ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ ฉันเคยถามแม่ถึงต้นไม้ที่เห็นว่าชื่ออะไร แม่ตอบว่าดอกทรงพุ่มๆ แบบนี้รำเพยแน่นอน แต่ไม่ทันไรพ่อก็เถียงกลับว่า ใบเรียวยาวลักษณะนี้ยี่โถต่างหาก วันนั้นฉันไม่ได้คำตอบ แถมไม่ได้พยายามค้นหาคำเฉลยเพราะคิดว่าไม่ได้สำคัญอะไร จนกระทั่งโตขึ้นมาจึงรู้ว่ามันสำคัญ เพราะทั้งรำเพยและยี่โถเป็นไม้มีพิษทั้งคู่ ถ้าไม่รู้จักหรือใช้ผิด อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ฉันนึกถึงเรื่องนี้เพราะมีโอกาสได้นั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องพืชอย่าง ผศ. ดร. ภก.ภานุพงษ์ พงษ์ชีวิน หรืออาจารย์ป๋อม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อินกับการจำแนกพืชมาตั้งแต่ ป.2 และสานฝันความสำเร็จด้วยปริญญาเอกจากสวนพฤกษศาสตร์คิว (Kew Gardens) ศูนย์กลางทางพฤกษศาสตร์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ และมีพิพิธภัณฑ์พืช (Herbarium) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นั่นทำให้ฉันแน่ใจว่าการจำแนกพันธุ์พืชให้ถูกเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก เพราะนอกจากจะเลี่ยงการหยิบ จับ สูด ดม พืชที่อันตรายได้แล้ว งาน ‘อนุกรมวิธานพืช’ ของเขา ที่ทำตั้งแต่การวิจัยพืชในอาคารยันออกภาคสนามเพื่อเข้าป่าไปเก็บตัวอย่างพรรณไม้ (Herbarium Specimens) ยังช่วยระบุพืชให้เรารู้ว่ามันคืออะไร ตั้งชื่อกลางให้คนทั่วโลกเข้าใจตรงกัน คอยคุ้มครองผู้บริโภคให้รู้เท่าทันยาสมุนไพรบางชนิด รวมไปถึงศึกษาวิวัฒนาการของพืชทั้งพันธุ์เก่าและใหม่ เพื่อเป็นต้นทางการกระจายความรู้ให้ผู้ศึกษาทั้งในและนอกประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด

อาชีพที่ใกล้ชิดพืชมาหลายร้อยปี

ก่อนที่คนจะให้ความสนใจในด้านอนุกรมวิธานพืชหรือด้านพฤกษศาสตร์ อาจารย์ป๋อมเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน

ในยุคของ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษคนนี้ล่องเรือหลวงบีเกิลสู่ทะเลชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลาถึง 5 ปี จนเขาได้สังเกตถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จากนั้นก็ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติความเชื่อบางอย่าง จนทำให้คนทั่วโลกตื่นตัวกับการศึกษาพรรณไม้แปลกถิ่น เริ่มอยากรู้ถึงวิวัฒนาการของธรรมชาติและมองว่ามันแสนจะ Exotic

“เมื่อก่อนเราเชื่อว่าพระเจ้าสร้างต้นไม้และสิ่งมีชีวิตขึ้นมา แต่ดาร์วินก็เข้ามาเปลี่ยนแนวคิดด้วยทฤษฎีและผลงานที่น่าเชื่อถือของเขา ว่าจริงๆ มันเกี่ยวกับวิวัฒนาการตามธรรมชาติต่างหาก นั่นแหละคือจุดเปลี่ยนสำคัญ และถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่ทุกวันนี้เราก็ยังต้องเรียนรู้ทฤษฎีของเขาอยู่เลย” อาจารย์ป๋อมกล่าว

นอกจากความรู้เชิงประวัติศาสตร์สากลแล้ว ฉันแอบคิดเล่นๆ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับคนในมุมมองไทยๆ ว่ามันมีบ้างหรือเปล่า เพราะถ้ามี จะได้แอบเอาไปเล่าให้ที่บ้านฟัง พวกเขาน่าจะชอบและอินกันมาก

อาจารย์ป๋อมบอกว่า คนไทยเรามีความสัมพันธ์กับต้นไม้มาตลอด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และให้ความสำคัญต่อการเก็บตัวอย่างพันธุ์พืชมานานแล้ว เพราะจากประวัติการศึกษาพรรณพฤกษชาติของไทยในหนังสือ The Flora of SIam ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อร้อยปีก่อน ซึ่งแสดงถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าประเทศเรามีตัวอย่างพรรณไม้ที่เก็บจากเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา และแขวงไชยบุรี ประเทศลาว ที่ตั้งอยู่ติดจังหวัดในภาคเหนือของไทย 

มีเรื่องประวัติศาสตร์แล้ว ความสัมพันธ์เชิงพุทธศาสนาก็มีเหมือนกันนะ อาจารย์ป๋อมเสริมว่า เราและพืชเชื่อมโยงกันด้วยหลักปัจจัย 4 ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาหารที่เรากินเข้าไป ส่วนหนึ่งก็มาจากพืช เพราะร่างกายเราจำเป็นต้องได้รับกากใยจากผักเพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร หรือแม้กระทั่งยารักษาโรค ที่ทุกวันนี้มีการใช้พืชสมุนไพรมารักษาอาการเจ็บป่วยมากขึ้น

ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักพืช

ขนาดเพิ่งเริ่มบทสนทนา สายตาและคำพูดของเขา ก็ดึงความสนใจให้คู่สนทนาอย่างฉันอยากรู้มากขึ้นไปอีกว่าอาชีพที่เขาเรียกว่า ‘นักอนุกรมวิธานพืช’ มีหน้าที่ทำอะไรกันบ้าง ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่ไม่ได้คุ้นหูฉันสักเท่าไหร่นัก แต่ฉันก็อยากลองทำความรู้จักอาชีพ (ไม่) ใหม่ที่ใกล้ชิดธรรมชาตินี้ดู

“การทำ Herbarium Specimens คือกิจกรรมหลักของนักอนุกรมวิธานพืช เพราะงานของเราต้องจำแนกพืชให้ได้ว่ามันคืออะไร และศึกษา คลุกคลี จนรู้จักมันดีกว่าใคร” อาจารย์ป๋อมพูดเกริ่น

ก่อนจะมาเป็น Herbarium Specimens หรือแผงอัดพรรณไม้ที่เก็บตัวอย่างพืชหลากชนิดไว้ให้ผู้ศึกษาได้ใช้ประโยชน์ สิ่งที่นักอนุกรมวิธานพืชอย่างเขาต้องทำ คือการเข้าไปรู้จัก ตีสนิท และขอเป็นเพื่อนกับพืช

เริ่มแรก อาจารย์ป๋อมบอกว่า เราต้องรู้ก่อนว่าพืชที่จะศึกษาคือพืชชนิดใด เช่นสมอไทย เราจะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือสมอไทยจริงๆ ถ้าไม่มีความรู้ ซึ่งความรู้ก็มาจากการสังเกตทั้งใบ ดอก ลักษณะภายนอก และใช้เอกสารอ้างอิงจำนวนมาก เช่นการอ่านหนังสือ Flora of Thailand เพื่อให้เข้าใจถึงลักษณะของพืช หรือหากพืชที่ศึกษาเป็นพืชที่ถูกค้นพบเมื่อ 200 ปีที่แล้ว อาจารย์ป๋อมก็ต้องหาเอกสารเมื่อ 200 ปีที่แล้วมาอ่าน เพื่อจำแนก และยืนยันสปีชีส์ที่ถูกต้องของมัน (ฟังแล้วดูโหดพอตัว ที่อาจารย์ต้องหาเอกสารเมื่อ 200 ปีที่แล้วให้เจอ)

พอรู้ชนิดแล้ว ก็ถึงเวลารู้ชื่อ!

เพราะการจะเป็นเพื่อนกับพืช ก็ไม่ต่างจากการเป็นเพื่อนกับคน เราจะสนิทกันได้อย่างไรถ้าเราไม่รู้จักชื่อกัน

แต่กับพืชที่บอกเราตรงๆ ไม่ได้ว่าชื่ออะไร อาจารย์ป๋อมจึงจำเป็นต้องตั้งชื่อเรียกให้มันเอง เพราะพืชบางชนิดแต่ละคนยังเรียกไม่เหมือนกันเลย ยกตัวอย่างน้อยหน่า คนเหนือเรียกมะน่อแน่ คนใต้เรียกน้อยแน่ คนอีสานเรียกบักเขียบ คนชาติอื่นๆ ก็เรียกต่างกันไปเป็นคนละภาษา ชื่อเรียกที่มากมายเหล่านี้ทำให้คนเกิดความสับสนในการเอาไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น นักอนุกรมวิธานจึงต้องตั้งชื่อกลางหรือชื่อวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วโลกเข้าใจตรงกัน ซึ่งชื่อเรียกสำหรับน้อยหน่าก็คือ Annona squamosa L.

หากมองผลกระทบที่ร้ายแรงขึ้นมาอีก ตัวอย่างใกล้ๆ ในบ้านเราก็คือฮิตการนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา หากใช้ผิดชนิดก็อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่นว่านชักมดลูก ตามตำราว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีสรรพคุณทางยา แต่คนทั่วไปมักเรียกกันชินปากว่าว่านชักมดลูกเฉยๆ 

หากต้องการซื้อว่านชักมดลูกตัวเมียแล้วบอกแม่ค้าว่าว่านชักมดลูกเฉยๆ เราจะได้ตัวผู้มาด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เพราะว่านชักมดลูกตัวผู้เป็นพืชที่มีพิษต่อตับ กินเข้าไปแล้วแทนที่จะได้รับการรักษากลับตับพัง เพราะแบบนี้อาจารย์ป๋อมจึงต้องศึกษาและหาข้อมูลมากมาย ทั้งจากหนังสือ Botanical Latin เพื่อดูความหมายของพืชแต่ละชนิด รวมไปถึงหนังสือรายชื่อพรรณไม้ของประเทศไทย เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้อง

ถ้าดูลักษณะภายนอกแล้วยังไม่เคลียร์ การรู้จักนิสัยพืชให้ถ่องแท้จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

“พืชก็เหมือนคน ดูแค่หน้าตาภายนอกหรือรู้แค่ชื่อคงไม่พอ ต้องรู้จักลึกลงไปถึงการเอาไปใช้ประโยชน์ด้วย เพราะพืชบางชนิดรู้หน้าไม่รู้ใจ ข้างนอกดูดีแต่ข้างในมีพิษ เราอาจถูกหลอกได้” อาจารย์ป๋อมพูดจนฉันต้องพยักหน้าตามเพราะเห็นด้วยอย่างมาก

วิธีที่เขาทำคือการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย ทั้งด้านเคมีในการตรวจดูดีเอ็นเอของพืช หรือกายวิภาค ศาสตร์แขนงหนึ่งของภาคชีววิทยา ที่นำพืชมาแยก Section แล้วส่องกล้องดูเซลล์เนื้อเยื่อ อีกทั้งยังศึกษาความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของพืช โดยการนำเอาเนื้อเยื้อพืชมาตัดบางๆ ใส่ลงแผ่นสไลด์ เพื่อส่องกล้องดูว่าพืชที่ศึกษามีลักษณะเป็นอย่างไร 

เดินป่าเป็นงานอดิเรก

“แล้วอาจารย์เอาตัวอย่างพืชมาจากไหนคะ” ฉันถาม

“เข้าไปเก็บในป่าเลยครับ” เขาตอบยิ้มๆ

จากที่มองว่างานนักอนุกรมวิธานพืชคงทำงานแต่ในอาคารวิจัยหรือห้องแล็บอย่างเดียว ก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะจริงๆ แล้วอาจารย์ป๋อมต้องเข้าไปเก็บตัวอย่างพรรณไม้ที่จะศึกษาถึงในป่า หรือที่เรียกกันว่า ‘ออกฟีลด์’ 

เขาต้องเข้าป่า กางเต็นท์ เดินตามหาสิ่งมีชีวิตสีเขียวที่ต้องการ บางครั้งเป็นสัปดาห์ 2 สัปดาห์ และนานสุดๆ 3 สัปดาห์ ทำให้เขาต้องเข้าๆ ออกๆ เพื่อส่งเสื้อผ้าและตัวอย่างพืชที่แสนจะหนักกลับบ้านก่อน เพราะในหนึ่งทริป เก็บได้ถึงวันละร้อยตัวอย่าง!

แค่คิดก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว นี่ยังไม่รวมที่อาจารย์ป๋อมต้องแบกอุปกรณ์ทำ Herbarium Specimens ใส่เป้ ลุยดง ตากฝน หลงป่า หรือเจอช้างไล่อีกนะ

แต่สำหรับเขาที่ทำงานด้านนี้มาสิบกว่าปี ความเหนื่อยทั้งหมดที่สะสมมาจึงแปรเปลี่ยนเป็นความสนุกในการหาของให้เจอแทน 

“ทุกครั้ง ผมจะตั้งเป้าหมายว่าเข้าป่าครั้งนี้ผมจะหาต้นอะไรให้เจอ เหมือนเล่นเกมหาของในป่า” เขาหลุดขำ

“เราต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังศึกษาพืชกลุ่มไหน แล้วไปเก็บข้อมูลว่าในไทย พืชที่เราจะศึกษามีอยู่ที่ไหนบ้าง เราก็จะรู้ตำแหน่งที่ตั้ง เดินแบบมีจุดหมาย ไม่ใช่เดินสุ่มๆ

“บางทีเราต้องไปดู Herbarium Specimens ที่มีคนเคยทำชนิดหรือวงศ์เดียวกันไว้ เพราะมีการบอกพื้นที่และตำแหน่งที่เก็บ เช่นอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เขาก็จะบอกว่าอยู่ตรงเส้นทางไหน ซึ่งถ้าเราอยากเห็นต้นนี้ อยากศึกษาต้นนี้ การไปที่จุดเดิมจะทำให้เราได้ข้อมูลมากขึ้น แถมการนำกลับมาศึกษาใหม่จะช่วยรีเช็กข้อมูลว่าตอนนี้วิวัฒนาการของพืชชนิดดังกล่าว มันก้าวหน้าหรือเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง” อาจารย์ป๋อมอธิบายให้ฟัง

กิจวัตรประจำวันของอาจารย์ป๋อมในการออกภาคสนาม คือการไปเก็บตัวอย่างพรรณไม้ ทั้งดอก ก้าน ใบ มาทำ Herbarium Specimens เพื่อใช้อ้างอิงข้อมูล นอกจากนี้ ส่วนใบยังใช้ในการศึกษาดีเอ็นเอและวิวัฒนาการพืชได้ด้วย

ทว่าพรรณไม้ที่เก็บมาเป็นตัวอย่างทุกชนิดนั้นจำเป็นต้องเป็นตัวอย่างที่แห้งสนิท เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บ และต่ออายุให้มันอยู่ได้นาน แต่อุปสรรคที่เขาเจอทุกครั้งคือความชื้นในป่า เขาจึงต้องหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวอย่างที่แห้งที่สุด

สำหรับการทำ Herbarium Specimens อาจารย์ป๋อมต้องเก็บตัวอย่างพืชมาอัดในแผงไม้อย่างแน่นหนาเพื่อดูดซับความชื้นออกไป (ถ้าใครอยากรู้วิธีการทำอย่างละเอียด ลองเข้าไปอ่านใน The Cloud Studio 05 : Herbarium ได้นะ) แต่บางครั้งพืชบางชนิดก็ชื้นเกินเยียวยา เขาจึงต้องจับแผงอัดพรรณไม้มาก่อไฟย่างเหมือนไก่ปิ้งทั้งคืน!

หากโชคดีพกอุปกรณ์เสริมอย่างแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์มา ก็ราดลงบนตัวอย่าง เพื่อทำให้เอนไซม์ตายและคงสภาพไว้เหมือนกับการสตัฟฟ์ หลังจากที่เซลล์พืชตาย ร่างกายไม่แอ็คทีฟ ก็จะเก็บไว้ได้นานขึ้น

ถัดมา ถ้าจะศึกษาเรื่องดีเอ็นเอหรือวิวัฒนาการพืช อาจารย์ป๋อมบอกว่า ต้องเก็บส่วนใบแล้วฉีกเป็นชิ้นๆ ใส่ถุงชาที่มีซิลิกาเจล เพราะสารนี้จะทำให้ตัวอย่างพืชแห้งสนิท โดยเหตุผลที่ต้องแห้ง ก็เพราะปกติสายดีเอ็นเอมีขนาดยาวมาก หากแห้งเอนไซม์จะไม่ทำงาน ทำให้สายดีเอ็นเอที่ยาวมากๆ ยังคงอยู่เหมือนเดิม ในทางกลับกัน หากตัวอย่างพืชไม่แห้ง จะทำให้สายดีเอ็นเอสั้นลง ข้อมูลที่ใช้ศึกษาก็จะไม่สมบูรณ์

“แล้วต้นไม้ใบใหญ่ ทรงแปลก จะจัดการยังไงคะ” (รู้นะว่าสงสัย ฉันเลยถามแทนทุกคนให้)

อาจารย์ป๋อมเฉลยคำตอบไว้ว่า ปกติแล้วถ้าเป็นตัวอย่างพืชขนาดไม่ใหญ่ เราจะนำมาอัดให้เป็นสองมิติ เพื่อให้มันแห้ง แบน ไม่ร่วง ไม่เหี่ยว แต่หากเป็นพวกมะพร้าว ปาล์ม หรือตาลใบใหญ่ๆ ไม่จำเป็นต้องอัดเลยด้วยซ้ำ เพราะมันคงสภาพได้ แค่เก็บไว้ในกล่องกระดาษสูง 1 ฟุต แล้วเลือกเก็บใบมาแค่บางส่วนก็พอแล้ว หรือหากเป็นพืชตระกูล Cactus ก็ต้องใช้วิธีการอัดเฉพาะ โดยต้องอัดแยกกับต้นอื่น ต้องใช้แผงอัดพรรณไม้ที่แข็งมาก เพื่ออัดให้หนามและดอกของมันแบนได้

ยินดีที่ได้รู้จักนะพืช

คุยกันมาถึงตรงนี้ อาจารย์ป๋อมก็ยังไม่เบื่อที่จะเล่าเรื่องราวอันน่าสนุกให้ฉันฟัง เขาพูดไปเรื่อยๆ ยิ้มไปเรื่อยๆ โดยไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย

จะว่าไป งานอนุกรมวิธานพืชดูจะใช้กำลังแรงมากกว่าที่คิด (เยอะเลย) ฉันจินตนาการไม่ออกว่าถ้าคนทำไม่มีใจรักธรรมชาติ หรืออินเรื่องต้นไม้มากๆ จะทำได้จริงๆ เหรอ

ฉันว่าไม่น่าได้

เพราะกว่าอาจารย์ป๋อมจะมาถึงจุดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องพืช เขาต้องใช้ความชอบที่มีอยู่มากเหลือเกินตั้งแต่สมัยเด็ก ในการขับเคลื่อนตัวเองมาเรื่อยๆ จนจบปริญญาเอกในสถาบันที่คนรักพืชใฝ่ฝันจะเป็นส่วนหนึ่ง อย่าง Kew Gardens ประเทศอังกฤษ

จากเด็กชายตัวเล็กๆ ชั้น ป.2 ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในจังหวัดอุบลราชธานี เริ่มหลงใหลในธรรมชาติ ป่าเขา เพราะคุณพ่อชอบพาไปเที่ยวอุทยาน ชวนวิ่งกลางทุ่งนา แล้วชี้ให้ดูนกน้อยในป่าใหญ่ ทำให้เขาเริ่มสนใจและสงสัยว่าต้นไม้และนกที่เห็นมีชื่อเรียกว่าอะไร

ทุกครั้งที่ไปนอกเมือง เขาไม่ลืมถามพ่อทุกครั้ง พอเริ่มเข้ามัธยมก็สานต่อความชอบ ด้วยการตั้งชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ พาเพื่อนๆ น้องๆ ไปออกค่ายในป่า และเริ่มศึกษาชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นไม้ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็จริงจังในการต่อยอดเส้นทางที่ตัวเองชอบ จึงเลือกเรียนปริญญาตรีคณะเภสัชพฤกษศาสตร์ ปริญญาโทคณะวิทยาศาสตร์ และมั่นใจมากพอว่าสิ่งที่ทำอยู่คือความสุขของตน จึงรวบรวมประสบการณ์ความรู้ทั้งหมดเพื่อส่ง Proposal ยื่นเรียนปริญญาเอกที่ Kew Gardens จนสำเร็จ

“อาจารย์ที่คิวจะสอนผมตลอดว่า ‘Need to Know, Nice to Know’ คุณต้องพยายามขวนขวายในการเข้ามาเรียน ถ้าจะเอาตัวรอดต้องศึกษาด้วยตัวเอง ซึ่งผมว่ามันดีตรงที่ว่าอะไรที่เรายังไม่รู้แล้วอยากรู้ เราก็มุ่งไปตรงนั้นได้เลย แถมที่นี่ยังมีการ Train ภาษาละติน เพราะว่าชื่อพฤกษศาสตร์เป็นภาษาละติน อีกทั้งเรียนรู้ด้านการจัดการในสวนของคิวและ Herbarium ทั้งจากการสังเกต ทั้งเข้าไปซึมซับวิธีบริหารด้วยตัวเอง” อาจารย์ป๋อมกล่าว

ด้วยความที่ Kew Gardens เป็น Herbarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีจำนวนตัวอย่างพรรณไม้กว่า 7,000,000 ชิ้น ทำให้นักอนุกรมวิธานพืชทุกคนต้องไปเก็บเกี่ยวความรู้ที่นั่นให้ได้สักครั้งหนึ่ง

การมีอยู่ของพิพิธภัณฑ์พืชมีความสำคัญในการศึกษาเชิงความหลากหลายทางชีวภาพ สมมติว่าเราเก็บ Herbarium Specimens ไว้ อีก 10 ปีข้างหน้าอาจมีคนเข้ามาศึกษาพืชจากตัวอย่างกลุ่มนี้เช่นกัน นี่แหละเสน่ห์ของความอายุยืนของพรรณไม้พวกนี้ เหมือนที่อาจารย์ป๋อมมีโอกาสศึกษาต้นไม้ที่ไอดอลของเขาเคยค้นพบและตั้งชื่อไว้เมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน นั่นก็คือ คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน

“การที่ผมได้มาเรียนที่คิว ทำให้ผมได้ศึกษาวิจัยตัวอย่างต้นไม้ที่ลินเนียสเคยทำไว้ ผมได้ไปดูต้นไม้ต้นนั้นจริงๆ ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร และสืบค้นหนังสือ เอกสาร เมื่อสามร้อยกว่าปีที่แล้วของลินเนียสทั้งหมด ซึ่งต้นไม้ต้นนั้นชื่อภาษาไทยคือ ‘สาบแร้งสาบกา’ 

“ลินเนียสเป็นเหมือนไอดอลของผม เป็นคนที่มีความสำคัญมาก เพราะเขาได้คิดทฤษฎีใหม่ และวางรากฐานในการศึกษาด้านอนุกรมวิธานพืชเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันหลายคนก็ยังใช้ระบบการทำงานแบบเดียวกับที่เขาทำอยู่เลย” อาจารย์ป๋อมเล่าอย่างภูมิใจ

ความสุขเล็กๆ ในป่าใหญ่

การที่อาจารย์ป๋อมได้เรียนที่คิว ทำให้เขารู้ว่าระบบการทำงานมีความลึกต่างกับที่ไทย คิวจะเน้นการทำภาพใหญ่ ศึกษาความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของพืชทั้งหมด ทุกวงศ์ สกุล และชนิดในโลก ที่นั่นจึงมีชิ้นงานและข้อมูลที่เยอะมาก  ทำให้มองเห็นภาพได้กว้างกว่าบ้านเรา เพราะมีตัวอย่างพืชหลายร้อยปีจากทุกมุม ทุกพื้นที่ การศึกษาจึงทำได้ไม่ยาก แค่ตัดใบไม้แห้งมาสกัด ก็ได้ข้อมูลที่จะศึกษาอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับในไทย Herbarium ยังมีแค่พืชในประเทศ ข้อมูลยังไม่เยอะเท่า จึงต้องศึกษาและค่อยๆ ต่อเติมจิ๊กซอว์ให้เต็มแผ่นต่อไป

แม้ฝรั่งจะทำข้อมูลได้เยอะกว่า แต่ประสบการณ์การเก็บตัวอย่างพืชในไทยก็สนุกไม่แพ้ชาติใดในโลก!

แม้ฝรั่งใช้โดรนหาพืชในป่า แต่เมืองไทยมีลิงช่วยเก็บตัวอย่างนะ!

ฟังไม่ผิดหรอก เพราะประสบการณ์ความสนุกที่อาจารย์ป๋อมเคยเจอ คือการได้รู้ว่าลิงก็ช่วยเราทำงานได้ สกิลล์การปีนต้นไม้อันช่ำชองของมันมาจากการฝึกลิงของคนไทยเรานี่แหละ ตัวอย่างพรรณไม้ที่ใช้ลิงเก็บมักอยู่บนต้นไม้สูงๆ เช่นวงศ์ยางนา คนใต้ก็จะใช้ลิงขึ้นไปดึงตัวอย่างพรรณไม้ลงมา

อาจารย์ป๋อมแอบกระซิบว่า เวลาเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชาวเวียดนามหรือจีนฟัง ทุกคนฮือฮาในนวัตกรรมของบ้านเรามาก (ไทยแลนด์โอนลี่จริงๆ)

นอกจากนี้ ยังสนุกตรงได้ของแถมเวลาศึกษาพืชชนิดหนึ่ง แต่กลับพบพืชสปีชีส์ใหม่ๆ โดยบังเอิญ หรือบางครั้งไปเจอต้นไม้ที่เป็นตัวอย่างชิ้นสุดท้ายของคนที่เคยเจอเมื่อร้อยปีก่อน อาจารย์ป๋อมก็นำมา Rediscover แล้วรายงานว่าต้นไม้ชนิดนี้ยังไม่สูญพันธ์ุนะ

“ในการเก็บทุกครั้งต้องดูจำนวนพืชในบริเวณนั้นก่อนว่าเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ถ้าเป็นพวกพืชเล็กๆ เวลาขึ้นมันไม่ได้ขึ้นต้นเดียวเหมือนไม้ต้น มันก็จะมีเยอะอยู่ เราเอามาแค่บางส่วน ไม่ได้เอามาทั้งหมดเลย เวลาเก็บก็เก็บแค่สามถึงห้าชิ้น ขึ้นอยู่กับว่ามีเยอะมีน้อย บางชนิดก็เก็บแค่บางกิ่งเพื่อให้มันยังคงยั่งยืน” อาจารย์ป๋อมอธิบายถึงการเลือกเก็บ

ต้นน้ำสายแรก

หลายคนอาจมองว่างานด้านพฤกษศาสตร์หรืออนุกรมวิธานพืชเป็นการศึกษาที่ไม่เคลื่อนไหว แต่จริงๆ แล้วกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะอาชีพนักอนุกรมวิธานพืชที่อาจารย์ป๋อมกำลังทำอยู่ สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าพืชยังจำเป็นอยู่ และมีพืชบางกลุ่มที่คนอาจต้องศึกษาและทบทวนใหม่

แต่ก่อนเราจะคิดว่าต้นสักต้นเบ้อเริ่มจะอยู่ในวงศ์ Verbenaceae ซึ่งห่างไกลจากต้นไม้ต้นเล็กๆ อย่างกะเพราที่อยู่ในวงศ์ Lamiaceae อย่างแน่นอน แต่เมื่อเทคโนโลยีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น มีการศึกษาดีเอ็นเอ จนพบว่าแท้จริงแล้วต้นสักกับต้นกะเพราเป็นพี่น้องกัน!

ถึงแม้จะคนละขนาด แต่ช่อดอกก็ใกล้เคียงกัน ทำให้ปัจจุบันต้นสักถูกย้ายมาอยู่ในวงศ์กะเพราเป็นที่เรียบร้อย

คงจะจริงอย่างที่อาจารย์ป๋อมบอกว่า การทบทวนต้นไม้ที่คนเคยรีพอร์ตว่าถูก ตอนนี้อาจผิดก็ได้ ต้นไม้ที่เคยศึกษาเมื่อ 30 ปีก่อน มาวันนี้ ข้อมูลอาจจะไม่ถูกต้องและล้าสมัยไปแล้ว

ดังนั้น งานที่อาจารย์ป๋อมทำอยู่คงเป็นเหมือนต้นน้ำสายแรก นักอนุกรมวิธานพืชอย่างเขาจึงต้องพาเราเดินไปศึกษาอย่างถูกวิธีที่สุด

จากที่เคยมองว่าไกลตัว ตอนนี้กลายเป็นว่าใกล้ตัวเสียเหลือเกิน ตัวอย่างง่ายๆ ก็ผักที่เรากินอยู่ทุกวัน เช่นในพะโล้ที่พ่อค้าแม่ค้านิยมใส่โป๊ยกั๊ก เครื่องเทศรูปร่างคุ้นตาคล้ายดาว ซึ่งมีชื่อสามัญว่า Chinese Star Anise บางครั้งชื่อพื้นเมืองนี้อาจทำให้เกิดความสับสนได้ เพราะพืชที่คล้ายกันทั้งชื่อและลักษณะอย่าง Japanese Star Anise อาจแฝงตัวเข้ามาจนคุณแยกไม่ออก แถมยังมีผลร้ายแรงต่อร่างกายเพราะเป็นพืชที่มีพิษ ดังนั้น การศึกษาข้อมูลพืชให้รู้แน่ชัดเและรีพอร์ตให้คนรู้ จึงเป็นสิ่งที่นักอนุกรมวิธานพืชช่วยคุ้มครองผู้บริโภคอยู่เบื้องหลัง

ก่อนจากกันไป อาจารย์ป๋อมพาฉันเดินดูตู้เก็บตัวอย่างพรรณไม้ที่มีอยู่เยอะมากเต็มภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ละตู้กำกับรายชื่อพรรณไม้ มีทั้งที่เคยเห็นและไม่ใช่วัชพืชที่เห็นทั่วไป มีการจำแนกตามวงศ์และจังหวัดเพื่อง่ายต่อการหยิบมาศึกษา ดูไปดูมาก็คล้ายกับหนังสือที่เรียงในห้องสมุด

ในอนาคตข้างหน้า อาจารย์ป๋อมแอบบอกว่าจะมีการทำ Herbarium แห่งใหม่ โดยยกตัวอย่างพรรณไม้หลายหมื่นชิ้นไปไว้ที่อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ เพื่อให้คนที่มาได้เห็นทั้งตัวอย่างพรรณไม้แห้ง งานวิจัย งานศึกษา และเดินไปดูต้นไม้สดๆ ในสวนได้อย่างครบวงจรระหว่างรอข่าวดี ไปทำความรู้จักสวนพฤกษศาสตร์ที่เป็นมิตรต่อคนในบทความ อุทยานธรรมชาติแห่งใหญ่ที่สอนวิชาสมุนไพรไทยหายากด้วยแนวคิด Universal Design กันก่อนได้นะ

Writer

Avatar

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

เมื่อพูดถึง ช่างท๊อป-ภานุพงศ์ จงจิตร หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท คงทำให้ใครหลายคนนึกถึงคลิปช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมวในเฟซบุ๊ก ผู้มักจะต้องรบรากับเหล่าสัตว์บ้านที่ดุร้ายอย่างกับสิงห์สาราสัตว์ตามป่าใหญ่ หรือบางตัวก็ชวนตลกระดับแก๊งป่วนก๊วนพิสดาร

หรือถ้าใส่ข้อมูลเชิงลึกลงไปกว่านั้น ก็คงต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างจากหลาย ๆ บทสัมภาษณ์

เขาเคยไปเป็นลูกจ้างร้านอาบน้ำตัดขนหมาแมวที่กรุงเทพฯ

กลับมาเปิดร้านของตัวเองที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ก่อนจะแพ้ภัยสิ่งอบายมุข ติดเที่ยว ติดบุหรี่ ติดเหล้า จนต้องปิดกิจการไปในเวลาต่อมา

แล้วจึงขอโอกาสแก้ไขชีวิต โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดัน กลับไปเป็นลูกจ้างเพื่อขัดเกลาตัวเอง แล้วหวนคืนสู่ถิ่นมาเปิดร้านอีกครั้งหนึ่ง

พร้อมกับกลายเป็นที่รู้จักในโลกโซเชียลจากคลิปน้องลูกจัน (แมว) ไม่ชอบอาบน้ำ

แต่นั่นไม่ใช่หลักใหญ่สำคัญของบทความนี้ เพราะตลอดการพูดคุยนี้ ไม่ใช่เรื่องของการทำเพจ ไม่ใช่เรื่องของการทำคลิป ไม่ได้เอาความดังของเขามาเป็นตัวตั้ง แต่เอาฝีมือและประสบการณ์มาเล่า จากการเป็นช่างตัดขนและอาบน้ำหมานานกว่า 18 ปี

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างไม่เท่เอาเสียเลย

“คำถามแรกที่ถามเจ้าของร้านก็คือ เขาเอาหมาไปตากแดดที่ไหน” 

ช่างท๊อปบอกเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อย้อนนึกถึงวันวานของตนที่เข้าไปในร้านอาบน้ำตัดขนสัตว์ที่กรุงเทพฯ แบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่รู้ว่าเขาต้องการหางานพิเศษทำ

ไม่เพียงเท่านั้น การเลือกเข้าทำงานที่นี่ก็ไม่ได้เกิดจากความอยากรู้อยากลองหรือสนใจในอาชีพ เพียงแต่แฟนของเขาพึ่งดูละครเรื่อง รักเกินพิกัดแค้น (พ.ศ. 2547) ซึ่งมี หนุ่ม อรรถพร เล่นเป็นช่างอาบน้ำตัดขนสัตว์มาดหล่อ อีกทั้งยังแต่งตัวเท่เยี่ยงชายในเครื่องแบบ ฉะนี้เองเขาจึงถูกแฟนตะล่อมให้เข้าทำงานโดยปริยาย

แต่สำหรับช่างท๊อปในตอนนั้นที่มีพื้นฐานเป็นคนรักสัตว์ การทำงานในร้านจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก แม้จะเริ่มต้นด้วยการเก็บขี้หมาในกรง 

เมื่อนำความน่ารักของเหล่าหมาแมวมาบวกลบทดดูแล้ว มันก็มากเพียงพอจะหักล้างกับอะไรหลาย ๆ อย่าง จนเกิดเป็นความคิดที่ว่า “หมามันน่ารักอะครับ สายพันธุ์ที่เราไม่เคยเจอมันน่ารัก เรามีความสุขในการทำงานอยู่กับหมา”

ยิ่งนำไปเปรียบเทียบกับการนั่งทำงานออฟฟิศ ตากแอร์สบาย ๆ เอนหลังไปกับเก้าอี้ แต่อาจแวดล้อมไปด้วยเพื่อนร่วมงานเรื่องเยอะ ลูกค้าจอมจู้จี้จุกจิก การอยู่แบบนี้เห็นจะสบายใจกว่าเป็นไหน ๆ เพราะสำหรับช่างท๊อปแล้ว หมาแมวก็เปรียบเสมือนลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

“ถ้าลูกค้าทำกริยาท่าทางไม่ดีกับเรา เราจะไปบ่น ไปด่าเขา เราทำไม่ได้ แต่ถ้าเราอยู่กับหมา เขาก็รับฟัง (หัวเราะ) สุดท้ายมันก็มาเลียหน้าเรา มากระดิกหางใส่เรา ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้เราเพิ่งด่ามันไป ก็เลยทำงานมีความสุข ทั้ง ๆ ที่บางทีงานมันอาจจะเครียด”

ความเครียดในที่นี้หมายถึงเหล่าความเสี่ยง ความสกปรก และความยากต่อการรับมือที่อาชีพนี้ต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเสี่ยง เช่น หมาที่มีอายุมากแล้ว หรือภาษาบ้านคือ หมาแก่ มีความเสี่ยงที่จะช็อกเสียชีวิตได้ตลอดเวลา

ความอดทน เช่น หมาอายุน้อย หมาสมาธิสั้น หรือหมาปัญญาอ่อน สำหรับช่างท๊อปแล้วรับมือยากกว่าหมาดุแบบคนละเรื่อง เพราะพูดอะไรให้ตายยังไงมันก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี หรืออาจจะเป็นเหล่า​​แมวดุ แมวกัด แมวตบ ที่ชอบมามอบแผลให้ได้ระลึกถึงกัน

ส่วนความสกปรก เช่น เวลาที่หมาแมวบางตัวเกิดอาการกลัวระหว่างตัดขนหรืออาบน้ำ อาจมีบางครั้งที่ตัด ๆ อยู่แล้วกลัวชนิดขี้แตกขี้แตนเต็มโต๊ะ เลอะเทอะเสื้อผ้าช่าง ซึ่งช่างท๊อปก็บอกกับเราเพียงแค่ว่า “ต้องรับสภาพให้ได้”

“ความเครียดมีอยู่ตลอดเวลา แต่เวลาผมอัดคลิป ผมจะเอาความเครียดแต่ละครั้งมาเป็นความสนุกให้ทุกคนได้ดู แม้ในใจของเราบางทีจะเครียด”

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างเลือก

หมากับแมวพันธุ์ไหนรับมือยากที่สุด

ผมว่าหมากับแมวพอ ๆ กันครับ ขึ้นอยู่กับที่แต่ละตัวมากกว่า เหมือนคนเลย คนไหนนิสัยไม่ดี คนไหนนิสัยดี อย่างนี้ครับ

การอาบน้ำตัดขนก็ไม่มีขั้นตอนไหนยากตายตัวเลยครับ ทุกอย่างคล้าย ๆ หมด

เหมือนเราจะไถเท้า หมาตัวนี้ไถเท้าง่ายมาก หมาตัวนี้ไถเท้าโคตรยาก หมาตัวนี้ไถไม่ได้เลย พอเราทำได้หมดแล้ว ความยากมันอยู่ที่นิสัยหมา นิสัยแมว ถามว่าหมากับแมวอันไหนทำยากกว่า ผมบอกเลยว่า แมว

ทำไม 

แมวที่จองคิวมาที่ร้าน อันดับแรกก็คือต้องเทสต์ดูก่อนนะครับ ไม่ใช่ว่ามาถึงปุ๊บก็ทำเลย

อันดับแรกต้องเทสต์ไดร์ เทสต์เสียงน้ำ พอเทสต์เสร็จปุ๊บ โอเค ผ่านขั้นตอนแรก เราก็ไปขั้นตอนที่สองในการอาบน้ำ บางตัวอาบเสร็จ บางตัวก็อาบไม่เสร็จ มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละตัว

อาบไม่เสร็จนี่คือล่มกลางทาง

เราประเมินจากประสบการณ์ เห็นหมาปุ๊บเราจะรู้เลยว่าตัวนี้เราทำได้ไหม ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าว่าอาจจะทำได้ก็คือลองทำให้ดูก่อน อาจจะเสร็จหรือไม่เสร็จ

ส่วนใหญ่แล้วที่ว่าโดนกัดหนัก ๆ ก็เป็นเพราะว่าเราอยากทำให้ แต่บางจังหวะเราก็พลาด ส่วนตัวไหนที่จับแล้วปุ๊บทำไม่ได้เลยก็มี บางทีอาจจะยอมช่วงแรก แต่พอหลัง ๆ เขาไม่ยอมแล้ว ยังไงก็ไม่ยอม ได้แค่ไหนเอาแค่นั้นครับ

แล้วบอกเจ้าของยังไง 

เขาจองคิวมา เราก็ส่งรายละเอียดให้เขาหมดแล้วว่า เออ การจะจองคิวอาบน้ำตัดขนหมาแมวแต่ละตัวมีรายละเอียดอะไรบ้าง มีข้อตกลงกันก่อน

ถูกกัด ถูกข่วน นานแค่ไหนกว่าจะชิน

นานอยู่เหมือนกันครับ เพราะว่าตอนแรก ๆ ที่เข้าไปเป็นเด็กอาบน้ำหมา แค่สัปดาห์เดียวก็โดนกัดแล้ว พอเราโดนกัดปุ๊บ ตอนนั้นตกใจนะ แต่ว่าเพื่อนร่วมงานไม่ได้ตกใจไปกับเรา เราก็มานั่งทบทวน อ๋อ สงสัยมันเป็นเหตุการณ์ปกติล่ะมั้ง (หัวเราะ)

แล้วการโดนกัด เราเลือกได้ครับ เราเลือกที่จะทำได้

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

เลือกได้ด้วยเหรอ

เลือกได้ครับ เพราะว่าช่างบางคนเขาก็ไม่รับเลย หมาดุ หมากัด

เจ้าของก็ต้องเอาไปร้านสัตวแพทย์ โดยให้สัตวแพทย์วางยาซึม วางยาสลบ แล้วค่อยให้ตัดขน ปัญหาคือเจ้าของหมาต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น สองคือหมาจะซึมอยู่แบบนั้นประมาณ 2 – 3 วัน

ถ้าตัวไหนเราทำได้ เราก็ทำให้ เราโดนกัด แต่ว่าเจ้าของแทบไม่รู้ว่าหมาเขากัดเรา เพราะว่าผมจะไม่ค่อยบอก เรากลัวเขาจะเกรงใจแล้วไม่กล้าพามา กลัวว่าจะพาไปวางยา ผมสงสารหมา ซึ่งสัตวแพทย์เองก็ไม่อยากทำเหมือนกันครับ

มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะทำให้เราเจ็บตัวน้อยที่สุด

มีอุปกรณ์ป้องกัน ส่วนใหญ่บางคนเขาก็ใช้ถุงมือบ้าง ที่ครอบปาก ครอบหัว ที่ร้านผมไม่มีอุปกรณ์อะไรช่วยเลย มีแต่มือเปล่า ๆ แล้วก็มีแฟนผมเป็นผู้ช่วยคอยจับในบางจังหวะที่ว่า เออ เราต้องช่วยกันจับนะ เหมือนเราทำแมว สัญชาตญาณแมวคือมันจะตะเกียกตะกาย ก็ต้องให้ช่วยจับเท้าข้างหนึ่ง

ถ้ามีอุปกรณ์ช่วย เราอาจจะทำได้เร็วกว่า แต่ว่าหมาแมวมันอาจจะเครียดกว่าเดิม

เป็นการให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของสัตว์ด้วย 

ใช่ครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเลือกที่จะไม่ทำเลย มันจะดีกว่า ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ก็อย่าไปฝืน

ถ้าตัวไหนที่ว่าคิดว่าจับไม่ไหว ต้องบอกให้เจ้าของเอากลับไป หรือไม่ก็ให้เจ้าของช่วยจับ แต่ถ้าเคสไหนที่เจ้าของปฏิเสธเลยว่า ผมช่วยจับให้ไม่ได้ อันนี้คือต้องพิจารณา

บางทีเจ้าของไม่กล้าจับ กลัวโดนข่วน โดนกัด แต่ว่าเราจะมีวิธี มีเทคนิคในการจับ

วิธีนั้นคือยังไง 

คล้าย ๆ การจับงูครับ เขาก็มีวิธีว่าทำยังไงไม่ให้งูกัด

แต่แมวมา 10 ตัว จะทำวิธีเดียวกันไม่ได้ เราต้องประเมินเบื้องต้นว่าตัวนี้ควรจับยังไง ตัวนี้ยอมท่าไหน หมาแมวแต่ละตัวจะยอมไม่เหมือนกันครับ มันต้องรู้จักนิสัย แล้วนิสัยแต่ละสายพันธุ์ก็ไม่เหมือนกันอีก

เรียนรู้มาจากไหน

ประสบการณ์เลยครับ เหมือนอย่างผม 18 ปีก็เยอะพอสมควร เลยรู้นิสัย รู้พฤติกรรมในบางตัว แต่ไม่ใช่ว่ารู้ 100 เปอร์เซ็นต์นะครับ เราก็พลาดบ้าง โดนกัด โดนตบบ่อย

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างลำบาก

ในขณะที่กำลังสนทนากันในเรื่องของการจองคิว ช่างท๊อปได้พูดขึ้นมาอย่างน่าสนใจว่า “เมื่อก่อนมีพวกชอบมาลองของเยอะ”

ลองของในที่นี้ ไม่ได้มาจากการที่ช่างท๊อปมีสถานะเป็นนักเลงหัวไม้ขาใหญ่คับซอย จนต้องมีคนมาตีรันฟันแทงแย่งตำแหน่งจ้าวยุทธภพ ขณะเดียวกันตัวร้านก็ไม่ได้มีประวัติสยองขวัญขนาดที่พี่ป๋องต้องเอาไปออกรายการ

แต่คือเหล่าลูกค้าที่นึกอยากทดสอบฝีมือช่างด้วยการนำสัตว์เลี้ยงของตนที่มีนิสัยดุร้ายอยู่แล้วเป็นทุนเดิมมาใช้บริการ เพียงแต่จะไม่แจ้งช่างล่วงหน้าว่า หมาแมวของเขานั้นดุขนาดไหน ซึ่งช่างท๊อปเองก็ต้องรับมือกับลูกค้าแบบนี้อยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียล จนต้องออกกฎว่า ไม่แจ้งล่วงหน้า เชิญรับกลับทันที

“ตอนที่ผมดังในโลกโซเชียลแล้ว มันจะมีประเภทที่ว่า ผมทำเสร็จ มารับปุ๊บ แล้วก็พูดว่า แล้วมันไม่กัดช่างหรอครับ …เอ้า!” 

นั่นแหละ อย่านึกสนุกเพียงเพราะความอยากรู้อยากลอง อาชีพช่างอาบน้ำตัดขนนั้นมีความเสี่ยงจากการได้รับบาดเจ็บมากเกินพออยู่แล้ว

  เช่นครั้งหนึ่ง ช่างท๊อปเคยได้รับบาดเจ็บจากการตัดขนหมาพันธุ์บางแก้ว แม้ในทีแรกจะดูไม่มีปฏิกิริยาอะไรให้น่าเป็นห่วง แต่พอผ่านไปสักพักหนึ่ง เจ้าบางแก้วก็หันมาแว้งกัด หรือพูดให้ถูกคือ ขย้ำแขนช่างท๊อป จนทำงานไม่ได้กว่าครึ่งค่อนเดือน

หวังว่าสถานการณ์นี้จะพอเป็นอุทาหรณ์สอนความเห็นใจได้บ้าง

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างขอมา วานโปรดเข้าใจ

อีกเรื่องหนึ่งที่ช่างท๊อปอยากให้ทุกคนเข้าใจคือ การทำงานกับสัตว์ย่อมต้องมาพร้อมกับความเสี่ยงตามที่เคยบอกไว้ก่อนหน้า แต่ความเสี่ยงในที่นี้ยังรวมไปถึงเหล่าหมาแมวที่อยู่ไม่สุข จนทำให้ช่างนั้นอาจพลาดไปทำให้สัตว์มีบาดแผลโดยไม่ได้ตั้งใจ

ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คนกับการที่สัตว์เลี้ยงของเขาที่ถูกดูแลประคบประหงมมาอย่างดีจะเกิดแผลขึ้นจากฝีมือของคนนอก และเป็นคนที่เราเลือกมาใช้บริการ

แต่วานโปรดเข้าใจ “เพราะเราก็ระวังให้สุด ๆ อยู่แล้ว”

บาดแผลที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่ เป็นเพียงแค่รอยถลอกจากปัตตาเลี่ยน แผลบาดจากกรรไกรที่แน่นอนว่า ไม่ใช่แผลลึก หรือถ้าเป็นการตัดเล็บ หากสัตว์เกิดดิ้นขึ้นมาในระหว่างลงมือก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเลือดออกเนื่องจากตัดโดนเนื้อภายใน ซึ่งช่างเองก็เตรียมตัวพร้อมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อยู่เสมอด้วยการใช้ยาอุดให้ทันที

ช่างท๊อปต้องการให้ทุกคนเข้าใจว่า มันเป็นเรื่องปกติจริง ๆ สมมติว่า มีหมาสัก 20 ตัว อาจจะมีเพียงแค่นิ้วสองนิ้วจากจำนวนทั้งหมดเท่านั้นที่ตัดพลาดจนมีเลือดออก

“แต่ว่าไม่ใช่ เออ มี 10 นิ้วพลาดไป 8 นิ้ว อันนั้นคือประมาท ไม่ใช่ละ”

ขณะเดียวกัน วิธีการทำงานเองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หวังว่า เหล่าลูกค้าและผู้คนที่มองเข้ามาจากภายนอกจะไม่ด่วนตัดสินกันเกินไป เพราะหลายครั้งหลายคราว เช่น การจับแมวด้วยวิธีดึงหนังคอ หลายคนก็ตีโพยตีพายกันไปแล้วว่า ช่างบีบคอแมวรึเปล่า

ช่างท๊อปยอมรับว่า บางอย่างไม่ได้เป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด แต่มันเป็นวิธีเดียวที่หลีกเลี่ยงไม่ให้แมวหรือหมาบาดเจ็บได้มากที่สุด

วานโปรดเข้าใจ

ช่างท๊อป ด็อกอาร์ท ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างน่าโมโห

และถึงแม้ว่าเหล่าแมวหมาหลากหลายสายพันธุ์จะน่ารักน่าเอ็นดู เชิญชวนให้น่าลูบหัวพร้อมจกพุงขนาดไหน ก็ต้องยอมรับว่า บางพฤติกรรมของมันนั้นชวนหงุดหงิดไม่ใช่น้อย

ช่างท๊อปเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อเวลาชีวิตกว่าครึ่งค่อนวันนั้นหมดไปกับการรับมือสัตว์ จึงมีบ้างกับความรู้สึกโมโหที่ทำไมถึงไม่อยู่นิ่ง ๆ สักที!

“เหมือนว่า ไม่ไหวแล้ว ตัวนี้ไม่ไหวจริง ๆ ต้องหยุดก่อน เอาไปไว้ในกรงก่อน แยกกันสักพักหนึ่ง ไปทำตัวอื่นที่กำลังแฮปปี้อยู่ พอเรารีแลกซ์ เราก็กลับไปทำอีก”

แต่นอกจากวิธีห่างกันสักพักแล้ว ช่างท๊อปยังเลือกใช้เสียงในการสยบความดื้อของสัตว์เลี้ยง

“บางทีก็ขู่ต่อหน้าเจ้าของ ต่อหน้าพ่อหน้าแม่มัน” หลังจบประโยคนี้ช่างท๊อปก็หัวเราะออกมายกใหญ่กันเลยทีเดียวเชียว

ซึ่งการทำทั้งเสียงดุ ขู่ ด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ ตีโต๊ะด้วยมือหรืออาจจะด้วยขวดเปล่าก็แลดูจะได้ผลไม่ใช่น้อยจากหลาย ๆ ครั้งที่ทำมา ยิ่งกับหมาเด็กด้วยแล้ว หากไม่ใช้เสียงก็อย่าหวังว่าเจ้าจิ๋วจอมซ่าจะอยู่นิ่งให้ลงมือทำงานได้ง่าย ๆ

อย่างไรก็ตาม ถ้าจนแล้วจนรอดยังไงก็ไม่นิ่งสักที ช่างท๊อปก็ได้บอกกับเราว่า “ตามสภาพ”

ถึงอย่างนั้น หมากับแมวต่อให้จะซนขนาดไหน พวกมันก็จะหยุดนิ่งบ้างในบางจังหวะ ซึ่งช่างท๊อปก็ต้องอาศัยจังหวะเหล่านั้นที่มีระยะความนานอยู่ที่ 15-20 วินาที ในการทำงานให้ตลอดรอดฝั่งไปในแต่ละตัว

บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์
บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ช่างสงสาร

ความดังกับความวุ่นวายเห็นจะเป็นสิ่งที่ควบคู่กันมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลายครั้งและหลายคนที่เคยดูคลิปช่างท๊อป แล้วเกิดความรู้สึกอยากเอาหมาแมวของตัวเองมาใช้บริการ ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวนั้นอยู่คนละจังหวัดเลยก็มี

ทำเอาช่างท๊อปต้องห้ามไว้ไม่ให้ถ่อกันมา เพราะมีความเสี่ยงสูงที่หลายคนจะมาแล้วเสียเที่ยว

ในที่นี่ไม่ได้หมายความว่า คิวเต็มหรือช่างไม่อยู่ แต่มาจากการที่สัตว์เลี้ยงไม่เคยเข้าร้านอาบน้ำตัดขนมาก่อน เพราะการจะใช้บริการร้านเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องพาเหล่าหมาแมวมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวน้อย หากคิดแค่ชื่นชอบแล้วอยากมาใช้บริการ โดยที่สัตว์เลี้ยงไม่เคยเข้าร้านอาบน้ำตัดขนแม้แต่ครั้งเดียว ช่างก็คงต้องขอห้ามไว้ก่อนว่า อย่ามา

เพราะแม้แต่ช่างเองก็ไม่สามารถการันตีให้ได้ว่า จะทำได้ไหม

บางตัวในคลิปเข้ามาใช้บริการตั้งแต่เด็กยังดุขนาดนั้น ยังดื้อขนาดนี้ แล้วคนที่ไม่เคย-ดีไม่ดีจะยิ่งไปกันใหญ่

แต่ถ้าตัวไหนถูกพาเข้าร้านอาบน้ำตัดขนเป็นประจำอยู่แล้ว และต้องการมาใช้บริการของช่างท๊อป อันนี้ก็ยังพอทำเนา แต่ก็คงต้องคุยรายละเอียดกันหลายยก

“เราจะถามตั้งแต่หมาพันธุ์อะไร อายุเท่าไหร่ เข้าร้านเป็นประจำตั้งแต่เด็กไหม คือเราจะถามหมดเลย ถ้าเราไม่ถามรายละเอียดเยอะ ๆ เขาอาจจะมาเสียเที่ยว”

กระนั้นเอง ช่างท๊อปก็ไม่ได้มองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเสียจากการเป็นคนดังแต่อย่างใด เพราะมันก็ยังอยู่ในระดับภาวะที่เขารับมือได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่ออะไรหลาย ๆ อย่างรอบตัว แม้ว่าบางครั้งลูกค้าจะชอบมาขอให้ถ่ายคลิประหว่างกำลังตัดขนหมาแมวที่พวกเขานำมาก็ตาม

ซึ่งช่างก็ต้องบอกไปตามตรงว่า “เราให้ไม่ได้”

สาเหตุนั้นมาจากช่างไม่ได้ถ่ายคลิปเป็นประจำทุกตัว ทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากเหตุการณ์ซึ่ง ๆ หน้า แล้วแต่สถานการณ์และความว่าง ไม่มีการจัดวาง ไม่มีการตัดต่อ มีเพียงความรู้สึกว่า “โอ้ มันน่ารักจังวะ” จึงยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งกล้องถ่ายสัก 1-2 นาที เพื่อแบ่งปันความน่ารักนี้ให้ผู้อื่นได้ชื่นชมไปพร้อม ๆ กัน

“หมาแมวบางตัวมาที่ร้านคือทำคลิปบ่อย จนเจ้าของมีความรู้สึกว่า เขารักหมาแมวเขามากกว่าเดิม เพราะว่าความน่ารักบางมุมคือเขาพึ่งมาเห็นกับร้านเรา”

พอเอ่ยถึงประเด็นการถ่ายคลิป เราเลยลองถามช่างท๊อปดูว่า ถ้าไม่ได้ดังจากคลิปน้องลูกจันจนกลายเป็นช่างงานรัดตัวประหนึ่ง Influencer จะเป็นยังไง

เขาตอบเรามาอย่างติดตลก “ตอนนี้น่าจะตัดขนเยอะกว่าเดิมนะครับ”

บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมว

ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมว เขาใช้เวลาครุ่นคิดไม่น้อยเมื่อถูกถามความเห็นเกี่ยวกับวาทกรรม การให้ข้าวหมาแมวจรคือความเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่ง

แต่ก่อนที่ความเงียบจะเข้าปกคลุมโดยสมบูรณ์ ช่างท๊อปก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ไม่เกี่ยวกับการเห็นแก่ตัวเลยครับ”

ซึ่งประโยคเพียงแค่นั้นก็มากพอที่จะสรุปใจความที่เขาตั้งใจจะสื่อต่อจากนี้ได้อย่างครบครัน เพราะเขามองว่า มันไม่มีทางเลยที่คนคนหนึ่งจะสามารถรับเลี้ยงสัตว์จรจัดที่พบเห็นได้ทุกตัว หรือบางทีอาจอยู่รวมกันเป็นฝูง

  สำหรับเขา การรับเลี้ยงสัตว์ตัวหนึ่งเปรียบเสมือนภาระอันใหญ่หลวง ไม่เพียงแต่ต้องมีใจที่พร้อมดูแล แต่ต้องพร้อมสรรพไปด้วยกำลังทรัพย์ เวลาที่ยินดีสละ และสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่

“การเลี้ยงหมาตัวหนึ่งก็เหมือนเลี้ยงคนคนหนึ่ง เขาต้องอยู่กับเราตลอดชีวิต”

อย่างน้อย ๆ การได้ให้อาหารแม้เพียงมื้อเดียว มันก็ดีกว่าการปล่อยให้สัตว์เหล่านั้นหิวโซด้วยความทรมาน ดีกว่าปล่อยให้มันตายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่เราเลือกจะไม่ทำอะไรสักอย่างเลย หรือกระนั้นเอง การเลือกไม่ทำอะไรเลยก็เห็นจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในบางแง่มุม

ช่างท๊อปได้เสริมปิดท้ายว่า “คนที่เลี้ยงแล้วเอาไปปล่อย พวกนี้ต่างหากคือ เห็นแก่ตัว”

ฉะนี้เอง ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมว ช่างท๊อปจึงอยากฝากฝังถึงคนที่ทั้งกำลังเลี้ยงสัตว์และกำลังคิดว่าจะเริ่มเลี้ยงสักตัว

หากกำลังเลี้ยงอยู่ ก็จงพยายามดูแลเอาใจใส่เขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ตัวเองจะสามารถทำได้

หากกำลังคิดว่าอยากจะเริ่มเลี้ยงสัตว์สักตัว ก็จงศึกษาหาข้อมูลให้ครบถ้วน ศึกษาหมาแต่ละสายพันธุ์ แมวแต่ละสายพันธุ์ให้ดี และไตร่ตรองกับตัวเองให้ดีเช่นกันว่า เราชอบจริงรึเปล่า และเราจะรักเขาจริง ๆ รึเปล่า กระทั่งตรวจสอบตัวเองให้แน่ใจแล้วว่า ไม่ได้แพ้ขนสัตว์

“บางคนไม่รู้ว่าตัวเองแพ้ขนสัตว์ พอว่าเลี้ยงไปแล้ว เอ้า กูแพ้ขนสัตว์ ต้องเอาไปปล่อย หรือว่าเอาไปให้คนอื่น”

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นการผลักภาระให้ผู้อื่น แต่ยังเป็นการบั่นทอนสภาพจิตใจของสัตว์เลี้ยง เพราะหมาและแมวจะจำได้ว่า ใครคือเจ้าของของมัน และมันก็รักคนคนนี้ไปแล้ว มันรักเราไปเรียบร้อยแล้ว

ท้ายที่สุด ในฐานะช่างอาบน้ำตัดขนหมาแมวย่อมต้องให้คำแนะนำเกี่ยวกับการอาบน้ำสัตว์เลี้ยง

ถ้าเป็นไปได้ สำหรับหมาควรอาบอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการอาบเองที่บ้านหรือพามาที่ร้าน

ในส่วนของแมวนั้น แค่เดือนละครั้งตามเห็นสมควร เพราะแมวจะเลียขนเพื่อเป็นการทำความสะอาดตัวเองอยู่แล้ว นอกจากนี้การอาบน้ำให้แมวเยอะจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของแมวได้

แต่ถ้าเหล่าสัตว์เลี้ยงดันไม่อยากอาบน้ำขึ้นมา ช่างท๊อปก็บอกได้แค่ว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่มีวิธีตายตัวในการจับเหล่าหมาแมวจอมซนมาอาบน้ำ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ ทำให้เขาเชื่อใจ

“พูดดี ให้เวลา ปรับตัวเข้าหา แล้วก็ทำให้เขาเชื่อใจเราให้ได้ การที่หมาแมวไม่อยากอาบน้ำ บางตัวไม่ใช่ว่า เขาไม่ชอบน้ำ เขาแค่ไม่ไว้ใจ ยังไงก็อาบได้ครับ”

บ้านช่างท๊อป ดาณุพงศ์ จงจิตร ช่างอาบน้ำตัดขนที่ต้องรับมือกับหมา แมว และคนพันธุ์ดุทุกสปีชีส์

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

วิศวะ เดียวกี่

เป็นเด็กใต้เมืองคอน นิสัยติสท์ๆ ชอบถ่ายรูป ชอบกิน ชอบเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load