หมู่แมกไม้สีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้า คืออาณาบริเวณของอุทยานธรรมชาติที่เพิ่งปรับปรุงใหม่เอี่ยม ในเขตพื้นที่การศึกษาย่านศาลายา ‘มหาวิทยาลัยมหิดล’ ป้ายปูนขนาดใหญ่สะดุดตา ประดับนูนด้วยตัวอักษรและโลโก้รูปต้นไม้หลากสีซ้อนทับกัน ระบุชื่อสถานที่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ‘อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ’

อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

อาณาจักรเขียวขนาด 140 ไร่แห่งนี้ เป็นบ้านหลังใหญ่ให้กับสมุนไพรธรรมชาติหายากกว่า 800 ชนิด โดยมีภารกิจหลักคือการเป็นศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรไทยและธรรมชาติวิทยาแนวใหม่ ที่มุ่งสอนภูมิปัญญาและสร้างประสบการณ์จริงในการใช้สมุนไพรไทยที่ดูเหมือนไกลตัว ให้เข้าใกล้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไปมากขึ้น

ความพิเศษประการสำคัญที่บอกว่าอุทยานแห่งนี้เป็นพื้นที่บริการสังคมสำหรับทุกคนในสังคม คือการออกแบบด้วยแนวคิด ‘การออกแบบเพื่อมวลชน’ (Universal Design) ซึ่งเอื้อต่อการใช้งานสำหรับคนทั่วไป ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยสมรรถภาพด้านต่างๆ เพื่อให้คนทุกกลุ่มสามารถมาเรียนรู้ และเยี่ยมชมอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติได้อย่างเท่าเทียมกัน

ถ้าพร้อมแล้ว หายใจสูดอากาศบริสุทธิ์ แล้วเข้าห้องเรียนธรรมชาติแสนร่มรื่น ไปเรียนรู้และค้นเสน่ห์ของสมุนไพรไทยอย่างใกล้ชิด ในอาณาจักรเขียวที่เปลี่ยนอากาศร้อนอบอ้าว ให้กลายเป็นวันที่ผ่อนคลายกาย สบายหัวใจไปด้วยกัน

01

ปอดสีเขียวของคุณ (ทุกคน)

ก่อนจะมาเป็น ‘อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ’ พื้นที่นี้เคยเป็นสวนสมุนไพรที่มีชื่อว่า ‘สวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติ’ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานชื่อให้ 

 ด้วยอุดมการณ์ของ ศ. ดร.ณัฐ ภมรประวัติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ ศ.พเยาว์ เหมือนวงษ์ญาติ หัวหน้าภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อยากให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีแหล่งอนุรักษ์สมุนไพรไทย เพื่อการศึกษาของนักศึกษาเภสัชศาสตร์และเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียว ที่ช่วยเพิ่มอากาศบริสุทธิ์สู่ร่างกายของบุคลากรในวิทยาเขต 

ท่านจึงเลือกหยิบพื้นที่ 38 ไร่ มาเนรมิตสิ่งที่วาดฝันไว้ให้เกิดขึ้นจริงในปี 2524 ภายใต้การดูแลของภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ ก่อนขยายเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นด้วยการเพิ่มพื้นที่เป็น 140 ไร่ ไว้รวบรวมสมุนไพรกว่า 800 ชนิด และเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ประชาชนทุกกลุ่มรวมถึงผู้พิการ ได้เปิดประสบการณ์ เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาและเป็นแหล่งสร้างงานวิจัยขยายสายพันธุ์สมุนไพรหายากหรือใกล้สูญพันธ์ุ เพื่ออนุรักษ์ให้คงอยู่จนถึงปัจจุบัน 

ที่สำคัญยังตอบโจทย์การเป็นพื้นที่ Public Space ภาพน่ารักที่เห็นเป็นประจำทุก 6 โมงเช้าคือ บรรดาผู้สูงอายุต่างพากันมาวิ่งจ็อกกิ้งในบรรยากาศแสนสงบ แถมยังเป็นพื้นที่ยอดฮิตที่บรรดานักศึกษาใช้หลบหลีกความวุ่นวาย มาซบร่มเงาใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่ออ่านหนังสือเตรียมสอบ 

02

อาณาจักรใบไม้

“อาคารนี้รูปทรงเหมือนใบไม้ 3 ใบเลย” ฉันอุทานหลังสังเกตรูปทรงอาคารที่ยืนอยู่มาสักพัก

“ทีมนักออกแบบของอุทยานจงใจสร้างสถาปัตยกรรมให้เป็นรูปใบไม้ 3 ใบ ไว้เป็นแลนด์มาร์กประจำอุทยาน ตั้งอยู่ด้านข้างหอประชุมใหญ่มหิดลสิทธาคารที่มีโครงสร้างอาคารมาจากช่อดอกกันภัย สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย จึงดีไซน์ให้ ‘อาคารใบไม้สามใบ’ นี้อยู่เคียงข้างดอกไม้มงคลอย่างสง่าสงาม” อาจารย์เตย-ดร.ภญ. เบญญากาญจน์ พงศ์กิจวิทูร อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้อาสาเป็นไกด์พาชมความพิเศษและสวยงามของอุทยานแห่งนี้ช่วยอธิบายเพิ่มเติม 

ด้วยความเป็น Green University ของมหาวิทยาลัยมหิดล ทีมออกแบบจึงแอบแฝงรายละเอียดน่ารักๆ ที่ฉายภาพธรรมชาติ ผ่านโครงสร้างสถาปัตยกรรมไว้รอบๆ พื้นที่ ทั้งอาคารใบไม้สามใบ ลานนานาสมุนไพร สวนสมุนไพร ลานไม้เลื้อย สวนสมุนไพรเพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุ ลานสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ลานสมุนไพรวงศ์ขิง และศาลาหมอชีวกโกมารภัจจ์  

หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าสถาปัตยกรรมของพื้นที่ทั้งหมดเป็นรูปทรงต้นไม้ เช่น หลอดไฟทรงใบไม้ เสาอาคารทรงกิ่งไม้ หรือลานนานาสมุนไพรที่จัดวางพืชพรรณให้คล้ายดอกไม้ขนาดใหญ่

‘น่ารักจัง’ ความคิดในหัวที่ผุดขึ้นมาอย่างแรก หลังจากฟังอาจารย์เตยเล่ารายละเอียดเล็กๆ ที่แฝงไปด้วยความใส่ใจของอุทยานแห่งนี้ 

03

อยู่บ้าน

‘All Plants Are Medicine’ 

คำโปรยที่ติดกับรูปหมอชีวกโกมารภัจจ์บิดาแห่งการแพทย์แผนไทยและแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าในอดีตกาล ข้อความนี้ติดอยู่ที่หน้าโซนแนะนำระหว่างทางเข้าไปยังห้อง ‘นิทรรศการสมุนไพรภูมิปัญญาไทยสู่สากล’ ใต้อาคารใบไม้สามใบ ที่เล่าเรื่องราวของคุณหมอคนเก่งขณะเดินทางเข้าป่าเพื่อหาว่าต้นไม้ต้นไหนบ้างที่ไม่เป็นยา ก่อนพบว่าไม่มีสักต้นที่ไม่เป็น 

ฟังแล้วน่าสนใจไม่น้อยที่พืชผักสมุนไพรของเราดูวิเศษกว่าที่คิด 

อาจารย์เตยเปิดประตูขนาดใหญ่ของห้องนิทรรศการ พร้อมพาเดินเข้าไปเยี่ยมชม ด้านในแบ่งออกเป็น 4 โซน เริ่มจาก ‘โซนภูมิปัญญาแห่งตะวันออก’ มีสื่อวีดิทัศน์บรรยายถึงภูมิปัญญาการแพทย์ที่บอกเล่าความเชื่อสมัยก่อนในเรื่องการรักษาสมดุลของธาตุทั้งสี่ในร่างกาย ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือที่เรียกกันว่าธาตุเจ้าเรือน ซึ่งหากไม่สมดุลกันแล้วล่ะก็ จะเกิดการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ได้ 

เดินมาอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงโซนที่ 2 ‘เภสัชกรรมแผนไทย’ ฉันนึกไปถึงบทเรียนคาบวิทยาศาสตร์สมัยมัธยม ที่ในหนังสือมักบอกชื่อของพืชชนิดเดียวกัน แต่มีหลายชื่อเรียก 

อาจารย์เตยชี้ไปที่ภาพของสับปะรดตรงหน้า พร้อมอธิบายเหตุผลที่เราต้องรู้ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช ว่าแต่ละประเทศเรียกชื่อพันธุ์ไม้ไม่เหมือนกัน แต่มีชื่อกลางเพียงชื่อเดียวที่ทุกประเทศใช้เรียกเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เช่น  Ananas comosus เป็นชื่อกลางที่ถูกต้องสำหรับใช้เรียกสับปะรดในระดับสากล

อีกจุดที่เด่นชัดของโซนนี้คงหนีไม่พ้นโต๊ะสีขาวโค้งขนาดใหญ่ ที่ถูกวางองค์ประกอบด้วยเภสัชวัตถุ หรือส่วนประกอบของตำรับยาไทยหลากสรรพคุณ บรรจุไว้ในขวดโหลสีใสจำนวนมาก โดยสรรพคุณของสมุนไพรเหล่านี้ถูกแบ่งตามรสของเครื่องยา 10 รส ประกอบด้วย ฝาด หวาน เมาเบื่อ ขม เผ็ดร้อน มัน หอมเย็น เค็ม เปรี้ยว และรสที่ 10 ‘ไม่มีรส’

ฉันขมวดคิ้วอย่างสงสัย ว่าโลกใบนี้มีอะไรที่ไม่มีรสด้วยเหรอ ก่อนที่อาจารย์เตยจะเฉลยความสงสัยว่ามันคือรสจืด และหากอยากรู้ว่าไม่มีรสมันเป็นยังไง ให้ลองเล่นกาชาปองดู

ห้ะ! คิ้วของฉันขมวดเป็นปมอย่างสงสัยอีกครั้ง เมื่อสิ่งที่เห็นอยู่ข้างหน้าคือตู้หยอดเหรียญขนาดกะทัดรัดที่หน้าตาคล้ายกับตู้กาชาปองของเล่นในญี่ปุ่น อาจารย์เตยอธิบายว่าหากหยอดเหรียญลงไป จะมียาลูกกลอนที่เป็นรสยา 1 ใน 10 ให้ชิม เช่น รสหอมเย็นจากดอกไม้ รสฝาดจากกล้วยดิบ หรือรสเมาเบื่อจากพืชวงศ์กลอย เป็นต้น 

ไม่กี่นาทีถัดมา เราเดินมาถึงโซน ‘วิทยาศาสตร์พิสูจน์ภูมิปัญญา’ ที่มีตู้เก็บส่วนผสมของตำรับยาหอมนวโกฐและตัวอย่างยาแผนปัจจุบัน ไว้ให้ผู้คนทดลองดมกลิ่นของสมุนไพรเหล่านี้ได้อย่างง่ายๆ 

และโซนสุดท้ายก่อนออกไปชมสวนสีเขียวคือ โซน ‘ย้อนมองภูมิปัญญารักษาสุขภาพ’ ที่เน้นย้ำการกินเพื่อให้สุขภาพดี พร้อมให้ความรู้และบอกเคล็ดลับด้านสมุนไพรที่สามารถปลูกเองในบ้าน เช่น วิธีสะกัดพญายอรักษาแผลในปาก วิธีเตรียมลูกประคบสมุนไพร หรือแม้กระทั่งบอกสูตรอาหารไว้ทำกินเองในบ้านก็มี

“เราอยากให้ทุกคนปลูกสมุนไพรกินเองในบ้านเพื่อรักษาสุขภาพ มากกว่าการป่วยแล้วค่อยตามหายากิน” อาจารย์เตยพูดยิ้มๆ

04

อุดม (สุข) สมบูรณ์

ท้องฟ้าเปิดกว้าง สายลมพัดอ่อนๆ พรรณไม้สีเขียวเย็นตา วันนี้ช่างเหมาะแก่การพักผ่อนเสียเหลือเกิน 

ใช่แล้ว อาจารย์เตยกำลังพาฉันเดินชมพื้นที่สาธารณะสีเขียวที่เต็มไปด้วยพืชผักสมุนไพรหลากชนิด แม้ด้านหน้าจะมีจักรยานและรถรางไว้ให้บริการ แต่สำหรับฉัน การเดินคงเป็นอะไรที่ทำให้ใกล้ชิดและสัมผัสมันได้มากที่สุด 

เราเริ่มเดินจากลานนานาสมุนไพร สองข้างทางเต็มไปด้วยสมุนไพรชื่อแปลกที่มีป้ายบอกสรรพคุณของมัน เช่น โกฐจุฬาลำพาไทย แก้ไข้ แก้ไอ กระบือเจ็ดตัว ขับน้ำคาวปลาหลังคลอด หรือแม้แต่สมุนไพรชื่อคุ้นเคยอย่าง สมอไทย ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายก็ทำให้ฉันคิดถึงสมอผัดหมูรสเปรี้ยวฝีมือแม่ขึ้นมา

   ระหว่างจดจ่อกับการสำรวจพันธุ์ไม้ตามเส้นทาง สองเท้าของฉันพลันต้องหยุดเดิน เมื่อเสียงนกหลากพันธุ์ร้องดังขึ้นเรียกร้องความสนใจจนต้องหันไปมอง ฝั่งขวามือตรงนี้เรียกว่า ‘หอดูนก’ ที่ยอดด้านบน สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ที่บรรจบกันระหว่างท้องฟ้าและแอ่งน้ำ 

จากตรงนี้ เดินไปอีกหน่อยจะพบกับ ‘ศาลากลางน้ำ’ ที่บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงร้องของธรรมชาติ อาจารย์เตยเล่าให้ฟังว่ามีคนพบนกโพระดก วงศ์นกพญาไฟหรือนกน้ำ มาทำรังและโบยบินทั่วท้องฟ้าอยู่บ่อยครั้ง

05

ความรู้รอบสวน

เดินถัดมาไม่ไกลเท่าไหร่จะเห็น ‘สวนสมุนไพร’ ที่จัดวางพรรณไม้ชื่อคุ้นหูไว้อย่างร่มรื่น ทั้งย่านาง ขี้เหล็ก มะขามป้อม มะดัน  หอมแดง การบูร หรือมะหาด ซึ่งที่ตรงนี้นี่แหละ ที่นักศึกษามักหยุดจอดจักรยาน เพื่ออ่านหนังสือเตรียมสอบกันมากที่สุด 

เมื่อพูดถึงกลุ่มนักศึกษาวัยรุ่น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน พวกเขาเริ่มให้ความสนใจเทรนด์รักสุขภาพมากขึ้น ทำให้การเรียนรู้เรื่องสมุนไพรไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัว 

“พอเทรนด์สุขภาพกำลังมา พ่อค้าหลายท่านก็นำสมุนไพรมาโฆษณาหรือเคลมสรรพคุณโดยไม่มีข้อมูลวิชาการรับรอง ทำให้เกิดการใช้สมุนไพรแบบผิดๆ ทางอุทยานจึงส่งเสริมการใช้สมุนไพรควบคู่กับการให้ข้อมูลทางหลักวิชาการ โดยมีอาจารย์ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ที่ทำวิจัยด้านสมุนไพรอย่างชำนาญมารับรองตรงนี้” อาจารย์เตยอธิบาย

แสงแดดรำไรที่ส่องแปลงด้านหน้าแยงสายตาฉันเข้าอย่างจัง จะว่าไป ลานตรงนี้ดูจะผิดแปลกกว่าที่เดินผ่านมา อาจเป็นเพราะเป็นพื้นที่โล่งแจ้งที่จำแนกสมุนไพรไม้เลื้อยอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้แสงแดดส่องทั่ว 50 ชนิดได้อย่างสะดวก 

อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

ทันทีที่เดินเข้าไป ฉันถูกต้อนรับด้วยกลิ่นหอม (มาก) คล้ายกลิ่นอ่อนของสบู่เด็ก อาจเป็นเพราะเจ้าดอก ‘เล็บมือนาง’ สีชมพูบานเย็นนี้เป็นนางฟ้าแม่ทูลหัวที่คอยดูแลเด็กขาดสารอาหารให้แข็งแรงได้ 

เราเดินไปเรื่อยๆ ผ่านกวาวเครือขาว มะลิวัลย์ บอระเพ็ด จนอาจารย์เตยพามาหยุดที่พลู เธอยิ้มและหันมาถามว่า “รู้ไหมอะไรกินกับเมี่ยง อะไรกินกับหมาก” ฉันตอบผิด อาจารย์จึงบอกยิ้มๆ ว่า หลายคนที่มาก็ตอบคำถามนี้ผิดเหมือนกัน อาจเพราะทุกวันนี้สมุนไพรไทยดูห่างไกลจากชีวิตประจำวันคนรุ่นใหม่

คำตอบที่ถูกต้องคือ ‘ชะพลูกินกับเมี่ยง ใบพลูกินกับหมาก’

06

ภาพไร้สี ที่สัมผัสได้

เราเดินมาถึง ‘ลานสมุนไพรเพื่อผู้พิการและผู้สูงอายุ’ ที่ได้รับรางวัล Universal Design ให้เป็น Wheelchair Accessible การันตีว่าพื้นที่นี้เข้าถึงได้ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะผู้พิการ 

ด้วยความใส่ใจของอุทยานที่ดีไซน์แปลงนี้ให้ตอบโจทย์ความสะดวกต่อผู้สูงอายุและผู้พิการ ทั้งการสร้างอักษรเบรลล์และทางเดินสำหรับคนตาบอด พัฒนาร่วมกับอาจารย์สอนนักเรียนตาบอดจากวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตของผู้พิการ โดยการจัดแปลงต้นไม้ให้ต่ำลง เพื่อให้ผู้ป่วยวีลแชร์สามารถเอื้อมไปสัมผัส ดมกลิ่น และชิมรสได้  

เกณฑ์การเลือกต้นไม้ในโซนนี้ อาจารย์เตยอธิบายว่า จะเลือกชนิดที่มีเทกซ์เจอร์จำง่าย มีกลิ่น และมีรสชาติเฉพาะ เช่น ชุมเห็ดไทยที่มีใบโค้งมนหลายแฉก เนียมหูเสือที่ใบหยักถี่ แถมกลิ่นเหมือนออริกาโนในพิซซ่าเป๊ะ (เหมือนจริงๆ ขอคอนเฟิร์ม) และรดด้วยน้ำสะอาดปลอดสารเคมี ทำให้ผู้พิการหรือนักท่องเที่ยวสามารถเด็ดชิมได้อย่างปลอดภัย

อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ
อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

อาจารย์เตยยื่นผักตัวจิ๋วที่ลักษณะคล้ายดอกไม้สีเหลืองขนปุยใส่มือฉัน ด้วยความอยากลองฉันรีบคว้าเข้าปากโดยไม่ทันได้ถาม เผ็ดมาก! รสเผ็ดจนขมของพืชที่มีฉายาว่าหม่าล่าเมืองไทย ‘ผักคราดหัวแหวน’ สร้างความชาให้ปลายลิ้นของฉันอยู่หลายนาที 

พืชอีกชนิดที่ฉันได้ลองชิมคือ หญ้าหวานที่หวานสมชื่อ อาจารย์เตยบอกว่า แม้จะให้รสหวานกว่าน้ำตาล 300 เท่า แต่พืชชนิดนี้ไม่ทำให้อ้วนแต่อย่างใด 

07

เขยิบมาใกล้กัน

หลังจากใช้เวลาจวนครึ่งวัน เราเดินมาหยุดกันที่ ‘ลานสมุนไพรเพื่อสุขภาพ’ ที่มีต้นดอกกรรณิการ์เรียงรายด้วยหลอดกลีบดอกสีส้มสวยชวนมอง 

อาจารย์เตยบอกว่าทางอุทยานมีการจัดกิจกรรมทำวุ้นจากสีธรรมชาติ ที่สาธิตการนำหลอดกลีบดอกของกรรณิการ์มาสกัดเพื่อให้ได้สีเหลือง และนำมาทำวุ้นจากสีธรรมชาติด้วยตนเอง และยังมีสีอื่นๆ อีก ได้แก่ สีเขียวจากใบเตย สีน้ำเงินจากอัญชัน และสีแดงจากกระเจี๊ยบ 

อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมขยายพันธุ์สมุนไพร กิจกรรมอัดพรรณไม้แห้งด้วยแผง Herbarium ซึ่งเป็นการเก็บตัวอย่างพรรณพืชเพื่อใช้อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ ทำมาเนิ่นนานหลายร้อยปี ตั้งแต่ยุคชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) โดยนำส่วนต่างๆ ของพืชมาทับให้แบนและแห้งเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บ ซึ่งต้องเห็นรายละเอียดของต้น ดอก ใบ ครบถ้วน และอีกหลายกิจกรรมที่จะทำให้คุณได้ใกล้ชิดธรรมชาติกว่าที่เคย

ก่อนออกจากที่นี่ อาจารย์เตยขอหยุดหยิบผลสีเขียวเล็กๆ ของต้นโคกกระออมด้านซ้ายมือให้เราชม เธอค่อยๆ บรรจงแกะผลของมันอย่างช้าๆ ราวกับว่าจะเสกของวิเศษขึ้นมา

อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

และใช่ ของตรงหน้ามันวิเศษจริงๆ เพราะมันคือเมล็ดสีเขียว 3 เมล็ด ที่ซ่อนลายรูปหัวใจสีขาวน่ารักไว้ รอคอยที่จะกล่าวทักทายเพื่อนสนิทที่เห็นคุณค่าของมัน

ก็คงเหมือนกับอุทยานสิรีรุกขชาติแห่งนี้ ที่ซ่อนความวิเศษของสมุนไพรจากธรรมชาติไว้ รอวันที่คุณมาสัมผัสและใกล้ชิดมันดูสักครั้ง



อัตราค่าเข้าชม

เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี: ฟรี

บุคคลทั่วไป: 100 บาท

นักเรียน/นักศึกษา: 50 บาท

ชาวต่างชาติ: 250 บาท

นักศึกษาและบุคลากร ม.มหิดล: ฟรี

อัตราค่าวิทยากรนำชม กลุ่มละ 15-30 คน/รอบ (บาท/คน): 30 บาท

สาธิต กลุ่มละ 15-30 คนต่อ 1 กิจกรรม (บาท/คน): 60 บาท

สาธิต กลุ่มละ 15-30 คนต่อ 1 กิจกรรม (บาท/คน): 60 บาท

เวลาทำการ

วันพุธ–วันอาทิตย์ เวลา 06.00 – 18.00 น. (ห้องนิทรรศการเปิดเวลา 09.00–16.00 น.)



Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load