“ฉันเป็นอะไรก็ได้ และเธอก็เป็นอะไรก็ได้เหมือนกัน”

ในโลกที่คาดหวังให้เราสวมใส่สถานะบางอย่างตลอดเวลา และตัดสินตัวตนเราจากบทบาทนั้น ‘จั๊กกะจิ่งจิ่ง’ คือหนังสือภาพสำหรับเด็กปฐมวัยที่สื่อสารว่า ต่อให้ใครแปะป้ายดูถูก มองเธอด้วยสายตาค่อนขอดไม่เข้าใจ และยัดเยียดความฝันที่ไม่ใช่ตัวตนแท้จริง เธอมีสิทธิ์เลือกเสมอว่าจะเป็นอะไร

นำเสนอผ่านตัวละครหลักในชื่อเดียวกัน ไร้นิยาม ไร้รูปทรง ไร้สีสันตายตัว

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

โปรเจกต์สุดน่ารักที่แฝงเนื้อหาสำคัญไว้ภายในนี้ เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของผู้คนหลากหลาย ทั้ง แหม่ม-วีรพร นิติประภา, Eyedropper Fill, กลุ่มหิ่งห้อยน้อย กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา นิสิตนักศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือเด็ก คนทำสื่อ ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนาม ‘คณะใกล้เที่ยงคืน’

ดูแตกต่างหลากหลาย อายุน้อยสุดในกลุ่มนี้เรียนอยู่ชั้น ม.4 ไล่เรียงไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตมานานกว่าราว 4 เท่า แต่สิ่งเหมือนร่วมกันของกลุ่มคนเหล่านี้คือ มองเห็นความน่าเจ็บปวดของระบบที่บีบบังคับให้ผู้คนต้องเลือกเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่อนุญาตให้เผยตัวตนแท้จริงภายใน ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ทำร้ายใคร แต่เป็นเพราะค่านิยมและความเชื่อเดิมที่ยึดถือกันมา

ห้ามเป็นเพศหลากหลาย ต้องเรียนหรือทำงานอาชีพนี้เท่านั้น ผู้หญิงเป็นแบบนี้ไม่ดี ผู้ชายห้ามอ่อนแอ และอีกสารพัดเรื่อง

ไม่น่าเศร้าหรือ หากโลกอันกว้างใหญ่อิสระเสรีนี้ ไม่มีพื้นที่ให้เด็กทุกคนเติบโตแบบที่ใจอยากเป็น แต่ต้องทนทุกข์ระทมกับความฝันของคนอื่น

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

เมื่อหนังสือเล่มนี้วางแผนจะเผยแพร่สู่สาธารณชน เราจึงชวนตัวแทนของโปรเจกต์นี้ทั้ง แหม่ม, ฟ้า-พัชชา ชัยมงคลทรัพย์ นักวาดภาพประกอบ, จั๊วะ-นันทวัฒน์ จรัสเรืองนิล และ เบสต์ – วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย สองหนุ่มนักสร้างสรรค์จาก Eyedropper Fill ที่มอบชีวิตให้ จั๊กกะจิ่งจิ่ง โลดแล่นบนหน้าหนังสือและแพลตฟอร์มอื่นๆ มาสนทนากันถึงแนวคิดเบื้องหลังผลงานสุดน่ารักที่แฝงความหมายลึกซึ้ง

เมื่อคนเราด่วนตัดสินกันเร็วจากสิ่งที่เห็นชั่ววูบ และช่องว่างระหว่างวัยในสังคมขยายตัวมากขึ้นทุกที จั๊กกะจิ่งจิ่ง อาจเป็นอีกหนึ่งความหวังที่ช่วยให้เข้าใจกัน

ว่าทุกคนล้วนงดงามในแบบตัวเอง และเราเลือกได้เสมอว่าชีวิตนี้จะเป็นอะไร

ภาพ: Eyedropper Fill
01

หนังสือเด็กที่มีแต่คำถาม ไม่มีคำตอบ 

“สิ่งที่พ่อแม่ต้องการทุกวันนี้คือ อยากให้ลูกโตมาเป็นลูกที่ดีของฉัน แต่ไม่ใช่คนที่โตมาเป็นตัวของเขาเอง” แหม่มกล่าวประโยคที่ลูกหลายคนคงพยักหน้าเห็นพ้อง หลายคนอาจจดจำเธอในฐานะนักเขียน แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอคือแม่ผู้เลี้ยงลูกชายด้วยการให้อิสระทางความคิดเสมอมา

ในขณะเดียวกัน เมื่อมองไปรอบตลาด เราจะพบนิทานร้อยพันที่ประเคนบอกข้อเท็จจริงแก่เด็กๆ อย่างตรงไปตรงมา และพร้อมปิดท้ายด้วย ‘เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า’ ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร แต่มีน้อยแหล่งเกินไปหรือเปล่าที่ชวนให้พวกเขาเริ่มใคร่ครวญ ตั้งคำถาม และคิดบทสรุปของตัวเองเป็นตั้งแต่ยังเล็ก

การรวมตัวของคนแวดวงการศึกษาที่เห็นช่องโหว่นี้จึงเกิดขึ้น เริ่มจากคนสองคน ชักชวนกันต่อจนขยายเป็นกลุ่มใหญ่ที่หลากหลายราว 20 ชีวิต เพื่อร่วมส่งสารสำคัญไปยังเด็ก ผู้ปกครอง และคุณครู ด้วยเครื่องมือราคาไม่แพงซึ่งเข้าถึงคนจำนวนมากได้ง่ายอย่างหนังสือภาพ

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

“เราตั้งใจทำหนังสือเล่มนี้ให้เข้าถึงวงกว้าง และส่งไปห้องสมุดโรงเรียนขนาดเล็กในที่ห่างไกล พ่อแม่และเด็กเปิดอ่านจับต้องได้ ถ้าทำแค่ตัวดิจิทัล มันจะกันการเข้าถึงของคนที่ไม่มีเครื่องมือ” หนึ่งในทีมงานเผยแนวคิดเบื้องหลังการเลือกพิมพ์เป็นหนังสือในยุคดิจิทัล

ช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เกิดการนัดหมายทีมครั้งแรก งานนี้ไม่มีหัวหน้า ทุกคนพกความตั้งใจพร้อมมาร่วมมือกันอย่างเท่าเทียม เสนอไอเดียอย่างเปิดเผย ทำให้การประชุมดำเนินไปอย่างรวดเร็วตามวิถีการทำงานสมัยใหม่

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

ภายในครั้งเดียว พวกเขาเคาะคอนเซปต์ว่าหนังสือเล่มนี้จะพูดถึงความหลากหลาย ความเป็นไปได้แบบปราศจากขอบเขตใด

“ความจริงเรื่องนี้สำคัญต่อการพูดถึงตั้งแต่เมื่อสิบถึงยี่สิบปีที่แล้วด้วยซ้ำ เด็กๆ ควรได้รับรู้ความหลากหลายของโลกใบนี้ เห็นและเข้าใจผิวสี เพศ ศาสนา อาหาร วัฒนธรรมที่แตกต่าง ไม่ใช่ถูกบีบบังคับจนไม่เหลือพื้นที่ปลอดภัยให้คิดอะไรเลย ผู้ใหญ่อาจกังวลว่าเด็กจะมีอิสรภาพมากไป แต่ชีวิตจริงเราถูกโลกกำจัดและลิดรอนสิทธิกันมากพอแล้วนะ ถ้าไม่ให้พื้นที่เขาจนพ้นอายุสิบถึงสิบสองขวบ ก็อาจช้าไปแล้ว

“หนังสือเด็กมักมีแต่คำตอบที่ไม่ได้ถูกถาม แต่หนังสือเล่มนี้จะมีแต่คำถาม ไม่มีคำตอบ” คุณแม่วัยใกล้เลข 6 ที่เข้าอกเข้าใจธรรมชาติเด็กยุคใหม่เอ่ย

02

กำเนิดจั๊กกะจิ่งจิ่ง

“เรานึกถึงตัวสไลม์ที่เด็กๆ ชอบเล่นกัน มัน Free Form และ Abstract ที่สุดแล้ว และคิดว่าชื่อก็ควร Abstract ตามไปด้วย สุดท้ายโหวตกันว่าสไลม์ตัวนี้จะชื่อ จั๊กกะจิ่งจิ่ง” ทีมงานเล่าย้อนถึงจุดกำเนิดของตัวละครที่ไม่อาจบ่งบอกรูปทรงหรือตัวตนได้อย่างชัดเจน มาพร้อมกับนามที่ไร้ความหมาย พอแนวคิดเริ่มลงตัว นักวาดภาพประกอบอย่างฟ้าก็รับช่วงออกแบบสร้างสรรค์ให้มีตัวตน

เมื่อพลิกหนังสือดู เราพบจั๊กกะจิ่งจิ่งที่หน้าตาไม่ซ้ำกันเลย

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

“เราออกแบบให้ทุกหน้าดูเยอะและหลากหลาย มีให้เลือกเต็มไปหมด แต่ต้องทำให้ไม่ดูเกลื่อนเกินไป หรืออย่างหน้า ‘ฉันชอบอะไร’ กับ ‘ฉันเกลียดอะไร’ เราออกแบบให้ทั้งสองหน้ามีวัตถุเหมือนกัน แต่หน้าตาต่างเล็กน้อย เป็นการบอกว่าสิ่งที่เราไม่ชอบ อาจน่ารักสำหรับคนอื่นก็ได้ หรือคนเราจะกลัวอะไรก็ได้เหมือนกัน” ฟ้าอธิบายกระบวนการที่แฝงอยู่ พวกเขายังปรึกษาผู้ศึกษาด้านวรรณกรรมเด็ก ทำให้เก็บเกี่ยวรายละเอียดแม้แต่เรื่องสีที่เลือกสรรให้เป็นมิตรต่อสายตาของชาวปฐมวัย รวมถึงมีการแปลภาษาอังกฤษประกอบไว้ในเล่มด้วย

คำถามในแต่ละหน้าดูเผินๆ ไม่ได้ซับซ้อน ให้เลือกเฉดสี (ไม่ได้เป็นเพียงชื่อสีทั่วไปเท่านั้น แต่มีทั้งสีดอกบานชื่น ตะวันตกดิน น้ำทะเล และอื่นๆ) รูปร่าง เครื่องแต่งกาย สถานที่อยู่ สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าสไลม์ตัวนี้ แต่จริงๆ คำถามเหล่านี้ถือเป็นตัวแทนของทางเลือกอันหลากหลายในสังคม เช่น เป็นเพศอะไร นับถือศาสนาอะไร สุดท้ายแล้วพวกเขามีทางเลือก พวกเขาสามารถเป็นผู้ตอบคำถามนี้ได้เอง และโลกนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว

พร้อมกันนั้น ระหว่างทำรูปเล่ม ทีมงานจั๊กกะจิ่งจิ่งพัฒนาเว็บไซต์อินเทอร์แอคทีฟไว้ให้เด็กๆ เข้าไปสร้างตัวละคร เลือกจิ้มสิ่งที่ถูกใจให้จั๊กกะจิ่งจิ่งด้วยตัวเองและแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าทุกคนมีจั๊กกะจิ่งจิ่งของตัวเอง

ลองเข้าไปเล่นแล้ว เชื่อว่าจะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นแต้มใบหน้า หรือหวนนึกถึงวัยเด็กสักขณะแน่นอน

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้
03

โลดแล่นบนท้องถนน

“เราอยากให้มันหลุดออกจากหนังสือไปโลดแล่นอยู่บนพื้นที่จริง” เบสท์และจั๊วะจาก Eyedropper Fill กล่าวถึงความคิดเมื่อได้รับชวนให้เข้าร่วมขบวนนี้ พวกเขาเป็นคนที่ขาดไปไม่ได้เลย หากอยากให้จั๊กกะจิ่งจิ่งทำงานกับความรู้สึกของเด็กๆ จนพวกเขาต้องกระโดดโลดเต้นดีใจ

Eyedropper Fill เป็นบริษัทด้านมัลติมีเดียดีไซน์ที่สร้างปรากฏการณ์ผ่านผลงานศิลปะหลากรูปแบบ รวมถึงการฉายแสงกระทบพื้นที่ (Street Projection) เพื่อสื่อสารเรื่องราว โดยมีงานด้านการศึกษาเป็นแก่นหนึ่งที่อยากขับเคลื่อนเสมอมา

“งานศิลปะหลายชิ้นมักจัดอยู่ภายในหรือคนต้องเดินไปหา แต่เราอยากเปลี่ยนให้ตัวจั๊กกะจิ่งจิ่งเดินทางไปหาคนแทน อยากเห็นว่าพอไปอยู่บนพื้นที่จริงแล้ว คนที่เห็นจะมีปฏิสัมพันธ์กับมันอย่างไร” นักสร้างภาพเคลื่อนไหวให้ตื่นตาตื่นใจเล่า พวกเขาเปลี่ยนจั๊กกะจิ่งจิ่งให้กลายเป็นภาพที่ลอยล่องบนโลกแห่งความเป็นจริง เดินไปฉายตามถนนหนทางต่างๆ

ภาพ: Eyedropper Fill

“ปรากฏว่าเด็กเล่นกันนานเลย พ่อแม่ที่ขายของอยู่ก็บอกว่าลูกชอบมาก เกิดการคุยกัน บางคนบอกว่ารูปร่างจั๊กกะจิ่งจิ่งนี่เหมือนดาวเลย แต่อีกคนเดินมาบอกว่าไม่ นี่มันทุเรียน

“บางคนเห็นจั๊กกะจิ่งจิ่งใส่กระโปรงแล้วบอกว่าเป็นผู้หญิง เราชวนคุยต่อเลยว่า อ้าว ถ้าใส่กางเกงจะถือเป็นผู้ชายได้เลยหรือเปล่า เขาก็คิดแล้วบอกว่าไม่ใช่” ทั้งสองเล่า พวกเขาตกลงกันว่าจะไม่ชี้ชัดคำตอบให้น้องๆ แต่จะตั้งคำถามให้ครุ่นคิดแลกเปลี่ยนกัน

บทสนทนาเหล่านี้ทำให้ทีมจั๊กกะจิ่งจิ่งคิดต่อว่า ในประเทศนี้มีพื้นที่สาธารณะที่เอื้อแก่การเล่นของเด็กเพียงพอแล้วหรือไม่ หากยังไม่เพียงพอด้วยข้อจำกัดที่เป็นอยู่ งานสร้างสรรค์แบบนี้ก็ดูจะช่วยเปิดจินตนาการและความสนุกสนานทดแทนได้อยู่บ้าง รวมถึงทำให้เด็กเริ่มสนใจเทคโนโลยี

“มีน้องถามว่าเราฉายภาพได้อย่างไร ขอเก็บจั๊กกะจิ่งจิ่งไปฉายในรถ เอากลับบ้านไปด้วยได้ไหม” เบสท์เล่าประสบการณ์ที่ได้รับ พร้อมเปิดคลิปวิดีโอที่ถ่ายเด็กๆ เล่นกับเจ้าสไลม์อย่างเพลิดเพลิน

Eyedropper Fill เพิ่งลงพื้นที่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผลตอบรับที่ได้กลับมานี้ถือเป็นการเรียนรู้และเรื่องน่ายินดียิ่งสำหรับทีมงาน

“ตอนแรกเราคิดถึงแค่การตอบโต้กับหนังสือเป็นหลัก พอเห็นการตอบโต้รูปแบบนี้ก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน” ฟ้าประทับใจ เมื่อเห็นตัวละครมีชีวิตขึ้นจริงในความทรงจำของเด็กๆ โดยที่แต่ละคนล้วนมีปฏิสัมพันธ์และให้ความหมายจั๊กกะจิ่งจิ่งแตกต่างกันไป

หลังจากปรากฏการณ์นี้ ทีมจั๊กกะจิ่งจิ่งจึงชวนเพจมนุษย์กรุงเทพฯ มาร่วมขยายผลให้ไปถึงผู้ใหญ่ ด้วยการออกเดินทางไปสนทนากับผู้คนวัยต่างๆ ทำเป็นคอนเทนต์ออนไลน์ พูดคุยว่าจั๊กกะจิ่งจิ่งของพวกเขาเป็นอย่างไร แห้งหายตายจากใจไปแล้วหรือยัง

ถ้าหายไปแล้ว เป็นเพราะอะไรกันหรือ

เราจะนำความเชื่อและสายตาแห่งความหวังนั้นกลับมาหาเราอีกครั้งได้ไหม

04

เรียนรู้ความหลากหลายของกันและกัน

“พี่ปลื้มมาก เป็นการทำงานแบบโลกอนาคต” นักเขียนผู้สะสมประสบการณ์ชีวิตมานานเล่า “แจกจ่ายงานกันรวดเร็วทางออนไลน์ ทำงานด้วยความรู้สึกว่าทุกคนเท่ากัน ไม่ต้องมีท่านประธาน กล้าแย้งแล้วคุยกันดีๆ ไม่บั่นทอน จริงๆ พี่ไม่ค่อยได้ช่วยอะไรเลย มาเรียนจากพวกเขาว่าทำงานกันอย่างไรมากกว่า” 

โดยปกติแล้ว เรามักเห็นความไม่เข้าใจ ความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้นอยู่เสมอในโลกการทำงาน แต่ทีมจั๊กกะจิ่งจิ่งกลับทำงานร่วมกันอย่างไม่ติดขัด และต่างได้เรียนรู้จากกันและกัน

“คงเพราะทุกคนถูกร้อยกันไว้ด้วยจั๊กกะจิ่งจิ่ง” จั๊วะกล่าว “เราไม่ได้คิดว่าทำโปรเจกต์นี้เพราะฉันเป็น Eyedropper Fill กลุ่มคนทำงานหลายคนก็ไม่ได้ต้องการเผยชื่อตัวเอง แต่ทำเพราะอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ให้เห็นว่าตัวละครนี้จะไปถึงไหนได้บ้าง เราเห็นแล้วก็ยินดีทำ”

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

แต่ละคนต่างพกความถนัดของตัวเองมาลงแรงลงใจให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง เช่น ในทีมมีนักเขียนที่ใฝ่ฝันอยากทำห้องสมุดของตัวเอง และมีคลังข้อมูลห้องสมุดในประเทศนี้ เมื่อในทีมคุยกันว่าอยากส่งหนังสือให้ห้องสมุด เนยหยิบยื่นข้อมูลที่เก็บสะสมมาด้วยความหลงใหลให้พวกเขาได้เลยทันที

หรืออย่างเว็บไซต์จั๊กกะจิ่งจิ่งก็เกิดขึ้นจากฝีมือของนักพัฒนาเว็บไซต์ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี แต่ช่ำชองในสิ่งที่ทำอย่างยิ่ง

“เราเติบโตขึ้นมาในสังคมที่ทุกอย่างเป็นแอนะล็อก แต่เด็กรุ่นใหม่เขาเติบโตมากับอีกระบบ ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก คนรุ่นเราจริงๆ อาจจะไม่ทันโลกเองนะ นี่เป็นโลกของอีกรุ่นหนึ่งแล้ว

“ต้องถามว่าทำไมถึงไม่เชื่อพลังของพวกเขาล่ะ” 

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้
05

เธอเป็นใคร

“การบอกให้คนเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเดียวไม่พออยู่แล้ว มันต้องมีการทำงานอื่นๆ ควบคู่กันอีกเยอะ” หนึ่งในทีมงานกล่าวขึ้น เพราะโลกภายนอกมักโหดร้ายกว่าที่เราจินตนาการไว้เมื่อเติบโตขึ้น พลังของจั๊กกะจิ่งจิ่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่มากพอในการสร้างความเข้มแข็งให้เด็กๆ ตลอดชีวิต

ทีมงานเปรยว่าหลังจากนี้อาจผลิตหนังสือการ์ตูนที่ขยายเนื้อหาต่อตามมา หรือเป็นตุ๊กตาที่จับต้องได้ เสมือนมาสคอตที่คนรู้ความหมายทันทีแค่เพียงเห็น เป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์พ่อแม่ยุคใหม่ที่อาจเคยเจ็บปวดจากการถูกกดดันโดยคนรุ่นก่อน และเชื่อว่ารุ่นลูกหลานของพวกเขาไม่ควรถูกกดทับไว้อีกเช่นเคย

“แต่แน่นอนว่าเราควบคุมสังคมภายนอกไม่ได้หรอก สิ่งหนึ่งที่เราหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำงานกับเด็กๆ คือการบอกเขาในเสี้ยวชีวิตหนึ่งว่าคุณเป็นอะไรก็ได้ ถ้าเขาสามารถจดจำเพื่อนชื่อจั๊กกะจิ่งจิ่งนี้ ตั้งแต่วันที่ยังไม่ถูกกรอบไอเดียของสังคมมาจำกัด พอโตขึ้นไปในวันที่เขามีแรงมากขึ้น เราหวังว่าเขาจะเชื่อมั่นตัวเองมากพอเมื่อต้องเผชิญโลก เหมือนซีนหนังซีนหนึ่งที่กระทบความคิดเรามาจนถึงทุกวันนี้”

เมื่อพลิกหนังสือจั๊กกะจิ่งจิ่งถึงหน้าสุดท้าย จะพบหน้ากระดาษเปล่าที่ตั้งใจเว้นว่างไว้ให้แต่งเติมวาดลวดลายจั๊กกะจิ่งจิ่งของตัวเอง

“ฉันคือจั๊กกะจิ่งจิ่ง ฉันคือฉัน ฉันเป็นอะไรก็ได้ เธอก็เป็นอะไรก็ได้เหมือนกัน” ประโยคหน้าก่อนๆ เขียนไว้ให้เปิดกว้างจินตนาการ

“แล้วเธอล่ะเป็นใคร” เราถามขึ้นด้วยความสงสัยในคำตอบของทุกคน

ในห้องนิ่งเงียบไปสักครู่ คำถามนี้จริงๆ อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อค้นหาคำตอบ

“เออ พอโตแล้วคิดเยอะเนอะ มีข้อจำกัดมากมาย ตอนเด็กๆ คงตอบคำถามนี้ได้ง่ายกว่านี้”

“ฉันคือจั๊กกะจิ่งจิ่งไง” เสียงผู้ใหญ่ที่ยังไม่ลืมจั๊กกะจิ่งจิ่งของตัวเองดังขึ้น พร้อมสายตาแห่งความหวัง

แล้วเธอล่ะเป็นใคร

จั๊กกะจิ่งจิ่ง หนังสือภาพเด็กที่บอกสังคมว่าเรามีสิทธิ์เลือกเป็นอะไรก็ได้

สร้างจั๊กกะจิ่งจิ่งในแบบฉบับที่เราเป็นผู้เลือกเอง หรือสั่งซื้อหนังสือภาพ 2 ภาษาให้คนที่รักหรือห้องสมุดและโรงเรียนทั่วประเทศ ในราคาเล่มละ 99 บาทได้ที่เว็บไซต์ : จั๊กกะจิ่งจิ่ง

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

คำว่า ‘หนังสือการ์ตูน’ มักตามมาด้วยความรู้สึกขบขันหรือเรื่องราวสมัยเด็ก แต่นิยามนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราได้อ่านหนังสือปกแดงเล่มหนา ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ โดย นิโคลาส เวร์สแตปเปิน (Nicolas Verstappen) ซึ่งแม้ว่าหนังสือเล่มนี้พึ่งออกจากโรงพิมพ์มาไม่นาน เรากลับได้ยินเสียงตอบรับและพูดถึงหนังสือเล่มนี้อย่างล้มหลาม 

วงการศิลปะนั้นตื่นเต้นกับภาพของการ์ตูนเก่าหายากที่ถูกนำมารวบรวมไว้อย่างงดงาม วงการวิชาการให้ความสนใจกับแง่มุมว่าที่เชื่อมโยงการ์ตูนเข้ากับการเมืองไทยและสากล และคนนอกวงการจำนวนไม่น้อยไม่อยากจะเชื่อว่า อาจารย์ฝรั่งจากเบลเยียมคนหนึ่งจะรวบรวมและเขียนข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การ์ตูนไทย ที่แม้แต่คนไทยเองก็ลืมเลือนไปแล้ว

ว่าแล้วเราเลยขอนัดสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่อทำความเข้าใจที่มาที่ไปของทั้งตัวเขาและหนังสือเล่มนี้ให้มากขึ้น นิโคลัสตอบตกลงทันที

ในวันที่เราเจอกัน เขาเซ็นหนังสือให้เราด้วยท่าทีนอบน้อม รอยยิ้มของเขาทำให้เรานึกถึงตัวการ์ตูนสักตัวในความทรงจำ มันทำให้เรารู้สึกอบอุ่นข้างในตั้งแต่แรกเริ่มบทสนทนา

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้แปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ศัพท์บางคำ อาทิ Comics ถูกทับศัพท์หรือแปลด้วยคำไทยที่หลากหลาย เนื่องจาก คำว่า ‘การ์ตูน’ อย่างเดียวนั้น ไม่ครอบคลุมทุกประเทศของสิ่งพิมพ์ ‘คอมมิค’ ที่รวม Zines, Graphic Novels, Manga ไว้ด้วยกัน เป็นต้น 

เริ่มเล่าให้ฟังหน่อยว่าชีวิตที่บรัสเซลส์เป็นยังไงบ้าง

 “ผมเกิดและโตที่บรัสเซลส์ ผมเลือกเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะที่ Université Libre de Bruxelles จากนั้นต่อปริญญาโทด้านภาพยนตร์ อันที่จริงผมรักคอมมิคมาตลอด แต่ตอนนั้นยังไม่มีการศึกษาระดับสูงด้านนี้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ระหว่างการเรียนจิตรกรรมและภาพยนตร์นั้น ทำให้ผมมีพื้นฐานเพื่อศึกษาด้วยตัวเองไม่มากก็น้อย

“ในวันที่ผมส่งวิทยานิพนธ์เสร็จ ผมตัดสินใจแวะไปร้านขายหนังสือการ์ตูนร้านโปรดเพื่อคลายเครียด ปรากฏว่าพอเปิดประตูเข้าไปปุ๊บ เจ้าของร้านถามผมว่าอยากมาทำงานช่วงฤดูร้อนที่นั่นไหม เขาต้องการคนช่วยอยู่พอดี แล้วบังเอิญว่าผมเป็นลูกค้าขาประจำคนแรกที่เดินเข้าร้านในวันนั้น แน่นอนว่าผมตอบตกลง และจับพลัดจับผลูทำงานที่นั้นต่อมาถึงสิบห้าปี มันเป็นงานในฝันของผมเลย ผมสามารถเข้าถึงคอมมิคทุกชนิดที่ถูกพิมพ์จากทั่วโลก ตั้งแต่มังงะจากญี่ปุ่น การ์ตูนจากอาร์เจนตินา ซีนทางเลือกจากแถบสแกนดิเนเวีย ฯลฯ และอ่านฟรีด้วย!”

จากนั้นเส้นทางบนถนนวงการการ์ตูนของเขาก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ นิโคลัสเริ่มทำสิ่งพิมพ์ของตัวเองกว่าสามสิบฉบับ เป็นการรวบรวมบทสัมภาษณ์นักเขียนการ์ตูนคนโปรดของเขาจากทั่วทุกมุมโลก

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

“ผมตั้งชื่อมันว่า XeroXed และแจกฟรีให้กับลูกค้าที่ซื้อหนังสือโดยนักเขียนคนนั้นๆ ในร้าน บทสัมภาษณ์ของผมส่วนมากมักจะเกี่ยวกับนิยายภาพ ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์หรือปมบาดแผลในใจ” 

มีลูกค้าประจำคนหนึ่งที่เป็นจิตแพทย์ถึงกับเชิญเขาไปพูดในวงเสวนาหลายแห่ง จนในที่สุดนิโคลัสก็จัดงานเสวนาขึ้นมาเองในหัวข้อ ‘การ์ตูนในฐานะเครื่องสื่อสารสำหรับอาการเนื่องจากบาดแผลทางจิตใจ’ (Comics as a Language of Symptoms of Psychic Trauma) แถมเขายังจัดรายการวิทยุเดือนละครั้งกับทีม Radio Grandpapier และจัดแสดงผลงานของนักเขียนมากหน้าหลายตาเป็นนิทรรศการในร้านด้วย อาทิ งานออริจินัลของ David Lloyd 

“คนที่วาด V for Vendetta ไงล่ะ!” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

 “ด้วยวุฒิการศึกษาของผม ผมอาจจะหางานที่ ‘มีเกียรติ’ กว่านี้ได้ แต่ผมไม่เคยนึกเสียดายเลยนะ ผมรักที่จะแนะนำนักสือการ์ตูนให้กับคนที่เข้ามาในร้าน ได้พบเจอและเป็นเพื่อนกับศิลปิน ได้ใช้เวลาหลายปีพัฒนาตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญจากการศึกษาหนังสือคอมมิคเป็นพันๆ เล่ม มันทำให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนของคนคอเดียวกัน ที่มองเห็นว่าการ์ตูนเป็นสิ่งลึกซึ้ง เป็นศิลปะแขนงหนึ่งในการแสดงออกของความเป็นมนุษย์“

ถ้าย้อนไปอีกนิด อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเริ่มชอบหนังสือการ์ตูนตั้งแต่เด็ก

นิโคลัสหยุดคิดสักครู่ก่อนตอบ “น่าจะเริ่มจากกระดาษนะ ผมไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ตั้งแต่เด็กจนทุกวันนี้ ผมจะล้อมรอบตัวเองไปด้วยกระดาษและหนังสือเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย มันเป็นเซฟโซนของผมก็ว่าได้

“ความรู้สึกของเนื้อกระดาษบนนิ้วมือ กลิ่นของหนังสือเก่า น้ำหนักของรูปเล่ม ผมเรียนรู้ธรรมชาติผ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่มีภาพประกอบ ตอนอายุประมาณเก้าขวบ ผมตกหลุมรักกับหนังสือภาพว่าด้วยอารยธรรมโบราณ (La Vie Privée des Hommes) ซึ่งมีภาพประกอบโดย ปีแยร์ โจเบิร์ต (Pierre Joubert) และหนังสือการ์ตูนชื่อ Yakari: The Secret of Little Thunder โดย Job and Derib ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างมืดมน บางครั้งถึงขั้นโหดร้าย แต่ผมก็ไม่รู้สึกกลัวหรือตะขิดตะขวงนะ

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

“ผมเป็นเด็กอ่อนโยน และต้องเรียนรู้บทเรียนที่เจ็บปวด ว่าโลกใบนี้ทำร้ายเราได้อย่างสาหัส หนังสือการ์ตูนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผมเข้าใจเรื่องนี้ ในจังหวะของผมเองอย่างช้าๆ จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่ง ไม่มีดนตรีประกอบน่ากลัว ไม่มีการโผล่ออกมาให้ตกใจตัวโยนเหมือนเวลาดูหนัง อีกทั้งภาพวาดของหนังสือการ์ตูนก็ช่วยตรึงจินตนาการของผมไว้บางส่วน มันไม่เตลิดไปในความมืด เหมือนเวลาที่ผมอ่านแค่ตัวหนังสือของวรรณกรรม

“หนังสือการ์ตูน ตั้งแต่นั้นจวบจนทุกวันนี้ เลยเป็นสมดุลที่เพอร์เฟกต์ระหว่างสิ่งที่ถูกวาดให้เห็นในช่อง และสิ่งที่ถูกละไว้สำหรับจินตนาการในความว่างระหว่างช่อง การ์ตูนอาจจะไม่เล่าเรื่องที่หดหู่เท่ากับการเล่านิทานสมัยก่อน ที่สอนเด็กๆ ว่าชีวิตอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเที่ยงตรงอยู่เสมอ แต่ก็ยังเป็นวิธีส่งต่อเรื่องเล่าของพื้นถิ่น นักวาดการ์ตูนคือผู้เล่าเรื่องรอบกองไฟของยุคสมัยนี้ 

“ด้วยการ์ตูนและนิยายภาพอย่าง Batman: The Dark Knight Returns ของ แฟรงก์ มิลเลอร์ (Frank Miller), Arkham Asylum ของ แกรนต์ มอร์ริสัน (Grant Morrison) และ เดฟ แมคคีน (Dave McKean), Maus ของ อาร์ต สปีเกลแมน (Art Spiegelman), Dogs and Water ของ แอนเดอส์ นิลเซน (Anders Nilsen), The Man Without Talent ของ โยชิฮารุ สึเกะ (Yoshiharu Tsuge), หรือ Daddy’s Girl ของ เดบบี เดร็คสเลอร์ (Debbie Drechsler) หนังสือเหล่านี้ล้วนช่วยให้ผมเข้าใจ หรืออย่างน้อยก็ได้เผชิญหน้ากับมุมมืดที่สุดของความเป็นมนุษย์”

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

ในไทย คำว่า ‘หนังสือการ์ตูน’ มักถูกสงวนไว้สำหรับเด็ก ซึ่งต่างลิบลับกับประสบการณ์ที่คุณเล่ามา 

“ผมว่าไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ประเทศส่วนใหญ่เลยล่ะที่มองว่าคอมมิคหรือหนังสือการ์ตูน มีไว้ให้เด็กๆ อ่านเล่นเวลาว่าง ซึ่งมาจากหลายเหตุผล เหตุผลแรก ถ้าให้ผมเดานะ มาจากสังคมตะวันตกที่หมกมุ่นอยู่กับอักขระ พวกเขาเชื่อว่า ในวัยเด็กเราจะมองภาพก่อน จากนั้นเป็นภาพที่มีข้อเขียนประกอบ จากนั้นพัฒนาเป็นการอ่านหนังสือภาพ และในที่สุดก็จะอ่านหนังสือที่ไม่มีภาพได้ 

“การที่คนเราจะมี ‘อารยะ’ หรือ ‘การศึกษา’ จะต้องทิ้งหนังสือภาพไปเสีย ในหัวพวกเขา ภาพประกอบทำหน้าที่เป็นหมือนล้อขาไถสำหรับจักรยานเด็ก ต้องเอาออกไปเมื่อเขาขี่ได้แข็งแล้ว อันนี้น่าจะมาจากความคิดยุคเรเนสซองส์ที่ศิลปินตัดสินใจห้ามผสมภาพและตัวอักษรเข้าด้วยกัน (ศาสตร์แต่ละแขนงต้องบริสุทธิ์และเป็นเอกเทศ) ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นในยุคกลางเป็นเรื่องปกติมาก 

“จากนั้นมา แนวคิดนี้เหมือนจะแพร่หลายไปทั่วโลก การผสมข้อเขียนและภาพเข้าด้วยกันอย่างในคอมมิคกลายเป็นเรื่องศิลปะด้อยค่า ชั้นต่ำ แต่ไม่ใช่สำหรับสังคมมุสลิมหรือประเทศแถบทวีปเอเชียอย่างญี่ปุ่น รวมถึงเบลเยียม อาจจะเพราะเป็นทางแพร่งระหว่างวัฒนธรรมละตินและวัฒนธรรมโบราณ (Germanic Culture) 

“กล่าวคือ เราไม่หมกมุ่นกับ ‘ศิลปะชั้นสูง’ เหมือนประเทศแทบยุโรปอื่นๆ เราเป็นเหมือน ‘หม้อซุป’ ที่เป็นแรงบันดาลใจของการผสมผสานแบบเหนือจริงให้ศิลปินอย่าง เรอเน มากริต (René Magritte)” นิโคลัสตั้งข้อสังเกต 

“เราผสมสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ ข้อเขียนกับภาพก็ด้วย โดยไม่ไปตีกรอบมันว่าเป็นของชั้นต่ำหรือสำหรับเด็กเท่านั้น จะเห็นว่าในวงการของเบลเยียมมีงาน อย่าง The Adventures of Tintin โดย แอร์เฌ (Hergé) หรือ The Smurfs โดย เปโย (Peyo) อีกทั้งนักเขียนท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จอีกมาก และปู่ย่าของผมก็อ่านสิ่งเหล่านี้ เขาส่งต่อให้รุ่นพ่อแม่ผม และพ่อแม่ก็ส่งต่อมาให้ผม มันเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของเราไปแล้ว

  “ตรงนี้ผมว่าคล้ายกับเมืองไทยนะ เพราะที่นี่อยู่ตรงเส้นตัดของวัฒนธรรมจีน ชวา และอินเดีย ชาติพันธุ์ ‘ไท’ มีการผสมกับชาวมอญและเขมรในศตวรรษที่ผ่านๆ มา พื้นที่ตรงนี้จึงมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมอย่างมาก จนมาถึงศตวรรษที่ 20 รัฐบาลพยายามสร้างมาตรการเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของชาติไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับแค่บางกลุ่มนี่แหละ ตั้งแต่ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว ไปจนถึงผ้าผะเหวด 

“เราจะเห็นว่าชาวสยามเล่าเรื่องด้วยภาพเสมอ แม้แต่รัชกาลที่ 5 ก็ทรงเขียนการ์ตูนและสนับสนุนการเผยแพร่ศิลปะแขนงนี้ สมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีการ์ตูนตีพิมพ์ในสื่ออย่าง ดุสิตสมิต การเขียนการ์ตูนถูกมองว่าเป็นศิลปะที่สำคัญมาจนถึงช่วงปี 70 ซึ่งที่นี่เคยมีศิลปินอย่าง เหม เวชกร หรือ ประยูร จรรยาวงษ์ มีผู้อ่านส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ที่สนใจชั้นเชิงในการเล่าเรื่องของพวกเขา เสียดายที่สังคมกลับไปให้นิยมขนบธรรมเนียม การสร้างพลเมืองชนชั้นกลาง ไปจนถึงการศึกษาแบบสูตรสำเร็จ และความพยายามกลับไปสู่ ‘รากเหง้า’ ของวัฒนธรรมชั้นสูงในวัง 

“ทั้งหมดนี้ทำให้การ์ตูนถูกละทิ้ง และถูกโทษว่าเป็นสิ่งสร้างพฤติกรรมที่ไม่ดีงามสำหรับเด็ก คล้ายกับที่เกิดขึ้นที่หลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งอเมริกาด้วย”

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics

แล้วทำไมคุณถึงย้ายมาเมืองไทย

“หลังจากสิบห้าปีที่ผมทำงานในร้านหนังสือการ์ตูนกับภรรยาของผม ตลาดของมันเปลี่ยนไปและถึงจุดอิ่มตัว หนังสือการ์ตูนและนิยายภาพถูกพิมพ์ในจำนวนมหาศาล เกินความต้องการผู้อ่าน เราขนกล่องเข้าออกร้านตลอด จนไม่มีเวลาพูดคุยหรือแนะนำผู้อ่าน เราสองคนเลยตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เราเคยมาประเทศไทยแล้วตอนพักร้อน จึงตกหลุมรักทั้งประเทศและผู้คนที่นี่” นิโคลัสยิ้ม

“เมื่อย้ายมาแล้ว ผมก็นึกถึงการสอนมากขึ้นเรื่อยๆ เลยร่อนใบสมัครไปที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแล้วก็ได้สอนที่นี่มาตลอด” ถึงตรงนี้ เนื่องจากเรารู้สึกว่าเรากำลังนั่งในห้องเรียนวิชาคอมมิค จากนี้ไปจะขอเปลี่ยนสรรพนามของเขาเป็น ‘อาจารย์นิค’ แทน 

เริ่มทำหนังสือ ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ ได้อย่างไร

“ช่วงปีแรกที่สอนที่คณะ ผมถูกขอให้ทำงานวิจัยวิชาการ เนื่องจาก จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยมาก ผมเริ่มจากการไปคลุกคลีกับวงการการ์ตูนกระแสรอง เพราะผมมีโอกาสได้รู้จักกับศิลปินนักวาดการ์ตูนอย่าง สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ทำให้ผมสนใจการพัฒนาของวงการนี้ในช่วงยี่สิบห้าปีที่ผ่านมา จากนั้นทางคณะได้ขอให้ผมสำรวจงานที่เก่ากว่านั้นด้วย ก่อนจะโยงมาถึงรูปแบบของการ์ตูนในปัจจุบัน 

“บอกตามตรงว่าตอนแรกผมคาดว่ามันคงไม่ยากนัก เพราะการ์ตูนไทยเท่าที่เห็นมีจำนวนจำกัด แต่เอาเข้าจริง ผมค้นพบว่ามีช่องโหว่อยู่ในประวัติศาตร์ของการ์ตูนไทย ในช่วงศตวรรษที่ 20 การ์ตูนและนิยายภาพเคยเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ถูกกลืนไปด้วยการเข้ามายึดตลาดโดยการ์ตูนญี่ปุ่น ผมประหลาดใจมากกับสิ่งนี้ และตัดสินใจทุ่มเทการทำวิจัย เพื่อค้นหาข้อมูลจากแต่ละยุคที่หายไปของการ์ตูนไทยในอดีต

“หนึ่งปีผ่านไป ผมได้รู้จักกับ ซาราห์ รูเนย์ (Sarah Rooney) เธอเป็นบรรณาธิการอยู่ที่สำนักพิมพ์ River Books หลังจากที่เธอมาฟังงานเสวนาที่ผมจัดที่คณะ เธอทาบทามให้ผมแปรงานวิจัยเป็นรูปเล่มหนังสือกับสำนักพิมพ์ของเธอ

“ผมตอบตกลง เพราะนึกว่ามันคงใช้เวลาไม่นาน แต่ผมคิดผิด ทุกๆ ครั้งที่ผมเจออะไรบางอย่าง มันเปิดประตูไปสู่ศิลปินชั้นครู และงานชิ้นสำคัญที่โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ระหว่างทาง การตามหาการ์ตูนที่สูญหายก็ใช้เวลามาก เพราะมันกระจัดกระจายไปหมด กว่าจะได้ภาพสแกนที่ชัดเจนของแต่ละเล่ม ผมต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ต้องค้นหาทั้งในตลาดและออนไลน์ เพื่อจะได้การ์ตูนทุกๆ เล่มที่เป็นตัวแทนเส้นประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1907 มาจนถึงปัจจุบัน”

เรียนประวัติการ์ตูนไทยกับ Nicolas Verstappen อาจารย์เบลเยียมผู้เชี่ยวชาญเรื่อง Comics
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

ช่วยเล่าเกี่ยวกับการสืบเสาะการ์ตูนเก่าหายากให้เราฟังหน่อย คุณหาของเหล่านี้เจอได้ยังไง ทั้งๆ ที่คุณเองพูดภาษาไทยก็ไม่คล่อง

“อย่างที่คุณว่า น่าเศร้าที่ภาษาไทยผมยังไม่เอาถ่าน แต่ผมก็ไปลงคอร์สเรียนให้พออ่านและเขียนภาษาไทยพื้นฐานได้นะ สำหรับบทความ ผมเรียนคำศัพท์ที่เกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนและสิ่งพิมพ์ พอที่จะกวาดตาอ่านและหาย่อหน้าที่ผมสนใจได้ ผมสามารถหาบันทึกวันเดือนปีและชื่อนักเขียนได้ (สังเกตพวกตัวการันต์หรือตัวอักษรแปลกๆ เอาน่ะ) 

“และถ้าไม่แน่ใจ ผมก็จะถามคุณเบิร์ด ผู้ช่วยของผมให้ช่วยคอนเฟิร์มรายละเอียดต่างๆ หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ และถ้ามันน่าสนใจจริงๆ ผมจะส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยแปล เพื่อจะได้ถอดคำต่างๆ อย่างสมบูรณ์ที่สุด แต่ถ้าเป็นพวกหนังสือการ์ตูน ลำดับและภาษาภาพของมันจะช่วยผมอยู่แล้ว จะว่าไป ผมว่าภาษาที่ผมเชี่ยวชาญที่สุดคือ ‘ภาษาการ์ตูน’ อันนี้เชี่ยวชาญกว่าภาษาฝรั่งเศสที่ผมพูดด้วยซ้ำ โดยรวมลักษณะไวยากรณ์ และความเป็นกวีของภาพ อีกทั้งโครงสร้างและการวาดซ้ำสัญญะที่ส่งสารอย่างชัดเจน ไม่ว่าผู้วาดจะมีสไตล์ส่วนตัวหรือไม่ก็ตาม”

อาจารย์นิคบอกว่า เขาเป็นเพื่อนกับคนขายการ์ตูนมือสอง “เขาจะรู้ว่าผมกำลังตามหาอะไร วันหนึ่งเขาเจอการ์ตูนช่องที่ถูกตัดออกจากหนังสือพิมพ์ในช่วง ค.ศ. 1930 กว่าพันชิ้น! ปรากฏว่าเป็นผลงานของนักวาดระดับตำนานอย่าง จำนงค์ รอดอริห์” 

นอกจากนี้เขายังอยู่ในกลุ่มนักสะสมการ์ตูนเก่าในเฟซบุ๊กหลายกลุ่ม เมื่อสมาชิกในกลุ่มเหล่านั้นเห็นว่าเขามีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์และศึกษาสิ่งนี้อย่างจริงจัง พวกเขาก็ช่วยเหลืออาจารย์ด้วยเช่นกัน

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

“สำหรับศิลปินนักวาดการ์ตูนร่วมสมัย ผมพยายามไปงานเปิดนิทรรศการ หรือร่วมกิจกรรมต่างๆ ของพวกเขาให้ได้มากที่สุด เกิดเป็นมิตรภาพที่สานต่อกันไปเรื่อยๆ ศิลปินไทยจะดีใจมากเมื่อมีคนมาเห็นความสำคัญในสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ โดยเฉพาะนักวิชาการต่างชาติ เพราะเหมือนว่าพวกเขาจะได้รับการยอมรับน้อยเหลือเกินจากสังคมและภาครัฐที่นี่”

ขณะที่อาจารย์นิคเปิดพลิกหน้าหนังสือของเขาให้ดู เราสังเกตเห็นว่า ในเส้นเวลาที่ร้อยเรียงประวัติและยุคสมัยของการ์ตูนไทยไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผู้เขียนได้สอดแทรกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างการ์ตูนไทยกับการ์ตูนตะวันตกไว้พอสมควร โดยเฉพาะจากประเทศเบลเยียม

“อย่างที่ผมเกริ่นไปว่า เบลเยียมเป็นเหมือนจุดตัดของหลายวัฒนธรรม ถ้าจะดูตัวอย่างชัดๆ ศิลปินอย่าง Hergé ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากลายเส้นของศิลปินอเมริกัน มันทำให้เขาสร้างผลงานชื่อดัง The Adventures of Tintin ขึ้นมาใน ค.ศ. 1929 แต่สไตล์ของเขาพัฒนาขึ้นอีกขั้น เมื่อเขาได้เจอกับนักศึกษาชาวจีนที่บรัสเซลส์ ผู้สอนเขาเกี่ยวกับศิลปะตะวันออกและปรัชญาที่ว่า ‘แต่ละองค์ประกอบล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน’ 

“เมื่อเขาผสมลายเส้นแบบอเมริกันและวาดทุกๆ รายละเอียดด้วยความใส่ใจที่เท่าเทียมกัน เขาจึงได้สไตล์เส้นที่เรียบง่ายและทรงพลัง สร้างเป็นโลกที่ซับซ้อน และในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงหากันและกัน”

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

“ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ใน ค.ศ. 1932 สวัสดิ์ จุฑะรพ ก็ทำสิ่งที่คล้ายกัน นั่นคือเขาเอาลายเส้นแบบอเมริกันจาก Popeye ของ อี.ซี.เซการ์​ (E.C.Segar) มาใช้ แต่ก็ให้ความสำคัญกับทุกๆ องค์ประกอบในภาพตั้งแต่ตัวละครจวบจนพื้นหลัง ทั้ง Hergé และ สวัสดิ์ ผสานโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างเสรี เนื่องจากพวกเขาเป็นส่วนหนังของสังคมพหุวัฒนธรรม” 

อาจารย์นิคโยงให้เราคิดถึงเส้นขนานระหว่างการ์ตูนไทยและสากลอีกหลายตัวอย่าง อาทิ งานที่ว่าด้วยศาสนาและปรัชญาพุทธของ เหม เวชกร สะท้อนกับงานที่ว่าด้วยศาสนาและปรัชญาคริสต์ของ Jijé ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการในประเทศของตน หรือ เรื่อง JOE the SEA-CRET Agent ของ สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ที่ได้แรงบันดาลใจอย่างมากจาก Akira โดย คัตสึฮิโระ โอโตโมะ (Katsuhiro Otomo) ฯลฯ

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

 “ตอนที่ผมเซ็นสัญญา ตกลงกับสำนักพิมพ์ไว้ว่าหนังสือจะมีความยาวประมาณสองร้อยหน้า แต่สุดท้ายปาไปสองร้อยแปดสิบแปดหน้า ซึ่งผมตัดอะไรได้ไม่เลยจริงๆ มันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรวบรวมการ์ตูนไทยด้วยนิยามที่เปิดกว้าง หนังสือขำขันอย่าง ขายหัวเราะ ก็สำคัญ เช่นเดียวกับการ์ตูนเล่มละบาท หรือเหล่า Zine เชิงทดลอง และการ์ตูนโจมตีคอมมิวนิสต์ที่ถูกตีพิมพ์โดยฝั่งอเมริกันช่วงสงคราม ทั้งหมดล้วนเล่าเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับบทบาททางสังคมของศิลปะชนิดนี้ในประเทศไทย

“กรอบเดียวที่ผมจำกัดตัวเองไว้คือ เลือกเฉพาะการ์ตูนที่ถูกพิมพ์ออกมาเท่านั้น (จึงไม่มีพวกการ์ตูนออน์ไลน์) ผมก็สงสารกองบรรณาธิการเล่มเหมือนกันนะ ที่ต้นฉบับมันยืดยาวขึ้นทุกเดือนๆ” อาจารย์นิคหัวเราะ เขาบอกว่าสุดท้ายหนังสือเล่มนี้ใช้เวลา 6 ปีในการเขียนและเรียบเรียงจนสมบูรณ์

 มองย้อนกลับไป คุณเรียนรู้อะไรบ้างระหว่างทางของการทำหนังสือเล่มนี้

“โอ้โห เยอะมากเลย เนื่องจากหนังสือการ์ตูนไทยนั้นเป็นจุดตัดของหลากหลายศาสตร์ (งานออกแบบ ละคร กวีนิพนธ์ วรรณกรรม การเมือง ความเชื่อ ฯลฯ) ทำให้ผมต้องศึกษาเยอะมากเกี่ยวกับหลายแง่มุมของวัฒนธรรมที่นี่ แต่ถ้าให้เลือกสิ่งที่อะเมซิ่งมากที่ผมค้นพบคือ ‘การ์ตูน ลิเก’ โดย ประยูร จรรยาวงษ์ มันทำให้ผมต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับโรงละครลิเกและประเพณีที่ผู้ชมมีส่วนร่วมไปกับนักแสดงบนเวทีได้ แถมบ่อยครั้งยังสอดแทรกข้อคิดทางสังคมและการเมืองเข้าไปในละครด้วย ซึ่ง ประยูรผนวกการเล่นละครนี้เข้ากับสื่อของหนังสือการ์ตูนอย่างชาญฉลาด 

“การ์ตูนของเขามีเส้นเรื่องที่ซ้อนทับกันหลายเส้น บางทีตัวเอกลิเกก็จะเล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านของตัวเอง จนเขาถูกดึงกลับมาเล่าเรื่องบนเวทีด้วยเสียงร้องของผู้ชม ทุกๆ สามสี่หน้าเราจะกระโดดไปมาระหว่างหลังม่านและหน้าม่าน วิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ผมไม่เคยพบเจอที่ไหนในโลกในยุคนั้น เรียกได้ว่า ประยูร จรรยาวงษ์ เป็นอัจฉริยะด้านการเล่าเรื่องผ่านการ์ตูนอันดับต้นๆ ของโลกตอนนั้น แต่คนรู้จักเขาน้อยมากทั้งในไทยและต่างประเทศ นี่แค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นนะ” 

แล้วถ้ามองไปข้างหน้า คุณคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะต่อยอดวงการการ์ตูนหรือการรับรู้ของคนเกี่ยวกับวงการนี้อย่างไรในอนาคต

“นอกเหนือการค้นคว้าในฐานะงานวิจัย ปณิธานตั้งต้นของผม คือการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม (Belonging) หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ทำขึ้นเพื่อนักเขียนการ์ตูนรุ่นนี้ ซึ่งอาจจะไม่รู้ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และความรุ่มรวยของวงการการ์ตูนที่มีคุณภาพในเมืองไทยตลอดศตวรรษที่ผ่านมา พวกเขาทำงานในวงการที่ถูกมองว่าด้อยค่า ทำเป็นกลุ่มเล็กๆ แยกจากกัน 

“ผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะสร้างความเป็นปึกแผ่น และเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ สร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจ เพื่อจะยอมรับหรือต่อยอดประเพณีและแนวคิดที่เคยผ่านมา” อาจารย์นิคกล่าว 

“ถ้าเรารู้รากเหง้าว่าเรามากจากไหน มันจะง่ายขึ้นที่จะเข้าใจจุดยืนของเราในปัจจุบันและทิศทางในอนาคต แน่นอนว่ามีเรื่องของความสนใจจากต่างชาติด้วย (หนังสือเล่มนี้พิมพ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ) ผมหวังว่านักเขียนชั้นครูของเมืองไทยจะได้การยอมรับที่พวกเขาคู่ควร อีกทั้งรัฐบาลจะหันมาให้ค่ากับหนังสือการตูนในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม และมีงบสนับสนุนคนในวงการนี้ 

“ผมหวังว่านักวาดการ์ตูนจะได้มีพื้นที่ในงานศิลปะระดับชาติ หวังว่านักวิชาการในเมืองไทยจะหันมาศึกษาประวัติศาสตร์การ์ตูนไทยในหลากหลายแง่มุมมากขึ้น ใช่แล้ว ผมหวังโน่นนี่เยอะเลยล่ะ” อาจารย์นิคหัวเราะ 

“แต่สุดท้าย ผมคงไม่ริอาจบอกว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอก ผมเป็นแค่แขกคนหนึ่งในประเทศของคุณ สำหรับผม หนังสือเล่มนี้ก็เหมือนบานประตู คุณจะเปิดมันและก้าวไปต่อหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

เมื่อจบบทสนทนากับเรา อาจารย์นิคปิดหน้าสุดท้ายหนังสือ แต่เรารู้สึกว่าเรื่องราวของเขากับวงการการ์ตูนไทยพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น

เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย
เข้าคลาส ‘การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์’ กับอาจารย์นิค-นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ชาวเบลเยียมที่ใช้เวลา 6 ปีค้นคว้าและเขียนประวัติการ์ตูนไทย

 ขอบคุณสถานที่ นิทรรศการ ‘ไอ้ผีเล่มละบาท’ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน

และ ภาพบางส่วนจาก นิโคลาส เวร์สแตปเปิน, มูลนิธิประยูร จรรยาวงษ์

หนังสือ การ์ตูนไทย ศิลปะ และประวัติศาสตร์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ River Books วางขายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อได้ทาง Facebook : River Books

Writer

โอ๊ต มณเฑียร

ศิลปินวาดรูปนู้ด แม่มด คนรักพิพิธภัณฑ์ และนักเขียนหนังสือ 'London Scene' กับ 'Paris Souvenir'

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load