“ภาพยนตร์สารคดีที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้คืออะไรรู้ไหม มันคือกล้องวงจรปิด”

“สมมติคุณเป็น รปภ. เห็นคนคู่หนึ่งเดินเข้าไป แล้วผู้หญิงเข้าไปท่าทางเมาๆ ผู้ชายเดินออก คุณก็นั่งจ้องมันได้เรื่อยๆ สักพักผู้ชายคนนี้พาผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในห้อง แป๊บหนึ่งผู้หญิงคนนั้นวิ่งออกมา 

“คุณคิดอะไรในหัวบ้าง คิดได้เยอะเลย” 

ชายหน้าตายิ้มแย้ม มีผมขาวแซม รู้ได้ว่าผ่านวัยกลางคนมาแล้ว ยกตัวอย่างให้ผมเข้าใจเรื่องพลังของความจริงในงานภาพยนตร์สารคดี 

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

เชิด-เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ เป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และภาพยนตร์โฆษณาทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตลอดชีวิตการทำงาน 

ตำแหน่งที่น้อยคนนักใฝ่ฝันว่าตัวเองจะเป็น ตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับแตกต่างกับหน้าที่อาชีพในฝันอย่างผู้กำกับแทบจะคนละเรื่อง อาชีพที่ต้องใช้ทักษะการจัดการและวางแผนอย่างมาก ในการทำอย่างไรก็ได้ให้กองถ่ายภาพยนตร์เดินหน้าไปอย่างราบรื่นที่สุด และให้ผู้กำกับได้มีพื้นที่การทำงานด้วยความสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

เชิดถูกพูดถึงกันในวงการว่าเป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่เก่งของผู้กำกับมือดีหลายท่าน เป็นเอก รัตนเรือง เคยบอกว่า เชิดพงษ์คือผู้ช่วยผู้กำกับที่ดีที่สุดของเขา

ในวัยปัจจุบันของเขา ถ้าหากรับข้าราชการ ก็เรียกว่าเข้าโค้งสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่เชิดกลับไม่คิดว่าตัวเองจะต้องหยุดทำงานในวงการภาพยนตร์ เขาขยับบทบาทจากผู้ช่วย ขึ้นมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แทนบ้าง และไม่ใช่หนังโฆษณาหรือหนังต่างประเทศอย่างที่เขาคลุกคลีมาตลอดชีวิตการทำงาน แต่เป็นหนังสารคดี ศาสตร์การเล่าเรื่องด้วยความจริงของภาพยนตร์ที่เขาสนใจส่วนตัวมาตั้งแต่วัยหนุ่ม 

เขาบอกว่างานสารคดีเป็นงานที่ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก ในบรรดาการเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหว

สารคดีที่เชิดเลือกทำ คือสารคดีแนววัฒนธรรม ซึ่งเขาพบว่าคนสนใจน้อยที่สุดในบรรดาสารคดีด้วยกันเองด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้น หัวข้อเรื่องที่เขาสนใจ ก็เป็นหัวข้อที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญด้วยซ้ำ 

นั่นคือเรื่อง ‘ผู้สูงอายุและสังคมผู้สูงวัย’ 

น่าสนใจตรงปัจจัยต่างๆ ที่เขาเลือกทำ ล้วนสวนทางกับสิ่งที่ยุคสมัยกำลังให้ความนิยมและสนใจ อะไรที่ยังทำให้เขาเชื่อมั่นในพลังของงานสารคดี และเลือกนำมาใช้เพื่อเล่าเรื่องคนแก่กับสังคมบ้านเราที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในเร็ววันนี้

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

สังคมผู้สูงวัย

“ในช่วง พ.ศ. 2554 – 2555 ผมทำรายการทีวีชื่อ ลุยไม่รู้โรย รายการเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างสวยงาม ทำแล้วก็ได้เรียนรู้อะไรจากผู้สูงอายุมาเยอะ สมัยนั้นเราอาจจะยังไม่มีวิกฤตสังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบนะ แต่รายการนี้เปลี่ยนชีวิตผมไปเยอะเหมือนกัน จากการที่ได้ไปคุยกับผู้ใหญ่ คนแก่ๆ 

“ผมอาจจะเป็นคนหัวโบราณที่บอกว่า เราจำเป็นต้องมีครู แต่ผมรู้สึกว่าคนแก่เขาสอนเราเยอะมาก เราได้ศึกษาในฐานะที่เขาคนนั้นเป็นครูของเราคนหนึ่ง ผมคิดว่านี่คือข้อสำคัญในการเจริญเติบโต โชคดีตรงที่ผมมีครูที่ดีเยอะมากจากการทำรายการนี้ จากการได้ไปพูดคุยกับผู้สูงวัย ประสบการณ์ตอนนั้นมันเลยเป็นแบบฉบับที่เราอยากทำอะไรเกี่ยวกับคนแก่”

ผ่านมา 9 ปีนับตั้งแต่เชิดทำรายการ ลุยไม่รู้โรย สังคมยังพูดถึงเรื่องผู้สูงวัยกันอยู่ และในตอนนี้ก็เริ่มเห็นชัดขึ้นแล้วว่าเรากำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยจริงๆ 

“สังคมผู้สูงอายุเป็นคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาสู่สังคม นี่คือคำพูดเชิงวิชาการที่เขาชอบพูดกัน เพื่อให้เราตระหนักว่ามันกำลังจะฉิบหาย เพราะว่าต่อไปนี้ พวกคนรุ่นใหม่ต้องดูแลคนรุ่นผมนะ ก็คือวัยทำงานทุกวันนี้ จะทางตรงหรือทางอ้อมก็แล้วแต่ คุณต้องทำงานหนักมากเพื่อดูแลคนแก่ที่ไม่ยอมตาย ผมไม่ยอมตายง่ายๆ เพราะว่าผมมีประกัน ผมมีสุขภาพที่ดี แล้วผมดูแลสุขภาพตัวเอง จะอยู่ไปอีกหลายปี 

“แล้วคุณจัดการอะไรกับคนเหล่านี้ล่ะ นี่คือสิ่งที่น่าคิดว่าเราต้องทำอย่างไร เป็นสาเหตุว่าทำไมในระยะหลังนี่เรื่องสูงวัยถึงได้บูมนัก ผมทำเรื่องคนแก่มาก่อน ประเด็นมันก็อยู่ในหัว พยายามตอบตัวเองว่าวันหนึ่งเราจะใช้ชีวิตอยู่ยังไงโดยไม่ให้ลูกเหนื่อยมาก มันก็ต้องมีอาชีพสิ เลยมีคำถามขึ้นมาว่า อาชีพอะไรที่คนหกสิบปีทำได้บ้าง ผมคิดง่ายมาก แค่เดินทางตระเวนไปหาคนที่ดูแลตัวเองได้ทั่วประเทศ” 

ผู้กำกับวัยเกือบ 60 ปีเล่าถึงประเด็นที่จุดประกายให้เขาลุกขึ้นมาทำสารคดี

“สองอย่างที่ผมค้นพบในระหว่างทำงาน หนึ่งก็คือ คำว่าเกษียณนี่ไม่มีจริง เกษียณใช้กับข้าราชการเมื่อคุณหกสิบปี เกษียณแล้วก็กินบำนาญอยู่บ้าน มันเป็นการจัดหมวดหมู่ที่ไม่ได้เรื่องเลย ไม่ได้หมายความว่าเขาหมดประโยชน์เลยนะ เผลอๆ กำลังเริ่มต้นใหม่ด้วยซ้ำ 

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

“ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่รู้จักคำว่าเกษียณเลยก็มี คนพวกนี้ไม่รู้จักหรอกเกษียณแปลว่าอะไร เช่น ชาวนาคนเลี้ยงควายที่เขาไม่ได้อยู่ในระบบของราชการ เขารู้แค่ว่าเขาหยุดทำงานต่อเมื่อเขาทำไม่ได้ ผมไปตามหาคนที่อายุเกินหกสิบที่ทำงานตามปกติ ดูว่าอะไรที่เขายังทำได้บ้าง มีอะไรที่เราควรสนใจและควรศึกษาจากเขา”

“สองคือ เวลาไปคุยกับคนแก่คนเฒ่า เขาสนใจแค่ว่าเขามีความสุขยังไง เขาไม่เครียด เกิดมาไม่เคยเครียด ไม่มีวันเครียด มีแต่วันสนุกสนาน เข้าไปมัสยิด เข้าวัด เขาตอบแบบนั้น มันเป็นเรื่องพลังของคนสูงวัย พอเริ่มเข้าไปสู่สังคมสูงวัย เหมือนว่าคนมองเห็นแต่ข้อเสีย แต่จริงๆ มันมีข้อดีอยู่”

เมื่อพูดถึงหัวเรื่องว่าคนแก่ หลายคนอาจจะคิดว่าจะต้องเป็นเรื่องราวที่ชวนหดหู่หรือน่าสงสาร เชิดไม่ปฏิเสธว่าอาจจะต้องมีความดราม่าผสมอยู่บ้าง แต่เขากลับมองความดราม่านั้นเป็นความจริงบางอย่าง​ ซึ่งไม่ได้ชวนหดหู่อย่างที่คนเข้าใจไปก่อน

“เรื่องคนแก่ดราม่าอยู่แล้ว ความสูงวัยมันดราม่าในตัวของมันเอง ถามว่าหดหู่ไหม ไม่ได้หดหู่นะ มันถ่ายทอดคนคนนั้นจริง เห็นชีวิตของคนคนนั้นจริง แต่พอเรื่องของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครได้ มันเป็นความสุขนะครับ สิ่งที่ผมถ่ายทอดมีเสียงหัวเราะ มีความสุขอยู่ในนั้น มันคือชีวิตธรรมดา” 

เชิดเล่าว่ากลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าอยากให้ดูสารคดีนี้ก็คือวัยเดียวกันกับเขา เป็นกลุ่มคนในวัยทำงานช่วงปลาย อายุราว 40 – 50 ปี เพื่อให้คนเหล่านี้พร้อมคิดถึงตัวเองว่าพวกเขาจะเจออะไรบ้าง 

“หนังของผมอาจจะไม่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นหรือวัยทำงาน แต่ถามว่าเราอยากจะได้วัยทำงานมาดูไหม เราอยากได้มาก เรื่องนี้ไม่มีดารามาดึงดูดแน่ๆ เพราะฉะนั้น เนื้อหาต้องนำ มันเป็นการบันทึกเรื่องราวไว้ประเภทหนึ่ง 

สารคดีชิ้นนี้มันชื่อว่า เรื่องเล่ามีชีวิต เพราะว่าเรื่องเล่าแบบนี้มันไม่ตาย เล่าได้เรื่อยๆ มันมีชีวิตคนที่น่าสนใจอีกตั้งเยอะตั้งแยะ”

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี 'เรื่องเล่ามีชีวิต' ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

คนทำสารคดี

เชิดเลือกใช้ภาพยนตร์สารคดีในการเล่าเรื่อง เขาเรียนมาด้านภาพยนตร์โดยตรง และหลงใหลในการเล่าเรื่องผ่านสารคดีมากเป็นพิเศษ 

จากอาชีพผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาและกองถ่ายระดับต่างประเทศที่ใช้ทักษะการจัดการสูง เพื่อให้ทุกอย่างในกองถ่ายราบรื่น แต่เมื่อต้องทำหนังของตัวเองบ้าง เขากลับเลือกใช้งานสารคดี ศาสตร์ที่การวางแผนให้เป็นไปตามใจแทบจะใช้ไม่ได้เลย

เขาเลือกใช้เพราะเชื่อในพลังว่า สารคดีคือความจริงและความเรียบง่ายในการถ่ายทอด

“ภาพยนตร์สารคดีที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้คือกล้องวงจรปิด ความทรงพลังของมันก็คือความจริง คุณนั่งจ้องอย่างนั้นได้เรื่อยๆ สนุกกว่าดู Netflix อีก มันเป็นพลังของสารคดี ตามหลักภาพยนตร์มีสองทฤษฎีใหญ่ที่กำลังปะทะกันตลอดเวลา คือ ทฤษฎีที่เรียกว่า Realism หรือสัจนิยม กับที่เรียกว่า Formalism หรือรูปแบบนิยม สารคดีเป็นสัจนิยม เนื้อหามาก่อนรูปแบบแน่ๆ 

“อย่างที่บอกว่าสิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือกล้องวงจรปิด เพราะว่าเราต้องการเห็นความจริง แล้วเราก็ชอบความจริงเท่านั้นเอง เวลาคุณเห็นคนที่โดนรถชนช็อตเดียว กับคุณเห็นคนที่โดนรถชนด้วยสี่ห้าช็อตเนี่ย คุณเชื่ออะไร”

เราอาจจะคุ้นเคยกับสารคดีในปัจจุบันที่เล่าเรื่องชวนติดตาม มีภาพสวย เพลงประกอบเร้าใจ มีมุมกล้องแปลกตา และสร้างความยิ่งใหญ่ให้ได้กับบางเรื่อง แต่ภาพยนตร์สารคดีของเชิดกลับเรียบง่าย เป็นมุมมองที่เราเห็นในชีวิตปกติ เรียบง่ายจนบางคนอาจคิดว่าสิ่งนี้เชยไปเสียแล้วในยุคนี้

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

“คนดูเขาต้องการอะไรที่ทันยุค ทันสมัย ไอ้คำว่าทันยุค ทันสมัย ในสมัยนี้แปลว่าอะไรล่ะ แปลว่าคุณต้องเปรี้ยงปร้าง ไว ตีหัวเข้าบ้าน แต่สิ่งที่ผมกำลังทำมันแค่ตอบโจทย์ผมเองว่า ผมอยากให้ประทับใจ ผมต้องการเวลาในการเล่า พอต้องการเวลาในการเล่า แล้วสื่อไหนล่ะที่รองรับความตั้งใจแบบนี้ ก็มีแห่งเดียวคือโรงภาพยนตร์ เพราะว่าพอเข้าไปต้องปิดทุกอย่างให้มืดแล้วทุกคนมานั่งดู

“แล้วถามว่าสมัยนี้ใครจะเข้าไปนั่งดูสารคดีโรงภาพยนตร์บ้าง มันเป็นปัญหาอยู่ คนทำสารคดีก็ต้องปรับตัว คิดว่าจะทำอย่างไรให้ตรึงคนดูได้ในสมัยนี้ อย่างที่มีคนชอบบอกว่าเดี๋ยวนี้คนดูสามนาทีเขาก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นสารคดีมันเลยยากขึ้น ยิ่งถ้าเราต้องการทำให้คนดูประทับใจก็ยิ่งยากขึ้น

“สารคดีบางเรื่องที่เห็นตามสื่อออนไลน์เขาเล่าเรื่องเร็ว สวย แล้วจบ แต่ประเด็นคือเราต้องถามต่อว่าเขาพูดว่าอะไร เขาพยายามบอกว่าอะไร แล้วเราได้สิ่งนั้นไหม 

“จะบอกว่าผมเป็นคนทำสิ่งที่เรียกว่าเชยก็ได้ แต่ผมทำในสิ่งที่ตัวเองทำเป็น เพียงแต่เรารู้สึกว่า ความรวดเร็วหรืออาจเรียกว่าความฉาบฉวยมันครอบคลุมไปทุกแห่ง 

“แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ทำงานมาเยอะ ความมั่นใจยังหายได้เลยนะ ระหว่างทำอยู่แล้วคุณเห็นของคนอื่น โอ้โห เขามีโดรนเว้ย เขามีนู่นมีนี่เว้ย เขามีอะไรเต็มไปหมดเลย โอ้โห เขาถ่ายสวยมากอย่างนั้นอย่างนี้ เราดู เราก็อยากได้ แต่ว่าเราก็ต้องกลับมาในโลกของเราว่า เออ จริงๆ เราต้องการเล่าเรื่องนะ เราต้องการพูดคอนเทนต์ รูปแบบเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ”

ความพิเศษอีกอย่างที่เราเห็นในสารคดีของเชิดพงษ์ คือการได้เรื่องเล่าที่เป็นชีวิตจริงของคนต้นเรื่อง ในบางสถานการณ์ การได้ฟุตเทจที่ดีมา เชิดบอกว่าต้องเดินทางไปหา และถ่ายเก็บไว้หลายต่อหลายครั้ง จนได้เรื่องเล่าที่ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่จะได้มา

“มีสารคดีอันหนึ่งที่ดี เป็นสารคดีของต่างประเทศว่าด้วยเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่อายุแปดสิบ ดูแลเมียตัวเองที่เป็นอัลไซเมอร์ ง่ายๆ แค่นี้เลย แต่เรานั่งดูแล้วเรา โอ้โห ประทับใจ เขาก็แค่ดูแลไปวันๆ แต่ว่ามันคือความรักแน่ๆ เห็นเลยว่าความรักของคุณตาคนนี้ที่ไม่ไปไหนเลย ดูแลเมียตลอด พอดูหนังจบก็จะมี Q&A ผู้กำกับบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เราใช้ในการทำงานของสารคดีคือความเป็นเพื่อน 

“ถ้าคุณไม่เป็นเพื่อนกับเขา คุณไม่มีทางได้สิ่งที่พิเศษ เข้าไปในห้องนอนได้ เข้าไปดูเขาอาบน้ำได้ เข้าไปอยู่ใกล้ๆ เขาได้ เอากล้องไปจ่อหน้าเขาขนาดนั้นได้ คุณคิดว่ามันคืออะไรล่ะ ไม่ใช่เงินแน่ๆ ที่คุณไปจ่ายให้เขา แล้วเอาเขาไปตั้ง 

“การทำงานสารคดี สิ่งแรกที่เป็นเครื่องมือสำคัญเลยคือความเป็นเพื่อน ถ้าคุณสร้างความเป็นเพื่อนกับคนที่คุณคุยไม่ได้ มันก็พาคุณเข้าไปลึกกว่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น การทำงานสารคดีไม่ใช่การถ่ายทำ

“เรื่องความหวือหวาของสไตล์ไม่ตรงกับความคิดผมเลย ผมรู้สึกว่าไม่ควรจะหวือหวา เพราะมันเป็นปฏิปักษ์ต่อสัจนิยม รูปแบบมันทำลายความจริง ตัดต่อเยอะขนาดนั้น คุณเห็นความจริงอะไรบ้าง อันนี้คือมันเป็นตัวตนของสารคดีจริงๆ นะ 

“แล้วไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมพูดจะไม่มีคนดู อาจจะมีคนอีกแบบหนึ่งสนใจ”

เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ ผกก.สารคดี เรื่องเล่ามีชีวิต ของผู้คนที่ยังไม่เกษียณในวัย 60

เรื่องเล่ามีชีวิต

เรื่องเล่ามีชีวิต คือสารคดีสั้น 6 ตอน เล่าเรื่องประสบการณ์ที่เรียนรู้ในชีวิตของคนแก่ 6 คน และความสุขในสิ่งที่พวกเขาทำในปัจจุบัน 

สารคดีทั้ง 6 ตอน เชิดใช้วิธีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยการตระเวนฉายให้กับชาวบ้านตามจังหวัดต่างๆ เหมือนวิธีการฉายหนังกลางแปลง เพื่ออยากรู้ผลตอบรับของผู้ชมจริงๆ 

แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ต้องหยุดฉายเป็นการชั่วคราว และเลือกใช้วิธีเผยแพร่รูปแบบออนไลน์ โดยเขาเล่าเรื่องย่อๆ ไว้ดังนี้

เรื่องแรกชื่อว่า ‘ให้อาชีพนำทาง’ เป็นเรื่องของคุณลุงธนา ทำงานในธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แล้วโดนโกงเงินนับ 10 ล้าน เขานอนเศร้าแล้วก็ร้องไห้ คิดอยากจะตายในทุกๆ วัน ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว 

สิ่งที่ทำให้เขาหลุดพ้นมาจากภวังค์นั้นได้ คือ ครอบครัว เมีย และอาชีพ 

ลุงธนาคิดว่าเขาจะนอนติดเตียงอยู่แล้วป่วยอย่างนี้ไม่ได้ ต้องลุกมาช่วยครอบครัว ทำให้เห็นว่าที่สุดแล้วอะไรก็ไม่สำคัญเท่าครอบครัว 

เขาสู้ชีวิตใช้หนี้ไป บ้านโดนยึดก็หาใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ทุกวันนี้เขามีความสุขมากที่ได้อยู่กับเมีย เขามีอาชีพใหม่ในวัยสูงอายุ คือไปสมัครเป็นพนักงานขายหนังสือ ในร้านหนังสือที่มีโครงการรับสมัครคนสูงอายุที่ยังทำงานได้ งานช่วยเหลือให้เขาหลุดจากภวังค์ที่พยายามฆ่าตัวตายวันละหลายๆ ครั้งได้

เรื่องที่ 2 ชื่อว่า ‘เสียงแว่วจากชายป่า’ เป็นเรื่องของปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ พูดถึงการมีชีวิตอยู่ด้วยธรรมชาติ ด้วยป่า บอกว่าป่านั้นช่วยเหลือชีวิตคน อย่างคนที่คิดฆ่าตัวตายด้วยโรคซึมเศร้า ปีนี้เขาช่วยไปได้ 2 คนแล้ว ถามว่าทำยังไง ไม่มีอะไรเลย พาเขาเข้าไปเดินป่า ไปดูใบไม้ร่วง ไปดูมด ดูนู่นนี่ ให้ธรรมชาติบำบัด

เขาพูดว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีอยู่เพื่อความสุขนะ มันเป็นดินแดนแห่งการร้องไห้ ภาษาเขาแปลว่าที่ที่สำหรับร้องไห้ มีใครไม่เคยร้องไห้บ้าง เขาเดินทางไปรอบโลก ไม่เห็นไม่มีใครไม่ร้องไห้เลย ก่อนตายคุณก็ร้องไห้ เพราะฉะนั้น ที่แห่งนี้คือที่สำหรับร้องไห้ คุณไม่ต้องกลัวความทุกข์ ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ได้ คุณไม่มีความทุกข์แล้ว

เรื่องที่ 3 ‘ควายเงินล้าน’ เรื่องชาวอีสานเกิดขึ้นที่นครพนม ลุ่มน้ำสงคราม อาชีพคนเลี้ยงควายไม่มีเกษียณ เลี้ยงไปกระทั่งคนเลี้ยงเดินจะไม่ได้ ควายหรือวัวเป็นเหมือนกระปุกออมสิน สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือการเก็บออม เชิดบอกว่าคนสูงวัยอย่างเขาเองต้องมีพลาดแน่ๆ เพราะใช้จ่ายเงินเยอะ แต่ไม่เคยมีการเก็บออม การซื้อวัวควายก็เป็นการเก็บออมประเภทหนึ่ง 

เรื่องที่ 4 ชื่อ ‘แพรอาภรณ์’ เรื่องของ แม่คำสอน สระทอง อาศัยอยู่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ อายุ 80 แล้วแต่ยังทอผ้าทั้งวัน ทอผ้าแพรอาภรณ์เพื่อให้มันคงอยู่ไปเรื่อยๆ รักษาไว้ ความสุขเขาคือความภูมิใจของเขาเอง ที่ได้เป็นครูสอนทอผ้าให้ส่วนในพระองค์ของ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง 

หนังจะพูดถึงการมีชีวิตอยู่ของเขาว่าใช้ชีวิตอย่างไร การดูแลตัวเอง การที่เราได้เรียนรู้จากเขา คือการมีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่ตัวเองทำ มันเป็นการเรียนรู้ชีวิตคน ความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยความภูมิใจ

เรื่องที่ 5 ชื่อว่า ‘ตาลโตนด’ เป็นเรื่องราวของคุณลุงคนหนึ่งกับครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่กับการปีนตาลที่จังหวัดสงขลา เชิดมองว่าเป็นความน่าสนใจทางวัฒนธรรม ต้นตาลก็เป็นลมหายใจสุดท้ายแล้ว เพราะคนที่ปีนโตนดทุกวันนี้เป็นคนแก่ ไม่มีรุ่นใหม่เข้ามา เพราะทั้งเสี่ยง ไม่สบาย และเหนื่อย คุณลุงเองก็จะทำจนทำไม่ไหว เป็นเรื่องที่พูดถึงความเกษียณด้วยวัย 

เรื่องสุดท้ายก็เป็นเรื่อง ‘เฒ่าทะเล’ เป็นเรื่องของการหากินในทะเลสาบสงขลาของชายชรา 2 คนที่ยังคงออกไป เขาเล่าถึง ‘โมระ’ อุปกรณ์ทำจากไม้ไผ่อันหนึ่งซึ่งเหมือนลอบดักปลา คลาสสิกตรงที่ต้องไปเหลาไผ่ ตัดต้นไผ่มา เราต้องเลือกต้นไผ่เป็นเพื่อมาทำ แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว ในพิพิธภัณฑ์ไม่มีให้เห็นอีก 

เขาบอกว่าพอวิธีการดักปลาของคนฉลาดขึ้น ดักปลาได้ทีละมากขึ้น ตอนหลังเราจะดักปลาได้น้อยลง เพราะว่ามีปลาน้อยลง เป็นเรื่องสวนทางของอะไรบางอย่าง และเรื่องปกติของโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงไป 

เขายังมีความสุขกับชีวิตชาวประมง แล้วก็มีความสุขในการเลี้ยงลูก เพื่อสืบสานการทำประมงในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

หนังสือของนักเขียนหลายคนทั้งคุ้นเคยและแปลกตาตั้งแต่เล่มเก่าไปจนถึงเล่มใหม่ล่าสุดที่ถูกจัดวางบนชั้น ความสงบที่ส่งเสียงดังอย่างไม่รบกวนการอ่านและความใกล้ชิดของเรากับหนังสือจนเกินไป สิ่งเหล่านี้หลอมรวมเป็นความสบายใจแปลกๆ แต่มีเสน่ห์ที่เราได้รับเมื่อเข้าร้านหนังสืออิสระ

หากใครเป็นแฟนร้านหนังสืออิสระเป็นทุนอยู่แล้ว ย่อมเห็นข่าวคราวของงาน ‘สัปดาห์ร้านหนังสืออิสระครั้งที่ 5’ ผ่านตา และในโอกาสกำลังพอเหมาะเช่นนี้เราจึงเลือกเดินทางไปเยือนร้านหนังสืออิสระอายุน้อย 4 แห่ง ต่างที่ ต่างสไตล์ และกระจายตัวอยู่ตามย่านต่างๆ ในเมือง เพื่อพูดคุยกับคนทำร้านถึงความตั้งใจ ความคิด ความเชื่อ ความฝัน และประสบการณ์ที่พวกเขาเรียนรู้จากการทำร้าน ด้วยหวังว่าเราจะได้ขยับเข้าไปทำความรู้จักกับร้านหนังสืออิสระมากขึ้นอีกนิดนอกจากในชีวิตปกติที่เราเดินเข้าออกร้าน

Fathom

ภัทรอนงค์ สิรีพิพัฒน์ และ ขนิษฐา ธรรมปัญญา

เจ้าของร้าน Fathom

“Fathom เริ่มต้นจากการที่พวกเราอยากมีพื้นที่ให้คนได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน และมองเห็นกันในฐานะมนุษย์มากขึ้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนรักหนังสือ เป็นคนทั่วไป ใครก็ได้ เราไม่สามารถทำร้านแบบออนไลน์ เพราะเราต้องการให้คนได้มาเจอกันในพื้นที่บางอย่าง ที่เราจะได้เห็น ได้เรียนรู้คนอื่นและตัวเองมากขึ้น โดยไม่ใจร้ายใส่กัน และไม่ตัดสินคนอื่นเร็วไป แล้วพอบอกว่าอยากให้เกิดการเรียนรู้ตัวเองและเข้าใจคนอื่น คนจะนึกภาพว่าเราต้องเข้าวัดนั่งสมาธิทันที แต่เรารู้สึกว่ามันยังมีเครื่องมืออื่นๆ อีกที่จะช่วยสร้างความเข้าใจนี้ได้เหมือนกัน หนังสือเป็นหนึ่งในเครื่องมือนั้นสำหรับเรา

“ชื่อ Fathom มีหลายความหมายมาก มันเป็นหน่วยวัดความลึกของมหาสมุทร เช่น ลึกหนึ่ง fathom สอง fathom มันแปลว่า การหยั่งรู้ หยั่งลึก เข้าใจ แล้วยังแปลว่าการโอบกอดด้วย เราใช้ชื่อนี้เพราะรู้สึกอยากให้ทุกคนได้มาหยั่งรู้ หยั่งลึก ในแบบของตัวเองที่นี่

“เราเปลี่ยนธีมหนังสือในร้านทุก 2 เดือน นอกจากเพื่อให้หนังสือหลายเล่มถูกพบเห็นมากขึ้น มันยังทำให้เรามีโอกาสได้คุยเรื่องแปลกๆ กันมากขึ้นด้วย เช่น ก่อนหน้านี้เราตั้งธีมชื่อ ‘ติดแท็ก (tag)’ เพื่อให้คนได้คุยกันว่าเรากำลังแปะป้ายให้อะไรหรือใครอยู่หรือเปล่า ซึ่งจริงๆ มันเป็นเรื่องยาก ที่จะรวมเอาคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ชาวบ้าน พี่แม่ค้า พี่พนักงานออฟฟิศ มาพูดคุยกันเรื่องนี้ แต่พอเราจัดธีมแบบนี้ มีกิจกรรม เช่น คำถามสนุกๆ ให้เขียนคำตอบแปะไว้ที่ร้าน หรือให้วาดรูป มันก็เลยออกมาง่ายและทำให้เกิดความตระหนักบางอย่างในใจว่า เออว่ะ คราวที่แล้วเราไม่น่าจะพูดกับคนนั้นอย่างนี้เลย คนต่างศาสนาอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น หรือเด็กที่เคยเข้าคุกอาจจะไม่ได้เป็นคนแบบนี้ตลอดไป หนังสือที่เรานำมาจัดบนชั้นวางให้เข้ากับธีมก็มีหลากหลาย อย่างเช่นหนังสือเรื่อง เด็กน้อยโตเข้าหาแสง หนังสือบทสัมภาษณ์ของพี่หนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์ หนังสือที่หน้าตาดูเป็นการ์ตูนมากๆ แต่ว่าเนื้อหาข้างในไม่ใช่แบบนั้น หรือหนังสือที่ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง

“บางวันก็มีลูกค้าเข้ามาบอกว่า วันนี้อยากได้หนังสือสดใสค่ะ วันนี้อยากได้หนังสือเศร้าๆ ค่ะ เลือกให้หน่อย มันยากนะ แต่พวกเราก็ชอบ เพราะมันทำให้ได้พูดคุยกัน ปกติอ่านแนวไหนคะ ชอบอะไรเป็นพิเศษ ช่วงนี้ทำอะไร คุยกันไปเดินเลือกไป หรือบางทีมีลูกค้าสองกลุ่มเข้ามาโดยที่ไม่รู้จักกัน นั่งกันคนละมุม แต่คุยไปคุยมาอยู่ๆ ก็รวมกันเป็นวงใหญ่ คุยกัน สนุกสนาน ทำให้เราก็รู้สึกแฮปปี้ไปด้วย

“หลายคนบอกว่าทำร้านหนังสือคงได้นั่งอ่านหนังสือในร้านชิลล์ๆ แต่จริงๆ ไม่เป็นแบบนั้นเลย เพราะมันยุ่งมาก เราต้องทำทุกอย่าง กวาด เช็ดฝุ่น เช็ดกระจก ติดสก็อตเทปตรงนั้น เปลี่ยนป้ายตรงนี้ จัดชั้นวางหนังสือที่ต้องเปลี่ยนตามธีมทุก 2 เดือน ไม่ใช่ว่าคนเยอะด้วยนะที่ทำให้ยุ่ง คือมันยุ่งในทุกๆ ด้าน ด้วยรายละเอียดของมัน ถามว่าเหนื่อยไหมก็เหนื่อยแต่พวกเรายังสนุกอยู่ ยังมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากให้คนเข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่น ยังมีแพชชันต่อสิ่งนี้และอยากให้เกิดขึ้นจริง”

Recommended

The Little Book of Hygge, The Danish Way to Live Well
ผู้เขียน: Meik Wiking
ผู้แปล: พลอยแสง เอกญาติ

“ตั้งแต่เราเห็นชื่อหนังสือ The Little Book Of Hygge เราก็พูดคำคำนี้ทุกวัน หนังสือเล่าถึงปรัชญาความสุขแบบเดนมาร์ก โดยคนเดนมาร์กจะมีคำติดปากคำนึงคือ ‘ฮุกกะ’ ความหมายของมันคือการที่เราได้ใช้ชีวิตดีๆ เช่น ถ้าพูดว่าเย็นนี้เราฮุกกะกันไหม อาจจะหมายถึงการไปชิลล์กับเพื่อน การชวนเพื่อนมากินข้าวด้วยกันที่บ้าน ทำอาหารกันเอง จุดเทียน ฟังเพลง ตื่นเช้ามาเล่นเปียโน ทุกอย่างที่เรียบง่ายและมีความสุข ทั้งหมดนี้ถือเป็นฮุกกะ ซึ่งจริงๆ แล้วเดนมาร์กเป็นประเทศที่อากาศไม่ดี ไม่ได้อยู่ง่าย แต่หนังสือเล่มนี้จะเล่าว่าทำไมเขาถึงยังมีความสุข จะหาความสุขได้ยังไง ฟังแค่นี้ก็อยากจะฮุกกะแล้วไหมคะ”

ที่อยู่:  Fathom 572/3 ซอย สาทร 3 แขวง ทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร
Facebook: Fathom bookspace

Hardcover

เชน สุวิกะปกรณ์กุล

เจ้าของร้าน Hardcover

“Hardcover เกิดมาเพื่อเป็นร้านหนังสือศิลปะ ไม่มีร้านหนังสือเฉพาะทางสำหรับศิลปะร้านไหนที่จะมีพื้นที่ให้วางได้เยอะขนาดนี้ เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่านี่คือจุดแข็ง เราก็เลยจัดเต็มกับหนังสือศิลปะก่อน แล้วหนังสือประเภทอื่นๆ ค่อยตามมา บางคนบอกว่ามันก็แค่หนังสือภาพ แต่จริงๆ มันไม่ใช่แค่นั้น ข้อมูลสำคัญๆ เกี่ยวกับศิลปิน ศิลปะ การถ่ายภาพ ทุกรายละเอียดที่สำคัญอยู่ในหนังสือพวกนี้

“ตอนที่เริ่มทำ Hardcover สาขา Central Embassy สถาปนิกเขาถามเราว่า ตู้หนังสือยาวขนาดนี้จะเอาหนังสือมาใส่เต็มหรือ เราบอกไปว่า จริงๆ พื้นที่ไม่พอด้วยซ้ำ เราเลือกที่จะทำร้านให้กว้างที่สุด ให้รู้ไปเลยว่า มีใครที่ทำหนังสือศิลปะบ้าง สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ เขาทำอะไรอยู่ ต้องทำให้อิมแพ็ค เพื่อให้ทุกคนเข้ามาแล้วรู้ว่ามีคนเขาทำหนังสือกันอยู่นะ ไม่ใช่ว่าแอบๆ ทำ ไม่ใช่ว่ายุคดิจิทัลแล้วฉันก็ทำหนังสือแค่นิดหน่อยพอ หรือทำเพื่อเสริมดิจิทัลเท่านั้น

“มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจ คือการที่ลูกค้าชาวต่างชาติบอกเราว่า ร้านนี้ทำให้เขาอยากกลับมากรุงเทพฯ อีก เขาอยากจะมาอยู่กรุงเทพฯ เพราะมีร้านเรา เรายังรักที่จะทำร้านหนังสือ มันผูกพัน แล้วก็รู้ว่าเรากำลังให้สิ่งที่ดีกับคน หากคนรุ่นใหม่หรือเด็กได้มาเห็นที่นี่ เขาจะตื่นเต้นจนลืมเล่นไอแพดไปเลย เมื่อคนมาที่นี่ครั้งแรกๆ เขาอาจจะมาถ่ายรูปเซลฟี่บ้าง ดึงหนังสือเล่นบ้าง ทำให้หนังสือเสียหายบ้าง แต่พอเขามาครั้งต่อๆ ไป สักพักหนึ่ง เขาจะปฏิบัติต่อหนังสืออีกแบบเลย จะค่อยๆ หยิบ ค่อยๆ ดู และจะได้รู้ว่าความรู้สึกมันต่างกัน ดิจิทัลมันใช้เพื่ออย่างหนึ่ง แต่เราก็ยังต้องค้นหาความรู้ที่มันลึกขึ้นผ่านหนังสือเหมือนกัน

“ก่อนเปิดร้านเราเป็นคนทำหนังสือมา 20 – 25 ปีแล้ว ทำมาก่อนยุคดิจิทัลอีก มรสุมดิจิทัลเราก็ผ่านมาแล้ว อย่างไรก็ตามเรามองว่าการขายหนังสือเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอาชีพหนึ่งด้วยซ้ำ ตั้งแต่สมัยกรีกโรมันก็มีคนขายหนังสือแล้ว หนังสือเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรทดแทนได้ คนอาจบอกว่าหนังสือจะตาย แต่เราว่ามันไม่ตายไปไหนหรอก เราเชื่อในหนังสือ มันอยู่มาสองสามพันปีแล้ว และถึงแม้จะมองไปอีกร้อยปีเราก็ว่ามันยังไม่ตาย”

Recommended

Prince Naris: A Siamese Designer
ผู้เขียน: M.L. Chittawadi Chitrabongs

หนังสือเรื่อง Prince Naris A Siamese Designer นำเสนอเรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ศิลปินนักออกแบบคนแรกของไทย คือสมัยก่อนไม่มีคำว่านักออกแบบ คำว่าสถาปนิกยังไม่มีเลย มีแต่คำว่าช่าง ท่านเป็นคนที่ศึกษาศิลปะตะวันตก เรียนรู้การสเกตช์ภาพด้วยตัวเอง แล้วก็เอามาประยุกต์ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นในการออกแบบต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีของทางตะวันตกมาผสมผสานกับความเป็นไทยของเรา ออกมาเป็นผลงานจิตรกรรม สถาปัตยกรรม และภาพวาด เป็นบุคคลที่ทำให้วงการศิลปะและสถาปัตยกรรมก้าวไปอีกขั้นหนึ่งจริงๆ”

ที่อยู่:  Open House Bookshop by Hardcover ชั้น 6 Central Embassy ถนนเพลินจิต เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
Facebook: Open House Bookshop by Hardcover

Zombie Books

กรกฤษณ์ พรอินทร์

ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน Zombie Books

“พี่โต้งเจ้าของร้านเขาเคยทำร้านหนังสือมาก่อน มันเลยเป็นอะไรที่เขาผูกพัน และเขาอยากจะเปิดร้านหนังสือที่เป็นตัวของเขาเอง จะเห็นได้เลยว่าคาแรกเตอร์ของร้าน Zombie Books ค่อนข้างจะแปลก เรามีทั้งบาร์ที่อยู่ชั้นบนสุด เพราะเราอยู่ใน RCA ซึ่งเป็นพื้นที่ของการกินดื่มและชีวิตราตรี มีร้านกาแฟเพราะเราเป็นคนอ่านหนังสือที่ชอบดื่มกาแฟ ถ้าเราเป็นตัวของตัวเองในร้านตัวเองไมได้แล้วเราจะมีร้านไปทำไม

“ทุกอย่างในร้านถูกคิดอย่างละเอียด เช่น ตู้หนังสือเป็นไม้ เพราะไม้คือวัสดุที่ทำหนังสือ ทำกระดาษ การเอาหนังสือไปวางก็เหมือนให้พ่อได้อยู่กับลูก

“ทำเลแถวนี้ทำให้เรามีลูกค้าต่างชาติ เราจึงมีหนังสือภาษาอังกฤษ และยังมีลูกค้าที่เป็นพนักงานออฟฟิศ เขาต้องการหนังสือฮาวทู จิตวิทยา การตลาด เราก็จัดหามาวางขาย เราปรับเปลี่ยนตัวเองไปด้วยเพื่อทำให้ทุกอย่างมันครบ พยายามสร้างความพอใจให้ลูกค้าในทางใดทางหนึ่ง ถ้าคนที่เข้าร้านไม่แฮปปี้กับหนังสือ ก็ยังมีกาแฟ มีบาร์ คือดักไว้ทุกทาง อย่างน้อยคนต้องแฮปปี้สักอย่างแหละวะ

“ร้านเราเปิด 24 ชั่วโมง จริงๆ ไม่ได้เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกหรอก ตอนเปิดร้านเราอยากทำแต่ยังไม่พร้อม พอเปิดร้านครบ 1 ปีถึงมารู้สึกว่าเราจะลุยแล้ว ในเมื่อ 1 ปีผ่านไปเรายังไม่เจ๊ง เราก็จะไปต่อ ร้านเราขายหนังสือออนไลน์ด้วย บางทีตีหนึ่งตีสองคนทักมาซื้อหนังสือในเพจ เรายังไม่นอนเราก็ตอบลูกค้า แล้วเขาก็จะตื่นเต้นว่า เฮ้ย ตี 2 แล้วแอดมินยังตอบอยู่เลย เราเลยรู้สึกว่าถ้าเราตอบออนไลน์ในช่วงดึกๆ ได้ มานั่งทำที่ร้านไหมล่ะ จะได้ขายหน้าร้านไปด้วย

“ถ้าคนเรามันมีความฝันอยากทำอะไรมันควรได้ทำ ถ้าฝันของเขาคือการเปิดร้านหนังสืออิสระก็ควรได้เปิด มันเปิดได้ และสามารถอยู่ได้ไปตลอดรอดฝั่ง ไม่ใช่ว่าเปิดร้านมาร้อยร้านแล้วมันจะเจ๊งกันทุกร้าน ความแข็งแรงของร้านหนังสืออิสระมันมีอยู่ และมีคนพร้อมที่จะไปใช้บริการ ตอนช่วงงานสัปดาห์หนังสือเดือน มี.ค.-เม.ย. ที่คนเริ่มไปซื้อหนังสือตามงานสัปดาห์หนังสือเพราะว่าราคาถูก ไปทีได้เยอะ ได้ครบ แต่เราก็ยังมีลูกค้ามาที่ร้านอยู่ ด้วยความที่เราเป็นคาแรกเตอร์แบบกวนๆ เราก็แกล้งแหย่แกล้งถามว่า อ้าว ทำไมไม่ไปที่งานสัปดาห์หนังสือล่ะ เขาก็บอกเราว่า ถ้าผมไปที่งานสัปดาห์หนังสือ ลูกค้าที่ไหนจะมาซื้อของคุณ ผมอยากให้คุณอยู่ได้ พอฟังแล้วเจ้าหน้าที่ในร้านมองหน้ากันทันที รู้สึกเลยว่า เออ กูสู้ต่อไปได้ มันทำให้เราเห็นว่านักอ่านทุกคนไม่ใช่ว่าจะเอาแต่ของถูก ของเทศกาล นักอ่านเขาก็อยากให้ร้านประเภทนี้อยู่ได้ อยู่รอด ไอ้ที่เราทำไปทั้งหมดมันไม่ได้โดดเดี่ยว มันมีคนเห็น ใส่ใจ และพร้อมจะอุ้มชูเราจริงๆ นะ

“ที่เราชื่อ Zombie Books มันเหมือนเวลาเราโดนซอมบี้กัดเราก็เป็นซอมบี้ เหมือนเป็นการหลงตัวเอง โดยบอกลูกค้าว่าคุณเข้ามาร้านเราคุณจะหลงรักจนอยากจะกลับมาอีก คุณเป็นพวกเดียวกับเราแล้ว เป็นซอมบี้แล้ว”

Recommended

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน
ผู้เขียน:  Miguel de Cervantes Saavedra
ผู้แปล:  สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน เป็นหนังสือที่สวยมาก หนามาก และหนักมาก เหมือนเป็นหนังสือโบราณ หนังสือเล่มนี้เขียนมาแล้ว 400 ปี และยังมีคนอ่านอยู่ ตัวหนังสือผ่านกาลเวลา และพิสูจน์ตัวมันเองแล้ว เรารู้สึกว่าเป็นร้านหนังสือต้องมีหนังสือแบบนี้สิ ต้องมี สามก๊ก มี ดอนกิโฆเต้ฯ คนที่เข้าร้านควรจะได้พบกับหนังสือเหล่านี้”

ที่อยู่:  Zombie Books 21/118 อาคาร D โครงการ RCA ซอยศูนย์วิจัย ถ.พระรามเก้า แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
Facebook: Z-Books

Books & Belongings

กิตติพล สรัคคานนท์

เจ้าของร้าน Books & Belongings

“ร้าน ‘หนังสือและสิ่งของ’ ก็เหมือนกับชื่อร้าน คุณสามารถเลือกซื้อหรือหาสิ่งของทั้งหลายที่เป็นแรงบันดาลใจให้การอ่านและเขียนได้ เราจัดหาหนังสือนวนิยาย เรื่องสั้น แม้กระทั่งปรัชญา เป็นหนังสือที่ถ้าเป็นคอเดียวกันเข้ามาจะคลิกทันทีโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย เราคิดว่าโลกของการอ่านหนังสือในบ้านเรามันถูกกำหนดโดยความยอดนิยม แม้กระทั่งวรรณกรรมต่างประเทศก็ต้องเป็นกระแสก่อนเราถึงจะให้ความสำคัญหรือความสนใจ แต่ว่าในโลกของการเขียนการอ่านทั่วไป หรือในประเทศอื่นๆ มันถูกกำหนดด้วยความอยากรู้ และความกระตือรือร้นของนักอ่านจริงๆ เพราะฉะนั้นเข้ามาที่นี่จะได้เห็นวรรณกรรมแปลกๆ เรื่องสั้นจากยุโรปตะวันออก เหมือนกับเข้ามาแล้วแทนที่จะได้อ่านมุราคามิ อาจจะได้เจอหนังสือของนักเขียนที่มุราคามิชื่นชอบแทน

“หนังสือทุกเรื่องทุกเล่มในร้าน เราเลือกมาเพราะมันมีเรื่องราวที่อยากจะให้เขาได้เอากลับไปอ่าน เป็นหนังสือที่เราอ่านแล้วรู้สึกชอบมากจริงๆ วรรณกรรมคลาสสิก หรือโมเดิร์นคลาสสิกที่น่าสนใจในร้านหนังสือใหญ่ๆ จะมีอย่างละเล่มเดียวหรือสองเล่ม ไม่มีมากกว่านั้น จริงๆ ก็เท่าร้านเราแหละ แต่หนังสือที่ดีเหล่านั้นเวลาอยู่ในร้านใหญ่ๆ มันจะถูกวางไว้ในที่ที่รอให้คนไปค้นพบ สิ่งที่เราแตกต่างก็คือ เรานำเสนอหนังสือพวกนั้นออกไปให้คนได้เห็น เราโฆษณา ประชาสัมพันธ์ พูดง่ายๆ คือเรานำเสนอสิ่งที่ไม่เป็นกระแสหลัก แต่ทำราวกับว่าคนทั่วไปจะสนใจมัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังพยายามอยู่ คิดว่าถึงจุดหนึ่งจะเจอคนที่อยากอ่าน

“หนังสือเป็นวัตถุดิบที่ไม่มีวันหมดอายุ และเป็นสิงใหม่เสมอ ในความคิดของเรา ถ้าจะปฏิบัติกับหนังสือเหมือนสินค้า มันก็เป็นสินค้าที่เราดันขึ้นนะ เราสามารถเปลี่ยนให้หนังสือทั่วไปกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในกระแสได้ ไม่นานมานี้เรานั่งฟังน้องฝึกงานเสนอไอเดียความรู้ที่เขาค้นคว้ามา เขาพูดถึงอิทธิพลของวรรณกรรมที่มีต่อมิวสิกวิดีโอเพลงเกาหลี เอามาให้ดูว่า นี่มันวรรณกรรม Herman Hesse เชียวนะ เขาเอามาแปลงเป็นมิวสิกวิดีโอได้ยังไงบ้าง วรรณกรรมของ Ursula Le Guin ถูกหยิบยกมาใช้ยังไงบ้าง เราจะเห็นเลยว่า อ้าว ไอ้แท็ก #จินยองอ่าน ไม่ได้มาโดยเหตุบังเอิญ แต่มาเพราะว่ากระแสการอ่านวรรณกรรมในเกาหลีมันคือ Pop Culture

“บางทีร้านหนังสือก็ลืมคิดไปว่า หนังสือไม่ใช่สมบัติของปัญญาชนอย่างเดียว มันเปลี่ยนเป็นแฟชั่นก็ได้ มันถูกถือเพื่อที่จะถ่ายรูป ถือเพื่อเข้าร้านกาแฟก็ได้ มันแค่เริ่มเปลี่ยนแปลงจากตรงนั้นก่อน แล้ววันหนึ่งเมื่อเขาอ่าน เขาซึมซาบ เขาจะเปลี่ยนมันเป็นเพลง เป็นภาพยนตร์ เป็นวิดีโอเกม หรือเป็นอะไรที่เข้ากับชีวิตของเขา”

Recommended

Mount Analogue
ผู้เขียน: René Daumal

“เราเพิ่งจัดกิจกรรมฉายหนังเรื่อง The Holy Moutain มันจะมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Mount Analogue เป็นหนังสือที่เป็นรากฐานของหนังเรื่องนี้อยู่ พูดง่ายๆ ว่าหนังได้แรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้ มันเจ๋งตรงที่ว่าในหนังเรื่องThe Holy Moutain มีรายละเอียดอะไรบางอย่างคล้ายๆ กันด้วย เล่มนี้ไม่ใช่หนังสือใหม่นะ คนเขียนเกิดปี 1908 และเสียชีวิตปี 1944 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดไม่นาน หนังสือจะพูดถึงแนวคิดที่ว่า ทำไมเราถึงมีความเชื่อว่าสวรรค์หรือเทพเจ้ามักจะอยู่บนภูเขา เช่น โอลิมปัส ภูเขาศักดิ์สิทธ์ทั้งหลายแหล่ในแต่ละชาติ หรือแต่ละศาสนา เป็นหนังสือที่เราว่ามีสไตล์ล้อเลียนเล็กๆ อยู่ด้วย Mount Analog จะพาเราออกไปผจญภัยตามหาภูเขาที่ไม่เคยมีใครเห็น ไม่เคยมีใครรู้จัก ความน่าสนใจของมันอยู่ตรงที่นิยายเรื่องนี้มันเขียนไม่จบ เพราะผู้เขียนเสียชีวิตลงก่อน และทิ้งไว้เพียงภาพสเกตช์ที่บอกว่าจะไปยังไงต่อ นิยายสมัยใหม่จะชอบเขียนให้จบแบบไม่จบอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้มันเหมือนเราต้องไปเขียนตอนจบเอาเอง จากสิ่งที่คนเขียนทิ้งไว้ให้ เป็นแบบฝึกหัดให้เราขบคิดกับสิ่งที่หนังสือมันค้างเอาไว้”

ที่อยู่:  Books & Belongings 2281 สุขุมวิท91 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร
Facebook: Books & Belongings

Writer

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

นักศึกษาฝึกงานรหัส 001 ที่ใส่ต่างหูห่วงตลอดเวลา วางแผนจะอุทิศปัจจุบันและอนาคตให้การเขียน

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load