ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ ฉันเคยถามแม่ถึงต้นไม้ที่เห็นว่าชื่ออะไร แม่ตอบว่าดอกทรงพุ่มๆ แบบนี้รำเพยแน่นอน แต่ไม่ทันไรพ่อก็เถียงกลับว่า ใบเรียวยาวลักษณะนี้ยี่โถต่างหาก วันนั้นฉันไม่ได้คำตอบ แถมไม่ได้พยายามค้นหาคำเฉลยเพราะคิดว่าไม่ได้สำคัญอะไร จนกระทั่งโตขึ้นมาจึงรู้ว่ามันสำคัญ เพราะทั้งรำเพยและยี่โถเป็นไม้มีพิษทั้งคู่ ถ้าไม่รู้จักหรือใช้ผิด อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ฉันนึกถึงเรื่องนี้เพราะมีโอกาสได้นั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องพืชอย่าง ผศ. ดร. ภก.ภานุพงษ์ พงษ์ชีวิน หรืออาจารย์ป๋อม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อินกับการจำแนกพืชมาตั้งแต่ ป.2 และสานฝันความสำเร็จด้วยปริญญาเอกจากสวนพฤกษศาสตร์คิว (Kew Gardens) ศูนย์กลางทางพฤกษศาสตร์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ และมีพิพิธภัณฑ์พืช (Herbarium) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นั่นทำให้ฉันแน่ใจว่าการจำแนกพันธุ์พืชให้ถูกเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก เพราะนอกจากจะเลี่ยงการหยิบ จับ สูด ดม พืชที่อันตรายได้แล้ว งาน ‘อนุกรมวิธานพืช’ ของเขา ที่ทำตั้งแต่การวิจัยพืชในอาคารยันออกภาคสนามเพื่อเข้าป่าไปเก็บตัวอย่างพรรณไม้ (Herbarium Specimens) ยังช่วยระบุพืชให้เรารู้ว่ามันคืออะไร ตั้งชื่อกลางให้คนทั่วโลกเข้าใจตรงกัน คอยคุ้มครองผู้บริโภคให้รู้เท่าทันยาสมุนไพรบางชนิด รวมไปถึงศึกษาวิวัฒนาการของพืชทั้งพันธุ์เก่าและใหม่ เพื่อเป็นต้นทางการกระจายความรู้ให้ผู้ศึกษาทั้งในและนอกประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด

อาชีพที่ใกล้ชิดพืชมาหลายร้อยปี

ก่อนที่คนจะให้ความสนใจในด้านอนุกรมวิธานพืชหรือด้านพฤกษศาสตร์ อาจารย์ป๋อมเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน

ในยุคของ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษคนนี้ล่องเรือหลวงบีเกิลสู่ทะเลชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลาถึง 5 ปี จนเขาได้สังเกตถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จากนั้นก็ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติความเชื่อบางอย่าง จนทำให้คนทั่วโลกตื่นตัวกับการศึกษาพรรณไม้แปลกถิ่น เริ่มอยากรู้ถึงวิวัฒนาการของธรรมชาติและมองว่ามันแสนจะ Exotic

“เมื่อก่อนเราเชื่อว่าพระเจ้าสร้างต้นไม้และสิ่งมีชีวิตขึ้นมา แต่ดาร์วินก็เข้ามาเปลี่ยนแนวคิดด้วยทฤษฎีและผลงานที่น่าเชื่อถือของเขา ว่าจริงๆ มันเกี่ยวกับวิวัฒนาการตามธรรมชาติต่างหาก นั่นแหละคือจุดเปลี่ยนสำคัญ และถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่ทุกวันนี้เราก็ยังต้องเรียนรู้ทฤษฎีของเขาอยู่เลย” อาจารย์ป๋อมกล่าว

นอกจากความรู้เชิงประวัติศาสตร์สากลแล้ว ฉันแอบคิดเล่นๆ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับคนในมุมมองไทยๆ ว่ามันมีบ้างหรือเปล่า เพราะถ้ามี จะได้แอบเอาไปเล่าให้ที่บ้านฟัง พวกเขาน่าจะชอบและอินกันมาก

อาจารย์ป๋อมบอกว่า คนไทยเรามีความสัมพันธ์กับต้นไม้มาตลอด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และให้ความสำคัญต่อการเก็บตัวอย่างพันธุ์พืชมานานแล้ว เพราะจากประวัติการศึกษาพรรณพฤกษชาติของไทยในหนังสือ The Flora of SIam ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อร้อยปีก่อน ซึ่งแสดงถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าประเทศเรามีตัวอย่างพรรณไม้ที่เก็บจากเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา และแขวงไชยบุรี ประเทศลาว ที่ตั้งอยู่ติดจังหวัดในภาคเหนือของไทย 

มีเรื่องประวัติศาสตร์แล้ว ความสัมพันธ์เชิงพุทธศาสนาก็มีเหมือนกันนะ อาจารย์ป๋อมเสริมว่า เราและพืชเชื่อมโยงกันด้วยหลักปัจจัย 4 ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาหารที่เรากินเข้าไป ส่วนหนึ่งก็มาจากพืช เพราะร่างกายเราจำเป็นต้องได้รับกากใยจากผักเพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร หรือแม้กระทั่งยารักษาโรค ที่ทุกวันนี้มีการใช้พืชสมุนไพรมารักษาอาการเจ็บป่วยมากขึ้น

ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักพืช

ขนาดเพิ่งเริ่มบทสนทนา สายตาและคำพูดของเขา ก็ดึงความสนใจให้คู่สนทนาอย่างฉันอยากรู้มากขึ้นไปอีกว่าอาชีพที่เขาเรียกว่า ‘นักอนุกรมวิธานพืช’ มีหน้าที่ทำอะไรกันบ้าง ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่ไม่ได้คุ้นหูฉันสักเท่าไหร่นัก แต่ฉันก็อยากลองทำความรู้จักอาชีพ (ไม่) ใหม่ที่ใกล้ชิดธรรมชาตินี้ดู

“การทำ Herbarium Specimens คือกิจกรรมหลักของนักอนุกรมวิธานพืช เพราะงานของเราต้องจำแนกพืชให้ได้ว่ามันคืออะไร และศึกษา คลุกคลี จนรู้จักมันดีกว่าใคร” อาจารย์ป๋อมพูดเกริ่น

ก่อนจะมาเป็น Herbarium Specimens หรือแผงอัดพรรณไม้ที่เก็บตัวอย่างพืชหลากชนิดไว้ให้ผู้ศึกษาได้ใช้ประโยชน์ สิ่งที่นักอนุกรมวิธานพืชอย่างเขาต้องทำ คือการเข้าไปรู้จัก ตีสนิท และขอเป็นเพื่อนกับพืช

เริ่มแรก อาจารย์ป๋อมบอกว่า เราต้องรู้ก่อนว่าพืชที่จะศึกษาคือพืชชนิดใด เช่นสมอไทย เราจะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือสมอไทยจริงๆ ถ้าไม่มีความรู้ ซึ่งความรู้ก็มาจากการสังเกตทั้งใบ ดอก ลักษณะภายนอก และใช้เอกสารอ้างอิงจำนวนมาก เช่นการอ่านหนังสือ Flora of Thailand เพื่อให้เข้าใจถึงลักษณะของพืช หรือหากพืชที่ศึกษาเป็นพืชที่ถูกค้นพบเมื่อ 200 ปีที่แล้ว อาจารย์ป๋อมก็ต้องหาเอกสารเมื่อ 200 ปีที่แล้วมาอ่าน เพื่อจำแนก และยืนยันสปีชีส์ที่ถูกต้องของมัน (ฟังแล้วดูโหดพอตัว ที่อาจารย์ต้องหาเอกสารเมื่อ 200 ปีที่แล้วให้เจอ)

พอรู้ชนิดแล้ว ก็ถึงเวลารู้ชื่อ!

เพราะการจะเป็นเพื่อนกับพืช ก็ไม่ต่างจากการเป็นเพื่อนกับคน เราจะสนิทกันได้อย่างไรถ้าเราไม่รู้จักชื่อกัน

แต่กับพืชที่บอกเราตรงๆ ไม่ได้ว่าชื่ออะไร อาจารย์ป๋อมจึงจำเป็นต้องตั้งชื่อเรียกให้มันเอง เพราะพืชบางชนิดแต่ละคนยังเรียกไม่เหมือนกันเลย ยกตัวอย่างน้อยหน่า คนเหนือเรียกมะน่อแน่ คนใต้เรียกน้อยแน่ คนอีสานเรียกบักเขียบ คนชาติอื่นๆ ก็เรียกต่างกันไปเป็นคนละภาษา ชื่อเรียกที่มากมายเหล่านี้ทำให้คนเกิดความสับสนในการเอาไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น นักอนุกรมวิธานจึงต้องตั้งชื่อกลางหรือชื่อวิทยาศาสตร์ให้คนทั่วโลกเข้าใจตรงกัน ซึ่งชื่อเรียกสำหรับน้อยหน่าก็คือ Annona squamosa L.

หากมองผลกระทบที่ร้ายแรงขึ้นมาอีก ตัวอย่างใกล้ๆ ในบ้านเราก็คือฮิตการนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา หากใช้ผิดชนิดก็อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่นว่านชักมดลูก ตามตำราว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีสรรพคุณทางยา แต่คนทั่วไปมักเรียกกันชินปากว่าว่านชักมดลูกเฉยๆ 

หากต้องการซื้อว่านชักมดลูกตัวเมียแล้วบอกแม่ค้าว่าว่านชักมดลูกเฉยๆ เราจะได้ตัวผู้มาด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เพราะว่านชักมดลูกตัวผู้เป็นพืชที่มีพิษต่อตับ กินเข้าไปแล้วแทนที่จะได้รับการรักษากลับตับพัง เพราะแบบนี้อาจารย์ป๋อมจึงต้องศึกษาและหาข้อมูลมากมาย ทั้งจากหนังสือ Botanical Latin เพื่อดูความหมายของพืชแต่ละชนิด รวมไปถึงหนังสือรายชื่อพรรณไม้ของประเทศไทย เพื่อคอนเฟิร์มความถูกต้อง

ถ้าดูลักษณะภายนอกแล้วยังไม่เคลียร์ การรู้จักนิสัยพืชให้ถ่องแท้จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

“พืชก็เหมือนคน ดูแค่หน้าตาภายนอกหรือรู้แค่ชื่อคงไม่พอ ต้องรู้จักลึกลงไปถึงการเอาไปใช้ประโยชน์ด้วย เพราะพืชบางชนิดรู้หน้าไม่รู้ใจ ข้างนอกดูดีแต่ข้างในมีพิษ เราอาจถูกหลอกได้” อาจารย์ป๋อมพูดจนฉันต้องพยักหน้าตามเพราะเห็นด้วยอย่างมาก

วิธีที่เขาทำคือการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย ทั้งด้านเคมีในการตรวจดูดีเอ็นเอของพืช หรือกายวิภาค ศาสตร์แขนงหนึ่งของภาคชีววิทยา ที่นำพืชมาแยก Section แล้วส่องกล้องดูเซลล์เนื้อเยื่อ อีกทั้งยังศึกษาความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของพืช โดยการนำเอาเนื้อเยื้อพืชมาตัดบางๆ ใส่ลงแผ่นสไลด์ เพื่อส่องกล้องดูว่าพืชที่ศึกษามีลักษณะเป็นอย่างไร 

เดินป่าเป็นงานอดิเรก

“แล้วอาจารย์เอาตัวอย่างพืชมาจากไหนคะ” ฉันถาม

“เข้าไปเก็บในป่าเลยครับ” เขาตอบยิ้มๆ

จากที่มองว่างานนักอนุกรมวิธานพืชคงทำงานแต่ในอาคารวิจัยหรือห้องแล็บอย่างเดียว ก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะจริงๆ แล้วอาจารย์ป๋อมต้องเข้าไปเก็บตัวอย่างพรรณไม้ที่จะศึกษาถึงในป่า หรือที่เรียกกันว่า ‘ออกฟีลด์’ 

เขาต้องเข้าป่า กางเต็นท์ เดินตามหาสิ่งมีชีวิตสีเขียวที่ต้องการ บางครั้งเป็นสัปดาห์ 2 สัปดาห์ และนานสุดๆ 3 สัปดาห์ ทำให้เขาต้องเข้าๆ ออกๆ เพื่อส่งเสื้อผ้าและตัวอย่างพืชที่แสนจะหนักกลับบ้านก่อน เพราะในหนึ่งทริป เก็บได้ถึงวันละร้อยตัวอย่าง!

แค่คิดก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว นี่ยังไม่รวมที่อาจารย์ป๋อมต้องแบกอุปกรณ์ทำ Herbarium Specimens ใส่เป้ ลุยดง ตากฝน หลงป่า หรือเจอช้างไล่อีกนะ

แต่สำหรับเขาที่ทำงานด้านนี้มาสิบกว่าปี ความเหนื่อยทั้งหมดที่สะสมมาจึงแปรเปลี่ยนเป็นความสนุกในการหาของให้เจอแทน 

“ทุกครั้ง ผมจะตั้งเป้าหมายว่าเข้าป่าครั้งนี้ผมจะหาต้นอะไรให้เจอ เหมือนเล่นเกมหาของในป่า” เขาหลุดขำ

“เราต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังศึกษาพืชกลุ่มไหน แล้วไปเก็บข้อมูลว่าในไทย พืชที่เราจะศึกษามีอยู่ที่ไหนบ้าง เราก็จะรู้ตำแหน่งที่ตั้ง เดินแบบมีจุดหมาย ไม่ใช่เดินสุ่มๆ

“บางทีเราต้องไปดู Herbarium Specimens ที่มีคนเคยทำชนิดหรือวงศ์เดียวกันไว้ เพราะมีการบอกพื้นที่และตำแหน่งที่เก็บ เช่นอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เขาก็จะบอกว่าอยู่ตรงเส้นทางไหน ซึ่งถ้าเราอยากเห็นต้นนี้ อยากศึกษาต้นนี้ การไปที่จุดเดิมจะทำให้เราได้ข้อมูลมากขึ้น แถมการนำกลับมาศึกษาใหม่จะช่วยรีเช็กข้อมูลว่าตอนนี้วิวัฒนาการของพืชชนิดดังกล่าว มันก้าวหน้าหรือเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง” อาจารย์ป๋อมอธิบายให้ฟัง

กิจวัตรประจำวันของอาจารย์ป๋อมในการออกภาคสนาม คือการไปเก็บตัวอย่างพรรณไม้ ทั้งดอก ก้าน ใบ มาทำ Herbarium Specimens เพื่อใช้อ้างอิงข้อมูล นอกจากนี้ ส่วนใบยังใช้ในการศึกษาดีเอ็นเอและวิวัฒนาการพืชได้ด้วย

ทว่าพรรณไม้ที่เก็บมาเป็นตัวอย่างทุกชนิดนั้นจำเป็นต้องเป็นตัวอย่างที่แห้งสนิท เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดเก็บ และต่ออายุให้มันอยู่ได้นาน แต่อุปสรรคที่เขาเจอทุกครั้งคือความชื้นในป่า เขาจึงต้องหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวอย่างที่แห้งที่สุด

สำหรับการทำ Herbarium Specimens อาจารย์ป๋อมต้องเก็บตัวอย่างพืชมาอัดในแผงไม้อย่างแน่นหนาเพื่อดูดซับความชื้นออกไป (ถ้าใครอยากรู้วิธีการทำอย่างละเอียด ลองเข้าไปอ่านใน The Cloud Studio 05 : Herbarium ได้นะ) แต่บางครั้งพืชบางชนิดก็ชื้นเกินเยียวยา เขาจึงต้องจับแผงอัดพรรณไม้มาก่อไฟย่างเหมือนไก่ปิ้งทั้งคืน!

หากโชคดีพกอุปกรณ์เสริมอย่างแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์มา ก็ราดลงบนตัวอย่าง เพื่อทำให้เอนไซม์ตายและคงสภาพไว้เหมือนกับการสตัฟฟ์ หลังจากที่เซลล์พืชตาย ร่างกายไม่แอ็คทีฟ ก็จะเก็บไว้ได้นานขึ้น

ถัดมา ถ้าจะศึกษาเรื่องดีเอ็นเอหรือวิวัฒนาการพืช อาจารย์ป๋อมบอกว่า ต้องเก็บส่วนใบแล้วฉีกเป็นชิ้นๆ ใส่ถุงชาที่มีซิลิกาเจล เพราะสารนี้จะทำให้ตัวอย่างพืชแห้งสนิท โดยเหตุผลที่ต้องแห้ง ก็เพราะปกติสายดีเอ็นเอมีขนาดยาวมาก หากแห้งเอนไซม์จะไม่ทำงาน ทำให้สายดีเอ็นเอที่ยาวมากๆ ยังคงอยู่เหมือนเดิม ในทางกลับกัน หากตัวอย่างพืชไม่แห้ง จะทำให้สายดีเอ็นเอสั้นลง ข้อมูลที่ใช้ศึกษาก็จะไม่สมบูรณ์

“แล้วต้นไม้ใบใหญ่ ทรงแปลก จะจัดการยังไงคะ” (รู้นะว่าสงสัย ฉันเลยถามแทนทุกคนให้)

อาจารย์ป๋อมเฉลยคำตอบไว้ว่า ปกติแล้วถ้าเป็นตัวอย่างพืชขนาดไม่ใหญ่ เราจะนำมาอัดให้เป็นสองมิติ เพื่อให้มันแห้ง แบน ไม่ร่วง ไม่เหี่ยว แต่หากเป็นพวกมะพร้าว ปาล์ม หรือตาลใบใหญ่ๆ ไม่จำเป็นต้องอัดเลยด้วยซ้ำ เพราะมันคงสภาพได้ แค่เก็บไว้ในกล่องกระดาษสูง 1 ฟุต แล้วเลือกเก็บใบมาแค่บางส่วนก็พอแล้ว หรือหากเป็นพืชตระกูล Cactus ก็ต้องใช้วิธีการอัดเฉพาะ โดยต้องอัดแยกกับต้นอื่น ต้องใช้แผงอัดพรรณไม้ที่แข็งมาก เพื่ออัดให้หนามและดอกของมันแบนได้

ยินดีที่ได้รู้จักนะพืช

คุยกันมาถึงตรงนี้ อาจารย์ป๋อมก็ยังไม่เบื่อที่จะเล่าเรื่องราวอันน่าสนุกให้ฉันฟัง เขาพูดไปเรื่อยๆ ยิ้มไปเรื่อยๆ โดยไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย

จะว่าไป งานอนุกรมวิธานพืชดูจะใช้กำลังแรงมากกว่าที่คิด (เยอะเลย) ฉันจินตนาการไม่ออกว่าถ้าคนทำไม่มีใจรักธรรมชาติ หรืออินเรื่องต้นไม้มากๆ จะทำได้จริงๆ เหรอ

ฉันว่าไม่น่าได้

เพราะกว่าอาจารย์ป๋อมจะมาถึงจุดที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องพืช เขาต้องใช้ความชอบที่มีอยู่มากเหลือเกินตั้งแต่สมัยเด็ก ในการขับเคลื่อนตัวเองมาเรื่อยๆ จนจบปริญญาเอกในสถาบันที่คนรักพืชใฝ่ฝันจะเป็นส่วนหนึ่ง อย่าง Kew Gardens ประเทศอังกฤษ

จากเด็กชายตัวเล็กๆ ชั้น ป.2 ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในจังหวัดอุบลราชธานี เริ่มหลงใหลในธรรมชาติ ป่าเขา เพราะคุณพ่อชอบพาไปเที่ยวอุทยาน ชวนวิ่งกลางทุ่งนา แล้วชี้ให้ดูนกน้อยในป่าใหญ่ ทำให้เขาเริ่มสนใจและสงสัยว่าต้นไม้และนกที่เห็นมีชื่อเรียกว่าอะไร

ทุกครั้งที่ไปนอกเมือง เขาไม่ลืมถามพ่อทุกครั้ง พอเริ่มเข้ามัธยมก็สานต่อความชอบ ด้วยการตั้งชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ พาเพื่อนๆ น้องๆ ไปออกค่ายในป่า และเริ่มศึกษาชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นไม้ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็จริงจังในการต่อยอดเส้นทางที่ตัวเองชอบ จึงเลือกเรียนปริญญาตรีคณะเภสัชพฤกษศาสตร์ ปริญญาโทคณะวิทยาศาสตร์ และมั่นใจมากพอว่าสิ่งที่ทำอยู่คือความสุขของตน จึงรวบรวมประสบการณ์ความรู้ทั้งหมดเพื่อส่ง Proposal ยื่นเรียนปริญญาเอกที่ Kew Gardens จนสำเร็จ

“อาจารย์ที่คิวจะสอนผมตลอดว่า ‘Need to Know, Nice to Know’ คุณต้องพยายามขวนขวายในการเข้ามาเรียน ถ้าจะเอาตัวรอดต้องศึกษาด้วยตัวเอง ซึ่งผมว่ามันดีตรงที่ว่าอะไรที่เรายังไม่รู้แล้วอยากรู้ เราก็มุ่งไปตรงนั้นได้เลย แถมที่นี่ยังมีการ Train ภาษาละติน เพราะว่าชื่อพฤกษศาสตร์เป็นภาษาละติน อีกทั้งเรียนรู้ด้านการจัดการในสวนของคิวและ Herbarium ทั้งจากการสังเกต ทั้งเข้าไปซึมซับวิธีบริหารด้วยตัวเอง” อาจารย์ป๋อมกล่าว

ด้วยความที่ Kew Gardens เป็น Herbarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีจำนวนตัวอย่างพรรณไม้กว่า 7,000,000 ชิ้น ทำให้นักอนุกรมวิธานพืชทุกคนต้องไปเก็บเกี่ยวความรู้ที่นั่นให้ได้สักครั้งหนึ่ง

การมีอยู่ของพิพิธภัณฑ์พืชมีความสำคัญในการศึกษาเชิงความหลากหลายทางชีวภาพ สมมติว่าเราเก็บ Herbarium Specimens ไว้ อีก 10 ปีข้างหน้าอาจมีคนเข้ามาศึกษาพืชจากตัวอย่างกลุ่มนี้เช่นกัน นี่แหละเสน่ห์ของความอายุยืนของพรรณไม้พวกนี้ เหมือนที่อาจารย์ป๋อมมีโอกาสศึกษาต้นไม้ที่ไอดอลของเขาเคยค้นพบและตั้งชื่อไว้เมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน นั่นก็คือ คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus) นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน

“การที่ผมได้มาเรียนที่คิว ทำให้ผมได้ศึกษาวิจัยตัวอย่างต้นไม้ที่ลินเนียสเคยทำไว้ ผมได้ไปดูต้นไม้ต้นนั้นจริงๆ ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร และสืบค้นหนังสือ เอกสาร เมื่อสามร้อยกว่าปีที่แล้วของลินเนียสทั้งหมด ซึ่งต้นไม้ต้นนั้นชื่อภาษาไทยคือ ‘สาบแร้งสาบกา’ 

“ลินเนียสเป็นเหมือนไอดอลของผม เป็นคนที่มีความสำคัญมาก เพราะเขาได้คิดทฤษฎีใหม่ และวางรากฐานในการศึกษาด้านอนุกรมวิธานพืชเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันหลายคนก็ยังใช้ระบบการทำงานแบบเดียวกับที่เขาทำอยู่เลย” อาจารย์ป๋อมเล่าอย่างภูมิใจ

ความสุขเล็กๆ ในป่าใหญ่

การที่อาจารย์ป๋อมได้เรียนที่คิว ทำให้เขารู้ว่าระบบการทำงานมีความลึกต่างกับที่ไทย คิวจะเน้นการทำภาพใหญ่ ศึกษาความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของพืชทั้งหมด ทุกวงศ์ สกุล และชนิดในโลก ที่นั่นจึงมีชิ้นงานและข้อมูลที่เยอะมาก  ทำให้มองเห็นภาพได้กว้างกว่าบ้านเรา เพราะมีตัวอย่างพืชหลายร้อยปีจากทุกมุม ทุกพื้นที่ การศึกษาจึงทำได้ไม่ยาก แค่ตัดใบไม้แห้งมาสกัด ก็ได้ข้อมูลที่จะศึกษาอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับในไทย Herbarium ยังมีแค่พืชในประเทศ ข้อมูลยังไม่เยอะเท่า จึงต้องศึกษาและค่อยๆ ต่อเติมจิ๊กซอว์ให้เต็มแผ่นต่อไป

แม้ฝรั่งจะทำข้อมูลได้เยอะกว่า แต่ประสบการณ์การเก็บตัวอย่างพืชในไทยก็สนุกไม่แพ้ชาติใดในโลก!

แม้ฝรั่งใช้โดรนหาพืชในป่า แต่เมืองไทยมีลิงช่วยเก็บตัวอย่างนะ!

ฟังไม่ผิดหรอก เพราะประสบการณ์ความสนุกที่อาจารย์ป๋อมเคยเจอ คือการได้รู้ว่าลิงก็ช่วยเราทำงานได้ สกิลล์การปีนต้นไม้อันช่ำชองของมันมาจากการฝึกลิงของคนไทยเรานี่แหละ ตัวอย่างพรรณไม้ที่ใช้ลิงเก็บมักอยู่บนต้นไม้สูงๆ เช่นวงศ์ยางนา คนใต้ก็จะใช้ลิงขึ้นไปดึงตัวอย่างพรรณไม้ลงมา

อาจารย์ป๋อมแอบกระซิบว่า เวลาเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนชาวเวียดนามหรือจีนฟัง ทุกคนฮือฮาในนวัตกรรมของบ้านเรามาก (ไทยแลนด์โอนลี่จริงๆ)

นอกจากนี้ ยังสนุกตรงได้ของแถมเวลาศึกษาพืชชนิดหนึ่ง แต่กลับพบพืชสปีชีส์ใหม่ๆ โดยบังเอิญ หรือบางครั้งไปเจอต้นไม้ที่เป็นตัวอย่างชิ้นสุดท้ายของคนที่เคยเจอเมื่อร้อยปีก่อน อาจารย์ป๋อมก็นำมา Rediscover แล้วรายงานว่าต้นไม้ชนิดนี้ยังไม่สูญพันธ์ุนะ

“ในการเก็บทุกครั้งต้องดูจำนวนพืชในบริเวณนั้นก่อนว่าเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ถ้าเป็นพวกพืชเล็กๆ เวลาขึ้นมันไม่ได้ขึ้นต้นเดียวเหมือนไม้ต้น มันก็จะมีเยอะอยู่ เราเอามาแค่บางส่วน ไม่ได้เอามาทั้งหมดเลย เวลาเก็บก็เก็บแค่สามถึงห้าชิ้น ขึ้นอยู่กับว่ามีเยอะมีน้อย บางชนิดก็เก็บแค่บางกิ่งเพื่อให้มันยังคงยั่งยืน” อาจารย์ป๋อมอธิบายถึงการเลือกเก็บ

ต้นน้ำสายแรก

หลายคนอาจมองว่างานด้านพฤกษศาสตร์หรืออนุกรมวิธานพืชเป็นการศึกษาที่ไม่เคลื่อนไหว แต่จริงๆ แล้วกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะอาชีพนักอนุกรมวิธานพืชที่อาจารย์ป๋อมกำลังทำอยู่ สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าพืชยังจำเป็นอยู่ และมีพืชบางกลุ่มที่คนอาจต้องศึกษาและทบทวนใหม่

แต่ก่อนเราจะคิดว่าต้นสักต้นเบ้อเริ่มจะอยู่ในวงศ์ Verbenaceae ซึ่งห่างไกลจากต้นไม้ต้นเล็กๆ อย่างกะเพราที่อยู่ในวงศ์ Lamiaceae อย่างแน่นอน แต่เมื่อเทคโนโลยีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น มีการศึกษาดีเอ็นเอ จนพบว่าแท้จริงแล้วต้นสักกับต้นกะเพราเป็นพี่น้องกัน!

ถึงแม้จะคนละขนาด แต่ช่อดอกก็ใกล้เคียงกัน ทำให้ปัจจุบันต้นสักถูกย้ายมาอยู่ในวงศ์กะเพราเป็นที่เรียบร้อย

คงจะจริงอย่างที่อาจารย์ป๋อมบอกว่า การทบทวนต้นไม้ที่คนเคยรีพอร์ตว่าถูก ตอนนี้อาจผิดก็ได้ ต้นไม้ที่เคยศึกษาเมื่อ 30 ปีก่อน มาวันนี้ ข้อมูลอาจจะไม่ถูกต้องและล้าสมัยไปแล้ว

ดังนั้น งานที่อาจารย์ป๋อมทำอยู่คงเป็นเหมือนต้นน้ำสายแรก นักอนุกรมวิธานพืชอย่างเขาจึงต้องพาเราเดินไปศึกษาอย่างถูกวิธีที่สุด

จากที่เคยมองว่าไกลตัว ตอนนี้กลายเป็นว่าใกล้ตัวเสียเหลือเกิน ตัวอย่างง่ายๆ ก็ผักที่เรากินอยู่ทุกวัน เช่นในพะโล้ที่พ่อค้าแม่ค้านิยมใส่โป๊ยกั๊ก เครื่องเทศรูปร่างคุ้นตาคล้ายดาว ซึ่งมีชื่อสามัญว่า Chinese Star Anise บางครั้งชื่อพื้นเมืองนี้อาจทำให้เกิดความสับสนได้ เพราะพืชที่คล้ายกันทั้งชื่อและลักษณะอย่าง Japanese Star Anise อาจแฝงตัวเข้ามาจนคุณแยกไม่ออก แถมยังมีผลร้ายแรงต่อร่างกายเพราะเป็นพืชที่มีพิษ ดังนั้น การศึกษาข้อมูลพืชให้รู้แน่ชัดเและรีพอร์ตให้คนรู้ จึงเป็นสิ่งที่นักอนุกรมวิธานพืชช่วยคุ้มครองผู้บริโภคอยู่เบื้องหลัง

ก่อนจากกันไป อาจารย์ป๋อมพาฉันเดินดูตู้เก็บตัวอย่างพรรณไม้ที่มีอยู่เยอะมากเต็มภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ละตู้กำกับรายชื่อพรรณไม้ มีทั้งที่เคยเห็นและไม่ใช่วัชพืชที่เห็นทั่วไป มีการจำแนกตามวงศ์และจังหวัดเพื่อง่ายต่อการหยิบมาศึกษา ดูไปดูมาก็คล้ายกับหนังสือที่เรียงในห้องสมุด

ในอนาคตข้างหน้า อาจารย์ป๋อมแอบบอกว่าจะมีการทำ Herbarium แห่งใหม่ โดยยกตัวอย่างพรรณไม้หลายหมื่นชิ้นไปไว้ที่อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ เพื่อให้คนที่มาได้เห็นทั้งตัวอย่างพรรณไม้แห้ง งานวิจัย งานศึกษา และเดินไปดูต้นไม้สดๆ ในสวนได้อย่างครบวงจรระหว่างรอข่าวดี ไปทำความรู้จักสวนพฤกษศาสตร์ที่เป็นมิตรต่อคนในบทความ อุทยานธรรมชาติแห่งใหญ่ที่สอนวิชาสมุนไพรไทยหายากด้วยแนวคิด Universal Design กันก่อนได้นะ

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

คอการ์ตูนพากย์ไทย คงเคยได้ยินชื่อ พี่จูน-อิทธิพล มามีเกตุ ผ่านหู

ส่วนชื่อที่ไม่ผ่านแค่เพียงหู แต่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือ มังกี้ ดี ลูฟี่ จาก One Piece การ์ตูนที่อยู่คู่กับคนอายุหลัก 2 มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

พี่จูนเริ่มพากย์เสียงเป็นลูฟี่ตอนที่ 51

ปัจจุบัน One Piece เดินทางมาถึงตอนที่ 1,035 เข้าไปแล้ว

ด้วยความยาวระดับมหากาพย์ อาจทำให้หลงลืมบางช่วงบางตอนไปบ้าง แต่สิ่งที่ไม่มีทางลืมลง คือเสียงที่พูดว่า “ฉันต้องเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เล้ยยย!!”

แม้จะนึกหน้าตาของพี่จูนไม่ออก เรารับรองว่าทุกคนนึกเสียงเขาออกแน่ นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายตัวละครที่ถ้าบอกใครว่า เขานี่แหละเป็นคนพากย์ ก็คงร้องเฮ้ยกันหมด

เฮ้ยแรก อัสรัน จาก Gundam Seed

เฮ้ยสอง ลูลูซ จาก Code Geass

เฮ้ยสาม ดีโอ บรันโด จากโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ หรือปิ๊งป่อง จากภาพยนตร์แอนิเมชัน Inside Out ก็ฟังแล้วยัง เฮ้ย! 

ส่วน โหด มัน ฮา ไม่ใช่ชื่อผลงานที่เขาพากย์แต่อย่างใด แต่เป็นชีวิตของเขาที่เราสัมผัสได้ในการพูดคุยกันวันนี้ เพียงก้าวแรกที่พี่จูนปรากฏตัวให้เห็นพร้อมกับเสื้อชุ่มเหงื่อ เพราะพี่แกเล่นเดินมาที่ออฟฟิศ The Cloud แทนการนั่งรถ ความมุทะลุแบบหนุ่มหมวกฟาง และน้ำเสียงดุดันในคำตอบประหนึ่งนั่งคุยกับเสาหลักวายุผู้เกรี้ยวกราดจาก ดาบพิฆาตอสูร

นี่คือเรื่องราวการผจญภัยในเส้นทางนักพากย์ ที่มีไว้สำหรับผู้แน่จริงเท่านั้น

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชินจังจอมแก่น

“พี่ทำตามสบายได้เลยใช่ไหม” พี่จูนว่าอย่างนั้น เมื่อเราขอให้เขาเล่าเรื่องตัวเองลงคอลัมน์ The Master ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพากย์เสียงหลายสิบปี เป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบสุดมันสไตล์รุ่นใหญ่สุดโหด

มีเกร็ดมากมายสำหรับนักพากย์รุ่นใหม่อยู่ข้างล่างนี้แน่ แต่ก่อนจะเลื่อนลงไป เราอยากให้คุณรู้จักอาจารย์ของคุณเสียก่อน 

เริ่มจากข้อหนึ่ง ชีวิตวัยเด็กของพี่จูนเกี่ยวข้องกับการ์ตูนน้อยมาก

เขาก็เหมือนเด็กทั่วไปคือตื่นเช้าเสาร์อาทิตย์ มานั่งหน้าจอทีวีตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 11 โมง เพื่อดูการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน ด็อกเตอร์สลัมป์ หน้ากากเสือ ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ก็ได้เวลาของ อภินิหารหุ่นยนต์สามพลัง อภินิหารหุ่นแซด หรือ เกรทมาชินก้า

พอปิดเทอม เด็กประถมจากรั้วสาธิตจุฬาฯ ก็ถูกส่งไปอยู่กับป้าที่จันทบุรี วนเวียนอยู่กับการเล่นสนุก จิ๊กของร้านชำหน้าปากซอยบ้างตามประสาเด็กซน เคยถึงขนาดเปลี่ยนต้นมะม่วงให้ออกลูกเป็นรองเท้า เพราะจะลักเอามะม่วงคนข้างบ้านมากิน

ข้อที่สอง ป้าของพี่จูนสนิทกับโรงฉายหนังจันทบุรี และเป็นเจ้าของจอหนังกลางแปลงด้วย

เขาไปวิ่งเล่นอยู่ที่นั่นทุกวันที่ป้าไม่ว่าง เริ่มขยับจากนั่งหน้าจอ ขึ้นไปนั่งบนห้องพากย์สด ฟังบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นใหญ่พากย์พร้อมหนังอย่างออกรสออกชาติ แต่คำที่เขาได้ยินเป็นประจำคือเสียงเตือนว่า “จูน อย่าหัวเราะ” 

เข้าใจได้ เพราะเราเองยังตื่นตาตื่นใจที่ได้ฟังเสียงเขาพากย์ลูฟี่ต่อหน้า

ข้อที่สาม ป้าของพี่จูนเป็นนักจัดรายการวิทยุ 

อาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็ซึมซับการใช้เสียงมาจากป้านับแต่นั้น 

“ป้าพี่ไม่เคยดัดเสียง เพียงแต่ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง มันคือพื้นฐานเบื้องต้นของการใช้เสียงตัวเองให้เป็น

“ถ้าไม่รู้ว่าเสียงตัวเองควรจะใช้แบบไหน คุณจะหลงทางอยู่ในวังวนเสียงหล่อ เสียงสวย ไม่มีทางเป็นนักพากย์ที่ดีได้”

นอกจากเลียบ ๆ เคียง ๆ อยากลองใช้เสียงบ้าง หน้าที่อีกอย่างของพี่จูนคือการลอกแสตมป์ออกจากจดหมายมิตรเพลงที่ส่งมาถึงป้าอย่างล้นหลาม 

แต่ป้าจะรู้ไหม ว่าหลานป้าเองก็ส่งจดหมายหาไอดอลของเขาเช่นกัน 

เขาจ่าหน้าซองถึง น้าต๋อย เซมเบ้

ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่

เราถามเขาว่าเขียนอะไรใส่จดหมาย

“พี่วาดรูปให้น้าต๋อย” ผิดคาดไปนิด แต่เรื่องราวน่ารักขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง แถมยังติดตลก

“ท้ายรายการ ช่อง 9 การ์ตูน น้าต๋อยจะอ่านจดหมาย เราก็นั่งรอหน้าจอไปสิ แต่ไม่มีของกูเลย จนได้ทำงานกับน้าต๋อย ถึงไปทวงแกว่า น้าต๋อย ผมเขียนจดหมายมาหาด้วยนะ เขาก็เอ้า จูน เขียนมาตอนไหนวะ (หัวเราะ)” 

แต่ก่อน ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ จะออกฉาย ทุกคนเรียกน้าต๋อยด้วยชื่อจริง 

ย้อนกลับไปสมัยชั้น ป.5 

พี่จูนจำได้แม้กระทั่งว่าเป็นวันคุ้มครองผู้บริโภค ที่เด็กชายอิทธิพลเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ เดินดิ่งเข้าไปหา รปภ. ของช่อง 9 อย่างใสซื่อ เพื่อบอกว่า “พี่ครับ ๆ ผมขอเข้าพบผู้พากย์ คามุย ยอดนินจา หน่อยได้ไหมครับ” แม้จะไม่รู้จักชื่อคนพากย์ก็ตามที

ยังดีที่พี่ยามเฉลยให้ “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวพี่นิรันดร์ลงมา” 

ไม่นาน ไอดอลของเขาก็ปรากฏตัวให้เห็นพร้อมเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ แจกลายเซ็นว่า นิรันดร์ ให้เด็ก ๆ ทุกคนที่วิ่งล้อมหน้าหลัง เป็นกระดาษใบเล็ก ๆ ที่พี่จูนเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ตลอด จนคำนำหน้าจากเด็กชายเป็นนายอิทธิพล เว้นเสียแต่ว่า

“มันดันหายไปตอนขโมยขึ้นบ้าน โคตรเสียใจเลย กระเป๋าไม่เสียดาย กูเสียดายลายเซ็นน้าต๋อย”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมพี่จูนถึงยังมีน้าต๋อยเป็นต้นแบบจนถึงทุกวันนี้ เขาตอบไว้อย่างดี

“น้าต๋อยไม่ใช่แค่ครูในทางการทำงานเท่านั้น เขาแนะนำคติพจน์ ทัศนคติหลาย ๆ อย่างให้เราเดินอย่างถูกต้อง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อเด็ก มีจรรยาบรรณ และไม่ทรยศต่อวิชาชีพ เขาคือคนที่ให้ทั้งหมดกับพี่ 

“มีบางคนพูดว่าหมดจากน้าต๋อยก็ต้องพี่แล้ว เรานี่โกรธมาก ถ้าใครคิดอยู่ให้ลบออกจากสมอง เขาคือผู้ใหญ่ที่พี่เคารพนับถือ เป็นปรมาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์กู เดี๋ยวกูตบปากแหก” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

คุณครูจอมเวทย์ เนกิมะ

ด้วยความสามารถด้านกีฬา ทำให้เขาได้รับทุนเข้าศึกษาต่อในคณะครุศาสตร์ สาขาพลศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคสมัยที่กีฬาฮอกกี้ยังไม่ได้รับความนิยม พี่จูนถือเป็นนักกีฬาฮอกกี้ระดับประเทศก็ว่าได้ เขาเองบอกว่าไม่ชอบชีวิตช่วงนี้เท่าไร เพราะคิดว่าตัวเองจับพลัดจับผลูมาเป็นนักกีฬา ขอให้ข้ามช่วงนี้ไปเสีย 

แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาก็เกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อมือของ น้าติง-สุวัฒน์ กลิ่นเกษร เจ้าของเสียงพากย์มวยปล้ำในตำนาน ที่สมัยนั้นเป็นครูประจำโรงเรียนวางลงบนบ่า แล้วออกปากชวนเขาไปบรรยายกีฬาเป็นครั้งแรก 

“จริง ๆ เขาไม่รู้ด้วยว่าเป็นพี่ พี่ก็อยู่สนามจุ๊บ บรรยายบอลคณะไปเรื่อย แกมาจับไหล่บอกว่า เฮ้ย อิทธิพล พากย์งี้ไม่ได้ตังค์หรอก มาพากย์กับครูดีกว่าได้ตังค์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาครูที่เทเลคอมทาวเวอร์ เอาเทปกีฬาไปลองเทสต์ดูนะ”

หัวใจพองโต คือความรู้สึกของวินาทีนั้น ตามมาด้วยความกดดันอย่างรุนแรง เพราะต้องทำยังไงก็ได้ให้รอดตาย

พี่จูนรับเอาม้วนเทปกลับมาทำการบ้าน เขาจำได้ดีว่าเป็นการแข่งขันจักรยานรอบนิวยอร์ก ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง สารภาพตามตรงว่าขอให้พ่อช่วยแปลอังกฤษให้ เพราะมีแต่ศัพท์ยาก ๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยกฎกติกากีฬามากมาย 

ผลของการดั้นด้นฝึกแล้วฝึกเล่า เขาก็ผ่านด่านน้าติงได้ในเทปม้วนเดียว และเริ่มงานทันทีในสัปดาห์ต่อไป

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่จูนถึงพูดว่า “เหมือนชีวิตพี่แม่งถูกขีดเอาไว้ มึงอยากพากย์หนังใช่ไหม งั้นมึงต้องไปฝึกจากกีฬา มันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว”

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ก้าวแรกสู่สังเวียน

ค้นหาเสียงตัวเองกับการบรรยายกีฬาได้ปีกว่า ๆ ตลอดเวลาเขามักจะเงี่ยหูฟังห้องติดกันอย่างตั้งใจ พี่จูนใช้คำว่า เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะห้องนั้นใช้สำหรับพากย์หนัง ซึ่งเป็นความฝันที่ซ่อนอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็ก

การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักพากย์ เมื่อ 30 ปีก่อน ถือว่ายากมาก เพราะต้องถูกช้อนจากคนในวงการแบบปากต่อปากเท่านั้น สมัครเข้าไปเองไม่ได้ 

ถือเป็นความโชคดีอีกครั้งที่ช่วงปลายบนถนนกีฬา มีพี่ในวงการเห็นแววรุ่ง เชื้อเชิญให้เขาไปลองฝึกพากย์หนัง แม้การบรรยายกีฬาจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า เขาก็ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน

“ตัวแรกเป็นตัวประกอบ ไม่มีใครให้พากย์ตัวเอกหรอก มีแต่คนบ้าที่ดันทุรังให้เด็กไปพากย์เป็นตัวเอก

“ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะเห็นว่าเราพร้อมเมื่อไร เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่ากูจะพากย์ตัวนี้ ไม่มีสิทธิ์ชี้ซ้ายชี้ขวาชี้หน้าหลังได้เลย แต่ไม่ว่าจะเกลียดเด็กคนนี้ขนาดไหน เขาก็มองอย่างไม่มีอคติ เขารู้ว่ามันทำได้ ต้องให้มันทำ เพราะมันทำได้ดีที่สุดในทุกคนที่เรามีอยู่”

ทุกวันนี้พี่จูนก็ยังคงพากย์ตัวประกอบอยู่เรื่อย ๆ เขามองว่าการพากย์คืองานศิลปะบนผืนผ้าใบ ต้องช่วยกันแต่งเติมสี วางองค์ประกอบให้ชัดเจน สมดุลกัน เพื่อให้ภาพออกมาสวยงาม

สำเนียงแต่ละภาษามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือพากย์ไทยอย่างไรให้มันเป็นอาหารไทยที่ดีที่สุด เหมาะสมกับคนกิน ปรับเปลี่ยนให้คนไทยรู้สึกว่าตัวละครนี้มันพูดแบบนี้จริง ๆ 

“ต้องรู้ถึงขนาดว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนยังไง นักเขียนเขาวางมันไว้แบบไหน ไม่ใช่ว่าตัวนี้หน้าตาหล่อดีก็พากย์ให้มันหล่อ ๆ ไอ้ตัวนี้หน้าตาอัปลักษณ์ ก็พากย์แม่งแบบอัปลักษณ์ ๆ ไป ไม่ได้เด็ดขาด

“พี่ตีความจากภาพที่เห็นเป็นอย่างแรก ตัวละครญี่ปุ่นสื่อสารกับเราไม่มาก ใช้แค่คิ้ว ตา ปาก รูปหน้า ก็บอกได้ประมาณหนึ่งแล้วว่า เป็นตัวดีหรือเลว มุทะลุดุดันหรือว่านิ่มนวล

“ผมก็มีบางที อย่างโกคูเนี่ย มึงจะวาดอะไรนักหนา ทุกวันนี้ยังไม่เคยเห็นใครทำทรงผมแบบนั้นในชีวิตจริง” 

ชักอยากรู้แล้วสิว่า วันแรกที่กองกระดาษหนาปึกวางลงตรงหน้า พร้อมระบุให้เขาพากย์เป็นลูฟี่ พี่จูนตีความไอ้เด็กหมวกฟางนี้ว่ายังไง และ One Piece คืออะไรสำหรับเขา

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

วันพีซ

จำวันที่เจอลูฟี่ครั้งแรกได้ไหม

จำได้

คุณตีความตัวละครนี้ยังไง

เราตีความจากลักษณะ เพราะเรามาทำตอนที่ 51 ผ่านไปแล้วภาคหนึ่ง เด็กคนนี้มันกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาอยากจะเป็นราชาโจรสลัดอะไรของเขากับพรรคพวก การผจญภัยก็เริ่มแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วจะบอกให้ว่า พรรคพวกที่อยู่ในเรือเขาก็เป็นเด็กมีปัญหาทุกคน บางคนเป็นเด็กกำพร้า แม้กระทั่งเอสกับซาโบ้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่แท้ ๆ คือใคร หรือแชงคส์ก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองคือใคร ดูสิ

เพราะฉะนั้น เด็กที่มีความคิดแบบนี้ เจอกับปัญหาแบบนี้ เติบโตมาในที่มีกรอบแบบนั้น ไม่มีพ่อแม่ก็จริง แต่นับถือคนนั้นคนนี้เป็นต้นแบบ ตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่เหิมเกริม ลูฟี่ก็อยากเป็นเหมือนแชงคส์ ไอ้ผลโกมุโกมุก็เพิ่งกินเข้าไป ถึงได้รู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่ได้ แชงคส์ไปช่วยเอาไว้จนแขนด้วน 

พี่ตีความเด็กคนนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนลูฟี่ทุกวันนี้เข้มแข็งแล้ว คุมจนทุกคนบนเรือไม่กล้าหือ คนเดียวที่กำราบเขาได้คือแชงคส์ แต่คู่นี้ก็ยังไม่เจอกันอยู่ดี

มีไหมที่พากย์ ๆ ไปแล้วคิดว่าทำไมลูฟี่ตัดสินใจแบบนี้

คุณมีความคิดแบบนี้ในสมองไม่ได้ คุณต้องเชื่อ ห้ามคิด ถ้าคิดจะสะดุดทันที เพราะเราจะสงสัย พากย์ไปตามเขาก่อน แล้วค่อยมาดูว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้

ทุกวันนี้พี่ยังทำการบ้านนะ ยังย้อนไปดูหนังเก่า ๆ อยู่เลยเพื่อดูว่าเขาพากย์ยังไงกันบ้าง เวลาเราดูเรื่องเดิม ๆ เราจะเห็นอะไรใหม่ ๆ เสมอ รุ่นใหญ่ ๆ เขาสอนเอาไว้ แค่เราหยิบมาใช้ เก็บเกี่ยว แล้วปรับให้มันเป็นของเราเท่านั้นเอง นี่เป็นการบ้านที่พี่ต้องทำทุกวัน

รู้ไหมว่าทุกคนอยากให้คุณพากย์เสียงลูฟี่จนกว่า One Piece จะจบ

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะพากย์จนจบไปเลย แต่อาจารย์โอดะบอกว่าจะจบแล้วไม่ใช่เหรอ อีก 3 ปีใช่ไหมนะ

มองกลับกัน รู้สึกยังไงเวลามีคนบอกว่าถ้าไม่ใช่พี่จูนพากย์ลูฟี่ ก็จะไม่ดูอีก

จริง ๆ ก็เรื่องของมึง

งั้นอยากบอกอะไรพวกเขา

มึงมาขนาดนี้ อีกนิดเดียวก็จะถึงปลายทางถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ทน ๆ ดูไปแม่งจนจบไปเถอะ 

แต่ไม่นานมานี้ก็มีดราม่าการเปลี่ยนเสียงพากย์ โซโล 

พี่เป็นคนบอกให้ไอ้คิมตั้งเสียงแบบนั้นเอง เพราะพี่ต้องการจะลบภาพป๋าไกร-ไกวัล วัฒนไกร ออกไปก่อน ถ้าภาพป๋ายังอยู่ ไอ้คิมไม่มีทางเดินต่อได้แน่ ตอนนี้คนเริ่มให้กำลังใจมันแล้ว เริ่มมองเห็นว่ามันควรจะเป็นแบบไหน 

ตั้งแต่เริ่มต้น เสียงโซโลไม่ใช่แบบป๋า ถ้าลองมาฟังซาวนด์จริง ๆ อาจจะมีส่วนคล้ายอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ป๋าพากย์หลอกจนคนเชื่อว่าเป็นแบบนั้น นี่แหละคือศิลปะของนักพากย์ 

แล้วตัวคุณเองเคยโดนดราม่าบ้างไหม

โดน แต่เราไม่สนใจ เพราะเรามั่นคงกับแนวทางที่น้าต๋อยให้มาแล้ว 

น้าต๋อยสอนอะไรคุณบ้าง

พี่เคยถามว่า “น้าต๋อยครับ ทำไมสัตว์ประหลาดใน อุลตร้าแมน มันต้องร้องด้วย มันจะดูตลกไหม”

น้าต๋อยบอกว่า “จูน ดูหนังมันรุนแรงขนาดไหน ดูไอ้อุลตร้าแมนมันทำกับสัตว์ประหลาด ทั้งถีบ เตะ ต่อย ยิงแสง มันก็ไม่เคยสู้ได้สักครั้ง”

เขาเลยทำให้มันดูเป็นการแสดง ลดความรุนแรงของภาพยนตร์ลง ยอมโดนคนด่า อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ดูเสร็จแล้วออกไปทุบเพื่อน

จากเด็กที่เคยมีน้าต๋อยเป็นไอดอล ตอนนี้คุณกลายเป็นน้าต๋อยของเด็ก ๆ รู้สึกยังไง

เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากความภาคภูมิใจ แล้วก็ส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปยกไว้ที่น้าต๋อยเลย 

พี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ด้วยตัวเอง แต่น้าต๋อยเป็นแบบนี้ด้วยตัวของท่านเอง พี่เลียนแบบท่านมา เพราะท่านบอกให้พี่ทำ 

คิดว่าจะพากย์ไปถึงเมื่อไร

อีกไม่นานก็น่าจะเฟดตัวเองลงแล้ว เพราะอายุเราเยอะแล้ว ไม่อยากจะตายห่าคาไมค์จริง ๆ อยากจะใช้ชีวิตสบาย ๆ บ้าง 

ถ้าคุณมีคำว่า ต้อง ในชีวิตแม่งจะไม่มีความสุขเลย แต่จงมีคำว่า เดี๋ยว ทำต่อไปเว้ยเดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวแม่งก็ดีเอง มันจะดูเหมือนไม่ไกล 

ถ้าลูฟี่อยากเป็นราชาแห่งโจรสลัด คุณอยากเป็นราชาแห่งอะไร

ไม่อยาก อยากเป็นคนธรรมดาที่ตื่นเช้าขึ้นมาไม่มีอะไรผิดปกติ ดูแลลูกเมีย มีความสุขตามอัตภาพ แบบวัดก็เข้า เหล้าก็แดก 

คุณมี One Piece ที่กำลังตามหาอยู่ไหม

พี่มีแล้ว ลูกเมียเนี่ยแหละคือ One Piece ของพี่ แค่รักษาไว้ให้ดีก็พอ

ลูฟี่มีสโลแกนว่า ฉันมีชื่อว่ามังกี้ ดี ลูฟี่ คือชายที่จะก้าวข้ามพวกแกและขึ้นเป็นราชาโจรสลัด อะไรคือสโลแกนของจูน อิทธิพล

สโลแกนของพี่เหรอ ไปให้สุดแล้วหยุดที่ครอบครัว มันอยู่ในเฟซบุ๊กของกูเอง (หัวเราะ)

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชมรมรัก คลับมหาสนุก

“พี่ถามจริง ๆ เอาแบบเปิดใจคุยกัน เด็ก ๆ สมัยนี้ทำไมถึงอยากเป็นนักพากย์” เขาถามกลับในตอนที่เราทุกคนผลัดกันโยนคำถามจนหมดมุก

“ผมไม่ได้อยากเป็น” 

“มึงเลี่ยงคำตอบ” แล้วทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนทีมงานยอมตอบว่าอยากเป็นเพราะเท่ บวกกับมีเพื่อนยุว่าเสียงใช้ได้

“เพื่อนมึงหยอดยาพิษซะแล้ว”

หากใครยังคิดว่าอาชีพนักพากย์เป็นกันได้ง่าย ๆ คำแนะนำ (ที่ดูจะเป็นคำเตือน) ต่อไปนี้จากอาจารย์ของคุณ อาจทำให้หลายคนร้อน ๆ หนาว ๆ

“มึงจะต้องเจอกับคำติฉินนินทา การทิ่มแทงกันจากข้างหลัง การเลื่อยขาเก้าอี้ การทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มึงก้าวผ่านเขาไปได้ มึงต้องแน่จริงและมั่นคงพอ ต้องไม่ยุ่งกับมัน ไม่สนใจมัน มุมานะ แล้วมานั่งดูตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเราผิดอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไหม มันจะช่วยทำให้มึงถีบไอ้พวกเวรนั่นลงมาเอง

“ทำตัวเองให้ดีเท่านั้นพอ ทำงานทุกวันให้แม่งเหมือนเป็นงานสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้มันจะดีกว่าเดิม ไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่

“ลองคิดดู หนังหรือละคร มันมีเยอะจริง แต่นายจ้างที่ไม่มีคุณภาพทางด้านความคิด เขาก็จะไม่ใช้ของที่มันมีคุณภาพ เขาจะโยนงานพวกนี้ให้กับเด็ก ๆ ซึ่งกำลังเติบโตมา กลายเป็นการตัดราคากันเอง ทำงานมา 20 ปี เงินเดือนไม่ขึ้นเลยมันเป็นไปได้ไหม 

“ขอมีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่กูได้ร่ำเรียนมาซะบ้างเถอะว่ะ อย่าทำให้ครูบาอาจารย์ของกูต้องมานั่ง โอโห จูนมึงแม่งไม่ได้เรื่องเลย กูอายนะ”

ทัศนคติที่นักพากย์ทุกคนต้องมี คือต้องรู้ก่อนว่าคุณทำงานอะไร ทำให้ใครดู คุณจะดูเองหรือให้ผู้ชม ต้องยอมรับคำติเตียนและแก้ไขให้ได้ คนส่วนใหญ่จะรับตรงนี้ไม่ค่อยได้และตายไปเพราะบ่วงความคิดของตัวเอง พี่จูนเน้นย้ำว่า คุณต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอ 

“การพากย์มันเป็นเรื่องครูพักลักจำจริง แต่ต้องใช้เสียงตัวเองเป็นหลัก ไม่งั้นเขาไม่จำคุณหรอก คุณจะละลายหายไปกับสายลม เพราะคุณเสียงเหมือนคนอื่น เขาไปจำคนต้นแบบนู่น 

“การมีเสียงเหมือนกันถือเป็นกรรม ธรรมดาจะแสตนด์เอาต์ในวงการก็ยากพออยู่แล้ว นี่มึงต้องปีนสองชั้นเพื่อให้ข้ามผ่านเสียงตัวเองขึ้นไปอีก พี่บอกเลย วิบากกรรมชัด ๆ

“ถ้าคำสัมภาษณ์พี่มันจะมีประโยชน์บ้าง จงเอาไปใช้เถอะ ไม่ต้องสนใจว่า ฉันต้องพากย์นางเอก พระเอก มีตัวละครตั้งเยอะแยะ ถ้ามึงอยากเป็นนักพากย์จริง นั่นมึงอยากเป็นพระเอกน่ะสิ 

“อยากเป็นนักพากย์ก็ต้องพากย์ได้ทุกอย่าง ทุกตัว เผลอ ๆ ต้องทุกประเภทของการใช้เสียงด้วยซ้ำไป

“ยกเว้นไว้อัน การร้องเพลง กูยอมจริง ๆ ไม่ไหวว่ะ”

เคยร้องแล้วเหรอ

“โอ๊ย เพื่อนบอกมึงอย่าร้องดีกว่า” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load