ถ้าคุณเป็นคนรักดอกไม้ ลองหลับตาแล้วนึกตามดูว่า คุณเคยมีดอกไม้ที่ได้รับจากคนสำคัญ ดอกไม้ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ หรือดอกไม้ที่น่ารักจนอยากเก็บมันไว้นานๆ บ้างไหม?

เชื่อว่าเกินครึ่งของผู้อ่านคงมีบ้าง ไม่มากก็น้อย

แล้วจะดีไหมถ้าเราสามารถเก็บดอกไม้ที่รักในวันนี้ ให้อยู่เป็นเพื่อนสนิทไปอีกหลายสิบปีข้างหน้าได้

งานนี้ The Cloud ร่วมกับภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมสนุกๆ อย่าง The Cloud Studio 05 : Herbarium ที่ช่วยกระชับมิตรคนรักดอกไม้ให้รักดอกไม้กว่าที่เคย โดยมี อ.ดร.ภญ. เบญญากาญจน์ พงศ์กิจวิทูร หรือ อาจารย์เตย อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ มาเป็นวิทยากรพาทุกท่านสร้างพิพิธภัณฑ์พืชขนาดย่อมอายุยืน ในกิจกรรม ‘ทำแผงอัดพรรณไม้’ ที่หยิบดอกไม้สีสันสดใสมาทำงานศิลปะส่วนตัวที่โชว์ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชได้ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีกิจกรรมตกแต่งโปสการ์ดโดยใช้สีธรรมชาติจากดอกไม้ กินเมนูรสเลิศจากดอกไม้และพืชสมุนไพร ชงชาเบญจเกสรชุ่มชื้นหัวใจ บอกเคล็ด (ไม่) ลับทำกระเจี๊ยบโซดาดับกระหาย เข้าห้องนิทรรศการสมุนไพรภูมิปัญญาไทยสู่สากล และปิดท้ายด้วยการ นั่ง เดิน ชม เพิ่มพูนความรู้ในสวนสมุนไพรของอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

ศาสตร์ศิลป์บนตัวดอก

ก่อนไปเรียนวิธีทำแผงอัดพรรณไม้ หรือ Herbarium Specimen ที่ช่วยให้ดอกไม้ตัวน้อย มีอายุไม่น้อยตามขนาดได้ ผศ.ดร.ภก. ภานุพงษ์ พงษ์ชีวิน หรืออาจารย์ป๋อม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ ขออุ่นเครื่อง แชร์ความรู้ เพิ่มพูนความเข้าใจให้ทุกคนรู้จักสิ่งนี้มากขึ้น

Herbarium หรือ พิพิธภัณฑ์พืช เป็นสถานที่เก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาด้านพฤกษศาสตร์ เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของพืช ที่มี Herbarium Specimen หรือ ตัวอย่างพรรณไม้แห้งถูกจัดเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก

ทำไมต้องพรรณไม้แห้ง เก็บมันให้อยู่สดๆ ไม่ได้เหรอ? (รู้นะ ว่าสงสัย)

อาจารย์ป๋อมอธิบายว่า สวนพฤกษศาสตร์คิว (Kew Gardens) ประเทศอังกฤษ เป็น Herbarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีจำนวนตัวอย่างพรรณไม้กว่า 7 ล้านชิ้น รวมไปถึง Herbarium ของทางมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีตัวอย่างพรรณพืชอยู่ 2 หมื่นกว่าชิ้น จำนวนที่มากมายขนาดนี้ หากไม่ทำให้แห้งและแบน จะจัดเก็บได้ยาก การจัดเก็บในรูปแบบนี้นอกจากสะดวกแล้ว ยังช่วยยืดอายุพรรณไม้ให้อยู่ได้นานหลายร้อยปีอีกด้วย!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะอาจารย์ป๋อมแอบกระซิบกับเราว่า ตนเคยทำวิจัยตัวอย่างพรรณพืชที่มีอายุประมาณ 300 กว่าปีมาแล้ว

“ถ้าเราเอาดอกไม้วางไว้บนโต๊ะ ผ่านไปอาทิตย์นึงมันก็จะเหี่ยวและร่วงได้ แต่ Herbarium Specimen หรือตัวอย่างพรรณไม้แห้ง ไม่มีปัญหาแบบนั้น เพราะตอนที่มันสดๆ อยู่ เราจะทำการบีบให้มันแบนก่อน หลังจากนั้นเอาเข้าตู้อบหรือตากแดด พอแห้งก็อยู่ได้นานเพราะมันไม่ชื้น เชื้อราก็ไม่มี” อาจารย์ป๋อมเสริม

การจัดเก็บพืชใน Herbarium นั้น อาจารย์ป๋อมบอกว่าช่างคล้ายกับห้องสมุดซะเหลือเกิน เพราะห้องสมุดมักจัดหมวดหมู่ชัดเจนว่า ถ้าเป็นหนังสือเล่มนี้จะวางอยู่ที่ตู้นี้ ชั้นนี้ ตำแหน่งนี้ ซึ่งง่ายต่อการไปหยิบมาใช้ Herbarium ก็เช่นกัน ที่หากเอามาวางคละกันก็ยากต่อการจัดการ และไม่รู้สักทีว่าต้นที่เราจะศึกษาอยู่ตรงไหนกันแน่

สำหรับการจัดหมวดหมู่พืชใน Herbarium ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของนักอนุกรมวิธาน (Taxonomists) ที่จับพืชทุกต้นแยกเป็นกลุ่มๆ โดยแบ่งเป็น วงศ์ (Family) สกุล (Genus) และ ชนิด (Species) 

เพื่อลดความสับสนให้ผู้อ่าน อาจารย์ป๋อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ด้วยการเปรียบ ‘วงศ์’ แทนจังหวัด ซึ่ง 1 จังหวัดจะถูกแบ่งย่อยออกเป็นอำเภอนั่นคือ ‘สกุล’ และ 1 อำเภอ แบ่งย่อยออกไปอีกเป็นตำบลที่แทนด้วย ‘ชนิด’

ที่นี้หากใครจะไปศึกษาค้นคว้า แค่หาว่าพืชที่สนใจอยู่ในจังหวัดไหน อำเภอไหน ตำบลไหน จะง่ายขึ้นเยอะเลยแหละ

การอัดพรรณไม้นอกจากจะให้ความรู้กับผู้ศึกษาได้แล้ว ยังสามารถให้ความรื่นรมย์และทำเป็นงานอดิเรกได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปในสมัยจักรวรรดิบริติช (British Empire) ประเทศอังกฤษ กิจกรรมการทับดอกไม้ หรือ การอัดพรรณไม้ (ที่เรากำลังจะเริ่มทำในอีกสักครู่) ถือเป็นกิจกรรมยามว่างของสตรีชนชั้นสูงที่นำดอกไม้สีสันสวยงามมาอัดให้แบน และนำไปใส่ในสมุดหรือทำเป็นโปสการ์ดให้คนรัก

ดอกไม้บนแผงอัด

หากตอนนี้กังวลว่าจะยาก ขอให้จินตนาการถึงภาพฉากในหนังโรแมนติกที่นางเอกเก็บดอกไม้ที่พระเอกให้ไว้ในสมุดจนแบนราบ นั่นแหละทฤษฎีเดียวกัน!

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. กระดานไม้อัด ขนาด A4 2 ชิ้น 
  2. กระดาษลูกฟูก  2 แผ่น
  3. กระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชิ้น
  4. กรรไกร
  5. เชือก
  6. ดอกไม้สดหลากชนิด 
  7. กระดาษสำหรับจดบันทึก
  8. เทปกาว

ขั้นตอนการทำ

  1. วางกระดานไม้อัด 1 แผ่น ไว้บนโต๊ะ เพื่อเป็นฐานสำหรับการอัด
  2. นำกระดาษลูกฟูกวางทับลงบนกระดานไม้อัดเพื่อเป็นชั้นระบายอากาศ
  3. ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ให้ไม่เกินกระดานอัดและกระดาษลูกฟูกที่เตรียมไว้ และทับลงบนกระดาษลูกฟูกเพื่อเป็นชั้นรองดอกไม้
  4. นำดอกไม้สดที่เตรียมมาวางบนกระดาษหนังสือพิมพ์ตามใจชอบ หากดอกไหนยาวเกินแผ่นกระดาษหนังสือพิมพ์ให้หักก้านดอกไม้เป็นตัวอักษร M U หรือ N 
  5. วางกระดาษหนังสือพิมพ์ขนาดเท่าเดิมลงบนดอกไม้อย่างเบามือ เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนที่ของดอกไม้ที่จัดไว้แล้ว
  6. นำกระดาษลูกฟูกวางทับลงบนกระดานไม้อัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความชื้น
  7. วางกระดานไม้อัดทับลงอีก 1 แผ่น เพื่อเพิ่มแรงกดทับ
  8. ผูกเชือกให้แน่น
  9. นำไปตากแดดร้อนๆ 3 – 7 วัน เพื่อให้ดอกแห้งสนิท
  10. จัดดอกไม้ที่แห้งแล้วบนกระดาษ จดบันทึกตามใจชอบ และติดด้วยเทปกาว
  11. เพื่อเพิ่มมูลค่าให้งานศิลปะชิ้นนี้ อาจระบุชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อภาษาอังกฤษ ชื่อภาษาไทย วงศ์ สถานที่ที่เก็บดอกไม้ ชื่อผู้ทำ วันที่ทำ และข้อมูลอื่นๆ ที่อยากบรรยาย เช่น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่ดอกไม้แห้งแล้ว ทั้งรูป ทรง กลิ่น สี ไว้มุมด้านซ้ายของกระดาษ เป็นอันเสร็จ!

ทริคเล็กๆ เพิ่มความดีงาม

  1. ดอกไม้ที่นำมาควรเป็นดอกไม้สดที่ตัดมาจากลำต้น ไม่ควรเลือกดอกที่ตกลงพื้น เพราะยิ่งสดจะยิ่งอยู่ได้นาน
  2. หากเป็นไม้ล้มลุก ต้องเก็บทั้งราก ใบ และดอก มาให้ครบ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักพฤกษศาสตร์
  3. ควรเลือกดอกไม้หลากหลายชนิดเพื่อความสวยงามของงาน และควรเลือกที่มีสีสด เพราะเมื่อนำมาอัดให้แห้ง สีจะคงอยู่ได้นาน เช่น หญ้าลิ้นเป็ด ประทัดจีน หรือไฮเดรนเยีย 
  4. พยายามอัดดอกไม้ให้แบนที่สุด ด้วยการเลือกพรรณที่มีความหนาเท่ากันๆ หากไม่เท่าจะไม่สมดุลและไม่มีประสิทธิภาพได้

ระบายดอกบนโปสการ์ด

สำหรับใครที่ยังไม่จุใจ ยังอยากทำงานศิลปะต่อ เตรียมพู่กันให้พร้อม แล้วไปใช้สีจากดอกไม้ธรรมชาติมาระบายความสุขลงบนโปรการ์ด ในคลาสของ บุญญาณี ศรีโพธิ์ช้าง หรือคุณนะโม นักวิชาการช่างศิลป์ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นำดอกไม้ในสวนมาสกัดเป็นสีน้ำ ทั้งกรรณิการ์แทนสีเหลือง อัญชันแทนสีน้ำเงิน และแก่นฝางแทนสีแดง แถมยังนำดอกไม้แห้งจากการทำ Herbarium Specimen ที่สอนไปข้างต้น มาตกแต่งเสริมความสนุกให้โปสการ์ด มีทั้งหางนกยูงไทย หางนกยูงฝรั่ง อินทนิลน้ำ ดอกเข็มใหญ่ และดอกเข็มเล็ก 

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. สีที่สกัดจากดอกไม้
  2. พู่กัน
  3. ดอกไม้แห้ง
  4. ฟอร์เซป 
  5. กาวใส
  6. โปสการ์ดของตัวเอง
  7. แสตมป์

ขั้นตอนการทำ

  1. นำดอกไม้มาต้มกับน้ำเพื่อให้เกิดสีจากธรรมชาติ
  2. ใช้พู่กันจุ่มสีและระบายสีบนโปสการ์ดตามใจชอบ (ไม่ควรผสมน้ำเพิ่ม เพราะสีที่ได้จะจางลงกว่าเดิม)
  3. ใช้ฟอร์เซปคีบดอกไม้ จุ่มกาวเล็กน้อย และแปะลงบนโปรการ์ดตามที่ต้องการ (สามารถใช้นิ้วแตะกาวแล้วมาแตะดอกไม้ได้)
  4. ติดแสตมป์ลายที่ชอบ พร้อมส่งหาคนที่คุณรัก

พักกินดอก ก้าน ใบ 

หลังจากใช้เวลาไปกับงานศิลปะมาพักใหญ่ ทีมนักวิทยาศาสตร์ชำนาญการของภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ก็ใจดี ขออาสาสวมบทแม่ครัว ควงตะหลิวทำเมนูออร์แกนิกที่มีส่วนผสมของดอกไม้และพืชสมุนไพรภายในอุทยานให้เรากิน

เมนูแรก ‘แกงส้มผักรวม’ ที่มีดอกแค ไชเท้า กวางตุ้ง และผักกาดขาว 

เมนูที่สอง ‘น้ำพริกกะปิ’ ที่มีกระเทียมและพริกซึ่งเป็นยารสเผ็ดร้อน ออกฤทธิ์ช่วยขับลมและกระตุ้นการเจริญอาหาร ยิ่งกินคู่กับชะอมชุบไข่และผักลวกที่มีฤทธิ์เป็นยารสจืด ทั้งดอกขจร ดอกสโน ยอดแค ผักบุ้งไทย ผักปลัง ถั่วพลู และแตงกวา ยิ่งได้ความอร่อยแถมเสริมสร้างกากใยให้ร่างกายได้อีก

ปิดท้ายด้วยคุณประโยชน์ของมื้ออาหารในวันนี้ด้วย เมนู ‘ดอกไม้ทอด’ ที่ประกอบไปด้วย ดอกขจร ดอกอัญชัน สโน ผักปลัง แครอท และกระเจี๊ยบมอญ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ

“ถ้าทุกคนกินสมุนไพรที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายตั้งแต่แรก เราจะไม่ต้องไปหาสมุนไพรอะไรมาต้มยากินเลย” ทีมแม่ครัวกล่าว

เบญจเกสร

ชาดอกไม้ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก 

ต้องขอปรบมือให้คนสมัยก่อนที่คิดค้น ‘ชาเบญจเกสร’ หรือชาเกสรทั้ง 5 ขึ้นมา เพราะนอกจากจะช่วยให้ผ่อนคลายจากกลิ่นของพวกมันได้แล้ว ยังแก้กระหายน้ำ แก้วิงเวียน และชุ่มชื้นหัวใจไปตามๆ กัน

วันนี้อาจารย์เตยจึงไม่พลาดพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับชาเบญจเกสร ที่ประกอบด้วยเกสรทั้ง 5 ได้แก่ พิกุล บุนนาค สารภี มะลิ และ เกสรบัวหลวง ซึ่งการที่ชาในตำหรับไทยมีส่วนประกอบของดอกไม้เยอะ ทำให้ได้กลิ่นหอมผ่อนคลายจากน้ำยาหอมระเหยในดอกไม้ และยังมีสารสำคัญอย่าง ฟลาโวนอยด์และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย

สำหรับวิธีการชงชา เราสามารถทำเองได้ง่ายๆ แค่มีกาชงชาและเกสรแห้งของดอกไม้ทั้ง 5 โดยเริ่มจากการหยิบดอกไม้ชนิดละหนึ่งหยิบมือ (สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามความชอบของกลิ่น) ใส่ในกา เทน้ำร้อน ดันดอกไม้ให้ไปอยู่ข้างล่าง ทิ้งไว้ 3 – 5 นาที และรอดอกไม้บาน ก็สามารถดื่มได้เลยง่ายๆ ยิ่งกินคู่กับขนมกลีบลำดวนหอมๆ แล้วล่ะก็ บอกเลยว่า ละมุนมาก

ปล. ถ้าอยากเพิ่มความสนุก ลองเอาชาเบญจเกสรชงคู่กับชาเขียวเซนฉะดู จะได้กลิ่นหอมหวานที่ต่างจากเดิมไปอีก

กระเจี๊ยบซ่าดับกระหาย

มาถึงเมนูดับร้อนที่ทั้งเย็น สดชื่น ซาบซ่า และเข้ากับอากาศบ้านเราตอนนี้สุดๆ กับเมนู ‘กระเจี๊ยบแดงโซดา’ รสเปรี้ยวชุ่มคอ ที่มีส่วนช่วยลดอาการแก้ไอ ลดการเกิดนิ่ว แถมเป็นยาระบายได้ด้วย 

คนสมัยก่อนจะนำกระเจี๊ยบแดงมาบดละเอียดจนเป็นผงและชงดื่มร้อนๆ กัน แต่ในสมัยนี้นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ ดับกระหายแทน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกันว่าส่วนประกอบของกระเจี๊ยบแดงที่เอามาทำเป็นเครื่องดื่มนั้นน่าจะมาจากดอก แต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่ เพราะมันคือ ‘กลีบเลี้ยง’ ที่ให้รสเปรี้ยวและมีสารต้านอนุมูลอิสระต่างหาก

ส่วนผสม

  1. กระเจี๊ยบแดงสดหรือแห้ง 20 กลีบ
  2. น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร
  3. น้ำตาลทราย 4 ช้อนกลาง
  4. น้ำโซดา 1 ขวด
  5. น้ำแข็ง

วิธีทำน้ำกระเจี๊ยบโซดา

  1. นำกระเจี๊ยบแห้งล้างน้ำให้สะอาดใส่ลงหม้อ เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 คืน
  2. นำมาตั้งไฟ รอให้น้ำเดือดแล้วต้มต่ออีก 20 นาที
  3. เติมน้ำตาลทราย ปรุงรสตามใจชอบ
  4. ตั้งไว้ให้เย็นในอุณหภูมิปกติ หรือนำไปแช่เย็นเพิ่มความสดชื่นก็ได้เหมือนกัน
  5. เมื่อต้องการจะดื่มให้ใส่น้ำแข็งลงในแก้ว
  6. เติมน้ำกระเจี๊ยบลงไปประมาณครึ่งแก้ว
  7. เทน้ำโซดาไปอีกครึ่งแก้วเพื่อให้ได้รสชาติที่บาลานซ์ แถมได้สีสวยงามสไตล์อิตาเลียนโซดาด้วยนะ
  8. วางกระเจี๊ยบสดหรือแห้งบนผิวน้ำเพิ่มความสวยงาม ก็ยกดื่มได้เลย

ความรู้รอบสวน

ก่อนปิดกิจกรรม อาจารย์เตยก็ไม่ลืมพาเราเดินชมห้องนิทรรศการสมุนไพรภูมิปัญญาไทยสู่สากล เพื่อทำความรู้จักความดีงามของรสยาทั้ง 10 และปิดท้ายด้วยการนั่งรถรางชมสวนสมุนไพรอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติที่มีวิทยากรให้ความรู้ตลอดทาง แถมได้ลงเดิน เด็ด ชิม สมุนไพรชื่อแปลกในสวนที่รับรองความสะอาด ปลอดภัย ด้วยหลัก ‘การออกแบบเพื่อมวลชน’ (Universal Design) เป็นตัวรับประกัน ถ้าอยากรู้ว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจบ้าง ขอชวนทุกท่านอ่านต่อในบทความ ‘อุทยานธรรมชาติแห่งใหญ่ที่สอนวิชาสมุนไพรไทยหายากด้วยแนวคิด Universal Design’ กันได้เลย

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

The Cloud Studio

กิจกรรมชวนผู้อ่านเปลี่ยนเวลาว่างมาเวิร์กช็อปสนุกๆ และได้ความรู้ไปด้วย

The Cloud x KBank Live

คุณเคยได้กลิ่นแล้วนึกถึงใครสักคนไหม 

กลิ่นแสดงความรู้สึกและความทรงจำ ในบรรดาประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ ประสาทรับกลิ่นพุ่งไปที่สมอง ส่วนรับความรู้สึกอย่างว่องไวเฉียบพลัน กลิ่นไม่ได้แค่ทำให้เกิดภาพ เกิดความรู้สึก แต่กลิ่นยังเป็นสัญชาตญาณแรกของมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด ขณะทารกยังไม่ลืมตาก็จำกลิ่นของแม่ตัวเองได้ นอกจากนี้ กลิ่นยังช่วยเรื่องสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ เช่นการได้กลิ่นควันไฟ กลิ่นอาหารบูด ช่วยให้หลีกเลี่ยงอันตรายรอบตัวได้ 

นอกจากนั้น กลิ่นยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างบุคลิกของคน เพราะมนุษย์สามารถ Wear หรือตกแต่งร่างกายด้วยน้ำหอมได้เหมือนกับการใส่เสื้อผ้า 

กลิ่นสำคัญขนาดนี้ The Cloud และ KBank Live เลยชวนผู้ร่วมกิจกรรมมาเปิดจมูกเรียนรู้กลิ่น และลงมือออกแบบกลิ่นน้ำหอมของตัวเองใน The Cloud Studio 04 : Scent Designer โดยมี ก้อย-ชลิดา คุณาลัย Scent Designer มืออาชีพที่ดีไซน์กลิ่นให้สินค้าสารพัดอย่างมากว่า 20 ปี นับรวมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ซักผ้าทั่วภาคพื้นเอเชีย ไปจนถึงอาหาร สถานที่ และกิจกรรมหลากหลาย มาถ่ายทอดวิชาให้เราเรียนรู้และทำตามได้ง่ายๆ

01

ศาสตร์กลิ่นหอม

‘Perfume’ มาจากคำภาษาละติน ‘per fumare’ ที่แปลว่า ‘To smoke through’

ในสมัยโบราณ เมื่อนักบวชต้องการบูชาและติดต่อกับเทพเจ้าที่อยู่เบื้องบนจะใช้วิธีจุดกำยาน ต่อมาชนชั้นสูงและขุนนางเริ่มใช้กลิ่นหอมในโอกาสต่างๆ เช่น การเฉลิมฉลอง ยั่วยวนเพศตรงข้าม จนการใช้กลิ่นแพร่หลายกระจายสู่คนทั่วไป และกลายเป็นสิ่งที่เราใช้กันทุกวันในที่สุด

02

ส่วนผสมน้ำหอม

ส่วนผสมน้ำหอมแบ่งเป็น 2 ประเภทตามแหล่งที่มา คือ 

  1. Natural คือกลิ่นที่สกัดจากธรรมชาติ ทั้งส่วนประกอบของพืช อย่างใบ ดอก เปลือก แก่น ราก ยางไม้ เมล็ด ไปจนถึงส่วนประกอบของสัตว์ เช่นอำพันทะเลหรือขี้วาฬหัวทุย รวมถึง Civet สารสกัดจากต่อมใต้ผิวหนังของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพื่อทำให้น้ำหอมกลิ่นติดทนนาน กลิ่นเหล่านี้มีราคาสูงและไม่คงที่ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและสิ่งแวดล้อม คุณภาพจึงเปลี่ยนแปลงตลอด
  2. Syntatic กลิ่นสังเคราะห์ คือกลิ่นที่มนุษย์แต่งขึ้นเพื่อเลียนแบบกลิ่นธรรมชาติ ไปจนถึงกลิ่นที่ผสมใหม่เอง เช่น กลิ่นสดชื่น กลิ่นทะเล กลิ่นแดด ราคาถูกกว่า ผลิตได้ในปริมาณมากและกลิ่นคงที่ จึงเป็นที่นิยมในการผลิตน้ำหอม

03

โครงสร้างน้ำหอม

Fragrance Pyramid หรือพีระมิดของน้ำหอม เป็นโครงสร้างที่ทำให้เราเข้าใจง่ายๆ ว่ากลิ่นที่เราดมจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา 

Top / Head Note กลิ่นระเหยเร็ว เป็นกลิ่นหอมที่จะอยู่ติดผิวเพียง 15 นาทีแรก แล้วค่อยๆ จางหายไป โมเลกุลเบา เล็ก มักเป็นกลิ่นกลุ่ม Citrus และ Aromatic

Middle / Heart Note คือกลิ่นที่คงอยู่ในลำดับต่อมา มักเป็นกลิ่นกลุ่ม Floral Green Fruity และ Spice

Base / Bottom Note เป็นกลิ่นที่อยู่ติดทนนานที่สุด อาจเป็นหลายชั่วโมงหรือทั้งวัน โมเลกุลหนัก มักเป็นกลิ่นกลุ่ม Wood และ Balsamic

เข้าคลาส Scent Designer เรียนวิชาความหอมและลงมือออกแบบกลิ่นประจำตัว
เข้าคลาส Scent Designer เรียนวิชาความหอมและลงมือออกแบบกลิ่นประจำตัว

สัดส่วนของ Base Note, Top Note หรือว่า Middle Note ขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องหอม เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มต้องมีกลิ่นที่ติดทนนาน ทำให้ต้องมี Base Note เยอะที่สุด พีระมิดน้ำหอมก็จะเป็นทรงพีระมิดฐานใหญ่ ขณะที่น้ำยาล้างจาน กลิ่นต้องฟุ้งออกมาตอนขณะล้างจาน แต่ต้องหายไปในทันทีหลังล้างเสร็จ ทำให้ต้องมี Base Note ที่น้อย พีระมิดน้ำหอมจะเป็นทรงพีระมิดหัวคว่ำ

04

ประเภทน้ำหอม

น้ำหอมกลิ่นเดียวกันอาจมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้นของหัวน้ำหอม แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

  • Parfume คือน้ำหอมที่มีปริมาณหัวน้ำหอมมากถึง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ กลิ่นน้ำหอมจะอยู่ได้นานถึง 6 – 8 ชั่วโมง มีราคาที่สูง
  • Eau de Parfum คือน้ำหอมที่มีปริมาณหัวน้ำหอม 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ กลิ่นน้ำหอมจะอยู่ได้นานถึง 4 – 5 ชั่วโมง
  • Eau de Toilette คือน้ำหอมที่มีปริมาณหัวน้ำหอม 5 – 15 เปอร์เซ็นต์ กลิ่นน้ำหอมจะติดประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง
  • Eau de Cologne คือน้ำหอมที่มีปริมาณหัวน้ำหอม 2 – 4 เปอร์เซ็นต์ กลิ่นน้ำหอมจะติดประมาณ 2 ชั่วโมง
  • Eau de Fraiche คือน้ำหอมที่มีปริมาณน้ำหอม 1 – 3 เปอร์เซ็นต์ และกลิ่นน้ำหอมจะติดเพียงครู่เดียวหลังฉีดเท่านั้น

05

ศัพท์น้ำหอม

ก่อนลงมือทำน้ำหอม นี่คือคำศัพท์เกี่ยวกับกลิ่นที่น่ารู้จักไว้

Anosmia

ภาวะเสียการรับกลิ่น คือไม่ได้กลิ่นใดๆ เลย

Character

ลักษณะของกลิ่น

Layering

การฉีดน้ำหอมหลายกลิ่นบนตัว ผสมเข้าด้วยกัน ให้กลิ่นหอมบนตัวซับซ้อนน่าสนใจมากขึ้น

Longevity

ระยะการติดทนของน้ำหอม

Sillage

กลิ่นที่อบอวล ล่องลอยอยู่ในอากาศ

06

วิธีสกัดน้ำหอม

การสกัดหัวน้ำหอมขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ แบ่งเป็นประเภทต่างๆ 

Enfleurage 

การดึงกลิ่นออกมาจากธรรมชาติ วางดอกไม้บนไขมันไร้กลิ่น ให้ไขมันดูดซับกลิ่นหอมออกจากดอกไม้จนอิ่มตัว แล้วเอาไปสกัดโดยใช้แอลกอฮอล์ ออกมาเป็น Absolute 

Expression 

การบีบ ทำเองได้ง่าย มักใช้กับพวกผลไม้ตระกูลส้ม ที่มีทั้งผิว ทั้งน้ำ ออกมาเป็น Essential Oil

Stream Distillation

การใช้ไอน้ำในการดึงกลิ่นออกมาส่วนใหญ่จะใช้กับดอกกุหลาบ ลาเวนเดอร์ ด้วยการเอาไปอบไอน้ำแล้วกลั่นออกมาเป็นกลิ่นหอมๆ

Scent Designer

Solvent Extraction

การดึงกลิ่นหอมโดยใช้ Solvent ซึ่งเป็นตัวทำละลาย ใช้กับพวกที่เป็นของแข็ง อาทิ เปลือกไม้ โดยการเอาไปแช่ไว้ใน Solvent แล้วค่อยเอามาสกัดทีหลัง

Tincture and Resinoid 

การสกัดกลิ่นที่มาจากสัตว์อย่างขี้วาฬ นำมาใส่ในแอลกอฮอล์และทำให้ระเหิด

Headspace Technology

การใช้เทคโนโลยีสร้างกลิ่น โดยใส่อุปกรณ์บันทึกกลิ่นในครอบแก้ว แล้วนำไปครอบดอกไม้ต้นไม้เพื่อจับกลิ่น จากนั้นจึงนำกลิ่นที่ได้มาแยกแยะเพื่อสังเคราะห์กลิ่นเลียนแบบ วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องฆ่าพืชเพื่อให้ได้วัตถุดิบ 

07

กลิ่นตระกูลต่างๆ

ประเภทกลิ่นต่างๆ เปรียบเหมือนโน้ตดนตรีที่ต้องผสมผสานเป็นบทเพลงให้ลงตัว โดยจำแนกออกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้ 

08

วิธีการทำน้ำหอม

อุปกรณ์

  • หัวน้ำหอมแบบต่างๆ 
  • บีกเกอร์
  • ขวดแก้วรูปชมพู่
  • แท่งแก้วสำหรับคน
  • แท่งไม้สำหรับเสียบกระดาษ
  • แถบกระดาษทดสอบกลิ่น (Smelling Stripe)
  • แท่งหยดกลิ่น (Dropper) 
  • แอลกอฮอล์
  • กระดาษ
  • ดินสอ / ปากกา
  • ขวดสเปรย์ขนาด 30 มล.
เข้าคลาส Scent Designer เรียนวิชาความหอมและลงมือออกแบบกลิ่นประจำตัว

วิธีทำ

  1. กำหนดโจทย์น้ำหอมที่ต้องการเป็นคำ เช่น อบอุ่น สดชื่น เคร่งขรึม เหมือนขนม ฯลฯ แล้วตีความจากคำว่าควรใช้กลิ่นอะไร 
  2. เลือกกลิ่นที่ต้องการให้มีทั้ง 3 ส่วนของพีระมิด มี Top Notes, Middle Notes และ Base Notes แล้วจดไว้
  3. ทดสอบกลิ่นหัวน้ำหอมด้วยการใช้แท่งหยดกลิ่นหยดลงหัวน้ำหอมบนแถบกระดาษ ลองดมดู
  4. นำกระดาษกลิ่นที่เลือกมารวมกัน ถ้าอยากให้กลิ่นไหนชัดเจน เอาไว้ด้านหน้า กลิ่นไหนควรจาง เอาไว้ด้านหลัง ลองดมจนถูกใจ
  5. จดบันทึกส่วนผสมและปริมาณที่ต้องการ
  6. ทดลองหยดกลิ่นที่เลือกในขวดชมพู่ กลิ่นที่ต้องการให้ชัดเจน หยดเยอะกว่ากลิ่นอื่น จนได้ทั้งหมด 10 หยด ใช้แท่งแก้วคนให้เข้ากัน 
  7. แก้ไขสัดส่วนกลิ่นที่เลือกไว้ให้ถูกใจ จากนั้นเพิ่มปริมาณหัวน้ำหอมตามสัดส่วนให้ได้ 30 หยด คนให้เข้ากัน
  8. เทหัวน้ำหอมในบีกเกอร์ และผสมแอลกอฮอล์ 30 มล. คนให้เข้ากัน 
  9. เทน้ำหอมใส่ขวดสเปรย์ เป็นอันเสร็จ จะตั้งชื่อน้ำหอมกลิ่นของเราก็ได้นะ
เข้าคลาส Scent Designer เรียนวิชาความหอมและลงมือออกแบบกลิ่นประจำตัว
เข้าคลาส Scent Designer เรียนวิชาความหอมและลงมือออกแบบกลิ่นประจำตัว

ติดตามข่าวกิจกรรมอื่นๆ หลังจากนี้ของ The Cloud และ KBank Live ได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก The Cloud และ อินสตาแกรม @kbanklive

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load