนอายุสี่สิบห้า แต่ถ้านับจำนวนชั่วโมงทำงานแล้ว ก็พอๆ กับคนที่เกษียณตอนหกสิบนะ มันเหนื่อยจนเราอนุญาตให้ตัวเองพักผ่อนได้แล้ว

แค่พักเฉยๆ ไม่หายเหนื่อยหรือคะ ทำไมถึงต้องบวช 

การพักร้อนคือการหยุดพักจากเรื่องอะไรบางเรื่อง การเดินทางก็เป็นทางออกที่ดี แต่ตอนนั้นหลวงพี่อายุสี่สิบกว่าแล้ว ที่ผ่านมา หลวงพี่ได้ใช้ชีวิตจริงๆ ได้เดินทาง ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ จนถึงจุดที่อิ่มแล้ว การเดินทางเพิ่มอีกสักที่สองที่ไม่ได้เติมเต็มเรามาก สิ่งที่หลวงพี่ต้องการคือความสงบ หลวงพี่เลยเลือกทางนี้

อีกอย่าง หลวงพี่มีโปรเจกต์แห่งชีวิต คืออยากตีโจทย์ชีวิตหลวงพี่เองให้แตก หลวงพี่ทำงานวิจัยสินค้าตัวแล้วตัวเล่า ทำความเข้าใจชีวิตใครต่อใครมาแล้วมากมาย ตอนนี้อยากตีโจทย์ชีวิตของตัวเอง

ทำไมถึงเลือกใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์คะ

วิธีการของธรรมะมันหมดจด ธรรมะมีหลายนิยามมากนะ แต่นิยามเหล่านั้นทำให้คนงงและคิดว่าธรรมะยาก แต่จริงๆ แล้วธรรมะก็พูดเรื่องธรรมชาติของใจนั่นแหละ ธรรมชาติของใจก็คือ เปลี่ยนตลอดเวลา

ธรรมะจึงสอนให้เราเป็นอิสระจากใจตัวเอง ไม่ไหลไปตามความคิด ความเชื่อ และอารมณ์ ของเรา เรามักจะโดนใจลากจูงไปไหนต่อไหนเสมอ ธรรมะสอนให้อย่าเชื่อใจตัวเอง อย่าไปวิ่งตามเขา เพราะเขาไม่นิ่ง เขาไม่แน่นอน วิ่งตามเขายังไงเราก็เป็นทุกข์ เมื่อเราเป็นอิสระจากการลากจูงนั้นได้ เราจะเข้าใจตัวเองได้จริงๆ แบบไม่มีความคิดและอารมณ์มาเกี่ยวข้อง

การหยิบใช้ธรรมะไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืนนะ มันมีความแตกต่างระหว่างความรู้กับการตระหนักรู้ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าธรรมะคือเรื่องธรรมชาติของใจ แต่เราต้องหมั่นฝึกฝนเพื่อให้ตระหนักรู้และเข้าใจเรื่องนี้ซ้ำๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา

ทำไมเราต้องเข้าใจตัวเองคะ 

ถ้าชีวิตนี้มีใครเข้าใจเราอย่างถ่องแท้ เราจะสบายใจแค่ไหน แล้วถ้าเราได้เป็นคนคนนั้นให้ตัวเอง เป็นคนที่เข้าใจตัวเราเอง ให้อภัยตัวเองได้ ให้กำลังใจตัวเองได้ ยอมรับตัวเองได้ มันจะดีแค่ไหน

มันเป็นคุณภาพชีวิตเราโดยตรง ลองคิดถึงคนที่ไม่รู้จักตัวเองสิ มันต้องน่าเศร้ามากถ้าเรารู้จักคนรอบตัวหมดเลย แต่เราไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักข้อดี ไม่รู้จักข้อเสีย ของตนเอง ไม่รู้จักระมัดระวังตนเอง

การที่เราไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเอง ไม่รู้จักตัวเอง อาจทำให้เราเผลอไปปฏิบัติตัว หรือมีความคิดที่ไม่ดีกับคนที่มีความสำคัญกับเรา เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน คนรัก หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจะทำให้เราไม่สบายใจ ลึกๆ แล้วไม่มีใครรู้สึกดีจากการกระทำเรื่องพวกนี้หรอก

จิตร์ ตัณฑเสถียร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต
จิตร์ ตัณฑเสถียร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต

การบวชรอบนี้ อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดจากตอนเป็นฆราวาสคะ

ความเชี่ยวชาญในการบอกให้ตัวเองปล่อยมือจากความคิด และการบอกได้ว่าอะไรคือความปกติของใจ พอมาบวช เรามีโอกาสศึกษาเรื่องใจ และทำความรู้จักตัวเองเป็นงานหลักของชีวิต เรื่องนี้ไม่มีใครสอนเราได้ แต่เราต้องฝึกฝนจนรู้ด้วยตัวเองว่าอะไรคือความคิด อะไรคือความจริง เรียนรู้ถูกผิดจากการกระทำของตัวเองซ้ำๆ

บางครั้งเราเพลิดเพลินกับการปรารถนาดีต่อผู้อื่น แต่ก็พบว่าเราไม่ได้มีความสุข วันนี้หลวงพี่รู้แล้วว่า ความไม่สงบสุขไม่ได้เกิดจากความปรารถนาดี แต่มันเกิดจากความคาดหวังที่แนบมากับความปรารถนาดีนั้นต่างหาก

ทุกข์ของพระเหมือนทุกข์ของฆราวาสไหมคะ 

มันก็คือความทุกข์แบบมนุษย์ทั่วไป ทุกข์จากความเจ็บป่วย จากการห่วงหาอาทร จากความหลงว่าเราถูกคาดหวัง จากความสับสนในตัวเองก็มี หรือจากความรับผิดชอบ ก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่ไหวพริบที่เรามีต่อความทุกข์มันดีขึ้น เราเริ่มเข้าใจว่าความทุกข์เกิดได้อย่างไร แล้วจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร ซึ่งนั่นก็คือการเข้าใจชีวิตในอีกมิติหนึ่ง

ทำไมการสอนสามเณรครั้งแรก สามเณรถึงกับวิ่งหนีไม่อยากเรียนคะ

มันไม่ใช่วัยเขาน่ะ อย่างค่ายคุณธรรมที่โรงเรียนส่งมา เขาไม่ได้อยากมา นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาเลือก อยู่ดีๆ ต้องมาอยู่ที่ร้อนๆ ไม่สะดวกสบาย แล้วต้องมาฟังเรื่องอะไรก็ไม่รู้

หลวงพี่ถนัดการวิเคราะห์อินไซต์คนอยู่แล้ว การเอาชนะใจเด็กไม่น่าเป็นเรื่องยากนะคะ

การอยู่กับเด็กไม่ได้ยากนะ แต่ยากที่เราไม่อยากอยู่กับเขา เรามีคำถามตลอดว่าทำไมต้องทำสิ่งเหล่านี้ มันอยู่ในหน้าที่ของพระด้วยเหรอ เรามาบวชเพื่อเรียนรู้เรื่องตัวเอง ไม่เคยคิดว่ามาบวชเพื่อทำอะไรหรือเพื่อใคร แล้วเราเคยอยู่กับคนที่พูดรู้เรื่อง คนที่พร้อมจะสื่อสารกัน เราไม่เคยสื่อสารกับเด็ก ทำได้ไม่ดีด้วย หลวงพี่ไม่ชอบทำอะไรที่ทำได้ไม่ดี

แล้วทำยังไงเมื่อต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบคะ

เปลี่ยนที่ใจครับ จากที่เคยเครียดตอนรู้สึกว่าต้องทำหน้าที่นี้ด้วยเหรอ จนไปผลักไสงาน รู้สึกกดดันที่ทำได้ไม่ดี พอเราได้สติก็เอาใจไปวางที่ใหม่ ละตัวตนความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ แล้วทำเท่าที่ทำได้ ก็ผ่อนคลายขึ้น ไม่รู้สึกว่ามีใครมานั่งกดดันเรา พอใจโล่งจากความกังวล เราก็อยู่กับงานตรงหน้าได้อย่างมีไหวพริบ

หลวงพี่สอนเด็กๆ อย่างไรคะ

เริ่มจากการเข้าใจว่าเราให้เขาทำอะไรที่เกินความพร้อมไม่ได้ ฉะนั้น เราต้องปูพื้นฐานให้เขา อารมณ์ของเด็กเติบโตแทบจะเท่าอายุเขา แต่ส่วนของเหตุผลจะโตตามมาทีหลังมาก ก่อนให้เขารับฟังหรือเข้าใจอะไรสักอย่าง หลวงพี่จะเริ่มจากการชวนทำอะไรที่เขาจะสนุกก่อน เราจะไม่บังคับเขาจนเกินความพร้อมของเขา จากนั้นเราจะเริ่มมองออกว่าจะทำอะไรกันต่อดี

พระจิตร์ จิตฺตสํวโร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต

ทำอะไรบ้างคะ

สารพัดรูปแบบเลยครับ ดูหนังก็มี แต่เราต้องแม่นยำในวัตถุประสงค์ว่าเราดูอะไรเพื่ออะไร อะไรก็ตามที่ทำให้เด็กเข้าใจ เราน่าจะใช้วิธีนั้น อย่างหนังที่เราดูกันคือ มหัศจรรย์อารมณ์อลเวง (Inside Out) หลวงพี่ใช้หนังเรื่องนี้เพื่อให้เกิดภาษากลางในการคุยกับเด็ก สร้างอารมณ์ให้มันเป็นตัวๆ มีสีๆ แล้วต่อยอดไปได้ว่ามีตัวอะไรอยู่ในนั้น ตัวโอ้เอ้หรือเปล่า หรือตัวโกรธ มันดีตรงไม่มีการตำหนิบุคคลว่าใครมาทำให้เรารู้สึกยังไง แต่เป็นการมองเห็นว่าตัวอารมณ์ต่างๆ ต่างหากที่ทำให้เรามีทีท่าแบบนี้

วิธีที่อาจจะไม่ค่อยเข้าเรื่องก็มีนะ เวลาที่เด็กถูกอารมณ์บางอย่างครอบเขาจนมิด จนเขาไม่เห็นความสุข ไม่เห็นทางออกอะไรเลย มันไม่ใช่เวลาที่เราจะคุยกันด้วยเหตุด้วยผล หลวงพี่เลยเปิดการ์ตูนหมีสามตัวเรื่อง We Bare Bears ให้ดู ยาวประมาณ​แปดถึงสิบนาที แล้วพอเขาหัวเราะได้ เราก็บอกว่าเห็นไหม ความโมโหมันไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป เห็นไหม เราตั้งหลักใหม่ได้ หลวงพี่ใช้มันเป็นตัวเปลี่ยนอารมณ์เพื่อให้เด็กเข้าใจความจริงเกี่ยวกับอารมณ์ตัวเอง เป็นจุดพักอารมณ์ก่อนที่เราจะคุยเรื่องบางเรื่องกันได้

หนังอีกเรื่องที่หลวงพี่มักจะชวนสามเณรดูคือ Wonder เรื่องที่เด็กๆ มักหยิบมาพูดถึงคือ แม้ออกัสจะโดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง แต่ก็มีครูใหญ่คอยช่วย แต่โรงเรียนในต่างจังหวัดบ้านเราอาจจะจัดการเรื่องการกลั่นแกล้งในโรงเรียนได้ไม่ทั่วถึง หลวงพี่ก็จะบอกเขาว่า ถ้าครูช่วยไม่ได้ เราก็ต้องช่วยตัวเอง บางทีก็วิ่งหนีไปเลย เขาจะต่อยหนูอยู่แล้ว หนูรู้ว่าสู้ไม่ไหวก็ไม่ต้องไปสู้เขา อย่าให้เขาเอาความสุขหนูไป ถ้าโดนขโมยของก็ให้เขาเอาไปแต่ของ อย่าให้เขาเอาความสุขเราไป จะไปเสียใจ โกรธ อยู่ทำไม เราก็จะได้พูดคุยกันว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น พอเราเห็นแบบนั้นเราได้เรียนรู้อะไร

นอกจากสอนเณรแล้ว พ่อแม่ยังชอบส่งเด็กเกเรมาให้หลวงพี่สอนด้วย หลวงพี่จัดการเด็กกลุ่มนี้ยังไงคะ 

หลวงพี่ไม่จัดการเขา แต่หลวงพี่จัดการตัวเอง ทัศนคติที่เราคิดไม่ดีกับเขาเป็นอุปสรรคมาก แต่ถ้าเราเห็นว่าเขาเป็นชีวิตที่มีค่า เห็นศักยภาพในตัวเขา ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไปเลย ไม่ว่าใครจะบอกว่าเขาเกเรยังไง เราลบตรงนั้นไปก่อน ให้เขาได้อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ถูกตัดสินบ้าง ไม่ว่าจะอยู่กับใคร หลวงพี่จะอยู่กับศักยภาพของเขามากกว่าจะคิดจัดการกับปัญหาของเขา

เขาจะพบศักยภาพตัวเองในเวลาสิบกว่าวันนี้หรือเปล่าเป็นเรื่องของเขา แต่อย่างน้อย เราต้องแสดงทีท่าในการอยู่กับเขาให้เป็นตัวอย่าง หลวงพี่ไม่เคยคิดเปลี่ยนเด็กเลยด้วยซ้ำ หลวงพี่คิดว่าฝึกตัวเองมากกว่า เมื่อก่อนเวลาเรามองหน้าต่าง เราเคยพยายามจัดการเรื่องข้างนอก เดี๋ยวนี้เหมือนเรามองกระจกเงา เราเห็นข้างในว่าสิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกยังไง แล้วเราจะจัดการกับตัวเองอย่างไร

บางครั้งผู้ปกครองเห็นว่าเด็กอยู่กับเราแล้วสบายใจ ก็มาถามว่าอยู่กันยังไง เราต้องให้เขารู้จักรักตัวเอง ในวันที่ถูกตีกรอบความเป็นไปได้ของตัวเอง เราทำให้ลูกเรามีความสุขได้นะ แค่เขาได้รับความเข้าใจจากคนที่มีความหมายกับเขา เขาจะมีความสุข จะมีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่พ่อแม่เข้าใจเรา

หลวงพี่พูดเสมอว่า สิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุดคือพ่อแม่พี่น้องเข้าใจหลวงพี่ อยู่เคียงข้างเราเสมอทั้งวันขึ้นและวันลง เขาอดทนได้เวลาที่เราทดลอง โดยไม่พูดกับเราว่า “แม่บอกแล้วไม่ใช่เหรอ” หลวงพี่ทำสิ่งเหล่านี้กับเด็กๆ คืออยู่ข้างเขา

แล้วกับเด็กออทิสติกล่ะคะ แนวทางการสอนของหลวงพี่เป็นอย่างไร

หลวงพี่เรียนรู้ที่จะอยู่กับเขาฉันมนุษย์กับมนุษย์ ภาษาในการสื่อสารอาจจะไม่ใช่แบบเดิม เพราะเขามีชุดความสนใจหรือวิธีการสื่อสารที่จำกัดมาก เราต้องพูดภาษาเขา เมื่อเราเข้าใจภาษาเขา พูดภาษาเขาได้ ก็หมดปัญหา เพราะปัญหากับเด็กออทิสติกคือสื่อสารกันไม่ได้

เวลาหลวงพี่อยู่กับเขา บางทีก็ไม่ใช่เด็กนะที่ได้ประโยชน์ แต่พ่อแม่ได้กำลังใจ บางทีพ่อแม่ต้องพยายามบอกตัวเองว่าลูกเขาดี ลูกเขาน่ารัก ต้องรับมือกับสายตาของคนรอบข้าง เวลาที่หลวงพี่ปฏิบัติกับเด็กในฐานะมนุษย์กับมนุษย์ แล้วอยู่กับความเป็นไปได้มากกว่าข้อจำกัด เด็กบางคนอาจจะไม่ได้รับบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ แต่แม่เขาได้กำลังใจว่าไม่ใช่แม่เขาคนเดียวที่รักลูกเขาได้ เวลาที่คนอื่นเห็นหลวงพี่อยู่กับคนที่เป็นออทิสติก เขาจะเปลี่ยนทัศนคติว่าอยู่กันแบบนี้ได้

 หลวงพี่คิดว่าชีวิตเด็กออทิสติกไม่มีปัญหาเลยด้วยซ้ำ คนรอบตัวเขามากกว่าที่มีปัญหากับเขา ตัวเขาเองส่วนใหญ่เขาจะมีความสุข ไม่คิดมาก เป็นคนซื่อๆ ตรงๆ โกหกไม่เป็น ไม่มีแง่เงื่อน ไม่สลับซับซ้อน การที่เรามีโอกาสอยู่กับคนที่โกหกไม่เป็นมันดีนะ

พระจิตร์ จิตฺตสํวโร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต
พระจิตร์ จิตฺตสํวโร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต

บทบาทของพระคืออะไรคะ

บทบาทของพระ ต่อตัวเองก็คือการทำความเข้าใจชีวิต องค์ประกอบของชีวิต ทำไมมนุษย์คนหนึ่งถึงเป็นทุกข์ ทุกข์เกิดจากอะไรบ้าง แล้วถ้าจะไม่ทุกข์ต้องทำตัวยังไง

บทบาทต่อผู้อื่นคือ การคลี่คลายความทุกข์ แต่เราก็ต้องดูให้เหมาะสม ถ้ามีคนหิวน้ำ เราจะเอาธรรมะให้เขาได้ไหม หิวน้ำก็ให้น้ำก่อนไหม ถ้าต้องการความเป็นเพื่อน ให้ความเป็นเพื่อนก่อนไหม เด็กๆ อายุเท่านั้นเองนะ จะให้เขาปล่อยวางอะไรล่ะ คนวัยเรากล้าปล่อยวางเพราะว่าเราเข้าใจโลกมาระดับหนึ่งแล้ว เรารู้แล้วว่าความสำเร็จหน้าตาเป็นยังไง รสชาติเป็นยังไง แต่เราจะไปบอกคนที่ยังไม่เคยรู้จักความว่างเปล่าของความสำเร็จได้ยังไงว่ามันไม่ได้มีอะไรมากมาย เขาไม่มีวันเชื่อ แล้วกับเด็กๆ ที่ยังไม่ได้ลิ้มรสโลกมาสักเท่าไหร่ จะบอกอะไรที่ลึกซึ้งเขาก็คงไม่เข้าใจ

งานคลายทุกข์ของพระกับจิตแพทย์ต่างกันยังไงคะ

ใกล้เคียงกันมาก จิตแพทย์มีองค์ความรู้ที่ถูกต้องมากๆ พระเองก็ไม่ใช่ทุกรูปที่จะเข้าใจถึงจิตใจ แม้จะห่มผ้าเหลืองก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะศึกษาและพร้อมที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้ได้ดี หลวงพี่คิดว่าสะดวกใจที่ไหนก็ไปที่นั่น

แล้วทำไมคนเมืองยุคนี้นึกถึงจิตแพทย์ก่อนพระล่ะคะ

คนอาจจะนึกถึงพระเมื่อจะไปทำบุญมากกว่าไปปรึกษาเรื่องความทุกข์ ถ้าไปพบจิตแพทย์ เขารู้ว่าจะไปที่ไหน แต่ถ้าอยากพบพระที่รู้เรื่องนี้ อาจจะไม่รู้ว่าพระรูปไหนจะให้คำปรึกษาได้

ทำไมหลวงพี่ชอบคุยกับคนใกล้ตายมากกว่าไปสวดศพคะ

หลวงพี่สวดศพไม่เป็นเลย หลวงพี่มีโอกาสเป็นจิตอาสาไปคุยกับคนป่วยระยะสุดท้าย เราเรียนรู้เรื่องกายกับใจ ได้เห็นว่าสิ่งนี้ก็มีวาระของมัน ทำให้เราตระหนักว่าวันนั้นต้องมาถึงสักวัน แล้วหลวงพี่ก็เคยอยู่ตรงนั้น ในช่วงโค้งสุดท้ายของพ่อ หลวงพี่พบว่าสติมีประโยชน์จริงๆ เราถึงอยากอยู่ตรงนั้นเพื่อครอบครัวอื่นๆ เรารู้ว่าลูกที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกยังไง หลวงพี่เคยเห็นแม่เหนื่อยกับการอยู่ข้างๆ พ่อมาหกปี หลวงพี่เข้าใจ บางคนที่ตัดสินใจหยุดรักษา มันเจ็บ เขาต้องการใครสักคนที่จะบอกว่า เขามีสิทธิ์ตัดสินใจได้จริงๆ

ถ้าวันนี้คุณจะตัดสินใจแบบนี้ เพราะถึงจุดที่ครอบครัวต้องเดินต่อไปในอีกลักษณะหนึ่ง หลวงพี่อยากจะเป็นคนหนึ่งที่บอกเขาว่า เราเข้าใจคุณ ทำให้เขาหมดข้อกังขาว่าเราได้ทำสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้แก่กันและกันแล้ว

พระจิตร์ จิตฺตสํวโร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต

หลวงพี่คุยอะไรกับคนเหล่านั้นคะ

หลวงพี่ได้ไปทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้าน ไปเตรียมความพร้อมก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ละคนมีสภาพจิตใจต่างกัน บางคนยังดิ้นรนต่อสู้กับชีวิต บางคนยังโกรธ โกรธครอบครัว โกรธโรงพยาบาล โกรธโชคชะตา หลวงพี่ไปทำความเข้าใจเขา แล้วดูว่าพอสื่อสารอะไรได้บ้าง คนที่ไม่พร้อมจะฟังอะไรเลยก็มีนะ หลวงพี่ก็ไม่ได้ทำอะไรกับเขา แต่จะไปพูดกับญาติหรือคนที่อยู่ตรงนั้นที่กำลังทุกข์ ว่าทำไมคนที่เขาเคารพเป็นอย่างนี้ในวาระสุดท้าย

ทำไมช่วงเวลานั้นคนป่วยถึงต้องการพระมากกว่าหมอคะ

ผู้ป่วยมีบางเรื่องที่อยากคุยกับพระ เช่นตายแล้วไปไหน หมอบางท่านที่มีธรรมะก็อาจจะบอกได้ แต่ด้วยชุดผ้าเหลือง เขาคงรู้สึกว่าน่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ บางคนก็อยากบอกบางเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจกับใครสักคน ขอให้ใครสักคนเป็นพยานว่าเขาได้กล่าวมันออกมาแล้ว และเขาจะไม่จำมันอีกแล้ว บางคนก็แค่อยากประกอบพิธีกรรม อยากถวายสังฆทาน

ตอนหลวงพี่ได้รับเชิญให้ไปพูดที่งาน TEDxBangkok เลือกเรื่องที่จะพูดอย่างไรคะ

เลือกที่จะไม่พูดครับ หลวงพี่พยายามมากที่จะไม่ไป ตอนนั้นหลวงพี่บวชได้สองพรรษาเอง มันไม่ใช่สิ่งที่น่ารักสำหรับพระที่ไม่มีพรรษา ไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีคุณวุฒิใดๆ ทางพระเลย จะไปทำตัวเปิ่นๆ ในที่สาธารณะให้เสียผ้าเหลืองเปล่าๆ บ้านเรามีพระดีๆ เยอะเลย จะมาเอาพระหมิ่นเหม่ไปพูดทำไม

หลวงพี่ไปกราบหลวงพ่อกล้วย (พระอาจารย์สำราญ ธมฺมธุโร) เพราะหวังว่าท่านจะยืนยันว่าความคิดหลวงพี่ถูกต้อง แต่หลวงพ่อกลับบอกว่า “ไปเถอะ คนเขาเป็นทุกข์ เรากล่าวเท่าที่เราพบมันมา น่าจะเป็นประโยชน์”

หลวงพี่บอกหลวงพ่อตรงๆ ว่า ลูกไม่อยากไปเลย ไม่อยากได้คำชมและไม่อยากให้ใครมาว่า ไม่รู้ว่าจะเปลืองตัวทำไม หลวงพ่อก็บอกว่า “ก็มีตัวตนอย่างนี้ เลยยังมีอะไรให้ห่วง” เท่านั้นแหละ หลวงพี่ถึงได้รู้ว่าผิดไปแล้ว ฉะนั้น จะไปขายหน้าหรืออะไรก็ตาม เราจะไปเรียนรู้ คือตอนนั้นคิดแต่ว่าจะไปเรียนรู้

กติกาของ TEDx คือต้องเตรียมสไลด์ แต่ตามหลักธรรมแล้วพระไม่ควรมีบทพูด มันไม่ใช่วิถีของนักบวช ทีมงานแนะนำให้หลวงพี่เล่าชีวิตประจำวันของตัวเอง ทำสไลด์เล่าว่าเราเป็นยังไงมายังไง วัดเราเป็นอย่างไร หลวงพี่ทำอะไรในชีวิตประจำวัน บอกสิ่งที่เกิดกับชีวิตเราซื่อๆ ตรงๆ เท่านั้นเอง

เวลามีคนในวงการโฆษณามาปรับทุกข์กับหลวงพี่ ทำไมถึงชวนพวกเขาปลูกผักคะ

เพื่อนๆ หลวงพี่เขาคิดเยอะ การปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ต้องมาตั้งใจกับจอบกับเสียมที่ไม่ถนัด ก็จะลืมเรื่องที่ออฟฟิศไป ได้อยู่ในที่โล่งแจ้งบ้าง ก็เปลี่ยนบรรยากาศ ได้กลับมาอยู่กับตัวเองสักพัก ทำให้เขาพบว่ามีช่วงขณะที่เขาไม่ต้องคิดอะไรมากก็ได้ เป็นการพักผ่อน เป็น Retreat จริงๆ

มีคนที่มาสนทนาธรรมกับหลวงพี่แล้วอยากบวชไหมคะ

ก็เยอะอยู่นะ

หลวงพี่ทำให้คนไกลวัดหันมาสนใจธรรมะได้ยังไงคะ

หลวงพี่ไม่เรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นธรรมะ แต่เรียกว่าความสบายใจ เพราะคำว่าธรรมะ คนมักเข้าใจว่าต้องห่มขาวอดข้าวเย็นหรือเปล่า ต้องบวชไหม ส่วนความสบายใจคือ แค่เราเข้าใจว่าเราไม่ต้องคิด รู้จักใส่ใจในเรื่องที่ควรใส่ใจ ไม่ปล่อยให้จิตใจล่องลอยไปเรื่องอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทุกข์ ไม่จำเป็นต้องคิดตลอดเวลา ก็ไม่ยาก 

หลวงพี่มักจะบอกว่า คุณมารู้จักวิธีการที่นี่ แล้วเอาไปใช้ได้ตลอดชีวิตกับทุกกิจกรรม ถ้าคุณกวาดใบไม้ที่วัดได้ คุณลองกลับไปทำความสะอาดที่บ้านดูสิ ถ้าคุณพูดกับพระดีๆ ได้ คุณลองพูดกับครอบครัวแบบนี้ดีไหม

หลวงพี่จะไม่มานั่งจี้ว่าเขายังไม่ได้ทำอะไร แต่จะบอกว่าเขาทำสิ่งนั้นอยู่แล้ว แค่ต้องพยายามทำสิ่งเหล่านี้ในกิจกรรมอื่นๆ มากขึ้น เช่นเวลาคุณพูดกับลูกค้าหรือพูดในที่ประชุม คุณรู้ว่าคุณคิดอะไร อันนี้เรียกว่า สติ แล้วคุณก็รู้ว่าอะไรไม่ควรพูด นั่นเรียก ปัญญา คุณอาจรู้ว่าควรพูดอะไร เมื่อไหร่ ฟังคนอื่นเป็น แต่น้องๆ บางคนอาจพูดผิดจังหวะ นั่นคือวุฒิภาวะของสติและปัญญา น้องเขายังทำได้เท่านั้น เขายังเรียนรู้อยู่ ทักษะแบบนี้เอามาใช้กับครอบครัวได้ไหม ใช้พูดกับคนที่มารับออร์เดอร์อาหารเราจะดีหรือเปล่า ขยายมันออกไป คนส่วนใหญ่ปฏิบัติธรรมอยู่แล้วนะ เขาแค่ไม่รู้ว่าคือธรรมะ

จิตร์ ตัณฑเสถียร  อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต
จิตร์ ตัณฑเสถียร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต

ทำไมหลวงพี่ถึงรีแบรนด์ธรรมะให้เป็นความสบายใจคะ

บางทีการที่เราติดป้ายให้ตัวเองว่าเป็นคนธรรมะธัมโมก็ทำให้เราคิดว่าเราพิเศษ เป็นผู้ทรงศีล หรืออะไรสักอย่าง บางทีธรรมะก็มีหลุมพรางนะ ธรรมะคือการที่เราฝึกเป็นมนุษย์ปกติคนหนึ่ง เข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น อยู่กับตัวเองเป็น อยู่กับผู้อื่นอย่างชาญฉลาด เติบโตจากความสัมพันธ์กับตัวเอง เราเข้าถึงการฝึกตนได้โดยไม่ต้องมีคำว่าธรรมะ ไม่ใช่ว่ามีแล้วจะผิด หรือไม่มีแล้วจะถูก มันแค่ไม่จำเป็น

ทำไมหลวงพี่ไม่ค่อยสอนด้วยภาษาบาลีคะ

อย่างที่หนึ่ง เวลาเราสื่อสารไปแล้วเขาไม่เข้าใจจะมีประโยชน์อะไร อย่างที่สอง เป้าหมายของเราไม่ได้ต้องการให้เขาเข้าใจเรา แต่เราต้องการให้เขาเข้าใจตัวเอง เพราะฉะนั้น เราต้องพาเขาไปเข้าใจตัวเองในแง่มุมต่างๆ เขาถึงจะมีศรัทธาต่อการฝึกหัด เห็นไหม คุณเคยทำได้ คุณให้เกียรติลูกค้าได้ ทำไมคุณไม่ค่อยให้เกียรติลูกล่ะ มันเป็นไปได้นะ คุณมีทักษะนั้นอยู่แล้ว และอย่างที่สาม หลวงพี่พูดภาษาบาลีไม่เป็น

เพจวิชาใจเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ

เพจนี้เกิดขึ้นจากการที่หลวงพี่ใช้เฟซบุ๊ก แต่หลวงพี่ไม่เคยใช้เพราะสนใจเรื่องชาวบ้าน หรืออวดว่าเราไปทำคุณงามความดีที่ไหน หลวงพี่ใช้เพื่อสื่อสารเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ และใช้รับข่าวสารที่หลวงพี่กด See First ไว้สามสิบเปอร์เซ็นต์

หลวงพี่อยากจะพูดกับคนอื่นถึงวิธีรับมือกับความทุกข์ที่เข้ามาในรูปแบบต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่อยากพูดในนามตัวเอง เพราะไม่มีประโยชน์ แล้วหลวงพี่ก็ไม่ต้องการทำการตลาดให้ตัวเอง เพราะฉะนั้น ไม่ต้องใช้ชื่อหลวงพี่ เนื้อหาเหล่านี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับใจ เป็นเรื่องราวที่เป็นสากล เลยสร้างเพจวิชาใจขึ้นมา

เนื้อหาเกี่ยวกับใจในมุมไหนคะ

เป็นเรื่องที่หลวงพี่ตอบคนที่แวะมาหา ประเด็นที่มีคนมาถามบ่อยๆ เราก็จะรู้ว่ามันเป็นประเด็นร่วม น่าจะมีอีกหลายคนที่อยากถามคำถามนี้ ก็จะเลือกเรื่องนั้นมาโพสต์ หลวงพี่ตั้งใจทำเนื้อหามาก คราฟต์ทีเดียว เลือกใช้ภาษาให้ดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพของตัวเองจะมี หลวงพี่อยากให้ผู้คนได้คลายทุกข์ ได้กำลังใจ จึงพยายามรับผิดชอบเนื้อหาให้ดี ไม่ให้มีผลกระทบที่ไม่ดีตามมา จึงใส่ใจเลือกถ้อยคำที่จะไม่ทิ่มแทง ไม่พาดพิงคนอื่น ไม่ทำให้คนที่เป็นเจ้าของเรื่องเสียหาย และตั้งใจเลือกภาพมาประกอบ

เราเป็นพระใหม่ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรมากกว่าที่เรารู้ไหม บางทีเราก็ไม่ได้แจ่มแจ้งในธรรมอะไรมากมาย แต่วันนี้เรารู้วิธีคลี่คลายความทุกข์ได้จำนวนหนึ่งและอยากจะแบ่งปัน

หลวงพี่สนใจยอดแบบที่คนโฆษณาสนใจไหมคะ

ไม่สนเลยครับ ไม่เคยดูคอมเมนต์ด้วย หลวงพี่ใช้วิธีตั้งเวลาโพสต์ล่วงหน้า แล้วก็ปล่อยไปแบบอัตโนมัติ ได้รู้ว่าเพจเรามีประโยชน์ก็ตอนที่เซเว่น อีเลฟเว่น มาขอเนื้อหาในเพจไปทำหนังสือขาย หลวงพี่เลยเอาเนื้อหามาปัดฝุ่นเรียบเรียงใหม่ให้เป็นหนังสือชื่อ ดีต่อใจ ขายเล่มละยี่สิบห้าบาทที่เซเว่น อีเลฟเว่น รายได้ทั้งหมดบริจาคให้โรงพยาบาลในจังหวัดขอนแก่นเพื่อไปซื้ออุปกรณ์ใช้ในห้องฉุกเฉินของเด็ก เป็นเรื่องดีที่เนื้อหาที่หลวงพี่ตั้งใจทำจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่คุณหมอต้องการ และดีใจที่มันจะได้รับใช้คนมากขึ้น

พระจิตร์ จิตฺตสํวโร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต

หลวงพี่เป็นพระที่เคร่งไหมคะ

หลวงพี่เคร่งกับใจตัวเองมาก ส่วนข้างนอกหลวงพี่เคร่งพอประมาณ เคร่งกับใจตัวเองคือพยายามดูแรงจูงใจที่จะทำสิ่งต่างๆ สำรวจตั้งแต่จุดตั้งต้นซึ่งก็คือ เจตนา อย่างจะทำเพจ ก็ถามตัวเองว่า ต้องทำไหม ไม่ทำได้ไหม ถามตัวเองให้ชัดว่าเราต้องการอะไร แล้วก็ทำตามวัตถุประสงค์นั้นอย่างเคร่งครัด

ส่วนเรื่องข้างนอกก็มีบางอย่างที่หลวงพี่ไม่ถือเป็นสาระ อย่างการนั่งเสมอกับญาติโยม หลวงพี่ไม่ต้องเอาแผ่นอาสนะมารอง หรือการสอนเณรผ่านการดูหนัง หลวงพี่รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และรู้ว่าควรทำแค่ไหนถึงจะพอดี หลวงพี่ไม่ให้กฎกติกามาเป็นอุปสรรค แต่ก็เคารพกฎกติกา

หลวงพี่บวชเพื่อจะรู้จักตัวเอง ผ่านไป 6 ปีแล้ว ได้รู้จักตัวเองดีขึ้นไหมคะ

ดีขึ้นมากครับ

หลวงพี่คือใครคะ

เราไม่จำเป็นต้องเป็นอะไร เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น เข้าใจชีวิตตัวเอง เข้าใจชีวิตคนอื่น ทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน  ต่างคนเคยผ่านชีวิตมาอย่างไรเขาก็จะมีร่องรอยแบบนั้น แล้วก็มีปฏิสัมพันธ์กับตัวเองดีขึ้นมากๆ ไม่เอาอะไรมากมายกับตัวเอง แล้วก็ไม่ค่อยหวังอะไรมากมายกับคนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนอย่างเคย

พอรู้จักตัวเองแล้ว อยากเปลี่ยนไปทำความเข้าใจเรื่องอื่นแทนไหมคะ

หลวงพี่เคยคิดว่าอยากลาสิกขาเมื่อเข้าใจตัวเองแล้ว อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายในพื้นที่เล็กๆ ของตัวเอง อยู่ตรงนั้นไปจนตาย ทุกวันนี้อยู่กับการทำสวน ปลูกดอกไม้ ต้นไม้ วันๆ เรารู้เนื้อรู้ตัวกับสิ่งเหล่านี้ มันสงบ ก็อยากทำสิ่งเหล่านี้เป็นหลัก 

แต่ชีวิตคนเราถ้าให้ประโยชน์กับผู้อื่นได้ด้วยก็ดี หลวงพี่ไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้รู้ธรรมะหรือพูดธรรมะรู้เรื่องนะ แต่หลายคนบอกว่าเรามีประโยชน์ต่อเขา เราก็อยู่เพื่อประโยชน์ของเขาเพิ่มเติมจากประโยชน์ต่อตัวเอง

สิ่งที่จะทำต่อไปจากนี้คงทำเพื่อประโยชน์คนอื่นมากกว่าตัวเอง แต่เรายังมีหน้าที่ต่อตนเองอยู่ ก็คือเข้าใจตนให้แตกฉานกว่านี้ ต้องมีไหวพริบต่อจิตใจเราเองซึ่งมันเจ้าเล่ห์เพทุบาย มันยังมีอะไรให้ศึกษาอีกเยอะ เราก็จะทำสิ่งเหล่านี้ต่อไป แล้วแบ่งปันให้คนที่สนใจ

เรื่องล่าสุดที่หลวงพี่ได้ค้นพบจากการบวชคืออะไรคะ

การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องง่าย การใช้ชีวิตปกติเป็นเรื่องง่ายมากๆ และมนุษย์ทุกคนมีสิ่งนี้อยู่แล้ว แค่เราไปยอมให้ความไม่ปกติเป็นใหญ่ในชีวิตเรา เพราะเราเห็นความไม่ปกติเป็นเรื่องปกติ

พระจิตร์ จิตฺตสํวโร อดีตนักกลยุทธ์โฆษณากับโปรเจกต์การใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือตีโจทย์ชีวิต

การเป็นนักโฆษณาบนตึกสูงใจกลางเมือง บริหารงบประมาณจำนวนมหาศาล มีวิถีชีวิตที่ต้องก้าวให้ทันเรื่องราวใหม่ๆ อยู่เสมอ มันช่างดูไม่เข้ากับความสงบนิ่ง สมถะ และเรียบง่าย ในวิถีของพุทธศาสนา แต่หลวงพี่กลับบอกเราว่า นักคิดในธุรกิจสร้างสรรค์ทั้งหลาย รวมทั้งนักโฆษณานี่แหละที่มีแต้มต่อในการจะเข้าใจธรรมะได้มากกว่าคนอื่นๆ เพราะเป็นนักคิดก็เลยรู้ที่มาที่ไปของความคิด อันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย แล้วก็ยังมีความสามารถพิเศษในการจัดการความคิดที่ผุดขึ้นมาในสมอง ซึ่งจะเป็นหนทางให้เราจัดการกับความทุกข์เหล่านั้นได้อย่างลงตัว

เราได้พูดคุยกับหลวงพี่หลายเรื่องในบทบาทของนักโฆษณา และนี่คือ 6 คำแนะนำ จากนักโฆษณาท่านนี้ที่บวชมาแล้ว 6 พรรษา ซึ่งเราไม่อยากเก็บเอาไว้คนเดียว

  1. อำนาจที่อยู่ในมือไม่ว่าจะใหญ่โตหรือเล็กน้อย จงใช้มันให้ดี
  2. จงพยายามทำให้ทุกการสื่อสารมันมีคุณค่า และสร้างแต่แรงขับเคลื่อนดีๆ
  3. อย่ายึดติดกับความคิดของตัวเอง อย่าคิดว่าเขาต้องเข้าใจ คิดว่าเขาควรทำอย่างนั้น เขาควรเป็นอย่างนี้ เพราะความคิดความเห็นมันคืออารมณ์ และอารมณ์คือความไม่แน่นอน
  4. ถ้าเราคิดไม่ดี มันจะมีคำพูดที่ไม่ดีหลุดออกมา ไม่ว่าเราจะระวังแค่ไหน
  5. อย่าทำให้งานมีความยากที่ไม่จำเป็น
  6. ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า เขาเป็นคน และเขาก็มีทุกข์มีสุขไม่ต่างจากเรา

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

ประโยคสุดคลาสสิกจากโฆษณา ‘ทีมกอล์ฟสิงห์’ เมื่อหลายสิบปีก่อน น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เปิดเรื่องราวของ ธงชัย ใจดี

ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักชื่อของเขา เพราะนี่คือนักกีฬาชายไทยที่ก้าวออกไปเป็นดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่ในวงการกอล์ฟอาชีพโลก ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

12 แชมป์เอเชียน ทัวร์ 8 โทรฟี่ยูโรเปียน ทัวร์ และ 1 พีจีเอ ทัวร์ แชมเปียนส์ บนแผ่นดินอเมริกา อีกทั้งยังทำเงินรางวัลสะสมตลอดอาชีพการเล่นกอล์ฟได้ทะลุ 600 ล้านบาท

ประวัติศาสตร์หน้าแล้วหน้าเล่าของวงการกอล์ฟไทย ถูกขีดเขียนโดย ธงชัย ใจดี ทั้งที่เขาเริ่มต้นทุกอย่างช้ากว่าคนอื่น กว่าจะจับก้านเหล็กหวดวงสวิงครั้งแรกก็ตอนอายุ 16 ปีแล้ว แถมออกสตาร์ทเทิร์นโปรตอนวัยแตะเลข 3

ในวันนั้นแทบไม่มีใครเชื่อเลยว่า ธงชัย ใจดี จะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่โปรผู้นี้ก็สวมหัวใจสิงห์อันกล้าแกร่ง ออกเดินทางไปสู่การแข่งขันระดับโลกจนประสบความสำเร็จกลับมา และส่งต่อแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้แก่นักกอล์ฟไทยในยุคหลังจากนั้น 

3,000

แสงแดดประเทศไทยสาดส่องและแผดเผาผิวหนังของร่างชายคนหนึ่งจนมีริ้วรอยไหม้เกรียม ทว่าตัวเขายังคงปาดเหงื่อที่ไหลริน เดินแบกถุงกอล์ฟด้วยตัวเอง ไปตีลูกให้ลงหลุมแล้วหลุมเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ได้ตัวเลขอย่างที่เขาตั้งใจวันละ 3,000 ครั้ง

เขาปลุกตัวเองตื่นตั้งแต่ตี 5 และซ้อมหนักจนถึง 3 ทุ่มของทุกวันตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายและความฝันในการไปคัดตัว สู่การเป็น ‘นักกอล์ฟทีมชาติไทย’

แต่ระหว่างบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ธงชัยกลับยิ้มที่มุมปากและเอ่ยว่า “ที่ผมบังคับตัวเองให้ฝึกซ้อมได้หนักขนาดนี้ เพราะชีวิตผมเคยลำบากมากกว่านั้นเยอะ ฝึกแค่นี้สำหรับผมสบายมาก

“ผมเห็นกอล์ฟมาตั้งแต่เกิด เพราะบ้านอยู่ติดกับสนาม แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาเล่น เพราะนี่เป็นกีฬาสำหรับคนที่มีเงินมากถึงจะเล่นได้ อีกอย่างตัวผมไม่ได้สนใจกอล์ฟด้วย ผมชอบเล่นฟุตบอลมากกว่า

“สนามกอล์ฟของทหารที่ลพบุรีนี่แหละคือสนามฟุตบอลของผมกับเพื่อน ๆ ตอนดึกผมกับพรรคพวกจะแอบข้ามรั้วเข้าไปเตะบอลกัน เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ลูกฟุตบอลแค่ลูกเดียวก็เล่นกันได้เป็นกลุ่มแล้ว”

ธงชัยอาจไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลายมาเป็น ‘นักกีฬาชาวไทย’ ที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกรู้จัก แต่การเติบโตอยู่ข้าง ๆ กรีนหญ้า ก็คงส่งอิทธิพลไม่น้อยให้เขาได้ซึมซับกีฬาชนิดนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากการประดิษฐ์ไม้กอล์ฟโดยใช้ไม้ไผ่บ้าง พลาสติกบ้าง เพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ

ไปจนถึงการเข้าไปงมหาลูกที่ตีตกในคลองของสนามกอล์ฟ เพื่อนำมาขายต่อ หาเงินค่าขนมไปโรงเรียน ธงชัยก็เคยทำเป็นประจำมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

“ซื้อลูกกอล์ฟไหมครับ” ธงชัยในวัยหนุ่มเอ่ยปากถามลูกค้าที่เข้ามาตีกอล์ฟในสนาม นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักนักธุรกิจในจังหวัดท่านหนึ่ง

“ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้อเท้าเริ่มมีปัญหา ส่งผลต่อการเล่นฟุตบอล ผมก็เอาลูกกอล์ฟมาขายให้กับนักธุรกิจคนนั้น ท่านเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า ‘ลองตีให้ดูหน่อยสิ’ ผมก็ปฏิเสธไปเพราะผมตีไม่เป็น อุปกรณ์ก็ไม่มี

“แต่ท่านก็ลองให้ผมหัดตีกอล์ฟเรื่อย ๆ บางครั้งก็แอบเดินตามท่านไปตี 4 – 5 หลุม ที่บอกว่าต้องแอบเพราะผมไม่ได้เป็นเมมเบอร์ ถ้าสารวัตรทหารเห็น ผมต้องโดนไล่ออกจากสนามแน่ ไม้กอล์ฟอันแรกในชีวิตผมก็ได้มาจากไม้เก่าของท่าน รวมถึงท่านยังเป็นคนที่เสียค่าสมัครสมาชิกกอล์ฟคลับให้ผมอีกด้วย”

ในความคิดของ ธงชัย ใจดี เขาคิดแค่ว่าเมื่อได้รับโอกาสให้ได้มาสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้แล้ว สิ่งเดียวที่คงทำได้ดีที่สุด คือ พยายามตอบแทนด้วยผลงานที่ดีที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้ในทุกรายการที่เดินทางไปแข่ง ทั้งแมตช์การกุศลและตามทัวร์นาเมนต์สมัครเล่น

“ครั้งแรกที่ผมลงแข่งกอล์ฟสมัครเล่นในประเทศไทย ผมเห็นเสื้อแข่งของนักกีฬาหลายคนติดโลโก้ ‘สิงห์’ เพราะสิงห์สนับสนุนวงการกอล์ฟไทยมายาวนาน ผมน่าจะเป็นเจเนอเรชันที่ 2 – 3 ของสิงห์แล้วด้วยซ้ำ จวบจนถึงวันนี้ สิงห์สนับสนุนนักกอล์ฟไทยมาน่าจะเจเนอเรชันที่ 10 แล้วมั้งครับ

“ผมเคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีโลโก้สิงห์มาติดอยู่บนเสื้อแข่งบ้างคงเท่ไม่น้อย จนกระทั่ง พี่เปี๊ยก-ศุภพร มาพึ่งพงศ์ (ผู้บรรยายกีฬา) แนะนำให้ผมรู้จักกับ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี นายก็ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 1995 จนถึงทุกวันนี้ ยาวนานไหมครับ”

อย่างที่ธงชัยบอก ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีสปอนเซอร์เป็นสิงห์ แต่เขาพบเห็นนักกีฬาจำนวนมากในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้รับเงินเดือนจากบุญรอดบริวเวอรี่ รวมถึงการสนับสนุนจนกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนากอล์ฟในเมืองไทย เพราะนักกอล์ฟที่ลงแข่งเกือบทั้งหมด ล้วนมีสิงห์เป็นผู้ให้โอกาสและอยู่เคียงข้างพวกเขา

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

เรียนรู้จากความลำบาก 

แม้ธงชัยเริ่มต้นจับไม้กอล์ฟครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งค่อนข้างช้า แต่ความขยันฝึกซ้อม ก็ทำให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ธงชัย ใจดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่ตีกอล์ฟได้ไม่ธรรมดา

เขาจึงได้บรรจุเข้ารับราชการที่ศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี ในโควตานักกีฬากอล์ฟ เพื่อแข่งขันให้หน่วยในกีฬากองทัพบก และที่นี่เอง ธงชัยได้พบกับบทเรียนชีวิตที่สอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อดทน ระเบียบวินัย และการเอาชนะใจตัวเอง’

“ผมไม่ได้นึกถึงการเป็นโปรกอล์ฟเลย คิดแค่ว่ากีฬานี้ทำให้ผมได้เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน มีสวัสดิการเลี้ยงดูครอบครัว เลยอยากซ้อมและเล่นให้เต็มที่ ให้คุ้มกับโอกาสที่ได้มา 

“มันยากมากสำหรับผมในตอนนั้น เพราะผมบรรจุแบบไม่ได้ผ่านการเป็นนักเรียนนายสิบมาก่อน ก็เลยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เราต้องอดทน มีระเบียบวินัย มีความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะสังคมทหารมีแค่เจ้านายกับลูกน้อง เราต้องทนให้ได้ ถ้าไม่ไหวก็ต้องลาออกไป

“ชีวิตการเป็นทหารของผม ทำงานครึ่งวัน อีกครึ่งวันซ้อมกอล์ฟ ถ้าวันไหนเข้าเวรก็ทำงานเต็มวัน ไม่ได้ซ้อม ถ้าช่วงของการฝึก ผมจะไม่ได้ซ้อมเลย ด้วยความที่หน่วยของผมเป็นหน่วยรบ จึงต้องถูกส่งไปฝึกหลักสูตรพลร่ม 1 ปี และหลังจากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนหลักสูตรจู่โจม เป็นเวลา 3 เดือนที่ไม่ได้กลับบ้านเลย

“นั่นคือช่วงเวลาที่หนักสุดแล้วในชีวิต ในตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน บางวันโดนฝึกแบบ 24 ชั่วโมง บางสัปดาห์ไม่ได้อาบน้ำเลยในช่วงการฝึก เพราะเป็นการจำลองสถานการณ์รบ มีทั้งภูเขา ทะเล และป่าเบื้องต้น

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวันนั้นคือ ถ้าร่างกายเราไหว เราจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหน ผมก็จะไม่ท้อและถอดใจ

“ตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม ผมลำบากมาก เสียเหงื่อไปเป็นโอ่งได้ แต่ก็ผ่านมาแล้ว จนได้เครื่องหมายเสือคาบดาบมาประดับบนอก

“ดังนั้น ทุกเรื่องในชีวิตไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เราก็จะต้องผ่านไปให้ได้ ผมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องความอดทน การดูแลร่างกาย ระเบียบวินัย มาปรับใช้กับตัวเองในตอนเล่นกอล์ฟ

“ผมเคยฝึกซ้อมวันละ 12 – 13 ชั่วโมง ตีวันละ 2,000 – 3,000 ครั้ง เพราะผมอยากติดทีมชาติมาก ซ้อมอย่างนี้อยู่ 1 ปีเต็ม ผมบอกกับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตาม

“เพราะลำบากกว่านี้ผมก็เคยทำมาแล้ว การเป็นทหารสอนให้เป็นคนที่อดทนจริง ๆ”

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

อย่ามองกลับหลัง

ผลพวงจากความสำเร็จในการกวาดเหรียญทองซีเกมส์ 1995 ที่จังหวัดเชียงใหม่ของทีมกอล์ฟชายไทย ทั้งประเภทเดี่ยวและทีม ย่อมสร้างความคาดหวังให้กับคนไทย เมื่อมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเวียนมาถึง บรรยากาศรอบสนามจึงเต็มไปด้วยกองเชียร์ที่แห่เข้ามา เพราะอยากเห็น ‘กอล์ฟชายไทย’ กอบโกยเหรียญระดับทวีปมาครองต่อหน้าคนทั้งชาติ

“จากการฝึกซ้อมหนักตลอด 1 ปี ผมก็ได้ติดทีมชาติไทย ตอนปี 1995 และอยู่ในทีมชุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่เชียงใหม่

“ช่วงเก็บตัวซ้อมทีมชาติเกือบ 5 ปี ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ผมไม่ใช่นักกอล์ฟที่ทักษะดีมากนัก ช่วงแรกผมตีโดยอาศัยความรู้สึก แต่ก็ได้รับการขัดเกลาและคำแนะนำต่าง ๆ ในทีมชาติมีเก็บสถิติด้วย

“ทำให้ตอนหลังออกสวิงได้ดีขึ้น จนช่วง 1 ปีก่อนแข่งเอเชียนเกมส์ 1998 ตอนนั้นเป็นช่วงพีกที่สุดของผม ซ้อมดีมาก และเริ่มมองถึงการออกไปเป็นโปรกอล์ฟอาชีพแล้ว

“พอถึงช่วงเวลาแข่งเอเชียนเกมส์ ปรากฏว่าเรากดดันตัวเองจนเล่นพลาด เพราะแฟน ๆ กีฬาชาวไทยและสื่อมวลชนเริ่มตั้งความหวังกับกอล์ฟชายไทยว่าไปถึงเหรียญทองได้

“ผมไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันขนาดนั้น ทุกอย่างในสนามจึงออกมาไม่เหมือนที่เคยทำได้ตอนซ้อม มันจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้ตัวเอง”

จบการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในบ้านเราปี 1998 กอล์ฟทีมชาติไทยกลับบ้านแบบมือเปล่า ไม่ได้แม้กระทั่งเหรียญทองแดงติดมือกลับมาเลย

ธงชัย ใจดี ยอมรับว่าเขาผิดหวังและเสียใจกับผลงาน แต่ก็ไม่ปล่อยให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ ฉะนั้น เราต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ จงอย่าให้อดีตที่ไม่เป็นดั่งใจ มาฉุดรั้งตัวเราไม่ให้ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

“เป็นธรรมดาถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วมันไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ย่อมเสียใจ แต่ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำให้เราตาย เรายังมีชีวิตและลมหายใจอยู่

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีนักกอล์ฟคนไหนในโลกที่ชนะได้ทุกสนาม เราแค่ต้องเรียนรู้กับมัน เติบโตก้าวต่อไป ผมเลยไม่ได้อยู่กับความเสียใจนานนัก เพราะผมจะไม่หันหลังกลับไปมองอดีต มันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้

“ตอนที่ผมตัดสินใจอยากออกไปเทิร์นโปร ผมรู้ตัวว่าจะต้องเจอกับคนเก่งอีกมากมาย ผมต้องเล่นคนเดียว ไม่เหมือนตอนเป็นมือสมัครเล่นที่ส่วนใหญ่เราเล่นเป็นทีม วันไหนเราเล่นไม่ดี ก็ยังมีเพื่อนร่วมทีมช่วย

“ผมรู้ว่ากอล์ฟอาชีพอาจทำให้ผมต้องพบเจอกับความผิดหวังอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งระดับการแข่งขันสูงขึ้น ก็ยิ่งท้าทายมากขึ้น แต่ผมก็พร้อมที่จะออกเผชิญหน้ากับมัน เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราอยากพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สวมหัวใจสิงห์

ลมหนาวปลายปี 1999 ผ่านพัดเข้ามากระทบร่างของ ธงชัย ใจดี เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การเริ่มต้นในเส้นทางนักกอล์ฟอาชีพกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าชายไทยวัย 30 ปีที่เพิ่งเทิร์นโปรจะไปได้ไกลแค่ไหน แม้กระทั่งตัวเขาเอง รวมถึงผู้สนับสนุนที่กล้าลงทุนเม็ดเงิน เพื่อสานฝันให้ธงชัยเปลี่ยนสถานะจากมือสมัครเล่นมาเป็น ‘โปรกอล์ฟอาชีพ’

แต่ในวันหนึ่งที่ธงชัยเริ่มมีความฝันใหญ่ขึ้น นั่นคือการเทิร์นโปรแข่งในระดับเอเชียน ทัวร์ เขายอมรับว่าลำพังแค่ตัวเขาคนเดียว คงไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน เนื่องจากการเล่นอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูง

สันติ ภิรมย์ภักดี จึงเป็นคนที่เขานึกถึง ธงชัยตัดสินใจหอบความฝันไปบอกเล่ากับผู้ใหญ่ที่ตนเรียกว่า ‘นาย’ และบทสนทนาก็จบลงเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

พร้อมไหม ถ้าพร้อมแล้วจะรออะไร ทันทีที่สิ้นประโยคนี้จากผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่ ประตูสู่เวทีระดับโลกของ ธงชัย ใจดี ก็เปิดกว้างออกทันที

“ทุกครั้งที่ผมชนะ ท่านจะเป็นคนแรกที่ส่งข้อความมาแสดงความยินดี บางปีผมอาจทำผลงานได้ไม่ดี ท่านก็มีแต่กำลังใจให้ตลอด ‘สู้ ๆ ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่ เล่นกอล์ฟให้สนุก’

“ทุกครั้งที่ออกไปแข่งขัน ผมจึงพยายามสู้กับทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ผมก็สู้เต็มที่ให้สมกับที่ได้รับโอกาส

“คุณสันติท่านเป็นคนที่มีแต่ให้ ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน ขอให้เรามีอนาคตที่ดี เลี้ยงดูครอบครัวได้ และเป็นคนดีของสังคมก็พอ ท่านไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจากเราเลย

“พวกเราทีมนักกอล์ฟของสิงห์เคยถามคุณสันตินะครับว่า เราจะตอบแทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คุณสันติตอบกลับทุกคนมาว่า ไม่ต้องตอบแทนอะไรท่านเลย เมื่อไหร่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อโอกาสเหล่านั้นให้กับคนอื่น ๆ ใช้ประสบการณ์ที่มีสร้างคนรุ่นต่อ ๆ ไป” เจ้าของโรงเรียนสอนกอล์ฟธงชัย ใจดี และผู้ก่อตั้งมูลนิธิธงชัย ใจดี เพื่อสานต่อโอกาสให้เด็กยากไร้ได้เล่นกอล์ฟเผย

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

ชนะใจตัวเองและสนามให้ได้ก่อน

ปีแรกในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพในเอเชียน ทัวร์ ของ ธงชัย ใจดี จบลงแบบมือเปล่า ทำได้ดีสุดคือติดท็อป 5 ในบางรายการ

ทว่าเพียงไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากนั้น ธงชัยก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่การเป็นมือ 1 ของทัวร์ เดินหน้ากวาดแชมป์ต่อเนื่องแทบทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 รายการ จนทำเงินรางวัลสะสมสูงสุดในฤดูกาลของเอเชียน ทัวร์ ได้ถึง 3 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในรายการที่เขาชนะเลิศ (เมย์แบงก์ มาเลเซียน โอเพ่น ปี 2004) จัดเป็นทัวร์นาเมนต์โคแซงชั่น จึงทำให้ธงชัยได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดเลือก ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีนักกอล์ฟชายจากภูมิภาคเอเชียที่ได้ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ ที่ระดับความเข้มข้นและเงินรางวัลสูงกว่าเอเชียน ทัวร์

“ผมเป็นโปรไทยยุคแรก ๆ ที่ได้เล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบเต็มตัว ปีแรกที่ได้เล่นในยุโรป ผมตกรอบบ่อยมาก เพราะเราไม่เคยเล่นในสภาพอากาศแบบนี้

“บ้านเราฝนตกเม็ดใหญ่ก็เลิกแข่งแล้วใช่ไหม แต่ที่ยุโรป บางวันเจอกับลม ฝน และหนาว เราก็ต้องเล่นให้ได้ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสก็ต้องตีต่อ

“ผมท้อเหมือนกันในช่วงปีแรก เคยคิดจะเลิกก็มี แต่มาคิดอีกที ตอนเป็นทหารลำบากกว่านี้ยังทนได้เลย ก็ต้องสู้ต่อไป ตราบใดที่ร่างกายยังไหวอยู่

“อย่างเรื่องภาษา ตอนมาใหม่ ๆ ผมก็ยังพูดไม่ค่อยได้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศผมเคยกลัวด่านตรวจคนเข้าเมือง กลัวกรอกข้อมูลไม่ถูก แต่เรื่องภาษาจำเป็นมากหากอยากจะแข่งในยุโรป ผมจึงซื้อหนังสือ เรียนพูดอังกฤษ 96 ชั่วโมงด้วยตนเอง มาอ่าน ศึกษาด้วยตัวเอง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ทุกวันนี้ก็ยังพกติดตัวมาอ่านอยู่

“ผมพยายามสังเกตว่า เวลานักกอล์ฟให้สัมภาษณ์เขาพูดอะไรกันบ้าง ก็ฝึกจากตรงนั้น เรื่องแกรมมาร์ผมอาจไม่เก่ง เพราะผมเน้นจำเป็นประโยค เป็นคำที่ใช้ในการเล่นกอล์ฟมากกว่า แต่ตอนนี้ก็สื่อสารได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

“ผมเคยใส่เสื้อกันฝนตัวใหญ่ซ้อมกลางแดดบ้านเรานี่แหละ เหงื่อออกท่วมตัวเลย แต่ก็ต้องทนเพื่อให้ตัวเองชินกับเสื้อกันฝน เวลาไปแข่งจริงที่ยุโรป หากต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่ เราก็จะตีได้ไม่มีปัญหา”

จากที่เคยตกรอบอย่างสม่ำเสมอในปีแรก ธงชัยเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นในปีต่อ ๆ มา จนอันดับดีขึ้นและก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งนักกอล์ฟแถวหน้าของการแข่งขันในยุโรป ด้วยการกวาดแชมป์ยูโรเปียน ทัวร์ มาครองถึง 8 รายการ

เขายืนยันว่า ทุกความสำเร็จล้วนมาจากการฝึกซ้อมหนักและความกล้าที่จะเดินต่อไป แม้ช่วงเริ่มต้นอาจต้องพบกับความผิดหวังเข้ามารบกวนใจบ่อยครั้ง แต่เขาก็เลือกปักหลักยืนสู้กับมันหลุมแล้วหลุมเล่า จนสุดท้ายก็ปักหมุดหมายของนักกอล์ฟไทยบนทวีปยุโรปได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ผมเป็นคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานดี แต่ขยันซ้อม ชอบเรียนรู้ตลอดเวลา และพยายามหาโอกาสให้ตัวเองเสมอ ผมไม่กลัวที่จะก้าวต่อไปในสเต็ปที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเราคิดออกมา (เล่นอาชีพในยูโรเปียน ทัวร์) แล้ว เราก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด มันไม่ตายหรอกครับ เพราะถ้าตาย นักกอล์ฟที่มาแข่งในยุโรปคงตายหมดแล้ว

“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองสู้ไม่ได้ เราเป็นคนไทย สรีระเป็นรอง หรือเราสู้ไม่ได้ เพราะเราไม่คุ้นกับอากาศ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อจำกัดให้ไม่กล้าที่จะออกมา

“เพราะถ้าเราชนะใจตัวเองไม่ได้ เอาชนะสนามไม่ได้ ก็คงเป็นแชมป์ไม่ได้หรอกครับ หากผมมายุโรปแล้วไม่สู้ เล่นแค่หวังเข้ารอบ ผมจะมาทำไม”

ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์

ความสำเร็จและเงินรางวัลที่กอบโกยได้มากมายหลายร้อยล้านบาทในยูโรเปียน ทัวร์ ไม่ได้ทำให้เขาอิ่มตัวกับอาชีพนี้จนหมดความท้าทายและไฟในการแข่งขัน

ตรงกันข้าม สถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักทั่วยุโรป จนทำให้เขาไม่ได้แข่งขันนานถึง 14 เดือน กลับยิ่งปลุกไฟในตัวธงชัยให้กระหาย อยากไปแสดงความท้าทายใหม่ ด้วยการคว้าแชมป์ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่เป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดนักกอล์ฟมือดีแถวหน้าของโลก

“ช่วงที่เป็นมือ 1 เอเชีย และติดท็อป 50 ของโลก ผมเคยมีโอกาสไปแข่งขันที่อเมริกาบ้าง ปีละไม่กี่แมตช์ แต่ผลงานของผมไม่ค่อยดีนัก เพราะนักกีฬาเจ้าถิ่นเขาคุ้นสนามมากกว่า อีกทั้งรูปแบบการเล่นก็แตกต่าง ที่อเมริกาต้องตีลูกให้สูง มันยาก

“ไม่เหมือนที่ยุโรป ตอนนี้ผมปรับตัวได้ สนุกกับการแข่งขัน เพราะเรามีประสบการณ์ ผมจึงมีเป้าหมายอยากเอาชนะรายการในอเมริกาให้ได้ จนมาถึงปี 2020 – 2021 โควิด-19 ระบาดหนัก ทำให้ในยุโรปไม่มีทัวร์แข่ง ส่วนที่อเมริกาเริ่มมีการผ่อนปรน

“แล้วก็มีทัวร์สำหรับซีเนียร์ (การแข่งขันสำหรับนักกอล์ฟที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) เรายิ่งรู้สึกสนุกและอยากเข้าไปเล่น เพราะมีแต่คนเก่ง ๆ หลายคนที่เคยชื่นชม เคยติดตามดูเขามานาน บางคนเราไม่เคยมีโอกาสเล่นกับเขาในยุคที่เขารุ่งเรือง แต่วันนี้เราก็ได้มาแข่งกับเขาในสนามเดียวกัน

“ผมเลยตัดสินใจบินมาอยู่อเมริกา 9 เดือนเต็ม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2021 เพื่อคัดตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ผมต้องเริ่มตั้งแต่ไปคัดตัวกับนักกอล์ฟนับพันคน เพื่อหา 5 คนเข้าไปเล่น เนื่องจากช่วงโควิด-19 มีการจัดอันดับใหม่ ผมจึงต้องมาคัดตัวทุกรายการเพื่อเก็บสะสมคะแนน และหาโอกาสให้ตัวเองได้ลงเล่นในทัวร์แต่ละรายการ”

ธงชัย ใจดี ไม่เคยชนะการแข่งขันอาชีพประเภทเดี่ยวมานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายได้แชมป์ เฟรนช์ โอเพ่น ปี 2016 ทว่าความพ่ายแพ้ไม่อาจหยุดยั้งให้เขาล้มเลิกหรือคิดแขวนก้านเหล็ก ธงชัยยังคงออกไปคัดตัวและลงแข่งในทุกโอกาสที่มีสิทธิ์

จนมาถึงรายการ American Family Insurance Championship ซึ่งเป็น PGA Tour Champions ที่มีเงินรางวัลสูง ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินสูงถึง 360,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 12.24 ล้านบาท) โปรวัย 52 ปี คัดตัวไม่ผ่านในรอบ Monday Qualifiers เขาจึงตัดสินใจจะกลับไปฝึกซ้อมที่เมืองแอตแลนตา โดยได้จองตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางแล้ว

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

กระทั่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎ ธงชัยจึงได้รับโควตาเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ และเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์…

“ในวันที่อายุมากขึ้น แน่นอนว่าสายตาเราไม่คมชัดเหมือนเดิม อ่านไลน์ไม่ขาดเหมือนแต่ก่อน แต่นั่นก็ทำให้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลร่างกายก่อนบินมาแข่งที่อเมริกา ผมใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจร่างกายทุกอย่าง สแกน MRI เพื่อเช็กว่าส่วนไหนบกพร่อง หลังเป็นอย่างไร สมอง ช่องท้อง หัวใจ ทุกอย่างโอเคไหม

“เพราะการจะเป็นแชมป์ คุณต้องฟิตสมบูรณ์พร้อมทั้งสัปดาห์ แข่ง 4 วัน คุณต้องรักษาระดับการเล่นให้สม่ำเสมอ ถ้าไม่พร้อมจริงก็ไม่มีทางเป็นแชมป์ได้เลย ผมไปถึงสนามนี้ ตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นแชมป์หรอก

“แต่พอได้ลองซ้อม ผมยังคุยกับแคดดี้เลยว่า สนามเข้าทางผมมาก ทั้งที่ไม่เคยลงแข่งที่นี่ ผมใช้เวลาในการกลิ้งลูกหาจังหวะ เช็กบนกรีนนานมาก ถ้าเราเปิดดี เราก็มีโอกาส

“ผมโชคร้ายที่หลุมทำคะแนนตีไปติดต้นไม้ ทำให้สถานการณ์ผมตามหลัง แต่ในจังหวะถัดมา ผมทำเบอร์ดี้ได้ยาวทีเดียว ผมจึงพลิกนำ 1 คะแนนก่อนแข่งหลุมสุดท้าย”

ธงชัยได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งต่างชื่นชมในหัวใจอันเป็นนักสู้ของโปรไทยวัย 52 ปี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เขาก็ฝ่าฟันจนได้สัมผัสแชมป์ PGA Tour Champions เป็นครั้งแรกในชีวิต

แม้เป็นการแข่งขันระดับซีเนียร์ แต่ความโหดหินก็ไม่น้อยเลย และนี่คงเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้โปรไทยรุ่นต่อ ๆ ไป กล้าที่จะออกไปสู่เวทีระดับโลก

“น้อง ๆ รุ่นใหม่พัฒนาขึ้นเยอะ ปัจจุบันเรามีนักกอล์ฟไทยใน LPGA นับ 10 คน ส่วนในเอเชียน ทัวร์ เรามีคนไทยเล่นอยู่เกือบครึ่งของทัวร์ เพราะนักกอล์ฟบ้านเรามีศักยภาพขึ้นมาก และทางสิงห์เองก็ให้การสนับสนุนเด็กไทยมาตลอด ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าผมจนถึงรุ่นใหม่

“อย่าง โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ก็เป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ LPGA มาแล้ว หรืออย่าง น้องทีเค-รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ คนนี้น่าจับตามอง เพราะอายุแค่ 15 ปี แต่น้องขยัน มุ่งมั่นเกินวัย จนเอาชนะในรายการอาชีพของผู้ใหญ่ได้ รอแค่จังหวะและโอกาสเท่านั้น

“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้อง ๆ มีโอกาส อยากให้น้องทุกคนในทีมกอล์ฟของสิงห์ตั้งใจและทำมันให้ได้ เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตน้องได้เลย เช่น หากได้ลงแข่งในรายการโคแซงชั่น ก็อยากให้น้องพยายามเล่นให้ดีที่สุด เพื่อจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดตัว

“ผมอยากให้น้อง ๆ เด็กไทยรุ่นใหม่ได้ออกมาเล่นทัวร์ใหญ่ ๆ เพื่อนำชื่อเสียงกลับไปสู่ประเทศไทย”

คำโฆษณาของสิงห์ เคยบอกว่า “ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” คงเป็นไตเติ้ลที่เหมาะสมกับชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ธงชัย ใจดี ในวัย 52 ปี

เขาอาจเริ่มต้นช้าและไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่เป็นแต้มต่อ แต่เพราะความมานะบากบั่น ไม่เคยกลัวล้มเหลวและขยันทุ่มเทให้กับกีฬาชนิดนี้แบบสุดตัวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งให้เขามาไกลเกินกว่าจะมีใครจินตนาการ หากมองจากวันแรกที่จับไม้กอล์ฟตอนอายุ 16 ปี

“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในตัวผมคือ ผมสู้ ผมไม่ท้อ และมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าวันนี้ทำสำเร็จเป้าหมายที่หนึ่ง ผมก็ต้องมองหาเป้าหมายใหม่เพื่อให้ตัวเองได้เดินหน้าต่อไป ผมเหลือแชมป์เมเจอร์ที่ยังไม่เคยได้ ก็ยังเป็นเกียรติยศที่ผมอยากคว้ามาครองให้ได้

“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็ยังจะเล่นกอล์ฟต่อไป สู้มันไปทุกวัน จนกว่าจะเดินไม่ได้ ผมถึงค่อยเลิกเล่น แต่ถ้าตอนนี้ผมยังเดินไหว ยังตีได้ในระดับนี้ ผมคงไม่มีทางล้มเลิกความฝัน ผมยังคงตื่นมาและพร้อมที่จะสู้กับชีวิตในเช้าวันใหม่เสมอครับ”

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load