“พี่นิลไม่คิดจะสะสมอะไรเลยหรือครับ”

“ไม่ มันไร้สาระนะ จะมีอะไร จะสะสมอะไร มันก็ไม่ดับทุกข์เราได้หรอก”

พี่นิล หรือฤษีนิล หรือนิลพัท ตอบคำถามผมแบบชกปลายคาง สมแล้วที่ใครแถวนี้เรียกพี่นิลว่า ฤษี เกือบ 20 ปีแล้วที่ชายหนุ่มวัยกลางคนเดินทางกลับจากการทำงานในเมืองหลวง ไม่มีรถกระบะติดมือมา ไม่มีเงินก้อนติดมือมา มีแต่ความแน่วแน่และความมั่นใจว่าวิถีชีวิตรับจ้างหารายได้ไปวันๆ แบบนั้นไม่เหมาะกับตนเองแน่ ข่าวการแบ่งปันที่ดินของครอบครัวทำให้ฤษีนิลคิดว่าน่าจะพอได้ที่ทางมาทำการเกษตรในแบบที่ตนเองคิดบ้าง แต่เมื่อกลับมาเผชิญความจริงถึงพบว่าที่ดินที่ตนเองได้รับมานั้นกันดารจนอย่าว่าแต่จะปลูกข้าวเลย ปลูกผักหญ้าอย่างอื่นก็ดูจะล้มเหลวเสียแล้ว

“แต่บางคนเขาก็สะสมไว้ให้คนรุ่นหลังนะพี่ เช่นหนังสือเอาไปทำห้องสมุด ของเก่าเอาไปทำพิพิธภัณฑ์ อะไรทำนองนั้น” ผมยังไม่หยุดแย้งพี่นิล

“อันนั้นก็เป็นเจตนาดี แต่มันก็ทำให้เราทุกข์อยู่ดี เกิดทำไม่สำเร็จ เราก็สะสมไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเสียที มันก็ต้องรู้จักการประมาณตน แบบไหนที่พอสำหรับเรา เราจัดการได้ ดูแลได้ ชีวิตแบบนั้นล่ะไม่มีทุกข์ หรือถึงมี ก็มีน้อยเต็มที”

ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เพิ่งหยิบอ่านไม่นานมานี้ ผู้เขียนเป็นชาวญี่ปุ่นนาม ฟุมิโอะ ซาซากิ (Fumio Sasaki) ที่พึงใจในลัทธิ Minimalism (หรือลัทธิน้อยนิยม ตามคำแปลของ มุกหอม วงษ์เทศ ซึ่งตรงตัว) อันเป็นลัทธิที่ถือว่าการมีสิ่งของเท่าที่จำเป็นจะทำให้ชีวิตมนุษย์มีเสรีภาพมากขึ้น มีอิสรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะจากการลุ่มหลงในการบริโภคแบบไม่ลืมหูลืมตา ชาว Minimalist มักมีห้องที่โล่งกว้าง มีข้าวของน้อยชิ้น ใช้ชีวิตอย่างเป็นระบบ พวกเขาพึงใจกับอากาศบริสุทธิ์ ที่ว่างที่สว่างไสว สิ่งของที่ใช้อย่างมั่นใจ

ฟุมิโอะ ซาซากิ เขียนหนังสือที่ชื่อว่า Goodbye, Things หรือ ‘อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป’ ซึ่งขายดีมากในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของสิ่งใหม่ออกสู่ท้องตลาดแทบทุกวัน เหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2011 ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ลัทธิ Minimalism เติบโต การต้องเริ่มต้นสร้างชีวิตขึ้นใหม่จากซากปรักหักพังทำให้หลายคนพบว่าแค่สิ่งของที่จำเป็นเพียงไม่กี่ชิ้น มนุษย์เราก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แล้ว

แน่นอนว่าหนังสือของ ฟุมิโอะ ซาซากิ ไม่เคยเดินทางมาถึงบ้านกลางนาเดื่อที่โพนนาแก้ว ไม่เคยผ่านตาพี่นิล หรือฤษีนิล ลัทธิเซนที่ฟุมิโอะ ซาซากิ ยึดถือเป็นพื้นฐานแห่งการเป็นมนุษย์นิยมความมักน้อย ไม่เคยถูกถ่ายทอดให้พี่นิล ทุกอย่างที่พี่นิลนำมาปฏิบัติมาจากการเรียนรู้สมัยเป็นเณรที่เรียกว่านักธรรมเท่านั้นเอง

ฟุมิโอะ ซาซากิ มีเสื้ออยู่ 4 ตัว แต่พี่นิลมีเสื้อราว 9 ตัว 8 ตัวอยู่บนราวแขวนที่ทำจากไม้สัก 4 ตัวนั้นเป็นเสื้อแบบที่เราเรียกกันว่าเสื้อช็อป เป็นเสื้อที่ช่าง นักเรียนช่าง หรือคนที่ทำงานด้านช่าง ใส่กัน (อกเสื้อมีกระเป๋า 2 ข้าง ชายเสื้อมีกระเป๋าอีก 2 เหมาะมากกับการทำงานที่ต้องพกพาเครื่องมือ หย่อนเครื่องมือไปตามกระเป๋าต่างๆ อย่างไรก็เพียงพอแน่) ส่วนอีก 4 ตัวนั้นเป็นเสื้อที่ใส่สำหรับกิจกรรมอื่น 3 ตัวคงใช้ใส่ไปทำจับจ่ายสิ่งของหรือทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้าน (ซึ่งพี่นิลออกไปน้อยเต็มที) อีกตัวนั้นเป็นเสื้อลายดอกซึ่งผมเดาว่าคงใช้ใส่ในช่วงสงกรานต์ และผมเดาถูก

“หลานสาวเขาซื้อมาให้ เขาบอกว่าใส่วันรดน้ำขอพรช่วงสงกรานต์ มันจะได้เข้ากับคนอื่นหน่อย แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ไปร่วมงานกับเขาหรอกนะ เสียเวลาทำงาน เอาเวลาไปปลูกต้นไม้ดีกว่า”

ผมจับเสื้อของพี่นิลแต่ละตัวที่อยู่บนราวแขวน เว้นแต่เสื้อลายดอกตัวนั้น ทุกตัวแสดงให้เห็นถึงการใช้งานอย่างหนักหน่วง แต่กระนั้นมันก็คงความสะอาดอ้านในแบบที่เราใช้คำว่า ‘สะอาดจนคุณรู้สึกได้’ ตรงส่วนที่เคยเป็นป้ายชื่อของผู้เป็นเจ้าของเดิม พี่นิลเอาป้ายออกและเย็บด้ายสีน้ำเงินทับร่องรอยเหล่านั้น เป็นสไตล์ใหม่ที่ชวนให้แปลกตา แต่กระบวนการดูแลเสื้อทั้งหลายยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ที่ราวแขวนเราจะพบกับการบากร่องเล็กๆ บนราวเพื่อให้ขอเกี่ยวของไม้แขวนเสื้อลงร่องพอดีและไม่เลื่อนไปมา แน่นอนระยะห่างระหว่างร่องสม่ำเสมอและทำให้เสื้อแต่ละตัวเหมือนการเข้าแถวของทหารที่ยื่นมือแตะบ่าคนข้างหน้าเป็นระยะที่พอดี

“คนเราไม่จำเป็นต้องมีข้าวของในชีวิตมากนักหรอก มีน้อยชิ้นแต่ดูแลเขาอย่างดี ใช้สอยเขาอย่างเคารพ อย่างระมัดระวังก็เพียงพอแล้ว”

“พี่นิลบากร่องไม้ให้เป็นระยะนี่จะได้แขวนเป็นระเบียบใช่ไหม”

“ไม่ใช่” ครานี้คำตอบพี่นิลพลิกความคาดหมายของผม

“ถ้าเราไม่บากร่องไว้ เวลาลมพัด เสื้อมันจะไปกองที่ด้านใดด้านหนึ่ง และถ้าไม่ดูแลตรงที่เสื้อกองทับกันนี่ โอกาสที่แมลงมันจะมาทำรังหรือคาบเศษไม้อะไรมาจะสูง ไม่ช้า เสื้อก็จะเสียหายหมด”

ปรัชญาว่าด้วยน้อยแต่มากหรือน้อยนิยมหรือ Minimalist ตามรูปแบบของพี่นิลนำมาประจักษ์ให้ผมเห็นอีกครั้ง

“ทำไมพี่นิลถึงคิดว่าการเรียนนักธรรมมันส่งผลต่อชีวิตพี่มากขนาดนี้”

“เราไม่เคยเรียนอะไรสูงเลย” พี่นิลตอบ “เรียนจริงจังก็นักธรรมนี่แหละ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก สำหรับผมแล้วเหมือนจบปริญญาชั้นสูงสุดเลย ใช้ชีวิตในเมืองหลวงจะมีปัญหาขนาดไหน คนอื่นเงินไม่พอใช้ ทะเลาะเบาะแว้ง เป็นหนี้เป็นสิน เราไม่เคยเป็น ดูมันไป ตามกิเลสที่ว่าจะโลภ จะโกรธ จะหลง จะอยาก ก็พยายามเข้าใจมัน ตอนเรากลับมาคนอื่นเขาก็คิดว่าเราคงอยู่ไม่ได้แล้ว ที่ดินมันมีแต่หินแข็งๆ จะปลูกอะไรได้

“ยิ่งคนมาจากเมืองหลวงเจออะไรแบบนี้เข้าไปก็คงกลับ แต่เราตัดสินใจแล้วว่าไม่กลับ ไม่มีอะไรถาวร ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราก็เริ่มทำกระต๊อบ ทำครัว และถากดินไปเรื่อยๆ เจอก้อนหินเราก็ขนมาทำรั้ว ทำแนวกันไฟ เริ่มปลูกต้นไม้ ปลูกมันทุกอย่าง อะไรที่เขาว่าปลูกไม่ได้เราก็ลองว่ามันจริงไหม สุดท้ายมันก็ปลูกได้ทุกอย่าง แต่ว่ามันจะออกดอกออกผลไหมก็ขึ้นอยู่กับอากาศด้วย นั่นต้นแอปเปิ้ล หลานๆ เอามากิน เราขอเม็ดมาปลูก ขึ้นเป็นเถาเลย แต่ไม่ออกลูกหรอกนะ” พี่นิลหัวเราะ

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ เจ้าของร้านกาแฟดริปที่ดงมะไฟผู้ที่เป็นเหมือนมัคคุเทศก์นำทางผมมาพบพี่นิลยืนยันในสิ่งนี้ เขาเล่าว่า สมัยที่เขาทำงานพัฒนากับชุมชน ผักหวานเป็นต้นไม้ที่ปลูกยากปลูกเย็นในแถบนี้ มีคนบอกว่าให้ไปหาฤษีนิลสิ แกปลูกผักหวานได้งาม เขาก็ไม่เชื่อ ขอดูด้วยตาตนเอง “เดินตัดไร่ตัดนาเขามา หลงแล้วหลงอีก ถามทางเขามาเรื่อยๆ พอมาถึง ผักแกงามจริง และแกเป็นฤษีจริงๆ ตามที่ชาวบ้านเขาตั้งให้”

คำว่าฤษีในดินแดนแถบนี้ไม่ได้มีความหมายเชิงศาสนธรรมอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงคนที่ปลีกตนเองออกจากชุมชนด้วย มีชีวิตที่โดดเดี่ยว ยิ่งพี่นิลไม่มีครอบครัวด้วยแล้ว ภาพของชายใส่เสื้อช็อปทำงานในไร่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นยิ่งตอกย้ำสมญานามที่ว่านี้

“แล้วพี่นิลกินอะไรนี่ในแต่ละวัน” ผมเหลียวมองไปรอบๆ ผักสารพัดผัก ผลไม้จำนวนมาก น่าจะประกอบอาหารได้หลากหลายแบบ เอาเฉพาะผลไม้ที่ให้ความเปรี้ยว พี่นิลมีมะนาวหลายสายพันธุ์ เสาวรส มะตูม ถ้าเราถือว่าของปรุงรสชั้นดีคือความเปรี้ยว ที่นี่คือครัวที่พร้อมสำหรับการทดลองด้านอาหารอย่างยิ่ง

“ปลากระป๋อง” ยิปซีบอก “พี่นิลกินแต่ปลากระป๋อง ไม่รู้ชอบอะไรนักหนา มาทีไรก็กินแต่ปลากระป๋อง”

คำตอบของยิปซีทำให้พี่นิลหัวเราะออกมา “มันง่ายนะ เรากินพอให้มีแรง ดัดแปลงไป เก็บก็ง่าย หลายยี่ห้อด้วย”

พี่นิลก่อกองไฟด้วยลำไผ่ “กินน้ำมะตูมกันก่อน” ในขณะที่ผมหยิบปลากระป๋องที่วางเรียงกันอยู่บนชั้นในครัว ทุกอย่างในเรือน 2 หลังของพี่นิลคือเรือนนอนและเรือนครัวเป็นระเบียบอย่างยิ่ง ไม่มีฝุ่นผง ไม่มีหยากไย่ จานชามถูกคว่ำอย่างเป็นระเบียบ พี่นิลล้างจานด้วยใยมะพร้าว แม้จะใช้นำยาล้างจานแต่ไม่ได้ล้างแบบขอไปที ผมดูพี่นิลล้างแก้วที่จะใช้ใส่น้ำมะตูมให้เรารอบแล้วรอบเล่า ถ้าวัตรปฏิบัติของฤษีคือการเคลื่อนที่อย่างจดจ่อในทุกสิ่งที่ตนเองกระทำ พี่นิลก็แสดงมันออกมาด้วยความสุขแทบในทุกการกระทำนั้นๆ จานชามที่ถูกล้างแล้วจะถูกซ้อนเข้าไปข้างล่างสุดเพื่อที่ใบข้างบนจะถูกหยิบมาใช้ “คนบางคนล้างจานเสร็จก็วางคว่ำข้างบนเลย ไปๆ มาๆ จานใบข้างล่างไม่เคยถูกใช้เลย มดเข้าไปทำรังเสียหายไปอีก”

น้ำเดือดแล้ว พี่นิลรินน้ำมะตูมจากกาให้พวกเรา ผมหยิบปลากระป๋องขึ้นอีกครั้งก่อนถามว่า “เมนูโปรดของพี่นิลกับปลากระป๋องมีไหมครับ แบ่งปันให้ผมหน่อย”

พี่นิลหัวเราะ “ไม่ได้โปรดหรอก แต่มันทำง่าย อย่าไปทำกินเองเลย มันไม่อร่อยหรอก” อย่างไรก็ตามการปฏิเสธครั้งนี้ของพี่นิลไม่ได้ผล เมื่อเห็นท่าทีคะยั้นคะยอของผม “ตั้งไฟให้เดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พอน้ำเดือด เอาปลากระป๋องใส่ ดอกแค และบวบหอม ฝานเปลือกสักหน่อย พอได้ที่เราก็ยกลง น้ำแกงเราก็กินได้ เนื้อก็ยุ่ยดี เหมาะกับคนฟันไม่แข็งแรงแล้วอย่างผม”

ผมนึกภาพตามกระบวนการที่พี่นิลว่า ถ้าเพิ่มน้ำพริกแกงส้ม มันก็คือแกงส้มนั่นเอง เพียงแต่เราไม่ใส่ข่าหรือตะไคร้ มันเหมือนอาหารข้ามสายพันธ์ุระหว่างต้มยำกับแกง แต่ถ้าคิดว่าเครื่องแกงส้มก็มาจากข่า ตะไคร้ พี่นิลก็เพียงแต่ถอดโครงสร้างมันออกมาและอาศัยน้ำขลุกขลิกในปลากระป๋องเป็นตัวสร้างรสชาติกับสมุนไพรเหล่านั้น

“นั่นคือตอนมีเวลานะ บางทีถ้ากำลังปลูกต้นไม้ติดพัน ผมก็แค่เทปลากระป๋อง บีบมะนาว เอาข้าวเหนียวจิ้ม ก็จบแล้ว 1 มื้อ”

“พี่นิลไม่นึกอยากอะไรเลยหรือ คิดจะมีครอบครัวอีกไหม” พี่นิลส่ายหน้า “ผ่านมาแล้ว รู้หมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ลองใหม่ก็เหมือนเดิม ก็ไม่ต้องไปทำมันซ้ำ หาอย่างอื่นที่มีประโยชน์ทำดีกว่า อะไรที่ตัดได้ก็ตัดไป”

สมัยหนุ่มพี่นิลเคยพบรักที่กรุงเทพฯ ภรรยาลามาคลอดที่บ้านเกิดของเขาที่อุดร กว่าพี่นิลจะลางานตามมาได้ ลูกก็โตแล้ว และเรื่องราวก็จบตรงนั้น สาวเจ้าพบรักอีกครั้งกับหนุ่มในหมู่บ้านและขอลูกไว้เลี้ยงเอง พี่นิลเป็นฝ่ายจากไปกลับเมืองกรุง สิ่งเดียวที่พี่นิลเก็บไว้น่าจะเป็นรูปภาพของลูกชายที่ยังตั้งอยู่ให้เห็นในเรือนนอน

“มนุษย์เราควรแสวงหาอิสรภาพให้มาก มีอะไรอีกหลายอย่างให้ได้เรียนรู้ ให้ได้ทำ การไปเสียเวลากับการสะสมอะไรมากเกินไป มันไร้สาระ มีนั่นก็อยากมีนี่ วุ่นวายไปไม่จบ ผมมาอยู่ที่นี่ 20 ปี สิ่งเดียวที่มีมากขึ้นน่าจะมีแต่ต้นไม้นี่แหละ”

ที่จริงแล้วต้นไม้ของพี่นิลน่าจะเติบโตและมีปริมาณมากกว่านี้หากจะไม่ถูกไฟจากการเผาหญ้าของชาวบ้านเล่นงานเมื่อหลายปีก่อน ยิปซีเล่าว่า ตอนไฟโหมแรงๆ พี่นิลทิ้งที่ตัวเองไปช่วยเพื่อนบ้านที่กำลังโดนไฟเล่นงาน พอกลับมาที่สวนตนเอง ต้นไม้หลายต้นก็มอดไหม้ไปแล้ว “ผมถามพี่นิลว่าทำอย่างไรละพี่ ไฟไหม้หมดแล้ว พี่นิลตอบสั้นๆ ปลูกใหม่

“พี่นิลใช้ทุกอย่างในชีวิตจากหลักสูตรนักธรรมเอกจริงๆ หรือ”ผมถามคำถามนั้นในขณะที่พี่นิลเดินมาส่งพวกเราที่รถ เครื่องมือทำถนนแบบเก่าที่เรียกว่าตีนช้างอันเป็นท่อนไม้และไม้จับวางอยู่บนถนนสายนั้น

“ใช่ มีทุกอย่างในนั้นแหละ มันคำสอนพระพุทธเจ้านะในนั้น มันมีทุกอย่างในนั้นแล้ว”

“พี่นิลไม่คิดจะสะสมอะไรเลยหรือครับ”

“ไม่ มันไร้สาระนะ จะมีอะไร จะสะสมอะไร มันก็ไม่ดับทุกข์เราได้หรอก”

พี่นิล หรือฤษีนิล หรือนิลพัท ตอบคำถามผมแบบชกปลายคาง สมแล้วที่ใครแถวนี้เรียกพี่นิลว่า ฤษี เกือบ 20 ปีแล้วที่ชายหนุ่มวัยกลางคนเดินทางกลับจากการทำงานในเมืองหลวง ไม่มีรถกระบะติดมือมา ไม่มีเงินก้อนติดมือมา มีแต่ความแน่วแน่และความมั่นใจว่าวิถีชีวิตรับจ้างหารายได้ไปวันๆ แบบนั้นไม่เหมาะกับตนเองแน่ ข่าวการแบ่งปันที่ดินของครอบครัวทำให้ฤษีนิลคิดว่าน่าจะพอได้ที่ทางมาทำการเกษตรในแบบที่ตนเองคิดบ้าง แต่เมื่อกลับมาเผชิญความจริงถึงพบว่าที่ดินที่ตนเองได้รับมานั้นกันดารจนอย่าว่าแต่จะปลูกข้าวเลย ปลูกผักหญ้าอย่างอื่นก็ดูจะล้มเหลวเสียแล้ว

“แต่บางคนเขาก็สะสมไว้ให้คนรุ่นหลังนะพี่ เช่นหนังสือเอาไปทำห้องสมุด ของเก่าเอาไปทำพิพิธภัณฑ์ อะไรทำนองนั้น” ผมยังไม่หยุดแย้งพี่นิล

“อันนั้นก็เป็นเจตนาดี แต่มันก็ทำให้เราทุกข์อยู่ดี เกิดทำไม่สำเร็จ เราก็สะสมไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเสียที มันก็ต้องรู้จักการประมาณตน แบบไหนที่พอสำหรับเรา เราจัดการได้ ดูแลได้ ชีวิตแบบนั้นล่ะไม่มีทุกข์ หรือถึงมี ก็มีน้อยเต็มที”

ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เพิ่งหยิบอ่านไม่นานมานี้ ผู้เขียนเป็นชาวญี่ปุ่นนาม ฟุมิโอะ ซาซากิ (Fumio Sasaki) ที่พึงใจในลัทธิ Minimalism (หรือลัทธิน้อยนิยม ตามคำแปลของ มุกหอม วงษ์เทศ ซึ่งตรงตัว) อันเป็นลัทธิที่ถือว่าการมีสิ่งของเท่าที่จำเป็นจะทำให้ชีวิตมนุษย์มีเสรีภาพมากขึ้น มีอิสรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะจากการลุ่มหลงในการบริโภคแบบไม่ลืมหูลืมตา ชาว Minimalist มักมีห้องที่โล่งกว้าง มีข้าวของน้อยชิ้น ใช้ชีวิตอย่างเป็นระบบ พวกเขาพึงใจกับอากาศบริสุทธิ์ ที่ว่างที่สว่างไสว สิ่งของที่ใช้อย่างมั่นใจ

ฟุมิโอะ ซาซากิ เขียนหนังสือที่ชื่อว่า Goodbye, Things หรือ ‘อะไรไม่จำเป็นก็ทิ้งไป’ ซึ่งขายดีมากในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของสิ่งใหม่ออกสู่ท้องตลาดแทบทุกวัน เหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2011 ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ลัทธิ Minimalism เติบโต การต้องเริ่มต้นสร้างชีวิตขึ้นใหม่จากซากปรักหักพังทำให้หลายคนพบว่าแค่สิ่งของที่จำเป็นเพียงไม่กี่ชิ้น มนุษย์เราก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แล้ว

แน่นอนว่าหนังสือของ ฟุมิโอะ ซาซากิ ไม่เคยเดินทางมาถึงบ้านกลางนาเดื่อที่โพนนาแก้ว ไม่เคยผ่านตาพี่นิล หรือฤษีนิล ลัทธิเซนที่ฟุมิโอะ ซาซากิ ยึดถือเป็นพื้นฐานแห่งการเป็นมนุษย์นิยมความมักน้อย ไม่เคยถูกถ่ายทอดให้พี่นิล ทุกอย่างที่พี่นิลนำมาปฏิบัติมาจากการเรียนรู้สมัยเป็นเณรที่เรียกว่านักธรรมเท่านั้นเอง

ฟุมิโอะ ซาซากิ มีเสื้ออยู่ 4 ตัว แต่พี่นิลมีเสื้อราว 9 ตัว 8 ตัวอยู่บนราวแขวนที่ทำจากไม้สัก 4 ตัวนั้นเป็นเสื้อแบบที่เราเรียกกันว่าเสื้อช็อป เป็นเสื้อที่ช่าง นักเรียนช่าง หรือคนที่ทำงานด้านช่าง ใส่กัน (อกเสื้อมีกระเป๋า 2 ข้าง ชายเสื้อมีกระเป๋าอีก 2 เหมาะมากกับการทำงานที่ต้องพกพาเครื่องมือ หย่อนเครื่องมือไปตามกระเป๋าต่างๆ อย่างไรก็เพียงพอแน่) ส่วนอีก 4 ตัวนั้นเป็นเสื้อที่ใส่สำหรับกิจกรรมอื่น 3 ตัวคงใช้ใส่ไปทำจับจ่ายสิ่งของหรือทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้าน (ซึ่งพี่นิลออกไปน้อยเต็มที) อีกตัวนั้นเป็นเสื้อลายดอกซึ่งผมเดาว่าคงใช้ใส่ในช่วงสงกรานต์ และผมเดาถูก

“หลานสาวเขาซื้อมาให้ เขาบอกว่าใส่วันรดน้ำขอพรช่วงสงกรานต์ มันจะได้เข้ากับคนอื่นหน่อย แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ไปร่วมงานกับเขาหรอกนะ เสียเวลาทำงาน เอาเวลาไปปลูกต้นไม้ดีกว่า”

ผมจับเสื้อของพี่นิลแต่ละตัวที่อยู่บนราวแขวน เว้นแต่เสื้อลายดอกตัวนั้น ทุกตัวแสดงให้เห็นถึงการใช้งานอย่างหนักหน่วง แต่กระนั้นมันก็คงความสะอาดอ้านในแบบที่เราใช้คำว่า ‘สะอาดจนคุณรู้สึกได้’ ตรงส่วนที่เคยเป็นป้ายชื่อของผู้เป็นเจ้าของเดิม พี่นิลเอาป้ายออกและเย็บด้ายสีน้ำเงินทับร่องรอยเหล่านั้น เป็นสไตล์ใหม่ที่ชวนให้แปลกตา แต่กระบวนการดูแลเสื้อทั้งหลายยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ที่ราวแขวนเราจะพบกับการบากร่องเล็กๆ บนราวเพื่อให้ขอเกี่ยวของไม้แขวนเสื้อลงร่องพอดีและไม่เลื่อนไปมา แน่นอนระยะห่างระหว่างร่องสม่ำเสมอและทำให้เสื้อแต่ละตัวเหมือนการเข้าแถวของทหารที่ยื่นมือแตะบ่าคนข้างหน้าเป็นระยะที่พอดี

“คนเราไม่จำเป็นต้องมีข้าวของในชีวิตมากนักหรอก มีน้อยชิ้นแต่ดูแลเขาอย่างดี ใช้สอยเขาอย่างเคารพ อย่างระมัดระวังก็เพียงพอแล้ว”

“พี่นิลบากร่องไม้ให้เป็นระยะนี่จะได้แขวนเป็นระเบียบใช่ไหม”

“ไม่ใช่” ครานี้คำตอบพี่นิลพลิกความคาดหมายของผม

“ถ้าเราไม่บากร่องไว้ เวลาลมพัด เสื้อมันจะไปกองที่ด้านใดด้านหนึ่ง และถ้าไม่ดูแลตรงที่เสื้อกองทับกันนี่ โอกาสที่แมลงมันจะมาทำรังหรือคาบเศษไม้อะไรมาจะสูง ไม่ช้า เสื้อก็จะเสียหายหมด”

ปรัชญาว่าด้วยน้อยแต่มากหรือน้อยนิยมหรือ Minimalist ตามรูปแบบของพี่นิลนำมาประจักษ์ให้ผมเห็นอีกครั้ง

“ทำไมพี่นิลถึงคิดว่าการเรียนนักธรรมมันส่งผลต่อชีวิตพี่มากขนาดนี้”

“เราไม่เคยเรียนอะไรสูงเลย” พี่นิลตอบ “เรียนจริงจังก็นักธรรมนี่แหละ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก สำหรับผมแล้วเหมือนจบปริญญาชั้นสูงสุดเลย ใช้ชีวิตในเมืองหลวงจะมีปัญหาขนาดไหน คนอื่นเงินไม่พอใช้ ทะเลาะเบาะแว้ง เป็นหนี้เป็นสิน เราไม่เคยเป็น ดูมันไป ตามกิเลสที่ว่าจะโลภ จะโกรธ จะหลง จะอยาก ก็พยายามเข้าใจมัน ตอนเรากลับมาคนอื่นเขาก็คิดว่าเราคงอยู่ไม่ได้แล้ว ที่ดินมันมีแต่หินแข็งๆ จะปลูกอะไรได้

“ยิ่งคนมาจากเมืองหลวงเจออะไรแบบนี้เข้าไปก็คงกลับ แต่เราตัดสินใจแล้วว่าไม่กลับ ไม่มีอะไรถาวร ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราก็เริ่มทำกระต๊อบ ทำครัว และถากดินไปเรื่อยๆ เจอก้อนหินเราก็ขนมาทำรั้ว ทำแนวกันไฟ เริ่มปลูกต้นไม้ ปลูกมันทุกอย่าง อะไรที่เขาว่าปลูกไม่ได้เราก็ลองว่ามันจริงไหม สุดท้ายมันก็ปลูกได้ทุกอย่าง แต่ว่ามันจะออกดอกออกผลไหมก็ขึ้นอยู่กับอากาศด้วย นั่นต้นแอปเปิ้ล หลานๆ เอามากิน เราขอเม็ดมาปลูก ขึ้นเป็นเถาเลย แต่ไม่ออกลูกหรอกนะ” พี่นิลหัวเราะ

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ เจ้าของร้านกาแฟดริปที่ดงมะไฟผู้ที่เป็นเหมือนมัคคุเทศก์นำทางผมมาพบพี่นิลยืนยันในสิ่งนี้ เขาเล่าว่า สมัยที่เขาทำงานพัฒนากับชุมชน ผักหวานเป็นต้นไม้ที่ปลูกยากปลูกเย็นในแถบนี้ มีคนบอกว่าให้ไปหาฤษีนิลสิ แกปลูกผักหวานได้งาม เขาก็ไม่เชื่อ ขอดูด้วยตาตนเอง “เดินตัดไร่ตัดนาเขามา หลงแล้วหลงอีก ถามทางเขามาเรื่อยๆ พอมาถึง ผักแกงามจริง และแกเป็นฤษีจริงๆ ตามที่ชาวบ้านเขาตั้งให้”

คำว่าฤษีในดินแดนแถบนี้ไม่ได้มีความหมายเชิงศาสนธรรมอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงคนที่ปลีกตนเองออกจากชุมชนด้วย มีชีวิตที่โดดเดี่ยว ยิ่งพี่นิลไม่มีครอบครัวด้วยแล้ว ภาพของชายใส่เสื้อช็อปทำงานในไร่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นยิ่งตอกย้ำสมญานามที่ว่านี้

“แล้วพี่นิลกินอะไรนี่ในแต่ละวัน” ผมเหลียวมองไปรอบๆ ผักสารพัดผัก ผลไม้จำนวนมาก น่าจะประกอบอาหารได้หลากหลายแบบ เอาเฉพาะผลไม้ที่ให้ความเปรี้ยว พี่นิลมีมะนาวหลายสายพันธุ์ เสาวรส มะตูม ถ้าเราถือว่าของปรุงรสชั้นดีคือความเปรี้ยว ที่นี่คือครัวที่พร้อมสำหรับการทดลองด้านอาหารอย่างยิ่ง

“ปลากระป๋อง” ยิปซีบอก “พี่นิลกินแต่ปลากระป๋อง ไม่รู้ชอบอะไรนักหนา มาทีไรก็กินแต่ปลากระป๋อง”

คำตอบของยิปซีทำให้พี่นิลหัวเราะออกมา “มันง่ายนะ เรากินพอให้มีแรง ดัดแปลงไป เก็บก็ง่าย หลายยี่ห้อด้วย”

พี่นิลก่อกองไฟด้วยลำไผ่ “กินน้ำมะตูมกันก่อน” ในขณะที่ผมหยิบปลากระป๋องที่วางเรียงกันอยู่บนชั้นในครัว ทุกอย่างในเรือน 2 หลังของพี่นิลคือเรือนนอนและเรือนครัวเป็นระเบียบอย่างยิ่ง ไม่มีฝุ่นผง ไม่มีหยากไย่ จานชามถูกคว่ำอย่างเป็นระเบียบ พี่นิลล้างจานด้วยใยมะพร้าว แม้จะใช้นำยาล้างจานแต่ไม่ได้ล้างแบบขอไปที ผมดูพี่นิลล้างแก้วที่จะใช้ใส่น้ำมะตูมให้เรารอบแล้วรอบเล่า ถ้าวัตรปฏิบัติของฤษีคือการเคลื่อนที่อย่างจดจ่อในทุกสิ่งที่ตนเองกระทำ พี่นิลก็แสดงมันออกมาด้วยความสุขแทบในทุกการกระทำนั้นๆ จานชามที่ถูกล้างแล้วจะถูกซ้อนเข้าไปข้างล่างสุดเพื่อที่ใบข้างบนจะถูกหยิบมาใช้ “คนบางคนล้างจานเสร็จก็วางคว่ำข้างบนเลย ไปๆ มาๆ จานใบข้างล่างไม่เคยถูกใช้เลย มดเข้าไปทำรังเสียหายไปอีก”

น้ำเดือดแล้ว พี่นิลรินน้ำมะตูมจากกาให้พวกเรา ผมหยิบปลากระป๋องขึ้นอีกครั้งก่อนถามว่า “เมนูโปรดของพี่นิลกับปลากระป๋องมีไหมครับ แบ่งปันให้ผมหน่อย”

พี่นิลหัวเราะ “ไม่ได้โปรดหรอก แต่มันทำง่าย อย่าไปทำกินเองเลย มันไม่อร่อยหรอก” อย่างไรก็ตามการปฏิเสธครั้งนี้ของพี่นิลไม่ได้ผล เมื่อเห็นท่าทีคะยั้นคะยอของผม “ตั้งไฟให้เดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พอน้ำเดือด เอาปลากระป๋องใส่ ดอกแค และบวบหอม ฝานเปลือกสักหน่อย พอได้ที่เราก็ยกลง น้ำแกงเราก็กินได้ เนื้อก็ยุ่ยดี เหมาะกับคนฟันไม่แข็งแรงแล้วอย่างผม”

ผมนึกภาพตามกระบวนการที่พี่นิลว่า ถ้าเพิ่มน้ำพริกแกงส้ม มันก็คือแกงส้มนั่นเอง เพียงแต่เราไม่ใส่ข่าหรือตะไคร้ มันเหมือนอาหารข้ามสายพันธ์ุระหว่างต้มยำกับแกง แต่ถ้าคิดว่าเครื่องแกงส้มก็มาจากข่า ตะไคร้ พี่นิลก็เพียงแต่ถอดโครงสร้างมันออกมาและอาศัยน้ำขลุกขลิกในปลากระป๋องเป็นตัวสร้างรสชาติกับสมุนไพรเหล่านั้น

“นั่นคือตอนมีเวลานะ บางทีถ้ากำลังปลูกต้นไม้ติดพัน ผมก็แค่เทปลากระป๋อง บีบมะนาว เอาข้าวเหนียวจิ้ม ก็จบแล้ว 1 มื้อ”

“พี่นิลไม่นึกอยากอะไรเลยหรือ คิดจะมีครอบครัวอีกไหม” พี่นิลส่ายหน้า “ผ่านมาแล้ว รู้หมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ลองใหม่ก็เหมือนเดิม ก็ไม่ต้องไปทำมันซ้ำ หาอย่างอื่นที่มีประโยชน์ทำดีกว่า อะไรที่ตัดได้ก็ตัดไป”

สมัยหนุ่มพี่นิลเคยพบรักที่กรุงเทพฯ ภรรยาลามาคลอดที่บ้านเกิดของเขาที่อุดร กว่าพี่นิลจะลางานตามมาได้ ลูกก็โตแล้ว และเรื่องราวก็จบตรงนั้น สาวเจ้าพบรักอีกครั้งกับหนุ่มในหมู่บ้านและขอลูกไว้เลี้ยงเอง พี่นิลเป็นฝ่ายจากไปกลับเมืองกรุง สิ่งเดียวที่พี่นิลเก็บไว้น่าจะเป็นรูปภาพของลูกชายที่ยังตั้งอยู่ให้เห็นในเรือนนอน

“มนุษย์เราควรแสวงหาอิสรภาพให้มาก มีอะไรอีกหลายอย่างให้ได้เรียนรู้ ให้ได้ทำ การไปเสียเวลากับการสะสมอะไรมากเกินไป มันไร้สาระ มีนั่นก็อยากมีนี่ วุ่นวายไปไม่จบ ผมมาอยู่ที่นี่ 20 ปี สิ่งเดียวที่มีมากขึ้นน่าจะมีแต่ต้นไม้นี่แหละ”

ที่จริงแล้วต้นไม้ของพี่นิลน่าจะเติบโตและมีปริมาณมากกว่านี้หากจะไม่ถูกไฟจากการเผาหญ้าของชาวบ้านเล่นงานเมื่อหลายปีก่อน ยิปซีเล่าว่า ตอนไฟโหมแรงๆ พี่นิลทิ้งที่ตัวเองไปช่วยเพื่อนบ้านที่กำลังโดนไฟเล่นงาน พอกลับมาที่สวนตนเอง ต้นไม้หลายต้นก็มอดไหม้ไปแล้ว “ผมถามพี่นิลว่าทำอย่างไรละพี่ ไฟไหม้หมดแล้ว พี่นิลตอบสั้นๆ ปลูกใหม่

“พี่นิลใช้ทุกอย่างในชีวิตจากหลักสูตรนักธรรมเอกจริงๆ หรือ”ผมถามคำถามนั้นในขณะที่พี่นิลเดินมาส่งพวกเราที่รถ เครื่องมือทำถนนแบบเก่าที่เรียกว่าตีนช้างอันเป็นท่อนไม้และไม้จับวางอยู่บนถนนสายนั้น

“ใช่ มีทุกอย่างในนั้นแหละ มันคำสอนพระพุทธเจ้านะในนั้น มันมีทุกอย่างในนั้นแล้ว”

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

อีสานคลาสสิก

สำรวจอาหารอีสานผ่านวัฒนธรรม ประเพณี และศิลปะท้องถิ่น กับ อนุสรณ์ อนุสรณ์ ติปยานนท์

ชามสีขาวขนาดย่อมถูกทยอยนำออกมาจากพื้นที่เก่าเก็บของมันทีละใบ ผมเฝ้ามองกระบวนการกลับคืนมามีชีวิตของมันอย่างตั้งใจ ชามแต่ละใบถูกผู้คนในบริเวณนั้นทำความสะอาด เริ่มจากการล้างน้ำขจัดฝุ่นผง ลงน้ำยาล้างจาน ขัดถูจนขึ้นเงาและเช็ดให้แห้ง มองในด้านหนึ่งมันแทบไม่ต่างจากการนำงานศิลปะล้ำค่าออกจากห้องนิรภัยในพิพิธภัณฑ์ใหญ่เพื่อทำการจัดแสดงให้สาธารณชนได้ประจักษ์ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ทุกกิจกรรมเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่แน่นอน

ความแตกต่างมีเพียงว่าผู้ชมงานศิลปะในที่นี้มีแต่เพียงชาวบ้านในบริเวณวัดป่าศรีอุดร บ้านนาเวียงน้อย ที่มีจำนวนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นเอง

การลำเลียงชามเป็นจุดเริ่มต้นของงาน ส่วนจุดสิ้นสุดของพิธีกรรมในวันนี้ยังอีกยาวไกล

คนที่ตื่นเช้าที่สุดในวันสุดท้ายของงานบุญผะเหวด หรืองานเทศน์ 13 กัณฑ์จากเวสสันดรชาดก ไม่ใช่ภิกษุที่ทำหน้าที่ขึ้นธรรมมาสน์สวดกัณฑ์เทศน์ หากแต่เป็นเหล่าแม่ครัวที่ต้องตระเตรียมสำหรับมื้อเช้าหรือจังหัน

งานบุญผะเหวด

พวกเขาเข้าที่วัดป่าศรีอุดรตั้งแต่เวลาตี 3 ชามกระเบื้องตราไก่ที่อายุมากกว่าผมและใครทุกคนในที่นี้ (ว่ากันว่าบางใบมีอายุนับร้อยปี) ซึ่งถูกเก็บไว้ใช้เฉพาะงานพิธีกรรมสำคัญถูกเรียงอย่างเป็นระเบียบ เตาถ่าน 4 เตาถูกติดรอพร้อมสำหรับการปรุงอาหาร หากชามเหล่านั้นมีโอกาสอวดโฉมไม่บ่อยครั้งนัก การรวมตัวของเหล่าแม่ครัวในบริเวณนี้ก็เช่นกัน พวกเขามาพบกันในที่นี่แห่งนี้เพียงปีละ 2 ถึง 3 ครั้งเป็นอย่างมาก บางคนมีงานประจำอยุู่ที่เมืองหลวงและต้องลางานเดินทางไกลมา บางคนเป็นข้าราชการครูที่ต้องจัดสรรภาระการสอนเพื่อวันนี้ บางคนมีเรือกสวนไร่นาที่ต้องฝากผู้อื่นดูแล

งานบุญขนาดใหญ่เช่นนี้เรียกร้องการรวมตัวของพวกเขาไม่ต่างเสียงเรียกร้องให้รวมตัวทีมกู้โลกแบบ Avengers ในภาพยนตร์ยอดนิยม ทุกคนปรากฏตัว ทักทายกัน ก่อนจะพากันแบ่งงานกันทำ แบ่งรายการอาหารที่รับผิดชอบ แบ่งหน้าที่ทั้งประสานงาน จัดหาวัตถุดิบ ดูแลภาชนะและจำนวนอาหารให้เพียงพอกับจำนวนคน ทั้งหมดนี้ดำเนินไปภายใต้แสงนีออนและแสงจันทร์

อาหารชุดแรกสำเร็จเสร็จสิ้นในช่วงตี 5 กว่าๆ ก่อนฟ้าสาง เป็นแกงเขียวหวานไก่หม้อใหญ่ที่จัดลงชามพร้อมกับขนมจีนเส้นสีขาวสะอาด แม่อร หัวหน้าคนครัวหรือเชฟใหญ่ในที่นั่นบอกผมว่า เมื่อก่อนนั้นขนมจีนหรือเส้นข้าวปุ้นจะบีบเส้นกันสดๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อย แต่ปัจจุบันการทำเช่นนั้นก่อให้เกิดความยุ่งยากทั้งการโม่แป้งและการต้มน้ำลวกเส้นซึ่งจะเปลืองกำลังคนขึ้นอีก ทางออกจึงลงเอยด้วยการใช้เส้นขนมจีนสำเร็จรูป

ดังนั้น ความยุ่งยากที่เหลือจึงไปอยู่ที่การทำแกงเขียวหวานแทน ไก่ที่ใช้ต้องเป็นไก่บ้านที่มีเนื้อแน่น กะทิที่ใช้จะต้องเป็นกะทิที่หาได้จากบริเวณนี้ทั้งรับบริจาคมาและทั้งไปซื้อหาเอาจากที่ตลาด เครื่องขูดกะทิไฟฟ้าที่นี่เก่าแก่ไม่น้อยแม้ว่าจะไม่เก่าถึงขนาดชามแกงก็ตาม มันเป็นก้านยาวสีดำที่พอเดาออกได้ว่าอาจเคยเป็นเพลาของรถอะไรมาก่อน ปลายเพลาติดตั้งลูกกลมที่มีหนาม ผู้ขูดซึ่งเป็นแม่ครัวคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านจะใช้กะลากะทิวนไปรอบๆ ลูกกลมนั้น ความง่วงเหงาหาวนอนจะมีขึ้นไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจพลาดไปให้เครื่องกินเลือดกินเนื้อจากมือ

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

กะทิที่ว่านี้จะถูกนำไปคั้นเพื่อใช้แกงและที่เหลือจะเตรียมไปผสมกับข้าวทิพย์ซึ่งเป็นขนมที่หากินได้เฉพาะงานบุญ

ความเชื่อที่ว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุของผู้กินถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกัน

บางเสียงอ้างว่าการต่ออายุไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับโอกาสที่จะได้ใช้ข้าวใหม่ทำเส้นแป้งอันเป็นการอวดศักดิ์ศรีของนาข้าวในบริเวณนั้นไปกลายๆ ดังมีคำกล่าวว่า “กินข้าวปุ้น บุญมหาชาติ” ดังมีคำเรียกงานบุญผะเหวดอีกอย่างว่า บุญข้าวปุ้น ส่วนบรรดาผู้ที่อ้างว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุก็อ้างตามความเชื่อที่ได้รับมาหลังการเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ แล้วหวนกลับมาบ้านเกิด

วัฒนธรรมการกินเส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นขนมจีน มักเกิดในงานมงคลของคนจีน ดังนั้น การกินขนมจีนน่าจะมาจากเรื่องราวที่ว่านี้เอง เพราะกลุ่มแม่ครัวที่เคยเป็นแรงงานพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ มีจำนวนไม่น้อย

แม่อรก็เป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น 2 รอบกับชีวิตในกรุงเทพฯ ก่อนจะถึงวัย 40 ปีปลายๆ รอบแรกทำงานเป็นลูกจ้างร้านขนมแถวปทุมวัน ก่อนจะโยกย้ายไปประจำร้านอาหารตามสั่ง อยู่บริเวณนั้นหลายปี จากร้านสู่ร้าน นับตั้งแต่สลัดกระโปรงนักเรียนชั้นประถมปลาย ก่อนจะตัดสินใจกลับมาพักที่บ้านและได้พบรักกับหนุ่มในหมู่บ้าน ชักชวนกันกลับไปแสวงโชคในเมืองอีกครา ครานี้ตัดสินใจทำงานเป็นแม่บ้านประจำบ้านคหบดีท่านหนึ่งที่งานเบาสบายกว่าเดิม

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ประสบการณ์การทำงานร้านอาหารหลายปีทำให้แม่อรรับหน้าที่ทั้งแม่ครัวและแม่บ้านในบ้านหลังนั้น ชีวิตดีขึ้น มีที่พักโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า มีอาหารครบ 3 มื้อ แม้จะต้องทนแยกกับคนรัก แต่การเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจมากกว่า อยู่กรุงเทพฯ ครานี้อีกหลายปีและกลับมาอีกครั้งในวัย 30 ปลายและไม่จากไปไหนอีกเลย ทำไร่ ทำนา ปลูกบ้านที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงตนเอง จนตอนนี้กลายเป็นบุคคลสำคัญในทุกงานสาธารณะประจำหมู่บ้าน

ว่ากันว่าหลายคนมุ่งหวังที่จะเห็นแม่อรสวมบทผู้ใหญ่บ้านซึ่งน่าจะเป็นจริงในไม่นานนี้

อาหารสำหรับจังหันถูกเตรียมใส่ถาดสังกะสีลายดอกไม้ นั่นคือกิจกรรมด้านล่าง ในขณะที่กิจกรรมด้านบนของศาลาการเปรียญไม้มีเสียงอาราธนาศีลก่อนการการขึ้นธรรมาสน์ของพระรูปแรก กัณฑ์ผะเหวดเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ โดยเริ่มจากการเทศน์สังกาดอันเป็นการเทศนาเล่าเรื่องของอายุพุทธศาสนาหรือพุทธกาลตั้งแต่ต้นจนอวสาน ก่อนจะตามด้วยทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์เทศน์กัณฑ์แรก ทศพรกัณฑ์นั้นเป็นกัณฑ์ที่เล่าถึงพร 10 ประการที่พระอินทร์ทรงมีให้แก่นางผุสดีผู้เป็นพระราชมารดาของพระเวสสันดรหรือผะเหวด

ช่วงเวลานั้นเองบริเวณลานหน้าวัดคึกคักขึ้น บรรดา อุบาสก อุบาสิกา ที่มีคำเรียกขานกันในภาษาอีสานว่า พ่อออก แม่ออก พากันหอบลูกจูงหลานเดินทางมาที่วัด รถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์พากันหาที่จอดกันตามสะดวก แดดเริ่มร้อนแรงตามลำดับ หมดกัณฑ์แรกนี่น่าจะได้เวลาถวายจังหันเช้า บนศาลาการเปรียญเริ่มเนืองแน่นไปด้วยคนที่ลำเลียงอาหารจากการตระเตรียมมาของตนรวมกับอาหารจากครัว

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ในประเพณีงานบุญของอีสานที่เรียกกันว่า ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ (ที่หมายถึงข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง จารีตสิบสอง ครรลองสิบสี่) งานบุญผะเหวดถือว่าเป็นงานที่สำคัญที่สุด หมู่บ้านใดที่ขาดการจัดงานบุญผะเหวดจะถือว่าต้องประสบภัยพิบัติไม่ว่าจะฝนแล้ง ไฟป่า หรือเหตุหายนะต่างๆ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในงานนี้จึงเต็มไปด้วยผู้มาร่วมงานบุญอย่างเนืองแน่นที่สุด

หลังทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์แรกจบลง ผู้คนบางส่วนลงจากศาลามาเหยียดแข้งเหยียดขาที่เบื้องล่าง หนุ่มสาวที่เพิ่งมางานเอาข้าวเหนียวที่ถูกจัดวางไว้ตามตระกร้าซึ่งผูกไว้กับต้นไม้เขวี้ยงใส่กันให้เกิดสิริมงคล

ข้าวเหนียวเหล่านั้นถูกทำทานมาจากหลายแหล่งและนำมาที่นี่ด้วยขบวนแห่เมื่อวาน มีคำเรียกขานข้าวเหนียวเหล่านี้ว่า ข้าวพันก้อน เป็นข้าวเหนียวที่ถูกปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ให้มีจำนวนมากและนำมาใช้ในงานพิธี ถือว่าเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของงานบุญผะเหวด

งานบุญผะเหวดนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 3 วัน โดยในวันแรกนั้นเรียกว่า วันโฮม เป็นวันตระเตรียมการทำพิธี มีทั้งการเริ่มต้นห่อข้าวต้มมัดซึ่งใช้เป็นเสบียงในการฟังเทศน์ในวันที่ 3 บางคนที่ว่างก็มาจัดรอบๆ บริเวณวัดให้มีลักษณะคล้ายป่าที่ปรากฏในเวสสันดรชาดก วันที่ 2 เป็นวันที่ชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ทั้ง 13 กันฑ์จัดตั้งขบวนแห่กัณฑ์เทศน์พิเศษกันเองในแต่ละหมู่บ้าน ที่เรียกว่า กัณฑ์หลอน อันหมายถึงกัณฑ์ที่จัดทำขึ้นหลอกๆ หลังจากนั้นจะแห่กัณฑ์เทศน์นี้ไปรอบหมู่บ้านเพื่อรับเครื่องไทยทานทั้งหลายแล้วแห่กัณฑ์ที่ว่านี้มาไว้ที่วัด และจัดพื้นที่สำหรับใส่ข้าวพันก้อนตามมุมต่างๆ

วันสำคัญสูงสุดนั้นอยู่ที่วันที่ 3 อันเป็นวันที่มีเทศน์ผะเหวดและเป็นวันที่แขกซึ่งมาเยือนจากหมู่บ้านอื่นจะเดินทางมาถึง ในอดีตแขกเหล่านี้มักติดตามพระนักเทศน์ที่เดินทางมาจากถิ่นฐานของตน จึงจำต้องมีการจัดเตรียมที่พักให้กับแขกที่มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างซุ้มหรือปะรำชั่วคราวสำหรับผู้มาเยือน แต่ปัจจุบันเมื่อการเดินทางสะดวก แทบทุกคนมีรถปิคอัพอันเป็นพาหนะสัญจรเยี่ยงกระดูกสันหลังของอีสานไว้ใช้ การค้างคืนจึงหมดความสำคัญอีกต่อไป หลายอย่างที่เคยเห็นเคยทำจึงจากไปทีละสิ่ง

แต่นั่นไม่ได้หมายถึงอาหาร

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ไม่ว่าพิธีกรรมในงานบุญผะเหวดจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร ผ้าผะเหวดจะถูกเขียนสีด้วยสีเคมีแทนสีจากธรรมชาติ การเดินทางมาร่วมงานบุญด้วยเท้าเปลี่ยนเป็นพาหนะที่สะดวกกว่า ข้าวปุ้นถูกเปลี่ยนจากการทำเส้นสดด้วยมือเป็นข้าวปุ้นจากท้องตลาด

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่งานบุญยังเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าแม่ครัวฝีมือดีเสมอ

เหตุผลข้อหนึ่งที่เล่าต่อๆ กันมาคือ เมื่อผู้ชายมีโอกาสบวช มีโอกาสประกอบบุญผ่านทางผ้าเหลืองได้ เหล่าผู้หญิงที่ขาดแคลนโอกาสดังที่ว่าจึงเหลือเพียงโอกาสเดียวที่จะได้ทำบุญเช่นนั้นนั่นคือการเข้าร่วมพิธีกรรมงานบุญผ่านทางกิจกรรมต่างๆ บางคนทอผ้าเพื่อใช้ทำผ้าผะเหวด บางคนรับตกแต่งของคายหรือของบูชา แต่หลายคนที่ไม่มีฝีมือทั้งด้านการทอและด้านศิลปะเลือกการทำอาหาร อย่างน้อยแรงงานในครัวมีที่ว่างเสมอ และอย่างน้อยทุกคนล้วนมีฝีมือด้านอาหารในทางใดก็ทางหนึ่ง

ขณะที่มื้อจังหันกำลังดำเนินไป มีคำขอพิเศษมาจากทางบนศาลา พระภิกษุนักเทศน์รูปหนึ่งร้องขอผ่านตัวแทนว่า อยากฉันส้มตำหรือหมากฮุ่งเป็นกรณีพิเศษ นัยว่าถ้าขาดไปจะทำให้การเทศน์ไม่คล่องปาก

เมื่อคำขอนั้นมาถึงครัว แม่อรหยิบครกที่คว่ำอยู่โดยไม่อิดออดก่อนจะตะโกนเรียกให้ใครสักคนในบริเวณใกล้เคียงไปขอหรือหาซื้อมะละกอดิบจากชาวบ้านแถวนี้มาโดยด่วน ราว 10 นาที เสียงรถเครื่องคันหนึ่งก็จอดลงที่ครัวพร้อมมะละกอสีเขียวนวลสามสี่ลูก แม่อรสับมะละกอ ปรุงน้ำปลาร้า ในขณะที่แม่ครัวคนอื่นแกะพริก เตรียมผักข้างเคียง

ไม่กี่อึดใจตำหมากฮุ่งแบบเร่งด่วนชนิดที่เรียกได้ว่า Fast Track ก็ถูกนำไปขึ้นบนศาลาก่อนที่วงฉันจังหันจะยุติลง

ไม่มีเวลาให้แม่ครัวเหล่านี้ได้หยุดพัก ผมยื่นน้ำส้มบรรจุขวดที่รู้ดีว่าหวานเกินพิกัดให้แม่อร อย่างน้อยมันก็เรียกกำลังวังชาก่อนที่อาหารมื้อเพลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แม่ครัวสองสามคนลงมือแล่ปลานิลสำหรับต้มปลา คนที่เหลือเอาแกงเขียวหวานขึ้นอุ่น ส่วนคนครัวที่เป็นชายลงมือทอดไก่ทอด เมนูโปรดของเด็กๆ ในขณะที่อีกคนทำของยาก คือการเอาข้าวเหนียวดำใส่น้ำแล้วตั้งไฟเพื่อทำการกวนข้าวทิพย์อันเป็นงานหนัก เพราะคนกวนจะต้องยืนกวนไปเรื่อยๆ จนกว่าข้าวเหนียวจะนิ่มพอจึงจะเติมกะทิและน้ำตาลลงไป

ของหวานที่เรียกว่าข้าวทิพย์นี้ทำในหม้อขนาดใหญ่เพื่อแบ่งกันกินให้ทั่วถึง อีกทั้งยังใช้เป็นของดับหิวหลังเพลสำหรับผู้ที่ตั้งใจฟังกัณฑ์เทศน์ให้ครบ 13 กัณฑ์ ทุกอย่างดูจะดำเนินไปด้วยดี ก่อนที่จะมีข่าวสำคัญว่าชาวบ้านอีกหมู่บ้านกำลังเดินทางมาสมทบในงานบุญ ความเป็นไปได้ที่อาหารจะไม่เพียงพอเกิดขึ้นในฉับพลัน แม่อรยกหูโทรศัพท์เรียกใครบางคนให้เพิ่มจำนวนปลานิลโดยด่วน

ต้มปลานิลจากหนึ่งหม้อถูกขยายเป็นสองหม้อใหญ๋ เตาถ่านที่ทำหน้าที่เต็มพิกัดกว่าสามเตาไม่สามารถรองรับงานที่มีได้อีกต่อไป เตาใหม่ถูกจุดเพิ่ม ถ่านและฟืนถูกลำเลียงมายังพื้นที่ เวลาเพิ่งผ่านรุ่งสางมาได้เพียง 3 ชั่วโมง กัณฑ์เทศน์ดำเนินต่อไปอย่างสงบเย็น แต่เบื้องล่างของศาลาทุกอย่างดูพลุกพล่านไปด้วยกำลังกายจากแม่ครัวทุกคน

ข้าวทิพย์ถูกกวนจนได้ที่ กะทิที่เตรียมไว้แต่เช้าถูกคั้นและเติมลงไปในหม้อ จาวมะพร้าวถูกแบ่งให้เด็กเล็กๆ ในบริเวณนั้น ปลาที่นึ่งไว้ก่อนถูกนำลงหม้อต้ม ส่วนปลานิลที่มาใหม่ตามคำสั่งของแม่อรถูกนำลงหวดเพื่อนึ่งในทันที นาฬิกาบนผนังบอกเวลา 10 โมงครึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงกัณฑ์เทศน์จะพักช่วงเพื่อให้พระภิกษุได้ฉันอาหารเพลและให้อุบาสก อุบาสิกา ได้ยืดเส้นยืดสาย

แต่คำว่าพักไม่มีในบริเวณครัว เสียงตะโกนถามว่าข้าวที่หุงไว้พอเพียงไหม เส้นข้าวปุ่นอีกเล่าจะต้องซื้อหามาเติมหรือไม่ และแทนจะต้องรับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้าอีก แม่อรสั่งตำหมากฮุ่งหรือส้มตำอีหหนึ่งถาดใหญ่ “กินกับไก่ทอดนี่แหละ ง่ายดี” เสียงแม่ครัวคนใดคนหนึ่งบอก

ทุกอย่างถูกลำเลียงมาจัดลงถาดอีกครั้ง ภาชนะใส่อาหารบนศาลาถูกนำมาทำความสะอาด มือล้างจานเป็นสาวน้อยคนหนึ่งที่แน่ชัดว่าเธอยังไม่พร้อมสำหรับลงสนามแม่ครัวในงานบุญ “ทำงานโรงงานอยู่แถวพระปะแดง กลับบ้าน 2 ครั้งตอนงานนี้และอยู่ยาวถึงสงกรานต์ กับอีกครั้งหนึ่งตอนวันปีใหม่ เจ้านายเข้าใจ วันลาไม่พอก็อาศัยแลกเอากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็ทำโอทีเอา” เธอบอกผม น้ำเสียงใสซื่อระคนใบหน้าอิ่มเอิบในการลงแรงครั้งนี้ทำให้เชื่อแน่ว่าอีกไม่กี่ปีต่อมาเธอคงเป็นหนึ่งในทีมกู้โลกประจำงานบุญเป็นแน่

ชามสีขาวขนาดย่อมถูกทยอยนำออกมาจากพื้นที่เก่าเก็บของมันทีละใบ ผมเฝ้ามองกระบวนการกลับคืนมามีชีวิตของมันอย่างตั้งใจ ชามแต่ละใบถูกผู้คนในบริเวณนั้นทำความสะอาด เริ่มจากการล้างน้ำขจัดฝุ่นผง ลงน้ำยาล้างจาน ขัดถูจนขึ้นเงาและเช็ดให้แห้ง มองในด้านหนึ่งมันแทบไม่ต่างจากการนำงานศิลปะล้ำค่าออกจากห้องนิรภัยในพิพิธภัณฑ์ใหญ่เพื่อทำการจัดแสดงให้สาธารณชนได้ประจักษ์ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ทุกกิจกรรมเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่แน่นอน

ความแตกต่างมีเพียงว่าผู้ชมงานศิลปะในที่นี้มีแต่เพียงชาวบ้านในบริเวณวัดป่าศรีอุดร บ้านนาเวียงน้อย ที่มีจำนวนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นเอง

การลำเลียงชามเป็นจุดเริ่มต้นของงาน ส่วนจุดสิ้นสุดของพิธีกรรมในวันนี้ยังอีกยาวไกล

คนที่ตื่นเช้าที่สุดในวันสุดท้ายของงานบุญผะเหวด หรืองานเทศน์ 13 กัณฑ์จากเวสสันดรชาดก ไม่ใช่ภิกษุที่ทำหน้าที่ขึ้นธรรมมาสน์สวดกัณฑ์เทศน์ หากแต่เป็นเหล่าแม่ครัวที่ต้องตระเตรียมสำหรับมื้อเช้าหรือจังหัน

งานบุญผะเหวด

พวกเขาเข้าที่วัดป่าศรีอุดรตั้งแต่เวลาตี 3 ชามกระเบื้องตราไก่ที่อายุมากกว่าผมและใครทุกคนในที่นี้ (ว่ากันว่าบางใบมีอายุนับร้อยปี) ซึ่งถูกเก็บไว้ใช้เฉพาะงานพิธีกรรมสำคัญถูกเรียงอย่างเป็นระเบียบ เตาถ่าน 4 เตาถูกติดรอพร้อมสำหรับการปรุงอาหาร หากชามเหล่านั้นมีโอกาสอวดโฉมไม่บ่อยครั้งนัก การรวมตัวของเหล่าแม่ครัวในบริเวณนี้ก็เช่นกัน พวกเขามาพบกันในที่นี่แห่งนี้เพียงปีละ 2 ถึง 3 ครั้งเป็นอย่างมาก บางคนมีงานประจำอยุู่ที่เมืองหลวงและต้องลางานเดินทางไกลมา บางคนเป็นข้าราชการครูที่ต้องจัดสรรภาระการสอนเพื่อวันนี้ บางคนมีเรือกสวนไร่นาที่ต้องฝากผู้อื่นดูแล

งานบุญขนาดใหญ่เช่นนี้เรียกร้องการรวมตัวของพวกเขาไม่ต่างเสียงเรียกร้องให้รวมตัวทีมกู้โลกแบบ Avengers ในภาพยนตร์ยอดนิยม ทุกคนปรากฏตัว ทักทายกัน ก่อนจะพากันแบ่งงานกันทำ แบ่งรายการอาหารที่รับผิดชอบ แบ่งหน้าที่ทั้งประสานงาน จัดหาวัตถุดิบ ดูแลภาชนะและจำนวนอาหารให้เพียงพอกับจำนวนคน ทั้งหมดนี้ดำเนินไปภายใต้แสงนีออนและแสงจันทร์

อาหารชุดแรกสำเร็จเสร็จสิ้นในช่วงตี 5 กว่าๆ ก่อนฟ้าสาง เป็นแกงเขียวหวานไก่หม้อใหญ่ที่จัดลงชามพร้อมกับขนมจีนเส้นสีขาวสะอาด แม่อร หัวหน้าคนครัวหรือเชฟใหญ่ในที่นั่นบอกผมว่า เมื่อก่อนนั้นขนมจีนหรือเส้นข้าวปุ้นจะบีบเส้นกันสดๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อย แต่ปัจจุบันการทำเช่นนั้นก่อให้เกิดความยุ่งยากทั้งการโม่แป้งและการต้มน้ำลวกเส้นซึ่งจะเปลืองกำลังคนขึ้นอีก ทางออกจึงลงเอยด้วยการใช้เส้นขนมจีนสำเร็จรูป

ดังนั้น ความยุ่งยากที่เหลือจึงไปอยู่ที่การทำแกงเขียวหวานแทน ไก่ที่ใช้ต้องเป็นไก่บ้านที่มีเนื้อแน่น กะทิที่ใช้จะต้องเป็นกะทิที่หาได้จากบริเวณนี้ทั้งรับบริจาคมาและทั้งไปซื้อหาเอาจากที่ตลาด เครื่องขูดกะทิไฟฟ้าที่นี่เก่าแก่ไม่น้อยแม้ว่าจะไม่เก่าถึงขนาดชามแกงก็ตาม มันเป็นก้านยาวสีดำที่พอเดาออกได้ว่าอาจเคยเป็นเพลาของรถอะไรมาก่อน ปลายเพลาติดตั้งลูกกลมที่มีหนาม ผู้ขูดซึ่งเป็นแม่ครัวคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านจะใช้กะลากะทิวนไปรอบๆ ลูกกลมนั้น ความง่วงเหงาหาวนอนจะมีขึ้นไม่ได้ มิเช่นนั้นอาจพลาดไปให้เครื่องกินเลือดกินเนื้อจากมือ

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

กะทิที่ว่านี้จะถูกนำไปคั้นเพื่อใช้แกงและที่เหลือจะเตรียมไปผสมกับข้าวทิพย์ซึ่งเป็นขนมที่หากินได้เฉพาะงานบุญ

ความเชื่อที่ว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุของผู้กินถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกัน

บางเสียงอ้างว่าการต่ออายุไม่ใช่ประเด็นหลักเท่ากับโอกาสที่จะได้ใช้ข้าวใหม่ทำเส้นแป้งอันเป็นการอวดศักดิ์ศรีของนาข้าวในบริเวณนั้นไปกลายๆ ดังมีคำกล่าวว่า “กินข้าวปุ้น บุญมหาชาติ” ดังมีคำเรียกงานบุญผะเหวดอีกอย่างว่า บุญข้าวปุ้น ส่วนบรรดาผู้ที่อ้างว่าการกินขนมจีนเป็นการต่ออายุก็อ้างตามความเชื่อที่ได้รับมาหลังการเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ แล้วหวนกลับมาบ้านเกิด

วัฒนธรรมการกินเส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นขนมจีน มักเกิดในงานมงคลของคนจีน ดังนั้น การกินขนมจีนน่าจะมาจากเรื่องราวที่ว่านี้เอง เพราะกลุ่มแม่ครัวที่เคยเป็นแรงงานพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ มีจำนวนไม่น้อย

แม่อรก็เป็นหนึ่งในผู้คนเหล่านั้น 2 รอบกับชีวิตในกรุงเทพฯ ก่อนจะถึงวัย 40 ปีปลายๆ รอบแรกทำงานเป็นลูกจ้างร้านขนมแถวปทุมวัน ก่อนจะโยกย้ายไปประจำร้านอาหารตามสั่ง อยู่บริเวณนั้นหลายปี จากร้านสู่ร้าน นับตั้งแต่สลัดกระโปรงนักเรียนชั้นประถมปลาย ก่อนจะตัดสินใจกลับมาพักที่บ้านและได้พบรักกับหนุ่มในหมู่บ้าน ชักชวนกันกลับไปแสวงโชคในเมืองอีกครา ครานี้ตัดสินใจทำงานเป็นแม่บ้านประจำบ้านคหบดีท่านหนึ่งที่งานเบาสบายกว่าเดิม

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ประสบการณ์การทำงานร้านอาหารหลายปีทำให้แม่อรรับหน้าที่ทั้งแม่ครัวและแม่บ้านในบ้านหลังนั้น ชีวิตดีขึ้น มีที่พักโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า มีอาหารครบ 3 มื้อ แม้จะต้องทนแยกกับคนรัก แต่การเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจมากกว่า อยู่กรุงเทพฯ ครานี้อีกหลายปีและกลับมาอีกครั้งในวัย 30 ปลายและไม่จากไปไหนอีกเลย ทำไร่ ทำนา ปลูกบ้านที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงตนเอง จนตอนนี้กลายเป็นบุคคลสำคัญในทุกงานสาธารณะประจำหมู่บ้าน

ว่ากันว่าหลายคนมุ่งหวังที่จะเห็นแม่อรสวมบทผู้ใหญ่บ้านซึ่งน่าจะเป็นจริงในไม่นานนี้

อาหารสำหรับจังหันถูกเตรียมใส่ถาดสังกะสีลายดอกไม้ นั่นคือกิจกรรมด้านล่าง ในขณะที่กิจกรรมด้านบนของศาลาการเปรียญไม้มีเสียงอาราธนาศีลก่อนการการขึ้นธรรมาสน์ของพระรูปแรก กัณฑ์ผะเหวดเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ โดยเริ่มจากการเทศน์สังกาดอันเป็นการเทศนาเล่าเรื่องของอายุพุทธศาสนาหรือพุทธกาลตั้งแต่ต้นจนอวสาน ก่อนจะตามด้วยทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์เทศน์กัณฑ์แรก ทศพรกัณฑ์นั้นเป็นกัณฑ์ที่เล่าถึงพร 10 ประการที่พระอินทร์ทรงมีให้แก่นางผุสดีผู้เป็นพระราชมารดาของพระเวสสันดรหรือผะเหวด

ช่วงเวลานั้นเองบริเวณลานหน้าวัดคึกคักขึ้น บรรดา อุบาสก อุบาสิกา ที่มีคำเรียกขานกันในภาษาอีสานว่า พ่อออก แม่ออก พากันหอบลูกจูงหลานเดินทางมาที่วัด รถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์พากันหาที่จอดกันตามสะดวก แดดเริ่มร้อนแรงตามลำดับ หมดกัณฑ์แรกนี่น่าจะได้เวลาถวายจังหันเช้า บนศาลาการเปรียญเริ่มเนืองแน่นไปด้วยคนที่ลำเลียงอาหารจากการตระเตรียมมาของตนรวมกับอาหารจากครัว

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ในประเพณีงานบุญของอีสานที่เรียกกันว่า ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ (ที่หมายถึงข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง จารีตสิบสอง ครรลองสิบสี่) งานบุญผะเหวดถือว่าเป็นงานที่สำคัญที่สุด หมู่บ้านใดที่ขาดการจัดงานบุญผะเหวดจะถือว่าต้องประสบภัยพิบัติไม่ว่าจะฝนแล้ง ไฟป่า หรือเหตุหายนะต่างๆ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในงานนี้จึงเต็มไปด้วยผู้มาร่วมงานบุญอย่างเนืองแน่นที่สุด

หลังทศพรกัณฑ์อันเป็นกัณฑ์แรกจบลง ผู้คนบางส่วนลงจากศาลามาเหยียดแข้งเหยียดขาที่เบื้องล่าง หนุ่มสาวที่เพิ่งมางานเอาข้าวเหนียวที่ถูกจัดวางไว้ตามตระกร้าซึ่งผูกไว้กับต้นไม้เขวี้ยงใส่กันให้เกิดสิริมงคล

ข้าวเหนียวเหล่านั้นถูกทำทานมาจากหลายแหล่งและนำมาที่นี่ด้วยขบวนแห่เมื่อวาน มีคำเรียกขานข้าวเหนียวเหล่านี้ว่า ข้าวพันก้อน เป็นข้าวเหนียวที่ถูกปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ให้มีจำนวนมากและนำมาใช้ในงานพิธี ถือว่าเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของงานบุญผะเหวด

งานบุญผะเหวดนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 3 วัน โดยในวันแรกนั้นเรียกว่า วันโฮม เป็นวันตระเตรียมการทำพิธี มีทั้งการเริ่มต้นห่อข้าวต้มมัดซึ่งใช้เป็นเสบียงในการฟังเทศน์ในวันที่ 3 บางคนที่ว่างก็มาจัดรอบๆ บริเวณวัดให้มีลักษณะคล้ายป่าที่ปรากฏในเวสสันดรชาดก วันที่ 2 เป็นวันที่ชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ทั้ง 13 กันฑ์จัดตั้งขบวนแห่กัณฑ์เทศน์พิเศษกันเองในแต่ละหมู่บ้าน ที่เรียกว่า กัณฑ์หลอน อันหมายถึงกัณฑ์ที่จัดทำขึ้นหลอกๆ หลังจากนั้นจะแห่กัณฑ์เทศน์นี้ไปรอบหมู่บ้านเพื่อรับเครื่องไทยทานทั้งหลายแล้วแห่กัณฑ์ที่ว่านี้มาไว้ที่วัด และจัดพื้นที่สำหรับใส่ข้าวพันก้อนตามมุมต่างๆ

วันสำคัญสูงสุดนั้นอยู่ที่วันที่ 3 อันเป็นวันที่มีเทศน์ผะเหวดและเป็นวันที่แขกซึ่งมาเยือนจากหมู่บ้านอื่นจะเดินทางมาถึง ในอดีตแขกเหล่านี้มักติดตามพระนักเทศน์ที่เดินทางมาจากถิ่นฐานของตน จึงจำต้องมีการจัดเตรียมที่พักให้กับแขกที่มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างซุ้มหรือปะรำชั่วคราวสำหรับผู้มาเยือน แต่ปัจจุบันเมื่อการเดินทางสะดวก แทบทุกคนมีรถปิคอัพอันเป็นพาหนะสัญจรเยี่ยงกระดูกสันหลังของอีสานไว้ใช้ การค้างคืนจึงหมดความสำคัญอีกต่อไป หลายอย่างที่เคยเห็นเคยทำจึงจากไปทีละสิ่ง

แต่นั่นไม่ได้หมายถึงอาหาร

งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด งานบุญผะเหวด

ไม่ว่าพิธีกรรมในงานบุญผะเหวดจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร ผ้าผะเหวดจะถูกเขียนสีด้วยสีเคมีแทนสีจากธรรมชาติ การเดินทางมาร่วมงานบุญด้วยเท้าเปลี่ยนเป็นพาหนะที่สะดวกกว่า ข้าวปุ้นถูกเปลี่ยนจากการทำเส้นสดด้วยมือเป็นข้าวปุ้นจากท้องตลาด

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่งานบุญยังเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าแม่ครัวฝีมือดีเสมอ

เหตุผลข้อหนึ่งที่เล่าต่อๆ กันมาคือ เมื่อผู้ชายมีโอกาสบวช มีโอกาสประกอบบุญผ่านทางผ้าเหลืองได้ เหล่าผู้หญิงที่ขาดแคลนโอกาสดังที่ว่าจึงเหลือเพียงโอกาสเดียวที่จะได้ทำบุญเช่นนั้นนั่นคือการเข้าร่วมพิธีกรรมงานบุญผ่านทางกิจกรรมต่างๆ บางคนทอผ้าเพื่อใช้ทำผ้าผะเหวด บางคนรับตกแต่งของคายหรือของบูชา แต่หลายคนที่ไม่มีฝีมือทั้งด้านการทอและด้านศิลปะเลือกการทำอาหาร อย่างน้อยแรงงานในครัวมีที่ว่างเสมอ และอย่างน้อยทุกคนล้วนมีฝีมือด้านอาหารในทางใดก็ทางหนึ่ง

ขณะที่มื้อจังหันกำลังดำเนินไป มีคำขอพิเศษมาจากทางบนศาลา พระภิกษุนักเทศน์รูปหนึ่งร้องขอผ่านตัวแทนว่า อยากฉันส้มตำหรือหมากฮุ่งเป็นกรณีพิเศษ นัยว่าถ้าขาดไปจะทำให้การเทศน์ไม่คล่องปาก

เมื่อคำขอนั้นมาถึงครัว แม่อรหยิบครกที่คว่ำอยู่โดยไม่อิดออดก่อนจะตะโกนเรียกให้ใครสักคนในบริเวณใกล้เคียงไปขอหรือหาซื้อมะละกอดิบจากชาวบ้านแถวนี้มาโดยด่วน ราว 10 นาที เสียงรถเครื่องคันหนึ่งก็จอดลงที่ครัวพร้อมมะละกอสีเขียวนวลสามสี่ลูก แม่อรสับมะละกอ ปรุงน้ำปลาร้า ในขณะที่แม่ครัวคนอื่นแกะพริก เตรียมผักข้างเคียง

ไม่กี่อึดใจตำหมากฮุ่งแบบเร่งด่วนชนิดที่เรียกได้ว่า Fast Track ก็ถูกนำไปขึ้นบนศาลาก่อนที่วงฉันจังหันจะยุติลง

ไม่มีเวลาให้แม่ครัวเหล่านี้ได้หยุดพัก ผมยื่นน้ำส้มบรรจุขวดที่รู้ดีว่าหวานเกินพิกัดให้แม่อร อย่างน้อยมันก็เรียกกำลังวังชาก่อนที่อาหารมื้อเพลกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แม่ครัวสองสามคนลงมือแล่ปลานิลสำหรับต้มปลา คนที่เหลือเอาแกงเขียวหวานขึ้นอุ่น ส่วนคนครัวที่เป็นชายลงมือทอดไก่ทอด เมนูโปรดของเด็กๆ ในขณะที่อีกคนทำของยาก คือการเอาข้าวเหนียวดำใส่น้ำแล้วตั้งไฟเพื่อทำการกวนข้าวทิพย์อันเป็นงานหนัก เพราะคนกวนจะต้องยืนกวนไปเรื่อยๆ จนกว่าข้าวเหนียวจะนิ่มพอจึงจะเติมกะทิและน้ำตาลลงไป

ของหวานที่เรียกว่าข้าวทิพย์นี้ทำในหม้อขนาดใหญ่เพื่อแบ่งกันกินให้ทั่วถึง อีกทั้งยังใช้เป็นของดับหิวหลังเพลสำหรับผู้ที่ตั้งใจฟังกัณฑ์เทศน์ให้ครบ 13 กัณฑ์ ทุกอย่างดูจะดำเนินไปด้วยดี ก่อนที่จะมีข่าวสำคัญว่าชาวบ้านอีกหมู่บ้านกำลังเดินทางมาสมทบในงานบุญ ความเป็นไปได้ที่อาหารจะไม่เพียงพอเกิดขึ้นในฉับพลัน แม่อรยกหูโทรศัพท์เรียกใครบางคนให้เพิ่มจำนวนปลานิลโดยด่วน

ต้มปลานิลจากหนึ่งหม้อถูกขยายเป็นสองหม้อใหญ๋ เตาถ่านที่ทำหน้าที่เต็มพิกัดกว่าสามเตาไม่สามารถรองรับงานที่มีได้อีกต่อไป เตาใหม่ถูกจุดเพิ่ม ถ่านและฟืนถูกลำเลียงมายังพื้นที่ เวลาเพิ่งผ่านรุ่งสางมาได้เพียง 3 ชั่วโมง กัณฑ์เทศน์ดำเนินต่อไปอย่างสงบเย็น แต่เบื้องล่างของศาลาทุกอย่างดูพลุกพล่านไปด้วยกำลังกายจากแม่ครัวทุกคน

ข้าวทิพย์ถูกกวนจนได้ที่ กะทิที่เตรียมไว้แต่เช้าถูกคั้นและเติมลงไปในหม้อ จาวมะพร้าวถูกแบ่งให้เด็กเล็กๆ ในบริเวณนั้น ปลาที่นึ่งไว้ก่อนถูกนำลงหม้อต้ม ส่วนปลานิลที่มาใหม่ตามคำสั่งของแม่อรถูกนำลงหวดเพื่อนึ่งในทันที นาฬิกาบนผนังบอกเวลา 10 โมงครึ่ง อีกครึ่งชั่วโมงกัณฑ์เทศน์จะพักช่วงเพื่อให้พระภิกษุได้ฉันอาหารเพลและให้อุบาสก อุบาสิกา ได้ยืดเส้นยืดสาย

แต่คำว่าพักไม่มีในบริเวณครัว เสียงตะโกนถามว่าข้าวที่หุงไว้พอเพียงไหม เส้นข้าวปุ่นอีกเล่าจะต้องซื้อหามาเติมหรือไม่ และแทนจะต้องรับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้าอีก แม่อรสั่งตำหมากฮุ่งหรือส้มตำอีหหนึ่งถาดใหญ่ “กินกับไก่ทอดนี่แหละ ง่ายดี” เสียงแม่ครัวคนใดคนหนึ่งบอก

ทุกอย่างถูกลำเลียงมาจัดลงถาดอีกครั้ง ภาชนะใส่อาหารบนศาลาถูกนำมาทำความสะอาด มือล้างจานเป็นสาวน้อยคนหนึ่งที่แน่ชัดว่าเธอยังไม่พร้อมสำหรับลงสนามแม่ครัวในงานบุญ “ทำงานโรงงานอยู่แถวพระปะแดง กลับบ้าน 2 ครั้งตอนงานนี้และอยู่ยาวถึงสงกรานต์ กับอีกครั้งหนึ่งตอนวันปีใหม่ เจ้านายเข้าใจ วันลาไม่พอก็อาศัยแลกเอากับเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็ทำโอทีเอา” เธอบอกผม น้ำเสียงใสซื่อระคนใบหน้าอิ่มเอิบในการลงแรงครั้งนี้ทำให้เชื่อแน่ว่าอีกไม่กี่ปีต่อมาเธอคงเป็นหนึ่งในทีมกู้โลกประจำงานบุญเป็นแน่

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load