“ฉันเป็นอะไรก็ได้ และเธอก็เป็นอะไรก็ได้เหมือนกัน”

ในโลกที่คาดหวังให้เราสวมใส่สถานะบางอย่างตลอดเวลา และตัดสินตัวตนเราจากบทบาทนั้น ‘จั๊กกะจิ่งจิ่ง’ คือหนังสือภาพสำหรับเด็กปฐมวัยที่สื่อสารว่า ต่อให้ใครแปะป้ายดูถูก มองเธอด้วยสายตาค่อนขอดไม่เข้าใจ และยัดเยียดความฝันที่ไม่ใช่ตัวตนแท้จริง เธอมีสิทธิ์เลือกเสมอว่าจะเป็นอะไร

นำเสนอผ่านตัวละครหลักในชื่อเดียวกัน ไร้นิยาม ไร้รูปทรง ไร้สีสันตายตัว

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

โปรเจกต์สุดน่ารักที่แฝงเนื้อหาสำคัญไว้ภายในนี้ เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของผู้คนหลากหลาย ทั้ง แหม่ม-วีรพร นิติประภา, Eyedropper Fill, กลุ่มหิ่งห้อยน้อย กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา นิสิตนักศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือเด็ก คนทำสื่อ ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนาม ‘คณะใกล้เที่ยงคืน’

ดูแตกต่างหลากหลาย อายุน้อยสุดในกลุ่มนี้เรียนอยู่ชั้น ม.4 ไล่เรียงไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตมานานกว่าราว 4 เท่า แต่สิ่งเหมือนร่วมกันของกลุ่มคนเหล่านี้คือ มองเห็นความน่าเจ็บปวดของระบบที่บีบบังคับให้ผู้คนต้องเลือกเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่อนุญาตให้เผยตัวตนแท้จริงภายใน ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ทำร้ายใคร แต่เป็นเพราะค่านิยมและความเชื่อเดิมที่ยึดถือกันมา

ห้ามเป็นเพศหลากหลาย ต้องเรียนหรือทำงานอาชีพนี้เท่านั้น ผู้หญิงเป็นแบบนี้ไม่ดี ผู้ชายห้ามอ่อนแอ และอีกสารพัดเรื่อง

ไม่น่าเศร้าหรือ หากโลกอันกว้างใหญ่อิสระเสรีนี้ ไม่มีพื้นที่ให้เด็กทุกคนเติบโตแบบที่ใจอยากเป็น แต่ต้องทนทุกข์ระทมกับความฝันของคนอื่น

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

เมื่อหนังสือเล่มนี้วางแผนจะเผยแพร่สู่สาธารณชน เราจึงชวนตัวแทนของโปรเจกต์นี้ทั้ง แหม่ม, ฟ้า-พัชชา ชัยมงคลทรัพย์ นักวาดภาพประกอบ, จั๊วะ-นันทวัฒน์ จรัสเรืองนิล และ เบสต์ – วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย สองหนุ่มนักสร้างสรรค์จาก Eyedropper Fill ที่มอบชีวิตให้ จั๊กกะจิ่งจิ่ง โลดแล่นบนหน้าหนังสือและแพลตฟอร์มอื่นๆ มาสนทนากันถึงแนวคิดเบื้องหลังผลงานสุดน่ารักที่แฝงความหมายลึกซึ้ง

เมื่อคนเราด่วนตัดสินกันเร็วจากสิ่งที่เห็นชั่ววูบ และช่องว่างระหว่างวัยในสังคมขยายตัวมากขึ้นทุกที จั๊กกะจิ่งจิ่ง อาจเป็นอีกหนึ่งความหวังที่ช่วยให้เข้าใจกัน

ว่าทุกคนล้วนงดงามในแบบตัวเอง และเราเลือกได้เสมอว่าชีวิตนี้จะเป็นอะไร

ภาพ: Eyedropper Fill
01

หนังสือเด็กที่มีแต่คำถาม ไม่มีคำตอบ 

“สิ่งที่พ่อแม่ต้องการทุกวันนี้คือ อยากให้ลูกโตมาเป็นลูกที่ดีของฉัน แต่ไม่ใช่คนที่โตมาเป็นตัวของเขาเอง” แหม่มกล่าวประโยคที่ลูกหลายคนคงพยักหน้าเห็นพ้อง หลายคนอาจจดจำเธอในฐานะนักเขียน แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอคือแม่ผู้เลี้ยงลูกชายด้วยการให้อิสระทางความคิดเสมอมา

ในขณะเดียวกัน เมื่อมองไปรอบตลาด เราจะพบนิทานร้อยพันที่ประเคนบอกข้อเท็จจริงแก่เด็กๆ อย่างตรงไปตรงมา และพร้อมปิดท้ายด้วย ‘เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า’ ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร แต่มีน้อยแหล่งเกินไปหรือเปล่าที่ชวนให้พวกเขาเริ่มใคร่ครวญ ตั้งคำถาม และคิดบทสรุปของตัวเองเป็นตั้งแต่ยังเล็ก

การรวมตัวของคนแวดวงการศึกษาที่เห็นช่องโหว่นี้จึงเกิดขึ้น เริ่มจากคนสองคน ชักชวนกันต่อจนขยายเป็นกลุ่มใหญ่ที่หลากหลายราว 20 ชีวิต เพื่อร่วมส่งสารสำคัญไปยังเด็ก ผู้ปกครอง และคุณครู ด้วยเครื่องมือราคาไม่แพงซึ่งเข้าถึงคนจำนวนมากได้ง่ายอย่างหนังสือภาพ

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

“เราตั้งใจทำหนังสือเล่มนี้ให้เข้าถึงวงกว้าง และส่งไปห้องสมุดโรงเรียนขนาดเล็กในที่ห่างไกล พ่อแม่และเด็กเปิดอ่านจับต้องได้ ถ้าทำแค่ตัวดิจิทัล มันจะกันการเข้าถึงของคนที่ไม่มีเครื่องมือ” หนึ่งในทีมงานเผยแนวคิดเบื้องหลังการเลือกพิมพ์เป็นหนังสือในยุคดิจิทัล

ช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เกิดการนัดหมายทีมครั้งแรก งานนี้ไม่มีหัวหน้า ทุกคนพกความตั้งใจพร้อมมาร่วมมือกันอย่างเท่าเทียม เสนอไอเดียอย่างเปิดเผย ทำให้การประชุมดำเนินไปอย่างรวดเร็วตามวิถีการทำงานสมัยใหม่

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

ภายในครั้งเดียว พวกเขาเคาะคอนเซปต์ว่าหนังสือเล่มนี้จะพูดถึงความหลากหลาย ความเป็นไปได้แบบปราศจากขอบเขตใด

“ความจริงเรื่องนี้สำคัญต่อการพูดถึงตั้งแต่เมื่อสิบถึงยี่สิบปีที่แล้วด้วยซ้ำ เด็กๆ ควรได้รับรู้ความหลากหลายของโลกใบนี้ เห็นและเข้าใจผิวสี เพศ ศาสนา อาหาร วัฒนธรรมที่แตกต่าง ไม่ใช่ถูกบีบบังคับจนไม่เหลือพื้นที่ปลอดภัยให้คิดอะไรเลย ผู้ใหญ่อาจกังวลว่าเด็กจะมีอิสรภาพมากไป แต่ชีวิตจริงเราถูกโลกกำจัดและลิดรอนสิทธิกันมากพอแล้วนะ ถ้าไม่ให้พื้นที่เขาจนพ้นอายุสิบถึงสิบสองขวบ ก็อาจช้าไปแล้ว

“หนังสือเด็กมักมีแต่คำตอบที่ไม่ได้ถูกถาม แต่หนังสือเล่มนี้จะมีแต่คำถาม ไม่มีคำตอบ” คุณแม่วัยใกล้เลข 6 ที่เข้าอกเข้าใจธรรมชาติเด็กยุคใหม่เอ่ย

02

กำเนิดจั๊กกะจิ่งจิ่ง

“เรานึกถึงตัวสไลม์ที่เด็กๆ ชอบเล่นกัน มัน Free Form และ Abstract ที่สุดแล้ว และคิดว่าชื่อก็ควร Abstract ตามไปด้วย สุดท้ายโหวตกันว่าสไลม์ตัวนี้จะชื่อ จั๊กกะจิ่งจิ่ง” ทีมงานเล่าย้อนถึงจุดกำเนิดของตัวละครที่ไม่อาจบ่งบอกรูปทรงหรือตัวตนได้อย่างชัดเจน มาพร้อมกับนามที่ไร้ความหมาย พอแนวคิดเริ่มลงตัว นักวาดภาพประกอบอย่างฟ้าก็รับช่วงออกแบบสร้างสรรค์ให้มีตัวตน

เมื่อพลิกหนังสือดู เราพบจั๊กกะจิ่งจิ่งที่หน้าตาไม่ซ้ำกันเลย

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

“เราออกแบบให้ทุกหน้าดูเยอะและหลากหลาย มีให้เลือกเต็มไปหมด แต่ต้องทำให้ไม่ดูเกลื่อนเกินไป หรืออย่างหน้า ‘ฉันชอบอะไร’ กับ ‘ฉันเกลียดอะไร’ เราออกแบบให้ทั้งสองหน้ามีวัตถุเหมือนกัน แต่หน้าตาต่างเล็กน้อย เป็นการบอกว่าสิ่งที่เราไม่ชอบ อาจน่ารักสำหรับคนอื่นก็ได้ หรือคนเราจะกลัวอะไรก็ได้เหมือนกัน” ฟ้าอธิบายกระบวนการที่แฝงอยู่ พวกเขายังปรึกษาผู้ศึกษาด้านวรรณกรรมเด็ก ทำให้เก็บเกี่ยวรายละเอียดแม้แต่เรื่องสีที่เลือกสรรให้เป็นมิตรต่อสายตาของชาวปฐมวัย รวมถึงมีการแปลภาษาอังกฤษประกอบไว้ในเล่มด้วย

คำถามในแต่ละหน้าดูเผินๆ ไม่ได้ซับซ้อน ให้เลือกเฉดสี (ไม่ได้เป็นเพียงชื่อสีทั่วไปเท่านั้น แต่มีทั้งสีดอกบานชื่น ตะวันตกดิน น้ำทะเล และอื่นๆ) รูปร่าง เครื่องแต่งกาย สถานที่อยู่ สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าสไลม์ตัวนี้ แต่จริงๆ คำถามเหล่านี้ถือเป็นตัวแทนของทางเลือกอันหลากหลายในสังคม เช่น เป็นเพศอะไร นับถือศาสนาอะไร สุดท้ายแล้วพวกเขามีทางเลือก พวกเขาสามารถเป็นผู้ตอบคำถามนี้ได้เอง และโลกนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว

พร้อมกันนั้น ระหว่างทำรูปเล่ม ทีมงานจั๊กกะจิ่งจิ่งพัฒนาเว็บไซต์อินเทอร์แอคทีฟไว้ให้เด็กๆ เข้าไปสร้างตัวละคร เลือกจิ้มสิ่งที่ถูกใจให้จั๊กกะจิ่งจิ่งด้วยตัวเองและแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าทุกคนมีจั๊กกะจิ่งจิ่งของตัวเอง

ลองเข้าไปเล่นแล้ว เชื่อว่าจะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นแต้มใบหน้า หรือหวนนึกถึงวัยเด็กสักขณะแน่นอน

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้
03

โลดแล่นบนท้องถนน

“เราอยากให้มันหลุดออกจากหนังสือไปโลดแล่นอยู่บนพื้นที่จริง” เบสท์และจั๊วะจาก Eyedropper Fill กล่าวถึงความคิดเมื่อได้รับชวนให้เข้าร่วมขบวนนี้ พวกเขาเป็นคนที่ขาดไปไม่ได้เลย หากอยากให้จั๊กกะจิ่งจิ่งทำงานกับความรู้สึกของเด็กๆ จนพวกเขาต้องกระโดดโลดเต้นดีใจ

Eyedropper Fill เป็นบริษัทด้านมัลติมีเดียดีไซน์ที่สร้างปรากฏการณ์ผ่านผลงานศิลปะหลากรูปแบบ รวมถึงการฉายแสงกระทบพื้นที่ (Street Projection) เพื่อสื่อสารเรื่องราว โดยมีงานด้านการศึกษาเป็นแก่นหนึ่งที่อยากขับเคลื่อนเสมอมา

“งานศิลปะหลายชิ้นมักจัดอยู่ภายในหรือคนต้องเดินไปหา แต่เราอยากเปลี่ยนให้ตัวจั๊กกะจิ่งจิ่งเดินทางไปหาคนแทน อยากเห็นว่าพอไปอยู่บนพื้นที่จริงแล้ว คนที่เห็นจะมีปฏิสัมพันธ์กับมันอย่างไร” นักสร้างภาพเคลื่อนไหวให้ตื่นตาตื่นใจเล่า พวกเขาเปลี่ยนจั๊กกะจิ่งจิ่งให้กลายเป็นภาพที่ลอยล่องบนโลกแห่งความเป็นจริง เดินไปฉายตามถนนหนทางต่างๆ

ภาพ: Eyedropper Fill

“ปรากฏว่าเด็กเล่นกันนานเลย พ่อแม่ที่ขายของอยู่ก็บอกว่าลูกชอบมาก เกิดการคุยกัน บางคนบอกว่ารูปร่างจั๊กกะจิ่งจิ่งนี่เหมือนดาวเลย แต่อีกคนเดินมาบอกว่าไม่ นี่มันทุเรียน

“บางคนเห็นจั๊กกะจิ่งจิ่งใส่กระโปรงแล้วบอกว่าเป็นผู้หญิง เราชวนคุยต่อเลยว่า อ้าว ถ้าใส่กางเกงจะถือเป็นผู้ชายได้เลยหรือเปล่า เขาก็คิดแล้วบอกว่าไม่ใช่” ทั้งสองเล่า พวกเขาตกลงกันว่าจะไม่ชี้ชัดคำตอบให้น้องๆ แต่จะตั้งคำถามให้ครุ่นคิดแลกเปลี่ยนกัน

บทสนทนาเหล่านี้ทำให้ทีมจั๊กกะจิ่งจิ่งคิดต่อว่า ในประเทศนี้มีพื้นที่สาธารณะที่เอื้อแก่การเล่นของเด็กเพียงพอแล้วหรือไม่ หากยังไม่เพียงพอด้วยข้อจำกัดที่เป็นอยู่ งานสร้างสรรค์แบบนี้ก็ดูจะช่วยเปิดจินตนาการและความสนุกสนานทดแทนได้อยู่บ้าง รวมถึงทำให้เด็กเริ่มสนใจเทคโนโลยี

“มีน้องถามว่าเราฉายภาพได้อย่างไร ขอเก็บจั๊กกะจิ่งจิ่งไปฉายในรถ เอากลับบ้านไปด้วยได้ไหม” เบสท์เล่าประสบการณ์ที่ได้รับ พร้อมเปิดคลิปวิดีโอที่ถ่ายเด็กๆ เล่นกับเจ้าสไลม์อย่างเพลิดเพลิน

Eyedropper Fill เพิ่งลงพื้นที่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผลตอบรับที่ได้กลับมานี้ถือเป็นการเรียนรู้และเรื่องน่ายินดียิ่งสำหรับทีมงาน

“ตอนแรกเราคิดถึงแค่การตอบโต้กับหนังสือเป็นหลัก พอเห็นการตอบโต้รูปแบบนี้ก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน” ฟ้าประทับใจ เมื่อเห็นตัวละครมีชีวิตขึ้นจริงในความทรงจำของเด็กๆ โดยที่แต่ละคนล้วนมีปฏิสัมพันธ์และให้ความหมายจั๊กกะจิ่งจิ่งแตกต่างกันไป

หลังจากปรากฏการณ์นี้ ทีมจั๊กกะจิ่งจิ่งจึงชวนเพจมนุษย์กรุงเทพฯ มาร่วมขยายผลให้ไปถึงผู้ใหญ่ ด้วยการออกเดินทางไปสนทนากับผู้คนวัยต่างๆ ทำเป็นคอนเทนต์ออนไลน์ พูดคุยว่าจั๊กกะจิ่งจิ่งของพวกเขาเป็นอย่างไร แห้งหายตายจากใจไปแล้วหรือยัง

ถ้าหายไปแล้ว เป็นเพราะอะไรกันหรือ

เราจะนำความเชื่อและสายตาแห่งความหวังนั้นกลับมาหาเราอีกครั้งได้ไหม

04

เรียนรู้ความหลากหลายของกันและกัน

“พี่ปลื้มมาก เป็นการทำงานแบบโลกอนาคต” นักเขียนผู้สะสมประสบการณ์ชีวิตมานานเล่า “แจกจ่ายงานกันรวดเร็วทางออนไลน์ ทำงานด้วยความรู้สึกว่าทุกคนเท่ากัน ไม่ต้องมีท่านประธาน กล้าแย้งแล้วคุยกันดีๆ ไม่บั่นทอน จริงๆ พี่ไม่ค่อยได้ช่วยอะไรเลย มาเรียนจากพวกเขาว่าทำงานกันอย่างไรมากกว่า” 

โดยปกติแล้ว เรามักเห็นความไม่เข้าใจ ความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้นอยู่เสมอในโลกการทำงาน แต่ทีมจั๊กกะจิ่งจิ่งกลับทำงานร่วมกันอย่างไม่ติดขัด และต่างได้เรียนรู้จากกันและกัน

“คงเพราะทุกคนถูกร้อยกันไว้ด้วยจั๊กกะจิ่งจิ่ง” จั๊วะกล่าว “เราไม่ได้คิดว่าทำโปรเจกต์นี้เพราะฉันเป็น Eyedropper Fill กลุ่มคนทำงานหลายคนก็ไม่ได้ต้องการเผยชื่อตัวเอง แต่ทำเพราะอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ให้เห็นว่าตัวละครนี้จะไปถึงไหนได้บ้าง เราเห็นแล้วก็ยินดีทำ”

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

แต่ละคนต่างพกความถนัดของตัวเองมาลงแรงลงใจให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง เช่น ในทีมมีนักเขียนที่ใฝ่ฝันอยากทำห้องสมุดของตัวเอง และมีคลังข้อมูลห้องสมุดในประเทศนี้ เมื่อในทีมคุยกันว่าอยากส่งหนังสือให้ห้องสมุด เนยหยิบยื่นข้อมูลที่เก็บสะสมมาด้วยความหลงใหลให้พวกเขาได้เลยทันที

หรืออย่างเว็บไซต์จั๊กกะจิ่งจิ่งก็เกิดขึ้นจากฝีมือของนักพัฒนาเว็บไซต์ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี แต่ช่ำชองในสิ่งที่ทำอย่างยิ่ง

“เราเติบโตขึ้นมาในสังคมที่ทุกอย่างเป็นแอนะล็อก แต่เด็กรุ่นใหม่เขาเติบโตมากับอีกระบบ ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก คนรุ่นเราจริงๆ อาจจะไม่ทันโลกเองนะ นี่เป็นโลกของอีกรุ่นหนึ่งแล้ว

“ต้องถามว่าทำไมถึงไม่เชื่อพลังของพวกเขาล่ะ” 

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้
05

เธอเป็นใคร

“การบอกให้คนเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเดียวไม่พออยู่แล้ว มันต้องมีการทำงานอื่นๆ ควบคู่กันอีกเยอะ” หนึ่งในทีมงานกล่าวขึ้น เพราะโลกภายนอกมักโหดร้ายกว่าที่เราจินตนาการไว้เมื่อเติบโตขึ้น พลังของจั๊กกะจิ่งจิ่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่มากพอในการสร้างความเข้มแข็งให้เด็กๆ ตลอดชีวิต

ทีมงานเปรยว่าหลังจากนี้อาจผลิตหนังสือการ์ตูนที่ขยายเนื้อหาต่อตามมา หรือเป็นตุ๊กตาที่จับต้องได้ เสมือนมาสคอตที่คนรู้ความหมายทันทีแค่เพียงเห็น เป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์พ่อแม่ยุคใหม่ที่อาจเคยเจ็บปวดจากการถูกกดดันโดยคนรุ่นก่อน และเชื่อว่ารุ่นลูกหลานของพวกเขาไม่ควรถูกกดทับไว้อีกเช่นเคย

“แต่แน่นอนว่าเราควบคุมสังคมภายนอกไม่ได้หรอก สิ่งหนึ่งที่เราหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำงานกับเด็กๆ คือการบอกเขาในเสี้ยวชีวิตหนึ่งว่าคุณเป็นอะไรก็ได้ ถ้าเขาสามารถจดจำเพื่อนชื่อจั๊กกะจิ่งจิ่งนี้ ตั้งแต่วันที่ยังไม่ถูกกรอบไอเดียของสังคมมาจำกัด พอโตขึ้นไปในวันที่เขามีแรงมากขึ้น เราหวังว่าเขาจะเชื่อมั่นตัวเองมากพอเมื่อต้องเผชิญโลก เหมือนซีนหนังซีนหนึ่งที่กระทบความคิดเรามาจนถึงทุกวันนี้”

เมื่อพลิกหนังสือจั๊กกะจิ่งจิ่งถึงหน้าสุดท้าย จะพบหน้ากระดาษเปล่าที่ตั้งใจเว้นว่างไว้ให้แต่งเติมวาดลวดลายจั๊กกะจิ่งจิ่งของตัวเอง

“ฉันคือจั๊กกะจิ่งจิ่ง ฉันคือฉัน ฉันเป็นอะไรก็ได้ เธอก็เป็นอะไรก็ได้เหมือนกัน” ประโยคหน้าก่อนๆ เขียนไว้ให้เปิดกว้างจินตนาการ

“แล้วเธอล่ะเป็นใคร” เราถามขึ้นด้วยความสงสัยในคำตอบของทุกคน

ในห้องนิ่งเงียบไปสักครู่ คำถามนี้จริงๆ อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อค้นหาคำตอบ

“เออ พอโตแล้วคิดเยอะเนอะ มีข้อจำกัดมากมาย ตอนเด็กๆ คงตอบคำถามนี้ได้ง่ายกว่านี้”

“ฉันคือจั๊กกะจิ่งจิ่งไง” เสียงผู้ใหญ่ที่ยังไม่ลืมจั๊กกะจิ่งจิ่งของตัวเองดังขึ้น พร้อมสายตาแห่งความหวัง

แล้วเธอล่ะเป็นใคร

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

สร้างจั๊กกะจิ่งจิ่งในแบบฉบับที่เราเป็นผู้เลือกเอง หรือสั่งซื้อหนังสือภาพ 2 ภาษาให้คนที่รักหรือห้องสมุดและโรงเรียนทั่วประเทศ ในราคาเล่มละ 99 บาทได้ที่เว็บไซต์ : จั๊กกะจิ่งจิ่ง

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

30 พฤศจิกายน 2564
2K

มีธุรกิจไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับคน

แทบไม่ต้องคิด… คำตอบก็เห็นตรงกันว่า ทุกธุรกิจมีทรัพยากรมนุษย์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้าได้ ตราบเท่าที่ยังมีสังคมมนุษย์ดำรงอยู่ ยิ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกอย่างกลุ่ม ปตท. ที่ไม่เพียงการบริหารจัดการพนักงานจำนวนมากจะเป็นเรื่องท้าทายเท่านั้น แต่โจทย์ใหญ่กว่านั่นคือการเปลี่ยนผ่านคนไปสู่ทักษะใหม่ ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่า เพื่อรองรับกับธุรกิจที่กำลังจะเปลี่ยนไป และไม่ได้หยุดแต่เพียงที่ธุรกิจพลังงานเหมือนที่ผ่านมา

สุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารศักยภาพองค์กรและธรรมาภิบาล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แม่ทัพใหญ่ที่ก้าวจากบทบาทผู้บริหารธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกมาสู่การบริหารคน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร เขายอมรับว่าต้องผ่อนคันเร่งที่ร้อนแรงจากโลกธุรกิจลง เพื่อให้สอดรับกับศิลปะการจัดการทรัพยากรบุคคลที่ต้องเร่งเครื่องขึ้น เพื่อให้พอดีกับก้าวแต่ละก้าวที่ ปตท. จะไป โดยยังรักษาวัฒนธรรมองค์กรที่เชื่อเรื่องการต่อสู้ แข่งขัน และพร้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเอาไว้

หน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลในโลกยุคใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

ภาพจำแบบเดิมที่เคยเจอเลือนหายไปเรื่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยบทบาทของทีมที่พร้อมจะเติบโตไปกับธุรกิจ หรือต้องเป็นคู่คิดทางธุรกิจที่พร้อมก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันกับองค์กร ซึ่งต่างจากอดีตที่ถือว่าเราเป็นหน่วยกองหลัง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงต้องเข้าใจโจทย์ให้ตรงกัน เพื่อตอบสนองต่อลูกค้าคนสำคัญที่สุด นั่นคือ ‘พนักงานทุกคน’ เพื่อสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้กับองค์กรไปด้วยกัน

The Cloud ชวนผู้อ่านติดตามบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารคนนี้ เพื่อให้เข้าใจวิถีของ ปตท. ดียิ่งขึ้น และรับรู้ว่ายังมีพื้นที่ที่เปิดกว้างเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรุ่นใหม่ รุ่นกลาง รุ่นเก๋า หรือรุ่นไหนก็ตามที

เพิ่งมารับตำแหน่งสำคัญนี้ไม่นาน รู้สึกอย่างไรบ้าง

ผมถือว่านี่เป็นงานใหม่ เป็นภารกิจที่สำคัญ เรื่องคนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมมองว่าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่คือการที่กำลังดูแลสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดในองค์กรเลย เราต้องพัฒนาหรือเสาะแสวงหาผู้ที่มีความสามารถมาร่วมงาน ถือว่าท้าทายไปอีกแบบหนึ่ง องค์กรขับเคลื่อนโดยคน ผมอยู่สายธุรกิจมาสามสิบปี พอเปลี่ยนมาดูคน ก็ถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่น่าสนใจและท้าทาย

ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

ต้องปรับตัวในเรื่องการบริหารจัดการ ผมจะเร็วเกินไปไม่ได้ เพราะเรื่องคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่คนในทีมก็ต้องเดินให้เร็วขึ้นด้วย เพราะว่าธุรกิจไม่รอเรา ต้องเพิ่มความเร็วให้ก้าวไปพร้อมกับผมที่เดินช้าลงหน่อย เหมือนการทำงานแบบไฮบริดนั่นล่ะ หัวใจของการทำงานคือการประสานความร่วมมือระหว่างกันใน ปตท. ทั้งหมด นอกจากนี้ งานทรัพยากรบุคคลยังมีส่วนสนับสนุนเรื่องนวัตกรรม และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถ โดย ปตท. ต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างผมเองก็เคยอยู่ในกลุ่มธุรกิจมาก่อน ตอนนี้มาจัดการคน ก็นำความรู้ที่เรามีมาแบ่งปันต่อยอดได้

ทำงานในองค์กรนี้มา 30 ปี คิดว่าคน ปตท. เป็นคนแบบไหน

คน ปตท. ถูกฝึกให้แข่งขันและต่อสู้มาตั้งแต่ในยุคแรกๆ แล้ว ผู้บริหารรุ่นเก่าฝึกให้เราแข่งขัน ต่อสู้ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง อย่างผมเคยขายน้ำมันสู้กับบริษัทต่างชาติ ลูกค้าตอนนั้นก็บอกว่า คุณเป็นใคร จะไปขายแข่งกับบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ ได้ยังไง แต่เราก็ต้องแข่ง เราถูกฝึกให้ดิ้นรนต่อสู้ตลอดเวลา เลยเป็นวัฒนธรรมของคน ปตท. ที่ต้องปรับตัว แข่งขันกับสิ่งต่างๆ และพร้อมปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ได้อยู่ในสายเลือดของพวกเรามานาน

แล้วอีก 30 ปีข้างหน้า คน ปตท. ควรจะเป็นอย่างไร

วันนี้เราก็ยังต้องรักษาวัฒนธรรมที่ต่อสู้ ดิ้นรน พร้อมเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้อยู่เสมอ และการต่อสู้ไปข้างหน้าจะเป็นรูปแบบใหม่ที่คน ปตท. ต้องพร้อมรับมือกับการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การใช้พลังงานในอนาคต และอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ ดังนั้นในจุดนี้ คน ปตท. ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้ง ต้องมีการ Upskill /  Reskill จากความรู้ ทักษะเดิมที่มีอยู่ ไปสู่ความรู้ใหม่ ทักษะใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ ของ ปตท. ในอนาคต ซึ่ง ปตท. ได้มีการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว

สอดคล้องกับในปีที่ผ่านมา ปตท. ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่เป็น ‘Powering Life with future energy and beyond’ นั่นคือการขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต และเติบโตในธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันข้างหน้า

สุชาติ ระมาศ กับงานบริหารทรัพยากรบุคคลของ ปตท. ในยุคไฮบริด

องค์กรที่ยั่งยืนในมุมคุณสุชาติเป็นอย่างไร

สำหรับผม องค์กรที่ยั่งยืนคือองค์กรที่มีความพร้อมในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย อย่างเช่นวันนี้เราปรับตัวเพื่ออนาคต เห็นได้ชัดจากการบริหารจัดการ ซึ่ง ปตท. พยายามสมดุลระหว่างธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันคุณค่าหลักของเราคือความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิงที่เราทิ้งไม่ได้เลย เพราะเป็นภารกิจหลักที่จะต้องดำเนินควบคู่ไปพร้อมๆ กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น องค์กรจึงต้องมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจนในการวางรากฐาน เพื่อให้องค์กรเติบโตในระยะยาว ภายใต้ค่านิยม SPIRIT ที่แข็งแกร่ง ที่จะเป็นตัวยึดโยงบุคลากรขององค์กรให้ทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าสถานการณ์ภายในหรือภายนอกองค์กรจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ปตท. จะยังคงมีความแข็งแกร่งจากภายใน ซึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นและร่วมมือกันของผู้บริหารและพนักงาน รวมถึงการได้รับแรงสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนและเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน

ในอนาคต ปตท. อยากจะรับคนแบบไหน

ทุกวันนี้พนักงาน ปตท. มีความหลากหลายอยู่แล้ว โดยเฉพาะการทำธุรกิจในอนาคต ธุรกิจที่องค์กรจะเข้าไปดำเนินการก็จะมีความหลากหลายขึ้น อย่างคำว่า Beyond ในวิสัยทัศน์ ตอกย้ำว่า ปตท. จะไม่ได้ทำแค่เรื่องของพลังงานแบบเดิม แต่จะมุ่งไปยังพลังงานแห่งอนาคต อย่างเช่น ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV นอกจากนี้ อีกส่วนหนึ่งก็เข้าไปสู่ธุรกิจค้าปลีกและอาหาร รวมถึงการจับมือในการทำธุรกิจเกี่ยวกับ  Life Science  ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ยา อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

ดังนั้น ปตท. จึงต้องการคนที่หลากหลาย มีความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจอนาคตที่จะเดินไปข้างหน้า โดยเริ่มจากการพัฒนาทักษะคนที่มีอยู่เดิม และในส่วนของการทำธุรกิจใหม่ จึงมีความจำเป็นใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยด้วย และนับจากนี้จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างคนเก่าที่มีอยู่และคนใหม่ที่เรารับเข้ามา เพื่อทำงานร่วมกันไปสู่เป้าหมายที่องค์กรได้วางไว้

คนต่างรุ่นก็มองต่างมุม จัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างไร

อย่างที่ทราบว่า ปตท. มีคนทำงานที่หลากหลายวัย และเมื่อคนต่างวัยมาทำงานร่วมกัน เราใช้ความเป็นพี่เป็นน้องแบบคนในครอบครัวเดียวกัน เคารพและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของกันและกัน ทุกวันนี้ ปตท. มีพนักงานที่อยู่ใน Gen Y และ Gen Z รวมกันเกินครึ่งหนึ่งขององค์กร ที่ผ่านมาเราเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็น แสดงความสามารถ และเอาประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าที่เรามีไปช่วยเสริม ผมเชื่อว่าแนวคิดหรือรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมที่จะช่วยให้ ปตท. สามารถดำเนินภารกิจใหม่ๆ ที่ท้าทายได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

สุชาติ ระมาศ กับงานบริหารทรัพยากรบุคคลของ ปตท. ในยุคไฮบริด

ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วคนยังสำคัญที่สุดอยู่หรือเปล่า

เทคโนโลยีอาจจะยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนแรงงานคนได้ทั้งระบบ แต่จะแทนแรงงานคนได้ในส่วนที่เป็นงานที่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ มาจนเกิดเป็นแพตเทิร์นที่แน่นอนแล้ว เพื่อเพิ่มความถูกต้อง แม่นยำ ลดต้นทุน ลดเวลาในการทำงานที่ซ้ำๆ กัน

ปัจจุบัน ปตท. อยู่ในช่วงการมุ่งสู่การแสวงหาธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งก้าวไปไกลกว่าที่จำกัดอยู่เพียงธุรกิจพลังงาน การที่จะอยู่กับเทคโนโลยีให้ได้ พนักงานก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะแม้เทคโนโลยีหรือคอมพิวเตอร์จะประมวลผลได้รวดเร็วหรือแม่นยำขนาดไหน แต่ก็ยังไม่สามารถทำหน้าที่แทนคนในเรื่องการตัดสินใจ วิเคราะห์ และแปลความหมายได้ทั้งหมด

และการที่จะมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น ล้วนเกิดขึ้นจากความชาญฉลาดของมนุษย์ ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสที่เปิดให้คนของเราได้ใช้ศักยภาพในการวิเคราะห์ลงไปในงานใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ ไม่อยากให้คิดหรือกลัวกันไปว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนแรงงานคน แต่ให้คิดว่า ‘คนต้องรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี’ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดีขึ้นมากกว่า

ปตท. จูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานได้อย่างไร

คนรุ่นใหม่ไม่ได้ตัดสินใจ หรือให้ความสำคัญกับขนาดหรือความใหญ่ขององค์กร แต่พวกเขาต้องการทำงานที่ท้าทาย สนุก ได้มีโอกาสคิดนอกกรอบ สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ มีระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น คล่องแคล่ว รวดเร็ว และบรรยากาศการทำงานที่ดี เราก็กำลังออกแบบกันอยู่ จากวิสัยทัศน์ที่เรากำลังมุ่งสู่การแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ  มีการตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาสักแห่งให้พวกเขาทำงาน ถ้าผลตอบแทนของบริษัทนี้สูง คุณก็ได้ค่าตอบแทนสูงขึ้นตามไปด้วย เราอาจทำเป็นกลุ่มเฉพาะ อย่างเช่น สตาร์ทอัพที่เราทำเองหรือคนที่ทำของใหม่ ให้เขาได้ลุยเลย แล้ววัดกันที่ผลงานและผลตอบแทนก็ต้องดีตามกันด้วย อันนี้ถือว่าตอบโจทย์ทั้งคนรุ่นใหม่และธุรกิจใหม่ๆ ที่เราจะไปในอนาคต

ปตท. ยังมี Employee Happiness Journey เป็นแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลการทำงานของพนักงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานจนถึงวันที่เขาเกษียณ เพื่อดูพัฒนาการของเขาในองค์กรนี้ ช่วยให้ตัวพนักงานได้สำรวจตัวเอง และผู้บังคับบัญชาก็จะเห็นด้วย ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสำหรับการบริหารงาน และข้อมูลสนับสนุนการทำงาน ที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล

พอเข้ามามาทำงาน พวกเขาต้องเรียนรู้องค์กรสักระยะหนึ่ง จากนั้นพอขยับมาเป็นหัวหน้างาน ก็ต้องเรียนรู้เรื่องการจัดการคน ข้อมูลของแต่ละคนจะถูกจัดการแบบเฉพาะตัว (Personalization) เพราะแต่ละคนมีข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ความสามารถต่างกัน เราใช้ข้อมูลช่วยสนับสนุนพนักงานได้ตามความสามารถที่เขามี รวมถึงเติมเต็มสิ่งที่เขาต้องการได้ หรืออย่างบางคนที่มีศักยภาพจะเป็นหัวหน้างานในอนาคต เราจะเห็นว่าเขายังขาดทักษะอะไรบ้าง เราก็ให้เขาไปเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมได้

การทำงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

ต้องทำงานเชิงรุก วันนี้การทำงานของทีมต้องคล่องตัว รวดเร็ว และตอบโจทย์ธุรกิจ ในอนาคต ปตท. จะไม่ใช่แค่บริษัทพลังงาน เราจะทำทั้งยา อาหาร และธุรกิจอื่นๆ ดังนั้น HR ยุคใหม่ต้องเตรียมพร้อมและปรับเปลี่ยนตนเองอยู่ตลอดเวลา มีการทำงานในเชิงรุก กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และต้องมีความรู้ความเข้าใจธุรกิจ HR ต้องมองให้ออกว่าองค์กรกำลังจะทำธุรกิจอะไร และมีอะไรที่เป็น Key Success Factors เกี่ยวกับพนักงานที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จ HR ต้องเป็นคู่คิดให้ธุรกิจได้ ต้องคิดล่วงหน้า และบอกได้ว่าถ้าองค์กรจะเดินไปทางนั้น ควรบริหารจัดการกับคนในองค์กรอย่างไร ถึงจะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีบางหน่วยต้องการคนพูดภาษาจีนได้ ข้อมูลพนักงานต้องพร้อมดึงขึ้นมา เพื่อหาคนที่ต้องการได้โดยเร็ว และอาจให้เขาเริ่มงานอาทิตย์หน้าเลย ต้องเป็นแบบนั้น ช่วงโควิดสองปีที่ผ่านมา เราเปิดธุรกิจใหม่มาเยอะ แต่ไม่ขาดคนเลย เพราะเราหาคนไปเติมได้หมด กระจายคนจากสายงานเดิมมาใส่ก่อน และรับสมัครคนนอกเข้ามาเพิ่มเติม

คน ปตท. ในยุค Next Normal ต้องเข้าออฟฟิศหรือไม่

ปตท. ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้งาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันจากพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบ New normal อาทิ ระบบประชุมออนไลน์ การปรับรูปแบบการเรียนรู้ของพนักงานผ่านห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom) การอบรม Online / E-Learning  การจัดเก็บข้อมูลใน One Drive (Cloud system) เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ตาม

รูปแบบการทำงานต้องปรับให้เหมาะสมกับธุรกิจ จำนวนคนเราอาจจะเพิ่มในบางธุรกิจที่กำลังเติบโตไปข้างหน้า แต่ไม่ต้องเพิ่มพื้นที่สำนักงานก็ได้ เราคงไม่ได้กลับไปทำงานเหมือนเดิม เพราะว่าตอนนี้มันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว สำคัญคือบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด บางอย่างยังต้องใช้คนก็ใช้ บางอย่างใช้ระบบเข้ามาทำแทนได้

จากการสำรวจความเห็นผู้บริหารและพนักงานต่อรูปแบบการทำงานแบบ New Normal ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้น พ.ศ. 2563 พบว่าผู้บริหารและพนักงานมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การทำงานในรูปแบบนี้ยังคงประสิทธิภาพการทำงานได้ไม่ต่างจากการทำงานในสภาวะปกติ ต้องถือได้ว่า ปตท. ปรับตัวรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

ในฐานะพี่ใหญ่คนหนึ่ง อยากจะบอกอะไรกับน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน

ผมคิดว่าช่วงแรกของการทำงาน เราต้องทำเต็มความสามารถ ต้องเหนื่อยที่สุด เพราะเป็นการเรียนรู้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ผมจะบอกพนักงานเข้าใหม่ว่า สิบปีแรกของคุณจะต้องทำงานหนักมาก เพื่อเติบโตจากฐานความรู้และความสามารถที่มี คนเก่งถ้ามีประสบการณ์ด้วย จะทำให้เขาตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและแม่นยำ เรามีเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเด็กทุนของ ปตท. ให้เวียนไปเรียนรู้แต่ละธุรกิจ พวกเขาก็ทำงานหนักเลยนะ เราให้เขาลงสนามจริงเลย เพื่อให้เขารู้จักลูกค้า ได้เห็นธุรกิจ เพราะพวกเขาจะเป็นคนที่ดูแลองค์กรต่อไปในอนาคต

ผมว่าเรื่องการทำงานขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน ตอนนี้ผมมีความสุขกับงาน ทุกครั้งที่ทำสำเร็จก็ยังมีความภูมิใจ ที่นี่เป็นเหมือนบ้าน เวลาผ่านไปไวมาก จริงๆ ปตท. เป็นองค์กรที่ให้โอกาสทุกคน ซึ่งเราเองก็ต้องคว้าโอกาสนั้นมา พยายามทำผลงานที่ดีเพื่อก้าวและเติบโตไปพร้อมกันกับองค์กร

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load